Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

ทริปล่าแสงเหนือที่เมือง ‘อิลลูลิสแซต’ ประเทศกรีนแลนด์ ดินแดนไร้ซึ่งสีเขียว

จะว่าไปนี่มันก็ครั้งที่สามแล้วที่ผมได้มาดูแสงเหนือ สิ่งมหัศจรรย์ธรรมชาติที่ช่วงสิบปีให้หลังเป็นกระแส เป็น common dream destination ของคนยุคเรา นักท่องเที่ยวต่างชวนกันไปมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ผมและเพื่อนอีกสามคนถกเถียงกันเรื่องสถานที่ ซึ่งสุดท้ายเราเห็นตรงกันในเงื่อนไข ความต้องการ และข้อจำกัดของทุกคนว่าควรจะเป็นที่นี่แหละ ดินแดนที่ฟังจากชื่อน่าจะเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก แต่เพราะครั้งหนึ่งมันถูกทำให้เข้าใจผิดว่าพื้นที่นี้เป็นสีเขียว แต่จริงๆ แล้วเป็นหิมะล้วนๆ ใช่ครับ มันคือที่นี่กรีนแลนด์ดินแดนไร้ซึ่งสีเขียว

นอกเหนือจากเครื่องบินแอร์บัส 330 ลำเดียวของ Air Greenland ที่เรียกว่าแทบจะผูกขาดเส้นทางจากยุโรปสู่ที่นี่พวกเรามาจากโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เครื่องจึงพาเราแตะพื้นเมืองแคงเกอร์ลุสสวก (Kangerlussuaq) ก่อน แล้วจึงไปต่อกับเครื่อง Dash-8-200 เครื่องเล็กบรรจุผู้โดยสารได้แค่ 37 คนเท่านั้น และลูกเรือเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะดูแลผู้โดยสารทั้งลำในกรณีเหตุฉุกเฉิน พร้อมใบพัดใบใหญ่สองข้างของลำตัวเครื่องบิน ล้อเล็กๆ ใต้ห้องเครื่องคล่องแคล่วและไม่เทอะทะ หักเลี้ยวได้ง่ายไม่เงอะงะ พาเราไปต่อที่เมืองอิลลูลิสแซต เป้าหมายแรกของพวกเรา

ความตกตะลึงไม่ลดน้อยลงไปเลย แม้เราจะมองแผ่นดินที่นี่จากบนเครื่อง ระหว่างที่อยู่บนเครื่องได้ตะลึงไปไม่น้อยแล้ว ช่วงลดระดับลงมายิ่งทึ่ง พอถึงพื้นแล้วทึ่งมากขึ้นไปอีก ทุกที่ที่พวกเราไปล้วนเป็นที่แปลกตาไปซะทุกจุด ด้วยความที่ภูมิประเทศเป็นเกาะ ล้อมรอบด้วยทะเลที่มีภูเขาน้ำแข็งอยู่โดยรอบ ช่างต่างเหลือเกินกับที่นี่ประเทศไทย ประเทศที่กรมอุตุฯ ระบุว่าได้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว

ช่วงที่เราเดินทางเป็นเดือนตุลาคม ให้เวลาทริปนี้ทั้งหมด 8 วัน ซึ่งเราตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่เมืองนี้ 4 วัน ด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งแวดล้อม จึงรีบโยนกระเป๋าที่ห้องพักแล้วออกไปเดินเล่นรอบเมืองกันทันที เมืองนี้เป็นเมืองที่เล็กมากประชากรประมาณ 4,500 คน ซึ่งชนชาติที่อาศัยมากเป็นอันดับหนึ่งบนประเทศ คือ ชาวอินูอิต (ชาวพื้นเมือง) ชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวเดนมาร์ก และอันดับสาม (ที่ไกด์เราบอกมา) คือคนไทย! ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในนี้ในฐานะนักท่องเที่ยว 4 คน

เหลือเวลาไม่มากก่อนตะวันจะตกดิน เรารีบออกไปเดินเล่นรอบเมือง ภูมิประเทศเป็นเกาะที่มีเนินสูงบ้างต่ำบ้าง พวกเราเดินตามทางที่เป็นถนนไปทางทิศตะวันตกของเกาะ แวดล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าสีทองสะท้อนแดดยามเย็น แทรกแซมกับโขดหินตะปุ่มตะป่ำ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง กระโดดเหยียบได้บ้าง ข้อเท้าพลิกได้บ้าง ปรากฏบ้านเรือนหลากสีที่ลักษณะไม่ต่างกันมาก แต่ที่น่าสนใจคือสีสัน แต่ละโซนจะทาสีให้คล้ายๆ กัน หรือจับคู่สีให้แมตช์หรือคอนทราสต์กันไปเลย ใครหลงใหลการถ่ายรูปเน้นสีสันจะต้องรักที่นี่มากแน่นอน

หลายบ้านมีบ้านเล็กๆ อยู่ในนั้นอีกที สูงประมาณเอว ตีไม้เป็นคอกบ้าง เป็นกล่องบ้าง ทำเป็นที่อยู่อาศัยของน้องหมาหลายตัวที่ออกมาต้อนรับพวกเรา ส่ายห่าง ยิ้ม และกระโดดเล่นด้วยความดีใจ ใช่ พวกเราดูออก ตามคำบอกเล่า ชาวบ้านมักเลี้ยงหมาเหล่านี้ไว้นอกบ้าน ไม่พาไปเดินเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่นัก จะเจอกันแค่เพียงช่วงเวลาให้อาหารเท่านั้น ที่เหลือคือปล่อยตามยถากรรม ไม่ว่าวันนั้นจะแดดออก ฝนตก หรือกระทั่งหิมะตก

และสังเกตได้ว่า พวกเราเล่นและทักทายได้แค่เจ้าตัวเล็กๆ ที่อายุไม่น่าเกิน 6 เดือนเท่านั้น ส่วนที่อายุเกิน 1 ปี จะถูกล่ามโซ่ไว้อย่างแน่นหนา เพื่อเตรียมไว้ใช้งานลากเลื่อนหิมะในช่วงเทศกาล โดยก่อนหน้านี้จะไม่มีการล่ามโซ่ไว้ใดๆ จนเมื่อเกิดเหตุสุนัขไปทำร้ายและกินคนขึ้นมาเนื่องจากเจ้าของบ้านไม่ดูแล กฎหมายนี้จึงถูกบังคับนับแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อถึงเวลากลางคืน สิ่งที่เป็นกิจกรรมหลักของพวกเราก็คือการล่า ‘แสงเหนือก่อนหน้านี้เราเคยไปดูมาที่ไอซ์แลนด์และอลาสก้า มีแสงเหนือให้เห็นบ้างตามปกติ ซึ่งก็ตื่นเต้นไม่น้อย แต่ครั้งนี้แสงเหนือแห่งอิลลูลิสแซตนั้นออกมาต้อนรับพวกเราอย่างเต็มที่ แรงกว่าทุกครั้งที่เคยเห็นมา หากใครเคยดูหนัง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้นึกถึงตอนที่เหล่าผู้เสพความตายเสกตรามารขึ้นไปบนท้องฟ้า

การเคลื่อนที่ของแสงเหนือในคืนนั้น โดดเด่น วูบไหว สาดส่าย รุนแรงไปทั่วท้องฟ้า ร่างกายของผมสั่นไปด้วยความเหน็บหนาวจากลมทะเล จุดที่เรายืนดูอยู่ หัวใจก็สั่นกับปรากฏการณ์ครั้งนี้ไม่แพ้กัน

นอกจากกิจกรรมดูแสงเหนือทุกคืนที่เราสามารถใช้เวลากับมันได้ ตอนกลางวันนั้นมีกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชอบทำคือการเดินเทรกกิ้ง ที่เส้นทางเดินเท้านั้นเป็นมรดกโลกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินหลายเส้นทางทั้งระยะสั้น 1 กิโลเมตร ไปจนถึง 7 กิโลเมตร แบ่งเป็นสี ระบุระยะเวลาในการเดิน และความยาก-ง่ายของแต่ละเส้นทาง แน่นอนว่านักท่องเที่ยวที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลอย่างพวกเราเลือกอันง่ายที่สุด

แต่ในความง่ายที่พวกเราเลือกนั้น ได้เจอกับภูมิประเทศที่น่าสนใจหลากหลาย เป็นเนินสลับทางลาดที่ปูเป็นระแนงไม้เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินไปตามจุด ซึ่งส่วนที่เป็นไม้ระแนงนั้นเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอันเป็นจุดขาย มองออกไปจะเห็นเป็นเวิ้งทะเลที่มีภูเขาน้ำแข็งก้อนใหญ่ลอยอยู่ไม่ไกลมากนัก ใกล้เข้ามาเป็นเศษน้ำแข็งที่แตกออกมาจากภูเขา ซึ่งไหลและถูกพัดไปตามกระแสลมทะเลตามช่วงเวลาของวัน หากเป็นช่วงเช้าเศษก้อนน้ำแข็งจะลอยห่างจากฝั่ง พอถึงกลางวันและตอนเย็นจะมีให้เห็นริมฝั่งทางเดิน

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบระหว่างทางเดินคือแอ่งน้ำเล็กๆ บริเวณเนินระหว่างที่เราเดินไปตามเส้นทาง โดยปกติจะเป็นแอ่งน้ำลึกประมาณครึ่งแข้งหรือท่วมข้อเท้า แต่จะมีบางแอ่งที่กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ซึ่งส่วนตัวผมชอบไปยืนเล่นและถ่ายรูปเอาไว้ หลายอันยืนได้สบาย แต่แน่นอนว่ามีบางอันเหยียบแล้วแตก ขาจมลงไป รองเท้าเปียก เรียกเสียงหัวเราะในหมู่เพื่อนกันไป

พวกเราถือโอกาสเข้าไปใกล้กับเหล่าเศษก้อนน้ำแข็งที่ลอยมาอยู่ใกล้ๆ โขดหินที่พอจะยืนอยู่ได้ หยิบขึ้นมาถ่ายภาพในมือบ้าง ให้เพื่อนถ่ายมาจากอีกโขดหินห่างออกไปบ้าง ภาพที่ได้ออกมาสวยและแปลกตา ใช้เวลาอยู่ที่นั่นสักพัก มีคนท้องถิ่นตะโกนมาบอกพวกเราว่าให้ออกไปจากตรงนั้น ให้ระวัง ตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตะโกนด้วยท่าทางที่ตกใจขนาดนั้น เมื่อถ่ายรูปได้หนำใจแล้ว พอเราออกมา คนที่เตือนก็อธิบายว่าตรงจุดนั้นไม่ควรมีใครอยู่ เพราะเวลาภูเขาน้ำแข็งที่แตกจากภูเขาก้อนใหญ่หล่นลงทะเล ริมขอบที่พวกเรายืนอยู่นั้นอาจโดนคลื่นที่คล้ายสึนามิพัดเข้าก็เป็นไปได้

ก่อนเขาจะเดินจากไป พวกเรากล่าวขอโทษที่ไม่รู้ และขอบคุณที่เขาเตือนพวกเรา และสำนึกว่าโชคดีนะที่ไม่ได้เจอแบบนั้น

อีกไฮไลต์หนึ่งที่หากใครมาที่นี่แล้วจะพลาดไม่ได้คือการล่องเรือไปดูภูเขาน้ำแข็ง บริเวณนี้ถูกเรียกว่าเป็น Icefiord พวกเราเดินไปขึ้นเรือกันที่ท่าเรือประมงของเมือง นักท่องเที่ยวทุกคนต่างแต่งชุดกันหนาวมากกว่าทุกวันอย่างเห็นได้ชัด ผ้าพันคอแบบหนา ที่ปิดหู ถุงมือ หมวกกันหนาวที่บางคนคลุมเกือบทั้งหน้า เมื่อพร้อมแล้วก็ออกเรือไปตรงจุดหมาย บริเวณที่มีดงแห่งภูเขาน้ำแข็ง

สองข้างทางไกลๆ เรามองเห็นภูเขาน้ำแข็งก้อนใหญ่ ตกตะลึงกับความใหญ่และสวยงามของมัน ที่ก่อนหน้านี้อาจจะเคยเห็นในสารคดีโลกร้อนที่ภูเขากำลังถล่มและหมีขั้วโลกออกท่าทางอิดโรยหาที่เกาะเพื่อรอดชีวิต บางจุดมองไปข้างหน้าเป็นแผ่นน้ำแข็งที่หากมองผิวเผินไม่น่าจะล่องเรือต่อไปได้ แต่ผู้นำเที่ยวของเรือประกาศว่าไม่ต้องกังวล เราจะไปทางนั้นกัน เราต่างสงสัยทำหน้าเลิ่กลักแล้วหันมาเมาท์กัน มองหาจุดที่เก็บเสื้อชูชีพ และภาวนากันเบาๆ ว่าอย่าให้เจอเหตุการณ์เหมือนไททานิก

ไม่แน่ใจว่าหัวเรือมีอุปกรณ์พิเศษที่สามารถเจาะแผ่นน้ำแข็งได้ หรือเป็นปกติของเรือประเภทนี้ เรือแล่นไปอย่างมั่นใจไม่ออกอาการถึงความหนักหน่วงของแผ่นน้ำแข็ง พวกเราทึ่งกับภาพที่สวยงาม นึกถึงว่าเราอยู่ในเครื่องทำน้ำปั่นสเลอปี้ ที่บดน้ำแข็งให้แตกและแยกออกจากกัน เบียดเศษน้ำแข็งหมุนวนเป็นคลื่นอยู่ข้างๆ เรือ ผมตื่นเต้นกับภาพนี้มากและถ่ายคลิปไว้ว่าครั้งนี้ดวงตาได้เคยเห็นภาพนี้จริงๆ

ถึงแม้วันนั้นพวกเราจะแต่งตัวกันพร้อมและหนาเป็นพิเศษ แต่เมื่อสิ่งแวดล้อมทุกอย่างรอบตัวปรากฏให้เห็นกับตาขนาดนี้ ผมกลับมีอาการขนลุกไปทั้งตัว ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศที่เย็นและลมหนาวที่ปะทะเข้ากับเรือตลอดบ่ายวันนี้ หรือว่าขนลุกจากความสวยงามของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่วิ่งเข้ามากระทบม่านตาและถูกบันทึกอย่างอัตโนมัติไว้ในความทรงจำของผมไปอีกนาน

แต่วันนี้ผมมั่นใจแล้ว เพราะรีโมตเครื่องปรับอากาศที่วางอยู่ข้างๆ มันบอกว่าตอนนี้ 18 องศา!

Author

นิติรัฐ กีฬาแปง

เป็นนักเดินทางเพื่ออิ่มท้อง แต่เป็นนักอ่านเพื่ออิ่มใจ

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)