x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

Eat Pray Love – อาหาร ความหวัง ความรัก ของแก้ว MasterChef คนแรกของประเทศไทย

ความทรงจำเกี่ยวกับ แก้ว-ปวีณ์นุช ยอดปรีชาวิจิตร ในรั้วคณะของฉัน หนีไม่พ้นภาพเด็กสาวเรียบร้อยคนหนึ่ง ความสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊กไม่ได้อนุญาตให้เราล่วงรู้ความฝันในจิตใจของกันและกัน คนรู้จักห่างๆ หลายคนก็น่าจะรู้สึกคล้ายคลึงกัน

หลายปีผ่านไป ฉันก็ได้เห็นเธออีกครั้ง ไม่ใช่บนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่บนรายการโทรทัศน์ MasterChef Thailand ทางช่อง 7 เรียลลิตี้แข่งขันทำอาหารระดับโลกที่มองหา ‘คนธรรมดาที่มีใจรักในการทำอาหารอย่างไม่ธรรมดา’

ปวีณ์นุช, 24 ว่างงาน ปทุมธานี คือข้อมูลสั้นๆ ที่ระบุไว้เกี่ยวกับเธอในตอนแรกที่ออกอากาศ

แก้วเป็นผู้เข้าแข่งขันใน 16 คนสุดท้ายคนเดียวที่มีคำระบุอาชีพแบบนั้น ในอายุไล่เลี่ยกัน วัยที่ทุกคนกำลังก่อร่างสร้างตัวตน จินตนาการความรู้สึกได้ไม่ยากว่าทำไมเธอจึงให้สัมภาษณ์ว่า “รายการนี้มีความหมายกับแก้วมาก มันจะเปลี่ยนชีวิตแก้ว”

จากผู้สมัครกว่า 2,500 คน เธอไม่คาดหวังว่าตัวเองจะเข้ารอบ 120 คน 40 คน 16 คน จน 2 คนสุดท้าย และกลายเป็นผู้ชนะ ผู้ชนะที่กรรมการทั้งสามเคยมองว่า ‘บอบบางเกินจะแข่งขันทำอาหารหรือประกอบอาชีพเชฟได้’

เท่าที่ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อและแหล่งข่าวจะอนุญาตให้ล่วงรู้ นอกจากทำอาหารเก่ง อร่อย เต็มไปด้วยรายละเอียด แก้วเป็นเด็กสาวเรียบร้อย ช่างยิ้ม และพูดจาอ่อนโยนอย่างที่เคยเห็นในโทรทัศน์จริง แต่สิ่งที่ชัดเจนกว่าสิ่งไหนและไม่อาจสัมผัสได้ผ่านหน้าจอคือ ความรัก

ความรักในอาหาร ที่เป็นทั้งยาชูกำลังที่ทำให้เธอกล้าแกร่งอยู่ภายใน และเป็นเข็มทิศที่นำให้เธอค้นพบความหวังอีกครั้ง

ความชอบทำอาหารมักเกิดจากในบ้าน แก้วเป็นแบบนั้นรึเปล่า
ของแก้วเริ่มต้นจากตอนเด็กๆ ทุกคนจะลงความเห็นว่าแก้วเป็นคนที่จมูกกับรสสัมผัสดีที่สุดในบ้าน มีเหตุการณ์หลายอย่าง เช่น กินแอปเปิ้ลแล้วบอกได้ว่าเขียงนี้แม่หั่นกระเทียมมาก่อนรึเปล่า แม่เริ่มรู้ว่าเซนส์ดีเลยให้มาช่วยชิม แก้วมีน้องชายอายุห่างกันตั้ง 6 ปี มีช่วงที่น้องแก้วอยากกินอาหารแล้วอยู่กันแค่สองคน แก้วก็ต้องทำให้น้องกินตั้งแต่ 9 หรือ 10 ขวบ พอมีคนกิน เราก็เลยทำมาเรื่อยๆ

จุดเปลี่ยนอยู่ตอนที่แก้วไปเยอรมัน ที่เยอรมันค่าแรงงานเขาสูงมากจนเราไปกินข้าวนอกบ้านไม่ได้บ่อยๆ ส่วนใหญ่ทำกินที่บ้าน ขณะที่เพื่อนแลกเปลี่ยนคนอื่นเขาออกไปเที่ยวกัน แก้วก็จะอยู่บ้าน รอโฮสต์กลับบ้าน และคิดว่าเย็นนี้จะทำอะไรกินดี แก้วเป็นคนติดบ้าน อยู่ไทยก็ไม่ชอบไปไหน พอไปอยู่เยอรมันก็เลยไปแค่ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วก็กลับบ้าน (หัวเราะ) ก็จะได้ภาษาเยอะมากและได้ฝึกทำอาหาร

มีประสบการณ์จากเยอรมันที่ยังประทับใจหรือปลูกฝังเราในเรื่องอาหารไหม
เป็นความรู้สึกเบาๆ อุ่นๆ มากกว่า เช่น แก้วฝึกลวกเส้นสปาเกตตี้เป็นจริงๆ ที่นู่น คนที่สอนแก้วคือโฮสต์น้องสาว อายุ 11 ขวบ เขาชอบกินสปาเกตตี้มากแล้วเราทำไม่เป็น ตอนเด็กๆ ก็ดูวิธีทำจากซอง แต่น้องสอนว่า พี่แก้ว น้ำต้องให้เดือดก่อน ใส่เกลือ ใส่น้ำมัน เราก็โอเค ถามว่าต้องต้มนานแค่ไหน น้องบอกว่าไม่ต้องดูเวลา ดูทำไม อ้าว! แล้วทำยังไง น้องก็บอก เนี่ย หยิบขึ้นมาแล้วชิม แบบนี้ยังไม่ได้ ยังมีกรุบๆ ข้างใน สักพักหยิบขึ้นมาอีกที
อันนี้ได้แล้ว จำอันนี้ไว้ เราก็อ๋อ ใช้ชิมเอา ง่ายๆ แค่นั้นเอง

เราเรียนทำอาหารจากน้องและพี่ชายโฮสต์ พี่ชายทำอาหารเก่งมาก ครั้งหนึ่งไปแลกเปลี่ยนกับอีกครอบครัวหนึ่ง แก้วจำได้ว่าเขาทำเป็ดอบสอดไส้องุ่นให้กิน อร่อยมาก เขาใช้เวลาทำเป็นวันให้ทุกคนกิน เราก็ประทับใจ เวลาใครตั้งใจทำอาหารให้กินแล้วอร่อย เห็นความตั้งใจ มันจะดี เหมือนสื่อกันผ่านอาหาร

ช่วงเวลาที่ทุกคนจะได้คุยกันมากที่สุดคือบนโต๊ะอาหาร จะมีช่วง Tea Break ที่พ่อแม่ โฮสต์ปู่โฮสต์ย่าจะไปซื้อขนมเค้กจากร้านเบเกอรี่ใกล้ๆ ทุกคนเลือกว่าจะเอาแบบไหนแล้วมานั่งกินดื่มชากัน แก้วชอบแบบนั้น มันรู้สึกอบอุ่น อาจเพราะอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่อยู่แล้ว เวลาคนเรากินอาหารจะผ่อนคลายกว่าปกติ ทุกคนได้ผลัดกันเล่าสิ่งที่เจอมาในวันนั้นหรืออาทิตย์นั้น แล้วก็มีคนในบ้านรับฟัง ช่วยคิดแก้ปัญหา

ความชอบในอาหารของเราพัฒนามายังไง
หลังกลับจากเยอรมัน แก้วเริ่มทำอาหารที่เรียนจากที่นั่นให้ทุกคนกิน ทุกคนในบ้านชอบกันมาก เอาไปฝากใครก็ดูชอบ มีช่วงนึงแก้วฝึกทำซูชิ มันไม่ได้อร่อยหรอกนะ แต่เอาไปที่โรงเรียน เพื่อนๆ ก็ชอบกันมาก

เรารู้สึกว่ามันทำให้เรามีคุณค่า ยิ่งเห็นคนที่กินอาหารของเรามีความสุขมันทำให้เรามีความสุขมากกว่า เลยกลายเป็นความชอบ ชอบดูคนกินอาหารของเรา ตอนจะเข้ามหาวิทยาลัยก็คุยกับพ่อแม่ว่าอยากเข้าวิทยาลัยดุสิตธานี แต่เขาบอกว่าอยากให้จบมหาวิทยาลัยของรัฐมากกว่า ถามว่าเฟลไหม ก็เฟล แต่แก้วก็ไม่เชื่อในความสามารถตัวเองขนาดนั้น เข้าไปแล้วจะทำได้ดีมากไหม เราก็ไม่กล้าเชื่อ กลายเป็นว่าถ้าพ่อแม่ว่าดี เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐก็น่าจะดีกว่า

ทำไมถึงไม่เชื่อ
เราเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่มั่นใจเลย ขนาดตอนจะเข้ารายการ แก้วก็ยังไม่มั่นใจ จาก 2,500 คนก็ไม่คิดว่าจะได้ 120 เพราะคนที่เคยกินเป็นคนที่บ้านทั้งหมด เราไม่เคยเอาไปให้ใครชิม

ตอนเรียนนิเทศ เรามีคำถามกับตัวเองไหม
มีค่ะ แก้วสัมผัสได้มาสักพักแล้วว่าเวลาเครียดจากคณะ แก้วจะกลับไปทำอาหาร ทำบราวนี่ ทำของง่ายๆ ขอแค่ได้ทำอะไรที่เป็นอาหาร ช่วงทำทีสิสที่เครียด แก้วไปซื้อแอปเปิ้ลมา 5-10 กิโลฯ มานั่งปอกไปเรื่อยๆ (หัวเราะ) เอาไปทำแอปเปิ้ลคาราเมลแจกคนในบ้าน ช่วงที่ต้องไปอยู่หอ ทำอาหารไม่ได้ แก้วก็เดินซูเปอร์มาร์เก็ต อ้าว! น้ำส้มสายชูตัวนี้อันใหม่นี่ เลยรู้ว่าเรามีความสุขกับมันจริงๆ นะ พอเรียนจบก็รู้สึกว่ามันใช่แล้วล่ะ เราอยากทำอะไรเกี่ยวกับอาหาร อยากไปหาที่เรียนจริงจัง ซึ่งพ่อแม่ก็เถียงไม่ได้แล้ว เลยไปเรียนที่เลอ กอร์ดอง เบลอ

เป็นยังไงบ้าง
ทุกคนจะเข้าใจว่าแก้วเป็นเด็กเรียนเพราะแก้วใส่แว่น ผมถักเปียยาวเท่ากัน แต่ความจริงเป็นเด็กดื้อเงียบ เวลาครูสอนแก้วจะแต่งนิยาย ไม่เคยตั้งใจเรียนอะไรเลยในชีวิต แต่พอมาเรียนทำอาหาร แก้วจดแบบ…หน้านึงมันเป็นสูตรใช่ไหมคะ แล้วจะมีช่องให้จดที่คอลัมน์ข้างๆ แก้วจดเต็มคอลัมน์แล้วพลิกไปอีกหน้านึง (หัวเราะ) จดทุกอย่างที่อาจารย์พูด อาหารนี้ต้องดูยังไง มาจากจังหวัดอะไรในฝรั่งเศส รู้สึกตัวเองตั้งใจมาก

ตอนสอบก็เครียดมาก เพื่อนบอกอาจารย์สอบช้อยส์ เครียดอะไร แต่แก้วอ่านเหมือนจะไปสอบชิงแชมป์ แล้วก็ได้ที่หนึ่งในคลาสจาก 50 คน เลยรู้สึกว่า เราคงชอบมันจริงๆ เพราะตอนแรก แม้กระทั่งมีด แก้วก็จับผิด ทำก็ช้ากว่าชาวบ้านมากๆ แต่จากวันแรกมาถึงวันสุดท้ายที่จบคอร์ส มันพัฒนาไปไกลมาก

หลังเรียนจบ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร
แก้วอยากไปทำงานที่ร้านอาหาร ไปดูไว้แล้ว แต่อาม่าป่วยมากขึ้น ที่บ้านก็หาข้ออ้างอยู่แล้วเพราะไม่อยากให้ทำงานร้านอาหาร บอกมาดูแลอาม่าสิจะจ่ายเงินเดือนให้ แก้วว่างงานอยู่ประมาณ 4 เดือน

เคยคุยไหมว่าทำไมเขาถึงไม่อยากให้ทำ
เคยค่ะ เขารู้ว่ามันเหนื่อยมาก ไม่อยากให้ทำ แก้วไม่เหมาะหรอก ด้วยบุคลิกด้วย ทำไมแก้วไม่เปิดร้านออนไลน์ เปิดขายบราวนี่น่ารักๆ

นั่นสิ
แต่ถ้าสมมติเราอยู่บ้าน ขายบราวนี่ ชีวิตเราก็จะมีแต่บราวนี่นะ (หัวเราะ) เราไม่มีทางรู้ว่าข้างนอกเป็นยังไง ความฝันสูงสุดของแก้วคืออยากเดินทางไปเรียนรู้วัตถุดิบตามประเทศต่างๆ แล้วเอามาทำอาหาร แก้วเชื่อว่าอาหารแต่ละประเทศนำเสนอวัฒนธรรมของเขา เหมือนอาหารเป็นคน เขากินยังไง มันก็นำเสนอว่าประเทศเขาเป็นยังไง

ช่วงเวลา 4 เดือนที่อยู่บ้านมันแห้งเหี่ยวมากเลย วันๆ นึงตื่นมาก็ลงไปดูอาม่า อาม่าเป็นยังไงบ้าง ลงไปทำอาหาร ถ้าอาหารมีอยู่แล้วก็อุ่นอาหาร ไปนั่งอยู่กับอาม่า คืออาม่าไม่ได้แย่ขนาดลุกไม่ได้ แต่อาม่าจะดื้อมาก ต้องมีคนอยู่ใกล้ๆ ไม่งั้นอาม่าจะลุกไปทำนู่นทำนี่ เราต้องอยู่ใกล้ๆ อาม่าดูทีวี ดูหนังจีน แล้วเราก็เปิดหนังสืออ่าน อยู่อย่างนั้น 3-4 เดือน เหมือนจะสั้น แต่ยาวนานมาก

สุดท้ายแก้วก็ยังไม่เคยไปลองทำงานที่ร้านอาหารใช่ไหม
เคยค่ะ ประมาณ 10 วัน แล้วพ่อแม่ก็ให้ออก

10 วันนั้นชอบไหม
ชอบ

ทั้งๆ ที่เหนื่อย อยู่กับความร้อน ของมีคม
ทั้งๆ ที่มันเหนื่อยนี่แหละ และที่จริงแก้วแพ้เขม่าควัน แพ้ฝุ่น ร้านที่ไปทำมันมีสโม้คเนื้อตลอดเวลา ทำงาน 3 วันแก้วจะเริ่มป่วยละ มีครั้งนึงน้ำมูกออกมาเป็นสีดำเลย แต่แก้วก็ชอบนะ ยังเสียดายที่ต้องออกมา

แก้วไม่ได้อยู่หน้าเตาหรอกค่ะ สิ่งที่แก้วได้ทำคือเด็ดใบผักชี ใบผักชี 5-10 กิโลนี่เยอะมากนะ เป็นถังๆ เลย ตอนแรกก็ทำช้าๆ พี่เขาก็สอนว่าต้องสะบัดข้อมืออย่างนี้นะ ใช้มีดต้องแบบนี้นะ จะได้เร็ว สนุกมาก พอวันหลังๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าทำไวขึ้น รู้สึกพัฒนา แก้วเอามะเขือยาวไปเผา เผาเสร็จต้องเอาเปลือกไหม้ๆ ออก ตอนแรกมันเยอะมาก เป็นกะละมัง แรกสุดแก้วใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง แต่หลังๆ ก็เหลือ 25 นาที

แล้วการมารายการ MasterChef Thailand จะช่วยอะไรเราได้
แก้วดู MasterChef Australia แล้วชอบรายการนี้มากๆเป็นความใฝ่ฝันแก้วเคยอยากรู้ว่าทำยังไงเราถึงจะได้สัญชาติออสเตรเลีย เราต้องไปเรียนที่นั่น ถึงจะสมัครได้ (หัวเราะ) รายการนี้เหมือนให้ความหวังในชีวิต แก้วอินมากทุกครั้งที่ดู คนเขาดูรักอาหารมากๆ แล้วเรารู้สึกได้ เราเข้าใจ ดูไปก็ร้องไห้ไป แม่ถามว่าทำไมตาบวม แม่ (เสียงเครือ) คนที่แก้วชอบเขาออก เขาทำดีที่สุดแล้วอะแม่ แม่ก็บอกใจเย็นลูก อย่าอินขนาดนั้น

พอมาประเทศไทย มันก็มาสเตอร์เชฟเหมือนกัน เราอาจจะได้ทำโจทย์ mystery box ที่เราใฝ่ฝันมานาน เอาสักหน่อยไหม ตอนนั้นเหมือนชีวิตไม่ไปทางไหนเลย เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เลยลองสมัครดู คิดนานเหมือนกันเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ แต่สุดท้ายก็แอบไป เตรียมอาหารเช้าอาม่าแล้วก็บอกอาม่า แก้วออกไปหาเพื่อนนะ ขับรถออกไป

 

ระหว่างแข่ง เชฟกรรมการจะย้ำตลอดว่าพวกคุณต้องไปศึกษาเพิ่ม แก้วทำอะไรบ้าง
แก้วอ่านหนังสือทำอาหารเยอะมาก ซื้อหนังสือทำอาหารไทยมา 6 เล่ม นั่งอ่านแกงไทย โขลกน้ำพริก ตอนแก้วเข้าไปในรายการ แก้วทำพริกแกงไม่เป็น ก็ศึกษาเพิ่ม ง่ายสุดเป็นแกงเลียง แกงส้ม แก้วก็จำเลยว่าแกงเลียงใส่อะไร แกงส้มใส่อะไร แล้วฝึกโขลก พริกแกงส้มที่แก้วใช้ในรายการเป็นพริกแกงส้มแรกที่แก้วโขลกกับมือ ตอนนั้นคิดว่ากุ้งต้องเข้ากับแกงส้ม ต้องใช้แกงส้ม

แก้วศึกษาเยอะมาก นั่งดู MasterChef Australia หลังจากไปแข่งเสร็จกลับบ้านก็อ่านหนังสือ ปกติแก้วชอบอ่านนิยายมาก ช่วงนั้นไม่อ่านเลย ไม่ดูซีรีส์ ได้แต่ฟังเพลงระหว่างขับรถ ที่เหลืออ่านหนังสือทำอาหารตลอดเวลา ดู pinterest ดู instagram ว่าแต่งจานยังไง เก็งว่าเราน่าจะแต่งจานประมาณไหน

แก้วบอกว่าไม่คาดหวังจะชนะ แล้วตอนนั้นเราทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยความคิดแบบไหน อะไรทำให้คนไม่มั่นใจอย่างแก้วผ่านมาถึงรอบสุดท้าย
เราอยากทำให้ดีที่สุด อยากเก่งกว่านี้ เห็นคนอื่นแล้วรู้สึกว่าเขาเด่นด้านนี้ ด้านนี้เรายังไม่ได้ ศึกษาเพิ่มเพื่อลบจุดอ่อนตัวเอง แก้วคงไม่มีทางเก่งอาหารไทยเท่าหญิงอ๊อดหรือพี่น้ำฝนในเวลานี้หรอก แต่แก้วจะทำให้ได้ในระดับนึงและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไป น่าจะทำให้พออยู่ในระดับเดียวกันได้ แก้วคิดแค่นั้นเอง ไม่ได้คิดว่าจะเก่งกว่า

พอค่อยๆ เข้ารอบไปเรื่อยๆ ความรู้สึกของเราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง
แก้วไม่เคยมีคนชิมที่มีคุณวุฒิ พอกรรมการชิมแล้วชอบ คอมเมนต์เกี่ยวกับอาหารแก้วค่อนข้างดีตลอด แก้วก็เออ…หรือมันดีจริงๆ

ก็ยังมีที่ไม่มั่นใจ
ใช่ ทุกอย่างที่แก้วพูดในรายการคือความจริงหมดเลย แม้กระทั่งแก้วได้อยู่ใน 3 จานที่ดีที่สุด แก้วชนะ มันก็ยังลังเล แต่มันก็เพิ่มขึ้นนะคะ สมมติตอนแรกมี 5 มันก็ค่อยๆ ขึ้น ถ้าไปเทียบกับคนที่เขาเต็มร้อยอยู่แล้วมันก็ยาก
ทุกครั้งที่กรรมการชมเหมือนเรามีคุณค่ามากขึ้น เพราะแก้วไม่เคยตัดสินใจอะไรเองในชีวิตเท่าไหร่ แล้วนี่คือสิ่งที่เราตัดสินใจแล้วเหมือนมาถูกทางนะ หรือเราควรจะทำอะไรโดยเชื่อตัวเอง เชื่อความรู้สึกตัวเองมากขึ้นไหม มันดีนะ ดีมากๆ เลย รู้สึกชอบตัวเองมากขึ้น

ตอนรอผล ที่บ้านว่ายังไงบ้าง
เขาโอเคตั้งแต่ตอนแรกออกอากาศแล้วเพราะมีเสียงจากเพื่อนพ่อเพื่อนแม่ทุกคน โทรศัพท์พ่อแม่แก้วดัง ไลน์เด้ง ทำไมถึงไม่ให้ลูกทำอาหาร ลูกทำได้ดีนะ เห็นแววตาลูกไหม เป็นกระแสหนักมาก แก้วก็ไม่คิดว่าเขาจะโดนเล่นงาน (หัวเราะ) พ่อก็บอกมันไม่ใช่อย่างนั้น เขากลัวลูกผิดหวัง พ่อแก้วชอบคิด worst case ตลอด ขนาดแก้วเข้ารอบ 16 คนแล้วก็ตาม ที่จริงไม่ได้มีอะไรเลย เขาแค่เป็นห่วง

แม่เป็นหมอฟัน ตอนหลังแม่ก็ถามคนไข้ว่า ‘ดูมาสเตอร์เชฟไหมคะ ลูกสาวแข่งอยู่’ แม่คะ แม่ไม่อายเหรอ แม่บอกไม่นะ แม่ภูมิใจมากเลยแก้ว นี่คนไข้แม่อยากได้ลายเซ็น (หัวเราะ) แต่ดีนะ เรารู้สึกว่าครอบครัวยอมรับเราจริงๆ สิ่งที่ได้จากรายการคือครอบครัวยอมรับ เขาเข้าใจ เขาสนับสนุน นี่คือเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตที่สุดแล้ว

แล้วแก้วเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตัวเองได้ไหมในที่สุด
เปลี่ยน เปลี่ยนเป็นว่าเราก็มีดีเหมือนกันนะ ไม่ได้ภาคภูมิใจว่าเธอเก่งมาก แต่เรามีดีเหมือนกัน อย่ามองตัวเองแย่ขนาดนั้นเลย

 

จริงๆ แล้ว แก้วชอบทำอาหารแบบไหน
แก้วชอบทำอาหารที่สนุก มันมาจากการที่เราได้ใช้วัตถุดิบที่ดูไม่น่าจะเข้ากันมาทำด้วยกัน เวลาแก้วปรุงอาหาร แก้วไม่ชอบวัดตวง จะชอบวางทุกอย่าง เทๆ แล้วชิม ขาดอันไหนใส่อันนั้น ทำให้การทำ cookbook ของแก้วลำบากมาก (หัวเราะ) เหมือนแก้วกำลังทำวิจัยวิทยาศาสตร์หรืออะไรสักอย่าง แต่แก้วจะมีรสชาติที่ชอบคือทุกอย่างประมาณกัน เปรี้ยว เค็ม หวาน ไม่มีอะไรโดดหรือแรงมากจนเกินไป แก้วเลยชอบใส่ครีมหรือกะทิเข้ามาเพราะนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างรวมกันได้

อาหารของแก้วสะท้อนนิสัยแก้วยังไง
แก้วเป็นคนละเอียด เป็นคนจำไปหมดทุกอย่าง อาหารแก้วนี่ดีเทลมาก ตอนออกมาในทีวีมันจะไม่ได้เห็นทุกอย่าง ที่จริงมันมีเยอะมากเลย อย่างตัวโซบะปูที่ทำก็มีซอสอีกอัน เป็น sour cream goat cheese แล้วก็ใส่ยูซุลงไป

แก้วมองอาหารเหมือนเพลง เวลาเราร้องเพลงให้ใครฟังแล้วสื่อความรู้สึก อาหารก็เป็นอย่างนั้น มันมีเรื่องราว เหมือนเราเล่าเรื่องๆ นึงในอาหารจานนึง นั่นคือความต้องการสูงสุดเวลาแก้วทำอาหาร

ชื่ออาหารแก้วที่ดูแบบ…อะไรไม่รู้ อย่างจานโซบะปูที่ชื่อ ‘สิ้นสุดเพื่อเริ่มต้น’ แก้วอยากจะบอกว่าจานนี้ทำเพื่อน้องปูตัวนี้ที่ตายเป็นอาหาร และทำเพื่อตัวแก้วด้วย สมมติจานนี้เป็นจานสุดท้ายของเราในการแข่งขันมันคือการสิ้นสุดเพื่อเริ่มต้นนะ หรืออย่างจานแรกรอบคัดเลือกที่มีคอนเซปต์หิมะ แก้วอยากเล่าว่ามันเป็นเหมือนฤดูหนาวที่หนาวมาก เปรียบเหมือนชีวิตตอนนั้นที่ดาวน์ แต่ยังมีต้นไม้ขึ้นมา เราหวังว่ารายการนี้จะเป็นสิ่งนั้น

เมนูสุดท้าย ‘ยามสนธยา’ เป็นจานที่เป็นตัวแก้วที่สุด มองผ่านๆ ตอนยังไม่เทน้ำซุปลงไปจะดูสะอาดตา ดูง่ายๆ แต่จริงๆแล้วองค์ประกอบแต่ละอย่างที่อยู่ในจานผ่านการคิดมาอย่างละเอียด

อย่างข้าวมันไก่ที่ใส่เปลือกพืชตระกูลส้ม 4 ชนิดการเสิร์ฟน้ำต้มยำไก่คู่กับปลาตามหลักผืนดืนจรดผืนทะเล (surf&turf) การที่มีเห็ดผัดเนยมาให้รสชาติอูมามิโดยธรรรมชาติ และความกรอบของแผ่นแป้งทอดโรยด้วยเครื่องเทศกับเกลือ แต่สุดท้ายเวลาลูกค้าทานอาหาร แก้วอยากให้เขาสนุกไปด้วย เห็นแล้วอมยิ้ม แก้วเชื่อแบบนั้น เลยเอาการเปลี่ยนสีของน้ำอัญชันมาใช้เป็นบรรยากาศท้องทะเลกับชายหาดตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ทุกอย่างมาผสมผสานกัน ดูเรียบๆ แต่ความจริงซับซ้อน และมีลูกเล่นสนุกบางอย่างซ่อนไว้

มีอาหารจานไหนไหมที่อยู่ในความทรงจำ
จานแรกที่ทำในชีวิต แก้วกับน้องดูการ์ตูนเรื่องทรามวัยกับไอ้ตูบ มีช็อตที่หมากินสปาเกตตี้แล้วน้องก็อยากกินก็เลยช่วยกันทำ เป็นเด็กน้อยสองคนที่ต้มน้ำไม่ทันเดือด เปิดแก๊สได้ก็หย่อนเส้น (หัวเราะ) ปรุงแค่ซอสมะเขือเทศ ใส่เกลือรึเปล่ายังไม่รู้เลย แต่จำได้แม่นมากว่าแคร์รอตไม่สุก เละเหมือนซากแครอทเพราะแก้วหั่นเละ แต่น้องกินหมดจานแล้วบอก ‘อะหย่อยมากเลย’ เราจำได้ บอกน้องว่า ‘เดี๋ยวทำให้กินอีกนะ’ น้องกลับมาจากหอเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็บอก ‘พี่แก้ว ทำสเต็กให้กินหน่อย สเต็กที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าพี่แก้วทำ’ มันเป็นสายใย อาหารโยงเราเข้าด้วยกัน

อีกจานจะเรียกว่าประทับใจได้ไหมนะ ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีมากนะ มันเป็นวันแรกที่แก้วไปถึงเยอรมันแล้วเขาทำอาหารให้กินจานนึง จำได้จนถึงทุกวันนี้เพราะเป็นอาหารที่แก้วกินเข้าไปแล้วรู้สึกอยากจะคาย (หัวเราะ)

เมนูอะไร
มันคือมันฝรั่ง มะเขือเทศ ถั่วฝรั่งเศสจืดๆ ที่เอาไปต้ม ทุกอย่างโรยเกลือ แล้วก็มีข้าวสวยให้เพราะโฮสต์กลัวไม่ชิน แก้วกินแล้วถามว่าไม่มีซอสอะไรหรอ เขาบอกคนที่นี่กินกันอย่างนี้แหละ แต่เขาตั้งใจทำมากเลยนะ คิดเยอะมาก ตอนแรกเขาตั้งใจทำอะไรที่ดูไทยๆ แต่ก็กลัวไม่นำเสนอความเป็นเยอรมัน เขาอยากให้รู้จักวัฒนธรรมที่นี่ตั้งแต่วันแรก

จานหลังเรียกว่า quark (ควาร์ก) เป็นกึ่งๆ โยเกิร์ต กึ่งๆ พุดดิ้ง เอาไปตีกับน้ำเชื่อมและเลมอน โฮสต์น้องสาวเป็นคนทำ น้องภูมิใจนำเสนอมาก ตอนแรกเรากินข้าวน้อยมาก ทุกคนหน้าเสียว่าไม่ชอบขนาดนั้นเลยหรอ แล้วน้องก็เอาอันนี้มาให้ เอาเลมอนมาขูดผิวใส่ให้ด้วย ถามว่าเอาแยมไหม เอาน้ำผึ้งไหม หยิบออกมาให้ มันไม่ได้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุด แต่รู้สึกว่ามันใส่ใจ (ยิ้ม) ทุกคนตั้งใจมองว่าเรากินได้ไหม

แก้วว่าอาหารควรจะเป็นแบบนั้นคือใส่ใจลงไป หลังๆ มา แก้วเริ่มเห็นอาหารที่คนทำออกมาสวย แต่ก็แค่วางๆ ให้มันเสร็จไป อาหารในนั้นไม่มีเรื่องราว ไม่มีอะไรเลย สมมติคนฮิตกินล็อบสเตอร์ก็มีล็อบสเตอร์ แล้วก็ทำซุปล็อปสเตอร์อีกจานนึงให้กินด้วยกันทั้งที่รู้ว่ารสชาติจะเลี่ยนมากๆ ใส่เนยไปอีก เอาไข่ล็อปสเตอร์ตีใส่ลงไปอีกเพื่อเพิ่มมูลค่า อาหารไม่ควรเป็นอย่างนั้น

เคล็ดลับการทำอาหารให้อร่อยของแก้วคืออะไร
คิดถึงคนกินให้มากๆ แก้วมีโอกาสไปทำอาหารให้ผู้สูงอายุกลุ่มนึง แก้วเลยทำอาหารไทย เป็นอาหารไทยบ้านๆ ที่เพิ่มลูกเล่นนิดนึง แต่ยังเสิร์ฟแบบดั้งเดิม ไม่จัดโมเดิร์นมากหรือมีคาเวียร์เป๊าะแป๊ะ ผู้สูงอายุจะกินอาหารรสชาติแรงไม่ได้นะ มันมากไม่ได้ ไม่หวานมาก คิดถึงเขาน่ะค่ะเพราะเราไม่ได้ทำอาหารเพื่อตัวเรา เราทำเพื่ออีกคนหนึ่ง เราไม่ควรจะโฟกัสว่าก็ฉันเป็นคนแบบนี้ ฉันชอบทำอาหารแบบนี้ ฉันจะทำอย่างนี้ หลังๆ
มา คนทำอาหารบางคนจะไปทางนั้นมากกว่าว่าเธอกินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ไม่ต้องกิน แก้วมองว่ามันเป็นอีโก้นะ คนที่ทำแล้วคิดว่านี่คือรสชาติของฉัน ส่วนใหญ่จะทำเพื่อสนองความต้องการตัวเอง แต่ถ้าทำอาหารแล้วคิดถึงคนกินคือทำเพื่อให้เขามีความสุขแล้วเราก็มีความสุข อย่างนี้ดีกว่า

คนกินในชีวิตที่สำคัญสำหรับแก้วคือใคร
น้องชาย (ยิ้ม) น้องชายนี่ที่สุดแล้ว แล้วก็ครอบครัวค่ะ หลังจากนั้นก็เป็นเพื่อน

แก้ววางเส้นทางตัวเองไว้จากนี้ยังไงบ้าง
แก้วอยากเป็นพิธีกรรายการอาหาร ทำอะไรที่ได้ไปต่างประเทศ และในเวลานั้นก็อยากเขียนหนังสือถึงวัตถุดิบที่ไปเจอ ผู้คน เมื่อจบตรงนั้นแล้วแก้วอยากกลับมาเปิดร้านเล็กๆ แนวคุณแม่ที่เปิดร้านให้คนเข้ามา ทำอาหารให้กิน แต่ละจานมีเรื่องราว ทำไมวันนี้ถึงทำจานนี้ ได้คุยกัน นี่ฟุ้งมาก ทำได้จริงไหมยังไม่รู้ (ยิ้ม) แก้วคงจะทำคนเดียว ไม่อยากทำร้านใหญ่ๆ ที่เข้าไม่ถึงใคร ตรงนั้นเป็นจุดพัฒนาฝีมือมากกว่า ได้ทำงานกับเชฟดังๆ แต่มันก็มีวิธีอื่นที่จะเรียนรู้จากเชฟได้ เช่น ทำอีเวนต์ด้วยกันหรือเราไปสัมภาษณ์เขา มันได้มากกว่าอีกนะ

ถ้าตอนนี้มีคนเจอสถานการณ์คล้ายแก้ว คือรู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่ชีวิตยังไม่เปิดโอกาส แก้วจะบอกเขาว่าอะไร
น่าจะเป็นคำที่แก้วเอาไว้บอกตัวเองว่า ถ้าเรารักมันไปเรื่อยๆ มันจะมีวันนึงที่เรามีโอกาสได้ทำ เพราะฉะนั้นอย่าหยุดที่จะรัก อย่าหยุดที่จะพยายาม มันต้องมีโอกาสแน่ๆ แต่บางทีวันนึงที่เรามีโอกาส เราอาจไม่รักหรือลืมมันไปแล้ว ถ้าเรายังไม่ลืมมัน สักวันนั้นต้องมาถึง

facebook | KAEW Paweenuch

ภาพ ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

Author

กันตพร สวนศิลป์พงศ์

อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day สนใจสิ่งหลากหลายตามมาตรฐานหญิงไทย เช่น หนังสือ ของกิน ศิลปะ ชอบเสพงานสร้างสรรค์ที่ผลิตโดยหญิงสาวเป็นพิเศษ เคยเขียนหนังสือกับสำนักพิมพ์ fullstop หนึ่งเล่มชื่อ Magic Moment ความงดงามในเสี้ยววินาที ตอนนี้กำลังให้เวลาชีวิตกับการศึกษาด้านจิตวิทยา

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!