Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

เบื้องหลัง My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน ซีรีส์แฟนตาซีการแพทย์ที่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำ

Highlights

  • ‘My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน’ คือซีรีส์แฟนตาซีการแพทย์จากค่ายนาดาว บางกอก ผลงานการกำกับของ บอส–นฤเบศ กูโน และ แตง–ภัทรนาถ พิบูลย์สวัสดิ์ ที่เคยร่วมกันสร้างซีรีส์อบอุ่นอย่าง ‘Side by Side พี่น้องลูกขนไก่’ มาแล้ว
  • แรงบันดาลใจของซีรีส์เรื่องนี้คือซีรีส์เกาหลีที่จัดวางเคมีพระ-นางอย่างลงตัว นั่นคือที่มาของการแคสต์ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ ใหม่–ดาวิกา โฮร์เน่ ซึ่งมีเคมีเข้ากันดีมาเป็นคู่หลักอีกครั้ง หลังจากหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ
  • สองผู้กำกับต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าความท้าทายหลักของ My Ambulance คือรายละเอียดทางการแพทย์ พวกเขาจึงต้องทำการบ้านหนักมากด้วยการปรึกษาคุณหมอตัวจริงเสียงจริง ถึงขั้นที่จะเขียนบทเรื่องการแพทย์ทีหนึ่งก็ต้องยกหูหาคุณหมอทุกที

ความสุดขั้วของละอองฟรุ้งฟริ้งสีชมพู พลังวิเศษในการทะลุไปหากันของสองพระ-นาง ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลเป็นฉากหลัง ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ ‘My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน’ กลายเป็นที่พูดถึงในทุกหน้าไทม์ไลน์ตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ปล่อยเทรเลอร์ออกมา

จากที่เคยเขียนบทร่วมกันในซีรีส์เรื่อง Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ เมื่อปีก่อน มาคราวนี้ บอส–นฤเบศ กูโน และ แตง–ภัทรนาถ พิบูลย์สวัสดิ์ ขยับมารับหน้าที่กำกับร่วมกัน โจทย์ใหม่ของพวกเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งความเป็นโรแมนติกแฟนตาซีที่ต้องการคอมพิวเตอร์กราฟิกมาเสริมทัพ หรือความสมจริงเกี่ยวกับวิชาชีพแพทย์ที่ต้องการรีเสิร์ชจำนวนมากมาสนับสนุน

ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาตัดสินใจพา ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ กลับมาพบกันอีกครั้งในบทบาทที่ตรงกันข้ามกับภาพยนตร์เรื่อง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ทั้งหมดนี้นับเป็นสมการโหดหินสำหรับผู้กำกับน้องใหม่ทั้งสองคน จนพวกเขายอมรับว่าการทำละครเรื่องนี้ทำให้เหมือนได้กลับไปเรียนมหาวิทยาลัยใหม่อีกครั้ง

หลังจากตอนแรกของ My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน เพิ่งลงจอไปสดๆ ร้อนๆ ตอนนี้พวกเขากำลังจะสอบทีสิส โดยมีผู้ชมเป็นกรรมการตัดสินว่าจะให้พวกเขาเรียนจบหรือเปล่า

 

สนุกและโรแมนติกแบบซีรีส์เกาหลี

เมื่อพูดถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ ทั้งบอสและแตงเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จนเราเชื่อว่าทุกอณูของละครเรื่องนี้เกิดขึ้นจากแพสชั่นของสองผู้กำกับล้วนๆ

บอส : My Ambulance เริ่มจากการที่เราชอบดูซีรีส์เกาหลีมากตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งช่วงหลังมานี้ซีรีส์เกาหลีเขาทำเรื่องแฟนตาซีได้สนุกมากและประสบความสำเร็จด้วย เพราะมันไม่ได้การ์ตูนจ๋าจนคนดูเข้าไม่ถึง ตอนนั้นเราเลยได้ไอเดียตั้งต้นว่าอยากทำซีรีส์แฟนตาซีที่ทั้งดูสนุกและโรแมนติกด้วย

แตง : พอพี่บอสอยากทำซีรีส์โรแมนติกแล้ว เราก็ต้องหา big idea สักอย่างมาสนับสนุน เราก็เลยแชร์เรื่องของตัวเองให้พี่บอสฟังว่า มีอยู่วันหนึ่ง คุณย่าเราป่วยอยู่ที่บ้านแล้วทุกคนก็ไม่รู้จะทำยังไง ว้าวุ่นใจมาก เราก็เลยตัดสินใจโทรเรียกรถฉุกเฉินมา ซึ่งพอรถมาถึง ทีมของโรงพยาบาลก็เดินเข้ามาในสภาพใจเย็นมาก พอเขาชิลล์ เราก็เลยรู้สึกใจเย็นลง

ตอนนั้น เรามีโอกาสขึ้นไปนั่งบนรถฉุกเฉินด้วย ซึ่งในขณะที่เขาต้องขับอย่างทำเวลาเพื่อพาคุณย่าไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ตอนนั้นทุกคนบนรถก็ยังใจเย็นมากๆ จนทำให้เรารู้สึกปลอดภัย นี่คือความรู้สึกที่เราได้รับจากการนั่งรถฉุกเฉินในวันนั้น 

ตรงนี้พี่บอสจึงเอาไปวิเคราะห์ต่อว่า มันคล้ายกับความรัก คือเมื่อเราอยู่กับเขาแล้วรู้สึกปลอดภัย แถมเรียกเมื่อไหร่ก็มาหา มันเหมือนเป็น my ambulance ประจำตัว

 

เคมีดี อะไรก็ดี

เมื่อความอยากทำซีรีส์แฟนตาซีของบอสมาเจอกับประสบการณ์การขึ้นรถฉุกเฉินของแตน คอนเซปต์หลักของเรื่องจึงถือกำเนิดขึ้น นั่นคือพลังวิเศษของคู่พระ-นาง เพียง ทานตะวัน (ใหม่–ดาวิกา โฮร์เน่) เรียกหาแฟนหนุ่มหมอเป้ง (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ก็จะสามารถทะลุไปหาเธอได้ในทันที

บอส : พอเราอยากทำซีรีส์ที่ฟินๆ จิ้นๆ เหมือนซีรีส์เกาหลี ก็เลยไปศึกษาดูวิธีของเขาจนเข้าใจว่า เวลาทำให้ฟินมันใช้วิธีการแบบไหน แล้วเอาวิธีคิดของเขามาดัดแปลงและพัฒนาไปกับบทของเรา ลองดูว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง

เราว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการเลือกเคมีที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรก็แล้วแต่ จะไม่มีอะไรมาทำลายเคมีตรงนี้ได้ คือถ้าเลือกพระเอกได้ถูกต้อง เลือกนางเอกได้ถูกต้อง และยังถูกต้องตามบทด้วย มันก็จะเป็นเคมีที่เกิดขึ้นจากคู่นี้เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พิเศษที่สุด

เมื่อถึงขั้นตอนที่เราต้องหานักแสดง เราก็ตั้งใจจะมองหานักแสดงรุ่นใหญ่หน่อย คนแรกที่เรานึกถึงเลยก็คือ ใหม่ ดาวิกา ด้วยมวลของเรื่องที่เราอยากเห็นความแฟนตาซี การทะลุไปหากัน ความฟรุ้งฟริ้ง พอเราลองนึกเป็นหน้าใหม่ปุ๊บ เฮ้ย มันถูกต้อง

แตง : ต่อมาเราก็ต้องหาเคมีที่จะมาเข้าคู่กับใหม่ได้ ซึ่งเราก็พยายามค้นหารุ่นใหญ่ที่พอจะสูสีกัน ในนั้นก็มีพี่ซันนี่อยู่ แต่เราก็ยังลังเล เพราะเขาเคยคู่กันไปแล้วใน ฟรีแลนซ์ฯ ซึ่งก็เกี่ยวกับหมอเหมือนกันด้วย

บอส : เรื่องพระเอก ตอนแรกเราก็มีซันนี่อยู่ในใจเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าทำแล้วจะออกมาเป็นภาพเดิมๆ จากที่เขาเคยเล่นคู่กันใน ฟรีแลนซ์ฯ จนสุดท้ายเราก็คิดว่า ถ้าจะหาพระเอกปากแข็ง ซึนๆ เกาหลีๆ มันก็ต้องซันนี่แล้วแหละ ไม่อย่างนั้นมันจะมีใครอีกล่ะ

แตง : ปัญหาคือเราก็ได้ข่าวมาว่าปกติเขาจะไม่รับเล่นละครหรือซีรีส์ยาวๆ แต่เขาก็เปิดโอกาสให้เราเอาบทไปให้อ่านก่อน ซึ่งเรานำเสนอไปว่ามันจะเกี่ยวกับหมอที่มีพลังวิเศษ พอเขาก็อ่านแล้วก็นิ่งไป แล้วถึงถามกลับมาว่าใช้กี่คิว คือดูเหมือนเขาก็สนใจอยู่ ซึ่งเราก็มารู้ทีหลังว่าเขาสนใจเพราะอยากเล่นพลังวิเศษนั่นแหละ (หัวเราะ)

บอส : เราคิดว่าเคมีคู่นี้ดี เพราะปกติเราจะเห็นแค่พี่ซันนี่ตลกโปกฮา เห็นใหม่สนุกสนาน สองคนดูน่ารักเวลาอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งที่พิเศษในเรื่องนี้ก็คือความดราม่า เพราะเราไม่ค่อยได้เห็นมุมนี้ของทั้งคู่เท่าไหร่ อีกอย่างคือเราคิดว่าคนดูก็น่าจะคิดถึงเวลาพี่ซันนี่เล่นดราม่าด้วย เพราะช่วงหลังเขาก็เล่นคอเมดี้ตลอด แต่เรื่องนี้คือดราม่าถึงพริกถึงขิง เราจะได้เห็นพี่ซันนี่สาดอารมณ์กับใหม่ มันเป็นเคมีที่น่าดู แล้วก็เหมาะแล้วกับเรื่องนี้ มันจะต้องเป็นคู่นี้ จะเป็นคู่อื่นไปไม่ได้

 

16 ตอน 9 เดือน 4 โรงพยาบาล

ลำพังการเขียนบทละครทั่วไปก็ว่ายากแล้ว เมื่อคิดถึงบทละครที่มีทั้งเรื่องแฟนตาซีและการแพทย์ในเรื่องเดียว ซึ่งผู้กำกับทั้งสองจำเป็นต้องเผชิญ เราแทบนึกไม่ออกว่ามันจะยากขนาดไหน และเริ่มเข้าใจเหตุผลที่พวกเขาต้องหาข้อมูลจากคุณหมอนับไม่ถ้วน 4 โรงพยาบาล และใช้เวลากว่า 9 เดือนในการเขียนบท 16 ตอน

บอส : ด้วยความที่เรื่องนี้มีทั้งหมด 16 ตอน การที่จะเล่าไอเดียออกไปให้ได้ทั้งหมด เราต้องคิดการลำดับเรื่องมาดีมาก เอเลเมนต์ของการทะลุ พลังวิเศษต้องอยู่ทั้งเรื่อง ซีนเกี่ยวกับการแพทย์ก็ต้องกระจายให้ทั่วถึง เพื่อให้มันยังครอบคลุม big idea ของเรา 

แตง : ดังนั้นรีเสิร์ชต้องเยอะเป็นพิเศษ ตลอดเวลาที่เขียนบท ต่อให้เลิกประชุมดึก พวกเราก็จะมีการบ้านกลับไปด้วยเสมอ กลับถึงบ้านก็ต้องไปดูหนังเกี่ยวกับหมออีก เพื่อดูว่าเขาทำกันยังไง หรือกลับไปดูฉาก CG ว่าเขาทำกันยังไง แล้วก็เอากลับมาแชร์กัน ทำวนไปอย่างนี้ทุกวันตลอด 9 เดือน

บอส : เรามีบทเรียนมาตั้งแต่ตอนทำ Side by Side ว่าถ้าเราต้องการข้อมูลที่ชัดเจน เราต้องลงลึกไปกับมัน ดังนั้นพอจะเริ่มเขียนบทปุ๊บ​ เราก็เริ่มกระจายคนไปยังแต่ละโรงพยาบาลเพื่อรีเสิร์ช ก่อนจะเอาข้อมูลมารวมกัน จากนั้นเราถึงกลับมาคิดซีนว่ามันจะเล่าออกมายังไง เรามองตัวละครเป็นยังไง

แตง : แล้วพอเราคิดอะไรได้หนึ่งอย่างที่เกี่ยวกับการแพทย์ เราจะต้องโทรไปถามคุณหมอว่าสิ่งนี้ทำได้ไหม ถ้าทำได้ก็กลับมาบอกทีม แล้วก็คิดต่อ พอคิดเพิ่มได้แล้วก็ต้องกลับไปเช็กความถูกต้องอีก ขั้นตอนจะเป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 3-4 รอบกว่าจะได้หนึ่งซีนออกมา

บอส : ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมด เราจะตั้งต้นจากความชอบก่อน ลองคุยกันว่าเราชอบภาพแบบนี้ ชอบไดอะล็อกอย่างนี้ เช่น เราอยากเห็นพี่ซันนี่ขึ้นคร่อมบนเตียงแล้วเข็นเตียงแรงๆ 

แตง : ใช่ แล้วเราก็เอาไอเดียไปถามเลยว่า จะเอาแบบนี้ค่ะหมอ ต้องทำยังไงดีคะ (หัวเราะ)

บอส : พอเราเห็นภาพชัดแล้ว เราถึงมาคุยกันว่าอะไรที่จะมาสอดรับสิ่งนี้ พอมันเริ่มมีซีนแล้ว ก็ต้องไปหาข้อมูลความรู้ แล้วกลับมาพัฒนาบทต่อ

แตง : บางอันเราอยากได้มาก พอเอาไปให้หมอตรวจ หมอโละหมดก็มี เพราะมันทำไม่ได้ ทั้งที่เขียนเสร็จหมดแล้ว แต่เราก็ต้องกลับมาทำใหม่

บอส : โดยปกติแค่เราให้ทีมถกกันว่าตัวละครนี้ต้องเป็นอินเนอร์อะไร เพื่อให้ได้ตัวละครที่กลมจริงๆ เราก็ใช้เวลานานมากแล้ว แต่กว่าจะได้เรื่องนี้เรายังต้องไปเถียงกับหมออีกว่าที่คิดมานี่เป็นไปได้จริงไหม

 

หมอตรวจฉาก ผู้กำกับรักษาใจ

เมื่อรู้ว่าพวกเขาทำการบ้านกับการเขียนบทมามากแค่ไหน เราก็คาดการณ์ว่าขั้นตอนการถ่ายทำของพวกเขาคงจะราบรื่น เพราะมีข้อมูลมากมายเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่บอสกลับบอกว่านี่คือการถ่ายทำที่ยากกว่าเรื่องไหนๆ แถมยังต้องมีนักศึกษาแพทย์มาช่วยสอดส่องในฉากง่ายๆ และมีแพทย์ตัวจริงมาตรวจสอบความถูกต้องในฉากที่ซับซ้อนขึ้น

บอส : ปกติเวลาทำงานด้วยกันเราจะเห็นภาพชัดมาก แต่ความยากของเรื่องนี้คือมันจะบียอนด์ไปมากกว่านั้น เพราะเราอยากจะนึกภาพออกแต่มันนึกไม่ออก (หัวเราะ) 

แตง : อย่างเรื่องอุปกรณ์การแพทย์มันยากมาก แล้วในการรีเสิร์ช ถึงหมอเขาอยากจะบอกเราให้หมดก็จริง แต่บางอย่างมันเป็นสิ่งที่เขาทำโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เขาก็ไม่สามารถบอกเราได้ว่าต้องทำแบบนี้

บอส : หมอเขาก็อาจจะไม่รู้ว่าวิธีการถ่ายละครมันจำเป็นต้องเห็นอะไรบ้าง ส่วนพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าอุปกรณ์บางอย่างมันจำเป็นต้องมี เช่น ซีนที่ต้องรักษาบนรถ เราก็เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่าง วางบล็อกกิ้งการนั่งไว้แล้ว แต่ไปถึงหน้างานปรากฏว่า พอรักษาตรงนี้เสร็จแล้วเขาต้องสลับที่ว่ะ แปลว่าตำแหน่งกล้องก็ต้องเปลี่ยน เราก็งงว่ารักษากลางทางต้องสลับที่กันด้วยเหรอ ส่วนหมอเองเขาก็ไม่รู้ว่าแค่สลับที่มันจะยากตรงไหน แต่สำหรับกล้องที่ต้องถ่ายนี่เรื่องใหญ่มากนะ คือมันมีอะไรที่เราคาดเดาไม่ได้เต็มไปหมด

หลายครั้งที่มันมีสิ่งที่เราชอบจริงๆ แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้ ฉะนั้นทีมเราจะต้องแข็งแรงมาก ต้องพร้อมที่จะปรับและแก้ไขมัน คือเราก็จะคิดอยู่ในใจตลอดเวลาว่าไม่เป็นไร เพราะเราเจอสิ่งที่ชอบแล้ว ถ้าวันหนึ่งมันจะต้องโละ ก็ต้องทำให้เราชอบมันมากกว่าเดิม ซึ่งพอคิดอย่างนี้แล้วทุกครั้งที่แก้มันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ

แตง : อีกอย่างคือมันเหมือนว่าพวกเราท้อกันเสร็จไปหมดตั้งแต่ช่วงเขียนบทแล้ว หลายครั้งที่ไอเดียมันยากจนเรามองหน้ากัน แล้วคุยกันว่าโละไหม ทำอย่างอื่นไหม คิดวนอยู่อย่างนี้จนใจมันแข็งแล้ว

บอส : และในฐานะที่เราเป็นคนเขียนบทและกำกับ ไม่มีใครรู้ดีเท่าเรา ดังนั้นเราต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด ก่อนออกกองทุกครั้งเราต้องคิดช็อต ต้องทำการบ้าน เตรียมตัวให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ซึ่งเรื่องนี้มันมี 16 ตอน ตอนละ 1 ชั่วโมง แตกออกมาได้ประมาณ 3,000 ช็อต ซึ่งไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ต่อให้เราเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำ เพราะอย่างน้อยมันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เรารู้ว่าจะต้องทำอะไร

บอส : จนวันที่ถ่ายทำเสร็จ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก แต่เราก็ดีใจได้แค่วันเดียว เพราะจากนั้นต้องเข้าห้องตัดต่อ (หัวเราะ) ซึ่งมันก็มีบางซีนที่เราคิดว่าถ่ายมาครบแล้ว แต่พอมาตัดจริงๆ แล้วไม่ใช่ นี่เราถ่ายแบบเข้าใจกันเอง ก็ต้องแก้ปัญหากันอีก เช่น เอานักแสดงมาอัดเสียงเพิ่มเนียนๆ หรือขึ้นอธิบายศัพท์ทางการแพทย์ ทั้งหมดนี้เพื่อที่จะให้คนดูกลุ่มแมสเข้าใจได้มากที่สุด เพราะเรื่องนี้เราไม่ได้ลงแค่ออนไลน์อย่างเดียว แต่เราฉายตอน 20:10 น. ซึ่งเป็นเวลาที่พ่อแม่ลุงป้าน้าอาดูกันเต็มไปหมด ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายของเรากว้างมากสำหรับเรื่องนี้ คือทุกคนดูแล้วต้องเก็ต และต้องสนุกไปกับมันด้วย นี่ก็จะเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นไปอีก

 

ไม่ได้อยากถาม แต่แค่อยากรู้ว่าเธอยังรักฉันไหม

แม้ว่าสองผู้กำกับพาละครเรื่องนี้ผ่านด่านการถ่ายทำและตัดต่อมาได้สำเร็จแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่หยุดตัวเองไว้เท่านั้น ด้วยความตั้งใจที่อยากให้มีกลิ่นอายซีรีส์เกาหลีอยู่ทุกส่วน ทั้งเทรเลอร์และเพลงประกอบจึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ไม่สามารถปล่อยผ่าน

บอส : คือเราอยากมีเพลงที่สนุกๆ เต้นตามได้เอาไว้สำหรับเปิดเรื่อง ซึ่งพอกลับมาคุยกันในทีมเขียนบทว่าอยากทำเพลงแบบไหน ด้วยความที่ทุกคนเกิดในยุคเดียวกันอยู่แล้ว เราก็คิดกันว่าอยากทำเพลงแนวกามิกาเซ่ เพราะเรารู้สึกว่าถ้าคนจะเต้นเพลงใดเพลงหนึ่งแล้วร้องตามไปด้วย มันจะเป็นความรู้สึกแบบนี้แหละ 

แตง : และที่สำคัญคือมันจะมีกลิ่นความสดใสอยู่แม้เนื้อเพลงมันเศร้าหรือดราม่า

บอส : จากนั้นก็ไปหาวิธีว่าถ้าเราอยากได้เพลงแนวกามิกาเซ่จะต้องทำยังไง เราคิดไม่ออก จนสรุปว่ามันก็ต้องให้เขาทำหรือเปล่า เราก็เลยเริ่มตามหาจนได้คุยกับ พี่ก๊อป–ธานี วงศ์นิวัติขจร กับ พี่เอฟู–ณรงค์ศักดิ์ ศรีบรรฎาศักดิ์วัชรากรณ์ ซึ่งในวันที่นัดเข้าไปบรีฟเพลง พี่เอฟูเขาก็บอกว่า ผู้ชายมันเหมือนเป็นไซเรนวี้หว่อๆ ที่คอยมาหานางเอกเลยเนอะ และต่อจากนั้นเขาก็เริ่มเล่าให้ฟังว่า เวลาที่เด็กผู้หญิงมีแฟนเขาจะมีคำถามมากมายในใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ แต่พอเจอหน้าแฟนปุ๊บเขากลับไม่อยากถาม ซึ่งเป็นที่มาของเนื้อเพลง ‘ไม่ได้อยากถาม แต่แค่อยากรู้ว่าเธอยังรักฉันไหม’ ซึ่งเราฟังแค่นี้ก็โดนแล้ว เราว่าคำนี้มันจี๊ดว่ะ ก็เลยบอกไปว่า พี่เอาคำนี้เก็บไว้นะ จากนั้นเขาก็หายไป 2 อาทิตย์ พอกลับมาก็เป็นเพลงนี้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนเลย 

แตง : พอใกล้เวลาปล่อยเทรเลอร์ เราแอบกดดันจากกระแสของเพลง รักติดไซเรน ที่คนแชร์เยอะมาก แต่ด้วยความที่ละครเรื่องนี้มีเรื่องของพลังพิเศษ ซึ่งมันมีความเสี่ยงอยู่เวลาที่จะพูดเรื่องพลัง หรือการทะลุมาหากัน เพราะคนอาจจะคิดว่าเราพูดเรื่องอะไรวะ คือมันมีความเสี่ยงที่คนดูจะกดปิดในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ แต่เราก็ดีใจมากที่คนดูเปิดใจให้กับสิ่งที่เราคิดมา เราได้รับฟีดแบ็กเยอะมาก

บอส : อย่างประโยค ‘คิดถึงความรักว่ะ’ ก็มีคนแชร์เยอะมาก และเป็นประโยคที่เราตั้งใจมานานมาก คือเวลาเราเขียนบทเราก็มักจะอิมโพรไวส์กัน แล้วคำนี้มันออกมาเป็นคีย์เวิร์ดของนางเอก ด้วยความรู้สึกว่าการที่เรารักใครสักคนแล้วคนนั้นไม่มาหาเรา ทั้งที่มาหากันได้ง่ายแท้ๆ มันโคตรคิดถึงเลยว่ะ ต่อให้โสดเรายังไม่คิดถึงเขาเท่านี้ เราคิดถึงความรักมากกว่าตอนเป็นโสดอีก คำนี้ก็เลยกลายเป็นคำที่จี๊ดมาก ต้องอยู่ในเทรเลอร์แล้วแหละ เท่านั้นไม่พอนะ ต้องอยู่เป็นคำสุดท้ายด้วย! คือคิดมาแล้ว (หัวเราะ) 

 

ทีมเวิร์กแล้วงานจะเวิร์ก

จากความยากและความท้าทายมากมายที่เราได้รับฟัง ตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นทุกอย่างมาได้คงเป็นทีมเวิร์กที่ดีระหว่างบอสและแตง ซึ่งเปรียบเสมือนร่างแยกของกันและกัน

แตง : เราอายุไล่เลี่ยกัน โตมาในยุคเดียวกัน ความชอบกับรสนิยมมันก็เหมือนกันมาก ก็เลยเป็นอะไรที่จูนกันได้ไม่ยากเลย

พี่บอสเขาจะคุมภาพรวม คอยทำให้มันเป็นภาพที่ชัดเจน ส่วนเราเป็นตัว input ถ้าพี่บอสต้องการอะไรเราก็จะหาเข้าไปเสนอ เพราะเขาจะต้องใช้สมาธิเยอะมากในการโฟกัสและทำทุกอย่างให้เป็นเส้นเดียว ดังนั้นถ้าพี่บอสทำอะไรอยู่เราก็จะไปทำอีกอย่าง คือเราต้องรู้ว่าอีกอย่างที่ควรทำนั้นคืออะไร

บอส : อย่างเวลาออกกอง เราก็จะต้องดูนักแสดงเรื่องแอ็กติ้งและช็อต ซึ่งโดยภาพรวมถ้ามีอะไรที่เราหลงลืม แตงก็จะเป็นคนที่จำได้หมด รวมถึงเขาจะสามารถคุยกับตากล้องได้ด้วยว่าควรถ่ายอะไรเพิ่ม ส่วนเราก็แยกร่างไปอยู่กับนักแสดงได้เลย มันเลยทำให้เวลาที่เกิดปัญหาขึ้น เราเอาการทำงานของเรามารวมกันก็ลงตัวพอดี ทำงานกันได้ดีขึ้น ปวดหัวน้อยลง

แตง : มันเหมือนเป็นการกำกับงานร่วมกันโดยที่ไม่ได้ตัวติดกัน แต่เราทำงานแยกกันเพื่อช่วยเสริมกันมากกว่า

Author

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

ชื่อเฟอร์ ไม่ใช่เฟลอร์ ไม่ใช่เฟิร์น มีชีวิตอยู่เพื่อกิน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างหนีเรียนเขียนข่าว มาฝึกงานกราฟฟิก

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

นักเรียนฟิล์มที่มาฝึกงานช่างภาพ รักการถ่ายรูป ชอบกินของอร่อย และชอบใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนสนิท คนรัก

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)