ว่ากันว่าอาหารจานเดิม จะพาความทรงจำเดิมๆ กลับมา
สำหรับใครหลายคนคงจะมีอาหารประจำบ้าน ไม่ว่าจะเป็นไข่พะโล้ แกงส้ม หรือปลาทูต้มเค็ม อาหารจานซ้ำๆ เมนูเดิมๆ ที่ครอบครัวมักทำให้ทานอยู่เป็นประจำ จนบางทีก็อดบ่นไม่ได้ว่า ‘เมนูนี้อีกแล้วเหรอ’ ในตอนนั้นเอียนกับการกินไข่พะโล้อยู่เมนูเดียวไปเป็นอาทิตย์แทบตาย แค่เปิดฝาหม้อกลิ่นพะโล้ลอยฟุ้งมาก็รู้สึกเบื่อจนถอนหายใจ
พอเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันที ต้องย้ายจากบ้านที่อาหารรออยู่บนโต๊ะให้ทานทั้งวัน มาเป็นหอพักสี่เหลี่ยมแคบๆ เวลาอยากกินอะไรต้องเดินออกไปหาตามร้านแถวหอพัก หารสชาติที่ถูกปาก ราคาที่เข้าถึงได้และทานได้ทุกวัน

พอได้ออกมาใช้ชีวิตเอง แต่กลับคิดถึงอาหารจานเดิมที่เคยเบื่อเสียอย่างนั้น
จะดีแค่ไหนถ้าเราได้เจอร้านอาหารที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านทุกครั้งที่ก้าวเข้าไป อาจไม่ได้ทดแทนกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คงจะพอทำให้หายคิดถึงบ้านได้บ้าง วันนี้ ที่ชอบ จะพาไปรำลึกความทรงจำอาหารจานโปรดแถวสามย่าน – บรรทัดทอง ท่ามกลางร้านอาหารที่มีให้เลือกมากมาย ก็ยังมีร้านดั้งเดิมที่ยังคงอยู่เป็นร่องรอยความทรงจำถึงความเป็นชุมชนในอดีต ร้านอาหารเช้าเก่าแก่ที่หลายร้านเปิดมาแล้วครึ่งศตวรรษ ถ้าคิดถึงบ้านก็ขอให้อาหารจากร้านเหล่านี้เป็นที่พักพิงที่อุ่นใจ
โกยซี่หมี่ – ซอย 6 โภชนา
อาหารประจำโต๊ะวันรวมญาติ
‘โกยซีหมี่’ เมนูหมี่กรอบคั่วกระทะ อาหารจานโบราณของคนจีนแต้จิ๋ว เสิร์ฟด้วยหมี่กรอบที่ราดน้ำราดเหนียวนิดๆ หอมกลิ่นซีอิ๊วกำลังพอดี เคล้าด้วยกลิ่นกระทะแบบจางๆ กลิ่นเฉพาะของโกยซีหมี่ชวนให้นึกถึงเทศกาลรวมญาติที่บ้าน เป็นเมนูที่นานๆ ครั้งอาม่าจะเข้าครัวแสดงฝีมือทำอาหาร จึงเป็นเมนูที่ไม่ได้กินบ่อยนัก แต่พอได้กินทีไรก็ให้ความรู้สึกสมกับเป็นลูกหลานชาวจีนแท้ๆ
แถวสามย่านบรรทัดทองเองก็มีร้านอาหารที่ขายโกยซีหมี่ ร้านตั้งอยู่ตรงหัวมุมก่อนเข้าซอยจุฬาฯ 50 เป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมากว่า 50 ปี ร้านนี้มีชื่อว่า ‘ซอย 6 โภชนา’

“โกยซีหมี่ของเรา จะใช้เส้นที่ลวกแล้วนำมาผัดให้เกรียมๆ หอมๆ น้ำคล้ายราดหน้าใส่หน่อไม้ ต้มหอม ส่วนเนื้อสัตว์ก็แล้วแต่ลูกค้าสั่ง บางทีไม่ทานไก่ก็เปลี่ยนเป็นหมู มีเนื้อ กุ้ง หมึก แล้วแต่ลูกค้าสั่ง ร้านเรามันหลากหลาย ลูกค้าสั่งแบบไหนเราก็ทำให้”
นอกจากโกยซีหมี่แล้วก็ยังมีอาหารสไตล์ไทย – จีนอีกหลายเมนู ทั้งอาหารแบบจานเดียว ไปจนถึงติ่มซำ ด้วยความที่ร้านเปิดมานานหลายสิบปี ไม่แปลกที่จะผูกพันกับผู้คนในละแวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นนิสิต คนวัยทำงาน หรือลูกค้าเก่าแก่ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน
“ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาทานเป็นลูกค้าทั่วไป อาจารย์ นิสิต พนักงานออฟฟิศ แล้วก็มีลูกค้าประจำ บางทีนักศึกษามาวันละสองสามรอบ คนทำงานเช้ากิน เที่ยงกิน เย็นซื้อกลับบ้าน บางทีก็โทรมาให้ไปส่งให้ที่มหาวิทยาลัย”
“บางคนลูกค้าตั้งแต่รุ่นคุณพ่อก็มาอยู่ บางคนก็ให้ลูกหลานมาซื้อกลับไป ลูกหลานย้ายที่อยู่ไปบางทีก็โทรมาสั่งแล้วขับรถมาเอา”

ความผูกพันและเป็นกันเองของร้านซอย 6 โภชนา แสดงให้เห็นผ่านลักษณะการบริการ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ทานอาหารตามใจอยากแบบที่ครอบครัวทำให้กิน สามารถปรับเปลี่ยนองค์ประกอบในจานอาหารได้ตามความต้องการ
“ร้านเรามันหลากหลาย บางคนไม่ทานหน่อไม้ เราก็ใส่เป็นผักไปให้ บางเมนูเราไม่เคยทำ แต่ลูกค้าสั่งเราก็แปลงให้ลูกค้าได้”
ผู้เขียนเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องอาหารช่ำชองอะไรนัก ไม่ทราบว่าอาหารจานเลิศสำหรับนักวิจารณ์เป็นแบบใด แต่สำหรับนิสิตที่ห่างบ้านแล้ว การกินอาหารจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเราได้ลิ้มรสความทรงจำอะไรบางอย่าง ซอย 6 โภชนา เป็นร้านดั้งเดิมขายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 – 50 ปี แค่เงยหน้ามองป้ายไวนิลสีชมพูจืดจางก็พอจะรู้ได้ว่าร้านนี้เก่าแก่แค่ไหน ก็คงไม่แปลกที่จะสัมผัสได้ถึงรสมือของแม่ พากลิ่นอายของครอบครัวที่ปกติมีแค่ปีละไม่กี่ครั้งครั้งเข้ามาอยู่ในอาหารจานนี้ได้อย่างน่าพิศมัย
ต้มเลือดหมู – ต้มเลือดหมูนายยิ๊ง
อาหารฮีลใจในวันป่วยกาย
บริเวณสามย่าน – บรรทัดทองมีร้านอาหารเก่าแก่อยู่หลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นเกาเหลาดับเพลิงเจ้าเก่า 50 ปี หรือร้านตือฮวนปู่พันปี – เกาเหลาผักกาดดอง ร้านเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาแล้วจากรุ่นสู่รุ่น ราวกับเป็นหลักฐานของความทรงจำที่ยังมีชีวิตอยู่ในย่านนี้
และในบรรดาร้านเก่าแก่ หากเดินเลียบถนนพระราม 4 ไปแค่หนึ่งบล็อกก็ได้กลิ่นซุปกระดูกหมูลอยมาเตะจมูก มองตามหาต้นตอของกลิ่นหอมก็เห็นร้านเก่าแก่ที่อยู่ในตึกแถวสีเขียวสะดุดตา ‘ต้มเลือดหมูนายยิ๊ง’ ลักษณะของร้าน ซึ่งตั้งอยู่ในตึกแถวที่จุฬาฯ ซอย 9 ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ไม่ได้จัดสวยงามน่าอึดอัดจนไม่กล้าเดินเข้าไป

กลิ่นหอมอบอวลชวนให้นึกถึงเวลานอนป่วยอยู่ที่บ้าน ป่วยทีไรก็อยากทานอะไรร้อนๆ ไม่ต้องเหนียวจนต้องเคี้ยวกลืนแบบฝืดคอ หลายครั้งที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน แม่มักจะทำ ‘ต้มเลือดหมู’ ให้ทาน ทันทีที่แม่ยกถ้วยเข้ามาให้ในห้อง กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูจะลอยมาก่อนใคร
ถึงร้านจะชื่อว่าต้มเลือดหมูนายยิ๊ง ทว่า ในเมนูก็ไม่ได้มีเพียงต้มเลือดหมูเพียงอย่างเดียว เพราะมีทั้งข้าวหมูแดง ข้าวราดต่างๆ ให้เลือกสรรได้ตามชอบ
“ที่ทำมาตั้งแต่แรกมีแค่ต้มเลือดหมูอย่างเดียว แต่พอรับช่วงมา ค่อยๆ เพิ่มทีละอย่าง เส้นก๋วยจั๊บ ข้าวหมูแดงหมูกรอบ แต่ดั้งเดิมก็เป็นร้านต้มเลือดหมูที่เก่าแก่มาก็เกือบ 50 ปีได้”
เฉกเช่นเดียวกับร้านเก่าแก่ในละแวกเดียวกันที่มีคุณปู่คุณย่าเป็นลูกค้าประจำ จับมือมาทานกันตั้งแต่สมัยหนุ่มสาว เกิดเป็นความผูกพันกับร้าน กับจานอาหารจนถึงตอนนี้
“ส่วนใหญ่ต้มเลือดหมูลูกค้าจะเป็นลูกค้ารุ่นเก่าๆ ตั้งแต่สมัยคุณพ่อ ฐานลูกค้าเก่า แต่พอสานต่อไปเรื่อยๆ ก็จะมีนิสิต นักศึกษา ส่วนลูกค้าตอนกลางวันก็จะเป็นพนักงานออฟฟิศเลย เดี๋ยวนี้เขาย้ายไปรอบนอกกันหมดแล้ว ก็จะว่างเข้ามาช่วงเสาร์ – อาทิตย์มากกว่า”

เอกลักษณ์ของต้มเลือดหมูนายยิ๊งเจ้าเก่าก็คงจะเป็นจิงจูฉ่าย ที่ใส่ในน้ำซุป “ต้มเลือดหมูสมัยโบราณจะใส่เป็นผักจิงจูฉ่ายมากกว่า เพราะเป็นผักที่ทานกับต้มเลือดหมูโดยเฉพาะ”
คงจะดีไม่น้อยหากร้านเล็กๆ แห่งนี้จะช่วยมอบความทรงจำของบ้านที่ค่อยๆ เผยออกมาผ่านรสชาติอาหาร ต้มเลือดหมูสูตรดั้งเดิมแห่งนี้อาจกลายเป็นอาหารที่เชื่อมคนต่างวัย เข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ไปจนถึงนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในละแวกนี้
โจ๊ก – โจ๊กสามย่าน
อาหารเช้าเมนูเซฟโซน
ถ้าให้เปรียบโจ๊กกับอะไรสักอย่างก็คงจะเหมือนร้านสะดวกทาน เหมือนเป็นเมนูเซฟโซน รสชาติไม่ได้จัดจนท้าทาย แต่ก็ไม่ได้จืดชืด ถือเป็นอาหารที่เหมาะแก่การเริ่มต้นวันใหม่ ถ้าใครนึกถึงอาหารเช้า โจ๊กคงเป็นเมนูแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง นึกอะไรไม่ออกก็เดินเข้าไปนั่งที่ร้าน สั่งโจ๊กง่ายๆ มาสักถ้วยให้พออิ่ม หากนึกถึงร้านโจ๊ก โจ๊กสามย่านคงเป็นชื่อแรกๆ ที่โผล่ขึ้นมาในลิสต์ เพราะชื่อทั้งจำง่าย เพียงแค่สามคำแต่บอกเอกลักษณ์ของร้านได้อย่างชัดเจน

โจ๊กสามย่านเป็นร้านโจ๊กที่มีประวัติยาวนานกว่า 60 – 70 ปี โดยเริ่มต้นแถวสามย่านในราคาชามละ 50 สตางค์ และต่อมาได้ขยายสาขาไปหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง
ถ้าถามลูกค้าที่เคยมาทาน คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจุดเด่นของร้านนี้อยู่ที่หมูชิ้นใหญ่ เนื้อนุ่มหนึบ เครื่องแน่นเต็มชาม ทำให้ลูกค้าติดใจ และยังคงมากินกันไม่ขาดสาย
เมื่อโจ๊ก ซึ่งเป็นอาหารเซฟโซนกระจายไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ คงไม่แปลกที่จะมีลูกค้าเข้าออกทุกเช้าเพราะอยากทานอาหารง่ายๆ โจ๊กสามย่านกลายเป็นร้านที่ ไม่ว่าจะอยู่ย่านไหน ก็ทำหน้าที่เดียวกันเสมอ คือรองรับความหิว ความรีบ และความเหนื่อยล้าของคนเมือง
“ลูกค้าวัยทำงาน วัยออกกำลังกาย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่จะมาทาน ส่วนวัยรุ่นจะเวียนหน้ากันมา”

โจ๊กถึงจะเป็นอาหารธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดาเพราะมีเครื่องหลายอย่างให้สับเปลี่ยนได้ตามอารมณ์ในแต่ละวัน หากวันไหนอยากกินเครื่องในก็สั่งโจ๊กใส่เครื่องใน หากวันไหนอยากกินไข่เค็ม เพียงแค่สั่งก็จะได้โจ๊กที่หน้าตาไม่เหมือนเดิม คงทำให้ลืมความน่าเบื่อของอาหารไปได้บ้าง
นอกจากร้านอาหารทั้งหลายที่หยิบยกมาเล่านี้ ก็ยังมีอีกหลายร้านที่อาจเก็บรักษาความทรงจำของใครหลายคนไว้ บางร้านอยู่ในซอกหลืบของเมืองที่ยากจะเข้าถึง ป้ายหน้าร้านไม่ได้สะดุดตาจนชวนให้เข้าไป แต่เรื่องราวที่แฝงอยู่ภายในร้านกลับมีคุณค่าในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนกับจานอาหาร
ในฐานะนิสิตที่ใช้ชีวิตอยู่ละแวกนี้มาตลอด 4 ปี ถึงแม้จะไม่ได้ตามเก็บครบทุกร้าน แต่เพียงแค่เห็นร้านอาหารเก่าแก่ยังเปิดต้อนรับผู้คนอยู่ทุกวัน ก็ทำให้สามย่าน – บรรทัดทองดูมีชีวิตขึ้นมา คงจะดีไม่น้อยหากร้านเหล่านี้ยังคงมอบความทรงจำอันแสนพิเศษให้คนที่กำลังหาที่พักใจ จากสมรภูมิการศึกษาที่ต้องสู้อยู่ทุกวันได้
เรื่อง : ศศิกรานต์ ปัญจอุดมรัตน์





