Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

“อย่าปล่อยให้เสียงของเราเบากว่าคนอื่น” คุยกับ Numcha เจ้าของ ‘Keep cold’ เพลงเศร้าเคล้ารอยยิ้ม

Highlights

  • Numcha คือศิลปินหน้าใหม่เจ้าของเพลง Keep cold และ Dirty Shoes แถมเพลงแรกมียอดเข้าชมมิวสิกวิดีโอบนยูทูบกว่า 2 ล้านวิว เกินมาตรฐาน ‘หน้าใหม่’ ไปไกลเสียแล้ว
  • ชื่อของน้ำชาเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นทั้งในหมู่แฟนเพลงชาวไทยและต่างประเทศ ทำให้ความแรงของเธอตอนนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในวงการเพลงไทยอีกต่อไป
  • แม้เส้นทางดนตรีเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้น้ำชาเติบโตขึ้นมาก และได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ยากกว่าสิ่งอื่นใด แท้จริงแล้วคือการเอาชนะใจตัวเองให้ออกมาลงมือทำตามความฝัน

“ทำไมเสียงในตัวเราถึงเบากว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นเสียงที่ดังที่สุด”

นี่คือสิ่งที่ Numcha หรือ น้ำชา–ณัฐธชา ชูเกษ คิด ขณะตัดสินใจเริ่มทำตามฝัน ก้าวเข้าสู่เส้นทางศิลปินอย่างเต็มตัวในฐานะศิลปินอิสระ 

หลังเพลง Keep cold ที่เธอแต่งขึ้นเพื่อเป็นโปรเจกต์ส่งงานในรั้วมหาลัย โดยหยิบจับความรู้สึกจากการแอบชอบเพื่อนคนหนึ่งมาแต่งเป็นเพลงซึ่งได้รับความนิยมจนเธอเองก็ไม่คาดคิด ด้วยเนื้อเพลงภาษาอังกฤษและทำนองเพลงที่ถูกเรียบเรียงมาอย่างดี 

ถึงแม้ว่าสองเพลงที่ปล่อยมาจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่กว่าจะมาเป็นน้ำชาในวันนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายๆ คนคิด เธอต้องเอาชนะใจตัวเองที่เต็มไปด้วยความลังเลและความกังวล 

เรามีโอกาสได้คุยกับเธอในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส สนทนาถึงความสำเร็จที่เธอได้รับอย่างที่ไม่ได้คาดหวังไว้และความฝันของเธอในฐานะศิลปิน ซึ่งบรรยากาศก็แลเป็นกันเองและอบอุ่นเหมือนในมิวสิกวิดีโอเพลงของเธอไม่ผิดนัก

 

รู้สึกยังไงบ้างที่ซิงเกิลแรกในชีวิตได้ผลตอบรับดีขนาดนี้

เกินความคาดหมายมากๆ ไม่คิดว่าเพลงที่มีจุดเริ่มต้นจากการแต่งและทำเพลงส่งอาจารย์จะไปได้ไกลขนาดนี้ ตอนที่ตัดสินใจจะทำจริงจัง ชวนเพื่อนมาถ่ายเอ็มวี เพื่อนยังถามอยู่เลยว่าคิดว่าเพลงนี้จะได้กี่วิว ตอนนั้นเราบอกไปว่าแค่หมื่นวิวก็พอ เพราะว่าเราเป็นใครก็ไม่รู้ แต่พอผ่านไปแค่หนึ่งอาทิตย์ เพื่อนกลับมาบอกว่า 200,000 แล้วนะ ก็ดีใจและตกใจมาก ตอนนี้ยังไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าจะถึงล้านวิว 

 

มีเหตุผลที่น้ำชาเลือกแต่งเพลงภาษาอังกฤษไหม

จริงๆ เราเคยแต่งเป็นภาษาไทยแล้วนะ แต่ไม่รอด (หัวเราะ) พอต้องเขียนว่าฉันรักเธอ แดดยามเช้า เราเลยเขียนไม่ค่อยออก ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เรียนโรงเรียนอินเตอร์มานะ เรียนโรงเรียนไทยธรรมดานี่แหละ แต่คงเพราะเราชอบดูหนัง อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ อาจจะได้เซนส์ภาษาอังกฤษมา เลยขอลองทำแบบที่ถนัดดูก่อน ถ้าไม่เวิร์กก็ค่อยเปลี่ยน 

ผลตอบรับดีขนาดนี้เดาว่าตอนจะปล่อยเพลงถัดไปคงทำให้กดดันมากแน่ๆ 

กดดัน พอมีแผนว่าจะปล่อยซิงเกิลที่ 2 เราเลยรู้สึกเหมือนมีคำว่า ‘ล้านวิว’ ยืนกดดันอยู่ข้างหลัง ตอนที่อัด Dirty Shoes เราเกร็งมาก ร้องไม่ออก จนสุดท้ายก็คิดได้ว่าทุกอย่างต้องเป็นเหมือนวันแรกที่เริ่ม พยายามคิดว่าตอนนั้นเรามีแพสชั่นและมีความสุขกับสิ่งนี้ยังไง เราต้องเป็นแบบนั้น เราจะไม่ละทิ้งความฝันเพราะความกดดัน ก็เลยเริ่มใหม่ มองไปที่เป้าหมายแล้วตั้งสติ กลับมาทำสิ่งที่จะพาเราไปถึงตรงนั้นได้

 

ที่บอกว่าจะไม่ละทิ้งความฝัน แสดงว่าน้ำชาฝันอยากเป็นศิลปินอยู่แล้วตั้งแต่แรก 

คงงั้นค่ะ (หัวเราะ) เราชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ ร้องทุกที่ทุกเวลา พ่อกับแม่เราก็เป็นสายสนับสนุน เขาเห็นเราชอบด้านนี้ก็เลยส่งเราไปเรียนดนตรีเพิ่ม เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานให้ได้รู้อะไรมากกว่าการร้องเพลง เหมือนเติมความสามารถพิเศษ ได้เรียนกีตาร์ เรียนเปียโน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเราเองก็ยังไม่ได้ชอบด้านนี้ขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็ชอบร้องเพลงมากที่สุดอยู่ดี  

เพราะแบบนี้ด้วยหรือเปล่าเลยทำให้ตัดสินใจเรียนต่อด้านนี้โดยเฉพาะ

เราเรียนเอกวอยซ์ เรียนดุริยางคศิลป์มาก็จริง แต่จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนดนตรีมาตั้งแต่แรก ตอนอยู่ ม.3 เรามีแผนจะเข้าเรียนด้านศิลปะด้วยซ้ำ เคยสอบติดคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่พอจะเข้าไปเรียนจริงๆ กลับรู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่อันดับ 1 ของเรา เลยลองกลับมาทบทวนกับตัวเองใหม่ หาว่าอะไรคือสิ่งที่เราชอบและจะอยู่กับมันได้ไปอีก 4 ปี เราเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเรียนดนตรีแบบจริงจัง แต่ตอนที่เข้าไปเรียนช่วงแรกๆ ก็ยังไม่รู้นะว่าตัวเองชอบเพลงแนวไหน หรืออยากเป็นศิลปินจริงๆ หรือเปล่า เราเลยลองทำทุกอย่าง ถ้ามีใครชวนไปอัดคอรัส ไปร้อง ไปเล่น ไปช่วยทำงาน เราไปหมดเลย เพื่อที่จะหาตัวเองให้เจอ

 

ในเมื่ออยากเป็นศิลปินตั้งแต่แรก ทำไมกลับใช้เวลานานนักกว่าจะตัดสินใจปล่อย Keep cold ออกมา 

จริงๆ เรามาอยู่ตรงนี้ได้เพราะโดนเพื่อนยุนะ (หัวเราะ) ตอนแรกที่ทำเพลงเสร็จเราทิ้งมันไว้เฉยๆ 4 เดือน เพราะไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าปล่อยออกไป แต่เพราะเสียงของทุกคนเราเลยเริ่มเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น เริ่มเห็นว่าที่เพื่อนพูดแบบนั้นคงเพราะเขาเห็นอะไรบางอย่างจากเรา มันทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมเสียงในตัวเราถึงเบากว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นเสียงที่ดังที่สุด 

พอดีกับที่หลังจากเรียนจบ เราเริ่มสงสัยด้วยว่าจะทำอะไรต่อไปดี ได้หันกลับมาคิดทบทวนกับตัวเองว่าทำไมเราถึงเลือกเรียนดนตรี ในเมื่อเรียนด้านนี้เพราะอยากเป็นศิลปินก็ไม่มีเหตุผลให้เราต้องเขินอีกแล้ว เพราะถ้าไม่ตัดสินใจทำเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง เราไม่อยากหยุดกับดนตรีแค่เพราะว่าเราเรียนจบ เราเลยตัดสินใจไปต่อ 

 

ทั้งๆ ที่คนมักพูดกันว่าอย่าเอาความชอบมาเป็นอาชีพ

เราเคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แต่พอได้ออกมาเป็นศิลปินเต็มตัวเรากลับคิดว่าทำไมความชอบจะเป็นงานไม่ได้ล่ะ สมัยนี้ใครๆ ก็ทำสิ่งที่รักกันทั้งนั้น มันเป็นยุคที่เราจะต้องทำตามความฝันแล้ว เพราะยิ่งเรารีบทำตามความฝันเร็วเท่าไหร่มันก็ยิ่งทำให้เราได้ขยับเข้าไปใกล้มันมากขึ้นเท่านั้น และสุดท้ายถ้าลองแล้วไม่เวิร์กจริงๆ ก็ยังมีอีกหลายอย่างบนโลกนี้ให้ทำ เราว่ามันไม่เป็นไรเลยที่จะลองทำตามแพสชั่นดู

การเป็นศิลปินอิสระดูจะเป็นทางเลือกที่ต้องพยายามกว่าคนอื่น ทำไมถึงตัดสินใจเลือกทางนี้

การเป็นศิลปินอิสระทำให้เราขี้เกียจไม่ได้ ต้องตื่นตัวตลอดเวลา ทุกอย่างต้องจัดการด้วยตัวเอง เลือกเอง ทำเอง คุยเอง ต้องพยายามทำผลงานออกมาให้คนเห็นเรามากที่สุด มันลำบากก็จริง แต่มันทำให้เราโตขึ้นจากวันแรกที่เริ่มทำเยอะเลย เราเคยมีข้อผิดพลาด ต้องเสียเงินเช่าสตูดิโอแล้วอัดเพลงใหม่ทั้งหมด แต่พอผ่านมาได้ก็รู้สึกว่าเราได้รับประสบการณ์กลับมาแบบเต็มๆ

เส้นทางของการเป็นศิลปินพาน้ำชาไปเจออะไรบ้าง

เราได้เจอผู้คนเยอะขึ้นมากๆ ทำให้เราได้เห็นมุมมองที่หลากหลาย การได้ฟังความเห็นของคนรอบข้างก็ค่อนข้างมีผล เพราะเขาเห็นเราอีกด้านหนึ่ง เราเอาคำแนะนำกลับมาปรับปรุงตัวเองได้เยอะมาก ถือเป็นสิ่งที่ดีกับชีวิตเรา 

ในแง่ของการทำงานก็ได้ประสบการณ์เยอะขึ้นมาก จากที่เคยกลัว คิดว่าการลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำด้วยตัวเองเป็นเรื่องยากเกินความสามารถ แต่พอเราตัดสินใจทำ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเลย เรายังต้องพัฒนาอีกเยอะ ถึงจะรู้สึกว่ามาไกลจากวันแรก แต่นี่ก็แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น สมมติว่าความสำเร็จในเส้นทางนี้เท่ากับร้อยเปอร์เซ็นต์ เราเพิ่งมาได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์เองหรืออาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ ทางยังอีกยาวมาก

น้ำชาตั้งเป้าหมายไว้แบบไหน 

เป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ได้ใหญ่เลยนะ (หัวเราะ) เราอยากเป็นศิลปิน อยากทำอัลบั้ม มีโชว์ ถึงจะมีคนมาดูแค่ 20-30 คน แค่นั้นเราก็ดีใจมากๆ แล้ว

 

เคยมีวันที่ท้อ รู้สึกไม่อยากเดินต่อไปอีกแล้วบ้างไหม

เคยคิดเหมือนกันว่าอาจจะมีวันที่เบิร์นเอาต์กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ แต่ ณ ตอนนี้เราก็ยังนึกภาพวันที่หมดไฟกับสิ่งที่รักไม่ออกนะ (หัวเราะ) เราว่าสุดท้ายถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ เราก็คงจะหาอย่างอื่นทำแทน หรืออาจจะพาตัวเองไปทำงานอื่นในสายอาชีพนี้ก็ได้ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตได้เสมอ ถ้าวันนั้นมาถึงก็ต้องไม่ยึดติด คิดเสมอว่าต้องเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เรามาถึงตรงนี้ได้เพราะเราเชื่อแบบนี้ เพราะขนาดวันที่เริ่มเราก็แค่เปิดใจฟังเพลงที่ไม่เคยฟัง จากที่เคยชอบฟังและร้องเพลงแนวอาร์แอนด์บี โซล แค่แบบเดียว แต่สุดท้ายเราก็พยายามเก็บทุกอย่าง อะไรเข้ามาเราก็เอาไว้ก่อน จะชอบหรือไม่ชอบค่อยว่ากัน

แล้วในยุคที่ใครๆ ก็ทำเพลงได้ มีศิลปินที่ทำเพลงประเภทเดียวกับเรา จะสร้างความแตกต่างยังไง

(นิ่งคิด) เราคิดว่าความเป็นตัวเองสำคัญที่สุดเลย ไม่ว่ายุคไหนแค่เราเป็นตัวเองก็แตกต่างแล้ว เพราะการเป็นตัวเองทำให้เราได้เล่าเรื่องต่างๆ ออกมาจากใจ การซื่อสัตย์กับคนฟังมันเป็นอะไรที่เวิร์กอยู่แล้ว ไม่ว่าคนฟังจะฟังละเอียดไปถึงเนื้อเพลงหรือฟังแค่ดนตรี แต่ถ้าเราทำทุกอย่างออกมาจากใจ เขาจะฟังตรงไหนเขาก็ทัช  

แต่ละเพลงของเราเลยมักจะถ่ายทอดจากชีวิตจริง เป็นประสบการณ์ที่เราพบเจอ เล่าเรื่องที่ไม่สมหวัง เรื่องแอบรักเสียส่วนใหญ่ เพราะเราอยากบอกกับคนฟังว่าเราเองก็เป็นเหมือนกัน อย่างเพลง Keep cold นี่ตอนจบคือรู้เลยว่าไม่สมหวัง เรื่องในเอ็มวีเป็นเรื่องที่เราเจอในชีวิต ถูกทอนมาจากเรื่องจริงที่เราเคยเจอ อย่างเพลง Dirty Shoes ก็พูดถึงความรักแบบไม่หวังผล เราอยากให้กำลังใจคนที่เราชอบอีกที ในวันที่เขารู้สึกแย่ก็สามารถฟังเพลงนี้เป็นกำลังใจได้

 

ทำเพลงมา 2 เพลงแล้ว ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้างไหมตั้งแต่วันแรก

(นิ่งคิด) คงเป็นเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น มันเป็นแรงผลักดันที่ดีนะ ไม่ว่าเขาจะพูดถึงข้อดีหรือข้อเสีย แต่ความคิดเห็นเหล่านั้นทำให้เรากลับมาปรับปรุงตัวเองได้ดีขึ้นมาก ค่อยๆ พัฒนาไป การเชื่อมั่นในตัวเองก็สำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถก้าวข้ามสิ่งที่ทำให้เราย่ำอยู่ที่เดิมได้ เพราะเราเคยไม่มั่นใจมาก่อน เลยคิดว่าถ้ายิ่งก้าวได้ไวก็ยิ่งไปได้เร็ว บางทีก็ต้องทิ้งความกลัวพวกนั้นไว้ข้างหลังบ้างแล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียว

ในวันนี้ที่ก้าวผ่านความกลัวพวกนั้นมา เลิก ‘keep cold’ กับความฝันของตัวเอง ยังมีอะไรที่รู้สึกเสียดายอยู่ไหม

สิ่งที่เสียดายที่สุดคือเราน่าจะเริ่มให้เร็วกว่านี้ (หัวเราะ) ในวันนั้นเรามีแพสชั่นอยู่แล้ว แต่เราแค่ไม่ลงมือทำเพราะเราไม่กล้า เรากลัวที่จะบอกทุกคนว่าเราอยากเป็นศิลปิน ตอนหลังถึงมาคิดได้ว่าทุกอย่างต้องเริ่มที่เราก่อน ถ้าเราคิดว่าเราทำได้มันก็ต้องได้ สิ่งที่ยากกว่าการรู้เป้าหมายสำหรับเราคือการลงมือทำนี่แหละ ไม่ว่าจะในเรื่องอะไรก็ตาม แพสชั่นมันมีอยู่แล้ว เราแค่ต้องทำมัน

Author

ณัฐพล ทองประดู่

ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ระหว่างการปะทะกันของกระแสโลกาภิวัตน์และวัฒนธรรมร่วมสมัย ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการบริโภคหนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี และวิดีโอเกม แบบวันต่อวัน

Photographer

สรรพัชญ์ วัฒนสิงห์

ชีวิตต้องมีสีสัน

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)