Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

“ผู้หญิงคนนี้แข็งแกร่ง ต่อให้เจ็บปวดก็จะไม่ตายและลุกขึ้นมาได้เสมอ” คุยกับดูโอ้วง LANDOKMAI

Highlights

  • ลานดอกไม้ คือศิลปินดูโอ้สาวที่เริ่มโด่งดังจากการคัฟเวอร์เพลง อาวรณ์ ของ Polycat เมื่อปี 2561โดยใช้เวลาซ้อมและอัดเพียงแค่ 1 วันแต่ก็มียอด Subscribe เฉียดพัน
  • ไม่นานทั้งคู่ก็ตัดสินใจเลิกคัฟเวอร์และสร้างสรรค์ผลงานเพลงเป็นของตนเอง จนได้เปลี่ยนสถานะจากศิลปินอิสระเป็นศิลปินสังกัดค่าย What The Duck เมื่อต้นปี 2563 นี้ 
  • หลายคนบอกว่าเพลงของลานดอกไม้คือเพลงของสาวช่างฝัน สองสาวจึงบอกกับเราว่า แท้จริงสาวช่างฝันคนนั้นยังอยู่ในโลกความเป็นจริงและกำลังบอกทุกคนที่กำลังอ่อนล้าหมดแรงให้มีฝันและได้กลับมาหวังอีกครั้ง

แม้ประโยคที่ว่า เป็นฝัน ที่เคยฝัน ที่ไม่กล้าฝัน ที่คนธรรมดาคนหนึ่งไม่กล้าฝัน แต่เค้าก็ให้มาโดยที่ฉันก็แอบฝัน และเค้าเป็นคนสร้างฝันค่ะ จะเป็นประโยคฮิตระยะหนึ่ง แต่คงไม่ใช่ประโยคที่ลานดอกไม้ ศิลปินดูโอ้หญิงช่างฝันที่ประกอบไปด้วยนักร้องนำอย่าง อูปิม–ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง และมือกีตาร์อย่าง แอนท์–มนัสนันท์ กิ่งเกษม จะยึดเป็นคติประจำใจ

เพราะสองสาวจาก What The Duck เป็นศิลปินหน้าใหม่ไฟแรงที่มีความชอบดนตรีและความฝันเป็นแรงผลักดันให้สร้างสรรค์บทเพลงที่มีเมโลดี้น่าสนใจและเนื้อร้องชวนฝัน เพื่อปลอบประโลมคนไร้ฝันและหมดหวังให้กลับมามีหวังอีกครั้งหนึ่ง

หลังโด่งดังจากการคัฟเวอร์เพลง อาวรณ์ ของศิลปินรุ่นพี่อย่าง Polycat เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 พวกเธอเริ่มสร้างสรรค์บทเพลงขึ้นมาเอง จากการปล่อยเพลงแรกอย่าง เก็บดอกไม้ ซึ่งเป็นเพลงที่นักร้องนำอย่างอูปิมต้องทำส่งครูที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้ผันตัวจากศิลปินอิสระมาเป็นศิลปินในค่าย What the duck และออกเพลงในนามค่ายมา 2 เพลงแล้ว ได้แก่ Please be true และ ฉันเอง.. นี่ไง

เราจึงอยากชวนสองสาวมาพูดคุยถึงความต่างที่ลงตัวจากการเติบโตต่างสถานที่กัน นั่นคืออูปิมเป็นคนเชียงใหม่ ส่วนแอนท์เป็นคนกรุงเทพฯ รวมถึงความหลงใหลในดนตรี เส้นทางดนตรีในวงการนี้ ความฝัน และความหวังที่พวกเธอตั้งเป้าในนาม ‘ลานดอกไม้’ ศิลปินดูโอ้หญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันในโลกความเป็นจริง

ถ้าพร้อมแล้ว ค่อยๆ หลับตา แล้วมาจินตนาการถึงความฝันในโลกแห่งความจริง ณ บัดนี้

ฝันอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

อูปิม : ตอนเด็กๆ ฝันอยากเป็นแดนเซอร์ เพราะชอบเต้นมากๆ แต่ไม่เคยคิดอยากเป็นนักร้องเลย 

แอนท์ : ส่วนเราฝันอยากเป็นนักข่าว การเป็นศิลปินเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดจะทำ

 

แล้วความชอบดนตรีเริ่มตั้งแต่ตอนไหนจนมาเรียนต่อเฉพาะทางที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

อูปิม : จริงๆ เราสนใจดนตรีมาตลอดเพราะคุณพ่อเป็นกวีที่ขับกลอน เราเลยซึมซับเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็ก โตมากับการนั่งฟังเพลงสุเทพ วงศ์กำแหง สลับกับเพลงแจ๊สของ Louis Armstrong และ Ella fitzgerald บนรถเวลาไปโรงเรียน ทำให้เราได้ยินเมโลดี้ที่หลากหลายตั้งแต่เด็ก

แต่ที่คิดอยากเป็นศิลปินจริงจังก็ตอนสอบเข้า ม.4 แล้วเราไม่ถนัดอะไรเลยนอกจากดนตรี ภาษาก็ไม่ชอบ คำนวณก็ไม่เก่ง วิทย์-คณิตก็ไม่ได้ เลยคิดว่าเราคงเดินทางสายดนตรีแหละ จึงเลือกเรียนศิลป์-ดนตรีและวางแผนเรียนต่อดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ โดยใช้เสียงในการสอบเข้าทั้งสองครั้ง และเรียนเอกวอยซ์เพื่อไปเป็นศิลปิน 

แอนท์ : ส่วนเราเริ่มฟังเพลงตั้งแต่ ป.4 เพราะไปเจอ MP3 เก่าๆ เครื่องหนึ่งแล้วสงสัยว่าคืออะไร เลยให้แม่ใส่เพลงให้และชอบดนตรีมาเรื่อยๆ จนมาเล่นกีตาร์ไฟฟ้าตอน ม.3 เพราะเห็นคนเล่นที่งานโรงเรียนแล้วดูเท่ แต่ไม่ได้จริงจังจนกระทั่งต้องเข้ามหาวิทยาลัย คิดไปคิดมาเลยตัดสินใจเรียนดนตรีและเลือกเรียนสายธุรกิจดนตรี

 

ตอนนั้นคิดไหมว่าจะทำงานอะไรในเมื่อวงการดนตรีไทยไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าต่างประเทศ

แอนท์ : จริงๆ ตั้งแต่ตอนเข้าเรียน อาจารย์ก็ถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็ตอบว่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ศิลปิน (หัวเราะ) เพราะเรากลัวและคิดว่ามีแรงกดดันเยอะ ตอนนี้ไม่รู้ว่าทำไมถึงกลายมาเป็นศิลปินได้

อูปิม : เราไม่ได้ฝันสูงว่าจะเป็นศิลปินแต่แค่อยากทำอะไรก็ได้ที่ได้ร้องเพลง อาจจะเป็นครู นักร้องกลางคืน สุดท้ายก็คิดว่าในเมื่อเรียนสาขาที่เตรียมพร้อมให้เราไปเป็นศิลปินขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ทำล่ะ

แล้วคนเชียงใหม่กับคนกรุงเทพฯ มาทำเพลงด้วยกันได้ยังไง

แอนท์ : เราเป็นรูมเมตกัน เพราะมหา’ลัยส่งอีเมลผิด เขาส่งเอกสารของอูปิมและเพื่อนอีกคนหนึ่งมา อูปิมชื่อลานดอกไม้ ส่วนอีกคนชื่อภาพตะวัน เราชอบชื่อมากเลยลังเลว่าจะทักคนไหนไปดี แต่สุดท้ายก็ทักอูปิมไปเพราะรหัสติดกัน พอมาทำเพลงด้วยกันก็ใช้ชื่อและคาแร็กเตอร์ของอูปิมเป็นชื่อวงเลยเพราะคิดว่ามีเอกลักษณ์ดี

อูปิม : เราคิดกันมานานแล้วว่าอยากคัฟเวอร์เพลง พอดีเพลง อาวรณ์ ของ Polycat ออก แล้วเราสองคนอึ้งมากว่าเขาคิดได้ยังไง เช่น อาวรณ์อยู่ I want you มันดีจนเราอยากนำเสนอในรูปแบบของเราเอง แอนท์เลยชวนคัฟเวอร์เพลงวันนั้น แล้วลงไปแบบไม่คิดอะไร ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก

 

ตอนยอดวิวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกยังไงกันบ้าง

แอนท์ : เฮ้ย มันได้ว่ะ มันมา พอยอด subscribe ถึง 1,000 แล้วเริ่มมีเงินเข้ามา เราเลยตัดสินใจว่าต้องทำแล้วแหละ เลยทำมาเรื่อยๆ คัฟเวอร์เพลงบ้าง มีเพลงของเราบ้าง ทั้ง เก็บดอกไม้, On the Train, The Diary และ Welcome home 

 

แล้วทำไมตัดสินใจหยุดคัฟเวอร์แล้วมาทำเพลงเอง

อูปิม : เราเป็นคนชวนแอนท์ว่าไม่อยากคัฟเวอร์แล้ว เพราะเราอยากมีเพลงที่มีภาษาและเมโลดี้ที่เราคิดขึ้นมาเอง 

แอนท์ : ตอนนั้นเราเสียดายที่จะเลิกคัฟเวอร์เพราะว่ากระแสดีมากๆ ถ้าเราเริ่มใหม่ก็เหมือนเริ่มจากศูนย์ แต่สุดท้ายก็เชื่ออูปิมและเราคิดว่าเราตัดสินใจถูก

 

แล้วการมาจากต่างที่ ทำให้ความคิดในการทำเพลงแตกต่างกันไหม

แอนท์ : ที่สุดเลย (ตอบทันที) เรียกได้ว่าความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ เพราะการที่อูปิมเป็นคนเชียงใหม่ที่เติบโตมากับความสโลว์ไลฟ์ ต่างกับกรุงเทพฯ ที่ชุลมุนวุ่นวาย รวมถึงการที่อูปิมฟังเพลงแจ๊สกับพ่อตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามีอิสระทางความคิด ช่างฝัน ส่วนเราที่เป็นคนกรุงเทพฯ จะรู้สึกเหมือนถูกกรอบความจริงบางอย่างให้เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ ซึ่งมันส่งผลกระทบถึงเพลงที่ทำด้วย เพลงที่อูปิมทำมักมีภาษาเก่าที่เชยไปแล้วมาผสม และดนตรีมักจะฟังยาก ส่วนเราจะคิดเพลงที่ป๊อปขึ้นมาหน่อยและเนื้อเพลงจะเกี่ยวกับโลกความจริงเสียมาก

อูปิม : แอนท์จะคอยดึงรั้งเราไว้ อย่างซิงเกิลแรกของเราคือ เก็บดอกไม้ เป็นเพลงที่ต้องทำส่งอาจารย์ เราก็ทำเพลงลึกมากเพราะยังไม่โดนปรุงแต่งจากสิ่งรอบตัว ยังไม่เข้าใจว่าจะทำยังไงให้เราโอเคและคนฟังฟังได้ 

 

 

อย่างนั้นแบ่งพาร์ตการทำงานกันยังไงบ้าง

แอนท์ : ด้วยความเป็นลานดอกไม้ที่มีคาแร็กเตอร์แบบสาวช่างฝันของอูปิม เราเลยให้อูปิมเป็นคนคิดเนื้อเพลงและเมโลดี้ แล้วเราค่อยเสริมและเกลาให้ฟังง่ายและดีขึ้น 

อูปิม : แต่อย่างเพลงใหม่ที่กำลังจะปล่อยในปีนี้ แอนท์ก็มีส่วนคิดเนื้อร้องเยอะ เขาให้คีย์เวิร์ดมา แล้วเราก็ไปคิดต่อ หลักๆ จึงเหมือนเราเป็นคนคิดเมสเซจที่อยากสื่อสาร ส่วนแอนท์เป็นกระบอกเสียงที่ทำให้เมสเซจนั้นเข้าใจง่ายขึ้น ดังนั้นแม้แอนท์กับเราจะต่างกันขนาดไหนแต่ก็เข้าใจกันมากๆ

 

แล้วเมสเซจของสาวช่างฝันนามลานดอกไม้คืออะไร

อูปิม : จริงๆ แล้วลานดอกไม้คือผู้หญิงช่างฝันที่มีความหวัง ซึ่งหมายความว่าเธอรับรู้ถึงโลกความเป็นจริง ฝันก่อน ลงมือทำ แล้วจึงหวังว่าผลจะเป็นยังไง ความฝันจึงเป็นสิ่งที่พาเราไป ส่วนความหวังคือสิ่งที่คอยปลอบใจว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้

ดังนั้นลานดอกไม้จึงเป็นเพลงของคนที่ยังมีฝันและมีหวังอยู่เสมอไม่ว่าชีวิตจะบัดซบแค่ไหนก็ตาม จะไม่มีเพลงที่บอกว่าฉันเหนื่อยกับชีวิต หรือพอสักทีกับความรัก เพราะผู้หญิงคนนี้คือผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่ต่อให้เจอเรื่องที่เจ็บปวดทรมานขนาดไหน เธอก็จะไม่ตายจากโลกนี้และยังลุกขึ้นมาเริ่มใหม่ได้เสมอ สิ่งเหล่านี้มาจากตัวเราที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าเราไร้ค่า ฉะนั้นต่อให้ไม่มีใครฟังเพลงที่เราทำขึ้นมาเลย เราก็เชื่อว่าเราจะไม่หยุดง่ายๆ 

 

เธออยากบอกให้ใครมีหวัง

อูปิม : เราอยากบอกทุกคนเท่าที่จะบอกได้ อยากบอกให้คนที่เขาไม่มีความสุขกับชีวิตได้ฟัง อย่างครั้งหนึ่งแอนท์เคยบอกว่า อย่าขึ้น MRT หรือ BTS ช่วงเช้านะ เพราะแววตาของคนเหล่านั้นเศร้ามาก เราไม่ได้จะตัดสินเขา แต่เราว่ามันเป็นแววตาที่เหมือนใช้ชีวิตเพื่ออยู่รอดไป เราเลยอยากเขียนเพลงให้พวกเขาสังเกตสิ่งสวยงามรอบตัว เพราะถ้าเขาไม่เห็นเขาก็จะไม่มีความฝัน ความหวัง และความสุข

ชื่อวงที่ดูหวานๆ เป็นตัวจำกัดเมสเซจหรือแนวเพลงว่าต้องเกี่ยวกับผู้หญิง ดอกไม้ และความฝันไหม

แอนท์ : เราว่าชื่อวงไม่จำกัดแนวเพลงแต่เป็นตัวตนของอูปิมมากกว่า และถึงจะไม่ใช่ตัวตนของเราเอง เราก็ไม่ได้รู้สึกฝืน เพราะเราไม่ใช่แนวพังก์หรือร็อกอยู่แล้ว ถ้าให้พูดรวมๆ แนวเพลงของลานดอกไม้ก็คืออินดี้ป๊อป

อูปิม : ลานดอกไม้ไม่ใช่ผู้หญิงสวยหวานตลอดเวลา แต่เป็นผู้หญิงช่างฝันเพราะเราดำรงชีวิตด้วยการฝันจริงๆ เวลาเราเขียนเพลงจึงไม่ได้จำกัดว่าเพลงต้องเป็นยังไงแค่ปล่อยให้พรั่งพรูออกมาเอง

สาวช่างฝันเลือกหยิบความฝันและจินตนาการมาสร้างสรรค์เป็นบทเพลงยังไง

อูปิม : เราเป็นคนที่ฝันได้ทุกอย่าง เวลาเราหยิบความฝันมาแต่งเพลงเราจะต้องเอามาเชื่อมกับความเป็นจริงให้ได้ อย่างเพลง Please be true เราหยิบจินตนาการที่ว่า ฉันมีท้องฟ้ากว้างใหญ่สีคราม ฉันมีเมฆขาวเคล้าหยาดฝนพรำ ฉันมีดอกไม้ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลแปลว่าฉันมีบรรยากาศดีๆ ให้เธอ ให้คนที่เรารัก

 

 

หรืออย่าง On the train เราได้ไอเดียมาจากความประทับใจากหนังเรื่อง Before Sunrise ที่พระ-นางเจอกันบนรถไฟ เราเลยถอยตัวเองกลับมาเป็นผู้กำกับ แล้วสร้างตัวละครขึ้น ลองเล่าเหตุการณ์บนรถไฟขบวนนั้นในแบบของเรา

 

 

ส่วน The Diary ก็มาจากชีวิตจริงของคนเรา เรารู้สึกว่าทุกคนมีอดีตที่น่าจดจำเสมอเลยอยากบอกเล่าเรื่องราวที่เคยจดไว้เมื่อนานมาแล้วให้ได้กลับไปรู้สึกแบบที่เคยเขียนไว้อีกครั้งหนึ่ง

 

เป็นศิลปินอิสระอยู่นานแค่ไหนถึงมาสังกัดค่าย What The Duck เมื่อต้นปีนี้

แอนท์ : ไม่นานเลย หลังจากมีเพลงของตัวเองได้ 4 เพลง เราก็มาทำเพลง Please be true ที่ค่ายจากการที่พี่บอลทักมาชวนในเพจเฟซบุ๊ก 

 

การมาอยู่ค่ายทำให้แนวเพลงของคุณต่างไปบ้างไหม

แอนท์ : ไม่มีผลเลย เพราะค่ายไม่ได้จำกัดว่าเราต้องทำแบบไหน เพียงแค่เรารู้ตัวเองมากกว่าว่าจะทำยังไงให้อยู่ตรงนี้ได้นานๆ 

อูปิม : อย่างการทำเพลงให้มันพอดีระหว่างความเป็นนักเรียนดนตรีที่มักทำเพลงยากๆ เพราะดูเท่ กับทำเพลงให้คนเข้าใจได้คือสิ่งที่สำคัญ เรามีความเป็นศิลปินมาก แอนท์จะคอยบอกเสมอว่าเราจะโอเคจริงๆ เหรอ ถ้าเราได้ทำเพลงที่ฟังยากๆ แบบที่ชอบแต่เราไม่ดังและไม่มีคนฟัง กับการที่เราเขยิบออกมาอีกหน่อยให้คนฟังประทับใจแล้วอยู่กันไปได้ยาวๆ

แล้วในยุคที่วงดนตรีเกิดขึ้นมากมาย ทำยังไงให้เราแตกต่างและอยู่อย่างไม่ฉาบฉวย

แอนท์ : เราเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนกัน แค่ต้องทำโดยไม่หยุด

อูปิม : ส่วนตัวเราว่าดนตรีเราไม่ค่อยเหมือนใคร แต่เราไม่กล้าพูดเต็มปากนะว่าเราจะไม่เหมือนใครเลย เพราะดนตรีก็คืองานศิลปะที่ต้องเสพเรเฟอเรนซ์ และก่อนจะเป็นตัวเองได้ก็ต้องเสพงานมาเยอะพอสมควรเพราะฉะนั้นเราต้องบาลานซ์งานที่เราเสพกับตัวเราเองให้ได้มากกว่า ถ้าวันหนึ่งบังเอิญเหมือนใครก็ไม่เป็นไร เพราะอาจมีคนแบบเราอีกหนึ่งคนก็เท่านั้น แค่ต้องสร้างผลงานให้น่าสนใจไปเรื่อยๆ 

 

เคยคิดไหมว่าการทำเพลงคืออะไรของชีวิต

แอนท์ : เราทำเพลงเพื่อช่วยอูปิม เพราะตอนนี้ยังไม่มีเพลงที่จะเป็นแบบของเราได้ และเป็นการได้เจอตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งคือการเป็นศิลปินที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำได้

อูปิม : การทำเพลงคือการสนองความอยากสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เพราะเราเป็นคนช่างฝันมากเราเลยอยากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตลอดเวลา

 

คิดว่าความอยากทำจะหมดลงไหม

อูปิม : เรารู้สึกว่าไม่น่าจะหมดลงเพราะเป็นสิ่งที่เฝ้ารอมาทั้งชีวิต ถึงจะแก่ไปแล้วก็ยังรู้สึกว่าน่าจะอยากทำอีกเรื่อยๆ เว้นเสียแต่ว่าไอเดียหมดก็ต้องออกไปหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อกลับมาทำ

แล้วพวกคุณเคยรู้สึกท้อบ้างหรือเปล่า

แอนท์ : เรายังไม่ได้รู้สึกท้อแต่รู้สึกว่าเพิ่งเริ่ม ณ ตอนนี้ไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรจะมาขวางเราได้

อูปิม : สำหรับเรา เราไม่ได้ท้อแต่เราเจออุปสรรคมากกว่า เพราะเราใช้เสียงเยอะจนต้องผ่าตัดเส้นเสียงเมื่อช่วงโควิดที่ผ่านมา คุณหมอบอกว่าเสียงจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกแล้วซึ่งเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเพราะเสียงคือชีวิตของเรา แต่สุดท้ายก็พยายามทำกายภาพจนกลับมาดีขึ้นได้

 

ถ้าอูปิมไม่ต้องทำเพลงส่งอาจารย์ คิดว่าจะได้ทำเพลงของตัวเองกันไหม

อูปิม : เราไม่รู้เลยว่าถ้าอาจารย์ไม่บังคับส่ง เราจะเริ่มทำไหม หรือถ้าทำแล้วอาจารย์ไม่ชอบหรือเพื่อนไม่ชม เราคงไม่ได้อยากทำมั้ง แต่พอผลตอบรับดีเลยคิดว่าเราทำสิ่งนี้ได้ดี

แอนท์ : อย่างที่บอกว่าเราไม่เคยคิดอยากเป็นศิลปิน ถ้าไม่มีเพลง เก็บดอกไม้ ก็มีแววว่าจะไม่ทำเพลงของตัวเองสูงมาก เพราะเรามีความสนใจอย่างอื่นเยอะโดยเฉพาะเรื่องธุรกิจ แต่พอได้เป็นเราก็รู้สึกว่าสนุกดี

 

แล้วตอนนี้ความฝันและความหวังของทั้งสองคนเป็นยังไงบ้าง

อูปิม : เราอยากเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ ทุกคนรู้จักและจำหน้าได้ หรือแค่พูดชื่อขึ้นมาคนก็อ๋อ แต่ในความคิดไกลที่ว่าเราก็เผื่อใจไว้นะ 

แอนท์ : ความฝันและความหวังของเรายังเหมือนกับที่คิดไว้ตั้งแต่แรก นั่นคืออยากให้อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ทำให้เราอยู่ได้เพราะเรายังไม่กล้าฝันว่าเราจะดัง เป็นแค่ผลพลอยได้ ถ้าทำได้ก็ยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่มากๆ 

อูปิม : เราคิดว่ามันกำลังเริ่มต้นและต้องใช้เวลาอีกเยอะเลย

 


ขอขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ: TTC Apartment

Author

ฉัตรชนก ชัยวงค์

การเขียนและการอ่านคือชีวิต การได้จิบกาแฟวันละนิด กอดแมววันละหน่อย และตัดผมสั้น ไว้หน้าม้าน้อยๆ คือจิตใจ

Photographer

สรรพัชญ์ วัฒนสิงห์

ชีวิตต้องมีสีสัน

Related Posts

 

 

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)