‘ชอบอ่านจัง ร้านหนังสือตามสั่ง’ โรงบ่มเพาะความฝันและกลิ่นกระดาษแห่งความผูกพันของเมืองหาดใหญ่

บ่ายธรรมดาวันหนึ่ง เราเดินทางมาที่ตึกแถวเล็กๆ ขนาดหนึ่งคูหา ริมถนนศุภสารรังสรรค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ผู้คนผลัดกันเดินเข้าออกเป็นระยะ ในมือหอบหิ้วกล่องลังและถุงกระดาษใบใหญ่ที่บรรจุหนังสือมือสองไว้เต็มแน่นพร้อมแปะป้ายด้วยคำว่าบริจาค

ท่ามกลางบรรยากาศการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่หลังมวลน้ำก้อนใหญ่พัดผ่านไป สิ่งที่ทิ้งไว้นอกจากคราบโคลนบนถนนหรือความเสียหายทางเศรษฐกิจ คงเป็นภาพที่ทำให้คนรักหนังสือต้องใจสลาย นั่นคือกองหนังสือจมน้ำของร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหนึ่ง

‘ชอบอ่านจัง ร้านหนังสือตามสั่ง’ คือร้านหนังสือของ พี่น้อย-ชัยณรงค์ ฉัตรศิริเวช และ พี่หมวย-อัญชลี แซ่ลิ่ม ผู้หลงใหลในหนังสือการ์ตูน จนเปิดร้านหนังสือเป็นของตัวเอง และกลายเป็นพื้นที่นัดพบของเด็กนักเรียนหลังเลิกเรียน มากกว่านั้นพวกเขาว่าที่นี่เปรียบเหมือนโรงบ่มเพาะความฝันของเหล่านักอ่าน นักเขียนที่เติบโตมาพร้อมกับเมืองหาดใหญ่

“เหมือนมีแรงลมพัดกลิ่นของเราไปถึงเหล่านักอ่าน ช่วยผมให้กลับมาบินได้อีกครั้ง ตอนนี้ผมมีปีก แต่ยังจัดเรียงขนไม่เสร็จ เลยยังบินไม่ได้ หน้าที่ผมคือต้องช่วยตัวเองจัดขนใหม่เพื่อกลับมาบินให้ได้”

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา แม้จะต้องผ่านวิกฤตน้ำท่วมมาหลายต่อหลายครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่คนทำร้านหนังสืออย่างพวกเขาเชื่อมาเสมอ คือหนังสือไม่มีวันตาย พวกมันยังคงมีชีวิต และพร้อมจะถูกส่งไปยังคนที่รักหนังสืออีกครั้งเสมอ

จาก ‘ญอวอ การ์ตูน club’ สู่ ‘ชอบอ่านจัง’

ความฝันของชาวนักอ่านคงมีไม่กี่อย่าง อาจเคยวาดฝันว่าถ้าวันหนึ่งรวยล้นฟ้าจะเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหนังสือที่อยากได้ นอนกลิ้งบนกองหนังสือนั้นด้วยความสุข หรือไม่ก็คงเปิดร้านหนังสือเล็กๆ เป็นของตัวเอง

จุดเริ่มต้นของทั้งคู่ก็เป็นอย่างนั้น พวกเขาเปิดร้านเช่าหนังสือจนกลายเป็นพื้นที่นัดพบของเด็กนักเรียนที่ชวนกันมาเลือกซื้อหนังสือการ์ตูนเล่มโปรด รวมไปถึงนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับทั้งคู่อย่างเป็นกันเอง พี่น้อยเล่าว่าที่นี่ได้สร้างนักอ่าน นักเขียน นักแปล มาแล้วหลายต่อหลายคน

“ก่อนจะเป็นชอบอ่านจัง หมวยเขามีฝันอยากเปิดร้านเช่าหนังสือ เพราะเขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือการ์ตูน บังเอิญว่าเพื่อนมีห้องว่างใต้หอพักขนาดหนึ่งล็อก ใกล้กับโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย เราก็สนใจ ตอนนั้นใช้ชื่อว่า ‘ญอวอ การ์ตูน club’ 

“ด้วยความที่หมวยเขามีมนุษย์สัมพันธ์ เป็นคนอารมณ์ดี คุยกับเด็กสบายๆ เวลาเด็กๆ มาที่ร้านก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนพี่น้อง ไม่ใช่เป็นผู้ซื้อกับผู้ขาย มีปัญหาอะไรก็มานั่งคุย นั่งปรับทุกข์ให้เด็กๆ ให้คำปรึกษาในฐานะผ่านอะไรมามากกว่า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักเรียนล้วนๆ”

ช่วงปี 2553 เกิดน้ำท่วมใหญ่ ร้านหนังสือก็เสียหายหนัก ทั้งคู่จึงย้ายมาเปิดตรงถนนศุภสารรังสรรค์ และเปลี่ยนจากร้านเช่ามาเป็นร้านขายหนังสือแทน เนื่องจากร้านขายคืนทุนได้เร็วกว่า ไม่ต้องคอยดูแลหนังสือตลอดเวลา โดยใช้คอนเซปต์ ‘หนังสือตามสั่ง’ เพียงนักอ่านสั่งมาว่าอยากได้เล่มไหน ก็พร้อมจัดหาหนังสือให้

“ในช่วงปีแรกเป็นช่วงของการลงทุน การทำร้านเช่าหนังสือไม่ง่าย อย่าคิดว่าเป็นการลงทุนครั้งเดียวแล้วกินยาวนะ ถ้าคิดแบบนี้อย่าทำ เป็นความคิดที่ผิด เราจำเป็นต้องซื้อหนังสือใหม่เติมเข้าร้านตลอดเวลา ไม่งั้นลูกค้าก็จะหายไปด้วย กว่าร้านจะเริ่มมีกำไรก็เข้าสู่ปีที่ 4

“ตรงนี้เป็นถนนสายหลัก ทำเลดีกว่า เริ่มมีขาจรมากขึ้น ตอนย้ายมาตรงนี้ก็เปลี่ยนชื่อจาก ‘ญอวอ การ์ตูน club’ เป็น ‘ชอบอ่านจัง ร้านหนังสือตามสั่ง’ ด้วยความร้านหนังสือเล็กก็ไม่สามารถสต๊อกเยอะได้ เราใช้คำว่า ร้านหนังสือตามสั่ง ย้ายมาอยู่ตรงนี้จนถึงทุกวันนี้ประมาณ 14 ปีแล้ว”

หาดใหญ่เป็นเมืองปราบเซียน

จากใจผู้เขียนที่เป็นชาวหาดใหญ่เช่นกัน ต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจร้านหนังสือในหาดใหญ่นับเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก ด้วยวิถีชีวิตของคนพื้นที่และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่เรื่องกินและเที่ยวเป็นหลัก แถมค่าเช่าที่ก็สูงลิบลิ่วเมื่อเทียบกับกำไรขายหนังสืออันน้อยนิด 

คำถามที่หลายคนสงสัย คือเจ้าของร้านหนังสือที่หลงเหลืออยู่ในหาดใหญ่เอาตัวรอดกันอย่างไร

“เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สำหรับผมเป็นช่วงที่ร้านหนังสือการ์ตูนเฟื่องฟูแบบเงียบๆ ในขณะที่ร้านขายหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารทั่วไปเขาจะวุ่นวายกับการหมุนเวียนหนังสือตามรอบ พอเล่มใหม่มา เล่มเก่าก็ต้องส่งคืน แต่ร้านการ์ตูนไม่ใช่แบบนั้น ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งต้องเก็บคลังไว้ อย่างน้อยต้องมีติดร้านไว้อย่างละเล่มเผื่อคนมาตามหา บวกกับช่วงนั้นคนฮิตเปิดร้านกาแฟกันเยอะ เจ้าของร้านเลยชอบมาหาซื้อการ์ตูนไปวางแต่งร้านและเก็บเป็นคอลเลกชัน”

“ผมมองว่าหาดใหญ่เป็นเมืองปราบเซียนจริงๆ ตอนที่ผมเปิดร้านหนังสือดอกเห็ดอยู่ที่ยะลา ก็เคยแปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมใครๆ ที่อยากเปิดร้านเช่าการ์ตูนต้องวิ่งตรงมาหาดใหญ่อย่างเดียวเลย ทั้งที่เมื่อก่อนร้านหนังสือที่นั่นเปิดได้แค่ปีสองปีก็ปิดตัวลงแล้ว ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า ต้องเปิดให้ได้เกินสามปี ถ้าเกินสามปีคือสุดยอดแล้ว เราเลยค่อยๆ ทำของเราไปเรื่อยๆ แบบเงียบๆ ซึ่งก็อยู่ได้มาตลอดนะ มาแพ้อยู่อย่างเดียวก็คือน้ำท่วมนี่แหละ

“ยอมรับว่าช่วงก่อนโควิด ร้านหนังสือหลายๆ ร้านปิดตัวลงเหมือนใบไม้ร่วงเลยนะ แต่ไม่ได้กระทบร้านหนังสือการ์ตูนของผมเลย ธุรกิจที่กระทบคือพวกนิตยสาร พอโลกมือถือมายอดขายนิตยสารก็ลดลง ช่วงโควิดเราก็ขายผ่านเฟซบุ๊ก คนไปไหนไม่ได้ก็ยังสั่งหนังสืออ่านกัน”

“สำหรับร้านผม จุดที่กระทบหนักจริง ๆ คือช่วงหลังโควิด เพราะสำนักพิมพ์หันมาตัดราคาขายเอง ทั้งจัดโปรโมชัน ตัดราคา จัดส่งฟรี แถมของแจก สมัยก่อนขนาดผมติดต่อไปที่โรงพิมพ์ ถ้ายอดสั่งไม่เยอะพอ เขายังไม่ส่งให้เลย แต่เดี๋ยวนี้เล่มเดียวเขาก็ส่งแล้ว ถามว่าถูกชวนเข้าไปขายในระบบออนไลน์ไหม เคย แต่ผมไม่เข้า ถามว่าผมจะไปสู้อะไรกับเขา สำนักพิมพ์ก็อยู่ในนั้น แล้วผมจะอยู่ยังไง 

“ถามว่าเราปรับตัวหรือรับมือยังไง เอาจริงๆ ทุกวันนี้มันก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะคนที่สร้างหนังสือขึ้นมา กลับกลายเป็นคนที่ทำลายระบบนิเวศของร้านหนังสือซะเอง เขาเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย ซึ่งเราไปบังคับหรือสั่งให้สำนักพิมพ์ขายราคาปกเหมือนเดิมไม่ได้หรอก

“สิ่งที่เราทำได้คือรับผิดชอบในส่วนของเรา และแก้ตรงจุดที่เราแก้ได้ หนึ่งคือเรื่องบริการอย่างการห่อปกให้ดี สองคือเปลี่ยนมุมมองว่า เราไม่ได้เป็นแค่พ่อค้าที่ขายของให้ลูกค้า แต่เรากำลังขายหนังสือให้นักอ่าน ความรู้สึกมันต่างกันมาก เพราะเราขายให้พันธมิตร ขายให้เพื่อน พอเขาอ่านแล้วรู้สึกยังไงก็มาเล่ามาแบ่งปันกัน มันกลายเป็นพลังที่ช่วยกระตุ้นมากเลย”

จัดปีก จัดขน เพื่อบินใหม่อีกครั้ง

นอกจากต้องสู้กับพฤติกรรมคนอ่านที่เปลี่ยนไปแล้ว เจ้าของร้านหนังสือยังต้องลุ้นกับลมฟ้าอากาศทุกปี พี่น้อยเล่าว่าปกติแล้วเขาเตรียมพร้อมเสมอสำหรับน้ำท่วมประจำปี แต่ปีนี้มวลน้ำมาเร็วและรุนแรงเกินคาดคิด 

“หลังโควิดก็เหมือนเป็นรูรั่วอยู่แล้ว รูรั่วของธุรกิจร้านหนังสือที่นับรอวันถอยหลัง พอเจอน้ำท่วมเข้าไปเลยเหวอไปเลย ท่วมอยู่เป็นอาทิตย์ก็รู้แล้วว่าร้านจมหมดแน่ เพื่อนถามผมว่า คุณมีเก็บรึเปล่า ผมบอกว่าเก็บทุกปีนะ แต่ปีนี้ฝนตกแค่สองวัน น้ำมาเร็วมาก กำลังจะขนขึ้นที่สูง มีลูกค้าบางคนนัดจะมาช่วยแพ็กหนังสือใส่ลังเพื่อย้ายขึ้นชั้นลอย แต่ยังไม่ทันทำอะไรเลย ทุกอย่างก็จมหายไปหมดแล้ว”

“วินาทีแรกที่เห็นสภาพร้านตัวเองก็ช็อก แต่ก็ทำใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ต้องเข้มแข็งไว้ เพราะถ้าเราสติหลุดหรือฟูมฟายออกมาเมื่อไหร่ หมวยเขาก็ไปต่อไม่ได้แน่ เราต้องเป็นเสาหลัก เราต้องนิ่งไว้ก่อนเพื่อจัดการทุกอย่างให้ผ่านไปให้ได้ 

“ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่หนักที่สุดในชีวิตแล้ว น่าจะเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดแล้ว หวังว่าคงไม่มีครั้งใหญ่กว่านี้นะ (หัวเราะ) ตอนน้ำท่วมผมยังนั่งคุยกับเพื่อนอยู่เลยว่า ไม่ไหวแล้วจริงๆ คงไม่มีเงินมาซื้อหนังสือเก็บสะสมอีกต่อไปแล้ว ตอนที่เห็นน้ำทะลักเข้ามา ผมก็รู้ทันทีว่าหนังสือกว่าสองล้านบาทคงจมหมดแน่” 

“ผมกับแฟนโชคดีมากที่มีกัลยาณมิตรที่ดี ขนาดเขาเองก็เสียหายเหมือนกัน เขายังแวะมาช่วยเลย เพราะเขารู้ว่าเราทำกันอยู่แค่สองคน เราเอาหนังสือออกมาแจกฟรีๆ ให้คนที่อยากได้ เพราะหนังสือไม่เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า มันไม่เพี้ยน  ยังเปิดอ่านได้อยู่

“เรามีกัลยาณมิตรรอบตัวที่ไม่เคยแสดงตัวหรือเรียกร้องอะไรเลย แต่เขารู้ตลอดว่าเราเป็นยังไงบ้าง พอถึงเวลาวิกฤต ทุกคนก็พร้อมใจกันมาโดยไม่ได้นัดหมาย เพื่อนผมกับเพื่อนแฟนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็มาลุยช่วยงานด้วยกัน 

“ยิ่งกว่านั้นมีเพื่อนจากพัทลุงขับรถยนต์มา ยกให้เราใช้ แล้วตัวเองยอมนั่งรถตู้กลับ ส่วนรถของเราที่จมน้ำ เขาก็อาสาเอารถสไลด์มายกไปซ่อมที่พัทลุงให้ เพื่อนอีกคนก็ส่งมอเตอร์ไซค์มาให้ใช้ พอน้ำประปาตัด เพื่อนแฟนก็บรรทุกน้ำอาบใส่ถังมาให้ถึงที่ คนที่มาช่วยเราเขาคือซูเปอร์ฮีโร่ จริงๆ หลายคนเป็นแค่คนที่ยืนอยู่ห่างๆ ไม่เคยมานั่งเสวนาหรือแสดงตัวอะไรเลย แต่พอรู้ว่าเราเดือดร้อนและเขามีอะไรที่พอจะช่วยได้เขาก็มาทันที 

“ผมนึกถึงคำหนึ่งที่มันฝังหัวมาประมาณ 50 ปี คือคำว่า ‘มีน้อยให้หมด มีมากให้นิดนึง’ เมื่อก่อนผมไม่เคยเข้าใจความหมายของมันเลย จนมาเจอเหตุการณ์นี้ คือคนที่มีน้อยยื่นมือมาช่วยเราโดยไม่ลังเล ส่วนคนที่เราเคยคาดหวังหรือไปขอความช่วยเหลือกลับเงียบกริบ แต่พอมีข่าวออกไป ถึงจะมาถามว่าอยากให้ช่วยอะไร มันต่างกันลิบลับเลย เพราะคนที่เราเคยหวังจะให้เป็นฮีโร่กลับเงียบหาย แต่กัลยาณมิตรที่เขาเองก็เดือดร้อน เขาก็ยังมาช่วยเท่าที่จะทำได้”

“ยอมรับว่าตอนนี้ห่วงอย่างเดียวคือจะหาทางแก้ปัญหายังไง เพราะการไปร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ผมคิดว่ามากเกินไปก็ไม่ดี กลัวคนจะมองไม่ดี อย่างเช่น ประกาศขอรับบริจาค แต่ตอนนั้นเราไม่มีจริงๆ จนไม่อายแล้ว ตัวผมตอนนั้นเหมือนนกที่โดนถอนขนจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือหนังสือสักเล่ม เจ็บปวดจนไม่เหลืออะไรเลย

“แต่พอมีสื่อช่วยเสนอข่าว มันเหมือนมีแรงลมพัดกลิ่นของเราไปถึงเหล่านักอ่านว่ายังมีนกตัวหนึ่งนะ ตอนนี้มันไม่มีปัญญาบินแล้ว แต่ก็มีนกหลายๆ ตัวยอมสลัดขนของตัวเองบางส่วนมาช่วย เพื่อให้ผมกลับมาบินได้อีกครั้ง ส่วนจะบินขึ้นไหมก็อยู่ที่ตัวผมเองแล้ว ตอนนี้ผมมีปีก แต่ยังจัดเรียงขนไม่เสร็จเลยยังบินไม่ได้ หน้าที่ผมหลังจากนี้คือต้องช่วยตัวเองในการจัดเรียงขนนกใหม่เพื่อกลับมาบินได้อีกครั้ง”

“สิ่งหนึ่งจากประสบการณ์การทำหนังสือ คือคนเปิดร้านขายหนังสือไม่จนแต่ไม่รวย เป็นอาชีพหาเช้ายันค่ำ แต่ระหว่างที่ทำร้านหนังสือ ผมก็ได้ทดลองทำอะไรหลายๆ อย่าง แต่หนังสือก็ยังเป็นเมนหลัก มันไม่รวย ไม่จน แต่ไม่ตาย มันเหมือนซอมบี้ ตายแล้วคนก็ปลุกขึ้นมาให้ทำอีก

“ผมบอกกับลูกว่า ถ้าอยากรู้ว่าเราชอบอะไร ลองดูว่าเวลาที่เราเจอปัญหา แล้วเรายังสามารถอยู่กับมันได้ พยายามที่จะแก้ปัญหา ยังสนุกกับมันได้อยู่ สิ่งนั้นแหละคือใช่ ถึงผมจะเครียดกับสิ่งที่ทำอยู่บ้าง แต่ผมก็จมอยู่กับมันได้ ให้จัดหนังสือทั้งวันทั้งคืนก็ทำได้

ภัณฑารักษ์หนังสือ

พี่น้อยเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วเขาอยากวางตัวเองเป็นเหมือนภัณฑารักษ์ คอยแนะนำสิ่งดีๆ ให้กับนักอ่าน เพราะเชื่อว่าสิ่งที่นักอ่านอยากได้จริงๆ ในการมาร้านหนังสือคือความรู้สึกที่จะได้รับเมื่อได้พลิกอ่านหนังสือเล่มนั้นต่างหาก

“เสน่ห์ของการทำร้านหนังสือมันเป็นความอบอุ่นระหว่างคนซื้อกับคนขาย คนที่เดินเข้ามาในร้านเราไม่ได้มองเขาเป็นลูกค้า แต่เป็นเหมือนนักอ่านที่มาแบ่งปันหนังสือด้วยกันว่ามีเรื่องไหนน่าสนใจ บางคนเดินเข้ามาอยากหาหนังสือการ์ตูนอ่านสักเล่ม แต่ไม่รู้จะอ่านเรื่องอะไร ถ้าเราแนะนำหนังสือว่าเรื่องนี้ขายดี คนอ่านเยอะ ลูกค้าจะเชื่อแค่ครึ่งหนึ่ง เพราะคิดว่าเชียร์ขายของรึเปล่า แต่ถ้าเรากับลูกค้าคนอื่นมานั่งคุยก่อนหน้า เขาจะฟังแล้วซื้ออ่านตามเองมากกว่า

“ยุคนี้คนไม่ได้เดินเข้าร้านมาซื้อหนังสือแบบลองผิดลองถูกเหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่เราก็ยังอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่คนได้มาแบ่งปันกันว่าอ่านเล่มนี้จบแล้วรู้สึกยังไง อยากเห็นผู้คนมานั่งพูดคุยกันเรื่องหนังสือ ซึ่งทางกลุ่ม Hatyai Book Club เอง เขาก็อยากจะมาจัดกิจกรรมสร้างคอมมิวนิตีนักอ่านกันที่นี่

“อีกอย่างที่ผมอยากแชร์คือวิธีอ่านหนังสือการ์ตูน เพราะหลายคนเริ่มอ่านการ์ตูนเล่มแรกในชีวิตก็ที่ร้านนี้นี่แหละ อย่างการ์ตูนญี่ปุ่น บางคนงงว่าต้องเปิดจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย พอกางออกมาข้างในก็งงต่ออีกว่าต้องอ่านไล่ช่องยังไง มันเลยกลายเป็นอุปสรรคสำหรับคนเริ่มต้น ยิ่งถ้าไปเจอเรื่องที่มีเนื้อหาซับซ้อนหรือไม่มีพื้นฐานมาก่อน ก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ มันเลยกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มอ่าน

“ตอนนี้ผมกำลังคิดว่าจะทำยังไงให้ร้านกลายเป็นจุดเช็กอินได้ แต่เราก็ออกแบบไม่ถูก เพราะเวลาคนต่างชาติมา ไม่ว่าจะเกาหลี มองโกเลีย เยอรมัน มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย เขาจะว้าวกันมาก มาถึงก็อยากอุดหนุน แต่เมื่อก่อนร้านเราไม่ได้มีหนังสือภาษาอังกฤษเลย แต่ตอนนี้ร้านเรามีโซนหนังสือภาษาอังกฤษแล้ว”

ลมใต้ปีกจากเหล่านักอ่าน

ปัจจุบันร้านกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ภายในตึกแถวเล็กๆ ยังคงอัดแน่นไปด้วยหนังสือสารพัดหมวดหมู่ ทั้งเล่มเก่าและเล่มใหม่ ถ้าตาดีๆ จะเจอหนังสือเจ๋งๆ หรือหนังสือมือสองหายากในราคาสบายกระเป๋า

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีโซน ‘ชอบอ่านจัง ที่พักหนังสือ’ คอยเปิดรับหนังสือมือสองจากเหล่านักอ่าน เพื่อส่งต่อให้คนที่รักการอ่านได้แบ่งปันเรื่องราวผ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ทำให้ตรงนี้เต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่การ์ตูนมังงะ นิทานเด็ก หนังสือเรียน วรรณกรรม เรื่องสั้น ไปจนถึงหนังสือทั่วไปจากหลากหลายสำนักพิมพ์

“ผมอยากขอบคุณทุกคนจริงๆ สำหรับผมแล้ว เหล่านักอ่านทั้งคนที่รู้จักและไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทุกคนคือซูเปอร์ฮีโร่ของร้านชอบอ่านจัง ทุกคนคอยเชียร์ให้ผมกลับมาเปิดร้านอีกครั้ง มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องกลับมา แต่กลับมาแบบไหนก็ยังคิดไม่ออก จนกระทั่งได้คุณจรัญจากมูลนิธิกระจกเงา และคุณโดนัทจาก A BOOK with NO NAME เข้ามาเป็นคนกลาง ช่วยรวบรวมหนังสือจากทั่วสารทิศส่งมาให้ผม

“พวกเขาแคร์ร้านชอบอ่านจังมาก เขาคอยชวนผมไปออกบูท แนะนำตลอดว่าการขายหนังสือมือสองควรจะทำยังไง เพราะตอนนี้แนวทางที่เราทำมันมาจากความคิดที่ว่า ลูกค้าจะได้อะไร ไม่ใช่ว่าเราจะได้อะไร ต้องทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ได้ประโยชน์ ใครจะมองว่าร้านโง่ก็ได้ ไม่เป็นไรเลย ขอแค่ลูกค้าได้รู้สึกคุ้มค่า ผมถือว่าใช้ได้แล้วล่ะ”

“หนังสือที่ทุกคนส่งมาให้ มันคือหนังสือจากชั้นหนังสือในบ้านของพวกเขา เป็นหนังสือเล่มที่เขารัก เล่มที่เขาตั้งใจเก็บไว้ หลายเล่มยังดูใหม่อยู่เลยด้วยซ้ำ จนคนที่มาซื้อยังตกใจถามว่านี่คือหนังสือมือสองจริงเหรอ 

“จริงๆ ผมไม่อยากเรียกว่ามันคือหนังสือมือสองเลย ผมอยากเรียกว่าหนังสือจากนักอ่านมากกว่า เพราะหนังสือเหล่านี้ ถึงวางไว้บนชั้นในบ้านเฉยๆ เจ้าของเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่เพราะเขาคิดว่าถ้าหนังสือเหล่านี้จะช่วยให้ร้านชอบอ่านจังไปต่อได้ เขาก็พร้อมและยินดีที่จะส่งมันมาให้เรา หนังสือที่ทุกคนบริจาคมา ผมจะทำให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด”

บนชั้นวางที่เคยว่างเปล่า วันนี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพราะได้หนังสือหลากหลายแนวจากเหล่านักอ่านทั่วสารทิศที่พร้อมใจกันส่งมาช่วยเติมเต็มให้ร้านได้มีทุนตั้งต้นในการไปต่อ

หากใครผ่านไปมา อย่าลืมมาอุดหนุนติดไม้ติดมือคนละเล่มสองเล่ม หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ผ่านเพจ ‘ชอบอ่านจัง ร้านหนังสือตามสั่ง’ ก็ได้เช่นกัน ยิ่งถ้าช่วยกันรีวิวบอกต่อถึงการมีอยู่ของร้าน ก็ยิ่งเป็นพลังใจชั้นดีที่จะช่วยพยุงให้ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้ ได้อยู่คู่ชาวหาดใหญ่ไปนานๆ

ILLUSTRATOR

กุลธิดา อิสลาม

คอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้อยากเป็นเชฟ