x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

The 100th Love With You : ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน

Director: Sho Tsukikawa
Region: Japan
Genre: Drama / Romantic

ในจำนวนหนังรักย้อนเวลาจากแดนปลาดิบที่เพิ่งทยอยเข้าโรงฉายให้แฟนๆ ชาวไทยได้ดูกันในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ Kimi no Nawa (Your Name), Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You รวมไปถึงหนังและแอนิเมชันเก่าๆ
ที่เราเคยดูผ่านตาอย่าง The Girl Who Leapt Through Time (2006)Enoshima Prism (2013) และ Orange (2015) สำหรับเราแล้ว The 100th Love with You ที่กำลังจะเข้าฉายในสัปดาห์นี้คือเรื่องเดียวที่ทำให้เราผู้ไม่เคยยอมเสียน้ำตาให้หนังเรื่องไหน ยอมปล่อยอารมณ์ให้จมจ่อมและร้องไห้ไปกับความจริงที่หนังเลือกให้เราในตอนท้ายแต่โดยดี

เกริ่นสั้นสำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องย่อมาก่อน The 100th Love with You ว่าด้วยเรื่องของ อาโออิ (รับบทโดย มิวะ) หญิงสาวที่หลงรักเสียงดนตรีและมีความฝันอยากแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับเพื่อนๆ ที่งานเทศกาลของเมือง แต่ในวันเกิดปีที่ 20 เวลา 18.10 น. เธอประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกชน แล้วเธอก็ตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่าตัวเองได้ย้อนเวลากลับไปใน 7 วันก่อนหน้า พร้อมกับความลับของ ริคุ (รับบทโดย เคนทาโร่ ซาคากุจิ) เพื่อนหนุ่มที่เธอแอบชอบมาตลอดก็ถูกเปิดเผยขึ้น

ในแง่รายละเอียดที่ทำให้ The 100th Love with You ไม่เหมือนกับหนังย้อนเวลาหลายเรื่องที่เรายกตัวอย่างไปคือพล็อตที่เน้นความโรแมนติกระหว่างพระเอกนางเอกค่อนข้างเยอะ เพราะต้องบอกตรงๆ ว่าหนังเรื่องนี้โอบอุ้มด้วยพลังแม่เหล็กจากนักแสดงนำทั้งฝ่ายชายและหญิง ไม่ว่าจะเป็นเคนทาโร่ ซาคากุจิ ที่ขึ้นมารับบทพระเอกเต็มตัวครั้งแรกจากที่เคยแสดงเป็นตัวประกอบหรือพระรองมาตลอด ซึ่งเขาก็ฉายเสน่ห์ในบทชายหนุ่มเคร่งขรึมสุดเพอร์เฟกต์ได้อย่างน่าหลงใหล (เอาเป็นว่าถ้าใครเป็นแฟนคลับหนุ่มคนนี้มีต้องกรีดร้องเงียบๆ ในใจตลอดทั้งเรื่องแน่นอน) ส่วน มิวะ สาวน้อยมหัศจรรย์ของวงการดนตรีญี่ปุ่นก็พิสูจน์ฝีมือการแสดงสุดจริงใจของเธอออกมาได้ และใช้ทักษะด้านดนตรีอย่างเต็มเปี่ยมผ่านเพลงประกอบซึ่งกลายมาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมให้เรื่องราวของหนังกลมกล่อม พร้อมทั้งมีความหมายมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากเรื่องหน้าตาและทักษะการแสดง ประเด็นสำคัญของหนังก็ยังพัวพันกับปัจจัยที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญ นั่นคือ ‘เวลา’ ในฉากที่ริคุบอกเล่าความลับของตัวเองให้อาโออิฟัง เขาสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่าเขามัก ‘โกง’ เวลาเพื่อย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดหรือยืดเวลาเพื่อให้เรื่องบางเรื่อง (ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้) เกิดขึ้นจริงโดยไร้ขีดจำกัด เขาทำอย่างนั้นเพื่อสิ่งสำคัญในชีวิตอย่างเช่น อาโออิ

หากแต่ในชีวิตจริงของมนุษย์ เราก็รู้ดีว่าไม่มีใครโกงเวลาได้เลย

‘ระวังอย่าปล่อยให้ใครมาขโมยเวลาของเราไป’ หนังใช้ประโยคจากวรรณกรรมเยาวชนคลาสสิกของมิฆาเอ็ล เอ็นเด้ เรื่อง โมโม่ (Momo) มาช่วยอธิบายเรื่องนี้ และเป็นประโยคที่ทำให้หนังเลือกสรุปในทางเลือกที่แสนบริสุทธิ์และจริงใจต่อความจริงโดยไม่อิงโลกแฟนตาซี ที่สำคัญคือวิธีการที่หนังเลือกใช้ในตอนจบไม่ทำให้เราฟูมฟายเกินเหตุ แต่ชวนให้คนดูได้คิดทบทวนว่าเราควรจะเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ใช้จ่ายในทุกวันนี้ยังไงให้คุ้มค่า และยอมรับความจริงแสนธรรมดาว่าเวลาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครควบคุมได้

ทั้งหมดคือเหตุผลที่เรารู้สึกเย็นๆ บริเวณขอบตาตอนนั่งชม และต้องหลบไปปาดน้ำตาในความมืดสักเล็กน้อยเท่านั้นเอง

Author

ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต

ชอบใช้เวลาว่างไปกับการเที่ยวเล่นในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีเป้าหมายคือต้องไปต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง กำลังสนใจและพยายามศึกษาเรื่องเมืองๆ คู่ไปกับศิลปะ และหลอมสองอย่างนี้เข้ามาอยู่ด้วยกัน

Related Posts