Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

“ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ถ้ายังอยู่ก็ทำให้ดี” สมควร หญิงสาวผู้ชนะมะเร็ง

Highlights

  • สมควร สระทองแก่น คืออดีตผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 2 เธอเป็นเหมือนคนอื่นคือเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเธอมีอาการจิตตกและกังวล แต่ก็ตั้งสติและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที
  • สิ่งสำคัญที่ทำให้เธอผ่านมาได้เธอบอกว่ามันเกิดจากการผสมกันระหว่างการรักษา พลังใจจากคนรอบข้าง และพลังใจจากตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ จนปัจจุบันเธอหายขาดจากมะเร็งมาได้เกือบปีแล้ว
  • แม้มะเร็งปากมดลูกจะเป็นมะเร็งที่ทำให้หญิงไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 แต่ในเวลานี้โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้จากการฉีดวัคซีน HPV เพื่อคุ้มครองตัวเราจากโรคได้ วัคซีนนี้เริ่มต้นฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยฉีดเพียง 3 เข็มก็เพียงพอต่อการป้องกัน และนอกจากผู้หญิงเอง ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นมะเร็งจากเชื้อตัวนี้ได้เช่นกัน

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ‘มะเร็ง’ คือเรื่องร้าย

ขึ้นชื่อว่าเป็นมะเร็ง ถ้าโรคพัฒนาไปจนถึงระยะสุดท้าย คำว่า ‘รักษาไม่หาย’ ช่างมีผลกับคนมากเหลือเกิน เลี่ยงไม่ได้ที่ข้อมูลของโรคหรือประสบการณ์จากคนรอบตัวจะทำให้ใครหลายคนวิตก รวมถึงการนำเสนอภาพจำของผู้ป่วยมะเร็งก็ทำให้ใครบางคนหวาดกลัว เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยบางคนถึงกับท้อตั้งแต่ต้นทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่มรักษาด้วยซ้ำ

ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เพราะถ้าไม่เจอกับตัว เราคงจินตนาการไม่ออกว่าอาการหมดกำลังใจนั้นรุนแรงแค่ไหน

สมควร สระทองแก่น คือหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งได้รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งปากมดลูก

อาจจะใช้คำว่า ‘รู้ตัวช้า’ ก็ได้ เพราะในความเป็นจริงถึงแม้มะเร็งปากมดลูกจะเป็นโรคมะเร็งที่พรากชีวิตผู้หญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แต่ปัจจุบันโรคนี้ก็สามารถป้องกันได้เพียงแค่ฉีดวัคซีน HPV ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก รวมไปถึงมะเร็งอวัยวะเพศ คนทั่วไปสามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ตั้งแต่อายุ 9-45 ปี

ถึงกระนั้นความจริงข้อนี้ก็ยังไม่แพร่หลายจนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป แม้ในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยจะมีนโยบายให้เด็กเริ่มฉีดวัคซีนนี้ตั้งแต่ช่วงประถม แต่หลายคนในสังคมก็ยังขาดการรับรู้จุดนี้ หลายคนไม่รู้ว่าโรคมะเร็งที่แสนอันตรายสามารถป้องกันได้ และหลายคนเหล่านั้นก็โชคร้ายที่ต้องเผชิญโรคนี้กับตัวเอง ซึ่งสมควรคือหนึ่งในคนกลุ่มหลัง

เธอเหมือนกับทุกคนที่พอได้ยินคำวินิจฉัยยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์จากปากหมอกำลังใจและแรงใจที่เคยมีก็หล่นวูบดับสนิท คำถามมากมายเกิดขึ้นตามมาในหัว แต่เรื่องราวหลังจากนั้นของเธอต่างหากที่น่าสนใจ

เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกของเธอยังอยู่ในระยะที่รักษาหายได้ เธอตัดสินใจเผชิญหน้ากับการรักษาเนื้อร้ายอย่างทันท่วงที ตลอดระยะเวลาของกระบวนการฉายแสงและการทำคีโม เธอบอกว่านี่คืออุปสรรคครั้งหนึ่งที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต แต่เพราะเหตุนั้นเอง ในวันนี้ที่เธอลาขาดจากมะเร็งมาได้ครึ่งปีแล้ว เธอกลับบอกเราว่าในอีกแง่หนึ่ง ประสบการณ์ตลอดหลายเดือนที่อยู่กับ ‘มะเร็ง’ มันให้อะไรดีๆ กับเธอเช่นกัน

เธอผ่านมาได้ยังไง และเพราะอะไรมะเร็งถึงทำให้เธอคิดแบบนั้น

ไปฟังเธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดพร้อมกันดีกว่า

“เราไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง เพราะครอบครัวเราไม่มีใครเคยเป็นมาก่อน 

“เราใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้สนใจตัวเองมากเท่าไหร่ ถ้าว่ากันตามตรงเราเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าโรคมะเร็งปากมดลูกสามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้ แต่เราเป็นเหมือนคนส่วนมากที่ไม่กล้าไปเจอหมอ คิดว่าการตรวจโรคนี้คือการตรวจภายใน มันเขินอาย เราจึงไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะคิดว่าตัวเองก็แข็งแรงดี แต่อยู่มาวันหนึ่ง เรามีประจำเดือนแต่เลือดที่ออกมาเยอะกว่าปกติ ช่วงแรกเรานึกว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น แต่พอหลังจากนั้นประจำเดือนมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีอาการปวดท้องแบบที่ไม่เคยปวดมาก่อน กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย เราทนอยู่อย่างนั้นเป็นเดือนจนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว 

“เราตัดสินใจไปหาหมอสูติฯ ซึ่งพอหมอตรวจภายในอย่างละเอียด เขาพูดกับเราทันทีว่า ‘สงสัยจะเป็นมะเร็ง’

“พอได้ยินแบบนั้น ใจหนึ่งเราก็หวังว่าไม่ใช่หรอก แต่อีกใจหนึ่งก็จิตตกทันที เราว่าทุกคนพอรู้ว่าตัวเองมีโอกาสเป็นมะเร็ง พวกเขาจะคิดอะไรขึ้นมาหลายอย่าง เราจำได้ดีว่าตอนนั้นรู้สึกเหมือนขาไม่ติดพื้น รู้สึกเหมือนตัวลอยบนอากาศ ความคิดเยอะแยะไปหมดผุดขึ้นมา เราจะจัดการตัวเองยังไง ครอบครัวจะรับได้ไหม เราคิดหลายอย่าง ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นผลตรวจชิ้นเนื้อก็ออกมายืนยันว่าเราเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 2

“เราถามหมอว่า ‘หายได้ไหม’ หมอตอบกลับมาว่า ‘โอกาสหาย 80 เปอร์เซ็นต์’’

“เราถามหมอเพิ่มว่า ‘แล้วอีก 20 เปอร์เซ็นต์ไปไหน’ หมอบอกว่า ‘อยู่ที่ตัวคนไข้ว่าจะทนการรักษาและดูแลตัวเองดีขนาดไหน’

“หลังจากนั้น เราตัดสินใจเริ่มกระบวนการรักษาที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนทันที

“ในวันที่เราไปถึงโรงพยาบาลเพื่อรักษามะเร็งวันแรก ที่นั่นเป็นสถาบันมะเร็งที่มีคนมารักษาเยอะมาก เราได้เห็นอีกโลกหนึ่งว่ารอบๆ ตัวเรามีคนเป็นมะเร็งมากขนาดนี้เลยเหรอ บางคนดูเหมือนไม่เป็นอะไร แต่บางคนก็ดูป่วยมากจนเหมือนจะไม่ไหวแล้ว แต่ละคนทนการรักษาได้ไม่เท่ากัน นั่นทำให้เราไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทนได้ไหม จนพอเราเริ่มรักษา สารภาพว่ามันหนักหนาอยู่เหมือนกัน

“การรักษาของเราคือต้องฉายแสง 28 ครั้ง ฝังแร่ 3 ครั้ง และให้คีโมติดกัน 5 วัน

“สำหรับเราการให้คีโมคือขั้นตอนที่หนักที่สุด ตลอดเวลา 5 วันนี้เราไม่ได้ออกไปไหน ไม่นอนก็ไปห้องน้ำแค่สองอย่าง ขยับอยู่แค่นั้น 2-3 วันแรกน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ช่วง 4-5 วันหลังนั้นแย่มาก เราได้แต่ภาวนาให้แต่ละวันหมดไปเร็วๆ เหมือนติดคุกเลยนะ ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่จะหมดวัน คิดแบบนี้วันต่อวัน ซึ่งนอกจากเราคนที่รักษาตัวเองอยู่ที่นั่นเป็นหนักกว่าเรามาก บางคนเขาอาเจียนต่อหน้าเรา หรือบางคนเขาเหมือนจะไม่ไหวแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้เรากลัวอยู่เหมือนกัน แต่เราไม่ท้อ

“เราเหนื่อยมาก แต่เราไม่ยอมแพ้ เพราะครอบครัวเราก็ไม่ยอมแพ้

“ในทุกๆ วันที่เรารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่มีสักวันเลยที่เราอยู่คนเดียว ลูก แม่ หรือครอบครัว จะมาอยู่ดูแลเราเสมอ ทุกคนมาให้กำลังใจเราหมด ไม่มีคำว่าตัวคนเดียวเลยตลอดเวลาที่ทำการรักษาเหล่านั้น กำลังใจจากคนรอบข้างมีส่วนเยอะมากที่ทำให้เราอดทนได้

“ย้อนไปก่อนหน้านั้นหลายปี ตัวเราเองเคยมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก ทำอะไรไม่ได้ จำใครไม่ได้ไปพักหนึ่ง แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ ดังนั้นพอวันที่เราต้องเจอกับมะเร็ง ครอบครัวเราที่เคยผ่านเหตุการณ์ในครั้งนั้นกับเรามาแล้ว เขาเลยบอกกับเราว่า ‘แม่สู้ได้อยู่แล้วแหละ ครั้งนั้นยังผ่านมาได้เลย ครั้งนี้เรามาสู้ไปด้วยกัน แม่ไม่ได้สู้คนเดียว’ นี่ก็เป็นกำลังใจหนึ่งของเรา อีกอย่างคือโรงพยาบาลที่เราไปรักษา เราเห็นอีกหลายคนที่ไม่ได้โชคดีเท่าเรา เขาต้องนั่งรถประจำทางมารักษาเอง แต่เขายังสู้เลย ดังนั้นเราต้องสู้และอดทนเพื่อคนที่เขาทำเพื่อเรา

“และสุดท้ายเราก็ทนได้ การรักษาจบลง ตอนนี้ร่างกายเราตรวจไม่พบมะเร็งแล้ว

“ทุกวันนี้เราต้องไปพบหมอทุกๆ 3 เดือนเพราะหมอบอกว่ามีโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาอีก เราไปพบหมอมา 2 ครั้งแล้ว ซึ่งร่างกายเรายังแข็งแรงดี ไม่พบเชื้ออะไร แต่นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตเราเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา

“ก่อนหน้านี้เราเป็นคนที่ไม่คิดออกกำลังกาย แต่พอหายกลับมาบ้านปุ๊บ เราตัดสินใจทำห้องฟิตเนสที่บ้านทันที เป้าหมายไม่ใช่การออกกำลังกายเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อทำให้เราแข็งแรงสม่ำเสมอ หรือในส่วนอาหารการกิน เรายังคงกินเหมือนกับตอนที่ป่วย แม้หมอจะบอกให้เรากินอะไรได้มากขึ้นแล้ว แต่เรายังคงตื่นเช้ามากินผัก ไข่ต้ม น้ำพริก เหมือนเดิม มื้อกลางวันหรือเย็นอาจมีข้าวกล้องบ้าง แม่จะเป็นคนช่วยเตรียมให้ ส่วนสิ่งที่เราชอบก่อนหน้านั้นอย่างของหมัก ของดอง หรือของปิ้งย่าง เราเลิกหมด

“ถามว่ายังอยากกินไหม ก็อยากนะ แต่เราไม่เอาดีกว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้มากที่สุดคือ เราต้องดูแลตัวเอง ก่อนหน้าที่จะป่วยเราไม่ได้มองสุขภาพของตัวเองเลย ตอนคลอดลูกแล้วหมอบอกให้เราไปตรวจภายใน เราก็ไม่เคยไป มัวแต่อายหมอ ดังนั้นตอนนี้ถ้าแนะนำอะไรคนอื่นได้ เราอยากบอกว่าให้ไปตรวจสุขภาพเป็นประจำเถอะ 

“บางคนอาจจะแย้งว่าทำอย่างที่เราบอกไม่ได้ ส่วนนี้เราเข้าใจนะ ก่อนหน้านี้เราก็เป็นแบบนั้น คือแค่ทำงานก็แทบไม่มีเวลามาดูแลตัวเองหรือหาหมอแล้ว แต่อย่างหนึ่งที่เราอยากให้คนรู้คือถ้ารอให้ตัวเองป่วยและไม่ไหวจริงๆ การรักษาหลังจากนั้นจะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ต้นเหตุจริงๆ คือร่างกายที่เราเองต้องดูแล ดังนั้นเราอยากให้ทุกคนลองหันมาใส่ใจตัวเองบ้าง รักตัวเองเท่าที่จะทำได้ อะไรที่ป้องกันไว้ล่วงหน้าได้ก็ควรทำ เรารู้ว่ามันยาก แต่ก็คุ้มที่จะหันมาสนใจ

“ทุกวันนี้กลับมาย้อนคิดถึงประสบการณ์การเป็นมะเร็งของตัวเอง เราว่าในแง่หนึ่งตัวเองโชคดี อย่างแรกคือถือว่าเราเจอมะเร็งเร็ว แค่ระยะ 2 เท่านั้น ยังรักษาหายได้ อีกอย่างคือมันทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะสำหรับมะเร็ง สำคัญที่สุดคืออยู่ที่ตัวคนป่วย มันจะกลับมาไหมหรือจะเป็นยังไงส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ที่เราทั้งนั้น ดังนั้นการเป็นมะเร็งครั้งนี้ก็มีข้อดีและทำให้เราได้คิดทบทวนบางอย่างเหมือนกัน

“ชีวิตคนเราไม่แน่นอนหรอก แต่ในส่วนของเราเอง เรารับได้ถ้าจะเกิดอะไรขึ้น พูดง่ายๆ ว่าตอนป่วย มันทำให้เราได้มีเวลาตั้งสติ เวลาเหล่านั้นทำให้เรารับอะไรหลายๆ อย่างได้ 

“และที่สำคัญคืออย่างที่บอกนั่นแหละ ในเมื่อชีวิตคนเราไม่แน่นอน ถ้ายังอยู่ก็ทำให้ดีที่สุดเถอะ เพราะถ้าวันหนึ่งถึงเวลาที่เราต้องไป เราจะได้บอกตัวเองว่าชีวิตนี้คุ้มค่าแล้วและไม่เสียดายอะไร”

 


แม้มะเร็งปากมดลูกจะเป็นมะเร็งที่ทำให้หญิงไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 แต่ในเวลานี้โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ง่ายกว่าที่คิด จากงานวิจัยที่บอกว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกมีเชื้อไวรัส HPV เป็นต้นเหตุสำคัญ ปัจจุบันด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ เราสามารถฉีดวัคซีน HPV เพื่อคุ้มกันตัวเราจากโรคมะเร็งปากมดลูกได้ วัคซีนนี้เริ่มต้นฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยฉีดเพียง 3 เข็มก็เพียงพอต่อการป้องกันในระยะยาวแล้ว และนอกจากผู้หญิงเอง ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นมะเร็งจากเชื้อตัวนี้ได้เช่นกัน แต่ปัญหาทั้งหมดสามารถจบได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV 

มาร่วมกันรักตัวเองและป้องกันโรคภัยต่างๆ ผ่านการรู้อย่างทันท่วงทีไปพร้อมกันนะ

เพราะมะเร็งจาก HPV อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คุณคิด

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราเติบโตขึ้นมาจากเมื่อวานตั้ง 24 ชั่วโมง

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพนิตยสาร a day ผู้ชอบกินอาหารที่ถ่าย

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)