x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

DEAR MY OWN GOD : รอยสัก ความเศร้า และพระเจ้าส่วนตัวของ ทราย เจริญปุระ

ระหว่างที่ทำ a day ฉบับรอยสัก หนึ่งในความหมายของการสักที่เราคุยกันอยู่เสมอๆ คือการสักเพื่อข้ามผ่านเรื่องบางอย่างในชีวิต

เรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตเกือบพังพินาศ เรื่องแสนสำคัญที่อยากเก็บไว้กับตัวแม้ในวันที่ความทรงจำอาจลบเลือน เรื่องความพ่ายแพ้เมื่อวันก่อน หรือบันทึกชัยชนะที่ต้องอดทนเพื่อให้ได้มา

ในบรรดาคนที่ใช้รอยสักเพื่อก้าวข้ามเรื่องร้ายๆ ในชีวิต เรานึกถึงนักแสดงอย่าง ทราย-อินทิรา เจริญปุระ เป็นคนแรก ก็จะมีใครอีกที่สักคำว่า ‘schadenfreude’ หรือความยินดีในความทุกข์ที่เกิดขึ้น มีรอยสักตลกร้ายภาษายิดดิชเขียนว่า ‘มนุษย์วางแผน, พระเจ้าหัวเราะ’ หรือกล้าหาญสักถ้อยคำภาษาฮีบรูที่แปลได้ว่า ‘This, too, shall pass’ ต่อลงมาจากรอยแผลผ่าตัดเมื่อกระดูกคอหักในอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง

รอยสักทั้งหลายของทรายคล้ายเป็นร่องรอยเพื่อสดุดีความทุกข์ที่เคยผ่านเข้ามา และเป็นเหตุผลที่ทำให้ในวันฟ้าครึ้มวันหนึ่ง เราได้มานั่งคุยกับเธอว่า แทนที่จะปล่อยให้ความทุกข์ไหลผ่าน ทำไมเธอถึงเลือกสักมันลงบนผิวหนังเพื่อเก็บมันไว้ตลอดไป

รอยสักของนักแสดง

ก่อนเข้าสู่เรื่องเศร้า ทรายย้อนกลับไปเล่าให้เราฟังถึงรอยสักแรกของเธอก่อน

รอยสักที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสุข เศร้า เหงา ทุกข์ แต่เป็นรอยสักยันต์ห้าแถวบนแผ่นหลังที่อาจารย์หนูสักให้เองกับมือ

“การสักของเรามันเริ่มต้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วจากรอยสักยันต์ห้าแถว ตาเราเป็นมัคนายก ตามสไตล์เขาก็จะต้องมีตะกรุด มีสารพัดของขลังต่างๆ เราก็เลยค่อนข้างเฟรนด์ลี่กับการสักคาถา ตอนนั้นอาจารย์หนูกำลังดัง ทุกคนก็บอกว่าสักแล้วดี เราก็เลยไปสัก ปกติเขาจะสักเหมือนฟอนต์ไซส์ 14 เราก็ขอว่าลดขนาดฟอนต์หน่อยได้ไหม ขอสักไซส์ 10 ก็พอเพราะว่าตอนนั้นเราถ่ายหนังเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยู่ ถ้าใหญ่มันจะลบลำบาก อาจารย์ก็บอกว่าได้แล้วก็สักสดๆ เลย โคตรร็อก”

“ก่อนหน้านั้นเราทำใจไปก่อนว่ามันจะต้องเจ็บมาก (เน้นเสียง) แต่กลายเป็นว่า อ้าว ไม่เจ็บ เพราะว่ามันเหมือนกับเราบิลด์ตัวเองไปเยอะแล้ว”

ทรายหัวเราะแข่งกับเสียงฟ้าคำรามแล้วบอกว่าแม้เธอจะขอ ‘ลดไซส์ฟอนต์’ ลงมาแล้ว แต่ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว การมีรอยสักแม้เพียงนิดเดียวที่โผล่พ้นร่มผ้าออกมาก็ทำให้งานยากขึ้นแล้ว

“เราสักรอยแรกรอยเดียวแล้วก็เว้นช่วงไปเพราะตอนที่ถ่ายหนังเรื่อง พระนเรศวร ชุดที่เราใส่มันเว้าหลังจนเห็นรอยสัก ตอนนั้นอุปกรณ์ลบยังไม่ค่อยดี พี่ช่างแต่งหน้าเขาก็ต้องมาลบให้ แล้วการถ่ายหนังสงครามมันต้องมีเลือด มีเหงื่อ สีที่ลบไว้ก็จะหลุดตลอดเวลา เราเลยคิดว่ามีรอยเดียวก่อนดีกว่า แต่ว่าหลังๆ อุปกรณ์ก็ดีขึ้น กลบรอยสักได้เนียนขึ้น ติดทน บางทีพอเลิกกองเราต้องให้เขาล้างให้เพราะว่ากลับบ้านถูสบู่มันยังไม่ออกเลย ต้องใช้น้ำยาเช็ด”

พ่อ

แม้จะเป็นยามสาย แต่ท้องฟ้ากลับเต็มไปด้วยเมฆสีเทาก้อนโต ต้นไม้ครึ้มในสวนของทรายส่ายเป็นจังหวะตามแรงลมชวนให้ใจหวิว

“พ่อเสียตอนเรากำลังถ่ายหนังอยู่ เราก็คิดแล้วว่า เราจะสักลายเซ็นของพ่อแน่ๆ ยังไม่รู้หรอกว่าจะสักตรงไหน แต่ตั้งใจว่าต้องสัก ที่สำคัญคือเราอยากสักกับช่างผู้หญิงเพราะว่าตอนนั้นเราป่วย ตัวผอม จิ๋วมาก แล้วเราก็ไม่อยากไปนั่งสักในร้านที่มีคนเยอะๆ เรารู้สึกว่าเราไม่ไหว จนมาเจอโบ ช่างสักผู้หญิงที่เขาสักที่คอนโดฯ ตัวเอง เราเลยได้ไปสัก”

“ตอนที่สักเสร็จ เรามานั่งดูรอยสักแล้วก็รู้สึกว่า เออ ดีเนอะ คือจริงๆ แล้วเราไม่ต้องฆ่าตัวตายก็ได้” ทรายหยุดนิ่ง สายตาหยุดอยู่ที่รอยสักลายเซ็น ‘รุจน์ รณภพ’ บนข้อพับแขนขวา ก่อนจะค่อยๆ พูดต่อ

“จริงๆ แล้วเราไม่ต้องฆ่าตัวตายก็ได้ แต่เราได้เจ็บตัวอย่างมีความหมาย เพราะว่าช่วงนั้นสภาพจิตใจเราแย่มาก ทุกสิ่งทุกอย่างพังพินาศ แต่เราก็ไม่เคยคิดทำร้ายตัวเองในแบบที่จะทิ้งร่องรอยเอาไว้ เราไม่อยากมานั่งเฉือนตัวเองเพราะมีความรู้สึกว่าถ้าเฉือนแล้วมีคนมาเห็น คนแม่งก็ต้องถาม แล้วเราก็จะยิ่งหงุดหงิด สับสน ไม่รู้จะตอบยังไง เราเลยรู้สึกว่าการสักมันก็ดีนะ มันเจ็บ แล้วคนก็ไม่ต้องถามอะไรเราด้วย เป็นความรู้สึกที่ดีกว่า”

“เราเริ่มจากรอยสักนี้แล้วก็ลามมาเรื่อยๆ (หัวเราะ) คือพอเริ่มรู้สึกว่าชีวิตไม่โอเคเรามักจะคิดว่าไปสักดีกว่า เพราะเวลาเราเจ็บกับการทำอะไรแบบนี้เราจะเริ่มหันมาดูแลตัวเอง มันเหมือนดึงให้เรากลับมาสนใจร่างกาย ไม่ทำตัวแย่ๆ ปล่อยตัวเองไปตามลมมากเกินไป”

แด่ทุกความร้าวรานที่ผ่านเข้ามา

รอยสักที่สอง ที่สาม ที่สี่ และอื่นๆ ที่ตามมาของทรายล้วนแล้วแต่ผูกอยู่กับเรื่องบอบช้ำและร้าวราน เช่น อุบัติเหตุรถชนกลางดึก อุบัติเหตุที่ทำให้เธอคอหัก ต้องผ่าตัด และมีรอยแผลเป็นบริเวณด้านหลังคอเป็นทางยาว พอๆ กับรอยแผลเป็นในหัวใจ

“พอแผลผ่าตัดที่คอหายสนิทแล้ว เราก็เลยสักข้างหลังต่อลงมาจากรอยแผล เป็นภาษาฮีบรู ความหมายของมันคือ ‘This, too, shall pass’ ตอนนั้นทุกคนก็ทักว่าเป็นดาราไม่ควรสัก ยิ่งเป็นดาราผู้หญิงด้วย ยิ่งไม่ควรจะสักในที่ที่มันเห็นได้ชัด คือจะให้เราสักตรงไหนวะที่มันเห็นไม่ชัด รอยผ่าคอนี่ยังไม่ชัดอีกเหรอ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าสักไปเถอะ ยังไงแผลนี้มันก็ต้องอยู่กับเราอยู่แล้ว

“ส่วนที่ข้อเท้าเราสักเป็นรูปสมอ ตอนนั้นแม่ป่วยเยอะแยะมาก มันซีเรียสแล้วว่าเราต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวจริงๆ (เน้นเสียง) เราก็เลยนัดกับน้องชายไปสัก ข้อความในไบเบิลที่ว่า ‘เราปฏิเสธที่จะจม’ (We refuse to sink.) น้องเราสักตรงแขน เป็นรูปสมอกับรังผึ้ง หมายถึงครอบครัวน่ะ เราก็คิดว่า งั้นเราสักตรงข้อเท้าแล้วกัน เป็นรูปสมอเล็กๆ หมายถึงว่า เราจะต้องไม่จม เราจะต้องเป็นเสาหลักของบ้านให้ได้”

ทรายกวาดตามองรอยสักบนร่างกายคล้ายจะเลือกว่าจะพูดถึงรอยไหนต่อดี ก่อนยกแขนซ้ายขึ้นมาโชว์รอยสักภาษาเยอรมัน รอยที่เธอเพิ่งประทับลงไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง

“รอยนี้เขียนว่า schadenfreude ถ้าแปลสั้นๆ มันคือความยินดีในความทุกข์ของผู้อื่น แต่จริงๆ แล้วมันมีความหมายมากกว่านั้นอีกนิด schadenfreude มันคือ harm happiness คือเวลาเราเห็นคนอื่นทุกข์เราจะรู้สึกยินดี เพราะเรารู้ว่าโลกนี้มันเหี้ย ดังนั้นที่แกทุกข์มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเราก็ทุกข์เหมือนกัน คือเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ก็ถูกแล้วนี่ที่แกเศร้า โลกแม่งก็เป็นอย่างนี้แหละ”

ถัดจากคำอ่านยากภาษาเยอรมัน เธอยื่นขาออกมาโชว์รอยสักอีกรอยที่หน้าขา คราวนี้มันเป็นรอยสักที่เราอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ

“รอยตรงขานี่มาจากนิยายนักสืบ” ทรายหัวเราะให้กับที่มาของมัน “เป็นนิยายชุดไมรอน โบลิทาร์ ซึ่งพระเอกเป็นคนยิว พ่อแม่เขามักจะพูดภาษิตยิดดิชว่า ‘มนุษย์วางแผน, พระเจ้าหัวเราะ’ เราก็ไปขอให้น้องที่อยู่อิสราเอลเขียนให้ น้องเขาก็บอกมาว่า ภาษายิดดิชนี่ไม่มีใครพูดแล้วนะคะ มันเป็นภาษาที่คนยิวสมัยสงครามโลกที่อยู่ในยุโรปเขาพูดกัน ตอนนี้ทุกคนพูดฮีบรู เขาเลยไปถามพ่อตาแม่ยายมาให้ ช่วยบอกว่าอ่านออกเสียงว่าอะไร ต้องอ่านจากด้านนี้ไปด้านนี้นะ ไม่งั้นเดี๋ยวสักมาแล้วเด๋อ กลับด้าน (หัวเราะ)”

พระเจ้าส่วนตัว

ระหว่างที่คุยกัน เราแอบเห็นว่ารอยสักทั้งหลายบนร่างกายของทรายมักเป็นคำพูดในภาษาที่ยากจะเข้าใจ ไม่ใช่ภาษาไทยหรืออังกฤษที่เราๆ คุ้นเคย

เรื่องนี้ ทรายอธิบายว่ามันเกี่ยวข้องกับ ‘พระเจ้าส่วนตัว’ ของเธอ

“เราชอบรอยสักที่เป็นคำ มันเหมือนเวลาเราอ่านหนังสือแล้วมันจะมีประโยคที่เราอยากไฮไลต์ แต่ที่เราชอบสักเป็นคำพูดภาษาแปลกๆ เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนตัวกว่า เราไม่ได้อยากสื่อสารกับใคร แต่เรากำลังสื่อสารกับพระเจ้าส่วนตัวของเราเอง

“พระเจ้าของเราน่าจะเป็นพระเจ้าในยุคแรกๆ เป็นพระเจ้าใจร้ายที่คนต้องเชือดแพะไปบูชายัญ เพราะเรารู้สึกว่าบางทีชีวิตเราก็เจอเรื่องยากๆ จนเราคิดว่ามันจะต้องมีอะไรสักอย่างอยู่เบื้องหลังสิ คือเราก็ไม่ได้คับแค้นอะไร เพียงแต่คิดว่า บางทีเราก็คงต้องเจอเรื่องยากๆ เพื่อที่จะได้มาสักรอยอะไรแบบนี้ล่ะมั้ง”

“ทุกคำที่เราสักเรารู้ว่าเราทำไปทำไม มันไม่เกี่ยวกับเรื่องของความงามใดๆ ทั้งสิ้น แต่มันเป็นเรื่องของการทำให้เรายังโอเคกับการอยู่ในโลกต่อ ยิ่งวันไหนที่เหนื่อยๆ มากๆ ไปทำงานแล้วโดนลบรอยสัก เวลาล้างออกด้วยตัวเองแล้วเห็นมันค่อยๆ กลับมา เวลานั้นเราจะรู้สึกว่า เฮ้อ (ถอนหายใจ) เรากลับมาเป็นตัวเองแล้ว”

พรุ่งนี้ก็วันใหม่

อย่างที่ทรายเล่าว่ารอยสักของเธอล้วนกลั่นกรองมาจากความเศร้าที่วนเวียนเข้ามา เราเลยแอบถามว่าเธอคิดจะฝากร่องรอยความสุขไว้บนร่างกายบ้างมั้ย

“ไม่” ทรายตอบทันควัน “เวลามีความสุขเรามักจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่า ไม่ได้รู้สึกว่าอยากฝากอะไรไว้บนตัว เหมือนสิ่งที่ขับเคลื่อนเรามันคือความทุกข์มากกว่ามั้ง”

“แต่ก่อนเวลาดูหนังเรื่อง Memento เราไม่เข้าใจเลยว่าตัวเอกจะสักเพื่อเตือนความจำตัวเองทำไม ก็จดไว้สิ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้เราเข้าใจว่าเรื่องบางอย่างมันสำคัญเกินกว่าจะจำไว้เฉยๆ เพราะบางทีความทรงจำมันก็เล่นตลกกับเรา อย่างตอนพ่อตาย เราสักเพื่อจะได้จำไว้ว่ามันมีความเศร้าอยู่จริงๆ นะ มันไม่ใช่แค่เศร้าแบบ ฮือๆ พ่อตาย แต่มันจะอยู่กับเราไปเรื่อยๆ”

“ตอนเด็กๆ เราเคยไม่เข้าใจเวลามีคนตายจากไป คือเรารู้ว่ามันเศร้าแต่เราไม่เข้าใจ จนพ่อตายเราถึงรู้ว่าการเปรียบเทียบว่าเหมือนหัวใจมันแหว่งไปนิดหนึ่ง มันมีอยู่จริงๆ นะ เราจะเอามันกลับมาคืนหรือหาคนมาแทนไม่ได้ จนเรารู้สึกว่าชีวิตนี้เรารักคนเยอะๆ ไม่ไหวแล้ว ไม่งั้นหัวใจเราจะแหว่งไปทีละหน่อยๆ เพราะสุดท้ายทุกคนก็ต้องจากกัน”

ลมยังคงพัดแรงจนใบไม้ด้านบนสั่นไหว ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นเฉดเทาเข้มเหมือนฝนพร้อมจะตกได้ทุกเมื่อ เราเอ่ยถามคำถามสุดท้ายว่าสำหรับทราย การสักเรื่องเศร้าไว้กับตัวจะเป็นการเก็บความทุกข์ไว้ไม่ให้มันผ่านไปหรือเปล่า

“เวลามองรอยสักมันไม่ใช่การมองความทุกข์นะ แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนเราผ่านมาได้แล้วมากกว่า คือถ้ารอยสักเป็นไดอารี มันก็เป็นหน้ากระดาษที่บอกว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว ผ่านไปแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็วันใหม่”

ทรายตอบเราแล้วยิ้ม พร้อมๆ กับที่ฝนเริ่มตกเปาะแปะเป็นสัญญาณบอกให้เราลุกออกจากสวนแห่งนี้ แม้ระหว่างทางที่เราขับรถกลับ ฝนจะโปรยปรายลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เราก็มั่นใจว่าหลังจากพายุผ่านไปเราจะมีวันใหม่ที่แดดออกสวยงามเสมอ

เรื่องนี้คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าทราย

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการสักเพิ่มเติมได้ใน a day 212 ฉบับรอยสัก วางแผงแล้วตามร้านหนังสือทั่วไป หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ https://godaypoets.com/a-day-212

ภาพ ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

Author

น้ำปาย ไชยฤทธิ์

กองบรรณาธิการ a day magazine สนใจสารพัดของกุ๊กกิ๊ก สิ่งสวยงาม ความสุนทรีย์ และเรื่องผีเป็นพิเศษ

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพนิตยสาร a day ผู้ชอบกินอาหารที่ถ่าย

Related Posts