Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

จากป๊อปไอคอนสู่มหาเศรษฐี ทำไม ‘ไมเคิล จอร์แดน’ ถึงไปได้ไกลกว่านักบาสคนอื่น

Highlights

  • จากความสำเร็จในเชิงกีฬาที่ไมเคิล จอร์แดน ทำได้ในสนาม ชื่อเสียงของเขาขยายไปไกลยังแวดวงอื่น และด้วยความมุมานะผสมกับโอกาสจากหลากหลายวงการที่เข้ามา ในวันที่เขายังเล่นบาสเป็นอาชีพ เขาถือเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งของโลก และเขาใช้มันต่อยอดชีวิตหลังจากเลิกเล่นบาสแล้วด้วย
  • ไมเคิล จอร์แดน ไปปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ เรื่อยมา ตั้งแต่โฆษณา ภาพยนตร์ ไปจนถึงงานเพลง เขาได้รับรายได้และชื่อเสียงมากมาย แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขาได้จาก 'Air Jordan' แบรนด์รองเท้าที่เกิดจากตัวเขาและแบรนด์กีฬา Nike ตั้งแต่วันแรกที่มันวางจำหน่าย Air Jordan ได้รับความนิยมเรื่อยมาจนสร้างทรัพย์สินให้ไมเคิลเป็นกอบเป็นกำ
  • ปัจจุบัน ไมเคิล จอร์แดน ยังคงได้รับความนิยมและเป็นที่พูดถึงในหน้าสื่อเสมอ เขามีทรัพย์สินมากถึง 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนั่นทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล

ในนาทีที่บทความนี้เผยแพร่ในโลกออนไลน์ สารคดีเรื่อง ‘Last Dance’ ใน Netflix ก็เดินทางสู่ตอนที่ 4 พอดี

แม้เป็นสารคดีที่ว่าด้วยเรื่องหลักคือความเก่งกาจของ Michael Jordan นักบาสระดับตำนานของทีม Chicago Bulls และการลุ้นแชมป์ครั้งที่ 6 ของเขา แต่เรื่องราวแวดล้อมใน Last Dance นั้นกลับชวนคนดูไปไกลผ่านการพูดคุยลงลึกกับคนรอบตัวไมเคิลและช่วงเวลาสำคัญก่อนหน้าในชีวิต เมื่อผสมกับวิธีการเล่าเรื่องและตัดต่อที่สวยงาม ในตอนนี้ Last Dance จึงเป็นสารคดีที่คนรักบาสหรือคนที่ไม่ได้สนใจบาสต่างพูดถึงไม่ขาดปาก

แน่นอน เมื่อวันที่สารคดีนี้จบตอนที่สิบ เราจะพูดถึงผลงานน้ำดีชิ้นนี้อีกครั้ง แต่ระหว่างนี้เราอยากพาทุกคนไปหาคำตอบของคำถามที่มีสารคดีนี้เป็นต้นทาง

ทำไมนักกีฬาบาสเกตบอลอย่างไมเคิล จอร์แดน ถึงมีสารคดีเป็นของตัวเอง ทำไมชื่อของเขายังไม่เคยเลือนหาย และทำไมเขาจึงกลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาบาสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกแม้เลิกเล่นบาสไปแล้ว

ลองดูเกมชีวิตของเขานอกสนามบาส ไม่แน่ว่าคำเฉลยอาจซ่อนอยู่ในนั้น

ควอเตอร์ที่หนึ่ง : มากกว่าบาสเกตบอล

ถ้าเป็นเรื่องในสนามบาส เราคงแทบไม่ต้องพูดกันแล้วว่าไมเคิล จอร์แดน เป็นตำนานขนาดไหน 

คว้า 6 แชมป์, ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล (MVP) 5 ครั้ง, ติดทีม NBA All-Stars 14 ครั้ง, เป็นผู้เล่นที่ทำแต้มมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาลถึง 10 ครั้ง และรางวัลอื่นๆ อีกมาก เหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จของสิ่งที่เขาทำตลอด 15 ปีที่ยึดบาสเกตบอลเป็นอาชีพ และส่วนหนึ่งของเรื่องราวก็ถูกพูดถึงแล้วในสารคดี

แต่นอกจากปาฏิหาริย์ในสนามที่เขาทำไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ปรากฏการณ์นอกสนามที่ไมเคิลทำนั้นยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

จากฟอร์มการเล่นในระดับที่ใครหลายคนยกให้เป็น ‘GOAT’ (Greatest of All Time–ผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาล) ชื่อเสียงของไมเคิล จอร์แดน นั้นไปไกลเกินกว่าสนามบาส เขาเป็นที่พูดถึงไม่ว่าจะที่ไหนๆ ไม่ว่าจะสนใจบาสหรือไม่ ในช่วงเวลานั้นทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อเขา และนั่นนำพามาซึ่งภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ชนะที่ไม่ยอมแพ้ หลายแบรนด์สินค้าระดับโลกจึงอยากได้เขามาอยู่กับตัวเองตั้งแต่ยังเล่นบาสเป็นอาชีพ 

แม้ไมเคิลปรากฏตัวในงานโฆษณาครั้งแรกจากการเป็นพรีเซนเตอร์หลักของแบรนด์กีฬา Nike ตั้งแต่เล่นอาชีพช่วงปีแรกๆ แต่หลังจากนั้น ชื่อเสียงของเขามีแต่เพิ่มมากขึ้นจนแบรนด์อย่าง Coca-Cola, ChevroletMcDonald’s และ Gatorade ต่างหันมาเลือกใช้บริการเขาด้วยกันทั้งนั้น หลายแบรนด์เลือกใช้เขาในงานโฆษณามากกว่าหนึ่งครั้ง และบางโฆษณาถูกยกขึ้นหิ้งให้เป็นหนึ่งในโฆษณาที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดตลอดกาลด้วยซ้ำ

Be Like Mike คือโฆษณาของแบรนด์เครื่องดื่ม Gatorade ที่ออกอากาศเมื่อปี 1993 ในเวลานั้นไมเคิลถือว่าอยู่ในช่วงดังสุดขีด เขาคว้าแชมป์ NBA มาแล้วและกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดๆ โฆษณาตัวนี้จึงเลือกสื่อสารด้วยเมสเซจที่เข้าใจง่ายอย่างคำว่า ‘Be like Mike, Drink Gatorade’ ประกอบกับเพลงในชื่อเดียวกัน ยิ่งเมื่อผสมกับภาพไมเคิลเล่นบาสอยู่ท่ามกลางเด็กๆ ในแง่ความรู้สึกของคนดูที่รักบาสเกตบอลในยุคนั้น โฆษณานี้ถือว่าทำงานกับพวกเขาอย่างสูงและประสบความสำเร็จจนถึงขนาดว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว Gatorade นำโฆษณานี้กลับมาทำใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัยในวาระครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ด้วย

จากความโด่งดังที่ทำให้ไมเคิล จอร์แดน มีซีรีส์รองเท้ากีฬาเป็นของตัวเองกับ Nilke ในชื่อ Air Jordan โฆษณาของรองเท้า Air Jordan VII ตัวนี้ที่ชื่อ ‘Hare Jordan’ เกิดขึ้นในปี 1993 และทำให้หลายคนตื่นตาตื่นใจ เพราะจากที่ก่อนหน้านี้ Nike มักเลือกโฆษณารองเท้าในรูปแบบของวิดีโอคนแสดงที่นำนักกีฬาที่มีชื่อเสียงมาเป็นตัวเอก คราวนี้พวกเขาเลือกฉีกกรอบโดยการใช้ตัวละครจากการ์ตูนอย่าง Bugs Bunny มาผสมเข้ากับไมเคิล จอร์แดน เพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ใหม่ แน่นอนว่าด้วยความแปลกใหม่ โฆษณาตัวนี้เป็นที่พูดถึงแทบจะทันที 

และนั่นนำมาสู่การต่อยอดไปยังสื่อใหญ่ที่สร้างปรากฏการณ์อื่นๆ ตามมา

ควอเตอร์ที่สอง : Space Jam 

ภาพยนตร์เรื่อง Space Jam คือหนังที่มีไมเคิล จอร์แดน แสดงนำเป็นตัวเอง และออกฉายในปี 1996

ที่มาที่ไปของ Space Jam นั่นเกิดขึ้นจากการต่อขยายของโฆษณา Hare Jordan หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวสมมติของไมเคิลที่ถูกตัวละครจากการ์ตูนของ Looney Tunes อย่าง Bugs Bunny และ Daffy Duck ลักพาตัวไปเล่นบาสเกตบอลสู้กับเหล่ามอนสเตอร์ต่างดาว เป็นอีกครั้งที่พวกเขาใช้วิธีนำคนแสดงจริงมาผสมกับภาพการ์ตูนจนเกิดเป็นเรื่องราว เพียงแต่คราวนี้พวกเขาเล่นใหญ่ทำเป็นภาพยนตร์ฉายขึ้นโรง เมื่อความแปลกใหม่บนจอเงินผสมกับความนิยมในตัวนักบาสขวัญใจมหาชน ผลที่ออกมาคือการประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำชื่นชมและรายได้ 

จากต้นทุน 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Space Jam ทำเงินไป 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนังทำสถิติเป็นภาพยนตร์กีฬาที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลและเข้าชิงรางวัลต่างๆ มากมาย เพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง I Believe I can Fly ของ R. Kelly ขึ้นแท่นบทเพลงในตำนาน นักวิจารณ์บางคนถึงขนาดบอกว่าแม้หนังเรื่องนี้อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นหนังที่ดี แต่ Space Jam เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญยิ่งของวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะฉากจำในตำนานจากการทำคะแนนลูกสุดท้ายของไมเคิลในหนังที่ทำให้ผู้ชมอ้าปากค้าง

 

นอกจากการปรากฏตัวของไมเคิลที่ทั้งสร้างภาพลักษณ์และรายได้ที่กล่าวมานี้ ยังมีงานสร้างสรรค์อีกมากมายที่เลือกเขาผสมรวม หรือแม้กระทั่งสื่อประเภทต่างๆ ที่ดึงเขาไปเพื่อสร้างคาแร็กเตอร์บางอย่าง เช่น เกมบาสเกตบอลในซีรีส์ 2K ที่เซ็นสัญญากับเขาเพื่อให้ได้รับสิทธิเป็นเกมเจ้าเดียวที่สามารถนำไมเคิลมาเป็นตัวละครภายในเกมได้ หรือแม้กระทั่งวงการเพลง ไมเคิล จอร์แดน ยังเคยไปปรากฏตัวในเพลง Jam ของราชาเพลงป๊อปอย่าง Michael Jackson มาแล้วเช่นกัน

ทั้งหมดนี้สร้างมูลค่าและเม็ดเงินให้เขามหาศาล ยิ่งประกอบกับรายได้จากการเล่นบาสอาชีพ ดูแล้วเขาคงร่ำรวยได้ไม่ยากในวันที่เขาต้องเลิกเล่นบาสจากสังขารที่ร่วงโรย แต่กลายเป็นว่าพอถึงวันนั้น เขาไม่ใช่แค่ร่ำรวยธรรมดา เขากลับมีทรัพย์สินมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบๆ เท่า

และปัจจัยหลักของเรื่องนี้ คือแบรนด์กีฬาที่มีชื่อเขาบรรจุอยู่นั่นเอง

ควอเตอร์ที่สาม : Air Jordan

ถ้าจะย้อนความผูกพันระหว่างไมเคิล จอร์แดน และแบรนด์ Nike เราคงต้องย้อนไปตั้งแต่ปี 1984 หรือตั้งแต่เขายังไม่ทันเล่นบาสอาชีพด้วยซ้ำ

จากชื่อเสียงที่สั่งสมมาตั้งแต่การเล่นระดับมหาวิทยาลัย ในวันที่ทีม Chicago Bulls เลือกเขาเข้าทีมในวัย 21 ปี แบรนด์กีฬาอย่าง Nike จับไมเคิลเซ็นสัญญา 5 ปี มูลค่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เม็ดเงินนี้ถือว่าสูงมากในยุคนั้นสำหรับนักบาสที่ยังไม่ได้พิสูจน์ผลงานในระดับมืออาชีพ แต่สาเหตุที่ Nike เลือกทำแบบนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าพวกเขาเล็งเห็นว่านักบาสจากมหาวิทยาลัย North Carolina คนนี้มีสิทธิก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ได้ในอนาคต และด้วยความเชื่อมั่นนั้นเอง พวกเขาจึงออกแบบรองเท้าบาสรุ่นใหม่ที่มีเขาเป็นพรีเซนเตอร์โดยเฉพาะ 

‘Air Jordan I’ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1984 และถูกออกแบบให้มีสีแดงและดำเป็นหลักเพื่อให้สอดคล้องไปกับทีม Chicago Bulls  สำหรับตอนนั้น รองเท้าที่ใช้คู่สีสดแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เมื่อผสมกับฟอร์มในสนามที่เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ Air Jordan I จึงทำยอดขายได้ถล่มทลายจนทำให้รองเท้าบาสในซีรีส์ Air Jordan ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตั้งแต่นั้น

หลังจากรุ่นแรก Air Jordan ยังคงปล่อยรองเท้าบาสใหม่มาเรื่อยๆ แม้ในวันที่ไมเคิลเลิกเล่นบาสเกตบอลอาชีพไปแล้ว Nike ยังคงรักษาชื่อแบรนด์นี้ พร้อมกับต่อยอดให้ไปไกลกว่าการเป็นรองเท้าบาส ตั้งแต่การเชิญศิลปินมาร่วมออกแบบ การนำโลโก้ Jumpman ของพวกเขาไปปรากฏตัวตามที่ต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แวดวงบาสเกตบอลอีกแล้ว หรือการสร้างแบรนด์ให้มันเป็นได้ทั้งรองเท้ากีฬาและแฟชั่น สุดท้ายนี่จึงเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีแฟนเหนียวแน่นและได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของโลก และจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น Nike ถึงกับตั้งแผนก ‘Jordan’ แยกออกมาจากบริษัทหลักเพื่อดูแลแบรนด์นี้ร่วมกับไมเคิล จอร์แดนโดยเฉพาะ

มีการเปิดเผยผ่านนิตยสาร Forbes ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่า มูลค่าของแบรนด์ Jordan ในปัจจุบันนั้นสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกับเม็ดเงินที่มากมายขนาดนี้ ไมเคิลได้รับผลตอบแทนถึง 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แค่จำนวนเลขส่วนนี้แค่ปีเดียวก็มากกว่าเงินที่เขาได้รับตลอดการเล่นบาสอาชีพแล้ว ดังนั้นในวันที่ลาจากสนามบาส ชื่อของเขายังคงทำเงินให้เขาจนถึงตอนนี้

แต่โดยรวมแล้วมากขนาดไหนกัน เอาเป็นว่าในปีที่ผ่านมาเขามีทรัพย์สินที่เปิดเผยต่อสาธารณะสูงถึง 2.1 พันล้านดอลลาร์ และนั่นส่งผลให้เขาถูกจัดอันดับให้เป็นนักกีฬาที่ร่ำรวยที่สุดตลอดกาล

ควอเตอร์ที่สี่ : นักบาสมืออาชีพสู่นักธุรกิจมืออาชีพ

ถ้าว่ากันตามเป็นจริง ไมเคิล จอร์แดน ไม่ใช่คนแรกที่ก้าวสู่การเป็นไอคอนและทำเงินได้มากมายจากการเป็นนักกีฬา แต่ว่ากันว่าเขาเป็นคนแรกที่รักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ พร้อมกับต่อยอดให้สำเร็จมากขึ้นไปอีก

ปัจจุบันนอกจากรายได้ที่ได้จากแบรนด์ Jordan ชื่อเสียงของไมเคิลยังทำให้เขามีสัญญาการเป็นพรีเซนเตอร์กับอีกหลายธุรกิจ พร้อมกันนั้น เขายังนำเงินที่ได้มาลงทุนในธุรกิจที่ตัวเองสนใจ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กอย่างการทำร้านอาหารไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการเป็นเจ้าของทีมบาสเกตบอลใน NBA 

ในปี 2014 ไมเคิล จอร์แดน ได้ชื่อว่าเป็นอดีตนักบาสอาชีพคนแรกที่ได้ขึ้นเป็นเจ้าของทีม NBA เขาค่อยๆ ซื้อหุ้นทีม Charlotte Hornets (ชื่อเดิม Charlotte Bobcats) จนมีหุ้น 90 เปอร์เซ็นต์ นั่นทำให้เขากลายเป็นเจ้าของทีมนี้เต็มตัว โดยปัจจุบันหุ้นที่เขาถือมีมูลค่ากว่า 780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทีมนี้ยังคงทำกำไรให้เขาทุกปี แม้ผลงานของทีมจะเดินไปอย่างช้าๆ แต่โดยรวมยังถือว่ามีพัฒนาการถ้าเทียบกับวันแรกที่เขาเข้ามา

นอกจากการลงทุนหลักๆ เหล่านี้ ไมเคิลยังคงมีข่าวการลงทุนย่อยของเขาปรากฏอยู่เป็นประจำ ไล่ตั้งแต่การลงทุนกับธุรกิจกีฬา eSports ไปจนถึงลงทุนในธุรกิจแบรนด์เครื่องดื่มเตกีล่า ยิ่งเงินที่เขาได้รับมีมากเท่าไหร่ การนำไปลงทุนต่อยอดออกดอกออกผลของเขายิ่งมีมากขึ้น พร้อมกันนั้น ระหว่างทางเขายังแบ่งปันมันให้กับคนอื่น

อย่างวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่ลีกบาสเกตบอลต้องมีอันหยุดชั่วคราว ทีม Charlotte Hornets เป็นหนึ่งทีมที่ยังคงจ่ายเงินค่าจ้างพนักงานเท่าเดิม หรือแม้กระทั่งรายได้ที่เขาได้รับจากสารคดีเรื่อง Last Dance เขาก็นำเงินทั้งหมดบริจาคให้กับองค์กรการกุศล

ถ้าดูจากเม็ดเงินและความนิยมที่เขาได้รับ หลายคนอาจไม่แปลกใจที่วันนี้ไมเคิล จอร์แดน กลายเป็นนักฬาที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่พูดก็พูดเถอะ ไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินหลักล้านดอลลาร์แล้วจะทำได้อย่างเขา สื่อและอีกหลายๆ คนจึงลงความเห็นว่าความเป็นไมเคิล จอร์แดน นั่นเองที่ทำให้เขาเดินมาได้จนถึงทุกวันนี้

เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดไว้ ว่า “บางคนอยากให้บางอย่างเกิดขึ้น บางคนหวังให้บางอย่างเกิดขึ้น แต่ผมจะทำให้มันเกิดขึ้น”

และวันนี้เขาทำสำเร็จแล้ว


ข้อมูลและรูปภาพจาก

foxsports.com

bleacherreport.com

notablebiographies.com

businessinsider.com

solecollector.com

 

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราเติบโตขึ้นมาจากเมื่อวานตั้ง 24 ชั่วโมง

Illustrator

JARB

นักเรียนศิลปะเจ้าของเพจภาพประกอบ JARB เคยฝึกงานกับอะเดย์ไปแล้วรอบหนึ่งและคัมแบ็กในจูฯ 14 อีกครั้ง ช่วงนี้กำลังหมกมุ่นกับเพลง funk/soul ของญี่ปุ่น กิจกรรมยามว่างคือคิดคำผวนจากสิ่งรอบตัว และถ้าคิดไม่ออกก็จะนั่งคิดอย่างนั้นไปทั้งวัน

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)