“ชีวิตที่ไม่เอาทุกอย่างมาใส่ใจมันเบาแบบนี้นี่เอง” เต้ย จรินทร์พร ในวันแรกที่อายุ 31 ปี

“ชีวิตที่ไม่เอาทุกอย่างมาใส่ใจมันเบาแบบนี้นี่เอง” เต้ย จรินทร์พร ในวันแรกที่อายุ 31 ปี

Highlights

  • 29 มกราคม 2564 เป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 31 ปีของ เต้ย–จรินทร์พร จุนเกียรติ
  • ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เต้ยเป็นอีกคนที่เจอความเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิตตั้งแต่เรื่องงานไปจนถึงความรัก แต่เธอกลับบอกเราว่าปีแรกในวัยเลขสามถือเป็นปีที่ดีสำหรับเธอ เพราะเธอได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุข
  • และกับปีที่จะถึงนี้ เต้ยก็หวังว่าเธอจะมีสติและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เหมือนอย่างที่เคยทำ

เต้ย จรินทร์พร

ถ้ามองอย่างผิวเผิน ตั้งแต่วันแรกที่ผมรู้จัก เต้ย–จรินทร์พร จุนเกียรติ เธอแทบไม่เปลี่ยนไปเลย

ไม่ว่าจะด้วยหน้าตา ความสดใส หรืออะไรก็ตามแต่ ในบางครั้งผมยังรู้สึกว่าเธอเป็นเต้ยคนเดิมที่ผมรู้จักครั้งแรกในฐานะนักแสดงวัยรุ่นเมื่อสิบกว่าปีก่อน

แต่พูดก็พูดเถอะ ด้วยเวลาหลักสิบปี คงเป็นไปไม่ได้ที่คนคนหนึ่งจะเหมือนเดิมตลอดไป

ยิ่งถ้าลงลึกดูชีวิตของเต้ยในปีที่ผ่านมา คำว่า ‘เหมือนเดิม’ ดูจะห่างไกลกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากเอาการ

เต้ย จรินทร์พร

29 มกราคม 2564 เป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 31 ปีของเต้ย

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แง่มุมต่างๆ ของชีวิตเต้ยล้วนมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ตั้งแต่เรื่องงานที่เธอมีผลงานละครออนแอร์สองเรื่องท่ามกลางวิกฤตไวรัสโควิด-19 เรื่องธุรกิจที่เธอเริ่มต้นในวันเวลาที่หลายคนต้องส่ายหัว หรือแม้กระทั่งเรื่องความรักที่การเลิกราครั้งล่าสุดกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในหน้าสื่อทั่วประเทศ

เพราะจังหวะชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ นี้เองที่ทำให้ผมติดต่อไปเพื่อสนทนากับเธอเนื่องในวันเกิด แต่ถึงกระนั้นหลังจากนัดหมายสัมภาษณ์ ผมก็ลงท้ายตามมารยาทว่าถ้าเรื่องไหนไม่สะดวกใจเธอไม่ต้องตอบก็ได้ เพราะบางเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เต้ยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยให้ใครรู้

“ไม่เป็นไรค่ะ เราตอบได้ทุกเรื่องเลย” เต้ยย้ำกับผมพร้อมรอยยิ้มที่คุ้นเคย เป็นเหมือนคำอนุญาตให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้ได้ย้อนเวลากลับไปถึงช่วงที่เธอรู้สึกแย่ที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต

ชีวิตในวัยขึ้นเลขสามปีแรกของเต้ยเป็นยังไง

เธอเล่าให้ผมฟังด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

แต่เป็นแค่ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นกับสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าชีวิต

เต้ย จรินทร์พร

วัยสามสิบของคุณที่วันเวลาส่วนใหญ่อยู่ในช่วงโควิด-19 เป็นยังไงบ้าง

เราว่าปีที่แล้วเป็นปีที่แปลกใหม่มากสำหรับทุกคน หลายคนต้องรับมือกับสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน อย่างเราเองปีที่แล้วมีละครออนแอร์ 2 เรื่อง และมีหนึ่งเรื่องที่ถ่ายทำในช่วงโควิดซึ่งต้องหยุดพัก แต่ทั้งหมดนั่นก็ส่งผลให้เรามีเวลาได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำมานานแล้วอย่างการทำธุรกิจ

ตอนนี้เรากำลังทำธุรกิจลิปทินต์และเสื้อผ้าอยู่ มันเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ว่าช่วงสามสิบเราควรต้องมั่นคงได้แล้ว ซึ่งพอเริ่มจริงจังก็เป็นช่วงที่ขายของตามร้านไม่ได้ เราเลยเหมือนถูกบังคับให้ทำตลาดออนไลน์ไปเอง โควิดทำให้เราต้องปรับตัวซึ่งก็ท้าทายตัวเองดี

ไม่ได้มองว่าเป็นปีที่แย่

เราไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นปีที่โหด แต่เราก็เลือกมองว่ามันทำให้เราได้ทักษะใหม่ๆ เพราะถ้าไม่เกิดเรื่องเหล่านี้เราก็อาจไม่ได้เรียนรู้ เราอาจใช้ชีวิตรูปแบบเดิมๆ พัฒนาตัวเองในเส้นทางที่เคยคิดว่าน่าจะเป็นไปอย่างเคย แต่พอเกิดเรื่องทั้งหมดขึ้นมันก็แลกอะไรใหม่ๆ กลับมาให้เรามากอยู่เหมือนกัน

เต้ย จรินทร์พร

เคยคิดไหมว่าปีแรกที่อายุขึ้นเลขสามจะเจอเรื่องเยอะขนาดนี้

(ส่ายหน้า) ไม่เคยคิดเลย ตอนวันเกิดปีที่แล้วเราอยู่ในกองละครด้วยซ้ำ แต่เรากลับมองเรื่องทั้งหมดนี้ว่ามันทำให้ ‘ช่วงอายุ 30’ ของเราน่าจดจำนะ 

 

เราไม่ได้มีความสุขทั้งปีหรอก ปีที่ผ่านมาก็มีช่วงที่ซัฟเฟอร์ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นช่วงเวลาที่ได้เริ่มบทบาทใหม่ของชีวิต มันทำให้เราได้คิดกับตัวเองจริงๆ ว่า เออ เราโตแล้วนะ เราสร้างบ้านให้ครอบครัวเสร็จแล้ว ทำทีสิสเสร็จแล้ว และเราเริ่มทำธุรกิจของตัวเองแล้วด้วย หรือแม้แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเรื่องความรักก็ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น เรารับผิดชอบชีวิตตัวเองได้แล้วนี่ ดังนั้นถือว่าเรามีพัฒนาการที่ค่อนข้างหลากหลายมากๆ ในปีที่ผ่านมา

 

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียน ปีที่ผ่านมาบทเรียนที่สำคัญที่สุดคือเรื่องไหน

เราว่ามันคือการที่เราเลิกสนใจข้างนอกและหันมาสนใจข้างในตัวเอง เราให้ความสำคัญกับตัวเองมากขึ้นว่าเราเป็นคนยังไงกันนะ เราถนัดอะไร เราอยากทำอะไรให้ดีขึ้น เรามีความสุขกับอะไร เราจะใช้ชีวิตยังไงให้เฮลตี้ และ work-life balance ของเราควรเป็นแบบไหนดี มันคือการเรียนจากตัวเองจริงๆ 

 

ถ้าให้คะแนนตัวเองในปีที่ผ่านมา เต็มสิบคุณได้เท่าไหร่

(ตอบทันที) สิบเต็มสิบไปเลย เก่งมากเต้ย (หัวเราะ)

เต้ย จรินทร์พร

เต้ย จรินทร์พร

แต่ดูเป็นขวบปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของคุณอยู่เหมือนกัน

(นิ่งคิด) ว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่เราว่าก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่แฮปปี้ มันไม่ใช่การเปลี่ยนที่ข้างนอกแต่คือข้างใน เหมือนจากที่เราเคยมองตัวเองจากข้างนอกก็เปลี่ยนมามองข้างในมากขึ้น หลังจากนี้เวลาเราตัดสินใจทำอะไรมันจะมาจากเราจริงๆ ไม่ใช่ทำเพราะเกรงใจคนอื่นหรือทำเพราะกลัวบางอย่าง 

อะไรคือแกนหลักที่เปลี่ยนให้คุณมีมุมมองแบบนี้

เราคงแคร์ตัวเองมากขึ้นตามวัย เพราะเมื่อก่อนเราแคร์คนอื่นมาก เป็นพวก people-pleaser ที่อยากให้คนอื่นแฮปปี้เพราะกลัวคนไม่รัก แต่พอโตขึ้นจนอายุ 30 ปีเรามานั่งทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมาทำไมเราเป็นคนแบบนั้น เราพบว่ามันมาจากตอนเด็กๆ ที่เคยโดนกระทู้ในเว็บต่างๆ วิจารณ์ มันทำให้เรากลัวจนทำให้ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตแบบไม่เฮลตี้ ถึงจุดหนึ่งเราเลยตั้งคำถามว่านี่ฉันปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ได้ยังไง ตอนนี้เราเลยอยากใช้ชีวิตให้เฮลตี้กว่าเดิม ไม่ได้แปลว่าเราจะเนกาทีฟมากขึ้นนะ เรายังอยากแฮปปี้กับทุกคนเหมือนเดิมแหละ แค่ให้ความสำคัญกับตัวเองมากขึ้นเท่านั้นเอง

เต้ย จรินทร์พร

ช่วงที่ไม่เฮลตี้ตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง ผ่านมาได้ยังไง

มันคือความยากที่ต้องดีลกับความคิดเห็นคนอื่นแหละ อย่างสมัยก่อนสมมติมีสิบคอมเมนต์ชม เราจะไปโฟกัสที่หนึ่งคอมเมนต์ที่เนกาทีฟ เป็นอย่างนี้อยู่นานมากจนลืมไปแล้วว่านานขนาดไหน แต่พอถึงจุดหนึ่งเราว่ามนุษย์ก็อยากมีความสุข มันทำให้เราตั้งคำถามเองว่าทำไมฉันต้องอยู่กับความไม่เฮลตี้ไปตลอด ทำไมถึงต้องเอาชีวิตไปแขวนอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก เราเลยค่อยๆ รู้จักคำว่า ‘ไม่เป็นไร เราทำดีที่สุดแล้ว’ ใครจะพูดยังไงก็เป็นความคิดเห็นเขา ถ้าเราไม่รับมันมา มันก็แค่นั้น 

 

อย่างปีที่ผ่านมากับเรื่องข่าวความรักที่เกิดขึ้น วิธีการรับมือของเราคือเราไม่หลีกเลี่ยง แต่เรียนรู้ที่จะไม่เอามันมาใส่ใจ ไม่แบกมัน ต่างกับเมื่อก่อนที่อาจคิดแบบนี้แต่ทำไม่ได้ ปีนี้เราทำได้ดีขึ้นมากๆ จนค่อยๆ รู้สึกว่าความเบามันเป็นแบบนี้นี่เอง มันสบายดีนะ ทำไมไม่ทำมาตั้งนานแล้ว ในเมื่อเราโชคดีที่ได้มีชีวิตอยู่เราก็ควรใช้ชีวิตแบบที่เป็นการใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ใช้ชีวิตโดยขึ้นอยู่กับคนอื่น 

 

เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง

ใช่ๆ รักตัวเองให้ถูกทาง แต่เราก็เชื่อว่าการใช้ชีวิตของแต่ละคนเป็น art of living ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราเล่าให้ฟังก็เป็นบาลานซ์ของชีวิตที่เราแฮปปี้ แต่เราจะไม่ตัดสิน art of living ของคนอื่น ถ้าคุณแฮปปี้กับแบบไหน ตอนนี้คุณทำได้เท่าไหน คุณไม่ผิด ขอแค่คุณมีความสุขก็พอ

 

แล้วความสุขของเต้ย จรินทร์พร ในวัย 31 ปีคืออะไร

ปัจจุบันเราว่ามันคือการได้พัฒนาชีวิตตัวเองและครอบครัว ความเอนจอยในงานที่ทำ การได้อยู่กับครอบครัว และการได้อยู่กับดอกไม้ที่บ้าน มันก็ต่างกับตอนเด็กๆ ที่ความสุขหมายถึงความรัก การได้อยู่กับเพื่อน หรือการเล่น Hi5 เอ่อ ยังรู้จักกันอยู่ไหม (หัวเราะ)

พออายุเยอะขึ้น ความสุขกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไหม

ไม่เลย เราว่าง่ายขึ้นด้วยซ้ำ เพราะถ้ามาคิดกันจริงๆ อายุที่เยอะขึ้นหมายถึงความรับผิดชอบที่ง่ายขึ้นแค่นั้นเอง ถ้าเราจัดการได้ เราว่าความสุขในวัยผู้ใหญ่ง่ายกว่าเดิมเยอะ ไม่ยุ่งยากเรียกร้องเท่าตอนเด็ก แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่าจะสุขไปทั้งหมดนะ มันก็ทุกข์สุขผสมกันไปเหมือนเมื่อก่อนแหละ

 

ก่อนหน้านี้เคยคิดกับตัวเองแบบนี้ไหม

เคย แต่ไม่ได้เข้มข้นเท่านี้ เพราะเราเป็นคนจริงจังกับชีวิตมาตั้งนานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เป็นความเข้มข้นอีกรูปแบบหนึ่ง เหมือนในวัย 30 ปีถ้าเป็นกาแฟก็คือไม่ใช่ลาเต้แต่เป็นเอสเพรสโซ่ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นปีที่สำเร็จของเรานะ เป็นปีที่น่าจดจำมาก

ปกติคุณให้ความสำคัญกับวันเกิดแค่ไหน

ถ้าจะบอกว่าไม่ให้ความสำคัญก็คงไม่ใช่ แต่เราก็ไม่ใช่คนที่พอถึงวันเกิดแล้วต้องมานั่งจัดปาร์ตี้หรือมีเพื่อนมาเจอกัน เราเป็นสายชิลล์ วันเกิดก็คือวันเกิด ถ้าได้รับคำอวยพรหรือของขวัญก็ดีใจ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร 

 

คุณเคยจินตนาการถึงผู้ใหญ่ที่อายุ 31 ปี…

(ทำเสียงตกใจ) ผู้ใหญ่ที่อายุ 31 เหรอ ฮือ

 

(หัวเราะ) ย้อนกลับไปตอนคุณ 16-17 ปีก็ได้ คุณมองผู้ใหญ่อายุ 31 ปีเป็นแบบไหน ตอนนี้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างที่เคยมองหรือเปล่า

โห ตอนนั้นเราจินตนาการไว้ว่ามันไกลมากเลย คนอายุ 31 ปีคือผู้ใหญ่ที่โตมาก แต่พอเด็กอายุ 16 ปีคนนั้นกลายเป็นผู้ใหญ่อายุ 31 ปี เราว่าเราก็ยังมีความเป็นเด็กในตัวเองมากกว่าที่คิดนะ ถึงจะมีประสบการณ์มากขึ้นแต่เราก็คิดว่าตัวเองเป็น ‘เต้ยอายุ 16 ปีที่โตขึ้น’ มากกว่า ยังไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แบบที่เคยคิดขนาดนั้น แค่เป็นเด็กที่เติบโตไปตามประสบการณ์ที่ได้รับมา

 

ยังไม่แก่

แค่รู้สึกว่ามีนิสัยแก่เฉยๆ ชอบคุยกับดอกไม้อะไรแบบนั้น แต่กับตัวเองยังคิดว่าเด็กอยู่ (ยิ้ม)

เต้ย จรินทร์พร

แล้วปกติในวันเกิดคุณทบทวนตัวเองบ้างไหม

เราเป็นคนทบทวนตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้ว เรามี team meeting กับตัวเองบ่อย สิ่งเหล่านี้มันเป็นไปเอง จากประสบการณ์ที่ผ่านมามันสอนให้เรามองแต่ละเรื่องหลายๆ ด้าน พยายามมองในมุมคนอื่นด้วย ดังนั้นเวลาเจอเหตุการณ์อะไรเราเลยชอบสำรวจตัวเองว่านี่ฉันโอเคอยู่หรือเปล่า เราไม่ชอบคำว่า ‘เดี๋ยวว่ากัน’ เพราะเดี๋ยวมันจะระเบิดในวันหนึ่ง มันไม่เฮลตี้ มีอะไรก็รีบจัดการแต่เนิ่นๆ ดีกว่า

 

งั้นถ้าให้ทบทวนตอนนี้ ปีที่ผ่านมาคุณมีอะไรที่เสียดายบ้างไหม

(ส่ายหน้า) เราแฮปปี้กับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ใช่แค่กับปีที่ผ่านมาแต่คือทั้งชีวิตเลย ถึงบางครั้งจะเป็นเรื่องไม่ดี เป็นบทเรียนที่โหดมาก แต่ทุกเรื่องที่ผ่านมามันทำให้เราได้เรียนรู้บางอย่าง ต่อให้เป็นเราเองที่ทำได้แย่มากก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายหรืออยากกลับไปแก้อะไร นี่ไม่ได้แปลว่าเรารู้สึกดีที่ทำแย่นะ แต่เราแค่รู้สึกว่าถ้าตัวเองยังรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกว่าสิบปี มันจะไม่เฮลตี้ มันผ่านมานานแล้ว เราเองก็ไม่ได้เป็นคนแบบนั้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้นเราเลิกคิดและมองมันเป็นข้อดีดีกว่าว่ามันทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ ถ้าเราไม่เคยพลาดมาก่อนเราจะรู้ได้ยังไงว่านั่นคือสิ่งที่ไม่ดี เราเลยขอบคุณกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

 

คุณปล่อยวางความผิดพลาดได้

เราว่าเวลาคนเรามีความทุกข์มันไม่ใช่การปล่อยวางหรอก แต่เป็นการยอมรับและโอบกอดสิ่งนั้นที่ทำให้ผ่านมาได้ ดังนั้นสำหรับเรามันไม่ใช่การช่างมัน มันคือการเก็บมาทำความเข้าใจ ยอมรับ และมูฟออน

สุดท้าย เนื่องในวันเกิด ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อคุณจะขออะไร

(นิ่งคิดนาน) เราขอให้ตัวเองมีสติรู้ตัวอยู่กับปัจจุบันก็แล้วกัน

 

เรารู้สึกว่าการที่คนเราจะอยู่กับปัจจุบันมันไม่ง่าย ส่วนใหญ่เราชอบพาตัวเองไปอยู่กับอนาคตและอดีตแบบปรุงแต่ง สมองคิดไปแล้วว่าเดี๋ยวฉันจะทำอะไรต่อ กังวลจัง หรือตอนนั้นฉันไม่น่าทำแบบนั้นเลย จมอยู่กับความเศร้า ซึ่งพอเป็นแบบนี้เยอะๆ เราเลยลืมอยู่กับปัจจุบัน ลืมรู้ตัวว่าต้องอยู่กับตรงนี้ เวลานี้ ดังนั้นถ้าขอพรได้เราอยากให้ใจตัวเองอยู่กับเนื้อกับตัว เราอยากอยู่กับปัจจุบันเพื่อรับกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้ได้อย่างมีสติ

 

สิ่งนี้สำคัญยังไง

สำคัญสิ เพราะความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นในทุกวัน (ยิ้ม)

เต้ย จรินทร์พร


befor.tart รส เต้ย–จรินทร์พร จุนเกียรติ

Daisy infused white chocolate mousse | Dark chocolate ganache with pomegranate   

ด้วยใบหน้า แววตา และรอยยิ้มที่สดใส พร้อมกับภาพจำที่เต้ยมีบุคลิกของความเป็นเด็กอยู่เสมอ รสชาติที่เลือกใช้จึงให้สัมผัสและกลิ่นที่แทนถึงความนุ่มนวล อ่อนโยน ด้วยไวต์ช็อกโกแลตมูสผสมกับชาดอกเดซี่ที่ทำให้รสชาติอ่อนๆ ของช็อกโกแลตมีมิติและเพิ่มเสน่ห์ด้วยกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งดอกเดซี่เองยังมีความหมายถึงการเริ่มต้นใหม่และความพยายาม เช่นกันกับเต้ยที่ผ่านเรื่องราวที่ส่งผลกระทบกับเธอในหลายต่อหลายครั้ง แต่เธอก็สามารถกลับมาเบ่งบาน ทำให้คนที่มองเห็นได้สดชื่นและมีความสุขกับรอยยิ้มได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งเธอเองก็มีความจริงจังทั้งในด้านการงานและครอบครัว รสเข้มของดาร์กช็อกโกแลตที่แทนความจริงจังจึงถูกนำมาผสมไว้ด้วยน้ำทับทิมที่เชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของครอบครัวภายใต้มูสที่อ่อนโยน

AUTHOR

PHOTOGRAPHER

ณัฐวัฒน์ ตั้งธนกิจโรจน์

ชื่อโทนี่ แต่พวกเขามักจะรู้จักผมในนาม Whereisone