x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

OPEN HOUSE : Co-living space สุดอลังการแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

เพราะไอเดียสดใหม่มักถูกปลดล็อกด้วยความสนุกและความสบาย หัวใจของเราจึงเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้มีโอกาสไปซิ่งที่ OPEN HOUSE Co-living space คอนเซปต์สดใหม่ใจกลางเมืองที่ บรม พิจารณ์จิตร
กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตั้งใจยกพื้นที่ชั้น 6 ของห้างให้กลายเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ทุกคนสามารถมาปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์
ผ่านการกิน นอน ดื่ม แฮงค์เอาต์ และเมามันไปกับหนังสือเล่มโปรดยันเล่มแปลกได้ทุกวัน

ความสนุกขนาด 7,000
ตารางเมตรกว่านี้ได้ดีไซเนอร์โปรไฟล์ชวนว้าว
อย่าง Astrid Klein และ Mark
Dytham
แห่ง Klein Dytham architecture (KDa) สตูดิโอ multi-disciplinary design จากญี่ปุ่นมาเป็นผู้ออกแบบ
ส่วนที่บอกว่าโปรไฟล์ชวนว้าวก็เพราะพวกเขาเคยฝากผลงานออกแบบแสบซิ่งมาแล้วที่ YouTube Space Tokyo Office, Google Japan Office, Ginza Place
อาคารแลนด์มาร์กใหม่ย่านกินซ่า และคอมมูนิตี้มอลล์ขวัญใจหนอนหนังสือชาวโตเกียวอย่าง Daikanyama
T-Site นอกจากนี้พวกเขายังเป็นผู้ปลูกปั้นค่ำคืนแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เรารู้จักกันในชื่อ PechaKucha
Night อีกด้วย

จากความต้องการให้สเปซมีความสบายและความสนุกเหมือนอยู่บ้าน ดีไซเนอร์จึงออกแบบพื้นที่ให้อบอุ่น สบายตา
และโปร่งโล่ง ด้วยการสอดแทรกต้นไม้สีเขียวในทุกจุด จัดวางพื้นที่กิน ดื่ม นอน
เล่น สร้างแรงบันดาลใจในลักษณะเปิดโล่งต่อเนื่องเชื่อมถึงกัน (Open Plan)
บวกกับผนังกระจกใสโดยรอบ เราจึงมองออกไปเห็นวิวตึกสูง สถานทูตอังกฤษ
และสวนสีเขียวของย่านเพลินจิตได้ถนัดตาจากโซนต่างๆ โดยทาง KDa เองก็ไม่ลืมที่จะใส่เทคนิคการทำงานที่ใช่ในแบบของเขา
นั่นคือการผสมผสานเทคโนโลยีกับงานแฮนด์คราฟต์เข้าด้วยกัน
สังเกตได้จากบริเวณฝ้าเพดานของ OPEN HOUSE ที่สะกดสายตาเราด้วยแพตเทิร์นใบไม้ที่ใช้วิธีการฉาย
Project Mapping ลงไปบนผิวเพดาน และชักชวนเหล่าช่างฝีมือท้องถิ่นของไทยมาร่วมกันเพนต์มืออีกที

ไม่ใช่แค่ดีไซน์ภาพรวมที่เจ๋ง
แต่การแบ่งโซนของที่นี่ยังมีความครบเครื่องถึง 8 ส่วน ชวนปลดล็อกไอเดียใหม่ๆ ตามนี้!

OPEN HOUSE Bookshop by Hardcover

เราขอเริ่มต้นด้วยการพามามองหัวใจสำคัญของที่นี่
นั่นก็คือ Open House
Bookshop by Hardcover
โซนนี้มีทีเด็ดอยู่ที่ Book Tower หอคอยหนังสือขนาดยักษ์ตั้งเด่นเป็นแลนด์มาร์ก ทุกคนค้อมตัวเข้าไปหยิบหนังสือภายในหอคอยนี้มานั่งอ่านเล่นบนโซฟานุ่มๆ ซึ่งถูกออกแบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชั้นวางหนังสือที่จะกระจายตัวอยู่ทุกมุมของ
Open House แบ่งหมวดทั้งตามสำนักพิมพ์ ทั้งตามความสนใจ ส่วนถ้าอ่านแล้วติดใจอยากเก็บไว้อ่านต่อที่บ้านเงียบๆ
ก็เรียกบรรณารักษ์มาซื้อกลับบ้านไปได้

และตัว Book Wall กำแพงหนังสือรูปตัว L ซึ่งจะจัดหนักจัดเต็มเกี่ยวกับงานศิลปะ
ดีไซน์ แฟชั่น สถาปัตยกรรม ภาพถ่ายจากสำนักพิมพ์ชื่อดังทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น TASCHEN, PHAIDON, PRESTEL และ THAMES & HUDSON กว่าสองหมื่นเล่ม ขึ้นชื่อว่า Hardcover คัดสรร หนังสือส่วนใหญ่ของที่นี่จึงเป็น
Limited Edition ที่ไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ ตามร้านหนังสือ
หรือห้องสมุดทั่วไปแน่นอน!

อ้อ! สำหรับหมวดงานคราฟต์นั้น เขาไม่ได้มีแค่หนังสือเท่านั้น แต่ยังมีส่วนของ Selected Paper Shop ที่ เชน สุวิกะปกรณ์กุล เป็นคนเฟ้นหากระดาษลายสวยจากมุมเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นมาไว้คู่ไปกับมุมเวิร์กช็อปงานทำมืออีกด้วย

Art Tower

กล่องสีขาวทึบตันสูง
3 ชั้นที่ตั้งเด่นกลาง OPEN HOUSE นี้เป็นหอคอยแห่งศิลปะที่เราอยากชวนทุกคนค้อมตัวเข้าไปสำรวจภายในก่อนเอนจอยไปกับงานนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนจากเหล่าศิลปินจากทั้งไทยและเทศที่
เชน เจ้าสำนัก Hardcover ผู้คลุกคลีกับศิลปะและผู้ก่อตั้ง Serindia Gallery เป็นคนคัดเลือก

แต่ที่เลิฟสุดๆ เห็นจะเป็นชั้นบนสุดของหอคอย ที่ดีไซเนอร์ตั้งใจออกแบบให้เป็นเหมือนที่นั่งอ่อนนุ่มบนสวนลอยฟ้า มีที่นั่งนุ่มๆ
ใต้ต้นไม้ใหญ่ และสกายไลต์ใหญ่พิเศษชวนให้อยากหยิบคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กขึ้นมาทำงาน หิ้วหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่าน
หรือจะพาแฟนมาเอกเขนกมองดูท้องฟ้า ชะโงกหน้าดูผู้คนในอาณาจักรแห่งความคิดสร้างสรรค์นี้เคลื่อนไหวไปมาอยู่ด้านล่างก็ยังได้

Design Shop

หากหมกตัวอยู่กับหมวดหนังสืองานฝีมือแล้วเกิดอาการอินแบบฉุดไม่อยู่ เราแนะนำให้เดินตรงไปโซนนี้เลย เพราะเขาขนเอางาน Design & Craft จากช่างท้องถิ่นไทยที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองจนเก๋ไก๋ร่วมสมัยไม่ใช่เล่น มีให้เลือกดู เลือกซื้อกันแบบใจสั่นหวั่นไหวตั้งแต่งานเซรามิก งานไม้ งานสาน งานถักทอ แต่ที่ชอบคือเขาเปิดพื้นที่เล็กๆ ไว้นำเสนอสินค้าที่ประสบความสำเร็จจากการระดมทุนสาธารณะ (Crowdfunding) โซนนี้จึงไม่ได้มีฟังก์ชันแค่ซื้อขาย แต่ยังเปิดอนาคตสดใสให้ช่างฝีมือไทยมีกำลังใจปั้นงานเจ๋งๆ ไม่รู้จบ

Co-Thinking Space

กรีดร้องแทนหนุ่มสาววัยเรียน
วัยทำงานที่ชีวิตติดโหมดร้อนรุ่มจากเดดไลน์
ผู้โหยหาการปั่นงานให้เสร็จโดยไวไปพร้อมกับกระดกเบียร์เย็นๆ แบบไม่มีใครว่า
เพราะเขามี Open Bar อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหาร ขนม
เครื่องดื่มค็อกเทลและแอลกอฮอล์ ไว้จุดประกายไอเดียใหม่ๆ ถ้าไม่กลัวอ้วนก่อนใคร
เราแนะนำให้หิ้วเพื่อนร่วมก๊วน
หรือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กมานั่งใช้ Wi-fi แรงสูงทำงานทำการในส่วนนี้นี่แหละ

ไม่เพียงเท่านั้น บรรยากาศในส่วนนี้มีความสวยโคซี่เหมือนอยู่ในเรือนกระจก เพราะอิ่มไปด้วยต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์
และผนังสีเขียวหลากหลายเฉดสวยอย่างกับหลุดมาจากหนังสือแคตตาล็อก Pantone ยังไงอย่างงั้น!

ส่วนใครที่ต้องการประชุมงานส่วนตัว
ไม่ต้องการรบกวนคนอื่น ที่นี่ก็มีห้อง Meeting Room ให้จองเป็นรายชั่วโมง
รายวันกันไป

Eating Deck & Eat
by the Park

สายหิวโปรดฟัง!
โซนนี้ทำหน้าที่เหมือนเป็นห้องครัวของบ้าน มีไม้ตายอยู่ที่การรวมเอาเจ้าสำนักความอร่อยประจำย่านป๊อปของเมืองกรุงที่ไม่เคยโคจรมาเจอกัน
อย่าง Bao and Buns, Broccoli
Revolution, The Raw Bar และ Muteki by
Mugendai มาเจอกันเป็นครั้งแรก ทำให้เราสามารถเดินเลือกอาหารร้านนั้น ขนมหวานร้านนี้ มาจอยรวมกันบนโต๊ะเดียวได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหิ้วท้องย้ายไปย่านนู้นโยกมาย่านนี้เหมือนแต่ก่อน

ในแง่การดีไซน์
ร้านแต่ละจะถูกออกแบบเคาน์เตอร์มาให้มีลักษณะคล้าย Tower เด่นสะดุดตาด้วยแพตเทิร์นไม้สนไม่ซ้ำลายไม่ซ้ำร้านตามสไตล์
KDa อย่างร้าน Mövenpick
Ice Cream เขามีการออกแบบบันไดกึ่งที่นั่งไล่ระดับขึ้นไปจนถึงหลังคาร้าน
ให้เรานั่งอ่านหนังสือ ทำงาน กินขนม หรือนั่งฟังเสวนาเวลามีกิจกรรมได้ด้วย

แต่ถ้าเป็นคนชอบทานอะไรเป็นอย่างๆ
หรือต้องการทิ้งตัวที่โต๊ะอาหารแล้วไม่ต้องลุกไปไหนอีก แนะนำให้หาอะไรทานที่โซน Eat by the Park
ซึ่งเขาจะแยกร้านเป็นร้านๆ ไปไม่สามารถจิ้มมาทานที่โต๊ะเดียวกันได้ มีทีเด็ดอยู่ที่ Open Balcony ชมวิวสวยริมหน้าต่าง

Open Playground

ไม่ใช่แค่วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่จะเอนจอยกับที่นี่ เด็กๆ
วัยอ้อแอ้ที่ยังอ่านหนังสือไม่คล่อง ก็สามารถมาป่วนซนกันให้สุดได้ที่ทะเลบอล
หรือจะกระโดดเด้งที่เครื่องเล่นแทรมโพลีนก็ได้ เขาจัดวางพื้นที่ใช้สอยไว้ใกล้ๆ กับชั้นหนังสือที่ทาง Hardcover ได้เลือกสรรหนังสือเด็กคุณภาพจากทั่วโลกมาอย่างพร้อมเพียงกัน
แถมยังสนิทชิดเชื้อกับร้าน Egg My God ที่นำไข่มาครีเอตเป็นเมนูอร่อยเอาใจบรรดาเด็กๆ โดยเฉพาะอีกต่างหาก!

Diplomat Screens Embassy by AIS

เชื่อว่าบ้านหลายหลังมักมีจุดรวมตัวสมาชิกในบ้านเป็นมุมนั่งเล่นดูทีวี
โซนสุดท้ายที่เราอยากพูดถึงคือส่วนจะที่เติมเต็มบ้านหลังนี้ให้เป็นบ้านมากขึ้น เพราะโซนนี้เป็นส่วนของโรงภาพยนตร์
VIP ที่มีโปรแกรม ‘ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์ (Movie Curator)’ คอยให้บริการการฉายภาพยนตร์ตามความต้องการและรสนิยมส่วนตัวของเราจริงๆ

จะเรียกว่า Co-Working ก็คงไม่ถูก จะบอกว่าห้องสมุดก็คงไม่ใช่
จะเรียกว่าศูนย์อาหารก็ยิ่งไปกันใหญ่
เพราะตลอดการเดินสำรวจ ที่นี่ไม่ต่างอะไรจากบ้านหลังใหญ่ที่มีทั้งห้องนั่งเล่น
ห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ ห้องครัว และสนามเด็กเล่น แต่ที่สำคัญกว่านั้น
คือเราไม่ต้องเคาะประตู หรือกดกริ่งก่อนเข้า เพราะ OPEN HOUSE คือบ้านที่เราทุกคนมา Co-living ด้วยกันผ่านอาหาร
หนังสือ เครื่องดื่ม และศิลปะ

Facebook | OPEN HOUSE

เปิดให้บริการวันอาทิตย์-พฤหัสบดี
เวลา 10.00 – 22.00 น.
และวันศุกร์-เสาร์
เวลา 10.00 – 24.00 น.

ภาพ ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

Author

กชกร มุสิผล

อดีตสมาชิกตัวป่วนประจำ a team junior 9 ที่ป่วยเป็นโรค neon mania และผู้ก่อตั้งเพจคอนเซปต์แสนซน messy matter

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

นักเรียนฟิล์มที่มาฝึกงานช่างภาพ รักการถ่ายรูป ชอบกินของอร่อย และชอบใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนสนิท คนรัก

Related Posts