“ลิเวอร์พูลก็เหมือนชีวิตคน มีขึ้นมีลง” ชีวิตที่ลิเวอร์พูลขีดเส้นทางของ นิหน่า–สุฐิตา

“ลิเวอร์พูลก็เหมือนชีวิตคน มีขึ้นมีลง” ชีวิตที่ลิเวอร์พูลขีดเส้นทางของ นิหน่า–สุฐิตา

Highlights

  • นิหน่า–สุฐิตา ปัญญายงค์ คือแฟนพันธุ์แท้ทีมลิเวอร์พูลที่ไม่ได้ติดตามฟุตบอลเพียงเพื่อความสนุก แต่เธอยังใช้อิทธิพลจากทีมที่รักกำหนดเส้นทางชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานในฐานะนักข่าวกีฬา หรือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับสามีอย่าง แบงค์–พชร ปัญญายงค์ ก็ล้วนเกิดขึ้นด้วยความชื่นชอบในทีมฟุตบอลทีมนี้
  • บทเรียนที่นิหน่าได้รับจากการติดตามทีมลิเวอร์พูลมานานถึง 23 ปีคือการไม่ยอมแพ้ต่อความท้าทายในชีวิต ซึ่งเธอนำมาปรับใช้ในวันที่ยากลำบาก โดยเฉพาะในวันที่สามีของเธอตรวจพบก้อนเนื้อมะเร็งที่ตับ

หากคุณเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูล คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปีนี้เป็นปีที่สนุกและตื่นเต้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะทีมลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษอย่างพรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เพราะอย่างนี้ เราจึงอยากคุยกับ นิหน่า–สุฐิตา ปัญญายงค์ นักข่าวกีฬาสาวที่เหล่าเดอะค็อปหรือแฟนตัวยงของสโมสรลิเวอร์พูลรู้กันดีว่าเป็นพวกเดียวกัน แถมเธอยังเป็นนักข่าวภาคภาษาไทยอย่างเป็นทางการคนแรกของ LFCTV อีกด้วย

ที่สำคัญ ทุกจังหวะสำคัญในชีวิตของผู้หญิงคนนี้ ล้วนมีลิเวอร์พูลเป็นแรงผลักดันอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางหน้าที่การงาน จุดเริ่มต้นของความรัก และแรงใจในวันที่เหนื่อยล้า

นิหน่านัดเรามาเจอที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง เธอปรากฏตัวในเสื้อสีแดงที่มีสัญลักษณ์ของลิเวอร์พูล หลังจากถ่ายรายการเสร็จเธอก็เดินตรงมาหาเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เป็นสัญญาณให้เราวอร์มร่างกายให้พร้อม แล้วไปตามติดชีวิตของเธอแบบติดขอบสนามกัน

จากแฟนลิเวอร์พูลสู่พิธีกรภาษาไทยคนแรกแห่ง LFCTV 

คล้ายกับเด็กสาวหลายๆ คน นิหน่าเริ่มต้นดูฟุตบอลตามคำบอกเล่าของเพื่อนๆ ที่บอกว่านักฟุตบอลคนนั้นคนนี้หน้าตาดี

“เราเริ่มดูฟุตบอลในยุค Spice Boys (ยุครุ่งเรืองของสี่หนุ่มนักฟุตบอลทีมลิเวอร์พูล Robbie Fowler, Jamie Redknapp, Steve McManaman และ Jason McAteer) เพราะว่าเพื่อนผู้หญิงในกลุ่มชอบมาเมาท์กันว่านักฟุตบอลหล่อ แต่เราคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง จึงลองหัดดูฟุตบอล ซึ่งทีมแรกที่ดูอย่างจริงจังก็คือลิเวอร์พูล ยุคนั้นมันสนุกมาก โดยเฉพาะในวันที่ทีมเราฟอร์มดี และเราก็หลงเสน่ห์ของฟุตบอลมานับแต่นั้น” 

จากเริ่มต้นดูเพียงเพราะอยากคุยกับเพื่อนให้รู้เรื่อง กลายเป็นว่าเธอแทบจะเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวในโรงเรียนที่ดูฟุตบอลอย่างจริงจัง “เราถึงขนาดไปต่อแถวซื้อหนังสือพิมพ์ฟุตบอล ตกดึกก็แอบแม่ฟังวิทยุ เพราะจะมีนักข่าวรายงานสดบรรยากาศช่วงพักครึ่งจากสนามแอนฟีลด์ ตอนนั้นถึงกับมีความใฝ่ฝันลึกๆ ว่าอยากไปรายงานข่าวที่แอนฟีลด์ คอยอัพเดตผลคะแนนกลับมาที่ไทยบ้าง” 

ถึงอย่างนั้นชีวิตก็นำพาโอกาสอื่นๆ เข้ามา นิหน่าได้เข้าวงการในฐานะนักร้องนักแสดงตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ อีกทั้งหลังจบการศึกษาเธอยังทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์อยู่หลายปี แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยเลิกเชียร์ทีมที่เธอรัก 

“รู้ตัวอีกทีก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว” เธอว่าอย่างนั้น

นิหน่า-สุฐิตา ปัญญายงค์

ภาพปกอัลบั้มแรก gmember.com

และแล้วสุดท้ายโชคชะตาก็นำพานิหน่ากลับมาหาสิ่งที่เธอรักอยู่ดี ช่วงปี 2549 ช่อง 7 เปิดรับสมัครนักข่าวกีฬาผู้หญิง ซึ่งแดง–สุรางค์ เปรมปรีดิ์) ผู้เป็นกรรมการผู้จัดการช่อง 7 ในเวลานั้นเห็นแววความเป็นผู้ประกาศข่าวสายกีฬา เพราะนิหน่ามีผลงานในวงการอยู่แล้ว แถมยังขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นแฟนลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นส่วนผสมที่หาได้ยาก จึงเรียกหญิงสาวไปคัดตัวด้วย

“เขาให้เราลองอ่านข่าวลิเวอร์พูล เราก็พูดได้คล่องเพราะเราดูมาตลอด แต่ก็ยอมรับว่าตอนนั้นเรามีความรู้แค่ฟุตบอล จึงต้องทำการบ้านกับกีฬาอื่นๆ เยอะ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องบอกว่าลิเวอร์พูลทำให้เราได้ทำในสิ่งที่รัก ทำให้เราได้เข้าใกล้สิ่งที่ชอบกว่าเดิม” 

“มีครั้งหนึ่งเราได้เป็นพิธีกรใน LFCTV Thailand ถือว่าเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่นี้ ซึ่งเราดีใจมาก มันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากโอกาสหนึ่งในชีวิตการทำงานเป็นผู้ประกาศข่าว ช่วงนั้นทุกครั้งที่มีการถ่ายทอดสดเราก็จะได้เป็นพิธีกร หรือถ้าหากมีแขกนักเตะระดับตำนานมาที่ประเทศไทย เราก็มักจะได้ไปสัมภาษณ์เขาเสมอ เป็นสิ่งที่เรียกว่าเรายินดีทำมากๆ ถ้าหากสโมสรอยากให้เราช่วยทำอะไร เรายินดีทำให้ทุกอย่าง มันเกินคำว่าหน้าที่ไปแล้ว เราทุ่มเททำไปเพราะความรักมากกว่า”  

นิหน่า-สุฐิตา ปัญญายงค์

liverpoolfc.com

Kick-Off ความสัมพันธ์ 

ลิเวอร์พูลไม่ได้ให้แค่โอกาสในการทำงานกับเธอเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคนรักอย่าง แบงค์–พชร ปัญญายงค์ อีกด้วย

“แบงค์เริ่มทักมาในทวิตเตอร์เพราะตอนนั้นรูปโปรไฟล์เราใส่เสื้อลิเวอร์พูล” หญิงสาวตรงหน้าเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

‘คิดเห็นอย่างไรกับลูคัส เลย์วา’ คำถามเกี่ยวกับนักเตะลิเวอร์พูลที่กำลังฟอร์มตกในช่วงนั้นคือประโยคแรกๆ ที่เขาชวนเธอคุย แม้ในช่วงแรกนิหน่าจะไม่ได้คิดถึงเรื่องความรัก แต่ความลื่นไหลยามพูดคุยกันในหลายๆ เรื่อง ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับลิเวอร์พูล ทำให้นิหน่าเริ่มรู้สึกว่าเธอน่าจะต่อยอดความสัมพันธ์นี้ได้

“ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะมาจีบ แต่พอคุยไปคุยมาเราคลิกกันมาก แบงค์เป็นคนไปไหนไปกัน พร้อมจะดูแลเรา แต่จุดสำคัญคือเราเชียร์ทีมเดียวกัน บ้าเหมือนกัน เวลาดูบอลแล้วเขาสงสัยอะไรเกี่ยวกับเกมก็หันมาถามเราได้”

ในช่วงแรกความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงขับเคลื่อนด้วยความสนุกในการเชียร์ลิเวอร์พูลด้วยกัน “เราเคยฝันว่าอยากไปดูฟุตบอลที่เมืองลิเวอร์พูลมาก แต่คนรอบข้างไม่อินกับเรา เขาไม่เข้าใจว่ามันสนุกกว่าดูผ่านหน้าจอยังไง แต่พอมาคบกับแบงค์ เขาเป็นคนบอกกับเราเองเลยว่า ‘ต้องไปเชียร์ที่สนามนะ’ เราดีใจที่ในที่สุดเราก็ได้เจอคนที่คิดเหมือนเรา ทริปในฝันที่เราอยากขับรถจากลิเวอร์พูลขึ้นไปสกอตแลนด์ เราก็ไปกับเขา

“สิ่งสำคัญที่ทำให้เรากับแบงค์อยู่ด้วยกันได้คือความสนุก โดยเฉพาะความสนุกที่ไม่มีใครห้ามกันเลย อย่างเรื่องลิเวอร์พูล เคยมีครั้งหนึ่งลิเวอร์พูลเขาทำป้ายสนามใหม่ที่แอนฟีลด์ จึงมีการประกาศระดมทุนซื้ออิฐที่ใช้ทำป้าย พอเห็นเราก็อยากได้ แต่คิดในใจว่าคงซื้อแค่อิฐขนาดเล็กพอ กลัวแบงค์ไม่อิน แต่ที่ไหนได้เขากลับสั่งซื้ออิฐขนาดใหญ่ไปก่อนหน้าเราแล้ว เราเลยนึกขำในใจว่าไม่น่ากังวลไปเองเลย

และอย่างที่ทุกคนคงรู้กันแล้ว ความสนุกและความคลิกในวันนั้นนำทางนิหน่าและแบงค์เข้าสู่ประตูวิวาห์และสร้างครอบครัวร่วมกันในวันนี้นี่เอง”

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย Nina Panyayong (@ninanaka) เมื่อ

บททดสอบชีวิต 

แม้จะเริ่มต้นจากความสนุก แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าความสนุกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถถักสานให้ความสัมพันธ์แข็งแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเข้ามาทดสอบความสัมพันธ์

สิ่งนั้นชื่อว่ามะเร็ง

ย้อนไปเมื่อปี 2562 แบงค์เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และพบว่ามีก้อนเนื้องอกขนาด 4 เซนติเมตรบริเวณตับ ซึ่งตรงกับจุดที่เคยตรวจพบปาน (infantile hemangioma หรือเนื้องอกชนิดไม่ใช่มะเร็ง) เมื่อปีก่อนหน้า 

‘ผมว่ามันเป็นมะเร็ง’ คือคำวินิจฉัยจากศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องตับ 

“ตอนฟังเราพยายามเก็บอาการ แต่พอแยกจากแบงค์ออกมาทำงาน เรานั่งร้องไห้เลย ภาพมะเร็งที่น่ากลัวลอยขึ้นมาเต็มไปหมด เราเองเคยสูญเสียคุณตาไปด้วยโรคนี้ ความทรงจำที่คุณตาอาการทรุดลงและเสียไปในระยะเวลาอันรวดเร็วยังวนเวียนอยู่ในหัว”

จะว่าโชคดีในโชคร้ายก็ได้ เพราะเมื่อไปเจาะชิ้นเนื้อมาตรวจ พบว่ามะเร็งนั้นยังอยู่ในระดับปฐมภูมิ แต่คุณหมอก็ตรวจพบความผิดปกติในจุดอื่นๆ ด้วย 

“ในตับมีจุดเล็กๆ เต็มไปหมด แล้วคุณหมอไม่รู้ด้วยว่ามันคือจุดอะไร เราเลยยิ่งตกใจมาก เหมือนโดนตบหัวแล้วล้มไป พยายามลุกขึ้นมาใหม่ แต่สุดท้ายก็โดนตบให้ล้มลงอีกรอบ เรานั่งมึน พยายามคุยกับตัวเองว่าต้องตั้งสติ คิดว่าจะต้องทำอะไรต่อ”

แต่สุดท้ายโชคก็เข้าข้างพวกเขา เพราะเมื่อแบงค์เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการใช้ความร้อนจี้บริเวณเนื้องอก ก้อนเนื้อนั้นก็ฝ่อลง ในขณะที่จุดที่ตับก็ไม่ได้พัฒนาเป็นเนื้อร้าย 

เหตุการณ์ในช่วงการรักษาอาจดูสั้นเมื่อถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ แต่ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันแรกที่ตรวจพบก้อนเนื้อ จนถึงวันที่หมอบอกให้วางใจเฝ้าดูอาการต่อไปเรื่อยๆ ได้ สำหรับนิหน่าไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะอยู่ดูแลสามีได้อย่างสบายใจ ทุกครั้งที่ต้องเข้าฟังคุณหมอ ทุกครั้งที่ต้องรอผลตรวจ เป็นช่วงเวลายาวนานที่เธอต้องเฝ้ารออย่างอดทน 

“ระหว่างการรักษาทุกคนในบ้านก็กลัวกันหมด สามีเขาก็กลัวเราเครียด กลัวเราคิดมาก เขาก็จะคอยส่งข้อความไปบอกเพื่อนให้คอยคุยกับนิหน่าหน่อยนะ ซึ่งตอนนั้นบอกตรงๆ เราก็ไปคุยกับคนใกล้ชิดที่เราไว้ใจว่า ‘เรากลัวมาก ทำยังไงดี’ แต่สุดท้ายแล้วพอได้ระบายความรู้สึกไป เราเลยเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า กลัวอะไร กลัวมากไหม และเข้าใจจิตใจตัวเองมากขึ้น สามารถจัดการกับความกลัวตรงนั้นได้”

และแน่นอนว่า หนึ่งในกำลังใจสำคัญของนิหน่าในช่วงเวลาแสนยากลำบากนั้นก็คือลิเวอร์พูล “ตอนปีนั้นลิเวอร์พูลได้แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นสมัยที่ 6 เรารู้สึกว่ามันโคตรมีความหมาย สิ่งที่เรารัก เราเชียร์มาด้วยกันมันประสบความสำเร็จ ช่วยให้เราลืมความทุกข์ไปชั่วคราว เรากับแบงค์พูดกันเล่นๆ ว่า เห็นไหมลิเวอร์พูลยังได้แชมป์เลย แบงค์ก็ต้องหายจากโรคที่เป็นอยู่นี้ได้เหมือนกัน” 

ความเปลี่ยนแปลงหลังจบบททดสอบ 

หลังจากมะเร็งถูกกำจัดออกไป ไม่เพียงความทุกข์จะหายไปจากครอบครัวปัญญายงค์ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

“เราได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้เยอะมากเลย แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าการันตีว่าแบงค์จะหายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนร้อยเปอร์เซ็นต์คือชีวิตของพวกเรา อย่างเรื่องการดูแลสุขภาพ จากที่สามีเราชอบดื่ม ไม่ได้ดูแลตัวเองมาก มีไขมันพอกตับเยอะ แต่ตอนนี้เขาดูแลตัวเองทั้งเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย จนไขมันหายไปเลย 

“นอกจากนี้พวกเรายังได้เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตมากขึ้น มีเหตุการณ์หนึ่งที่เราประทับใจมาก ปกติแบงค์จะชอบนั่งดูทีวีอยู่ข้างล่าง ส่วนเราก็จะอยู่ข้างบนพาลูกนอน แต่หลังจากเรื่องนี้เกิดขึ้น เขาก็เข้านอนเร็วขึ้น เขาบอกเราว่า ‘ไปเสียเวลานั่งอยู่ข้างล่างทำไมตั้งนาน การขึ้นมานั่งเล่นนั่งคุยกับลูกมันมีความสุขมากเลยนะ’ 

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย Nina Panyayong (@ninanaka) เมื่อ

“สุดท้ายเราคิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นโดยมีเหตุผล มันเข้ามาเปลี่ยนทั้งเขาและเรา เราได้เห็นว่าสุดท้ายแล้ว ชื่อเสียงเงินทองไม่มีความหมายเลยถ้าเราเสียคนที่เรารักไป หรือที่ผ่านมาเราอาจใช้ชีวิตกันแบบช่างเถอะสบายๆ แต่พอเรื่องนี้เกิดขึ้น เราก็ได้มองเห็นคุณค่าของกันและกันมากขึ้น”

“หากให้เปรียบเทียบชีวิตคุณกับลิเวอร์พูล คุณเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันบ้างไหม” เราสงสัย

“ตลอด 23 ปีที่ติดตามวงการฟุตบอลมา เราว่าลิเวอร์พูลก็เหมือนชีวิตคนนั่นแหละ มีขึ้นมีลง เราเพิ่งมาตกผลึกได้ตอนที่ลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก มันน่าแปลกมากที่วินาทีที่ได้แชมป์ เราไม่ได้รู้สึกดีใจขนาดนั้น แต่กลับมีภาพในอดีตย้อนกลับมาแทน วันที่เราเริ่มเชียร์ วันที่เราแพ้ ภาพมันย้อนมาหมดเลย 

“การที่ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง เราอาจควบคุมสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่เราควบคุมจิตใจตัวเองได้ เหมือนเวลาดำน้ำ มันต้องบาลานซ์ระหว่างลอยหรือจม เวลาลอยก็อย่าลอยไปจนถึงผิวน้ำ เวลาจมก็อย่าจมจนไปเตะปะการัง ถ้าเราควบคุมจิตใจตัวเองได้ ก็จะอยู่กับทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้นได้

“มาวันนี้ที่สามีหายจากโรคแล้ว ลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีกแล้ว เรายังเคยพูดติดตลกกันว่า ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราก็นอนตายตาหลับแล้ว ทุกวันนี้เวลามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น ต่อให้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราก็ยกมาขอบคุณชีวิตได้ทุกวัน และเราก็รู้แล้วว่าวันไหนที่เราทุกข์ เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป แล้วความสุขก็จะเข้ามา”

อ้างอิง

liverpoolfc.com

AUTHOR

PHOTOGRAPHER

ณัฐวัฒน์ ตั้งธนกิจโรจน์

ชื่อโทนี่ แต่พวกเขามักจะรู้จักผมในนาม Whereisone