Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

ธนะ วงษ์มณี ผู้ร่วมก่อตั้ง Goal Thailand สำนักข่าวฟุตบอลที่ไม่มีออฟฟิศแต่มีคนติดตาม 1.8 ล้านคน

Highlights

  • ธนะ วงษ์มณี คือผู้ร่วมก่อตั้ง Goal Thailand สำนักข่าวฟุตบอลออนไลน์ที่ไม่เคยมีออฟฟิศแม้จะมีคนติดตามในเฟซบุ๊กถึง 1.8 ล้านคน
  • ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ผู้ร่วมก่อตั้ง Goal Thailand แต่ละคนต่างอาศัยอยู่คนละจังหวัด พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะลองทำงานออนไลน์ และเมื่อเห็นว่าการทำงานรูปแบบนี้เป็นไปได้ สำนักข่าวแห่งนี้จึงไม่มีออฟฟิศมาจนถึงปัจจุบัน
  • เช่นเดียวกับการทำงานออฟฟิศ การทำงานที่บ้านก็มีข้อดีและข้อเสีย แต่การที่ธนะยัง work from home อยู่ทุกวันนี้ก็ช่วยยืนยันว่าเขาคิดว่าการทำงานรูปแบบไหนเหมาะกับตัวเองมากกว่ากัน

ในยามที่สื่อมวลชนหลายสำนักต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของเชื้อไวรัส เราเห็นใครหลายคนพยายามปรับตัวกับวิถีชีวิตและรูปแบบการทำงานที่ต้องเปลี่ยนมาอยู่บ้านเป็นหลักแทนที่จะเป็นออฟฟิศอันคุ้นเคย

แต่ชายที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าขณะนี้แทบไม่ต้องปรับตัวอะไร เพราะเขาทำงานที่บ้านมาตั้งแต่คำว่า work from home ยังเสิร์ชแทบไม่เจอในกูเกิล จนปัจจุบันขึ้นเป็นเทรนด์อันดับต้นๆ ในโลกโซเชียล

สำนักข่าวอายุ 8 ปีที่เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งไม่เคยมีออฟฟิศมาตั้งแต่วันแรก พนักงานก็กระจัดกระจายอยู่ในหลายจังหวัด ประชุมบริษัทแต่ละครั้งก็พึ่งพาช่องทางออนไลน์ล้วนๆ เรื่องน่าขันคือพนักงานบางคนตั้งแต่เข้ามาทำงานจนลาออกไปยังไม่ได้เจอหน้าผู้เป็นเจ้านายสักครั้ง

ฟังดูคล้ายเขาไม่จริงจังในการทำงาน ไม่โฟกัสกับสื่อที่ปลุกปั้น แต่ถามหน่อยว่ามีใครบ้างที่ติดตามข่าวสารกีฬาฟุตบอลแล้วไม่รู้จัก Goal Thailand สำนักข่าวกีฬาฟุตบอลน้ำดีและเป็นที่ยอมรับอันดับต้นๆ ของประเทศ ปัจจุบันมีผู้ติดตามเพจหลักล้าน

Goal Thailand

ในยามที่ใครต่างเก็บตัวอยู่บ้าน ผมนัดสนทนากับ ธนะ วงษ์มณี ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Goal Thailand เพื่อพูดคุยถึงวิธีและวิถีการทำงานที่บ้านของเขาซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

ผมเห็นเขาปรากฏอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ชัดเจน

ฉากหลังในการสนทนาของเขาคือบ้าน

ฉากหลังในชีวิตการทำงานก็เช่นเดียวกัน

 

ก่อนจะทำงานที่บ้านอย่างทุกวันนี้ คุณเคยทำงานออฟฟิศมาก่อนหรือเปล่า

ผมเคยทำงานออฟฟิศแต่ว่าน้อยมาก ชีวิตทำงานผมเริ่มตอนจบ ม.6 ผมหยุดเรียนไปหนึ่งปีเพราะไม่แน่ใจว่าอยากเรียนอะไร ช่วงหยุดก็ไปช่วยธุรกิจที่บ้าน นั่นคือออฟฟิศแรกที่ทำ ซึ่งตอนทำงานที่บ้านเราไม่ได้ชอบอยู่แล้ว พอทำได้ 3-4 เดือนก็บังเอิญได้อ่านนิตยสาร Open พออ่านจบเลือดวัยรุ่นมันร้อน อยากเป็นตัวของตัวเอง แล้วไปเจอรุ่นพี่เขากำลังจะทำนิตยสารกัน เลยขอออกจากงานที่บ้าน 

ตอนนั้นปี 2000 ผมไปทำงานเป็นฝ่ายอาร์ตของนิตยสารชื่อ Deen Diary โดยพี่ๆ เขาใช้วิธีลงเงินกัน แล้วเอาคอมพิวเตอร์มาตั้งไว้ที่บ้านผมเครื่องหนึ่ง มันเลยกลายเป็นการ work from home ก่อนที่ทุกคนจะเรียกว่า work from home ตอนนั้นเลยกลายเป็นว่าผมได้ซึมซับวัฒนธรรมการทำงานที่บ้าน ผมรู้สึกแล้วว่าวัฒนธรรมการทำงานออฟฟิศกับการทำงานที่บ้านมันไม่เหมือนกัน แต่บอกไม่ได้หรอกว่าอะไรสบายกว่า อะไรดีกว่า แค่บอกได้ว่ามันไม่เหมือนกัน

 

ตอนที่ทำงานออฟฟิศรู้สึกยังไง

ทำงานออฟฟิศมันเหมือนเราถูกผูกกับ KPI มันมี KPI รายวันตลอดเวลาว่า เราควรมาถึงตอนนี้ ควรมีแอ็กชั่นกับเรื่องนี้เท่านี้ๆ ก่อนจะลุกไปพักเป็นเวลาเท่านี้ แล้วก็กลับบ้านในเวลานี้ เหมือนกับกิจวัตรมันมีล็อกที่ต้องทำไปตามนี้ ซึ่งมันก็สบายดี มองนาฬิกาก็รู้แล้วว่าควรทำอะไรเวลาไหน ไม่ต้องอิมโพรไวส์อะไร ทำๆ ไปให้ครบลูปของมัน ทำในเวลานั้นๆ ให้มันดีที่สุด

พอมาทำงานที่บ้านเราทำเมื่อไหร่ก็ได้ กลางวันร้อนก็รอกลางคืนที่เย็นกว่าค่อยลุกมาทำ มันอยู่ที่เรา ถ้าเราปล่อยไหลไป ทุกชั่วโมงที่เราหยุดมันโกงไม่ได้ เราก็ต้องกลับมาใช้กรรมทีหลัง โกงไปชั่วโมงหนึ่งเดี๋ยวมันก็กลับมาเล่นงานเราชั่วโมงหนึ่ง หนีไม่รอดหรอก แล้วถ้าเราประเมินงานผิด ไอ้ที่คิดว่าจะทำได้เร็วแล้วมันไม่เร็ว แล้วเราดันไปโกงเวลาไว้ก่อน ทีนี้ตาย

Goal Thailand

แล้วการทำงานเมื่อไหร่ก็ได้มีข้อดี-ข้อเสียยังไง

พอมันไม่มีลูปเวลาแบบรายวันมาบังคับว่าเราควรทำอะไร เราเป็นคนออกแบบเอง เราก็ไม่ต้องทนนั่งอยู่เวลาที่รู้สึกว่าตอนนี้อยากลุกแล้ว แล้วก็ไม่ต้องรอจนกระทั่งเวลาเข้างานเมื่อรู้สึกว่าตอนนี้อยากทำงานแล้วเหมือนกัน สิ่งที่หายไปจากชีวิตคือการรอ เพราะเราเป็นคนกำหนดเองว่ากำหนดการคืออะไร มันมีแค่กำหนดไกลๆ ว่าสัปดาห์นี้ส่งอะไร สิ้นเดือนส่งอะไร โฟกัสเราจะอยู่ที่เป้าหมายว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร เรามีอะไรที่ต้องทำให้เสร็จ ไม่ใช่มีอะไรที่ต้องทำใน 1 ชั่วโมง หรือ 3 ชั่วโมง หมดเวลาแล้วก็จบ

การยกกรอบเวลาออกเราจะโฟกัสเป้าหมายได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสหลุดโฟกัสเรื่องอื่นในชีวิตมากขึ้นเช่นกัน ที่ผมบอกว่าพอเราไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ ไม่ได้อยู่ในลูปเวลานี้ การรอมันหายไป แต่ในทางกลับกันเราอาจจะทำให้คนอื่นรอเราแทน เช่น ลูกผมรอเล่นเกมด้วย เมียรอกินข้าว พอเราไปโกงลูปเวลาตรงนี้เท่ากับว่าบางครั้งมันไปกินเวลาอย่างอื่นด้วย

สิ่งสำคัญคือเวลาที่เราทำงานอยู่ เรามักรู้สึกว่าตัวเองมีสาระมากเลย รู้สึกว่ากำลังทำเรื่องดี เรื่องที่ยิ่งใหญ่ ทุกคนในบ้านต้องเกรงใจเรา แต่ไม่หรอก ไม่มีใครเกรงใจแกหรอก เรื่องที่แกทำอยู่มันธรรมดามาก ไม่มีใครเขาสนใจหรอก เราต้องยกความรู้สึกนี้ออกไปก่อนว่าเรื่องที่เราทำสำคัญกว่าการไปเดินเล่น การไปคุยกับคนในบ้าน การให้อาหารแมว ไม่หรอก มันเป็นเรื่องที่ต้องทำในชีวิตทั้งนั้นแหละ มันสำคัญเท่าๆ กันหมด แล้วเมื่อเราไม่มีออฟฟิศมากำหนด priority ว่าต้องทำอะไรก่อนอะไรหลัง เราก็ต้องกำหนดให้ดี ไม่อย่างนั้นชีวิตมันก็รวน

 

สำหรับคุณความยากหรือปัญหาของการทำงานที่บ้านคืออะไร

คือการที่ไม่มีใครเข้าใจว่าเราทำงาน (หัวเราะ) เพราะเราไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นสัญญาณบอกเขาว่า เฮ้ย เราทำงานอยู่ ตอนนี้ผมดีขึ้นเพราะว่าผมทำห้องทำงานแยกออกมา พอเข้ามาในห้องนี้ (ห้องทำงาน) ก็เหมือนสื่อสารได้ว่าเราทำงานอยู่ นึกภาพแต่ก่อนตอนที่เราทำงานอยู่ข้างๆ แล้วภรรยาเรียก “ตัวเอง อุ้มลูกหน่อย” “ตัวเอง ลูกอึ” คือเรากำลังทำงาน กำลังมีสมาธิ ภรรยาเรียกแล้ว “ตัวเอง ลูกฉี่” คือมันไม่มีอะไรบอกเขาได้ว่าจริงๆ ตอนนี้เรากำลังทำงานนะ อย่ากวนเลย ไม่ได้จริงๆ เดี๋ยวเรียกแล้วเรียกอีก ไอ้นั่นนิดไอ้นี่หน่อย แล้วผลก็คือพอกลับมาที่โต๊ะแล้วต้องนั่งทบทวนว่ากูทำอะไรอยู่วะ คือมันขาดตอน เราถูกขัดจังหวะตลอดเวลา แล้วถามว่ามีใครทำงานในสภาพที่ถูกขัดจังหวะตลอดเวลาได้บ้าง ยาก แต่การ work from home โดนแน่นอน

 

แล้วคุณจัดการยังไง

ผมคิดว่ามันไม่มีทางออกตายตัวหรอก การปรับตัวก็เรื่องหนึ่ง อีกทางหนึ่งก็คุยกันตรงๆ หรืออาจต้องปรับสภาพแวดล้อมบ้าง ตั้งแต่มีห้องทำงานเป็นสัดเป็นส่วนก็ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ปัญหาจบนะ ทำงานสักพักเดี๋ยวลูกก็มาแล้ว นั่งเล่นเกมอยู่ข้างๆ 2 คน คือสุดท้ายลูกก็ตามมาอยู่ดี

Goal Thailand

ตอนทำงานที่บ้านคุณจัดการชีวิตยังไงเมื่อไม่มีกฎต่างๆ แบบออฟฟิศมาควบคุม

สุดท้ายตัวเราเองก็ต้องวนกลับมาใช้เครื่องมือที่ออฟฟิศใช้ คือกำหนดว่าเวลาไหนที่ต้องล็อกบ้าง แต่ไม่ต้องล็อกทั้ง 24 ชั่วโมง เราแค่ควรรู้คร่าวๆ ว่าในวันเวลางานปกติเราควรจะนอนตอนไหน หยุดทำงานตอนไหน พยายามทำให้ลูปมันเป็นปกติ เวลากินข้าวก็ไปกินข้าว เวลาแดดร่มลมตกก็ลุกไปเดินบ้าง สุดท้ายแล้วผมว่าคนเรากินข้าวอย่างเก่งก็แค่ชั่วโมงหนึ่ง ไปเดินเล่นกับลูกตอนแดดร่มลมตกอาจจะสักครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวมันก็มืดแล้ว แวะเดินไปคุยกับคนในบ้านบ้างอาจจะใช้เวลาสัก 10-15 นาที คือเอาจริงๆ ของพวกนี้มันไม่ได้เบียดเวลาเราเยอะหรอก

วิธีแบ่งเวลาจริงๆ ของผมก็คือ ถามตัวเองก่อนว่าเวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุดของเรามันอยู่ตรงไหน ให้เราเอามาใช้ทำงาน แล้วมันจะได้งานในเวลานั้นเยอะ เวลาอื่นจะได้โปร่งหน่อย อย่างผมเป็นคนที่ตื่นตี 4 พอตี 5 ก็เริ่มทำอะไรแล้ว ผมเป็นมุสลิมก็ตื่นมาละหมาด พอละหมาดเสร็จก็มานั่งหน้าคอมฯ เวลานั้นอากาศมันดี และโลกเงียบมากตอนตี 5 ถึงครึ่ง 6 โมง ก่อนทุกคนจะตื่นผมก็ได้งานแล้ว ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ออฟฟิศให้เราไม่ได้

 

การทำงานอยู่บ้านนานๆ ส่งผลอะไรต่อนิสัยหรือตัวตนของคุณบ้างไหม

พอทำงานที่บ้านเรารู้สึกว่าเวลามีค่า เพราะว่าพอเราแบ่งไปใช้ทำงานมันหมายความว่าเราก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อเรามาเล่นกับลูกก็ทำงานไม่ได้ มันเห็นกับตาเลยว่าเวลามีค่าจริงๆ ตอนนี้ผมเลยกลายเป็นคนไม่อยากรออะไร แล้วผมไม่ได้เป็นคนเดียวนะ ผมถามทีมงานก็เป็นเหมือนกันหมดเลย ทุกคนดูหนังวันอังคารกันหมดเลย วันเสาร์-อาทิตย์ไม่ไป ไม่แย่ง ไม่รอใครทั้งนั้น ผมไม่ชอบถ้าต้องเดินทางไปทำงาน 2 ชั่วโมง กลับ 2 ชั่วโมง เพราะผมรู้ว่า 4 ชั่วโมงผมทำอะไรได้เยอะแยะ ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ต้องทำอย่างนั้นแล้วได้งานล่ะ

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เมื่อคุณเริ่มทำ Goal Thailand จึงเลือกที่จะไม่มีออฟฟิศด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นมีพี่อีกคนหนึ่งเป็นหัวหน้า ก็คุยกันว่าเราจะเอายังไงกันดีเรื่องออฟฟิศ เพราะว่าทีมเราไม่ได้อยู่จังหวัดเดียวกันเลย ผมเองอยู่ปทุมธานี อีกคนอยู่ชลบุรี อีกคนอยู่กรุงเทพฯ แล้วการมีสาขามันก็ต้องมีงบทำออฟฟิศ ระหว่างนั้นที่คุยงานกันก็เป็นลักษณะออนไลน์ตลอดเวลา เราแชตเฟซบุ๊กกัน ก็คิดว่าหรือที่จริงเรายังไม่ต้องเช่าออฟฟิศถ้าอินเทอร์เน็ตมันดี ผลสรุปก็คืองบประมาณที่จะเอาไว้เช่าออฟฟิศ เราเอาไปแจกให้ทุกคนซื้อแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดที่มี วัดกันเลยว่าเวิร์กไม่เวิร์ก ก็เริ่มต้นทำกันแบบนั้น

การทำงานที่บ้านค่อนข้างเรียกร้องความไว้ใจคนในทีม เพราะเราไม่เห็นว่าใครทำงานหรือเปล่า แสดงว่าคุณเองก็เป็นคนที่เชื่อมั่นในทีม

ที่ Goal ค่อนข้างจุกจิกจู้จี้ในการรับคนเข้าทำงานมากๆ เราพยายามหาคนที่มีทัศนคติไปทางเดียวกัน ทัศนคติที่สำคัญอย่างหนึ่งของ Goal คือเราเชื่อเรื่องงานดี และสอง คนที่จะมีที่ยืนใน Goal งานคุณต้องมีเอกลักษณ์ คุณต้องมีทักษะบางอย่างที่คนอื่นทำแทนไม่ได้ ซึ่งไอ้ทักษะที่ว่ามันมาจากความชอบล้วนๆ แล้วพอเราเปิดโอกาสให้ทำสิ่งที่ชอบ ถามว่าใครจะอยากทำให้งานออกมาไม่ดี ผมพยายามให้ทุกคนทำงานด้วยแพสชั่น เขาชอบอะไรก็ให้ได้ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถามว่าผมระแวงไหมว่าเขาจะขี้เกียจ ผมเองไม่ใช่คนขยันครับ ไม่เป็นไร ทุกคนขี้เกียจได้ แต่ว่ามันไปจบตรงที่ว่าได้งานดีหรือเปล่า สุดท้ายแล้วผมไม่เห็นอยากได้คนขยันตลอดเวลาเลย แต่อยากให้น้องในทีมกลับมาพร้อมงานที่ดี งานที่ทำให้ผมตกตะลึง ทำให้วงการนี้มีระบบนิเวศที่ดีขึ้น มีน้ำดีเกิดขึ้น ผมอยากได้แบบนี้

ถ้าถามผมก็คือสุดท้ายกลับไปวัดกันที่งาน ผมไม่ค่อยอยากรู้หรอกว่าน้องๆ ทำอะไร จริงๆ ผมชอบด้วยซ้ำเวลาที่ทีมงานผมดูว่างๆ แล้วเขาส่งงานที่ดีมาให้ผม อันนี้คือสบายใจสุด ความสุขที่สุดคือการเห็นทีมงานทำงานน้อยแต่ได้มาก แล้วงานออกมาดีจัดๆ อันนี้คือดีใจที่สุด

 

แล้วคุณปกครองทีมยังไงเมื่อไม่ได้เจอหน้ากัน

ผมมักจะใช้คำว่าอำนาจแนวนอน ก็คือการปกครองกันแบบแนวนอน พร้อมให้น้องแซวเล่นตลอดเวลา

งานผมสนุก พอคนเราทำเรื่องสนุกร่วมกันมันก็สนุกกันไปเอง แล้วบรรยากาศการทำงานใน Goal คือเล่นกันยับเลย (หัวเราะ) เวลาทำงานเรามีห้องแชตกลาง แต่มันสนุกมากจนวันหนึ่งต้องแยกห้องคุยเล่นออกมา ไม่งั้นตาย ตามงานไม่เจอเลย ตอนนี้เลยมีห้องคุยเล่นกับห้องไว้สั่งงานจริง ถามว่านี่คือครอบครัวไหม ไม่หรอก ผมว่าเป็นกลุ่มเพื่อน ครอบครัวมันอบอุ่นแต่มันก็มาพร้อมกับอารมณ์ ผมไม่มีดราม่าแบบครอบครัวแบบพี่แบบน้อง พอเป็นเพื่อนมันมีสิ่งที่เป็นกันชนทางอารมณ์ คุยกันแบบเพื่อนมันล้ำกันได้บ้าง คร่อมกันได้บ้าง โดยที่เราไม่โกรธกัน

 

ทีมไม่ได้เจอกันนานที่สุดแค่ไหน

มีบางคนที่ไม่เคยเจอกันเลย อย่างเช่นน้องฝึกงานที่ Goal ล่าสุด เขาเพิ่งมาลาผมและทีมงานเมื่อวาน ไม่เคยเจอผมเลย คือฝึกงานจบแล้วก็ไป ยังไม่เจอหน้าเลยตั้งแต่รับมา ฝึก 3 เดือนแล้วก็ไป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อย บางคนฝึกงานแล้วทำงานดีก็จ้างไว้เป็นฟรีแลนซ์เขียนข่าวให้เราวันละ 3-5 ข่าว จ้างกันจนกระทั่งน้องขอลากลับไปเรียนต่อปริญญาโทก็ยังไม่เจอหน้า

ไม่เจอหน้ากันแล้วคุณผูกพันกับคนในทีมไหม

ผมว่าความผูกพันมันเกิดขึ้นแหละ ถึงงานที่ทำจะไม่ได้เจอหน้าหรือเจอหน้ากันยาก พอเราทำงานด้วยการโกงระยะทางโอกาสที่จะได้เจอตัวเป็นๆ ก็น้อยลง ต้องทำใจยอมรับตรงนี้ แต่ผมก็ไม่ได้ถึงกับให้ค่าการเจอกันแบบ physical ว่ามันดีกว่าการเจอกันแบบดิจิทัลมากมายขนาดนั้นมันมีข้อดี-ข้อเสีย มีความรู้สึกต่างกันไป ไม่ใช่ว่าการไม่เห็นเนื้อตัวกันเลยจะรู้สึกไม่สัมพันธ์กัน ผมก็ผูกพันกับทุกคนที่ผ่านมาทำงานด้วยกันมากๆ

 

ไม่เจอกันก็มีความรู้สึกผูกพัน

มีสิ ความรู้สึกเป็นของจริง จริงกว่าหน้าตาเราอีก

 

สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณและทีมงานยังสามารถทำงานที่บ้านได้โดยไม่มีใครถามหาการมีออฟฟิศคืออะไร

คือเราเห็นประโยชน์มากกว่า เราเห็นว่าการที่สามารถโกงสถานที่ โกงระยะทาง และโกงเวลา มันดียังไง มันคือ life hack ที่ใหญ่มาก แล้วทุกคนก็เห็นประโยชน์

ที่เห็นประโยชน์มากที่สุดผมยกให้วิสูตร ดำหริ บรรณาธิการฟุตบอลต่างประเทศของ Goal เมื่อก่อนเขาต้องทำงานออฟฟิศกะกลางคืน ต้องเข้าไปเขียนข่าว ต้องย้ายจากบ้านมาอยู่หอในกรุงเทพฯ เงินเดือนก็ไม่สูง เหลือส่งถึงบ้านบ้างเล็กน้อย ซึ่งเขาก็อยากดูแลแม่เขาด้วย สุดท้ายผมไปชวนเขามาทำที่นี่ เขาก็ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แล้วก็สามารถกลับไปอยู่บ้านดูแลแม่เขาได้ ตำแหน่งเขาก็เปลี่ยนจากนักข่าวมาเป็นบรรณาธิการข่าว ฐานเงินเดือนก็สูงขึ้น และเราก็พยายามดูแลหารายได้เสริมให้เขาไปเรื่อยๆ ตอนนี้รายได้เขาก็โอเค ซื้อบ้านได้แล้ว กำลังจะกู้ซื้อรถ ผมว่าเขาน่าจะเป็นคนที่รู้ดีกว่าใครว่าการที่ไม่ต้องมาทำงานที่ออฟฟิศ การที่ไม่ต้องเดินทาง การที่ไม่ต้องออกห่างคนที่เขารักมันดีขนาดไหน ซึ่งเมื่อได้สิ่งนี้มาเขาก็ทุ่มเทที่จะรักษา ผมชอบล้อเขาลับหลังว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีความสุขที่สุดในแม่กลอง

 

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้บริษัทที่ไม่มีออฟฟิศอย่าง Goal ประสบความสำเร็จและยืนระยะมาจนถึงวันนี้ได้

แพสชั่น สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ว่าทุกคนตั้งเป้าหมายไว้ที่อะไร ผมว่าคนเราอยู่ๆ จะรวมตัวกันขึ้นมาเป็นบริษัทมันมีความยุ่งยากมากมาย แล้วการที่มันเกิดเป็นบริษัทเพื่อทำกิจการอะไรสักอย่างผมว่ามันมีเป้าหมายที่มากกว่าการหาเงินเฉยๆ ผมไม่ค่อยเชื่อว่ามีการตั้งบริษัทเพื่อหาเงินเพียงเท่านั้น สุดท้ายแล้วมันมีเป้าหมายอะไรบางอย่างอยู่ ถ้าเกิดว่าแพสชั่นชัดเจน ไม่ว่าสถานการณ์ไหน ไม่ว่ามีออฟฟิศหรือไม่ เราก็ต้องเอามาใช้ให้ได้

ผมไม่ได้รู้สึกว่าการ work from home ในช่วงก่อตั้งออฟฟิศตอนนั้นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ผมรู้สึกแค่ว่า Goal Thailand มันต้องเกิดให้ได้ ผมอยากให้มีเว็บไซต์แบบนี้ในประเทศไทย อยากมีสื่อแบบนี้ในประเทศไทยให้ได้ มันเป็นความจะเอาให้ได้ของพวกเรา

ถามว่าบริษัทที่ไม่มีออฟฟิศประสบความสำเร็จได้ยังไง มันก็เหมือนกับบริษัทที่มีออฟฟิศนั่นแหละ คือมันก็มีแพสชั่นที่จะเอาให้ได้ของมัน พอมีแพสชั่นที่จะเอาให้ได้แล้วเรื่องอื่นก็เป็นเรื่องรอง

WFH TIPS

“อย่าพยายามสร้างบรรยากาศเดิมที่เคยมีที่ออฟฟิศในบ้าน เพราะความได้เปรียบ-เสียเปรียบวิธีการมันเปลี่ยนหมด มันจะยากที่สุดถ้าเราพยายามสร้างบรรยากาศเดิม เช่นอยากเจอหน้ากัน อยากจะมีกัน 20 คน เปิด Zoom ตลอดเวลา นี่คือการสิ้นเปลืองทรัพยากรสุดๆ มันกินอินเทอร์เน็ตสุดๆ ทำความเข้าใจไปเลยว่าสภาพแวดล้อมใหม่คืออะไร แล้วโอบรับมัน ไม่อย่างนั้นเราจะเหนื่อยโดยไม่จำเป็น

“ให้คำนึงแค่ว่าเป้าหมายคืออะไร แล้วค่อยมองว่าถนนไปสู่สิ่งนั้นเป็นยังไง อยู่ออฟฟิศถนนมันก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่ที่บ้านถนนมันก็อีกแบบ”


ภาพ ณัฐวุฒิ ไตรประวัติ, ธนะ วงษ์มณี และธีรภัทร์ รื่นรมย์

 

อ่านบทสัมภาษณ์ของ ธนะ วงษ์มณี และนักทำงานที่บ้านคนอื่นๆ ได้ใน a day 237 ฉบับ Work from Home สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่

Author

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 6 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox, รักเขาเท่าทะเล และ Between Hello and Goodbye ครู่สนทนา

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)