Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

เมื่อบ้านกำลังถูกทำลาย และคุณไม่สามารถรั้งเวลาเอาไว้ได้ คุยกับผู้กำกับ Last Night I Saw You Smiling

Highlights

  • Last Night I Saw You Smiling คือหนังสารคดีที่บันทึกช่วงเวลาสุดท้ายของ 'ตึกขาว' ในกรุงพนมเปญ
  • ในตอนแรก 'Kavich Neang' ผู้กำกับ ตั้งใจเก็บฟุตเทจไว้ทำหนังบันเทิงคดีทั่วๆ ไป แต่พอรู้ว่าตึกจะโดนทุบจึงตกใจว่า อ้าว บ้านฉันนี่ เลยหาซาวนด์แมนและถ่ายฟุตเทจเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะยังไงก็ไม่สามารถรั้งเวลาให้ตึกอยู่ตลอดไปได้ เขาถ่ายอยู่ราว 30 วัน ได้ฟุตเทจมา 50 ชั่วโมง และแน่นอนเขาอยู่ที่นั่นในวันที่ตึกโดนทุบ
  • เมื่อได้ทุนทำหนังและไล่ดูฟุตเทจกัน เขาจึงพูดกับโปรดิวเซอร์ชาวฝรั่งเศสว่า เรามาทำหนังจากความทรงจำในวันนั้นกันเถอะ จึงออกมาเป็นหนังสารคดีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง

ฉันไม่ใช่คนชอบกลับบ้าน และไม่เคยคิดอยากกลับไปทำอะไรที่บ้าน

อาจฟังดูเป็นคนใจหิน แต่หากไม่มีใครตายหรือไม่มีงานแต่งงานญาติหรือเพื่อนสนิท ในหนึ่งปีฉันเองก็คงไม่ได้กลับบ้าน หรือถ้าจะอยากกลับเองก็เพียงปีละหนสองหน ด้วยพ่อก็เข้าใจว่า when we grow, we grow apart. ส่วนแม่ก็บอกอยู่เสมอว่าพวกเธอนี่มันมีหัวใจอันเป็นอิสระ แต่เอาจริงๆ เขาก็คิดถึงแหละ

ตั้งแต่อายุ 18 ปี ฉันจึงคิดแค่ว่าตัวเองต้องหนีไปให้ไกลเสียจากบ้าน เลือกมหาวิทยาลัยที่ไกลบ้านให้มากที่สุด และด้วยความทะเยอทะยาน ไม่เด่นไม่ดังจะไม่หันหลังกลับไปที่บ้านแน่ๆ

ด้วยความเหลื่อมล้ำ งานที่อยากทำก็เป็นงานที่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ จากหอพักสู่หอพัก จากอพาร์ตเมนต์สู่อพาร์ตเมนต์ และด้วยความที่ต้องย้ายอยู่บ่อยๆ ทั้งเหตุผลทางการเรียน การงาน ไปจนเหตุผลด้านชีวิต ฉันจึงอยู่ที่ใดที่หนึ่งเพียงแค่ 2 ปี 3 ปี ยาวๆ หน่อยก็ 5 ปีค่อยย้าย

สำหรับฉัน ที่พักเหล่านั้นจึงเป็นเพียงที่กำบัง เป็นแค่ตึก ประตู ผนัง ฝ้า เพดาน เตียง และตู้ 

Last Night I Saw You Smiling

ฉันจึงยิ่งไม่คาดหวังอะไรเมื่อไปดูหนังสารคดีเรื่อง Last Night I Saw You Smiling หนังที่บันทึกการย้ายออกจากตึกขาว หรือที่เรียกกันว่า White Building ของชาวพนมเปญ เพราะมันก็น่าจะแค่เรื่องการย้ายออกหรือป่าววะ แพ็กของ ย้ายที่อยู่ อันแพ็ก น่าเบื่อจะตายไป

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันไปดูเพราะนี่เป็นหนังจากผู้กำกับชาวกัมพูชา Kavich Neang ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้จักเขา แต่พอได้ยินว่าเป็นหนังกัมพูชาทีไรในใจมักบอกว่าเธอจงไปดู และถ้าไม่นับการไปดูหนังที่เพื่อนกำกับหนึ่งเรื่องรวมไปด้วย นี่คือการเข้าโรงหนังครั้งแรกของฉันในรอบ 5 เดือน

เมื่อหนัง และ Q & A จบลง ฉันตัดสินใจในทันทีว่านี่คือหนังที่ตัวเองชอบที่สุดในปีนี้ และคิดอยู่อย่างเดียวว่า ยังไงก็ต้องคุยกับผู้กำกับคนนี้ให้ได้

โชคดีที่วันรุ่งขึ้นฉันได้คิวคุยกับคาวิค และเมื่อเราเจอกัน ฉันบอกเขาในทันทีว่านี่คือหนังเรื่องโปรดแห่งปี

Last Night I Saw You Smiling

แปลกใจเหมือนกันที่หลังจากดูเสร็จแล้วสะเทือนอารมณ์มาก ทั้งที่ตึกขาวก็ไม่ใช่บ้านตัวเอง เลยอยากถามคุณว่าบ้านในความหมายของคุณคืออะไร 

สำหรับผมแล้วบ้านคือบางอย่างที่ผูกพันกับข้างใน อาจพูดได้ว่าบ้านก็คือบ้าน แต่บ้านหมายถึงบางอย่างที่คุณรู้สึกเชื่อมโยง ทั้งความคิดถึง ความเศร้า ไปจนความรู้สึกสบายอกสบายใจเมื่อนึกถึง มันคือบางอย่างที่อยู่ข้างใน ดังนั้นบ้านจึงไม่ใช่แค่สถานที่หรือดีไซน์สวยๆ แต่หมายถึงที่ใดก็ตามที่เมื่อเราอยู่แล้วสบายข้างใน อบอุ่นใจ รู้สึกดี ไม่ต้องกังวลเรื่องใดๆ และคุณชอบมัน นั่นคือ ‘บ้าน’ แล้ว

ถ้าว่ากันตามความหมายของคุณ ก็อาจอนุมานได้ว่าบ้านคือทุกที่ที่หัวใจเราอยู่ แต่ทำไมคุณถึงผูกพันกับตึกขาวมากมายขนาดนั้น

อาจเป็นเพราะผมอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เกิด และเป็นสถานที่เดียวที่ผมอาศัยอยู่ ไม่เคยย้ายไปไหนมาก่อนเลยในชีวิต มันเลยเป็นสิ่งที่อยู่กับผมมาตลอด เป็นบางสิ่งที่ไม่สามารถลืมได้ เป็นสิ่งที่ผุดพรายขึ้นมาเสมอในห้วงความทรงจำ และทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น มันจึงเป็นความคิดถึงบ้าน

อย่างตอนที่ผมถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ ทุกๆ คืนหลังจากถ่ายหนัง พอเข้านอนแล้วก็ฝันว่าอยู่ในตึกขาว ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน มันเหมือนกับว่าผมอยู่ระหว่างความจริงตอนกลางวันและอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ณ ขณะฝัน อะไรแบบนั้น เพราะตอนเริ่มถ่ายวันแรกๆ ผมค่อนข้างเครียด เพราะบ้านกำลังจะถูกทำลายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เลยรู้สึกไม่ค่อยมีความสุข เกิดความทุกข์ พอตอนกลางคืนถึงเวลานอนก็เลยฝันถึงตึกขาวแทบจะทุกคืนเลยก็ว่าได้ 

ดังนั้นชื่อหนัง ‘Last Night I Saw You Smiling’ ก็มาจากฝัน หลังจากถ่ายหนังในคืนหนึ่งผมฝันถึงตึกอีกครั้ง ความรู้สึกมันเหมือนว่าตึกคือสถานที่ที่ดีกับเรา เรามีความทรงจำวัยเด็กที่ดีก็จากที่นี่ พอตื่นขึ้นมาเราก็ต้องถ่ายผู้คนแพ็กของ ตอนกลางคืนก็เข้านอน วนอยู่อย่างนี้ ฝันเห็นตัวเองเล่นกับเพื่อน ช่วงเวลาดีๆ มากมาย ปั่นจักรยาน เตะฟุตบอลกันก็ในตึกนี่แหละ ก็เลยใช้ชื่อหนังว่า ‘Last Night I Saw You Smiling’ มันเหมือนผมฝันถึงตึกน่ะ แล้วมันไปพ้องกับชื่อเพลงพอดี ยิ่งรู้สึกดีเข้าไปใหญ่ที่หนังเรามีชื่อเดียวกับเพลง เป็นเพลงที่มาจากยุค 60s เป็นความบังเอิญที่ผมว่าดีเลยแหละ

พอฝันตอนกลางคืนแล้วก็ต้องตื่นมาเจอความจริงตอนกลางวันที่ถ่ายทำ ตอนนั้นคุณรู้สึกยังไง

มันสับสนเหมือนกัน ฝันแล้วตื่นมาพบว่า เออ ผมกำลังอยู่ในกระบวนการถ่ายทำหนัง แล้ววนอยู่อย่างนั้น จนสัปดาห์สุดท้ายที่ถ่ายทำก็ยังฝันถึงแม่ เพื่อนบ้าน พูดคุยกันตรงโถงทางเดินในตึก ฝันถึงชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป กินข้าวกลางวันกัน ผมผูกพันกับตึกนี้มากจนยากที่จะสลัดมันให้หลุด

 

นั่นคือความรู้สึกของคุณที่มีต่อตึกขาวใช่ไหม เพราะในหนังเราจะได้ยินหรือเห็นแค่ความทรงจำของคนอื่นๆ แต่ไม่เห็นความทรงจำของคุณปรากฏในนั้นเลย พอจะบอกได้ไหมว่าอะไรคือความทรงจำของคุณต่อตึกขาว

มันหลายอย่าง ทั้งผู้คนหรือบางโมเมนต์ที่เรานึกถึง ที่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว อย่างการนั่งดูเด็กๆ เล่นกันแล้วทำให้หวนนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก พอเห็นคนร้องคาราโอเกะ ก็จะนึกถึงตอนที่อยู่บ้านเพื่อนแล้วร้องคาราโอเกะกัน อะไรแบบนั้น ซึ่งไม่สามารถทำได้อีกแล้ว เพราะเราไม่อยู่ในตึกเดียวกันอีกต่อไป ก่อนหน้านั้นแค่โบกมือออกไปก็เรียกเพื่อนมาแฮงเอาต์กันได้แล้ว แต่ตอนนี้มันต่างออกไป ผมคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้น แต่ตอนนี้ทุกคนก็โตไปมีชีวิตของตัวเอง ไม่มีเวลามาทำอะไรแบบนี้กันอีกแล้ว มันเหมือนเป็นพาร์ตที่คุณโตแล้วแต่คิดถึงชีวิตคุณตอนเด็กๆ น่ะ

อีกอย่างที่ผมคิดถึงคือความเป็นชุมชน เพราะการอาศัยอยู่ในตึกขาวมันเหมือนทุกคนรู้จักกันหมด มีอะไรก็แชร์กัน เวลาแม่ทำกับข้าวก็จะทำหม้อใหญ่ๆ แล้วเอาไปให้เพื่อนบ้าน เพื่อนๆ ก็แชร์บางอย่างให้แม่ นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นเมื่อย้ายออกไปอยู่ที่ใหม่เพราะไม่มีใครรู้จักกัน เลยรู้สึกคิดถึง

 

เหมือนว่าตึกขาวเป็นมากกว่าบ้าน แต่เป็นคอมมิวนิตี้เลย

ใช่ มันเหมือนเป็นสถานที่พิเศษแห่งหนึ่ง มีความยูนีค เหมือนอยู่ตัวใครตัวมัน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คุณจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลยเพราะมันเป็นคอมมิวนิตี้

Last Night I Saw You Smiling

Last Night I Saw You Smiling

แล้วพอหนังเสร็จ ได้มานั่งดู หนังมันเรียกคืนความทรงจำคุณบ้างไหม

ใช่เลย ผมรู้สึกแบบนั้น เพราะตอนที่หนังเสร็จ ตึกขาวที่เต็มไปด้วยความทรงจำไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว หลังจากดูหนังเสร็จ ผมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ ราว 20 นาที พูดคุยกับผู้คน กับเพื่อนบ้าน รู้สึกเหมือนได้กลับเข้าไปอยู่ในนั้น ด้วยเสียง บรรยากาศ มันดึงผมกลับไปในชั่วขณะหนึ่ง ดีเหมือนกันที่ผมมีหนังเกี่ยวกับบ้านของตัวเองและเมื่อดูแล้วได้คิดถึงมัน ตึกหายไป แต่ทุกอย่างมันอยู่ในหัวผมหมดแล้วตอนนี้

 

ในหนังเราเห็นคนถอดหน้าต่าง ถอดประตูออกไป พวกเขาได้ใช้มันจริงๆ ในบ้านใหม่หรือเปล่า

ผมไม่รู้เหมือนกัน บางคนอาจจะใช้จริง บางคนอาจไม่ได้ใช้ และแน่นอนมันสามารถเอาไปขายเพื่อแลกเงินได้ด้วย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้หมายถึงเงิน ประเด็นมันคือบ้าน every part of your house is part of you. ผมรู้สึกอย่างนั้น เพราะตอนย้ายออก พ่อแม่เก็บทุกอย่างไปด้วยหมดเลย ไม่ใช่แค่ครอบครัวเรา ครอบครัวอื่นๆ ด้วย เพื่อนบ้านด้วย ขนไปหมดเพราะรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเรา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้มันทั้งหมด ถ้าไม่เอาไปด้วยมันก็ถูกทำลายอยู่ดี งั้นเอาไปดีกว่า เพราะมันคือส่วนหนึ่งของชีวิตและร่างกายคุณ

 

คุณจะบอกว่าทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน

ใช่ ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน มีคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในตึกขาวนี้เหมือนกัน สำหรับเธอแล้วตึกขาวเหมือนพ่อแม่ที่คอยดูแลเธอ ทำให้รู้สึกอบอุ่น สบายใจ ตึกจึงไม่ใช่แค่บ้านสำหรับเธอแต่เป็นเหมือนพ่อแม่ของเธอ เอาจริงๆ นะ ตึกมันไม่ได้พูดกับผมหรอกแต่ทำไมผมฝันถึงตึกอยู่ตลอด ตึกไม่ได้พูด แต่ผมรู้สึกว่าตึกพูดและฟังผม และผมก็ฟังตึก นึกออกไหม หรือบางทีตึกและทุกอย่างอาจจะมีจิตวิญญาณอยู่ในนั้น

คุณบอกใน Q & A หลังหนังฉายว่า ในวันตึกพังคุณยืนอยู่ที่โถงทางเดินและได้ยินเสียงทุบตึก ในขณะนั้นก็นึกถึงความทรงจำวัยเด็ก เลยบอกกับโปรดิวเซอร์ชาวฝรั่งเศสว่ามาทำหนังจากความทรงจำนี้กันเถอะช่วยขยายความตรงนี้ให้ฟังหน่อย

ผมคิดว่าบางทีความทรงจำมันอาจจะไม่ใช่แค่การถ่ายทำ มันมากกว่านั้น มันคือความรู้สึก ความทรงจำ ณ ตอนนั้นของผมคือความคิดถึงตึก คิดถึงผู้คน คิดถึงสถานที่ คิดถึงทุกอย่างในนั้น แต่ไม่ได้มีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นพิเศษ คุณยืนอยู่ที่โถงนั้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มถ่ายทำจนวันสุดท้าย ในวันนั้นมันเหมือนบางอย่างหายไป นำไปสู่ความคิดถึงในวัยเด็ก เพื่อนๆ สถานที่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันผสมปนเปกันไปหมดในตอนนั้น และใช่ หนังก็เก็บเอาความจริงที่ว่านั้นไว้หมด

 

แล้วสำหรับคุณ ความทรงจำหมายถึงอะไร

ความทรงจำสำหรับผมคือความรู้สึก ความรู้สึกที่ไม่ใช่แค่อากัปกิริยา มันสามารถเป็นสถานที่ ผู้คน สิ่งของ หรืออะไรสักอย่างที่เรานึกถึง หรือความรู้สึกสูญเสีย อย่างตอนที่เขากำลังพังตึก ผมคิดถึงวัยเด็ก คิดถึงเพื่อน คิดถึงเพื่อนบ้าน คิดถึงอาคาร และรู้ว่าทุกอย่างกำลังจะจากไป

บางทีอาจเป็นการคิดถึงผู้คน สถานที่ เพราะตอนนี้ผมอยู่นอกเมืองก็ไม่เจอเพื่อน แน่นอนว่าคิดถึงพวกเขาและวันเวลาที่เราเคยใช้ด้วยกันในตึกนั้น คิดถึงดาดฟ้าที่เล่นฟุตบอลกันได้ แต่ตอนนี้พวกเราแยกย้ายและเติบโตไปมีชีวิตของแต่ละคน ก็คิดถึง

Last Night I Saw You Smiling

จากกรณีตึกขาว คุณคิดยังไงที่รัฐบาลไม่เห็นคนเป็นคน อยากย้ายอะไรก็ย้าย

ก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะผมคิดว่าการพัฒนาประเทศมันต้องมาควบคู่กัน ไม่ใช่พัฒนาแค่ทางกายภาพ ต้องพัฒนาคนด้วย เพราะปัญหาคือเมื่อคุณพัฒนาประเทศแต่ประชาชนไม่แฮปปี้ ประชาชนเจ็บปวดจากสถานการณ์นั้นๆ มันไม่ได้ ดังนั้นผมจึงคิดว่ามันสำคัญมาก เพราะถ้าคุณไม่มีความสุข คุณก็ทำงานไม่ได้ ดังนั้นจะพัฒนาประเทศได้ยังไงในเมื่อประชาชนผู้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนานั้นไม่มีความสุข มันไม่ใช่แค่การทำเงิน คุณต้องคิดถึงหัวจิตหัวใจประชาชนด้วย

ก็เหมือนอย่างกรณีตึกขาว เราได้เงินชดเชยก็จริง แต่จากที่เคยอยู่มา 30 ปี ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงหมดในทันที มันไม่ง่ายที่จะลืม ดังนั้นเอาเข้าจริงมันไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาหรอก แต่มันคือการนึกถึงความรู้สึกของประชาชน นึกถึงใจคน

 

มีตอนหนึ่งในหนังที่พ่อคุณบอกว่ามีความรู้ไว้จะไม่อับจน หรือสุดท้ายแล้วความรู้ที่เรามีนั้นก็พ่ายแพ้แก่อำนาจรัฐอยู่ดี

ใช่ แต่ยังไงผมก็คิดว่าความรู้เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ท้ายที่สุดมนุษย์ก็ต้องตัดสินใจเอง ความรู้ไม่ได้ตัดสินใจให้ผู้คน แต่คนนั่นแหละที่ต้องใช้ความรู้ตัดสินผิด-ถูกเอง มันดีที่เรามีความรู้เพราะความรู้จะอยู่คู่กับคุณและทำให้คุณเข้าใจความผิด-ถูกต่างๆ ผมคิดว่ายังไงความรู้ก็เป็นอีกทางที่จะทำให้คุณมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

แต่คุณรู้ใช่ไหม ถึงคุณมีความรู้แต่สุดท้ายแล้วคุณต่างหากคือคนที่ตัดสินใจ ไม่ใช่ความรู้

 

เหมือนที่รัฐบาลตัดสินใจ

ใช่ เพราะท้ายที่สุดเขาก็ทำในสิ่งที่เขาต้องการอยู่ดี ก็เหมือนมนุษย์ทั่วไป บางคนก็ใช้ความรู้ในทางที่ถูก บางคนก็ใช้มันในทางที่ต่างออกไป ก็อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกใช้แบบไหน

 

มีคนบอกว่าตึกขาวรอดจากยุคเขมรแดงมาได้ แต่ก็มาพังเอาเพราะญี่ปุ่น ทุนนิยมแท้ๆ คุณมีความเห็นยังไง

ผมว่าเพราะตึกนี้ถูกซื้อโดยญี่ปุ่น ประเทศเป็นผู้ขาย มันไม่สำคัญว่าญี่ปุ่นซื้อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทญี่ปุ่นจริงๆ หรือเปล่า แค่รู้สึกว่าถ้าเขาอยากเก็บตึกนี้ไว้ ไม่ว่าจะใครมาซื้อเขาก็เก็บมันไว้อยู่ดี แต่นี่เพราะเขาแค่ไม่อยากเก็บมันเอาไว้ ดังนั้นประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ใครซื้อ แต่เขาน่ะอยากเก็บมันไว้หรือเปล่า

มีซีนหนึ่งในหนังที่คุณพี่คนหนึ่งบอกว่า นึกถึงตอนเขมรแดงเลยที่ผู้คนต้องย้ายออกจากตึกนี้ เพียงแต่คราวนี้มีรถช่วยขน คุณคิดอย่างไร

ผมต้องบอกว่าคนรุ่นใหม่ในตอนนี้เราแค่เคยเรียนมาว่ามีเหตุการณ์นี้ แต่ไม่ได้ผ่านประสบการณ์นี้มาโดยตรง เราเรียนจากหนังสือ คุณครูสอน ครอบครัวเล่าให้ฟัง หรือดูจากหนัง ผมจึงไม่ได้คิดแบบเดียวกับเธอ แต่มันก็น่าสนใจที่เวลาคนแก่เห็นอะไรแล้วก็นึกถึงเขมรแดง แต่ผมไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเธอ แต่ละคนมีมุมมองเป็นของตัวเอง ผมรู้สึกว่าเหตุการณ์ยุคเขมรแดงนี่เข้มข้นเหมือนกัน มันทำให้เธอเจ็บปวด แม้กระทั่งพ่อแม่ผมเองก็พูดถึงเขมรแดงอยู่บ่อยๆ ประวัติศาสตร์ในยุคนี้สำคัญและฉายซ้ำอยู่เรื่อยๆ ในรุ่นพ่อแม่ผม มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะก้าวผ่านตรงนี้ไปได้ เพราะมันสร้างความทรงจำอันเจ็บปวดให้พวกเขา 

Last Night I Saw You Smiling

แปลว่าคุณรู้สึกต่างไปจากเธอ

ใช่ เพราะรอบนี้เราได้เงินชดเชย อาจหมายความถึงเราเกิดกันคนละยุคด้วย แต่มันก็เป็นเรื่องดีที่เราได้รู้เรื่องเขมรแดง เพื่อเปรียบเทียบยุคเรากับยุคของพ่อแม่

 

จริงอย่างคาวิคว่า อย่างน้อยก็ได้เรียน ได้รู้ว่าประเทศตัวเองผ่านอะไรมาแล้วบ้าง

เมื่อการสัมภาษณ์จบลง คาวิคถามฉันว่าทำไม Last Night I Saw You Smiling ถึงเป็นหนังที่ฉันชอบที่สุดในปีนี้ ฉันบอกว่าอาจเป็นเพราะฉันเคยทำทีสิส (ที่ไม่จบ) เรื่องการช่วงชิงความทรงจำในหนังยุคเขมรแดง เขาสวนกลับแทบจะในทันที “ถึงว่า เธอเอาแต่ถามเรื่องความทรงจำ”

Last Night I Saw You Smiling

ก่อนกลับฉันบอกคาวิคว่า นอกจากสีและการตัดต่อสารคดีแล้ว ฉันชอบเพลงในหนังมาก เขาบอกจะส่งเพลงมาให้ และนี่คือทั้ง 6 เพลงที่ปรากฏในหนัง หนังสารคดีที่ฉันชอบที่สุดในปีนี้, Last Night I Saw You Smiling

 

1. Sin Sisamuth – Quando My Love

 

2. Ros Sereysothea – Stoeng Sne Stoeng Prot

 

3. Sin Sisamuth – Sen Ronthot

 

4. Don Gibson – I Can’t Stop Loving You

 

5. Ros Sereysothea – Keng Tov Keng Tov

 

6. SAI – ងប់ងល់

Author

เอื้อบุญ จงสมชัย

บรรณาธิการดิจิทัลคอนเทนต์ a day ที่ฝันใฝ่อยากเป็นแม่ค้า และหวังใจว่าในโลกหลังความตายจะมีนรกขุมที่ต้องดูคอนเสิร์ตและเต้นเรื่อยไปจนกว่าจะชดใช้เวรกรรมหมด

Photographer

เป็นหนึ่ง-อภิวัฒน์ ทองเภ้า

เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่, เป็นศิษย์เก่านิเทศศาสตร์ ม.มหาสารคาม แต่เป็นคนอุดรธานี, เป็นวิดีโอครีเอเตอร์ ประสบการณ์ 2 ปี, เป็นคนเบื้องหลังงานวิดีโอของ a day และเป็นคนปลุกปั้นสารคดี a doc, เป็นคนนอนไม่เคยพอ, เป็นหนึ่ง คือ เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง สรรพสิ่ง คือ ไม่เป็นอะไรเลย, ตอนนี้เป็นหนี้ กยศ. และรับจ้างทั่วไป [email protected]

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)