x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

Dries : ปอกเปลือกชีวิตหลังรันเวย์แฟชั่นก๋ากั่นของดีไซเนอร์อินดี้ที่มีชีวิตไม่ก๋ากั่น

Director: Reiner Holzemer
Region: Germany
Genre: Documentary

DRIES คือภาพยนตร์สารคดีแฟชั่นที่คนนอกวงการอินตามได้ไม่ยาก (โดยเฉพาะคนที่บ้ารายละเอียด เสพติดความเพอร์เฟกต์ และเป็นพวกพลังล้นเหลือ) เนื่องจากสิ่งที่ผู้กำกับไรเนอร์ โฮลซ์เมอร์ จับมาขยายคือเรื่องราวเบื้องหลังรันเวย์แฟชั่นก๋ากั่นมาดมั่นของ ดรีส แวน โนเทน (Dries Van Noten) ดีไซเนอร์อิสระที่มีชีวิตส่วนตัวไม่หวือหวา แหวกขนบ เหมือนฉากหน้าที่ทุกคนเห็น แถมออกจะเรียบนิ่ง เป็นระบบระเบียบด้วยซ้ำ

ก่อนมาดูภาพยนตร์ เราเคยได้ยินเรื่องราวของดรีสผ่านสื่อและคนในแวดวงมาบ้างว่า เขาเป็นดีไซน์เนอร์ผู้เป็นที่รักของคนในวงการเลย ก็แม้แต่ ไอริส แอพเฟล คุณทวดแฟชั่นไอคอนผู้โด่งดังแห่งนิวยอร์กยังเอ่ยปากชมตรงไปตรงมาว่าดรีสไม่เหมือนแฟชั่นดีไซเนอร์คนไหนๆ ในโลก ซึ่งเจ้าความแตกต่างนั้นคือสิ่งที่เธอชอบมากและคงจะดีไม่น้อยถ้าคนอื่นได้เห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวดรีสเหมือนกัน

สิ่งป้าไอริสพูดไม่ได้เกินจริง ตลอด 90 นาทีของสารคดี ผู้กำกับได้พาเราไปสำรวจโลกหลังรันเวย์คอนเซปต์จัดจ้านชนิดที่ถ้าเราสมมติว่าโลกแฟชั่นของดรีสคือหัวหอมหนึ่งลูก หัวหอมลูกนี้ก็ถูกพ่อครัวปอกเปลือกอย่างประณีตทีละชั้น ทีละชั้นจนหมดเปลือก และชวนให้คนบ้ารายละเอียดอย่างเราน้ำตารื้นด้วยฤทธิ์ของความทุ่มเทในรายละเอียดเล็กๆ ทุกขั้นตอนการออกแบบเสื้อผ้าที่ถึงละเอียดไปคนสวมใส่ก็ไม่มีทางรู้ เพราะดรีสเองก็ไม่เคยบอกหรือยอมให้ผู้กำกับคนไหนเข้าไปส่องเบื้องหลังการทำงานในสตูดิโอใกล้ชนิดขนาดนี้

ก็เพราะผู้กำกับหิ้วกล้องไปตัวเดียว และใช้เวลากว่า 3 ปีในการสร้างความไว้ใจให้กับดรีส ทำให้บรรยากาศในสตูดิโอทำงานของดรีสดุเดือด สนุกสนาน บ้าบอเหมือนผู้กำกับไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตั้งแต่การเลือกผ้าที่จะใช้ในคอลเลกชันจากหมู่มวลผ้าชั้นดีหลากดีไซน์จากผู้ผลิตต่างมุมโลก การทดลองจับคู่วัสดุ และพัฒนาแบบเสื้อผ้าบนตัวแบบจริงๆ หรือแม้แต่ออกเดินทางไปไกลถึงอินเดียตั้งแต่ยุค 80s ที่วงการแฟชั่นยังไม่มีใครไปบุกเบิกวางรากฐานแหล่งผลิตงานปักผ้าสุดละเมียดละไม แต่ดรีสกล้าพอที่จะเสี่ยง ซึ่งจะเห็นในภาพยนตร์ว่าทีมงานของดรีสจริงจังและตบตีกับช่างฝีมืออินเดียหนักขนาดไหนกว่าจะได้มาซึ่งลายปักบนผ้าหนึ่งลาย

เราเชื่อว่าทุกคนจะสัมผัสถึงความก๋ากั่น อลังการ หวือหวาในชิ้นงานออกแบบของเขาได้ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ผู้กำกับย้อนภาพงานแฟชั่นโชว์เก่าๆ ของดรีส บุกไปตามรันเวย์ต่างๆ สนทนาภาษากันเองโดยจับดรีสมานั่งวิจารณ์เทปแฟชั่นโชว์ของเขาซึ่งมีตั้งแต่คอลเลกชันที่แจ้งเกิดสุด ชอบสุด และห่วยสุด ตัดสลับไปกับความเห็นของผู้เกี่ยวข้องในแวดวงออกแบบแฟชั่นและศิลปะ

ครึ่งแรกของเรื่องทำให้เราเห็นหัวใจของการจับสิ่งของต่างยุคมารวมกันอย่างไร้กาลเวลา ไร้กฎเกณฑ์ แต่กลับสมดุลจนลงตัวขึ้นมาได้อย่างมหัศจรรย์ เหมือนอย่างที่ดรีสบอกว่า “งานเขามันสนุกตรงที่มันเหมือนมีผ้ากองรวมๆ กันอยู่บนโต๊ะ” แล้วสายตาเราก็เหลือบไปเห็นมุมหนึ่งของกองผ้าที่ทับกันไปมาได้อย่างลงตัวโดยไม่ตั้งใจ คอลเลกชันที่นำผ้าไหมมาสร้างนิยามใหม่ให้สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ด้วยการปากองผ้าไหมเหล่านั้นเข้าเรื่องซักผ้าแล้วปั่นให้นุ่มนิ่ม ยับยุ่ย ลดระดับความชิกลงหน่อย แต่ใส่ได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอโอกาสมงคลใดๆ

ส่วนช่วงหลัง เราจะเห็นความไว้ใจที่ดรีสมีให้ผู้กำกับและคนดูมากขึ้น เขาเปิดประตูบ้านต้อนรับเรา ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเล่นในห้องรับแขก แต่ดรีสพาเราทุกคนไปเห็นชีวิตส่วนตัวที่ลึกตั้งแต่หน้าบ้านเข้าไปถึงสวนหลังบ้านที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย ถือเป็นส่วนที่ทำให้เราเข้าใจสาเหตุของนิสัยบ้ารายละเอียดของเขาได้มากขึ้น เพราะแม้แต่ชีวิตส่วนตัว ดรีสเองก็ไม่เคยปล่อยไปเรื่อยเปื่อย การทำอาหารก็เหมือนการออกแบบของดรีส เขาวางแผน ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน วิธีการใช้วันหยุดพักผ่อนหนึ่งวันที่วางแผนละเอียดยันหน่วยนาที การจัดแจกันดอกไม้ที่ต้องวางแผนตั้งแต่ตอนลงสวนเก็บดอกไม้ คำนวณว่าต้องใช้ดอกไม้ชนิดไหนอย่างละเท่าไหร่ สีอะไร และทำไมสีนี้จึงจำเป็นกับห้องๆ นี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องรายละเอียดไร้สาระ แต่ความเยอะ ความละเอียดในซีนเหล่านี้ ทำให้เราเห็นว่าดรีสเป็นคนที่มองเห็นภาพรวมและภาพปลีกย่อยได้อย่างเป็นธรรมชาติ และดูท่าจะไม่หายไปจากดีเอ็นเอของเขาแน่ๆ เพราะดรีสบอกกับเราเต็มปากว่า เหนื่อย แต่เขาชอบ เขาหยุดไม่ได้ที่จะจริงจังกับทุกๆ เรื่อง

ยิ่งท้ายเรื่อง ผู้กำกับยิ่งทำให้เรารู้สึกสนิทและรักดรีสมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาเริ่มพาเราไปค้นก้นบึ้งหัวใจ เริ่มแตะมุมความสัมพันธ์ของเขากับคู่ชีวิตที่อยู่กันมานานร่วม 30 ปี ความเคี่ยวด้วยรักในการทำงานของลูกทีมและการให้ใจคนใส่เสื้อผ้าของเขาอย่างไร้ซึ่งอีโก้ใดๆ ดรีสไม่ได้ต้องการให้เสื้อผ้าของเขากลบฝังตัวตนของคนใส่ เสื้อผ้าที่ทำต้องขับเน้น เผยตัวตนคนใส่ให้เด่นออกมา เสื้อผ้าต้องโต ต้องพัฒนาไปตามตัวคนใส่ ไม่ใช่ตัวเขาเลย

วิธีการเล่าเรื่องของผู้กำกับที่คล้ายกับการปอกเปลือกตัวตนของดรีสทีละชั้นจนแทบจะหมดเกลี้ยงอย่างละเมียดละไม ทำให้คนนอกวงการแฟชั่นอย่างเรารู้สึกสนิทและรักดรีสไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะงานที่แตกต่างหวือหวา ชวนอ้าปากค้างตอนดู แต่กลับเป็นความทุ่มเทให้กับทุกสิ่ง ความถ่อมตัว และจริงใจให้กับทุกอย่าง แม้จะอยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลต์ แต่ดรีสก็ยังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีพื้น ปลดกระดุมคอบน พับแขนเสื้อสบายๆ แล้วก้าวออกไปโค้งขอบคุณทุกคนหลังรันเวย์ด้วยท่าทีอ่อนโยนหลังโชว์

สำหรับใครที่จะมาดู เลือกได้ตามใจชอบเลยที่รัก ว่าจะมาดูเอาความตื่นเต้นหวือหวาไปกับคอลเลกชันเสื้อผ้าก๋ากั่น หรือจะดูเอาแนวคิดเรียบง่าย วิถีชีวิตลุ่มลึกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าหวือหวาด้วยก็ได้นะ

Dries เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์เครือ SF ที่ SF World Cinema, SFX RAMA 9, SFX THE CRYSTAL EKAMAI-RAMINTRA, SF RATCHAPRUEK และ SFX MAYA CHIANGMAI ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ ดูรอบฉายได้ที่เพจ Documentary Club นะ

ภาพ Documentary Club

Author

กชกร มุสิผล

อดีตสมาชิกตัวป่วนประจำ a team junior 9 ที่ป่วยเป็นโรค neon mania และผู้ก่อตั้งเพจคอนเซปต์แสนซน messy matter

Related Posts