Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

ERIC CLAPTON: LIFE IN 12 BARS สารคดีเล่าชีวิตธรรมดาที่ขึ้นสุดลงสุดของมือกีตาร์ระดับตำนาน

Director : Lili Fini Zanuck
Genre : Documentary
Region : USA

“May I live forever” ตำนานเพลงบลูส์ผู้ล่วงลับอย่าง B.B. King เคยกล่าวเอาไว้ และสารคดีเรื่องนี้ก็เริ่มต้นด้วยการที่ เอริก แคลปตัน (Eric Clapton) พูดถึงบีบี เพื่อนรักที่จากไปของเขา

สารคดีเกี่ยวกับชีวิตนักดนตรีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือเทิดทูนคนที่ตายแล้วและบอกเล่าเรื่องราวของตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ จากประสบการณ์ที่ได้ดูมา ผมว่าแบบหลังนั้นทำให้คนดูประทับใจและสนุกได้ยากกว่ามากๆ

Eric Clapton: Life in 12 Bars จัดว่าเป็นสารคดีที่ไม่ได้ดูสนุกหรือตลกเฮฮา แต่หากคุณต้องการจะรู้ถึงชีวิตนักดนตรีระดับตำนานในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นจุดสูงสุดที่หลงตัวเองหรือยามตกต่ำที่ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง สารคดีเรื่องนี้มีให้คุณครบถ้วน เพราะคุณจะได้เห็นด้านมืดของเอริกพอๆ กับด้านสว่างที่น่านับถือ

สารคดีเริ่มต้นด้วยการเจาะลึกถึงชีวิตของเอริกในวัยเด็ก ผลของการมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ไม่อบอุ่น ไม่รู้สึกถึงความรักที่พ่อแม่มีให้เขา ทำให้เขาต้องหันไปหาความรักจากคนอื่นหรือสิ่งอื่น

และดนตรีคือสิ่งนั้น

เราเรียนรู้เส้นทางการเป็นนักดนตรีของเอริก (ทั้งในฐานะนักฟังและนักเล่น) ผ่านฟุตเทจเก่าๆ และการใช้วอยซ์โอเวอร์ในหนัง ดนตรีบลูส์มีผลกับชีวิตของเขามากๆ อาจจะเป็นเพราะพื้นฐานชีวิตและความโศกเศร้าในจิตใจเขามีมากจนเชื่อมต่อกับดนตรีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือปลดปล่อยการถูกกดขี่ของอเมริกันชนผิวดำได้อย่างง่ายดาย รู้ตัวอีกทีเขาก็รักมันจนถอนตัวไม่ขึ้น และชีวิตของเขาคือการอยู่กับดนตรีบลูส์

สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เจาะลึกลงไปถึงเส้นทางการเป็นสุดยอดมือกีตาร์ระดับโลกของเอริก แต่เลือกที่จะเล่าถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วในเส้นทางดนตรีของเขา เอริกใช้เวลาไม่ถึง 10 ปีก้าวจากมือกีตาร์บลูส์หน้าใหม่ไฟแรง ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีในตำนานจาก The Yardbirds, John Mayall & The Bluesbreakers, Cream, Blind Faith และ Derek and the Dominos เรียกว่าทำดนตรีผ่ากระแสหลักมาตลอด แต่เขาก็ทำให้บลูส์ที่เขารักอยู่คู่หูคนฟังและอยู่บนชาร์ตดนตรีมาได้ตลอดทศวรรษ

จุดสูงสุดของการเป็นบลูส์สตาร์ (คล้ายๆ ป๊อปสตาร์) คือตอนที่เอริกตระเวนเล่นดนตรีปีละกว่า 300 โชว์ มีเงินใช้ไม่ขาดมือ มียาเสพติดให้เสพตลอดเวลา และเปลี่ยนผู้หญิงในทุกที่ที่ได้ไป เขาเคยเมาเละตุ้มเป๊ะจนเล่นดนตรีไม่จบโชว์ เคยด่าแฟนเพลงบนเวที เคยแจกฟักผู้มีพระคุณ เคยทำและเคยพูดสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็นและได้ยินจากปากของตำนานดนตรีภาพลักษณ์สุขุมแบบเอริกที่เราคุ้นเคยในยุค 2000s แต่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ และสารคดีเรื่องนี้ก็มีภาพเหล่านั้นมาให้ดู

นอกจากเรื่องเหล้ายา อีกหนึ่งประเด็นที่เราคิดว่าหนังใช้เวลากับมันเยอะมากๆ ก็คงจะเป็นความรักที่เขามีให้กับ Pattie Boyd ภรรยาของ George Harrison เพื่อนของเขานั่นเอง ผมขอเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘การผิดศีลธรรมที่สำคัญที่สุดในวงการดนตรี’ หากไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพลงในตำนานหลายๆ เพลง และอัลบั้มในตำนานของ Derek & the Dominos ก็คงจะไม่เกิด บทเพลงที่ใคร่ครวญถึงความรักที่ไม่มีทางเกิดขึ้น และเพลงที่ร่ำร้องถึงความพ่ายแพ้ในรักที่ไพเราะก็คงไม่มี

เอริกเป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา เขารักเป็น เจ็บเป็น อกหักเป็น เพียงแต่เวลาอกหัก พวกเราจะนั่งฟูมฟายหลังขวดเหล้า แต่เอริกเดินเข้าสตูดิโอแล้วสร้างอัลบั้มเพลงระดับตำนาน Layla And Other Assorted Love Songs คืออัลบั้มที่เอริกอุทิศให้กับแพทตี้ เมียของเพื่อน มันไพเราะจนไม่มีใครอยากเชื่อว่าจุดเริ่มต้นคือความรักที่ผิดศีลธรรม

เอริกค่อยๆ ผ่านช่วงเวลาในยุค 70s มาอย่างลำบาก แม้อาชีพการงานจะรุ่งเรือง แต่เรื่องชีวิต เรื่องยา เรื่องเหล้า และเรื่องความรัก มักจะคอยฉุดเขาให้ตกต่ำอยู่เสมอ จนกระทั่งเขาตัดสินใจเดินออกจากวงเวียนยาเสพติด เขาถึงเริ่มกลับมาเห็นแสงสว่างในชีวิตอีกครั้ง หากใครได้ฟังเพลงของเอริกมาตลอดตั้งแต่ยุค 70s จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในดนตรีและเนื้อเพลงอยู่ตลอดเวลา เสียงกีตาร์สากๆ ดิบๆ ที่เราเคยได้ยินกลับมาละมุนขึ้นตามระยะเวลาและอายุที่เพิ่มขึ้น เนื้อหาของเพลงก็ไม่ไปจมอยู่กับความรักอย่างเดียวอีกต่อไป

ชีวิตที่บัดซบค่อยกลับมาอยู่กับร่องกับรอย ความรักผิดๆ ถูกทดแทนด้วยชีวิตครอบครัวที่ถูกต้อง

ความน้อยใจจากการที่พ่อแม่ไม่รักถูกทดแทนด้วยลูกชาย จนกระทั่งโชคชะตาทำร้ายเขาอีกครั้งและเหมือนจะเล่นหนักที่สุดเท่าที่เคยเจอมา เพราะแสงสว่างในชีวิตของเอริกถูกพาไปจากโลกใบนี้แบบไม่มีวันกลับ

คอร์เนอร์ แคลปตัน อายุ 4 ขวบ พลัดตกจากหน้าต่างโรงแรมชั้น 53 เสียชีวิต

นี่เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนที่นั่งดูสารคดีเรื่องนี้นั่งตัวชา เหงื่อออกตามมือ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ถึงแม้เราจะเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่มันเป็นครั้งแรกที่เราได้ยินจากมุมมองของเอริกเอง ภาพโลงศพเล็กๆ ในงานศพท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของผู้เป็นพ่อมันเจ็บปวดมากๆ เราไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าเอริกเองจะเศร้าแค่ไหน

แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยไม่มีเรื่องยาเข้ามาบดบัง เขารู้ดีว่าต้องใช้ชีวิตเพื่อลูกชายที่จากไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าความสวยงามของชีวิตเป็นอย่างไร เขากลับมาทำดนตรีที่สวยงามอีกครั้งโดยไม่อ้างว่าต้องใช้แรงบันดาลใจจากยาเสพติดและแอลกอฮอล์

ภาพของเอริกผมสั้นใส่สูทมาดสุขุมที่เราคุ้นกัน เพลงบัลลาดเพราะๆ จากกีตาร์โปร่งที่ฮิตติดชาร์ตของเอริกก็เกิดขึ้นในยุคนั้น เขามีความรักครั้งใหม่ เขามีครอบครัวที่อบอุ่น และเขายังคงอยู่กับดนตรีบลูส์ที่เขารัก

Eric Clapton: Life in 12 Bars เลือกที่จะจบลงในช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่สว่างและสวยงามที่สุดในชีวิตของเอริก แคลปตัน ซึ่งไม่ใช่วันที่เขามีเพลงฮิตอันดับหนึ่งในบิลบอร์ด ไม่ใช่วันที่เขาเล่นดนตรีบนเวทีต่อหน้าคนเป็นแสน แต่เป็นตอนที่เขาใช้เวลากับลูกและครอบครัวอย่างมีความสุขราวกับจะทดแทนสิ่งที่เขาไม่เคยได้จากพ่อแม่ของเขา

B.B. King อีกหนึ่งตำนานบลูส์พูดไว้อย่างสมบูรณ์แบบในตอนจบของเรื่องว่าเอริกเป็นเพื่อนที่ดีและมนุษย์ที่สวยงาม เขาใช้ชีวิตมาหลายปี เดินทางมารอบโลก เจอผู้คนมามากมาย แต่สุดท้ายแล้วเอริกยังเป็นคนที่ดีที่สุดที่เขาเคยพบเจอ

“May I live forever, but may you live forever and a day.
Because I don’t want to be here if you’re not around.”

ขอให้ผมอยู่ค้ำฟ้า แต่ผมขอให้คุณอยู่ค้ำฟ้ากับอีกหนึ่งวัน
เพราะผมไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีคุณ

Author

แพท บุญสินสุข

มนุษย์วงการเพลงที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้สร้าง Adam และ Eve แต่พระเจ้าสร้าง Beer & Beef

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)