<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 04 Aug 2026 09:19:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เบื้องหลัง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns การแสดงของคาเงะ ธีระวัฒน์ ชายผู้ใช้ร่างกายสื่อสารความรู้สึกคับข้อง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/flower-rowned-man-of-thorns/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[DialoguewithaFlowerCrownedManofThorns]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=188008</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ่ายสองของวันอาทิตย์วันหนึ่ง ลมฝนพัดพาให้เราเดินมาชมสิ่งน่าสนใจที่หอศิลปกรุงเทพฯ รอเวลาสำคัญเพื่อจะได้รับชม ‘Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns’ ในสตูดีโอ ชั้น 4 ซึ่งจัดเพียงสองวันเท่านั้น&#160; แล้วเราก็ไปวันสุดท้ายเลย ต้องขอบอกก่อนเลยว่าความรู้เกี่ยวกับละครเวทีเท่ากับศูนย์ แต่โปสเตอร์สีแดงตัดกับสีดำฉูดฉาดดึงดูดความสนใจของเรามาก พอจวนเวลาแสดงเดินตามผู้คนเข้าไปข้างใน เลือกที่นั่งบนอัฒจันทร์ที่มีสามโซนแล้วหย่อนก้นลงไป แต่ก็ต้องเขยิบเข้าหากันหน่อยเพราะคนเริ่มทยอยมาเยอะขึ้น ใครที่มาดูการแสดงอย่างนี้เป็นครั้งแรกน่าจะเข้าใจ ทั้งรู้สึกกลัวแล้วก็ตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน ตลอดสามชั่วโมงการแสดงมีหลายเรื่องราวและหลากหลายความรู้สึกเกิดขึ้น อารมณ์ขึ้นและลงไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่กลับทำให้เราตื่นตาตื่นใจกับสารที่สื่อออกมา ยิ่งได้รู้ว่าการแสดงนี้นำด้วย ‘ธีระวัฒน์ มุลวิไล’ หรือ คาเงะ ผู้ได้ชื่อว่าขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ด้วยความโกรธที่หลายคนรู้จักกัน ยิ่งทำให้เราอยากจะรู้เบื้องหลังการแสดงที่แทบจะคลี่ชีวิตของเขาออกมาให้ชมจริงๆ การแสดงเล่าชีวิตสะเทือนผู้ชม ก่อนอื่น เรามาเริ่มในห้องสตูดีโอชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครกันก่อน ตั้งแต่เลือกที่นั่งบนอัฒจันทร์ สอดสายตามองไปเห็นโต๊ะวางสมุด และชิ้นส่วนกระดาษที่น่าจะเป็นร่างของคาเงะก่อนสรรสร้างเป็นการแสดงให้เราๆ ได้ชม เรานั่งกำความตื่นเต้นในอกรอการแสดงอย่างตั้งใจ วีดีทัศน์ขึ้นฉายฝั่งขวามือ สายตาผู้ชมจับจ้องกันไปที่นั่น ในนั้นบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวตั้งแต่เด็กจนโตของคาเงะ ตั้งแต่เรื่องครอบครัว การเรียน และการทำงาน มีทั้งบทสัมภาษณ์ ภาพถ่าย และการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบ นี่คือจุดเริ่มต้นจนปัจจุบันกาลที่ทำให้เขาเป็นเขาในวันนี้ เราชอบที่สุดตอนที่คาเงะเต้นพร้อมกับลมแรง จุดนั้นบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอะไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flower-rowned-man-of-thorns/">เบื้องหลัง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns การแสดงของคาเงะ ธีระวัฒน์ ชายผู้ใช้ร่างกายสื่อสารความรู้สึกคับข้อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>บ่ายสองของวันอาทิตย์วันหนึ่ง ลมฝนพัดพาให้เราเดินมาชมสิ่งน่าสนใจที่หอศิลปกรุงเทพฯ รอเวลาสำคัญเพื่อจะได้รับชม ‘Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns’ ในสตูดีโอ ชั้น 4 ซึ่งจัดเพียงสองวันเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>แล้วเราก็ไปวันสุดท้ายเลย</p>



<p>ต้องขอบอกก่อนเลยว่าความรู้เกี่ยวกับละครเวทีเท่ากับศูนย์ แต่โปสเตอร์สีแดงตัดกับสีดำฉูดฉาดดึงดูดความสนใจของเรามาก พอจวนเวลาแสดงเดินตามผู้คนเข้าไปข้างใน เลือกที่นั่งบนอัฒจันทร์ที่มีสามโซนแล้วหย่อนก้นลงไป แต่ก็ต้องเขยิบเข้าหากันหน่อยเพราะคนเริ่มทยอยมาเยอะขึ้น</p>



<p>ใครที่มาดูการแสดงอย่างนี้เป็นครั้งแรกน่าจะเข้าใจ ทั้งรู้สึกกลัวแล้วก็ตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน</p>



<p>ตลอดสามชั่วโมงการแสดงมีหลายเรื่องราวและหลากหลายความรู้สึกเกิดขึ้น อารมณ์ขึ้นและลงไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่กลับทำให้เราตื่นตาตื่นใจกับสารที่สื่อออกมา ยิ่งได้รู้ว่าการแสดงนี้นำด้วย ‘ธีระวัฒน์ มุลวิไล’ หรือ คาเงะ ผู้ได้ชื่อว่าขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ด้วยความโกรธที่หลายคนรู้จักกัน ยิ่งทำให้เราอยากจะรู้เบื้องหลังการแสดงที่แทบจะคลี่ชีวิตของเขาออกมาให้ชมจริงๆ</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>การแสดงเล่าชีวิตสะเทือนผู้ชม</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-188022" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ก่อนอื่น เรามาเริ่มในห้องสตูดีโอชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครกันก่อน</p>



<p>ตั้งแต่เลือกที่นั่งบนอัฒจันทร์ สอดสายตามองไปเห็นโต๊ะวางสมุด และชิ้นส่วนกระดาษที่น่าจะเป็นร่างของคาเงะก่อนสรรสร้างเป็นการแสดงให้เราๆ ได้ชม</p>



<p>เรานั่งกำความตื่นเต้นในอกรอการแสดงอย่างตั้งใจ</p>



<p>วีดีทัศน์ขึ้นฉายฝั่งขวามือ สายตาผู้ชมจับจ้องกันไปที่นั่น ในนั้นบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวตั้งแต่เด็กจนโตของคาเงะ ตั้งแต่เรื่องครอบครัว การเรียน และการทำงาน มีทั้งบทสัมภาษณ์ ภาพถ่าย และการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบ นี่คือจุดเริ่มต้นจนปัจจุบันกาลที่ทำให้เขาเป็นเขาในวันนี้</p>



<p>เราชอบที่สุดตอนที่คาเงะเต้นพร้อมกับลมแรง จุดนั้นบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอะไร แต่ประทับใจมาก</p>



<p>จนคาเงะเอาตัวเข้าไปในบันไดไม้อย่างกับแสดงกายกรรม เหล่าคนทำงานพูดเปิดงานและเริ่มแนะนำตัวกันทีละคน แอบแซวเขาประมาณว่า <em>น่าเสียดายที่วันนี้คาเงะไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย แต่ยังรักและคิดถึงคาเงะเสมอ </em>(เพราะเขาขดตัวในนั้นนิ่งมาก) ทำเอาการพูดคุยบอกเล่าในช่วงต้นเรียกเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมมากมายเลยทีเดียว</p>



<p>หลังจากนั้นนักแสดงก็พากันมาข้างหน้า คาเงะจับไมค์คอยสั่งการนักแสดงอีกสามคน ถ้าให้เดาก็คงเหมือนการวอร์มร่างกายก่อนแสดงจริงล่ะมั้ง โดยมีโจทย์ว่าคนสั่งการจะบอกให้เคลื่อนไหวกี่สิ่งก็ได้ แต่คนที่แสดงเองต้องคอยสังเกตและฟังให้ดี ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ไม่รวมผู้ชม แต่นับรวมเสียงเพลง การฉายภาพเคลื่อนไหวบนผนัง และแสงไฟด้วย</p>



<p>ต้องยอมรับเลยว่าทุกคนสมาธิดีมาก</p>



<p>ขณะแสดงมีทั้งภาพฉายของคาเงะฝั่งขวามือ เสียงบันทึกของคาเงะ นักแสดงร่วมฉาก 4 คน และอุปกรณ์หลายชิ้น ทั้งพลาสติกกันกระแทกเม็ดเป๊าะแป๊ะ ยาวมากจนสามารถพันตัวนักแสดงได้หลายรอบ นักแสดงในฉากนั้นวิ่ง วิ่งไปหกล้ม แล้วก็ลุกขึ้นมาวิ่งต่อ&nbsp;</p>



<p>เหมือนชีวิตเราที่ต่อให้จะหกล้มก็ต้องลุกขึ้นมาแล้วไปต่อ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188024" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/02.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อยู่ๆ ม้วนพลาสติกนั้นก็มาอยู่ในมือผู้ชมอย่างเราเหมือนได้ร่วมแสดง ได้ร่วมบีบ ร่วมสนุก และรู้สึกไปกับการแสดงสดที่ไม่ได้นัดกันมาก่อน เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่เป็นผู้ร่วมแสดงในเหตุการณ์เหล่านั้น ใน dialogue ที่สร้างขึ้นระหว่างการแสดงด้วย</p>



<p>จวบเข้าสู่บทการแสดงโศกนาฏกรรม ‘โกดา การ์เดนเนอร์’ เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เป็นคนทำไร่นา แต่กลับไปไม่รอด จึงต้องออกไปทำงานหาเงินในต่างแดน กลายเป็นล้มลุกคลุกคลานเป็นลูกจ้างทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย&nbsp;</p>



<p>แล้วเรื่องราวของโกดาก็ดำเนินต่อไป มีการเรียงจาน เรียงกันไปเรื่อยๆ เดินบนจาน เดินกันไปเรื่อยๆ จนจานเริ่มกระจัดกระจาย จากตอนแรกที่พยายามเรียงมัน ตอนนี้กลับโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี</p>



<p>ถึงเวลาพักเล่นกิจกรรมคั่นเวลาสักครู่ ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายคนร่วมเล่น เพราะได้โยนจานเข้าไปในถังสีแดง ขณะนักแสดงยืนบนถังแล้วสไลด์ถังไถลถังไปเรื่อยๆ ทุกคนต้องเล็งให้จานเข้าถัง เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ไม่ง่ายเลย</p>



<p>ระหว่างการแสดงผู้ชมมีส่วนร่วมเยอะมาก ไม่เพียงแค่เล่นกิจกรรมเท่านั้น แต่ได้ร่วมพูดความรู้สึกออกไมค์ขณะการแสดงกำลังดำเนินอยู่ด้วย&nbsp;</p>



<p>พลาสติก จาน ที่กั้นแบริเออร์ ลวด ไม้</p>



<p>ถ้าดูจากอุปกรณ์และของที่ใช้คงเป็นการแสดงที่น่าหวาดเสียวมาก ซึ่งก็จริง&nbsp;</p>



<p>ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน แน่แท้</p>



<p>เรื่องราวเดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ณ ขณะนั้นทีมงานช่วยกันเดินเข้ามาจัดแต่งพื้นที่แสดงจนพื้นที่นี้คล้ายกับที่เห็นในโปสเตอร์การแสดง</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>When I was young</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>I&#8217;d listen to the radio</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>Waitin&#8217; for my favorite songs</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>When they played I&#8217;d sing along</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>It made me smile.</strong></p>



<p>คาเงะกวัดแกว่งร่างกายส่ายเคลื่อนไปพร้อมกับจังหวะเสียงเพลง อารมณ์ผุดขึ้นมาเป็นช่วงเป็นตอน เรากำลังจมดิ่งอยู่กับ ศิลปะการแสดงที่ใช้ร่างกายขยับขยายเรื่องราว&nbsp;</p>



<p>ณ อัฒจันทร์นั้น เรากำลังต้องมนตร์กับฉากจบนี้</p>



<p>เชื่อเลยว่าใครที่ได้ชม Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns คงมีฉากประทับใจติดตาติดความรู้สึกกลับไปแน่</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>เริ่มสื่อสารด้วยอวัจนภาษา</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188025" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/03.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หลายคนอาจรู้จักคาเงะ &#8211; ธีระวัฒน์ มุลวิไลในฐานะผู้กำกับ นักแสดง และบุคคลผู้สร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อผู้โดนกดขี่และสังคม&nbsp;</p>



<p>จุดเริ่มต้นการทำงานละครเวทีของคาะเงะคือช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่อยู่ชมรมการแสดง และได้เรียนละครใบ้ ด้วยสนใจในศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Theatre) และศิลปะในแขนงอื่นที่เกี่ยวข้อง ประมาณปี 2538 &#8211; 2539 เขาจบออกมาจึงได้ทำงานกับทีม ‘พระจันทร์เสี้ยวการละคร’ จากความคิดว่า<strong>ร่างกายสามารถสื่อสารอะไรบางอย่าง </strong>โดยไม่จำเป็นต้องมีบทพูด ด้วยความสนใจนี้จึงทำให้เขาศึกษาต่อไป เพื่อสื่อสารการแสดงผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย</p>



<p>เมื่อเขาทำงานกับทีมพระจันทร์เสี้ยวการละคร นั่นทำให้เห็นมุมมองเชิงสังคมและความอยุติธรรมของผู้ถูกกระทำโดยรัฐฯ มากขึ้น กระทั่งตัวเขาระหว่างเติบโตขึ้นก็แบกความรู้สึกโกรธจากหลายเหตุการณ์เหมือนกัน จึงเป็นเหตุให้เขาเลือกใช้ความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ&nbsp;</p>



<p>ชิ้นส่วนทุกอย่างจากการเก็บหอมรอมริบประสบการณ์ประกอบร่างกันเรียบร้อย เขาใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกายสื่อสารความอยุติธรรมในสังคมและการถูกกดขี่ของผู้คนจนปัจจุบัน</p>



<p>ไม่ว่าจะงานไหนที่คุณรู้จัก คงผ่านตาเห็นบทสัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ อยู่ไม่น้อย ซึ่งในหลายการแสดงของเขาก็ทำให้ได้รู้แล้วว่าอารมณ์ที่ถ่ายทอดลงไปสู่ตัวงานได้เบ่งบานขึ้นมาสู่สายตาผู้คนจริงๆ</p>



<p>การแสดง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns ที่ผ่านมาก็ด้วย</p>



<p>การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Dialogue with the Master ซึ่งจัดปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่มุ่งนำเสนอความคิดและประสบการณ์ของศิลปิน มาตีความเนื้อหาและวิธีคิดใหม่ด้วยการร่วมสร้างความเชื่อมโยง สะท้อน และผสานวิธีคิดของศิลปินให้กลายเป็นผลงานใหม่ในแต่ละครั้งของโครงการ</p>



<p>โดยงานนี้เป็นงานศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ที่ผสมผสานศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งศิลปะการจัดวางสิ่งของ (Installation Art) และศิลปะการแสดงสด (Performance Art) ผ่านการตอบโต้ dialogue ในรูปแบบ physical theatre แถมยังเป็นงานฟรีภาษีประชาชนที่คาเงะใช้เป็นพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโตของตัวเองเหมือนกับปอกเปลือก หรือจะเรียกว่าเปิดเปลือยตัวเองให้รับชมก็ยังได้ ทั้งตัววิดีโอที่เปิดก่อนเริ่มการแสดง การแทรกเรื่องราวของตัวเองเข้าไปในบทละครโกดา การ์เดนเนอร์ ฉบับปรับปรุงใหม่ กระทั่งสมุดจดที่กางเบื้องหลังอันแท้จริงก่อนจะประกอบร่างสร้างเป็นชิ้นงาน ตัวงาน หรือการแสดงต่างๆ ที่ผ่านมา</p>



<p>หลังจากได้ชมการแสดงสดใหม่ของคาเงะในครั้งนั้น ทำให้รู้สึกชื่นชอบการแสดงรูปแบบนี้ไปโดยปริยาย ทั้ง dialogue โต้ตอบกับสิ่งของที่ค่อนข้างผาดโผน แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวร่างกายสื่อสารออกมาชวนให้รู้สึกสะเทือนใจ มันทั้งขมขื่นและขำขัน จนทำให้เอากลับไปคิดเลยว่าเขาคิดออกแบบการแสดงและสมดุลความไม่แน่นอนยังไงกัน</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ a day จึงขอคิวสัมภาษณ์คาเงะ ธีระวัฒน์ เพื่อล้วงเบื้องหลังก่อนจะมาเป็นการแสดงสดให้ได้รู้กัน</p>



<p><strong>ก่อเกิด </strong><strong>Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188026" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/04.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns </strong><strong>นี่คืองานชิ้นล่าสุดไหม</strong></p>



<p>ใช่ครับ&nbsp;</p>



<p><strong>อยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นเป็นมายังไง</strong></p>



<p>ได้รับการเชิญครับ จากพี่ฟ้า (กัณหรัตน์ เลี่ยมทอง) หอศิลปกรุงเทพฯ ดูแลในส่วนกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับชั้น 4 ในนั้นก็จะมีงานแสดง งานละคร ดนตรีอะไรต่างๆ</p>



<p>ปีที่แล้วฟ้ามาเชิญ บอก​ว่าปีหน้าจะพูดถึงเรื่องความเท่าเทียม <strong>ฟ้าก็เลยนึกถึงเราที่เคยทำงาน ที่เคยพูดเรื่องนี้ เรื่องความอยุติธรรม คิดว่าก็น่าจะเป็นศิลปินที่เหมาะสม</strong> เพราะฟ้าเคยคุยกับเรา มีความประทับที่เราไปเจอกันที่ญี่ปุ่นแล้วพูดถึงเรื่องบ้านเรื่องครอบครัวของเราในตอนเด็กๆ เพราะที่บ้านก็มีความรุนแรง</p>



<p>และพูดถึงที่มาที่ไปของการทำงาน การ express หรือการได้ระบายออกมาโดยการวาดรูปทำงานศิลปะ มันเหมือนเป็นทางรอดหนึ่งของเรา แล้วเราก็ใช้ศิลปะการวาดเขียนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอเครื่องมือใหม่ก็คือร่างกาย ก็เลยมาทำพวก physical เป็นที่มาแบบนั้น</p>



<p>เขาบอกว่ามันน่าจะเป็นงาน collaborate และมี collaborator หลายคน จึงชักชวนปิ่น (ณิชา บูรณะสัมฤทธิ์) ที่ปกติแล้วจะเป็นคนทำเสื้อผ้าให้กับละครเราในหลายเรื่อง ก็แนะนำปิ่นไปเป็น art director และ designer คนที่จะมาสร้างโลกในการแสดง คิดว่าถ้าได้ปิ่นมาช่วยออกแบบ มันจะเป็นยังไงนะ</p>



<p>แล้วก็มีนักแสดงที่เป็น collaborator เราเลือกดุจดาว (ดุจดาว วัฒนปกรณ์) ดุจดาวเคยทำงานกับเรามา 20 กว่าปีแล้ว แล้วก็ศรุต (ศรุต โกมลิทธิพงศ์) สองคนนี้เป็นสมาชิกของ B-Floor&nbsp;</p>



<p>ทีนี้เราก็เลยรู้สึกว่าอยากได้คนอื่นที่เขาสนใจเรื่อง physical แล้วก็ยังทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง และน่าสนใจ เราก็เลยเลือกกวิน (กวิน พิชิตกุล) เข้ามาทำงาน ซึ่งเขาก็มีกลุ่มของเขาที่ทำงานอย่างต่อเนื่องพอดี</p>



<p><strong>แล้ว Flower-Crowned man of Thorns ล่ะ เป็นมายังไง</strong></p>



<p>ก็เป็นการตั้งชื่อของพี่จา (จารุนันท์ พันธชาติ) <strong>เขารู้สึกว่ามันน่าจะเป็นความซับซ้อนมั้ง มันมีความทุกข์ระทม มีความหนัก ในขณะเดียวกันก็มีความสวยงาม</strong> แล้วเขาคิดว่างานเราหลายๆ ชิ้นมันจะมีความตลก ขำขื่น มีความปนเป <strong>ดังนั้นชื่อมันไม่น่าจะไปทางใดทางหนึ่ง เพราะงั้นคำแต่ละคำมันจึงดูขัดแย้งกัน</strong></p>



<p>Flower-Crowned man of Thorns มีหนาม มีดอกด้วย มีมงกุฎด้วย มันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่ในชื่อเดียว</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>ชวนย้อนมองสิ่งของซ่อนความโกรธ</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188027" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/05.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>กระบวนการในห้องซ้อมได้ชวนให้เขากลับไปค้นหาชิ้นส่วนบางอย่างในอดีต&nbsp;</p>



<p><strong>กระบวนการซ้อมการแสดงเป็นยังไง&nbsp;</strong></p>



<p>ทุกวันเราก็จะถามแต่ละคน หรือให้โจทย์แต่ละคนไปว่า คุณอยากทำอะไรกับสิ่งนี้ ช่วยนำขบวนการหน่อย แต่ละคนก็จะได้นำขบวนการ แล้วก็ค้นหา ถ่ายวิดีโอไว้&nbsp;</p>



<p>การจัดเวที น้องพัตเตอร์ (ศรัณย์ภัทร เอี่ยมสุโร) น้องพิมดาว (พิมดาว อินทะวงค์) ก็จะเข้ามาช่วยจดบันทึกว่าแต่ละวันเราทำอะไรบ้าง&nbsp;</p>



<p>ในชิ้นแรกที่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเรามากๆ เราต้องมาประชุมมาคุยกันก่อน อย่างเบิ้ล (นนทวัฒน์ นำเบญจพล) เป็นผู้กำกับสารคดี ผู้กำกับหนังใช่ไหม เขามีความรู้สึกว่าอยากรู้จักตัวตนก่อน เขาต้องถาม เขาต้องรู้ให้ได้มากที่สุด <strong>ในสไตล์การเป็นสารคดีเขาก็เลยอยากรู้ตัวตนของเรา ที่มาของเรา ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้</strong> ทำไมอีเงะมันถึงกลายเป็นอีเงะวันนี้ (ขำ)</p>



<p>เราก็เลยต้องเล่าไปไกล มันก็เหมือนกับตอนเราเคยเล่าให้ฟ้าฟังที่ญี่ปุ่น มันก็เลยจุดประกายไอเดียเกี่ยวกับเรามาหลายปี ถ้าได้ทำโครงการนี้มีเราเป็นสารตั้งต้น เพราะงั้นเลยมีคำถามจากหลายๆ คน เราก็จะเล่าเรื่องครอบครัว ที่มาที่ไปของเราตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ Day one ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนที่ไหน ย้ายไปอยู่ที่ไหนต่อ เรียนยังไง ทำไมมาสนใจศิลปะ แล้วตอนที่ไปเรียนมช. เป็นยังไง มาทำงานกับพระจันทร์เสี้ยวเป็นยังไง เกิด B-Floor ขึ้นมาได้ยังไง ก็เลยเล่าหลายชั่วโมง</p>



<p>แต่ละคนก็อยากทดลองกับเราในหลายๆ รูปแบบ อย่างกวินก็อยากตีปิงปองกับเรา เพราะว่าการตีการโต้กันไปมา มันอาจเป็นคล้ายๆ dialogue โต้ตอบกันผ่านลูกปิงปอง เขาก็เลยเก็บเสียงลูกปิงปองตอนเราโต้กัน มีบทสนทนาบนโต๊ะปิงปอง ฝ่ายวิดีโอก็ถ่ายเก็บไว้</p>



<p>มันก็เลยมีที่มาของสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นถังแบริเออร์ ลวด ไม้ไผ่ จาน <strong>เราคิดว่าความทรงจำของเรากับสิ่งของหรือการทำงานกับสิ่งของ มันก็มีลักษณะ มันมีความโดดเด่นเป็นภาพจำในการแสดงของเราหลายๆ เรื่อง</strong></p>



<p>อย่างจาน เราก็เคยใช้ในการแสดงเรื่อง ‘Flu-O-Less-Sense’ จานมันพูดถึงเรื่องพฤษภาฯ 2553 เราให้คนมาเล่นกับจานโดยการแปลความหมายของมันไปเรื่อยๆ ตอนแรกเป็นสิ่งของในครัว สุดท้ายก็กลายมาเป็นคนที่ล้มตาย จานทำเสียงคล้ายๆ กระสุนปืน</p>



<p>หรือถังแดงเนี่ยก็เคยมีในงานที่ชื่อว่า ‘Red Tank’ ตอนนั้นเรากลับมาจากอินโดนีเซียเป็นรัฐประหาร ปี 2557 พอดี <strong>นี่ก็เป็นความโกรธเหมือนกัน</strong> โกรธที่เรายังไม่พ้นวังวนของรัฐประหารอีกแล้วเหรอ ตอนที่แล้วเราเคยมีความรู้สึกว่า ปี 2535 หรือว่า ปี 2549 มันน่าจะเป็นรัฐประหารครั้งสุดท้าย เพราะทุกคนเห็นแล้วว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร</p>



<p>เหมือนทุกคนเห็นว่าการใช้ถังแดงมันมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ล้อที่เป็นเหล็กมันกลิ้งไม่ค่อยเสถียรเท่าไร แต่เรามีความรู้สึกว่ามันเจ็บก็จริง แต่เราก็ฝึกให้ปลอดภัย มันก็มีบาดแผลมีการถลอกปลอกเปิกอย่างนี้อยู่แล้ว ถ้าเทียบกับคนที่ถูกไล่ล่า บางคนต้องหนีออกนอกประเทศ <strong>ไอความรุนแรงที่มันเกิดขึ้น มันมากกว่าเราที่แสดงอยู่บนเวทีอีก</strong></p>



<p>เราพยายามที่จะหาความสมดุลมั้ง เราอาจจะไม่ได้เจ็บ เราอาจจะไม่ได้ตาย แต่เราก็รู้สึกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในซีนนั้น <strong>อย่างน้อยมันก็ทำให้คนหรือผู้ชมได้เห็นหรือรู้สึกว่า คนที่ถูกกระทำเป็นยังไง</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188028" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/06.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เมื่อย้อนกลับไปทบทวนใคร่ครวญอุปกรณ์หรือสิ่งของที่เคยใช้ในงานเก่าๆ คาเงะได้หยิบจับสิ่งของขึ้นมาใช้อีกครั้งด้วยการมองใหม่ในสายตาที่เปลี่ยนแปลงกับการแสดงนี้ กระทั่งแม้บุคคลที่เคยร่วมงานก็เช่นกัน</p>



<p><strong>การใช้อุปกรณ์เดิมๆ ในงานชิ้นนี้ ต่างจากงานชิ้นอื่นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>อย่างที่เราบอกไป<strong>ทุกอย่างมันมีความหมาย</strong></p>



<p>มันเคยทำให้เป็นฉากเป็นซีน เวลาเราทำละครเรื่องหนึ่ง เรามีคอนเซปต์ใช่ไหม เราก็จะปูเรื่องไป ถึง<strong>แม้จะใช้ของชิ้นเดิมๆ แต่ว่ามันจะถูกพลิกแพลงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ</strong> เพื่อสอดรับไอเดียของสตอรีเรื่องนั้นๆ อย่างแบริเออร์ใน Fundamental (2016) มันก็จะพูดถึงรัฐและผู้คน การปิดกั้น หรือการถูกกระทำ หรือตอนนั้นมันก็จะมีการต่อสู้กับคนบนท้องถนน แบริเออร์มันก็จะถูกจัดวางจัดเรียงไปตามสตอรีที่เราอยากนำเสนอ</p>



<p>แต่ว่า<strong>งานนี้มันเหมือนกับ</strong>การกลับมาเจอมันใหม่ <strong>บางทีเรื่องราวในตัวมันที่เคยเล่นอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวแล้วในตอนนี้</strong></p>



<p>เพราะตอนนี้เรามี<strong> </strong>collaborator<strong> </strong>หลายคนที่ต้องทำงานร่วมแล้ว</p>



<p>อย่างพี่มล (กมลพัชร พิมสาร) ที่ทำเสียง เขาก็จะเป็นคนเก็บเสียงหรือบรรยากาศของห้องต่างๆ ให้มันอยู่เป็นปัจจุบันขณะ เพราะงั้นเสียงที่เกิดขึ้นจากถัง เสียงที่เกิดขึ้นจากลวด หรือแบริเออร์ เขาก็จะพยายามมองมันให้ บันทึกมันให้ แล้วเราจะทำงานอย่างไรกับมันได้</p>



<p>เวลาทำงานเราก็เอาของมากองไว้ เช่น วันนี้เป็นพลาสติก เรามองมัน เราขยับมัน เราคลี่มัน เราจะทำอะไรได้บ้างที่มันจะน่าสนใจ โดยไม่ได้โฟกัสว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร</p>



<p><strong>เราอยากเห็นความเป็นไปได้ว่าสิ่งของเวลาเราเคลื่อนหรือว่าเอาตัวเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับมัน จะทำให้เกิดรูปแบบอะไรได้บ้าง หรือการเคลื่อนไหวไปกับมันเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>เรามีความรู้สึกว่าของมันไม่ใช่แค่ของ แต่เรามองว่าของมันคือหนึ่งในการแสดงคือการที่เราจับขยับมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา ไม่ใช่พร็อป ไม่ใช่เครื่องแต่งกายแต่มันคือส่วนหนึ่งที่ขยับไปกับเรา</strong></p>



<p><strong>โกดา การ์เดนเนอร์</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188029" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/07.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การค้นหาและทบทวนการแสดงในอดีตยังไม่จบ บทการแสดงที่คาเงะเขียนจากการสูญเสียที่นาของครอบครัวและการสัมภาษณ์แรงงานไทยในไต้หวัน ขณะที่เป็นศิลปินในพํานักของไทเปอาร์ติสต์วิลเลจ ปี 2549 นั่นก็คือ ‘โกดา การ์เดนเนอร์’ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาปรับปรุงใหม่ในการแสดงชิ้นนี้</p>



<p><strong>มีงานเก่าที่ใช้ในงานนี้อีกไหม</strong></p>



<p>จาที่เป็นตำแหน่งดรามาเติร์กเขาช่วยดูภาพรวมงานให้ และดูคำถามให้ว่าตอนนี้รูปแบบงานเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้เห็นอะไรบ้าง และทิศทางต่อไปจะไปทางไหน&nbsp;</p>



<p>แล้วเขาก็ไปเห็นพวกรีเซิร์ชพวกสมุดเก่าๆ ของเรา ในสมัยก่อนเราเป็นคนที่บันทึก ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชันต่างๆ เราก็จะเขียนอยู่บนสมุด เป็นสเกตช์บ้าง เป็นข้อความ เป็นข้อเขียนบ้าง ซึ่งการทำละครมันจะมีสมุดอยู่สักสองสามเล่ม ดังนั้นไอพวกแรงบันดาลใจต่างๆ มันเหมือนกับว่าเป็นการเตรียมตัวก่อนไปซ้อม หรือเราสามารถไปเปิดดูสมุดแล้วเห็นขั้นตอนหรือการพัฒนาของงานชิ้นนั้น</p>



<p><strong>เขาก็ไปเห็นพวกบทเก่าๆ อย่างโกดา การ์เดนเนอร์ งานที่เราไปทำ solo ครั้งแรกที่ไต้หวัน </strong>เพราะว่าได้ไปพำนัก (Residency) ตอนนั้นเราสนใจเรื่องเกี่ยวกับแรงงานไทยในต่างประเทศ เพราะว่ามันมีข่าวว่าคนไทยทะเลาะกับนายจ้างแล้วก็เผาโรงงาน พอเราได้พำนักที่ไต้หวัน เราก็เลยอยากจะไปดูว่าชีวิตคนงานหรือแรงงานข้ามชาติในตอนนั้นน่ะเป็นยังไง มันจะได้เป็นวัตถุดิบในการทำงาน</p>



<p>แล้วก็ไปรีเซิร์ชโดยการถ่ายวิดีโอ สัมภาษณ์ ได้เจอพวกจัดรายการวิทยุคนไทยในไต้หวัน ไปสัมภาษณ์คนไทยที่เข้าเมืองในตอนช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ไปนั่งในคาราโอเกะ แล้วก็ไปวัดไทยที่โน่น ก็ไปเจอคนไทยที่หนีแท็ก หนีแท็กก็คือพวกที่หนีสัญญา (Contract) เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ตอนแรกเขาก็ไปแบบถูกกฎหมายแต่ว่าเขาไปทำงานกับที่อื่น แล้วเขาโดนจับ พอเขาโดยจับก็ต้องเข้าคุก พอเข้าคุกมันก็จะไม่ใช่แบบคุกไทยที่มีอาหารให้ คุณต้องซื้อกินเองนะ บางคนเขาก็ไม่ได้มีตังค์ เขาก็เลยทำสัญญากับวัดว่าให้เอาไปฝากไว้ที่วัด โดยที่พระต้องเป็นคนดูแล ดังนั้นเราก็เลยได้ไปสัมภาษณ์กับคนที่เตรียมตัวจะต้องถูกส่งกลับไทย</p>



<p><strong>มันก็เลยได้เป็นเรื่องราวชีวิตของชนชั้นกรรมชีพ </strong>ที่เมื่อก่อนเคยทำนาแล้วขายไร่ขายนามาเพื่อเป็นแรงงาน สุดท้ายบางทีก็โดนหลอก พอโดนหลอกก็เลยต้องหนีไปทำงานเรื่อยๆ มันก็เลยกลายเป็นคนหนีแท็กผิดกฎหมาย</p>



<p>ทำให้นึกถึงชีวิตสมัยก่อน รุ่นปู่ย่าตายายก็เคยโดนญาติหลอกให้เอาที่ไปเข้าธนาคาร สุดท้ายโดนยึด มันก็กลายเป็นความเศร้าเสียใจ เพราะที่ตรงนี้จะไปแบ่งให้ลูกให้หลานหลังเสียชีวิต</p>



<p>โกดา การ์เดนเนอร์<strong> </strong>มันค่อนข้างเป็นกวีเบาๆ กวีร้อยแก้ว ซึ่งน่าจะเป็นบทบันทึกแรกๆ ที่เราเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาทำงาน</p>



<p>ในการแสดงจาก็เลยสนใจ <strong>ถ้าสิ่งนี้มันจะกลายเป็นตัวตนก็น่าจะเอามาใส่ในการแสดงชิ้นนี้ด้วย</strong>&nbsp;</p>



<p>*เผื่อมีใครสงสัยตำแหน่งดรามาเติร์กกัน เราขอสรุปความจากเพจ <a href="https://web.facebook.com/theshowhopper.th?__tn__=-UC*F">The Showhopper</a> มาให้สักเล็กน้อย</p>



<p>กล่าวคือในตำแหน่งดรามาเติร์กเป็นเหมือนผู้รู้ที่มีความเข้าใจภูมิหลังตัวละคร เข้าใจบทละคร และบริบทการแสดงอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าตำแหน่งนี้จะช่วยมองภาพรวมและชี้ทางให้ทุกคนในทีม</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>แผลเป็นเปิดเปลือย</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188030" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/08.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เรื่องนี้พูดเรื่องของตัวเองค่อนข้างเยอะ รู้สึกยังไงบ้าง</strong></p>



<p>จริงๆ ถ้าเป็นเรื่องของการแสดงที่พูดถึงเรื่องของตัวเองมันก็เป็นใน Performing Arts in Thailand Biennale ที่ชื่อว่า ‘เจิงจ้ำ-ล่ำเปิง’ ได้ไปใส่ชุดข้าราชการของพ่อ กลับไปอยู่บ้านที่เคยอยู่ แต่ไม่ได้พูดนะ มันเป็น performance&nbsp;</p>



<p>แต่ความรู้สึกเนี่ย มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ เหมือนเป็นการกลับมาเจอบ้านเก่า กลับมาเจอความทรงจำเก่าๆ ที่พร้อมจะ let it go ในความโกรธ ความคับข้องหมองใจต่างๆ <strong>เราก็ได้ไปเคลียร์ตัวเองผ่าน performance แม้มันไม่ได้มีเป็น dialogue ไม่ได้มีเป็นบทพูดอะไรออกมาก็ตาม</strong></p>



<p>แต่การทำเรื่องนี้ ก็แน่นอน</p>



<p><strong>รู้สึกอึดอัดไหม</strong></p>



<p>ใช่ ตอนแรกอะ เราเล่นสองวันใช่ปะ จะมีส่วนที่เอาสเกตช์ของเราไปพรินต์ออกมา เพื่อให้เห็นว่าในสมุดของเราเป็นยังไงบ้าง นั่นคือพาร์ตของการทำงานเรา&nbsp;</p>



<p>และอีกส่วนในตัววิดีโอมันก็เป็นงานที่เราก็ทำ performance วิดีโอเก็บๆ ไว้ ไม่ใช่ทุกชิ้นที่เอามาฉายในเมืองไทย มีเอาไปฉายที่ไต้หวันบ้าง แต่รวมกับบทสัมภาษณ์ของเรา แล้วในนั้นก็จะพูดถึงเรื่องครอบครัวค่อนข้างเยอะ&nbsp;</p>



<p>ตอนแรกวิดีโอเนี่ยเขาจะเปิดวนกันเลย คนเข้ามาก่อนแสดงก็วนประมาณสามรอบ เราก็รู้สึกว่า เราอยู่ตรงนั้น มันก็อึดอัด แบบว่ามานั่งฟังเรื่องตัวเองเล่า</p>



<p>ตอนหลังมาเราก็เลยบอกว่า เดี๋ยวตอนที่คนดูเข้าให้เปิด sound house ไป แล้วก็ให้ขึ้นเป็นภาพวิดีโอเราก็ได้ ให้คนดูดูภาพไป แต่ก่อนที่โชว์จะเริ่มขอเปิดเสียงแค่ครั้งเดียว อันนั้นกว่าจะคิดได้ก็รอบสุดท้ายแล้ว</p>



<p><strong>นอกจากรู้สึกอึดอัดในช่วงแรกแล้ว ตัววิดีโอส่งผลกับเราตอนแสดงยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>เราว่าเราคลี่คลายตัวเองไปหมดแล้วล่ะ เราว่ามันคลี่แล้ว มันอาจจะเป็นแค่แผลเป็น มันไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวาน มันก็ไปได้อะ</strong></p>



<p><strong>แต่ตอนที่พูดถึงบันทึกของเรา ตอนสุดท้ายที่ทุกคนมายืนอ่าน อันนั้นมันก็รู้สึกสะเทือน</strong></p>



<p>จริงๆ อันนี้มันเป็นงานศิลปะที่เราเคยเขียน ในศิลปะการแสดงเพื่อชีวิตที่สถาบันปรีดี น่าจะหลายปีมาแล้ว จริงๆ เขียนคู่กันเป็นสองบอร์ดนะ อันนี้เป็นเขียนเล่าเรื่องราวตัวเองตรงๆ เลย แล้วปรากฏว่าอีกอันหนึ่งมันหายหรือปลวกมันกินก็ไม่รู้ อันนี้ก็เป็นแผ่นเดียวที่เหลือ ซึ่งคนดูก็คงจะงงๆ ว่า ทำไมมันไม่ปะติดปะต่อ</p>



<p><strong>การทำงานนี้ก็เป็นเหมือนกับการกลับมาเจออีกครั้งกับสิ่งที่เราเคยเขียนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ด้วยอารมณ์ที่ยังติดค้างอะไรอยู่ ในตอนที่เราเล่นและแสดงมันก็เลยมีผลสะเทือนใจตัวเองครับ</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>ความไม่รู้นำเราไป</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188031" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/09.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อยู่ๆ ม้วนพลาสติกนั้นก็มาอยู่ในมือผู้ชมระหว่างที่แสดง อยู่ๆ ก็ได้เล่นกิจกรรมโยนจานเข้าถังสีแดง ขณะการแสดงกำลังดำเนินไปยังสามารถพูดหรือส่งเสียงความรู้สึกออกไมค์ได้&nbsp;</p>



<p>เราไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ชม แต่เป็นผู้ร่วมแสดง</p>



<p>อิสระที่อาจพบอะไรบางอย่าง</p>



<p><strong>ระหว่างการแสดงมีพูดใส่ไมค์เป็น dialogue ด้วยใช่ไหม</strong></p>



<p>แต่ละช่วงมันจะมีการถามตอบผู้ชม ถามว่าเราดูมาถึงตอนนี้แล้วคุณนึกถึงอะไร คุณรู้สึกอะไร เข้าใจอะไร หรือไม่เข้าใจ อยากถามอะไร หรืออยากแสดงออกอะไร เป็นช่วงๆ</p>



<p>ให้ทุกคนได้มาโยนจานด้วยกัน เป็นการโต้ตอบกันเหมือนเวลาเราทำ dialogue <strong>นอกเหนือจากตัวศิลปินทำงานด้วยกันแล้ว เราก็อยากจะเปิดให้เป็น dialogue กับผู้ชมด้วย</strong></p>



<p>เพราะฉะนั้นในออกแบบการแสดงทุกคนเห็นตรงกันว่า ไม่ได้ทำการแสดงให้เหมือนเตรียมมาทุกอย่างแล้วผู้ชมก็ตั้งใจดูไป แต่เราอยากบอกกับทุกคนเลยว่า ยังไงการแสดงหรือว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำมันก็คือสเกตช์อยู่ดีนะ คุณอยากจะเพิ่มหรือเติมอะไร คุณก็สามารถทำได้</p>



<p>ต้องคิดว่าเหมือนกับการซ้อมอะ เพราะการซ้อมมันให้ความรู้สดใหม่ แล้วพอบังคับมันทุกอย่างก็เริ่มเข้าโหมดแสดง มันก็จะนิ่ง มันก็จะเนือย มันก็จะไม่สดแล้ว</p>



<p>แต่มันก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง มีบางอย่างที่ต้องควบคุมให้ไม่อันตรายเกินไปเหมือนกัน เช่น ถังมันจะกลิ้งไปต้องมีการกันถังแบร์ริเออร์เพื่อความปลอดภัยของผู้ชมด้วย</p>



<p><strong>เรื่องที่ยากที่สุดในการทำเรื่องนี้คืออะไร</strong></p>



<p>เรื่องที่ยากที่สุดคือการที่เราจะไม่คิดให้มันเป็นเรื่อง เพราะสันดานของคนที่เป็นผู้กำกับ มันจะมีความรู้สึกว่าอันนี้มันจะเล่าอะไร จะนำไปสู่ความหมายอะไร ซึ่งเราจะเป็นมนุษย์แบบนั้นในก่อนหน้านี้</p>



<p>แต่ตอนนี้เรามีความรู้สึกอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือวิธีการใหม่ๆ คือ <strong>not knowing การที่เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันอาจจะนำไปหาอะไรสักอย่างแบบใหม่ๆ ก็ได้</strong>&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188032" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/10.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>มันก็เหมือนเป็นบทสรุปของการทำงานในระหว่าง 20 &#8211; 30 ปี ที่ผ่านมา ที่เรารู้ว่าเราต้องการอะไร แต่ตอนนี้เราอยากจะให้ความคมมันเบลอ มันทื่อ หรือมันเป็นสภาวะที่คนอื่นเข้ามาพัฒนาหรือมาจัดการให้มากขึ้นกว่าเดิม</p>



<p>ตอนแรกที่เป็นจาเรียงบทมาให้ ว่ามันจะมีอะไรบ้าง ที่นี่เราก็มานั่งดู เราก็รู้สึกว่า เอ…มันไม่ใช่อะ แต่ทุกอย่างมีเหตุผลหมดเลยนะ ว่าทำไมเขาถึงเรียงอะไรกันมาแบบนี้ ต้องมีจังหวะตรงนั้น&nbsp;</p>



<p>เพราะก็เคยทำตอนที่ซ้อมโกดา ตรงนี้ขอให้มันเสียงเบา ตรงนี้ขอให้มันเสียงดัง ขอให้มีการพูดช่วงนี้ มันมีโมเมนต์แบบนี้เกิดขึ้นในห้องซ้อม เราก็มานั่งคิดแล้วว่า อ้าว แม่งเหมือนทำเหมือนเดิมเลยนี่หว่า</p>



<p>แล้วหลังมาเราก็เลยแบบว่าไม่เอาแล้ว ให้ทุกคนค้นหากันต่อไปว่าควรจะออกมาเป็นยังไง แม้เวลาจะเหลือน้อยมากก็ตาม</p>



<p>ฝ่ายทางฟ้าก็คงแบบว่า จะเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย จะเกิดอะไรขึ้น มันควรเรียงกันแล้วสิ คือในฐานะของโปรดิวเซอร์ใหญ่ก็คงหายใจไม่เต็มท้อง</p>



<p>แต่เราก็คิดว่ามันต้องเป็นแนวนี้ ไม่ได้แสดงบทบาทเหมือนผู้กำกับจ๋าขนาดนั้น เราพยายามเกลี่ยให้มันจัดการให้น้อยที่สุด เราก็เลยบอกพัตเตอร์ให้สเกตช์ซีนย่อยๆ ต่างๆ ที่เราเคยค้นหากันมาตลอดสองเดือน เอามาสเกตช์ทุกอันเลย แล้วตั้งชื่อให้มัน</p>



<p>บางชื่อเราไม่สามารถเรียกออกอากาศได้ ทุกคนรู้กัน (ขำ)</p>



<p>มีหลายๆ ซีนมีกระดาษเป็นปึ้งใหญ่ๆ ประมาณ 40 แผ่น เราก็เอาพวกนี้มาค่อยๆ เรียงกัน ส่วนที่เราสนใจคือ มันเป็นการเรียงตามเวลา ลำดับด้วยภาพ ด้วยการมองเห็นความเป็นไปได้ มากกว่าที่จะเป็นการเรียงตามตรรกะวิธีคิดแบบเดิม</p>



<p>ทำไปแล้วก็จะเห็นโฟลว์ของมัน แล้วค่อยมาควบคุมในส่วนที่ควรควบคุม บางจุดที่ควรจะมีจริงๆ&nbsp;</p>



<p>พี่จาก็บอกว่า เออ ฉันก็จะเขียนๆ ไปเหอะ สุดท้ายก็ไม่เอาอยู่ดี (ขำ)</p>



<p>ซึ่งมันก็ต้องมีสารตั้งต้นเปล่าวะ เราจะทำลายอะไรได้มันก็ต้องมีสารตั้งต้น ไอสิ่งที่เราเห็นมันอาจจะช่วยยืนยันเราก็ได้ หรือสัญชาตญาณทำงานยังไงจากที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ <strong>นี่คือความใหม่ นี่คือวิธีใหม่ วิธีที่ทุกคนอาจจะหัวใจวายตายก็ได้</strong></p>



<p>แต่ข้อดีก็อย่างที่ว่านั่นแหละ มันเป็นงานที่เป็นภาษีของประชาชนใช่ไหม มีพื้นที่มีเวลามีเงิน มีโอกาสที่ได้ทดลอง เพราะงั้นมันก็เป็นโอกาสที่เราจะได้พิจารณากับตัวเองใหม่ด้วยว่างานนี้มันอาจจะบอกว่า<strong>นอกเหนือจากการได้ทำงาน มันอาจจะช่วยทำให้เราเห็นว่าเราจะไปต่อยังไง</strong> ไปต่อกับ artistic แบบไหน พาเราไปเจออะไร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-188033" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/08/11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-center"><strong>สื่อสารแบบไม่มีกำแพงกั้น</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>Breaking the Fourth Wall</strong></p>



<p><strong>ตอนที่สนุกที่สุดคือตอนไหน ใช่ตอนที่อยู่ในช่วงค้นหาหรือเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ สนุกที่สุดอยู่แล้ว เพราะว่ามันใหม่ มันเพิ่งเกิดขึ้น</p>



<p>แต่เมื่อคุณทำซ้ำมัน ไอความสนุกเนี่ยมันก็จะหายไป มันก็จะกลายเป็นการแค่ repeat form repeat ความรู้สึก</p>



<p><strong>มีรู้สึก </strong><strong><em>โอ้ย เหนื่อยจังเลย</em></strong><strong> มีช่วงไหนที่เรารู้สึกแบบนั้นไหม</strong></p>



<p>ไม่ค่อยเหนื่อยนะ เวลาที่เราเล่นจริงๆ ทุกคนก็ปล่อยเต็ม กลับบ้านไปก็เจ็บปวดรวดร้าว</p>



<p>ไม่สนุกก็คือ อาจจะเล่นๆ ไปแล้วก็ปวดฉี่ (ขำ)</p>



<p>แต่ว่าพอการแสดงออกแบบมาอย่างนี้ มันยากที่เกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่การแสดงที่แบบปึ้งแล้วดูตั้งแต่ต้นจนจบ&nbsp;</p>



<p><strong>แม้กระทั่งผู้ชมก็สามารถเดินเข้าเดินออกตอนไหนก็ได้ อยากจะลุกอยากจะอะไร เราอนุญาตให้มันเกิดขึ้น เพราะงั้นการสร้างบรรยากาศมันก็เป็นสิ่งที่ทางทีมหรือว่าทุกคนตั้งใจให้มันเกิด</strong></p>



<p><em>บางทีตอนนี้เรารู้สึกว่ากำลังเดินช้าๆ อยู่ๆ เราก็พูดกับผู้ชมเลย การที่เราเดินช้าๆ เนี่ย มันทำให้เกิดความสุนทรีย์มากขึ้น มันดูเป็นการแสดงมากขึ้น หรือบางทีช่วงเสียงดังๆ แล้วพอเสียงเงียบ อยู่ๆ เราก็หันไปคุยกับผู้ชม จริงๆ ความเงียบมันก็เป็นความอาร์ตอย่างหนึ่ง คือเสียงดังเยอะๆ พอมันเงียบ มันจะรู้สึกอะไรบางอย่าง แล้วเราก็บอกให้ผู้ชม โอเค งั้นเรามาฟังกัน ฟังเสียงความเงียบ มันเกิดขึ้นได้ เราสร้างบรรยากาศให้มันเป็นประมาณนี้ ตอนนี้กำลังแสดงอยู่นะครับ</em></p>



<p><strong>ก่อนหน้านี้มีเคยคุยกับคนดูบ้างไหม คุยแบบตรงๆ อย่างนี้เลย</strong></p>



<p>คาเงะหยุดคิดครู่หนึ่ง</p>



<p>เมื่อก่อนมี กูรู เธียเตอร์ เป็นการออกแบบให้คนดูมีส่วนร่วมอยู่แล้ว แต่ว่า dialogue ระหว่างผู้ชมเป็นการถามตอบ คือการเอาครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เป็นศาสตร์ของละครมาเข้าทรงเกี่ยวกับเทคนิคการแสดง <em>อ๋อ ถ้าเป็นคำถามอย่างนี้ต้องเป็นอาจารย์คนนี้เลยครับ</em> เข้าทรงแล้วก็พูดออกไป ก็แสดงให้เขาดู งานนี้น่าจะพูดเยอะสุด</p>



<p><strong>คนดูจะได้อะไรจากเรา รู้สึกอะไร มีคาดหวังไหม</strong></p>



<p>เราว่าโครงการนี้ อย่างน้อยๆ มันก็ต้องให้ผู้ชมเห็นตัวตนของศิลปิน ซึ่งเราคิดว่าก็น่าจะเห็น ทั้งประวัติชีวิต การทำงาน วิธีการมองโลก ก็คือถ้าเป็นโจทย์ของงานนี้ก็คือเห็นแหละ</p>



<p><strong>ถ้าสมมติว่าสามารถกลับไปแก้ไขอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง มีอะไรอยากแก้ไหม</strong></p>



<p>มันดีของมันอยู่แล้ว</p>



<p>ถ้าทำใหม่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงก็ใหม่ ตอนนั้นอาจจะต้องเพิ่มเติมหลายอย่างเข้าไปอีก แม้จะเป็นการแสดงที่แสดงสามชั่วโมง แต่ทุกคนก็ดูกันแบบเพลินๆ ไม่ได้นึกด้วยซ้ำว่ามันยาว</p>



<p>แต่ก็มีอันหนึ่งเหมือนกัน หรือว่าเราจะมีเวทีถามตอบกันไหมหลังการแสดง แต่เรามีความรู้สึกว่าจริงๆ ในสามชั่วโมงมันเห็นแบบไม่ต้องมี dialogue กันต่อก็ได้ ถ้าจะมีกันต่อก็จะเป็นยืนพูดคุยกัน มากกว่าจะเป็นถามตอบกันอีกรอบหนึ่ง</p>



<p>เรารู้สึกว่าโชว์กระบวนการไปแล้ว มันก็น่าจะมีคำตอบที่อยู่ในตัวอยู่แล้ว เราก็เลยมีความรู้สึกว่าการถามตอบในตอนสุดท้ายอาจจะไม่จำเป็น <strong>ปล่อยให้คนดูมีจินตนาการต่อไปด้วยก็ได้</strong></p>



<p><strong>ถ้ามีโอกาสอยากเล่นอีกไหม</strong></p>



<p>ก็เล่นได้อีก แต่มันก็ใหญ่โตเหมือนกันนะ</p>



<p>มีความรู้สึกว่าถ้ามันจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ก็จะเป็นในสถานศึกษาไหม หรือไปทัวร์ในต่างจังหวัด หรือเอาไปแสดงในแกลเลอรีที่มันใหญ่ๆ เพราะเราเชื่อว่ามันเห็นความหลากหลายนะ หมายถึงว่าเราเห็นในแง่ของการใช้เวอร์ชวล ใช้อุปกรณ์ที่มันผสมรวมกัน มีการใช้ร่างกายด้วย dialogue ก็มี มันคือ multidisciplinary art พวกเราก็คิดว่ามันเป็นได้</p>



<p>แต่ต้องมีทุนนะ ถ้าเป็นงานใหญ่ต้องไปหาตังค์เพื่อให้มันทำได้ ถ้ามีเจ้าภาพมีสปอนเซอร์ก็ดี</p>



<p>…</p>



<p>จำได้เลยว่า ในวันที่ 21 มิถุนายน ที่ได้นั่งชมการแสดงบนอัฒจันทร์ บางครั้งไม่สามารถบรรยายความรู้สึกหลังจากได้ชมการแสดงได้ แต่มีอะไรบางอย่างคุกรุ่นในอก เพราะมัน dramatic บีบคั้นอารมณ์และทำงานกับความรู้สึกหลากหลายของเราได้มากจริงๆ </p>



<p>ในช่วงที่ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม มีผู้ชมคนหนึ่งถึงกับบอกประมาณว่า<strong> อยากดูทั้งหมดใหม่อีกรอบค่ะ</strong> เราเลยเชื่อว่าบางคนที่ดูการแสดงแล้ว ถ้ามีโอกาสอีกครั้งก็อยากดูอีก ใครที่พลาดก็คงอยากตามเก็บรอบการแสดงในครั้งถัดไปเหมือนกัน</p>



<p>(หวังว่าจะมีใครอยากดู อยากดูอีกรอบเหมือนกัน)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flower-rowned-man-of-thorns/">เบื้องหลัง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns การแสดงของคาเงะ ธีระวัฒน์ ชายผู้ใช้ร่างกายสื่อสารความรู้สึกคับข้อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีฉกฉวยวันเวลาฉบับ ฟีเนียส &#8211; เฟิร์บ สองพี่น้องหาเรื่องสนุกๆ ทำในวันหยุดแสนน่าเบื่อ สร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำๆ ที่แม่ไม่เคยจับได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/seizetheday/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[abetterday]]></category>
		<category><![CDATA[PhineasandFerb]]></category>
		<category><![CDATA[seizetheday]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187994</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เฟิร์บ ฉันรู้แล้วว่าวันนี้เราจะทำอะไรกัน”&#160; ใครเป็นเด็กที่ชอบดูการ์ตูนตอนเช้าวันหยุดคงคุ้นหูกับประโยคนี้อย่างดี Phineas and Ferb คือซีรีส์แอนิเมชันตลก ออกอากาศทางโทรทัศน์ของอเมริกาเป็นครั้งแรกปี 2007 ทางดิสนีย์แชนแนล มีทั้งหมด 4 ซีซัน และออกอากาศครั้งสุดท้ายปี 2015 รวมทั้งสิ้น 126 ตอน แต่ละตอนเราจะได้ดูวันหยุดช่วงปิดเทอมของสองพี่น้อง (ต่างพ่อ) อย่าง Phineas Flynn พี่ชายหัวสามเหลี่ยม ผู้มีไอเดียสร้างสิ่งประดิษฐ์ตลอดเวลา เคียงคู่กับ Ferb Fletcher น้องชายอินโทรเวิร์ต และมี Candace Flynn พี่สาวที่จ้องจะเปิดโปงความซุกซุนของสองเกลอให้แม่รู้ แต่ก็ทำไม่เคยสำเร็จ! สาเหตุที่ฟีเนียสกับเฟิร์บสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สวนหลังบ้านมีเหตุผลเดียว คือเมืองที่พวกเขาอยู่นั้นแล้งไร้และน่าเบื่อเกินไปสำหรับเด็ก-วัยค้นหาโลก แต่ด้วยความบังเอิญ ทุกครั้งสิ่งประดิษฐ์ของสองพี่น้องมักไปแก้เผ็ด Inators สิ่งประดิษฐ์ของ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ เสมอ ในวันอันแสนน่าเบื่อ ฟีเนียสกับเฟิร์บเลือกที่จะฉกฉวยวันเวลา หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Seize the day หรือ Carpe Diem ในภาษาละติน คือทำชีวิตทุกวันให้มีความหมาย จินตนาการสร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำๆ แต่แคนเดซพี่สาวก็จ้องจะฟ้องแม่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/seizetheday/">วิธีฉกฉวยวันเวลาฉบับ ฟีเนียส &#8211; เฟิร์บ สองพี่น้องหาเรื่องสนุกๆ ทำในวันหยุดแสนน่าเบื่อ สร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำๆ ที่แม่ไม่เคยจับได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“เฟิร์บ ฉันรู้แล้วว่าวันนี้เราจะทำอะไรกัน”&nbsp;</p>



<p>ใครเป็นเด็กที่ชอบดูการ์ตูนตอนเช้าวันหยุดคงคุ้นหูกับประโยคนี้อย่างดี Phineas and Ferb คือซีรีส์แอนิเมชันตลก ออกอากาศทางโทรทัศน์ของอเมริกาเป็นครั้งแรกปี 2007 ทางดิสนีย์แชนแนล มีทั้งหมด 4 ซีซัน และออกอากาศครั้งสุดท้ายปี 2015 รวมทั้งสิ้น 126 ตอน</p>



<p>แต่ละตอนเราจะได้ดูวันหยุดช่วงปิดเทอมของสองพี่น้อง (ต่างพ่อ) อย่าง Phineas Flynn พี่ชายหัวสามเหลี่ยม ผู้มีไอเดียสร้างสิ่งประดิษฐ์ตลอดเวลา เคียงคู่กับ Ferb Fletcher น้องชายอินโทรเวิร์ต และมี Candace Flynn พี่สาวที่จ้องจะเปิดโปงความซุกซุนของสองเกลอให้แม่รู้ แต่ก็ทำไม่เคยสำเร็จ!</p>



<p>สาเหตุที่ฟีเนียสกับเฟิร์บสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สวนหลังบ้านมีเหตุผลเดียว คือเมืองที่พวกเขาอยู่นั้นแล้งไร้และน่าเบื่อเกินไปสำหรับเด็ก-วัยค้นหาโลก แต่ด้วยความบังเอิญ ทุกครั้งสิ่งประดิษฐ์ของสองพี่น้องมักไปแก้เผ็ด Inators สิ่งประดิษฐ์ของ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ เสมอ</p>



<p>ในวันอันแสนน่าเบื่อ ฟีเนียสกับเฟิร์บเลือกที่จะฉกฉวยวันเวลา หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Seize the day หรือ Carpe Diem ในภาษาละติน คือทำชีวิตทุกวันให้มีความหมาย จินตนาการสร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำๆ แต่แคนเดซพี่สาวก็จ้องจะฟ้องแม่ และแม่ก็ไม่ทันเห็นทุกครั้งไป</p>



<p>เชื่อว่าทุกคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ วันหยุดที่ได้หยุดพักจริงๆ แทบจะไม่มี หรือมีอยู่น้อย พอถึงวันหยุดก็ไม่อยากทำอะไร อยากอยู่แบบสงบ ซึ่งไม่ผิด แต่ควรตรวจสอบสักหน่อยว่าความสงบนั้นได้กลายเป็นความเบื่อแล้วหรือยัง-เบื่อสังคม เบื่อชีวิต รู้สึกเฉยชาจนไม่อยากลุกขึ้นมาทำให้ชีวิตแต่ละวันมีความหมายเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187995" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-15.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>คอลัมน์ a better day ชวนไปสำรวจเรื่องราววายป่วงของซีรีส์ Phineas and Ferb กัน ถ้าผู้อ่านอ่านแล้วรู้สึกไม่อยากจ่อมอยู่กับความน่าเบื่อและอยากหาอะไรสนุกทำ หรือเริ่มต้น Seize the day ในแบบของตัวเอง นั่นถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง</p>



<p>เอ้าร้องพร้อมกัน&nbsp;</p>



<p>“There&#8217;s a 104 days in summer vacation and school comes along just to end it”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-luminous-vivid-orange-color">น่ารักกับคนรอบข้าง</mark></strong></h2>



<p>ฟีเนียสเป็นคนช่างคิดช่างพูด ผิดกับน้องชายอย่างเฟิร์บ ฝรั่งบางคนถึงกับรำคาญคาแรกเตอร์ฟีเนียสเลยก็ว่าได้ แต่นิสัยหนึ่งที่สองพี่น้องมีเหมือนกันคือความน่ารักที่มีต่อคนรอบข้าง ความใส่ใจคือความน่ารักอย่างหนึ่ง</p>



<p>ตอนนั้นคือ Dude, We&#8217;re Getting the Band Back Together ซีซัน 1 หลายคนบอกว่านี่เป็นหนึ่งในตอนที่น่าประทับใจที่สุด เพราะมีเนื้อหากินใจคนวัยผู้ใหญ่ สะท้อนมุมมองเรื่องความสัมพันธ์และความฝันได้อย่างดี</p>



<p>เรื่องโดยย่อคือ ลินดา (แม่) และ ลอว์เรนซ์ (พ่อ-แท้ๆ ของเฟิร์บ) ทะเลาะและงอนกันนิดหน่อย เพราะพ่อดันลืมวันครบรอบแต่งงาน ลอว์เรนซ์รู้สึกผิดและรู้สึกว่าตัวเองเป็นสามีที่ไม่เอาไหน ฟีเนียสเห็นอย่างนั้นจึงคิดหาวิธีให้พ่อแม่กลับมาดีกันเหมือนเดิม</p>



<p>พ่อเล่าให้ฟีเนียสกับเฟิร์บฟังว่า ในอดีตจุดที่ทำให้แม่ตกลงเป็นแฟนกับพ่อ คือฉากจูบแรกในคอนเสิร์ตของวงร็อกจากยุค 80s ที่ชื่อ <a href="https://phineasandferb.fandom.com/wiki/Love_H%C3%A4ndel">Love Händel</a> แต่ปัจจุบันวงนี้แตกวงไปแล้วกว่า 20 ปี และสมาชิกต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง</p>



<p>ฟีเนียสกับเฟิร์บจึงสร้างเวทีคอนเสิร์ตยักษ์ที่หลังบ้าน ด้วยหวังว่าจะเชิญวงดนตรีโปรดของพ่อแม่มาเล่นเป็นกาวสมานใจ พวกเขาออกเดินทางตามหาอดีตร็อกสตาร์ทั้ง 3 คน ซึ่งผู้ใหญ่ 3 คนนี้ก็สะท้อนมุมขมขื่นของผู้ใหญ่ที่หมดไฟและทิ้งความฝันได้อย่างดี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187996" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Danny นักร้องนำ ปัจจุบันเปิดร้านซักแห้ง Bobbi มือเบส ปัจจุบันกลายเป็นเจ้าของร้านเสริมสวย Swampy มือกลอง ปัจจุบันทำงานในโรงงานหมากฝรั่ง ทีนี้พอจะไปชวนจะก็ต้องมีไม้เด็ดกันหน่อย ฟีเนียสกับเฟิร์บร้องเพลงชวน (ฮา) ฟีเนียสกับเฟิร์บร้องเพลง History of Rock เพื่อบอกแดนนี่ว่าดนตรียังอยู่ในตัวเขา ร้องเพลง Fabulous กับบ็อบบี้ เพื่อบอกว่าความหล่อเป๊ะกับวิถีร็อกสตาร์ไปด้วยกันได้ และไปชวน Swampy ตีกลองตามจังหวะสายพานในโรงงาน เพื่อบอกว่าจังหวะดนตรีไม่เคยหายไปจากตัวเขาเลย</p>



<p>ท้ายที่สุด วง <a href="https://phineasandferb.fandom.com/wiki/Love_H%C3%A4ndel">Love Händel</a> กลับมารวมตัวเล่นเพลง You Snuck Your Way Right Into My Heart บนเวทีหลังบ้าน ลินดาและลอว์เรนซ์ได้เต้นรำและจูบกันอีกครั้งท่ามกลางน้ำตาและความประทับใจ</p>



<p>มีผู้ใหญ่มากมายในโลกแล้งไร้ใบนี้ที่ละทิ้งความฝันแล้วใช้ชีวิตอยู่กับความจริง ครั้นจะกลับไปจุดไฟนั้นให้โชนอีกรอบไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่น่าชื่นชมคือฟีเนียสกับเฟิร์บที่เป็นเด็กน่ารักอยากเป็นกาวใจให้พ่อแม่ ทั้งยังเชื่อมั่นในตัวของอดีตร็อกสตาร์ และชวนหวนคืนเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง</p>



<p>ใช่หรือไม่ว่า เป็นคนน่ารักย่อมดีกว่าเป็นคนไม่น่ารัก</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-luminous-vivid-orange-color">อย่าปล่อยให้ความเบื่อหน่ายอยู่กับเรานาน</mark></strong></h2>



<p>ทุกครั้ง เรื่องจะเริ่มต้นที่สองพี่น้องนั่งอยู่ใต้เงาไม้ด้วยอาการเบื่อหน่าย ด้วยว่าเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นไร้ชีวิตชีวา แถมนี่ก็เป็นวันหยุดยาวช่วงปิดเทอม ซึ่งสำหรับเด็ก ถ้าไม่มีเพื่อนบ้านติดกันมาเล่นด้วยกัน การไม่ได้ไปโรงเรียนมีค่าเท่ากับถูกขังอยู่บ้าน ซึ่งน่าเบื่อสุดๆ ไปเลย</p>



<p>พอมีอาการเบื่อ ฟีเนียสก็จะมีไอเดียอยากประดิษฐ์ข้าวของล้ำๆ อยู่เสมอ ตอนแรกที่ฉายทางโทรทัศน์ในปี 2007 ด้วยความเบื่อหน่าย ฟีเนียสชวนน้องชายสร้างโรลเลอร์โคสเตอร์ที่เจ๋งที่สุดในโลก ซึ่งสามารถวิ่งทะลุผ่านตึก ผ่านลาวาไปโผล่ที่ปารีส และร่อนออกไปนอกอวกาศได้ คือท้าชนกฎฟิสิกส์ทุกข้อ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1201" height="800" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16.jpg" alt="" class="wp-image-187999" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16.jpg 1201w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-16-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1201px) 100vw, 1201px" /></figure></div>


<p>ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ พยายามใช้สิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า Magnetism Inator หรือ เครื่องยิงลำแสงแม่เหล็ก เพื่อดึงดูดเงิน ซึ่งเป็นโลหะ มาให้ตัวเองเยอะๆ เจ้าหน้าที่พี หรือ Perry ตุ่นปากเป็ดจึงได้รับมอบหมายให้ไปจัดการกับ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์&nbsp;</p>



<p>แคนเดซพี่สาวผู้สนใจแต่เรื่องตัวเองและแฟนหนุ่ม มาเห็นฟีเนียสกับเฟิร์บสร้างโรลเลอร์โคสเตอร์ที่สวนหลังบ้านก็ปรี๊ดแตก ง้างรอเวลาฟ้องแม่ (Linda Flynn-Fletcher) ถึงความดื้อแพ่งของเจ้าสองคนนั้นให้ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="801" height="800" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14.jpg" alt="" class="wp-image-188000" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14.jpg 801w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-14-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 801px) 100vw, 801px" /></figure></div>


<p>แคนเดซ: ฟีเนียส นี่มันอะไรกันเนี่ย</p>



<p>ฟีเนียส: โรเลอร์โคสเตอร์ไง เธอชอบไหม</p>



<p>แคนเดซ: อ๋อ ฉันจะไปฟ้องแม่ค่ะ ให้แม่รู้ว่าพวกนายสองคนทำบ้าอะไรกัน พวกนายโดนแน่ เจอดีแน่!</p>



<p>หนนั้น (อันที่จริงทุกครั้ง) พอแคนเดซเดินไปฟ้องแม่แล้วลากไปดูกลับไม่พบอะไรเลย เห็นแต่ลูกชายสองคนนั่งอยู่ที่สวนหลังบ้านคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตัดไปที่ฟีเนียสกับเฟิร์บ สองคนนั้นสนุกสนานมาก เพราะได้คิด ได้เล่น และได้ทำสิ่งประดิษฐ์ที่พาพวกเขาไปสถานที่ต่างๆ เช่น ไปยุคโดโนเสาร์ ไปดวงจันทร์ ทะลุมิติ เข้าไปในร่างกายมนุษย์ ฯลฯ เรียกว่าจัดการความเบื่อได้อยู่หมัด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187998" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เราเข้าใจกันในข้อนี้ดีอยู่แล้วว่า ทุกคืนวันผ่านพ้นไปเหมือนเดิมซ้ำๆ ทำงาน กลับบ้าน ดูหนังไปแล้ว 1,000 เรื่อง แต่คล้ายสิ่งเหล่านั้นไม่สร้างความรู้สึกตื่นเต้น ประทับใจ หรือความทรงจำอะไรบางอย่าง อาการเบื่อจะมาเคาะประตูเรียกทันที ซึ่งบางคนอาจจะชอบความน่าเบื่อเพราะอยากพัก</p>



<p>แต่ถ้าเมื่อไรที่ความเบื่ออยู่กับเรานานเกินไปจนลุกลามเป็นเบื่อชีวิต เบื่อสังคม จนไม่อยากลุกออกไปทำอะไร อย่างน้อยควรหาทำอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจ เป้าหมายที่อยากไปถึง หรือเรื่องที่ทำแล้วมีความสุขชวนให้แววตาเปล่งประกาย&nbsp;</p>



<p>ยิ่งจมอยู่กับอาการเบื่อมากเท่าไร มันยิ่งนำพามาซึ่งความขี้เกียจ หงุดหงิด และขาดความสนใจใคร่รู้</p>



<p>เป้าหมายและแรงบันดาลใจต่างหากที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นมาทำบางอย่าง เพื่อที่แต่ละวันจะผ่านไปอย่างมีความหมาย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-188001" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-luminous-vivid-orange-color">วันหนึ่งฤดูร้อนก็ต้องจบลง</mark></strong></h2>



<p>Last Day of Summer คือตอนอวสานของซีรีส์แอนิเมชัน Phineas and Ferb ฉายทางโทรทัศน์ วันที่ 12 มิถุนายน 2015 เราเชื่อว่าใครที่ติดตามดูชีวิตครอบครัวนี้มาอย่างยาวนานอาจเสียน้ำตา</p>



<p>วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของฤดูร้อนอันยาวนาน เช่นเคย ฟีเนียสกับเฟิร์บมีไอเดียสร้างสิ่งประดิษฐ์สไลเดอร์ยักษ์ที่มีพลาสมา เพื่อเล่นให้มันสุดเหวี่ยงส่งท้ายวันหยุด แคนเดซรู้สึกสิ้นหวังมาก เพราะตลอด 103 วันที่ผ่านมา เธอไม่เคยฟ้องแม่สำเร็จเลยสักครั้ง วันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของเธอ</p>



<p>ฝั่ง ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ ประดิษฐ์ Do-Over-Inator หรือเครื่องย้อนเวลา แล้วอีท่าไหนก็ไม่ทราบ แคนเดซดันไปกดปุ่มให้เครื่องทำงาน ทำให้เวลาถูกรีเซตกลับไปเป็นเช้าวันสุดท้ายของปิดเทอมซ้ำแล้วซ้ำเล่า&nbsp;</p>



<p>ความxิบหายคือ ทุกครั้งที่เวลารีเซต มิติจะกลืนกินสิ่งของ ผู้คน และวันในอดีตหายไปทีละวัน จนกระทั่ง ฟีเนียสกับเฟิร์บถูกจักรวาลลบหายไป ทำให้ไม่มีใครจำพวกเขาทั้งสองคนได้เลย ยกเว้นแคนเดซและ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ เรื่องน้ำตารื้นคืออะไรรู้ไหม แคนเดซพบว่าเมื่อไม่มีน้องชาย โลกของเธอกลับว่างเปล่าและไร้สีสัน ขณะเดียวกัน ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ ผู้ซึ่งเป็นตัวร้ายมาทั้งเรื่อง เพราะปมในอดีตที่ฝังใจ นานวันเข้าเขาก็ตระหนักได้ว่า การพยายามเอาชนะหรือการยึดติดกับปมในอดีตมันไร้สาระ เมื่อเทียบกับความสุขของวาเนสซา (ลูกสาว) จึงตัดสินใจเลิกไปรังควานคนอื่น</p>



<p>แคนเดซพยายามแก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดด้วยการร่วมมือกับ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ และตุ่นปากเป็ด เพื่อแก้ไขมิติเวลาและดึงน้องชายทั้งสองกลับมา</p>



<p>แคนเดซ: พี่เป็นห่วงเกือบตาย! คิดว่าจะไม่ได้เจอกับพวกนายอีกแล้ว พี่ไม่ได้สนใจเรื่องฟ้องแม่แล้ว พี่แค่ต้องการน้องชายของพี่กลับมา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-188002" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การมีอยู่ของฟีเนียสกับเฟิร์บแม้จะวายป่วงชวนใจหายใจคว่ำไปสักหน่อย แต่ถึงที่สุด น้องๆ หายไปจริงๆ แคสเดซถึงได้รู้ว่าการมีอยู่ของน้องชาย-คนสำคัญ คือความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตของเธอ คล้ายว่าเธอตระหนักได้ว่าถ้าโลกนี้ไม่มีน้องชายผู้สร้างความวุ่นวาย โลกของเธอมันจะแห้งแล้ง ไร้สีสัน และไร้ความหมายขนาดไหน</p>



<p>และนี่คือบทสนทนาตอนแคนเดซทะลุมิติไปช่วยน้องทั้งสองของเธอ</p>



<p>แคนเดซ: ฟิเนียส! เฟิร์บ! พวกนายไม่เป็นไรใช่ไหม</p>



<p>ฟีเนียส: แคนเดซเหรอ พี่มาทำอะไรที่นี่น่ะ</p>



<p>แคนเดซ: ฉันมาช่วยพวกนายไง โลกมันกำลังรีเซต แล้วทุกอย่างก็กำลังหายไป เราต้องออกไปจากที่นี่</p>



<p>ฟีเนียส: จะไปยังไงล่ะ ที่นี่มันไม่มีอะไรเลย ไม่มีเวลา ไม่มีมิติ ไม่มีอุปกรณ์ พวกเราสร้างอะไรไม่ได้หรอกถ้าไม่มีอุปกรณ์ ฉันไม่รู้แล้วว่าวันนี้พวกเราจะทำอะไรกัน</p>



<p>แคนเดซ: ตลอดฤดูร้อนพวกนายสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นไปไม่ได้มาตลอดนะ พวกนายต้องทำได้สิ ดูนี่สิ ฉันยังเก็บไอ้นี่ไว้อยู่เลย</p>



<p>สิ่งนั้นคือสายรัดข้อมือที่มีพวงกุญแจหัวฟีเนียส ที่ฟีเนียสกับเฟิร์บประดิษฐ์ไว้ให้แคนเดซใช้กดเรียกส่งสัญญาณหาน้องๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งในตอนแรก แคนเดซกลับมองว่ามันน่ารำคาญและไร้สาระ ฟีเนียสกับเฟิร์บจึงใช้สายรัดข้อมือนี้มาร่วมมือกับสิ่งประดิษฐ์ของ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ ดัดแปลงจนกลายเป็นเครื่องมือที่พาพวกเขาทะลุมิติกินเวลาข้ามกลับมายังโลกปัจจุบันได้สำเร็จ</p>



<p>และแล้ว วันพรุ่งนี้โรงเรียนก็กำลังจะเปิด ฤดูร้อนอันยาวนานต้องจบลง ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตุ่นปากเป็ด หลังปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นก็กลับมาทำหน้าที่เป็นสัตว์เลี้ยงไร้เดียงสาในครอบครัวฟลินน์-เฟลตเชอร์เหมือนเดิม</p>



<p>ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฟีเนียสพูดกับน้องของเขาว่า</p>



<p>“ขอบใจนะเฟิร์บ สำหรับฤดูร้อนที่ดีที่สุดในชีวิต”</p>



<p>เว็บอ้างอิง<br>https://www.imdb.com/title/tt0852863/<br>https://criticallytouched.wordpress.com/2017/08/17/phineas-and-ferb-was-formula-storytelling-at-its-finest/<br>https://en.wikipedia.org/wiki/Rollercoaster_(Phineas_and_Ferb)<br>https://www.youtube.com/watch?v=r9BQAkmZaiY<br>https://tvtropes.org/pmwiki/pmwiki.php/Funny/PhineasAndFerbSeason3<br>https://www.imdb.com/title/tt1255367/<br>https://phineasandferb.fandom.com/wiki/Curtain_Call/Time_Spent_Together</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/seizetheday/">วิธีฉกฉวยวันเวลาฉบับ ฟีเนียส &#8211; เฟิร์บ สองพี่น้องหาเรื่องสนุกๆ ทำในวันหยุดแสนน่าเบื่อ สร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำๆ ที่แม่ไม่เคยจับได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คลี่สมุดบันทึกของ ชล วิชัยดิษฐ ผู้ตระเวนสเก็ตช์ภาพดาวและธรรมชาติรอบตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/my-analog-ipad-ep1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2026 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[สมุดบันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187970</guid>

					<description><![CDATA[<p>จดบันทึกคล้ายเป็นกิจกรรมนั่งจับเข่าคุยกับคนในกระจก จดทุกวันก็เหมือนได้คุยกันทุกวัน&#160; บ้างมองเป็นภาชนะเปล่าๆ ใช้ชีวิตวันใดแล้วอารมณ์หม่นเทาก็แร่ระบายลงบนสมุดบันทึก ไม่เฉพาะโมเมนต์แย่ร้าย หากแต่จังหวะดีๆ หรือบทสนทนาสำคัญกับผู้คนที่พบเจอ ก็จดบันทึกเก็บไว้ ต่อยืดอายุให้ความทรงจำนั้นไม่หล่นหายไปในกาลเวลา สำหรับ ‘ชล วิชัยดิษฐ’ อดีต product designer ผู้ผันตัวมาเป็นนักดูดาวและจดบันทึกสิ่งที่พบเจอ เขาว่าการจดบันทึกทำให้มีคำถาม สังเกตสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง และถึงที่สุด เมื่อผูกพันกับสิ่งที่บันทึก ความรู้สึกว่าอยากจะรักษาสิ่งนั้นจะก่อตัวอยู่ในใจ “มีคนเคยบอกว่าเมื่อไหร่ที่เราเปิดสมุดบันทึกเล่มเก่า เราจะเห็นภาพ เรื่องราวและความรู้สึกมากมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น มาครบทั้งรูป รส กลิ่น เสียง” ชลว่าไว้บนเฟซบุ๊ก &#160;&#160;ตั้งแต่สายแรกที่ยกหูคุยกัน เราสัมผัสได้ว่าสมุดบันทึกเป็นคล้ายของรักของหวงสำหรับชล แทนที่จะเอาเล่มจริงฝากขนส่งมาสักเจ้า เขาเอ่ยปากถามวันว่างของพวกเราแล้วขับรถเอาเล่มจริง มาให้ถ่ายภาพด้วยตัวเองถึงออฟฟิศ a day และไม่ได้เอามาแค่เล่มเดียว แต่ขนมา 1 ลัง กองรวมกันเป็นสิบเล่มทุกเล่ม เขาบันทึกธรรมชาติที่พบเห็นในแต่ละวัน ตั้งแต่สิ่งชิดใกล้ระดับสายตามองเห็นได้อย่าง ต้นไม้ ดอกไม้ นก ฯลฯ ไปจนถึงวัตถุไกลโพ้นอย่าง ก้อนเมฆ ดวงดาว หลุมบนดวงจันทร์ เห็นภาพจริงด้วยตาเนื้อแล้วบอกเลยว่าไม่ใช่เล่นๆ&#160; จากสมุดบันทึกเล่มแรกจนถึงวันนี้ ชลจดบันทึกมาได้ 20 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/my-analog-ipad-ep1/">คลี่สมุดบันทึกของ ชล วิชัยดิษฐ ผู้ตระเวนสเก็ตช์ภาพดาวและธรรมชาติรอบตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จดบันทึกคล้ายเป็นกิจกรรมนั่งจับเข่าคุยกับคนในกระจก จดทุกวันก็เหมือนได้คุยกันทุกวัน&nbsp;</p>



<p>บ้างมองเป็นภาชนะเปล่าๆ ใช้ชีวิตวันใดแล้วอารมณ์หม่นเทาก็แร่ระบายลงบนสมุดบันทึก ไม่เฉพาะโมเมนต์แย่ร้าย หากแต่จังหวะดีๆ หรือบทสนทนาสำคัญกับผู้คนที่พบเจอ ก็จดบันทึกเก็บไว้ ต่อยืดอายุให้ความทรงจำนั้นไม่หล่นหายไปในกาลเวลา</p>



<p>สำหรับ ‘ชล วิชัยดิษฐ’ อดีต product designer ผู้ผันตัวมาเป็นนักดูดาวและจดบันทึกสิ่งที่พบเจอ เขาว่าการจดบันทึกทำให้มีคำถาม สังเกตสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง และถึงที่สุด เมื่อผูกพันกับสิ่งที่บันทึก ความรู้สึกว่าอยากจะรักษาสิ่งนั้นจะก่อตัวอยู่ในใจ</p>



<p>“มีคนเคยบอกว่าเมื่อไหร่ที่เราเปิดสมุดบันทึกเล่มเก่า เราจะเห็นภาพ เรื่องราวและความรู้สึกมากมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น มาครบทั้งรูป รส กลิ่น เสียง” ชลว่าไว้บนเฟซบุ๊ก</p>



<p>&nbsp;&nbsp;ตั้งแต่สายแรกที่ยกหูคุยกัน เราสัมผัสได้ว่าสมุดบันทึกเป็นคล้ายของรักของหวงสำหรับชล แทนที่จะเอาเล่มจริงฝากขนส่งมาสักเจ้า เขาเอ่ยปากถามวันว่างของพวกเราแล้วขับรถเอาเล่มจริง มาให้ถ่ายภาพด้วยตัวเองถึงออฟฟิศ a day และไม่ได้เอามาแค่เล่มเดียว แต่ขนมา 1 ลัง กองรวมกันเป็นสิบเล่ม<br>ทุกเล่ม เขาบันทึกธรรมชาติที่พบเห็นในแต่ละวัน ตั้งแต่สิ่งชิดใกล้ระดับสายตามองเห็นได้อย่าง ต้นไม้ ดอกไม้ นก ฯลฯ ไปจนถึงวัตถุไกลโพ้นอย่าง ก้อนเมฆ ดวงดาว หลุมบนดวงจันทร์ เห็นภาพจริงด้วยตาเนื้อแล้วบอกเลยว่าไม่ใช่เล่นๆ&nbsp;</p>



<p>จากสมุดบันทึกเล่มแรกจนถึงวันนี้ ชลจดบันทึกมาได้ 20 ปีพอดี จึงถือโอกาสชวนเขามาแชร์ประสบการณ์ และเทคนิคการจดบันทึกที่ผู้อ่านสามารถทำตามได้ รวมถึงบทเรียนสำคัญที่ได้จากการจดบันทึก</p>



<p>หวังว่าเรื่องระหว่างบรรทัดของ ‘สมุดบันทึก’ กับ ‘ผู้จดบันทึก’ ใน Ep.1 จะทำให้ทุกคนอยากลุกขึ้นไปหยิบสมุดใกล้ตัวแล้วจดบันทึกอะไรบางอย่างลงไป บางอย่างที่อยากระบาย อยากจดจำ หรืออยากได้คำตอบ&nbsp;</p>



<p>ขอเชิญเปิดสมุดบันทึกของชลไปพร้อมกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187973" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-14.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จดบันทึก 101</strong></h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>ฝึกสังเกตทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัว สงสัยในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และตั้งคำถามให้เป็นนิสัย สกิลนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต ไม่เฉพาะสำหรับจดบันทึก</li>



<li>ก่อนลงมือจดบันทึกหรือสเกตช์ ควรใช้เวลาสั้นๆ ตรวจสอบอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองสักเล็กน้อย เพื่อเช็กว่าสภาพจิตใจเป็นอย่างไร แฮปปี้ลิงโลด หัวเสีย โกรธเคือง หรือรู้สึกเป็นคล้ายวันฟ้าครึ้ม ส่วนจะอยากหาสาเหตุหรือไม่ก็สุดแล้วแต่</li>



<li>เมื่อสเกตช์เสร็จแล้ว ชลแนะนำให้ใส่ข้อมูลกำกับไว้ในหน้าเดียวกันให้ละเอียด วัน เวลา สถานที่ บรรยากาศตอนนั้นเป็นอย่างไร มองเห็นอะไรบ้าง ได้กลิ่นอะไรบ้าง วันหน้าฟ้าเปลี่ยนย้อนกลับมาดูแล้วจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องรอบตัว กระทั่งเรื่องตัวเอง</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187974" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สองเวลาน่าจดบันทึก</strong></h2>



<p>เดาไว้ทีแรก เขาคงตอบทำนองว่า แนะนำให้ตื่นเช้ามาเดินรับไอแดดแล้วจิบกาแฟให้สดชื่น ระหว่างนั้นค่อยลงมือสเกตช์และจดบันทึก หรือไม่ก็ตอนมืดค่ำก่อนหัวถึงหมอนแล้วค่อยจดบันทึก แต่ผิดคาด สำหรับชลเขาจะบันทึกก็ต่อเมื่อ</p>



<p>“เห็นอะไรประหลาดๆ (หัวเราะ) เฮ้ย มันมีอย่างนี้ด้วยเหรอ มันจะมีสองแบบนะ หนึ่ง สิ่งที่เราเห็นเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน”</p>



<p>“เช่นวันก่อนมีผึ้งไม่รู้มาจากไหนมาเกาะที่กิ่งไม้ในบ้านเป็นยวงเลย เราเห็นก็พอรู้ว่ามันมาเกาะพัก แต่ขอวาดเก็บไว้หน่อย เพราะแปลกตาดี เสร็จแล้วผมก็ไปหาข้อมูลว่ามันคือผึ้งอะไร มาเกาะพักจริงหรือมีเหตุผลอื่น ครั้งก่อนมันพักแค่ 3 &#8211; 4 วันก็ไป แต่นี่เกาะพักยาวจะสองอาทิตย์แล้ว”</p>



<p>“สอง เป็นการติดตามว่าสิ่งสิ่งนั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า อย่างทุกวันนี้ ผมสังเกตท้องฟ้าแล้วก็วาดด้วยสีน้ำ ท้องฟ้ามันเปลี่ยนทุกวัน เราก็เรียนรู้ท้องฟ้า เรียนรู้เมฆ ทุกวันตอนบ่ายโมงกับสามโมง ผมจะออกมานั่งสังเกตแล้วบันทึกประมาณ 10 นาที อย่างวันนี้ฝนตกตอนเช้า แต่ตอนนี้แดดออก เมฆบนฟ้าก็เปลี่ยน ทำไมมันถึงเปลี่ยน ที่เห็นอยู่คือเมฆอะไร มีคำถามเยอะ”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-12-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187975" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-12-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-12-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-12-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-12-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-12-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-12.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อุปกรณ์จดบันทึก</strong></h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>กล่องเครื่องเขียน</li>



<li>iPad Pro</li>



<li>คลิปหนีบกระดาษ</li>



<li>สีน้ำพกพก </li>



<li>ปากกาพู่กันสีน้ำ</li>



<li>ไฟฉาย (กรณีไปจดบันทึกในที่อับแสง)</li>



<li>ตัวและหัวใจ</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187976" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-187977" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เสน่ห์คนละแบบ</strong></h2>



<p>อุปกรณ์ที่ชลใช้วาดและจดบันทึกมีอยู่สองแบบ คือเล่มจริง กับ iPad Pro<br>โดยนิสัย เขามักพกเล่มจริงไว้กับตัวเองเสมอ มองเห็นอะไรแปลกตาก็คว้าขึ้นมาวาดและจดบันทึก ส่วน iPad ซึ่งมีแสงสว่างในตัวเอง ข้อดีคือ บางครั้งเดินทางไปสถานที่ไร้ไฟฟ้าส่องถึงก็ไม่เป็นปัญหา หรืออย่างน้อย ใช้ฝึกฝีมือการวาดให้ดีขึ้น ด้วยว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นผิดแล้วลบได้นับอนันต์&nbsp;</p>



<p>ใครถนัดเล่มจริงหรือใน iPad ก็ตามแต่สะดวกมือ เพราะอย่างที่บอก เสน่ห์มันคนละแบบ</p>



<p>“iPad จะเร็วกว่า สมมติออกไปดูดาวตอนกลางคืนแสงน้อย แต่เรายังวาดได้สะดวก ฉะนั้นมันจะไม่มีปัญหาว่าต้องเซตไฟแล้ววาดลงสมุดบันทึก เราแค่ปลดล็อก iPad แล้วก็วาดได้เลย แต่ข้อเสียคือ มันพลิกไปพลิกมาเหมือนเล่มจริงไม่ได้ พกพาก็ไม่ค่อยสะดวก แล้วแต่ถนัดครับ เสน่ห์มันคนละแบบ”</p>



<p>ไม่ว่าจะเล่มจริง หรือ iPad จดบันทึกด้วยเครื่องมือไหนก็ (ดูรวมๆ แล้ว) มีเสน่ห์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187978" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บันทึกแต่พอดี</strong></h2>



<p>‘พอดี’ เป็นคำบ่งบอกปริมาณ ไม่มีมาตรฐานสากลคนใช้ร่วมกัน คำว่าพอดีของแต่ละคนจึงไม่เคยเท่ากัน&nbsp;</p>



<p>สำหรับชล สมุดบันทึก ‘ขนาดที่พอดี’ เหมาะมั่นจับถนัดมือ คือ ไซซ์ A6 กว้าง 6 ซม. ยาว 14 ซม. เขาว่าพกพาสะดวก ไม่เกะกะเป็นภาระหนักกระเป๋า</p>



<p>สมุดบันทึกยี่ห้อที่เขาชอบคือ talents มี 80 หน้า ราคา 247 บาท ที่ชอบเพราะเนื้อกระดาษดี ไม่ขาวซีดเหมือนกระดาษ A4 สีจะขาวอมเหลือง ไปได้ทั้งขีดเขียนและลงสีน้ำ แถมราคาสบายกระเป๋า</p>



<p>นอกจากขนาดที่พอดี สำหรับการจดบันทึก ชลว่า ‘ช่วงเวลาที่พอดี’ ก็สำคัญเช่นกัน ถ้าไม่กำหนดเวลาที่แน่นอนแล้วปล่อยไหล จะเสียเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ชลแนะนำว่าใช้เวลาจดบันทึก 10 นาทีกำลังดี ไม่ควรน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น</p>



<p>“ทุกครั้งที่จดบันทึก เราอย่าไปใช้เวลามาก เอาแค่ 10 นาทีก็พอ เพราะว่าเราจะทำได้ทุกวัน โดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องไปนั่งจดบันทึกอยู่เป็นชั่วโมง อันนั้นมากไป สู้ทำน้อย แต่ทำแบบสม่ำเสมอดีกว่า”</p>



<p>สำหรับคนยุคนี้ 10 นาทีคงไม่นานไปใช่ไหม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เล็ก is more</strong></h2>



<p>คล้ายจอมยุทธ์ นักจดบันทึกมักพกอาวุธไว้แนบกายเสมอ ชลก็เป็นเช่นนั้น</p>



<p>เมื่อต้องออกไปข้างนอก นอกจากสมุดบันทึกขนาด A6 เขาจะพกสีน้ำ ปากกาพู่กันสีน้ำ และ ‘สมุดบันทึกเล่มเล็ก’ ติดตัวไปด้วยทุกครั้ง สมุดบันทึกเล่มเล็กของชลมีขนาดใหญ่กว่า Air Pods เล็กน้อย</p>



<p>อุปกรณ์ 3 &#8211; 4 ชิ้นที่ว่ามา ล้วนมีขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก หย่อนใส่กระเป๋ากางเกงก็ไม่รู้สึกเป็นภาระ แต่คำถามคือ ในเมื่อพกสมุดบันทึกขนาด A6 อยู่แล้ว ทำไมต้องพกสมุดบันทึกเล่มเล็กอีก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187982" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ทั้งสองแบบต่างมีข้อดีของตัวเอง แต่ด้วยเนื้อที่ที่มากกว่า สมุดบันทึก ไซซ์ A6 จึงบันทึกข้อมูลได้เยอะกว่า ละเอียดกว่า ขณะที่สมุดบันทึกเล่มเล็กนั้นเหมาะสำหรับชั่วขณะที่แค่อยากแวะสเกตช์เร็วๆ แล้วไปจัดการธุระอีกล้านอย่างต่อ&nbsp;</p>



<p>และด้วยเนื้อที่อันจำกัด แง่หนึ่งมันบังคับให้เราจดบันทึกเฉพาะข้อมูลที่คิดว่าสำคัญจริงๆ</p>



<p>“สมุดเล่มจิ๋ว เราจะพกไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่เป็นภาระ แถมราคาก็ไม่ได้แพง และจบเร็ว เพราะเนื้อที่น้อย พอเนื้อที่มีน้อย เราก็ไม่สามารถบันทึกทั้งหมดที่เห็นลงไปได้ สมมติว่าผมไปเจอต้นไม้ต้นหนึ่ง ผมจะเลือกบันทึกแค่ดอกไม้ คือเราต้องตัดความไม่จำเป็นออกไปให้หมด เลือกบันทึกเฉพาะสิ่งสำคัญ”</p>



<p>อย่างน้อยที่สุด สมุดบันทึกคล้ายช่วยให้เราฝึกประเมินความสำคัญกับทุกสิ่งที่เข้ามากระทบ อะไรสำคัญก็บันทึกไว้ อะไรปล่อยผ่านได้ก็ปล่อย และเมื่อผ่านไปหลายปี ย้อนกลับมาดูสิ่งที่บันทึกไว้ในอดีต เดี๋ยวดูๆ ไปมันพอจะเห็นว่าที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับอะไร และเมินเฉยกับอะไร&nbsp;</p>



<p>แล้ววันนี้วัยนี้ ยังคิดแบบเดียวกับตอนนั้นอยู่หรือไม่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บันทึกธรรมชาติ</strong></h2>



<p>ชลเริ่มสนใจธรรมชาติมาตั้งแต่เมื่อไหร่</p>



<p>ถ้านับตั้งแต่ดูดาวก็ราว 20 ปีที่แล้ว เขาคือ product designer ที่มีความสนใจในธรรมชาติอยู่ในเนื้อตัว แต่ฝีมือการวาด ชลบอกว่าตอนนั้นยังทำได้ไม่ดี (มากเท่าตอนนี้) จุดเปลี่ยนที่ทำให้เริ่มจดบันทึกจริงจังคือ เห็นคนอื่น บันทึกแล้วสวยละเอียดดี จึงขอลับฝีมือตัวเองดูสักตั้ง แต่นั้นจึงฝึกมือด้วยการวาดลง iPad มั่นใจแล้วค่อยลงสีไม้บนเล่มจริง ภาพแรกๆ ที่เขาซ้อมวาดใน iPad คือดอกบัว</p>



<p>“ถ้าเป็นบันทึกธรรมชาติ ผมพยายามจะเขียนบันทึกทุกวัน”</p>



<p>สำหรับบางคน คำว่า ‘ทุกวัน’ คล้ายเป็นยาขม แต่ค่าที่เขาเป็นคนเอาจริง บันทึกและวาดอย่างสม่ำเสมอ รู้ตัวอักทีสมุดบันทึกธรรมชาติก็มีอยู่เต็มไปหมดแล้ว เขาบันทึกทุกอย่างที่ขวางหน้า ต้นไม้ ใบไม้ หนอน นก แมลง แมว ควาย ป่า ภูเขา ทะเล ฯลฯ</p>



<p>อย่างน้อย ถ้ามีคนเดินมาถามว่าดอกไม้งามตรงนั้นชื่อว่าอะไร เขาอาจให้คำตอบได้มากกว่าคนอื่น</p>



<p>ว่ากันตามตรง ยุคนี้คนหันหน้าหาธรรมชาติมากขึ้น ไปวิ่ง แคมป์ปิ้ง เดินป่า ฯลฯ จุดร่วมของกิจกรรมที่ว่าคือการเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางสีเขียว เพียงเพื่อขนพลังงานและประสบการณ์ดีๆ กลับบ้าน เช่นนั้นแล้วทำไมต้องแบ่งเวลามาจดสิ่งเหล่านั้นลงสมุดบันทึกอีก ดื่มด่ำไม่ดีกว่าหรือ คำถามนี้ชลคิดเห็นอย่างไร</p>



<p>“กระบวนการสังเกตและจดบันทึกเป็นวิธีสร้างความรู้ของคนมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะดาว นก หรือทุกเรื่องรอบตัวเรา มันอาศัยการสังเกตและจดบันทึกหมดเลย ถ้าทำไปเรื่อยๆ มันจะเกิด connection ถ้าบันทึกธรรมชาติบ่อยๆ เราจะผูกพันกับธรรมชาติ อยากรักษามันไว้ ไม่อยากสูญเสียมันไป”</p>



<p>ชลตั้งข้อสังเกตว่าชีวิตคนกรุงฯ กำลังลืมธรรมชาติ ตั้งแต่เช้านั่งรถไฟฟ้า เข้าออฟฟิศ ทำงาน เสร็จแล้วก็กลับคอนโด สีเขียวของต้นไม้แทบมองไม่เห็น เมื่อมองไม่เห็นกระบวนการสังเกตก็ไม่เกิด เมื่อไม่สังเกตก็ไม่เกิดคำถาม เมื่อไม่เกิดคำถามเราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย</p>



<p>ไม่แน่ใจว่าด่วนสรุปไปไหม ถ้าคุณเป็นคนชอบเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ คุณควรช่วยกันรักษามันไว้ด้วย ในแบบที่ทุกคนทำได้ ถ้าการสังเกตและจดบันทึกทำให้เกิดความผูกพันได้จริง ไปเที่ยวป่าเที่ยวเขารอบหน้า อย่าลืมบันทึกมาฝากกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187985" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บันทึกท้องฟ้า</strong></h2>



<p>ท้องฟ้าหรือดวงดาว ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ทำไมต้องแยกมาอีกหัวข้อ</p>



<p>ยิ่งคุยกับชล เรายิ่งพบว่าการบันทึกดาวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ง่ายทั้งในเชิงเทคนิคและความรู้ของผู้จดบันทึก แหงนมองฟ้าเราทุกคนเห็นดาวเหมือนกัน แต่มีน้อยคนที่พอเห็นแล้วสามารถชี้นิ้วบอกคนข้างๆ ได้ว่า ดาวที่เรียงตัวแบบนั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร จะโผล่มาให้เห็นในฤกษ์ยามไหนบ้าง ฉะนั้นถ้าคิดจะบันทึกดาว โดยไฟต์บังคับ ควรมีความรู้เรื่องดาวด้วย</p>



<p>ชลเริ่มจดบันทึกและสเกตช์ดาวหนแรกในปี 2006 เหตุการณ์ในวันนั้นคือ ชลกับเพื่อนเดินทางไปที่อ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อลองอุปกรณ์ เพื่อนทดสอบกล้องดูดาวดอปโซเนียน 10 นิ้วที่ทำเอง ส่วนชลตั้งใจว่าจะหัดใช้เมาส์แบบอีควอเทอเรียลที่เพิ่งซื้อมา&nbsp;</p>



<p>ชั่วขณะหนึ่งระหว่างนั้น เขาเห็นดาวบนฟ้าแล้วคว้าสมุดบันทึกขึ้นมาจดอะไรบางอย่างลงไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-187986" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สิ่งที่เขาบันทึกไว้บนกระดาษแผ่นนั้นคือ MR80 eyepeice 25mm (MR80 คือกล้องดูดาว ขนาดเลนส์ 80 มม. ส่วน eyepiece คือเลนส์ตา ขนาด 25 มม.) ต่ำลงมาอีกมีจุดเล็กบ้างใหญ่บ้างประมาณ 20 &#8211; 30 จุด ทางซ้ายมือมีลูกศรชี้ระบุตัวอักษร N </p>



<p>ดูจากรูปผู้อ่านพอเดาได้ไหมว่าคือดาวอะไร</p>



<p>แม้เป็นคนชอบดูดาวและมีกลุ่มแก๊งที่ไปด้วยกันบ่อย แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มบันทึกดาวจริงจังขึ้น คือหลังจากที่เขาลาออกจากตำแหน่ง Asia Regional Design Support ที่สิงคโปร์ เมื่อ 7 &#8211; 8 ปีก่อน หลังจากไม่ต้องรับผิดชอบงานประจำ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาถูกชักชวนให้ไปเขียนและสเกตช์รูปดาว เพื่อนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือที่ภายหลังมีชื่อว่า ‘เทห์ฟ้า อัศจรรย์’ ซึ่งเขาใช้เวลา 6 ปีเต็ม กับการตระเวนสเกตช์ดาวทั่วประเทศไทย</p>



<p>“ที่มันใช้เวลานานถึง 6 ปี เพราะผมใช้วิธีดูแล้ววาด ไม่ใช่ถ่ายรูปแล้วมาวาด หมายความว่ารูปดาวที่เห็นในหนังสือเล่มนี้ (เทห์ฟ้า อัศจรรย์) ผมดูดาวจากกล้องดูดาวแล้วก็วาดลงกระดาษสดๆ เดี๋ยวนั้น ตัวผมจะนั่งอยู่ที่กล้องดูดาวแล้วก็จะมีไฟสีแดงส่องเพื่อสเกตช์ออกมา”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187987" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“สเกตช์วัตถุบนฟ้ามันค่อนข้างยาก เนื่องจากภาพถ่ายให้ความจริงที่ต่างออกไป แล้วสายตามนุษย์ดูได้ไม่ละเอียดเท่ากล้องดูดาวอยู่แล้ว ถ้าอยากให้คนอื่นเห็นภาพแบบเดียวกับที่เราเห็นจากกล้องดูดาว วิธีเดียวคือต้องสเกตช์ออกมา มันถึงใช้เวลายาวนานมาก”</p>



<p>วันที่เจอกัน ชลแบกหนังสือ เทห์ฟ้า อัศจรรย์ ติดตัวมาด้วย นี่เป็นหนังสือคู่มือดูดาวที่ละเอียดและมหัศจรรย์มาก ว่ากันตามตรง เราแทบไม่เห็นหนังสือแนวนี้ในเมืองไทยมาก่อน แง่ข้อมูลยังพอมีให้อ่าน (ในภาษาอังกฤษ) อยู่บ้าง แต่ชลบอกว่าปัญหาคือ คนที่สเกตช์ภาพดาวมีน้อยมากในบ้านเรา</p>



<p>“บ้านเรามีหนังสือเกี่ยวกับดวงดาวที่เป็นภาษาไทยน้อยมาก มีแต่ของฝรั่ง ถ้าผมอยากได้มาอ่าน ผมจะไปคิโนะฯ สิงคโปร์ เล่มไหนน่าสนใจค่อยซื้อกลับมา ช่วงหลายสิบปีก่อน เรื่องดูดาวเป็นความสนใจที่แคบมาก ต่อมาพอมีเว็บบอร์ด คนถึงเริ่มเอาสิ่งที่ตัวเองสนใจมาแชร์กันมากขึ้น แล้วก็เกิดเป็นกลุ่มก้อนขึ้นมา”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187988" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“อย่าว่าแต่สมุดบันทึก หนังสือเกี่ยวกับการดูดาวบ้านเราแทบไม่มีเลย เท่าที่เห็นคือมีแต่คนถ่ายรูป คนสเกตช์ออกมาได้ผมว่ามีน้อยมาก จริงๆ ผมมีสมุดบันทึกดาวเยอะนะครับ แต่บางเล่มยกให้หอจดหมายเหตุดาราศาสตร์ (NARU) ที่เชียงใหม่ไปแล้ว”</p>



<p>เฉลยคำตอบที่ถามทิ้งไว้ สิ่งที่ชลสังเกตและลงมือสเกตช์เอาไว้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วคือ ‘ดาวลูกไก่’</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สิ่ง / สมุดบันทึก / สอน</strong></h2>



<p>ถ้าอยู่ๆ มีคนมาถามว่า 1 เดือนที่แล้ว คุณไปเจอใครมาบ้าง ไปกินข้าวที่ไหนบ่อยสุด โทรคุยกับแม่ที่ต่างจังหวัดไปกี่หน คุยอะไรกันบ้าง เชื่อว่าน้อยคนที่จะจดจำรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านั้นได้</p>



<p>เพราะใช่หรือไม่ว่า ในแต่ละวันที่ผ่านไปมีเรื่องราวแปลกใหม่เวียนวนเข้ามาเสมอ โดยอัตโนมัติ สมองเราจะเคลียร์ข้อมูลที่ไม่สำคัญออกไป หลงเหลือก็แต่เพียงเหตุการณ์สำคัญ อย่างเช่นว่า อกหัก รักเบ่งบาน สอบติดคณะในฝัน ออกรถคันใหม่ เข้าพิธีวิวาห์ ฯลฯ</p>



<p>มีคนเคยบอกว่าเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในชีวิตจะมอบบทเรียนอะไรบางอย่างให้เราเสมอ</p>



<p>นั่นเป็นเรื่องจริง แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับนักจดบันทึกคนนี้ เราว่าเรื่องธรรมดาๆ ที่เจอในชีวิตประจำวัน ก็มีส่วนหล่อหลอมความคิด นิสัย และตัวตนของคนคนหนึ่งได้มากเกินจินตนาการ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187989" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-5.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>“นักดาราศาสตร์ชาวแคนาดาบอกว่า <em>การสังเกตแล้วไม่จดบันทึกไม่ถือว่าเป็นการสังเกต</em> สังเกตแล้วเราควรจดบันทึกเก็บไว้ด้วย เพราะถ้าไม่บันทึก เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งสิ่งหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในครั้งที่แล้ว นี่เป็นสกิลพื้นฐานของนักดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์เลยล่ะ เผลอๆ ศิลปิน นักวาดรูปก็ทำ”</p>



<p>“พอเราจดบันทึกบ่อยๆ เดี๋ยวจะมีคำถามตามมาเอง บางทีคำตอบไม่สำคัญเท่าคำถามนะ คำตอบคือจุดสิ้นสุด แต่ถ้ามีคำถาม เราจะไปต่อได้ คำถามทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”</p>



<p>ต้นไม้ ดอกไม้ วิว สัตว์ หรือกระทั่งผู้คน ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเกิดอย่างเงียบเชียบ ไม่ป่าวประกาศ สิ่งต่างๆ เคยเป็นอย่างไรในอดีต ถ้าไม่บันทึกไว้จะไม่มีทางมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นเลย เพราะเราจะไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบ เช่นนั้นแล้วเราก็จะไม่มีคำถาม<br>สมุดบันทึกจึงเป็นคล้ายไทม์แมชชีนที่พาไปเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่เราเคยบันทึกไว้ในอดีต เผชิญอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดพริ้ว และสำหรับใครที่บันทึกความคิดของตัวเองลงไปในสมุดบันทึก&nbsp; เมื่อใดก็ตามที่ย้อนกลับไปดูความคิดของตัวเอง ด้วยอยากรู้ว่าอดีตกับปัจจุบัน ตัวเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร&nbsp;</p>



<p>เปิดสมุดบันทึกไปเล่มแรกๆ ที่ทำไว้เมื่อหลายปีก่อน เดี๋ยวจะเห็นเลยว่าคุณคนนั้นกับคุณคนนี้ ยังคิดเหมือนเดิม หรือกลายเป็นอื่นไปแล้ว ในหมายความว่าถ้าคุณบันทึกมายาวนานมากพอนะ ถ้าแค่ 5 วัน หรือ 10 วัน คุณอาจจะเปลี่ยนไปจริง แต่นั่นยังไม่ใช่ big change</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/13-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187990" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/13-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/13-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/13-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/13-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/13-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/13-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามในชีวิต ความต่อเนื่องสำคัญมาก ถ้าเอาภาพแรกๆ ที่ผมวาดกับภาพล่าสุดมาเทียบกัน สกิล ลายเส้นคนละเรื่อง บางทีคนมาเห็นเล่มล่าสุดของผมแล้วคิดว่ายาก แต่เขาไม่ได้มาดูเล่มแรกที่ผมทำ คนชอบพูดถึงพรสวรรค์ เกิดมาเก่งเลย ผมว่ามันไม่จริง คนมีพรสวรรค์เขามีความอดทนทำไปเรื่อยๆ ใครทำได้ต่อเนื่อง ผมถือว่านั่นคือพรสวรรค์”</p>



<p>“พอพูดถึงความต่อเนื่องแล้วผมนึกถึงหนังสือเจ้าชายน้อยที่เคยอ่าน หมาจิ้งจอกบอกว่าถ้าใช้เวลากับสิ่งใดมากๆ เราจะรู้สึกผูกพันกับสิ่งนั้น ตอนเจ้าชายน้อยมาโลก เขาบอกว่าดอกกุหลาบที่นี่สวยงาม แต่ไม่เหมือนกับดอกกุหลาบที่อยู่บนดาวเขาเลย นั่นเพราะว่าเจ้าชายน้อยผูกพันกับกุหลาบบนดาวที่เขาจากมามาก เขารักมันมาก ใช้เวลาดูแลมันทุกวัน ไม่ต่างกัน ดาวบนฟ้าเป็นคล้ายดอกกุหลาบสำหรับผม”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/my-analog-ipad-ep1/">คลี่สมุดบันทึกของ ชล วิชัยดิษฐ ผู้ตระเวนสเก็ตช์ภาพดาวและธรรมชาติรอบตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BIGBANG ปักหมุดราชมังคลาฯ จัดเวิลด์ทัวร์ฉลองครบรอบ 20 ปี ที่ กรุงเทพฯ ขายบัตร 28 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bigbang-xx-cosmos-ticket/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2026 02:26:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Agenda]]></category>
		<category><![CDATA[COSMOS_WORLD_TOUR]]></category>
		<category><![CDATA[COSMOS_WORLD_TOUR_IN_BANGKOK]]></category>
		<category><![CDATA[YG]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[iMe Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[BIGBANG]]></category>
		<category><![CDATA[XX : COSMOS]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187962</guid>

					<description><![CDATA[<p>BIGBANG กลับมาแล้ว! ไอคอนระดับตำนานแห่งวงการ K-POP พร้อมสำหรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งบนเวทีระดับโลกใน BIGBANG 2026-2027 WORLD TOUR &#60; XX : COSMOS > ถือเป็นเวลากว่า 9 ปีแล้วนับตั้งแต่ทัวร์คอนเสิร์ตแบบเต็มวงครั้งล่าสุดของพวกเขา โดยในครั้งนี้ จี-ดราก้อน (G-DRAGON), แทยัง (TAEYANG) และ แดซอง (DAESUNG) เตรียมขนความสนุกมาเปิดแสดงทั้งหมด 33 รอบ ในสเตเดียมระดับเวิลด์คลาสทั่วโลก ในปี 2569 นี้ ถือเป็นวาระพิเศษครบรอบ 20 ปีของวง ซึ่งเป็นช่วงเวลาและปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญสำหรับทั้ง BIGBANG และเหล่าวีไอพี (V.I.P &#8211; ชื่อแฟนคลับ) ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาได้ปฏิวัติวงการดนตรีและเป็นผู้ปูรากฐานสำคัญให้กับกระแส K-POP ที่ครอบคลุมไปทั่วโลกในปัจจุบัน เหล่า V.I.P ทั่วโลกเตรียมตั้งรับและสัมผัสกับเสน่ห์บนเวทีอันเป็นเอกลักษณ์ ท่าเต้นอันทรงพลัง และช่วงเวลาแห่งความสุขที่จะได้ร้องเพลงฮิตในดวงใจไปพร้อมๆ กับพวกเขาได้เลย! งาน BIGBANG 2026-2027 WORLD TOUR [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bigbang-xx-cosmos-ticket/">BIGBANG ปักหมุดราชมังคลาฯ จัดเวิลด์ทัวร์ฉลองครบรอบ 20 ปี ที่ กรุงเทพฯ ขายบัตร 28 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_POSTER_VER2-819x1024.png" alt="" class="wp-image-187963" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_POSTER_VER2-819x1024.png 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_POSTER_VER2-240x300.png 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_POSTER_VER2-768x960.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_POSTER_VER2-1229x1536.png 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_POSTER_VER2-600x750.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_POSTER_VER2.png 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<p>BIGBANG กลับมาแล้ว! ไอคอนระดับตำนานแห่งวงการ K-POP พร้อมสำหรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งบนเวทีระดับโลกใน BIGBANG 2026-2027 WORLD TOUR &lt; XX : COSMOS > ถือเป็นเวลากว่า 9 ปีแล้วนับตั้งแต่ทัวร์คอนเสิร์ตแบบเต็มวงครั้งล่าสุดของพวกเขา โดยในครั้งนี้ จี-ดราก้อน (G-DRAGON), แทยัง (TAEYANG) และ แดซอง (DAESUNG) เตรียมขนความสนุกมาเปิดแสดงทั้งหมด 33 รอบ ในสเตเดียมระดับเวิลด์คลาสทั่วโลก</p>



<p>ในปี 2569 นี้ ถือเป็นวาระพิเศษครบรอบ 20 ปีของวง ซึ่งเป็นช่วงเวลาและปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญสำหรับทั้ง BIGBANG และเหล่าวีไอพี (V.I.P &#8211; ชื่อแฟนคลับ) ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาได้ปฏิวัติวงการดนตรีและเป็นผู้ปูรากฐานสำคัญให้กับกระแส K-POP ที่ครอบคลุมไปทั่วโลกในปัจจุบัน เหล่า V.I.P ทั่วโลกเตรียมตั้งรับและสัมผัสกับเสน่ห์บนเวทีอันเป็นเอกลักษณ์ ท่าเต้นอันทรงพลัง และช่วงเวลาแห่งความสุขที่จะได้ร้องเพลงฮิตในดวงใจไปพร้อมๆ กับพวกเขาได้เลย!</p>



<p>งาน BIGBANG 2026-2027 WORLD TOUR &lt; XX : COSMOS > IN BANGKOK จัดโดย AEG Presents Asia และ iMe Thailand ร่วมกับ YG Entertainment พร้อมด้วยผู้สนับสนุนอย่าง Trip.com Group และ Klook โดยการกลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้งของพวกเขา จะจัดขึ้น ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2569<br></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_PRESALE-819x1024.png" alt="" class="wp-image-187964" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_PRESALE-819x1024.png 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_PRESALE-240x300.png 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_PRESALE-768x960.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_PRESALE-1229x1536.png 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_PRESALE-1638x2048.png 1638w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_PRESALE-600x750.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_PRESALE.png 2000w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<p>สำหรับการเปิดจำหน่ายบัตรรอบ BIGBANG V.I.P MEMBERSHIP PRESALE เหล่า V.I.P สมัครสมาชิก BIGBANG V.I.P MEMBERSHIP และลงทะเบียนเข้าร่วมการจำหน่ายบัตรล่วงหน้า ผ่านทาง BIGBANG.BSTAGE.IN ในวันพุธที่ 29 กรกฏาคม ตั้งแต่เวลา 9:00 น. ถึงวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2569 เวลา 23:59 น. เท่านั้น เพื่อรับสิทธิ์ซื้อบัตรในรอบ BIGBANG V.I.P MEMBERSHIP PRESALE ซึ่งจะเปิดจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 12:00 – 23:59 น. ผ่านทาง www.thaiticketmajor.com เท่านั้น *เปิดจำหน่ายทุกราคา ในจำนวนจำกัด* ทั้งนี้ เฉพาะแฟนๆ ที่ลงทะเบียนแบบสำรวจตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ซื้อบัตรในรอบพรีเซลนี้</p>



<p>การจำหน่ายบัตรรอบ TRIP และ KLOOK PRESALE จะเปิดจำหน่ายในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 12:00 น. เป็นต้นไป ผ่านทาง <a href="http://www.trip.com">www.trip.com</a> และ www.klook.com เท่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_SEATPLAN-819x1024.png" alt="" class="wp-image-187965" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_SEATPLAN-819x1024.png 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_SEATPLAN-240x300.png 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_SEATPLAN-768x960.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_SEATPLAN-1229x1536.png 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_SEATPLAN-1638x2048.png 1638w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_SEATPLAN-600x750.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_SEATPLAN.png 2000w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_VIPBENEFITS_TH-819x1024.png" alt="" class="wp-image-187966" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_VIPBENEFITS_TH-819x1024.png 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_VIPBENEFITS_TH-240x300.png 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_VIPBENEFITS_TH-768x960.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_VIPBENEFITS_TH-1229x1536.png 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_VIPBENEFITS_TH-1638x2048.png 1638w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_VIPBENEFITS_TH-600x750.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/BIGBANG_BKK_VIPBENEFITS_TH.png 2000w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<p>สำหรับการจำหน่ายบัตรรอบทั่วไป จะเริ่มเปิดขายออนไลน์ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 12:00 น. เป็นต้นไป ทาง www.thaiticketmajor.com และ www.fantopia.io จากนั้นจะเปิดจำหน่ายเพิ่มเติมผ่านจุดจำหน่าย Thaiticketmajor ทุกช่องทาง ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป</p>



<p>สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ <a href="https://artist.ygfamily.com/ARTISTS/BIGBANG/concert/worldtour/index.html">BIGBANG</a> และติดตามรายละเอียดงานเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง Facebook และ TikTok: imethailand / X และ Instagram: ime_thสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ <a href="https://artist.ygfamily.com/ARTISTS/BIGBANG/concert/worldtour/index.html">BIGBANG</a> และติดตามรายละเอียดงานเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง Facebook และ TikTok: imethailand / X และ Instagram: ime_th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bigbang-xx-cosmos-ticket/">BIGBANG ปักหมุดราชมังคลาฯ จัดเวิลด์ทัวร์ฉลองครบรอบ 20 ปี ที่ กรุงเทพฯ ขายบัตร 28 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขมวดคิ้วชวนเครียดกับ เค้ก &#8211; เมือง SERIOUS BACON ดูโอ้ระบบปิดกับความสัมพันธ์ที่ต่างเก็บกันมาเลี้ยง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/serious-bacon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารยา อุตอามาต]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jul 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Relationships]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Serious Bacon]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187935</guid>

					<description><![CDATA[<p>น้องคนนั้นเขาชอบเล่นกีตาร์ ส่วนพี่หน้าม้าคนนั้นเขาชอบแต่งเพลง ชีวประวัติพี่น้องร่วมสถาบันคงจบลงเพียงเท่านี้ หากท่วงทำนองเสียงดนตรีไม่ดลบันดาลให้ที่นั่งข้างน้องที่เล่นกีตาร์ดันว่าง แล้วมีคนดันจิ้มพี่หน้าม้ามานั่งร้องข้างๆ พอดิบพอดี&#160; ถอยหลังย้อนเทปความทรงจำไปในวันรับน้องของคณะ ‘เค้ก-เปมิกา จิระนารักษ์’ ยังคงสถานะพี่ปี 3 อ้าแขนต้อนรับน้อง ‘เมือง &#8211; สองเมือง ไชยฤทธิ์’ ที่เพิ่งมาต่อแถวร่วมคณะเป็นรุ่นน้องปี 1 หมาดๆ แต่ทั้งคู่คงคาดไม่ถึงว่าสถานะที่นั่งข้างๆ จะถูกติดกาวพร้อมแปะชื่อตำแหน่งดูโอ้ไว้ให้อีกฝ่ายแบบถาวร จงบอกชื่อศิลปินดูโอ้แห่งยุคนี้ที่รู้จักอย่างน้อยมา 3 คู่ เราเชื่อว่า ‘SERIOUS BACON’ คงเป็นหนึ่งในคำตอบของใครหลายคน ยอมรับว่าเรื่องราวพี่น้องร่วมคณะของทั้งคู่เคยเข้าหูผ่านตามาบ่อยครั้ง แต่ถ้าที่ผ่านมาล่าสุดคงเป็นโพสต์ครบรอบวันเกิดปีที่ 7 ของวง แต่ทั้งคู่กลับยังคงความดูโอ้เด็กน้อยน่าเอ็นดูอยู่เสมอ จนเราอยากเขยิบเข้าไปทำความรู้จักกับช่วงวัยความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นของทั้งคู่ พี่น้องทะเบียนคณะ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไม่จำกัดเพียงสายเลือดที่การันตีเสมอไป คนแปลกหน้าที่เราเคยหัวเราะใส่ คนที่เราบังเอิญเดินชนบนรถไฟ หรือรุ่นพี่รุ่นน้องที่แค่เคยได้ยินโปรไฟล์ผ่านหูเป็นครั้งคราว อาจพัฒนากลายเป็นคนที่เราต้องพบหน้าตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอน อาจเป็นคนที่แต่งชุดคู่กันบ่อยกว่าพี่น้องแท้ๆ อาจเป็นคนที่เจอหน้าบ่อยกว่าพ่อแม่ แล้วคำอธิบายเหล่านี้ควรไปต่อท้ายความสัมพันธ์แบบใด ภาพหนุ่มฟันเขี้ยวกับสาวแก้มใสตรงหน้ากำลังหารือด้วยน้ำเสียงงุ้งงิ้ง ทำเอางุนงงว่านั่นเป็นการนัดแนะหรือตบตีของทั้งสองกันนะ เราหันซ้ายหันขวากำลังคิดว่าควรห้ามทัพขนาดย่อมตรงหน้าดีหรือไม่ แต่เมื่อทั้งคู่หันมายิ้มแฉ่งเป็นอันเข้าใจตรงกันว่าการจลาจลเมื่อครู่ได้ยุติลงแล้ว เราจึงมั่นใจว่าพวกเขานี่แหละที่จะสามารถเติมคำตอบนิยามความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปในช่องว่างได้อย่างแน่นอน “เจอกันครั้งแรกก็คือในคณะแหละ มันก็จะมีช่วงสัมภาษณ์น้องๆ ปี 1 ว่างานอดิเรกชอบทำอะไร เมืองเขาเข้ามาด้วยความสามารถเล่นกีตาร์แล้วก็ร้องเพลงได้ แต่ไม่กล้าร้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/serious-bacon/">ขมวดคิ้วชวนเครียดกับ เค้ก &#8211; เมือง SERIOUS BACON ดูโอ้ระบบปิดกับความสัมพันธ์ที่ต่างเก็บกันมาเลี้ยง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>น้องคนนั้นเขาชอบเล่นกีตาร์</em></p>



<p><em>ส่วนพี่หน้าม้าคนนั้นเขาชอบแต่งเพลง</em></p>



<p>ชีวประวัติพี่น้องร่วมสถาบันคงจบลงเพียงเท่านี้ หากท่วงทำนองเสียงดนตรีไม่ดลบันดาลให้ที่นั่งข้างน้องที่เล่นกีตาร์ดันว่าง แล้วมีคนดันจิ้มพี่หน้าม้ามานั่งร้องข้างๆ พอดิบพอดี&nbsp;</p>



<p>ถอยหลังย้อนเทปความทรงจำไปในวันรับน้องของคณะ ‘เค้ก-เปมิกา จิระนารักษ์’ ยังคงสถานะพี่ปี 3 อ้าแขนต้อนรับน้อง ‘เมือง &#8211; สองเมือง ไชยฤทธิ์’ ที่เพิ่งมาต่อแถวร่วมคณะเป็นรุ่นน้องปี 1 หมาดๆ แต่ทั้งคู่คงคาดไม่ถึงว่าสถานะที่นั่งข้างๆ จะถูกติดกาวพร้อมแปะชื่อตำแหน่งดูโอ้ไว้ให้อีกฝ่ายแบบถาวร</p>



<p>จงบอกชื่อศิลปินดูโอ้แห่งยุคนี้ที่รู้จักอย่างน้อยมา 3 คู่ เราเชื่อว่า ‘SERIOUS BACON’ คงเป็นหนึ่งในคำตอบของใครหลายคน ยอมรับว่าเรื่องราวพี่น้องร่วมคณะของทั้งคู่เคยเข้าหูผ่านตามาบ่อยครั้ง แต่ถ้าที่ผ่านมาล่าสุดคงเป็นโพสต์ครบรอบวันเกิดปีที่ 7 ของวง แต่ทั้งคู่กลับยังคงความดูโอ้เด็กน้อยน่าเอ็นดูอยู่เสมอ จนเราอยากเขยิบเข้าไปทำความรู้จักกับช่วงวัยความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นของทั้งคู่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187947" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พี่น้องทะเบียนคณะ</strong></h2>



<p>ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไม่จำกัดเพียงสายเลือดที่การันตีเสมอไป คนแปลกหน้าที่เราเคยหัวเราะใส่ คนที่เราบังเอิญเดินชนบนรถไฟ หรือรุ่นพี่รุ่นน้องที่แค่เคยได้ยินโปรไฟล์ผ่านหูเป็นครั้งคราว อาจพัฒนากลายเป็นคนที่เราต้องพบหน้าตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอน อาจเป็นคนที่แต่งชุดคู่กันบ่อยกว่าพี่น้องแท้ๆ อาจเป็นคนที่เจอหน้าบ่อยกว่าพ่อแม่ แล้วคำอธิบายเหล่านี้ควรไปต่อท้ายความสัมพันธ์แบบใด</p>



<p>ภาพหนุ่มฟันเขี้ยวกับสาวแก้มใสตรงหน้ากำลังหารือด้วยน้ำเสียงงุ้งงิ้ง ทำเอางุนงงว่านั่นเป็นการนัดแนะหรือตบตีของทั้งสองกันนะ เราหันซ้ายหันขวากำลังคิดว่าควรห้ามทัพขนาดย่อมตรงหน้าดีหรือไม่ แต่เมื่อทั้งคู่หันมายิ้มแฉ่งเป็นอันเข้าใจตรงกันว่าการจลาจลเมื่อครู่ได้ยุติลงแล้ว เราจึงมั่นใจว่าพวกเขานี่แหละที่จะสามารถเติมคำตอบนิยามความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปในช่องว่างได้อย่างแน่นอน</p>



<p><strong>“เจอกันครั้งแรกก็คือในคณะแหละ มันก็จะมีช่วงสัมภาษณ์น้องๆ ปี 1 ว่างานอดิเรกชอบทำอะไร เมืองเขาเข้ามาด้วยความสามารถเล่นกีตาร์แล้วก็ร้องเพลงได้ แต่ไม่กล้าร้อง เพราะเป็นคนขี้เขิน ภาพแรกที่เค้กจำเมืองได้คือเมืองขอให้พี่ๆ ทั้งห้องหันหลังถึงจะร้องเพลงได้ ไม่งั้นคือไม่กล้าร้องถ้าทุกคนมองเขาอยู่”</strong></p>



<p>ดูโอ้คนพี่เล่าถึงวีรกรรมวันแรกพบจนเจ้าของเรื่องเผลอหลุดขำเมื่อนึกย้อนการกระทำของตัวเองในวันนั้น แต่ก็สวนกลับจากมุมมองเขาเช่นกันว่าอีกฝ่ายก็ไม่ธรรมดา</p>



<p><strong>“จริงๆ ตอนเจอครั้งแรก เขาเป็นคนมีชื่อเสียงในคณะ ถอยไปช่วงรับน้องของจุฬาฯ คนเขาบอกกันว่า คนนี้มีเพลง แต่งเพลงเอง ตอนนั้นก็ยังไม่ได้รู้จักหรอกเพราะเขาดูไม่ค่อยน่าสนใจขนาดนั้น”</strong> คำพูดเยินยอชวนเย้าแหย่ทำเอาคนพี่ขำด้วยความเขินอายจากชื่อเสียงเรียงนามเกินจริงที่ถูกป่าวประกาศไปทั่ว</p>



<p><strong>ถ้าวันนั้นที่นั่งข้างๆ ไม่ใช่กันและกัน ทั้งคู่จะยังได้ทำความรู้จักกันไหม</strong></p>



<p><strong>“วันนั้นเรียกได้ว่าผ่านมาผ่านไป ร้องเพลงเสร็จก็ไม่ได้ทำความรู้จักอะไรกัน เพราะก็มีหลายๆ คนด้วยในห้อง แต่ว่ามารู้จักกันจริงๆ ตอนเข้ามาเรียนแล้วมากกว่า เพราะว่าทำงานฝ่ายเดียวกัน ทำเพลงละคร”</strong> เมืองย้อนความถึงเหตุการณ์ในวันนั้น</p>



<p><strong>“ถ้าไม่ได้ทำงานฝ่ายเพลงด้วยกันก็คงจะผ่านไปผ่านมาในคณะแหละ แต่ก็คงไม่ได้เกิดวงนี้ขึ้น”</strong> เค้กเสริม</p>



<p><strong>ตอนเลื่อนสถานะจากพี่น้องร่วมคณะเป็นเพื่อนร่วมวงต้องปรับจูนเข้าหากันเยอะไหม</strong></p>



<p><strong>“ก่อนมาเป็น SERIOUS BACON เรารู้จักกันมาแล้วสักปีหนึ่งได้ ทำงาน ทำเพลง ทำบทละคร ช่วยงานในคณะ จิปาถะมากมายกว่าจะได้มาทำวง จุดที่เราเริ่มก็สนิทกันอยู่แล้วประมาณหนึ่ง เหมือนรู้นิสัยกันเองอยู่แล้วว่าเป็นคนประมาณนี้ เรื่องของการทำงานก็ไม่ต้องมาจูนกันใหม่ขนาดนั้น…ไหม”</strong> เมืองหันไปถามเค้กเพื่อขอความคิดเห็นเพิ่มความมั่นใจ</p>



<p><strong>“ไม่ได้ต้องจูนกันใหม่ขนาดนั้น ช่วงก่อนจะทำวงคณะจะมีละครนิเทศจุฬาฯ ที่เขาเล่นปีละครั้ง เขาจะมีอัลบัมรวมเพลงในคณะที่ทำแล้วไม่มีที่จะไปปล่อย เขาก็ปล่อยรวมกันในอัลบัมนั้น ด้วยความที่เมื่อก่อนอาจจะไม่ได้มีโซเชียลที่คนมาลงปล่อยเพลงเองเยอะขนาดนี้ แล้วเค้กอยากทำเพลงแต่ไม่ได้เป็นคนค่อยเล่นดนตรี พอเมืองเข้ามาปีหนึ่งก็ให้มาช่วยงาน ก็เลยเหมือนได้ทดลองทำงานร่วมกันมาบ้าง”</strong></p>



<p><strong>แล้วหลังจากรู้จักกัน ถ้าให้ตอบอีกทีนิสัยเหมือนอย่างตอนแรกที่คิดไว้ไหม</strong></p>



<p>ทั้งคู่ขำ เป็นเมืองที่ขอชิงตอบคำถามนั้นก่อน ราวกับรู้ว่าตนจะถูกเผยตัวตนในไม่ช้า</p>



<p><strong>“พอได้ทำงานกันจริงจังขึ้นก็ไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น รู้สึกว่าคล้ายๆ กับที่คิดไว้นั่นแหละ ก็เป็นคนที่จริงจังกับงาน”</strong></p>



<p>ถึงคราวเค้กตอบ <strong>“แต่ถ้าของเมืองอาจจะต่างนิดนึง อาจจะไม่ตรงปก ตอนแรกเป็นคนขี้อายมาก เด็กที่เรียกให้พี่ๆ หันหลังในวันนั้นไม่คิดว่าเขาจะพูดเยอะกวนๆ ขนาดนี้ เมืองเป็นคนที่สรรหาเรื่องมาพูดไปเรื่อย บางทีก็พูดชื่อใครไม่รู้ขึ้นมา พอถามว่าใครก็บอกว่าไม่มี พูดไปงั้นแหละ ชอบตั้งชื่ออะไรขึ้นมาไม่รู้ ขอให้ได้พูด”</strong> (ขำ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-11-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187948" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-11-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-11-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-11-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-11-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-11-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-11.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>นิสัยส่วนตัวของแต่ละฝ่ายที่คิดว่าคนอื่นไม่รู้</strong></p>



<p><strong>“จริงๆ สิ่งที่ได้รู้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่แฟนเพลงได้เผชิญอยู่</strong>” เค้กตอบ</p>



<p><strong>“ก็เป็นแบบนี้ทั้งในและนอกบ้าน แล้วก็ทุกคนอาจจะรู้อยู่แล้วแหละว่าเค้กอ่อนไหวกว่าที่คิด ร้องไห้ง่ายมาก น้ำตาแบบสั่งได้”</strong> เมืองขำ</p>



<p><strong>แล้วเมืองปลอบไหม</strong></p>



<p><strong>“ก็ไม่ ส่วนใหญ่เห็นแล้วก็จะขำ”</strong></p>



<p><strong>“ทุเรศ”</strong> เค้กบ่นกับความติดเล่นของอีกฝ่าย</p>



<p><strong>“ของเมืองก็เป็นคนกวนๆ อย่างที่ทุกคนได้เผชิญ แฟนเพลงถ้าเห็นช่วงปีแรกๆ แล้วมาเห็นช่วงนี้ก็อาจจะงงๆ นิดนึงว่าพูดเยอะขนาดนี้แล้วเหรอ”</strong></p>



<p><strong>“เขารู้อยู่แล้ว”</strong> เมืองตบท้ายด้วยความมั่นใจความพูดเยอะของตัวเอง</p>



<p><strong>เมืองติดเล่นขนาดนี้เค้กมีห้ามไหม</strong></p>



<p><strong>“โอ๊ย มีเยอะเลย”</strong> เค้กขำก่อนเล่าว่า&nbsp;</p>



<p><strong>“ถ้าเป็นโมเมนต์ที่แฟนเพลงไม่ได้เห็นน่าจะเป็นช่วงที่เราแต่งเพลงกัน ซึ่งเค้กไม่ได้แต่งเพลงร่วมกับเมืองมานานมาก เพราะเวลาที่นั่งทำเพลงด้วยกันเค้กเป็นคนที่แยกสมาธิไม่ค่อยได้ เราจดจ่อได้ทีละอย่าง แล้วเมืองเป็นคนที่ทำหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน สมมติเขียนเพลงอยู่สักพักไปดีดกีตาร์ หรือพูดไปเรื่องอื่นในขณะที่เรากำลังโฟกัสอยู่”</strong></p>



<p><strong>“Multitask”</strong> เมืองอธิบายความสามารถของตนอย่างภูมิใจ</p>



<p>เสียงหัวเราะดังเป็นระยะตามวีรกรรมที่ทั้งคู่ผลัดกันฟ้อง ภาพความคึกคักตรงหน้าต่างจากปกที่เคยแปะป้ายว่าวงอินโทรเวิร์ตเล็กน้อย เราจึงขอถามว่าแท้จริงแล้ว คู่หูเรียบร้อย พูดน้อย น่ารัก ในสื่อโซเชียลนั้นช่วยย้ำรับประกันอีกทีว่าภาพนั้นเป็นภาพจริง คนที่เห็นในภาพก็เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ตัวแสดงแทน</p>



<p><strong>“โดยพื้นฐานไม่ใช่คนพูดน้อยหรอกในคำว่า ‘อินโทรเวิร์ต’ ไม่รู้ว่าใครนิยามว่ายังไง ถ้าอย่างผมก็พูดปกติกับเพื่อน แต่เวลาไปเจอคนใหม่ๆ จะไม่ได้เข้าหาใครก่อน สมมติไปงานที่แบบ โห คนเยอะมาก เราก็จะทำความรู้จักคนไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะเข้าไปคุยอะไรกับเขาดี เห้ย คนปกติเขาเริ่มเป็นเพื่อนกันยังไงนะ”</strong> เมืองตอบพร้อมยกตัวอย่างความอินโทรเวิร์ตตัวจริงเสียงจริงให้ฟัง</p>



<p><strong>“อย่างตอนเข้ามหาวิทยาลัยกลุ่มเพื่อนก็บอกว่าเห็นผมยืนเหงาๆ คนเดียวเลยเดินมาทัก ไม่งั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะหาเพื่อนยังไง”</strong></p>



<p><strong>“เหมือนถูกรับไปเลี้ยง”</strong> เค้กนิยามประเภทที่พวกเขาเป็นด้วยคำนี้พร้อมเล่าว่าเธอก็ไม่ต่างกัน</p>



<p><strong>“คล้ายๆ กัน ถ้ากับพี่ๆ น้องๆ ในวงการเพลงเราก็รู้จักคนประมาณหนึ่งนะ ไม่ได้ไม่คุยกับใครเลย แต่ว่าถ้าไม่ได้มีเรื่องคุยก็จะไม่ได้เข้าไปทัก ทักคนไม่เก่ง”</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187949" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คิดว่าเป็นคนแบบไหนที่ทั้งคู่จะเลือกเข้าไปทำความรู้จัก</strong></p>



<p><strong>“คนที่เขามองเราก่อน”</strong> เมืองรีบตอบความในใจอย่างรวดเร็ว</p>



<p>เค้กอธิบายเพิ่ม <strong>“จริงๆ บอกไม่ถูก บางทีน่าจะเป็นคนที่เอเนอร์จีใกล้ๆ กัน มันรู้สึกถึงออร่าบางอย่างว่าคนนี้เป็นเพื่อนกับเราได้ ต้องรอเขาเข้ามาทักก็จะคุยด้วย”</strong></p>



<p><strong>“เดี๋ยวนี้ถ้าไปงานประกาศรางวัลเขาจะมีลานคอนเทนต์ของเหล่าศิลปิน เราก็จะทำใจเฮือกหนึ่งเพื่อที่จะขอถ่ายร้องเพลงด้วยได้ไหมคะ ก็ยากอยู่ ก็จะสะกิดกันก่อนนิดหนึ่ง ไม่ค่อยอยู่ดีๆ เข้าไปทัก แต่จริงๆ ศิลปินหลายคนที่เราเจอตามงานก็เคยทักทายกันอยู่บ้าง เช่น PROXIE ก็เจอกันอยู่เรื่อยๆ แล้วเขาก็เป็นแขกรับเชิญคอนเสิร์ตเรา เวลาเจอกันตามงานก็จะทักกันง่ายขึ้นหน่อย”</strong></p>



<p><strong>นิสัยโหมดทำงานกับชีวิตจริงของ SERIOUS BACON ต่างกันบ้างไหม</strong></p>



<p><strong>“จริงๆ ก็คล้ายกันนะ พูดยาก เพราะชีวิตจริงมันทำงานด้วยกันมาจนแยกไม่ออกแล้วว่านิสัยอันไหนตอนทำงาน อันไหนนิสัยตอนชีวิตจริง”</strong> เมืองตอบแบบด้วยน้ำเสียงปลงๆ</p>



<p>เค้กเสริมต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง <strong>“คือพวกเราแทบจะเป็น SERIOUS BACON Full Time แล้ว”</strong></p>



<p><strong>“ถ้าชีวิตจริงคงเป็นคนที่ขี้เกียจขึ้น วันไหนไม่ทำงานก็ชอบอยู่บ้านทิ้งตัว</strong>” เมืองเผยธาตุแท้ที่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องปิดบังแต่อย่างใด แถมดูโอ้รู้ใจยังซ้ำเติมความอินโทรเวิร์ตอีกว่า</p>



<p><strong>“คล้ายกัน เป็นคนประเภทที่จะดีใจถ้านัดล่ม”</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไม้ทีและแสงแฟลช</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187950" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เป็นอันเข้าใจตรงกันว่าภาพจำของดูโอ้เจ้าของวงเจ้าเบคอนหน้านิ่วคิ้วขมวดจบการศึกษาจากสถาบันเดียวกันอย่างคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากจะเดินสายสู่วงการศิลปิน นักร้อง คงไม่ใช่เรื่องที่ชวนขมวดคิ้วสักเท่าไหร่ ยิ่งโชคชะตาดันเป็นใจให้เข้าคู่ดูโอ้สายอาชีพนี้จึงร่นระยะเส้นชัยเข้ามาใกล้อีกระดับ แต่แล้วถ้าวันนี้ทั้งสองไม่ได้จับกีตาร์ ถือไมค์ แต่งตัวน่ารัก แจกยิ้มสดใสบนเวที ทั้งคู่จะไปยืนซีเรียสอยู่ในวงการไหนกัน</p>



<p><strong>“จริงๆ ก็เกือบละ เกือบไม่ได้เป็น SERIOUS BACON ละ”</strong> คำตอบของเมืองทำเอาเค้กหันขวับ</p>



<p><strong>“เพราะช่วง ม.ปลาย ผมอยากเข้าสถาปัตย์มากๆ สอบทุกอย่างหมดละ จนวันสุดท้ายที่ต้องเลือกอันดับคณะเราก็คิดในใจว่าเราอยากทำงานสถาปัตย์จริงไหมวะ คิดอยู่นานมากว่าถ้าเลือกนิเทศอันดับ 1 ที่บ้านจะยังไงเพราะติวหมดไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ จะมาเลือกนิเทศแล้วที่ทำมาสามปีเรียนมาทำไม แต่สุดท้ายผมเลือกอะไรที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกก็เลยเลือก นิเทศ มาเป็นอันดับ 1 แทน”</strong></p>



<p><strong>“ผมไปเทียบคะแนนมาแล้วด้วยนะปีนั้น ถ้าเลือกสถาปัตย์เป็นอันดับ 1 ก็คือติดอะแหละ แต่อะไรดลใจไม่รู้เลือกนิเทศแทนก็เลยมาเป็นทุกวันนี้ ถ้าวันนั้นเลือกสถาปัตย์วันนี้ก็อาจจะนั่งตัดโมเดลอยู่ในออฟฟิศสักที่”</strong></p>



<p>เค้กลองนึกย้อนไปในช่วงเวลาเดียวกันก่อนเล่าว่า <strong>“ช่วงก่อนทำวงเค้กเป็น ตากล้องฟรีแลนซ์ ถ่ายรูปรับปริญญา เป็นช่วงที่เราค้นหาตัวเองว่าจะทำอะไรดีวะ เค้กเรียนฟิล์มแล้วก็รู้สึกว่าเป็นผู้กำกับก็ไม่น่ารอด เป็นตากล้องตอนไปถ่ายรูปรับปริญญาก็สู้คนอื่นไม่ค่อยได้ สมมติเขาต้องถ่ายรูปรวมกันคนที่จ้างเราอาจจะได้รูปเป็นคนท้ายๆ ตากล้องคนอื่นเขาจะแบบ กล้องนี้ครับๆ! เค้กก็จะแบบ กล้องนี้ค่ะ(เสียงเบา) แล้วเราก็จะได้เป็นคนสุดท้ายเลยคิดว่าเป็นตากล้องก็ไม่น่ารอดจะไปทำอะไรดีวะ”</strong></p>



<p><strong>“แล้วระหว่างนั้นก็ดันได้ทำวงพอดี นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่ทำวงชีวิตตอนนี้จะเป็นยังไง ถ้าไม่ได้ทำวงเค้กคงไม่ได้ฝึกแต่งเพลงให้มากขึ้นด้วย ทุกวันนี้นอกจากงานวงก็จะไปแต่งเพลงให้ศิลปินคนอื่นบ้างแต่ถ้าไม่ได้เริ่มทำวงตั้งแต่แรกก็ไม่รู้จะได้มาทำเพลงในวงการนี้ไหม”</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187951" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>น้องเมืองถาปัตย์กับพี่เค้กช่างภาพเผลอนึกตามก็แอบอมยิ้มหน่อยๆ ด้วยเพราะความตั้งใจของทั้งคู่ที่บรรยายจนเราเห็นภาพ แต่ยิ่งพูดคุยยิ่งรู้สึกเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เหมือนจิกซอว์ที่หาเข้าคู่กันจนเจอแต่เป็นจิกซอว์แผ่นเดียวกันที่ถูกตัดแบ่งเป็นสองชิ้นซะมากกว่า ทุกบทสนทนาต้องแอบแทรกด้วยการพยักหน้า สายตาที่ประสาน สะกิดบ้างเป็นครั้งคราว คำตอบของทั้งคู่คล้ายกันไม่มากก็น้อยจนอดถามไม่ได้ว่า</p>



<p><strong>คิดว่านิสัยอะไรของอีกฝ่ายที่เราไม่มี</strong></p>



<p><strong>“เค้กเป็นคนละเอียดกว่าผม ผมว่าผมก็เป็นคนละเอียดแล้วนะแต่เขาจะละเอียดมากๆ สมมติได้โปสเตอร์มาก็ต้องตรวจแบบละเอียดแล้วก็เป็นคนอ่อนไหว ผมไม่ค่อยเป็นคนอ่อนไหว มีคอนเสิร์ตมา 3 &#8211; 4 รอบไม่เคยร้องไห้บนเวทีเลย ไม่มีน้ำตาสักหยดแต่จะไปเสียน้ำตากับเรื่องตลกๆ แทน แต่เค้กจะร้องไห้ทุกรอบ เล็กใหญ่อะไรร้องหมด”</strong> เมืองตอบ</p>



<p>คำตอบของเค้กเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมปนกัดฟันอิจฉาความสามารถของอีกฝ่ายเล็กๆ <strong>“ถ้าเป็นนิสัยของเมืองอาจจะเป็นความมีสติในบางครั้งแล้วก็การที่สามารถทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้ซึ่งเค้กทำไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ไม่ขับรถ เคยเรียนขับรถแล้วห้ามใครคุยด้วยเพราะถ้าคุยด้วยจะขับไม่ได้”</strong></p>



<p><strong>“อ๋อ แล้วก็เป็นคนที่จำอะไรก็ไม่รู้ในชีวิตได้เยอะ เหมือนความจำในหัวเยอะมากแต่ชอบไปจำเรื่องไร้สาระซึ่งเค้กจำไม่ได้แล้ว”</strong></p>



<p><strong>แล้วถ้าเรื่องแสดงความรักล่ะ ทั้งคู่แสดงออกแบบไหน</strong></p>



<p>หนุ่มหน้ามึนตอบพลางนึก <strong>“ไม่ค่อยพูดนะ ทั้งกับที่บ้านแล้วก็เพื่อนเอง พูดยากมากเพราะเป็นคนไม่ค่อยตอบแชตด้วย ถ้าสมมติเจอกันก็ (เงียบ) บางทีเรา (เงียบ) โห คำถามยากเนอะ เป็นคนที่ไม่ค่อยทำอะไรตรงๆ ชอบทำให้แบบไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าเราทำ”</strong></p>



<p><strong>“ถ้าพูดแบบกว้างๆ ผมไม่ค่อยแสดงออกแต่ก็รักนะ (ขำ) งงไหม ไม่ได้พูดว่ารักแต่ก็รักนะ ไม่ได้ทำแต่ก็ทำนะ ปิดทองหลังหัวเตียง”</strong></p>



<p><strong>“ห้ะ”</strong> ประโยคปิดท้ายทำเอารอยยิ้มของดูโอ้สาวหายไปแต่ถูกความงุนงงแทรกมาแทน</p>



<p><strong>“ถ้าเป็นเค้กเองรู้สึกว่าด้วยความที่เราเป็นคนที่ไม่ได้ชอบเข้าสังคมมาก ถ้าเกิดว่าใครที่เราให้เวลา ให้ priority ในชีวิต สมมติถ้าคนนี้นัดจะพยายามทำตัวเองให้ว่างก็คิดว่านั่นคือการแสดงความรักในแบบหนึ่งของเรา แปลว่าคนคนนี้เราสบายใจที่จะอยู่ด้วย”</strong></p>



<p><strong>“เค้กก็ไม่ได้เป็นคนที่บอกรักตลอดเวลาแต่ถ้ามีเวลาก็จะไปอยู่ด้วย ใช้เวลาร่วมกันอะไรแบบนั้นซะมากกว่า”</strong></p>



<p><strong>วิธีที่พูดมาใช้กับ SERIOUS BACON ด้วยกันเองบ้างไหม สมมติเจอวันเหนื่อยๆ แล้วเราหันไปเจอเพื่อนร่วมวงเราจะ</strong></p>



<p><strong>“เหนื่อยกว่าเดิม”</strong> เมืองตอบพลางขำกับคำตอบที่ซ่อนความตลกร้ายเอาไว้ก่อนตอบอย่างจริงจังต่อว่า</p>



<p><strong>“จริงๆ มันก็มีช่วงเหนื่อยๆ เราก็จะพากันหยุดทำงานมากกว่าแล้วก็ไปทำอย่างอื่นอย่าง กินข้าว เดินเล่น”</strong></p>



<p>เค้กอธิบายความเหนื่อยให้เราเข้าใจง่ายขึ้น <strong>“ด้วยความที่เราทำงานด้วยกัน ความเหนื่อยเราก็จะมีเลเวลที่ใกล้กัน ช่วงที่งานเยอะมากก็ต้องหาเวลาพัก วันนี้ไม่ไหวแล้วเราต้องไปกินของที่อร่อยมากๆ กันก็จะเป็นวิธีเหล่านั้นที่ทำให้เรามีพลังงาน”</strong></p>



<p><strong>คนพี่ก็ไม่พูด คนน้องก็เน้นการกระทำ หากให้ต้องแปลงการกระทำเหล่านั้นเป็น 1 ประโยคอยากบอกอีกฝ่ายว่า</strong></p>



<p>คนน้องรีบตอบราวกับตั้งตารอคำถามนี้อยู่ <strong>“ถ้าที่พูดบ่อยสุดคงเป็นแบบ เค้กชอบไม่มั่นใจ เราก็จะคอยบอกว่าสิ่งที่ทำมันดีอยู่แล้ว เก่งอยู่แล้วทำได้ขนาดนี้หรือไม่ก็แบบ ไม่ต้องไปคิดเยอะ คิดอะไรมากมาย จะไปเครียดอะไรยอดวิว ช่างมันเถอะ ผมพูดคำนี้บ่อย”</strong></p>



<p>คนพี่พยักหน้ายอมจำนนต่อความจริงที่เธอเป็น <strong>“ส่วนมากเมืองจะต้องปลอบเค้กมากกว่า เค้กก็จะไม่ได้มีอะไรต้องปลอบเมืองขนาดนั้น”</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เพื่อนระบบปิด</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187952" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ความหมายของความสัมพันธ์ที่ดีคงถูกผันแปรไปตามกรรมวิธีความคิด ชีวิต และบุคคล หากใครสักคนอยากหาคำตอบที่แท้จริงคงเป็นเรื่องยากแต่เชื่อว่ากาลเวลา ผู้คน ที่ผันผ่านจะทำให้คุณเจอคำตอบสำหรับตัวเองในสักวัน</p>



<p>หลายครั้งที่เราโยนคำถามนี้ลงบทสนทนาคราวใด คำตอบที่ได้กลับมามันช่างหลากหลายจนสับสนชวนมองย้อนกลับมามองความสัมพันธ์ที่ผู้คนกำลังวกวนว่าที่ตนประสบพบเจออยู่นั้นเข้าขั้นมาตรฐานที่ป่าวประกาศว่านี่คือความสัมพันธ์ที่ดีหรือยังนะ</p>



<p>เจ้าก้อนคู่หูนั่งกระซิบกระซาบจนรู้สึกว่าหรือเป็นเส้นเสียงของเราต่างหากที่ดังเกินไปสำหรับทั้งคู่ ความสัมพันธ์ที่เหมือนค่อยๆ จูงกันไป หากฝ่ายไหนเหนื่อยก็ชวนกันนั่งพัก ดูไปดูมา หรือว่านี่เข้าข่ายคำตอบของโจทย์ข้อนี้หรือเปล่า</p>



<p><strong>ความสัมพันธ์ที่ดี สำหรับทั้งคู่คืออะไร</strong></p>



<p><strong>“คือความสัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตไปข้างหน้า ผมมองว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะสบายหรือเหนื่อยมันก็ดีได้ แต่มันควรจะทำให้ชีวิตเราแบบไปในทางที่ดีไม่ว่าจะเพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนรอบตัว แม้กระทั่งค่ายเพลง ความสัมพันธ์ที่ดีมันก็ควรทำให้ชีวิตเราไปข้างหน้า”</strong> ความหมายของเมืองว่าอย่างนั้น</p>



<p>เค้กเห็นด้วยกับคำตอบของอีกฝ่าย <strong>“ใช่ การทำงานมันต้องเหนื่อยอยู่แล้วหรือแม้แต่ในความสัมพันธ์เองก็ไม่มีหรอกที่จะไม่ขัดแย้งกันเลยสักเรื่องเดียว ถ้าสุดท้ายแล้วความขัดแย้งหรือความเหนื่อยมันส่งเสริมให้ชีวิตเรามันไปข้างหน้าได้หรือซัปพอร์ตกันและกันได้ก็ดี”</strong></p>



<p>ทั้งคู่ลงความเห็นตรงกันว่าคำตอบของโจทย์ข้อนี้คงขอเขียนคำตอบคล้ายๆ กันว่าถ้าอยู่คนเดียวแล้วดีกว่าการที่ต้องมาทำความรู้จักใครสักคนแล้วชีวิตย่ำแย่ลงก็คิดว่านั่นคงไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดี คิดว่าคำตอบข้อนี้คือคนที่พาเราไปในทางที่ดีขึ้นสามารถเป็นเพื่อนคู่คิดกันได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187953" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>งั้นขอคำนิยามสำหรับความสัมพันธ์ของทั้งคู่หน่อย</strong></p>



<p><strong>“เพื่อนคู่คิด!”</strong></p>



<p>เมืองอธิบายคำตอบของตนเพิ่มว่า <strong>“ด้วยความที่เราเป็น SERIOUS BACON เต็มเวลามาก ทุกวันนี้ 100% ให้เลย 85% ของเวลาในแต่ละวันเหมือนทำงานอยู่ตลอด ยิ่งปีนี้ปล่อยเพลงถี่มากเลยมีเวลาอยู่กับสิ่งนี้ให้มันเยอะมาก เพื่อนคู่คิดก็น่าจะเหมาะสมแล้ว ปรึกษากันตลอดว่าทำอะไรดี วันๆ มีอยู่แค่นี้”</strong></p>



<p><strong>“ต่อให้ไม่ใช่เพลง SERIOUS BACON สมมติเค้กเขียนเพลงให้ศิลปินคนอื่นก็จะปรึกษาเมืองอยู่ดีก็เป็นเพื่อนคู่คิด ก็ดี”</strong> เค้กเห็นด้วยกับคำนิยามของคนน้อง</p>



<p><strong>คิดว่าอีกฝ่ายเปรียบเหมือนอะไร</strong></p>



<p>เมืองนิ่งเงียบสักพักก่อนโพล่งออกมาว่า <strong>“กบ”</strong></p>



<p>เสียงหัวเราะของคนพี่ดังลั่นก่อนถามเหตุผลอีกฝ่าย</p>



<p><strong>“หน้าเหมือน”</strong></p>



<p>หลังจากนิ่งเงียบอีกสักพักเมืองจึงขอแก้ตัวกับคำตอบที่จริงจังขึ้นมาอีกขั้น <strong>“เหมือน…ไม้บรรทัดแล้วกัน บางทีเราชอบถามเขาว่าทำแบบนี้ดีไหม ทำแบบนี้โอเคไหม เป็นไม้บรรทัดที่เป็นยางด้วยนะ แบบที่เมื่อก่อนเอาไปตีเพื่อนเล่นที่โรงเรียน รุ่นที่เจ็บใสๆ สีๆ ตีเพื่อนมันมาก”</strong></p>



<p>เค้กยิ้มได้ไม่กี่นาทีรอยยิ้มก็หายไปหลังจากนึกได้ว่า <strong>“แต่มันไม่ค่อยตรงนะ ตีแล้วมันเบี้ยว”</strong></p>



<p><strong>“ถ้าเมืองเหรอเป็นอะไรดี”</strong> เค้กนึกออกอยู่สิ่งหนึ่งสิ่งที่ผู้คนชอบเอาไว้ต่อยกันแต่เจ้าตัวดันนึกไม่ออกว่าเขาเรียกสิ่งนั้นกันว่าอะไร&nbsp;</p>



<p>สักพักคำตอบก็ถูกเฉลยจากคนข้างๆ เธอเอง <strong>“กระสอบทรายเหรอ”</strong></p>



<p>เค้กขำปนพยักหน้า <strong>“ก็สามารถไปบ่นด้วยได้แต่ก็ยังมีความนิ่มๆ ให้เราเป็นที่พักพิง”</strong></p>



<p>เมืองอธิบายสรรพคุณเพิ่มว่า <strong>“กระสอบทรายเขาเรียกง่ายๆ ว่าสนามอารมณ์ เป็นที่เอาไว้ทุบตีแต่ว่าก็เป็นที่ที่เอาไว้ฝึกปรือฝีมือด้วย นักมวยจะขึ้นชกไม่ได้ถ้าไม่ได้ชกกับกระสอบทรายก่อน ถือว่ามีประโยชน์”</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187954" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้าให้เลือก 1 เพลงหรือ 1 ท่อนให้อีกฝ่ายจะเลือกเพลง</strong></p>



<p><strong>“เซ็ง! บอกเลยว่าเซ็ง” </strong>นี่ไม่ใช่การบ่นแต่อย่างใดแต่เป็นเนื้อร้องที่เมืองเลือกให้อีกฝ่ายอย่างตั้งใจ&nbsp;</p>



<p>ก่อนอีกฝ่ายจะเห็นดีเห็นงามด้วย <strong>“เอาศัตรูหัวใจเหมือนกัน (ขำ) เพราะมีท่อนหนึ่งร้องว่า ไม่ถูกชะตา ไม่ชอบขี้หน้า”</strong></p>



<p><strong>มีอะไรที่อยากบอกฝ่ายตรงข้ามแต่ไม่เคยมีโอกาสได้พูดไหม</strong></p>



<p><strong>“โอนเงินมาด้วย”</strong> ไม่ต้องเดาว่าคำตอบสุดกวนเป็นของฝ่ายไหนแต่ไม่ทันไรดูโอ้คนน้องก็ปรับเข้าโหมดซึ้งซะงั้น</p>



<p><strong>“จริงๆ ก็บอกไปเยอะแล้วเนอะ ก็ขอบคุณแล้วกัน ขอบคุณที่รู้สึกว่าตัวเองอาจจะไม่ใช่คนที่อยู่ด้วยแล้วง่ายที่สุด ต้องรับความกวนเท้า กวนมือ ขอบคุณที่ทำงานด้วยกันมาได้ถึงทุกวันนี้ ขอบคุณที่ทำให้เกิด SERIOUS BACON ขึ้นมาจนเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตยืนได้ ทำให้ผมดูแลตัวเองดูแลคนอื่นได้ ขอบคุณมากที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมาแล้วก็คิดว่าจะทำให้เกิดสิ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ”</strong>&nbsp;</p>



<p>เค้กอมยิ้มก่อนจะยอมเปิดโหมดเช่นกัน <strong>“ก็คล้ายๆ กัน เค้กเป็นคนที่ถ้าอยู่ด้วยแล้วอาจจะรับมือได้ยากแต่เมืองก็เป็นคนที่รับมือเป็นกระสอบทรายให้เราได้ ถ้าไม่ใช่เมืองก็คิดว่าคงจะไม่ได้ทำงานกลุ่มร่วมกับใครได้ยาวนานขนาดนั้น เราจุกจิกแล้วก็คิดมากแต่เมืองเขาก็รับเค้กได้”</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187956" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><em>แม้จะไม่ถูกชะตาสักเท่าไหร่ ไม่ชอบขี้หน้ากันสักกะนิด</em></p>



<p><em>แต่ขอปฏิญาณตนว่าฉันคนนี้ขอเป็นศัตรูหัวใจของแกตลอดไป</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/serious-bacon/">ขมวดคิ้วชวนเครียดกับ เค้ก &#8211; เมือง SERIOUS BACON ดูโอ้ระบบปิดกับความสัมพันธ์ที่ต่างเก็บกันมาเลี้ยง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เงาร่างของเมืองใหญ่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/abandoned-building/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panithanun Hiriothappa]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Photo Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ตึกร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[คนไร้บ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187915</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางแสงไฟและความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งของเมืองใหญ่ยังมีมุมเล็กๆ ที่เงียบสงบซ่อนตัวอยู่ พื้นที่ตึกร้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากคนไร้บ้านมองผ่านๆ อาจดูเหมือนเป็นเพียงภาพธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมือง แต่หากมองให้ลึกลงไปอีกนิดจะพบว่า ตึกร้างและคนไร้บ้าน ต่างมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน . ครั้งหนึ่งตึกร้างเคยเป็นเพียงแบบแปลนแห่งความฝันเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยชีวิต เสียงหัวเราะ และจังหวะก้าวเดินของผู้คน เช่นเดียวกับคนไร้บ้านทุกคนต่างมีเรื่องราวในอดีต เคยมีครอบครัว มีความฝันและเคยเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมตามบทบาทของตน เรื่องราวที่ร้อยเรียงคนและสถานที่เข้าด้วยกันคือการเป็น ‘สิ่งบันทึกความทรงจำ’ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความหมายมีคุณค่า และเคยเต็มไปด้วยความหวัง ก่อนที่กาลเวลาและสถานการณ์จะพาให้ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไป . ตึกร้างตั้งอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง ผู้คนเดินผ่านไปมาโดยไม่มีใครหยุดมอง หรือมองเพียงผ่านตาไปเท่านั้น ไม่ต่างจากคนไร้บ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปมา แต่กลับแทบไม่มีใครหยุดพูดคุยด้วย ความเงียบในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีตัวตน แต่เป็นการดำรงอยู่เคียงข้างความเฉยเมยของเมืองใหญ่ ทั้งตึกและผู้คนเหล่านี้ยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น เป็นส่วนหนึ่งของภาพเมืองที่ทุกคนมองเห็น เพียงแต่ต่างคนต่างเดินผ่านไปตามจังหวะชีวิตของตัวเอง . ในขณะที่เมืองรอบข้างหมุนไปอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีและอาคารทันสมัยเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ตึกร้างกลับเปรียบเสมือนพื้นที่ซึ่งจังหวะเวลาถูกชะลอให้ช้าลง โครงสร้างของมันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติอย่างเงียบๆ เช่นเดียวกับชีวิตของคนไร้บ้านที่ต้องใช้พลังงานส่วนใหญ่ไปกับการดูแลและประทังชีวิตในแต่ละวัน จนอาจขาดโอกาสในการก้าวไปพร้อมกับจังหวะที่เร่งรีบของสังคมภายนอกทั้งสองต่างอยู่ในสภาวะการพักรอ มองดูความเป็นไปของโลกที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงแค่เฝ้ารอโอกาสและความเข้าใจ ที่จะช่วยชุบชีวิตให้กลับมามีชีวาอีกครั้ง . ตึกร้างและคนไร้บ้านจึงไม่ใช่เพียงภาพของความผุพังหรือความเหงาหงอย หากแต่เป็นภาพสะท้อนแห่งความงดงามในความเงียบ ที่เตือนให้เราเห็นว่าเมืองใหญ่ไม่ได้มีเพียงความเจริญรุ่งเรืองและความเร่งรีบเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวของความทรงจำ การดำรงอยู่ และจังหวะชีวิตที่แตกต่าง ซ่อนตัวอยู่อย่างอดทนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/abandoned-building/">เงาร่างของเมืองใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ท่ามกลางแสงไฟและความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งของเมืองใหญ่ยังมีมุมเล็กๆ ที่เงียบสงบซ่อนตัวอยู่ พื้นที่ตึกร้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากคนไร้บ้านมองผ่านๆ อาจดูเหมือนเป็นเพียงภาพธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมือง แต่หากมองให้ลึกลงไปอีกนิดจะพบว่า ตึกร้างและคนไร้บ้าน ต่างมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน</p>



<p>.</p>



<p>ครั้งหนึ่งตึกร้างเคยเป็นเพียงแบบแปลนแห่งความฝันเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยชีวิต เสียงหัวเราะ และจังหวะก้าวเดินของผู้คน เช่นเดียวกับคนไร้บ้านทุกคนต่างมีเรื่องราวในอดีต เคยมีครอบครัว มีความฝันและเคยเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมตามบทบาทของตน เรื่องราวที่ร้อยเรียงคนและสถานที่เข้าด้วยกันคือการเป็น <strong>‘สิ่งบันทึกความทรงจำ’</strong> ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความหมายมีคุณค่า และเคยเต็มไปด้วยความหวัง ก่อนที่กาลเวลาและสถานการณ์จะพาให้ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไป</p>



<p>.</p>



<p>ตึกร้างตั้งอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง ผู้คนเดินผ่านไปมาโดยไม่มีใครหยุดมอง หรือมองเพียงผ่านตาไปเท่านั้น ไม่ต่างจากคนไร้บ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปมา แต่กลับแทบไม่มีใครหยุดพูดคุยด้วย ความเงียบในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีตัวตน แต่เป็นการดำรงอยู่เคียงข้างความเฉยเมยของเมืองใหญ่ ทั้งตึกและผู้คนเหล่านี้ยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น เป็นส่วนหนึ่งของภาพเมืองที่ทุกคนมองเห็น เพียงแต่ต่างคนต่างเดินผ่านไปตามจังหวะชีวิตของตัวเอง</p>



<p>.</p>



<p>ในขณะที่เมืองรอบข้างหมุนไปอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีและอาคารทันสมัยเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ตึกร้างกลับเปรียบเสมือนพื้นที่ซึ่งจังหวะเวลาถูกชะลอให้ช้าลง โครงสร้างของมันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติอย่างเงียบๆ เช่นเดียวกับชีวิตของคนไร้บ้านที่ต้องใช้พลังงานส่วนใหญ่ไปกับการดูแลและประทังชีวิตในแต่ละวัน จนอาจขาดโอกาสในการก้าวไปพร้อมกับจังหวะที่เร่งรีบของสังคมภายนอกทั้งสองต่างอยู่ในสภาวะการพักรอ มองดูความเป็นไปของโลกที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงแค่เฝ้ารอโอกาสและความเข้าใจ ที่จะช่วยชุบชีวิตให้กลับมามีชีวาอีกครั้ง</p>



<p>.</p>



<p>ตึกร้างและคนไร้บ้านจึงไม่ใช่เพียงภาพของความผุพังหรือความเหงาหงอย หากแต่เป็นภาพสะท้อนแห่งความงดงามในความเงียบ<strong> </strong>ที่เตือนให้เราเห็นว่าเมืองใหญ่ไม่ได้มีเพียงความเจริญรุ่งเรืองและความเร่งรีบเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวของความทรงจำ การดำรงอยู่ และจังหวะชีวิตที่แตกต่าง ซ่อนตัวอยู่อย่างอดทนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187918" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-10-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187919" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-10-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-10-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-10-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-10-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-10-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-10.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-10-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187920" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-10-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-10-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-10-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-10-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-10-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-10.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-11-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187922" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-11-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-11-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-11-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-11-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-11-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-11.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-8-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187923" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-8-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-8-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-8-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-8-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-8-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-8.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187924" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187925" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-5.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187926" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-7.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-6-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187927" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-6-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-6-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-6-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-6.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187928" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-5.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187929" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-5.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187930" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/12-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/abandoned-building/">เงาร่างของเมืองใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้าน สำหรับคุณคืออะไร วารินกลับบ้าน การตามหาความรัก ในมหานครไร้รากที่ชื่อว่า กรุงเทพฯ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/homebound/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปิยพัชร สาริบุตร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[วารินกลับบ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187876</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ้าน สำหรับคุณคืออะไร ? อาจจะเป็นรูปวาดสี่เหลี่ยม มีประตูด้านหน้า หน้าต่างสองบาน สามเหลี่ยมมุงเป็นหลังคา มีต้นไม้ข้างๆ ใช่หรือไม่ อาจจะใช่หรือเป็นความรู้สึกที่กลับไปแล้วจะได้เจอกับอ้อมกอดของใครสักคนหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีพื้นที่เงียบๆ ให้ได้ตกตะกอนความรู้สึกบางอย่าง บ้านของคุณอยู่ที่ไหน คุณมาทำอะไรตรงนี้ กรุงเทพมหานคร สำหรับคุณ คุณนับว่ามันเป็นบ้านไหม 300 กว่าหน้าในวรรณกรรมเรื่อง ‘Homebound วารินกลับบ้าน’ ทำให้เราค่อยๆ ทำความรู้จักวารินไปพร้อมกับตัวเอง เหตุผลที่หยิบเล่มนี้มาเป็นเพราะว่าในใจลึกๆ ก็หวังให้ตนค้นเจอความหมายของคำว่าบ้านเจอ ในช่วงชีวิตที่กำลังสนุกกับการเป็นวัยรุ่น อาการเคว้งคว้าง เดียวดาย และโหยหาความรัก ความสงบบางอย่างในความสัมพันธ์ ก้าวเข้ามาให้หาคำตอบ ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวัยเรียนสู่วัยทำงาน ประจวบเหมาะกับการที่ต้องย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในมหานคร เล่มนี้คงพลาดไม่ได้ที่จะหยิบมาอ่าน เพราะหากจะเอ่ยถึงเรื่องชีวิตของใครบางคน และเมืองที่อาศัยอยู่ล้วนมีบทบาทเสมอ ใครที่กำลังขวนขวายหาคำว่า ‘บ้าน’ ในมหานครนี้เหมือนกัน หวังว่าสักประโยคในวรรณกรรมเล่มนี้จะให้คำตอบคุณ Homebound วารินกลับบ้าน เขียนโดย basil w. จากสำนักพิมพ์ P.S. Publishing วรรณกรรมไทยสะท้อนสังคม ที่ว่าด้วยสิ่งปลูกสร้างของเมือง ความรัก และความผูกพัน เมื่อวาริน เดินทางกลับกรุงเทพฯ จากฝรั่งเศสในรอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/homebound/">บ้าน สำหรับคุณคืออะไร วารินกลับบ้าน การตามหาความรัก ในมหานครไร้รากที่ชื่อว่า กรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>บ้าน </strong>สำหรับคุณคืออะไร ?</p>



<p>อาจจะเป็นรูปวาดสี่เหลี่ยม มีประตูด้านหน้า หน้าต่างสองบาน สามเหลี่ยมมุงเป็นหลังคา มีต้นไม้ข้างๆ ใช่หรือไม่ อาจจะใช่หรือเป็นความรู้สึกที่กลับไปแล้วจะได้เจอกับอ้อมกอดของใครสักคนหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีพื้นที่เงียบๆ ให้ได้ตกตะกอนความรู้สึกบางอย่าง</p>



<p>บ้านของคุณอยู่ที่ไหน คุณมาทำอะไรตรงนี้</p>



<p><strong><em>กรุงเทพมหานคร</em></strong><em> </em>สำหรับคุณ</p>



<p>คุณนับว่ามันเป็นบ้านไหม</p>



<p>300 กว่าหน้าในวรรณกรรมเรื่อง ‘Homebound วารินกลับบ้าน’ ทำให้เราค่อยๆ ทำความรู้จักวารินไปพร้อมกับตัวเอง เหตุผลที่หยิบเล่มนี้มาเป็นเพราะว่าในใจลึกๆ ก็หวังให้ตนค้นเจอความหมายของคำว่าบ้านเจอ ในช่วงชีวิตที่กำลังสนุกกับการเป็นวัยรุ่น อาการเคว้งคว้าง เดียวดาย และโหยหาความรัก ความสงบบางอย่างในความสัมพันธ์ ก้าวเข้ามาให้หาคำตอบ ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวัยเรียนสู่วัยทำงาน ประจวบเหมาะกับการที่ต้องย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในมหานคร เล่มนี้คงพลาดไม่ได้ที่จะหยิบมาอ่าน เพราะหากจะเอ่ยถึงเรื่องชีวิตของใครบางคน และเมืองที่อาศัยอยู่ล้วนมีบทบาทเสมอ</p>



<p>ใครที่กำลังขวนขวายหาคำว่า ‘บ้าน’ ในมหานครนี้เหมือนกัน หวังว่าสักประโยคในวรรณกรรมเล่มนี้จะให้คำตอบคุณ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187901" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>Homebound วารินกลับบ้าน</strong> เขียนโดย basil w. จากสำนักพิมพ์ P.S. Publishing วรรณกรรมไทยสะท้อนสังคม ที่ว่าด้วยสิ่งปลูกสร้างของเมือง ความรัก และความผูกพัน เมื่อวาริน เดินทางกลับกรุงเทพฯ จากฝรั่งเศสในรอบ 8 ปี ความทรงจำฝุ่นเกาะในบ้านหลังเก่าใจกลางเมือง แต่ไม่เคยเรียกมันว่าบ้าน การเติบโตของความสัมพันธ์ในเมืองที่แทบจะไม่เหลือใคร เมื่อวารินได้กลับมาพบกับ ธีร์ เพื่อนสมัยเรียนที่เคยแอบชอบอีกครั้ง บ้านในที่นี้อาจไม่ได้แปลว่าสถานที่อย่างเดียว&nbsp;</p>



<p>ความรัก ความสัมพันธ์ สิ่งปลูกสร้าง ห้างสรรพสินค้า และกรุงเทพมหานคร จิตวิญญานที่แท้จริงของเมืองนี้หลับใหลอยู่ที่ไหน&nbsp;</p>



<p>บ้าน คำนามธรรมที่คนต่างตามหากันไซร้&nbsp;</p>



<p>มีอยู่จริงไหมไม่อาจทราบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187902" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กรุงเทพฯ เมือง (ไม่) โรแมนติก</strong></p>



<p>วรรณกรรมเล่มนี้ไม่ได้เอาใจสายสุขนิยมสักเท่าไหร่ แต่มันทำให้มองกรุงเทพฯ ลึกขึ้นในมิติของการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป Coming of age เรื่อยๆ แต่ลึก เนื้อเรื่องบรรยายระหว่างที่อ่านวารินพาเรากลับบ้าน บทสนทนาค่อยๆ ปลอบประโลมและทำให้เราตกตะกอนความรู้สึกอุ่นๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก สำหรับเรา บ้าน คงเป็นความรู้สึกที่ปลอดภัย พอยิ่งอ่านๆ ไปก็ยิ่งรู้สึกถึงความใจร้ายของเมือง&nbsp; เมื่อเครื่องบินไต่เมฆลดระดับลงสู่อาคารสนามบินสีเทาหม่นสุวรรณภูมิ ความวุ่นวาย ก็มาแทรกซึมกับความทรงจำสีจางในมหานครทันที</p>



<p>วารินกลับบ้านมาพบกับความว่างเปล่า เพราะก่อนหน้าคุณพ่อของเขาจากไปเพราะอาการหัวใจวาย เลยทำให้เขาอยากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปารีส กลับมารอบนี้เขาจึงไม่คาดหวังว่าจะเจอใคร แม้กรุงเทพฯ จะเป็นบ้านของเขาแต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าเป็นบ้าน เพราะไม่มีชุมชนอื่นให้ตัวเองกลับแล้ว การเดินทางของวารินในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เขาได้กลับไปพบอดีต หรือเดินทะลุความทรงจำต่างๆ ที่เคยทิ้งเอาไว้ การตามหาสักที่หนึ่งที่ปลอดภัยต่อหัวใจ และความรู้สึกเคว้งคว้างเดียวดาย ไม่ต่างจากที่มนุษย์ทุกคนล้วนตามหา</p>



<p><em>รสชาติของมหานครยกขโยงกันมาให้เราชิมแทบทุกประสาทสัมผัส </em>เริ่มต้นตั้งแต่รูปร่างของผังเมืองที่ล้มเหลวกะเฬวราก ไม่เอื้อกับการใช้รถในเวลาเร่งด่วน บางที่ที่ไกลจากขนส่งสาธารณะจึงลำบากพอสมควร เซตติงของย่านกลางเมืองที่เอาแต่พัฒนาไปข้างหน้า แต่ไม่คว้าใครไว้เลยมีมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ กลิ่นฉุนกึกของตึกแถวสามย่าน-บรรทัดทอง สิ่งปลูกสร้างสาธาณะถูกเปลี่ยนแปลงไปไม่เหลือเค้าเดิม ความจอแจบนถนนพระรามหนึ่ง ทางเท้าที่ยุบบ้างพองบ้างไม่เคยเรียบเสมอ <strong>ความไม่เป็นส่วนหนึ่งของเมือง </strong>คงเป็นอีกหนึ่งสิ่งระหว่างอ่านที่เราชินชา ดั่งเช่นพื้นที่ใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยบรรดาห้างสรรพสินค้า ที่คนแวะเวียนมาแล้วจากไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยการมาเยือน</p>



<p>ทำความรู้จักรสชาติของไลฟ์สไตล์ราคาแพงแซงค่าครองชีพ ที่พอดูดีๆ แล้ว เหมือนมีไว้ปกปิดจิตวิญญานของชุมชนที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแล การได้ยินเสียงสั่นครืนๆ ของท่อมอเตอร์ไซค์ และเสียงสารพัดรถราที่วิ่งไม่เคยหยุด เสียงคนข้างห้องดื่มหนักและทะเลาะกัน หรือเสียงเคาะของสิ่งปลูกสร้างที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองตีคู่มากับประเด็นของความสัมพันธ์</p>



<p><em>เมืองที่ถูกทุนขีดกรอบคอบจนเหมือนมีอะไรบางอย่างหล่นอยู่ตลอดเวลา ความเหลื่อมล้ำอันเป็นรอยแตกที่สัมผัสได้ด้วยเนื้อตาจากภายนอกบ้านนั้น ทำให้ทุกคนต้องกลับมาเปลี่ยวเหงาเดียวดายในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง เราจึงพยายามเสาะแสวงหาความรู้สึกที่เป็นส่วนหนึ่ง จากกลุ่มคน เพื่อน คนรัก ครอบครัว ชุมชนที่มีความผูกพันหรือความสนใจบางอย่างร่วมกัน หรือแม้แต่คนแปลกหน้า เพื่อหลีกหนีจากความเป็นอื่นที่เมืองทำให้รู้สึกจนสะท้านไปถึงข้างใน</em></p>



<p>สิ่งนี้คือความจริงที่เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187904" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คนหนึ่งตามหาความหมายของ ความรัก&nbsp;</strong></p>



<p><strong>ส่วนอีกคนตามหาความหมายของ บ้าน</strong></p>



<p>ในวันที่สื่อโรแมนซ์ นิยายรักเอยขายดี สังคมคงชอบพล็อตรักประโลมโลก ที่สร้างความหวังกับความรักเก่งไม่แพ้กัน ถ้าให้พูดถึงคำนิยามของสองคนนี้ Basic Love คงเป็นคำที่ใช้แทนได้ดีที่สุด พวกเขาสองคนโคจรเข้ามาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนความธรรมดา</p>



<p><strong>ธีร์</strong> เป็นนักข่าวหนุ่มรักอิสระ คนใจเย็นคนหนึ่งที่เข้าใจปรัชญาชีวิต และเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นในกรุงเทพฯ&nbsp;</p>



<p><strong>วาริน</strong> กับบุคลิกที่ค่อนข้างเรียบร้อย แต่เป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้าง วารินมีภาวะ Panick Actack อาการวิตกกังวล เพราะการจากไปของคุณพ่อ&nbsp;</p>



<p>การตั้งความหมายของการตามหาความรัก ของวารินและธีร์ ในช่วงวัยสามสิบ จังหวะชีวิตที่ก้าวอย่างช้าๆ และระมัดระวังของคนวัยนี้ทำให้เราได้ไตร่ตรองและคุยกับตัวเองมากขึ้น มิติของตัวละครถูกเล่าอย่างค่อยๆ เมื่อต่างคนต่างตามหา ทุกอย่างเลยถูกพัฒนาในระหว่างอ่านไปทีละนิด เส้นสายของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดถูกโน้มเอียงเข้าหากันอย่างมั่นคง ตัดสลับกับความแตกต่างของกรุงเทพฯ ที่หาเหวนรกแตก มันเลยทำให้ผู้อ่านสามารถตั้งคำถามได้ว่า เราตามหา และ เราต้องการความรักแบบไหน</p>



<p>‘จะมีสักที่หนึ่งไหมที่ทำให้รู้สึกสงบ หลับสนิท จะมีใครสักคนไหมที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน’ เป็นคำถามที่ระหว่างอ่านวรรณกรรม และใช้ชีวิตในเมืองนี้ตั้งให้โดยปริยาย</p>



<p>มีบางประโยคจากตัวละครในเรื่อง คอยปลอบประโลมผู้อ่านอย่างใจเย็น</p>



<p><em>ความรักคือการทำงานหนัก เพื่อโอบรับตัวตนที่วิ่นแหว่งของกันและกันเอาไว้ ในวันที่พร้อมจะถูกทำให้แตกสลายมากที่สุด ความสัมพันธ์ไม่ได้นำพาแค่ช่วงเวลาที่มีความสุข แต่ยังรวมไปถึงการแบ่งปันความทุกข์ ความกังวลใจไปด้วย เป็นไปไม่ได้เลยที่เมื่อสนิทกันมากขึ้น แล้วจะเห็นเพียงข้อดีของกันและกัน</em></p>



<p>แต่ใช่ว่าจะมีแค่เป็นประเด็นความรักอย่างเดียวที่เราจะเจอในวรรณกรรม<strong> </strong>นอกจากทุนนิยมและการตามหาคำว่าบ้าน ตัวตนของ LGBT ที่ใช้บังคับให้ต้องเก่งเพื่อปิดบังตัวตน ความเจ็บปวดของ Bisexual เซ็กซ์ สภาวะการวิตกกังวลเมื่อมีความรัก วัฒนธรรมของครอบครัว และความธรรมดา ของชีวิตคน เป็นสิ่งที่เราชอบไม่แพ้กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187905" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-10.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ประเด็นที่ชอบที่สุด</strong> คือ เรื่องรสนิยมทางเพศของวารินและธีร์ การไม่ยอมเปิดเผยรสนิยมทางเพศต่อหน้าคนอื่น ธีร์ตัวละคร Bisexual ที่เคยมีรักต่างเพศมาก่อน ขณะที่กำลังหลงรักเกย์อย่างวาริน ทำให้เขาลังเล และต้องยอมสละความเป็นตัวเองทิ้งไปส่วนหนึ่ง เพื่อได้มาซึ่งการยอมรับความรักจากคนอื่น การเป็นชายแท้มาก่อน ทำให้เขาสอบผ่านเรื่องรสนิยมทางเพศ แต่ถ้าหากคบกับเกย์ต่อไปต้องโดนสังคมแปะป้ายตีตราอยู่ดี&nbsp;</p>



<p>วารินที่โดนล้อว่าเป็นตุ๊ดตั้งแต่เด็ก สิ่งนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าวารินเป็นคนเก็บตัว และใช้สัญชาตญาณเอาตัวรอด ที่แลกความเป็นเด็กดี เรียนเก่ง กับอิสระในสายตาคนอื่น คนอื่นเลยมองว่าวารินว่าเป็นเด็กเรียบร้อย เพื่อให้ได้รับการอนุญาตให้เป็นตัวเองได้ในจุดหนึ่ง แต่ก็ต้องไม่ล้ำเส้นในสายตาของคนอื่นที่ว่า วารินเป็นนักเรียนนอก ได้เกียรตินิยม เป็นนิสิตดีเด่นสำหรับอาจารย์และเพื่อนร่วมคณะ เพราะเขาสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก เขามองว่าการเป็นเกย์เป็นจุดด่างพร้อยเดียว มันทำให้เราได้รีเลตบางอย่างในความเป็นจริงคำว่า ‘คนเก่ง’ หรือ ‘เด็กดี’ บางทีก็ไม่ใช่คำชมเสมอไป มันแลกมาด้วยการพยายามที่มากขึ้น และการเอาใจคนอื่น ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดพลาด และไม่จำเป็นต้องเก่งและดีเพื่อให้มีใครมายอมรับด้วยซ้ำ เรารู้สึกโกรธแต่เราเข้าใจทุกอย่าง บางทีการพิสูจน์ตัวเองเพื่อชดเชยให้กับรสนิยมทางเพศ มันก็ไปหนักหัวคนอื่น</p>



<p>รวมถึงแนวการเดินตามสูตรสำเร็จของสังคม ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เล่มนี้พูดเอาไว้ได้ดี ในปัจจุบันที่การจัดงานรื่นเริงและการแต่งงานเป็นหมุดหมายบ่งบอกความสำเร็จ เช่นเดียวกับการเรียนจบ รับปริญญา และการทำงานที่สูงๆ การมีแฟนสักคนไปจนถึงการแต่งงาน อยู่กินกันจนแก่ การดำเนินไปตามมาตรฐานของสังคม ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราตกกระทบกับไปกับตัวละคร ธีร์กลับรู้สึกว่ามันน่าอึดอัด การทำตามความคาดหวังของคน เป็นเหมือน <strong>ความสุขกึ่งสำเร็จรูป </strong>สิ่งนี้มันทำให้ชีวิตเรายุ่งยากซับซ้อนขึ้นหลายเท่า เราไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางที่คนอื่นขีดไว้ มีหลายเหตุการณ์ของตัวละครที่มีเศษเสี้ยวเราอยู่ในวรรณกรรม ความรู้สึกที่ว่า&nbsp;</p>



<p><strong>‘การที่เป็นคนธรรมดา มันจะคู่ควรกับความรักของคนที่อยู่ตรงหน้าบ้างไหม’</strong></p>



<p>มันทำให้เรารู้สึกเข้าใจตัวละครนี้เหลือเกิน วรรณกรรมเล่มนี้ทำให้เราอยากกอด ความธรรมดาของชีวิตตัวเองมากขึ้น <em>โลกนี้มันโหดร้าย บางทีชีวิตจะห่วย จะอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ก็เป็นไปสิ จะไม่เป็นเด็กดีบ้างก็ไม่เป็นไร</em></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187906" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>If my heart was a house</strong></p>



<p><strong>you’d be home.</strong></p>



<p>การมีแผลในใจก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีสิทธิ์จะรักใครสักคน ธีร์ที่เชื่ออย่างนั้น ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามแบบที่ได้รับมาตลอด ทำให้บรรยากาศที่พวกเขาสองคนสร้างขึ้นอบอุ่น ความเรียบง่าย การสนใจอะไรต่างบ้างคล้ายบ้าง การแลกเปลี่ยนคำพูด การสบตา การแสดงความรักเล็กๆน้อยๆ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าความสบายใจ อาจจะเกิดขึ้นจากความรู้สึกสองคนที่เกี่ยวกันเอาไว้ มากกว่ายัดเยียดการทำอะไรเพื่อกระชับความสัมพันธ์</p>



<p>วรรณกรรมเล่มนี้เหมาะกับคนที่ผูกพันกับกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องอยู่เพื่องานหรือความรักก็ตาม การตั้งคำถามกับวรรณกรรมคงเป็นสิ่งที่บททำงานได้ดีที่สุด หลายคำถามที่ยาก พอลองถามตัวเองก็ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น รู้สึกเหมือนได้รับกอดที่อุ่นๆ บางอย่างในเล่ม เพราะตัวบทบรรยายความรู้สึกไว้อย่างละเอียด ผนวกกับภาษาที่ไม่ได้เข้าใจยากจนเกินไป เล่มนี้จึงเหมาะสมกับคนยุคนี้ ถ้าอยากอ่านวรรณกรรมรักก็เป็นความรักที่หวานก็หวานได้ แต่ถ้าอยากอ่านแล้วขม บรรยยากาศเมืองก็เข้ามาสร้างรสชาติขมปี๋ได้เหมือนกัน</p>



<p>การอ่านวรรณกรรมเล่มนี้ทำให้เราได้อยู่กับความเป็นจริง เมืองนี้ไม่เคยหวือหวา มีหลายกรอบ หลายกฎที่ออกแบบให้เราทำตาม เพราะถ้านอนหลับแล้วลืมตามาอีกที วันนี้คงเป็นอีกวันหนึ่งที่จะต้องตื่นเช้าไปทำงาน บ่นปวดหลังบ้าง และสิ้นหวังในโครงสร้างเมืองอยู่ดี</p>



<p>แต่ท้ายที่สุด…วารินกลับบ้านวาริน&nbsp;</p>



<p>คงอยากให้ผู้อ่านได้หาเวลากลับบ้านด้วยกัน</p>



<p>แม้พอโตขึ้นแล้วคนจะหายไปทีละนิดก็ตาม&nbsp;</p>



<p>แต่เชื่อว่าการมีอยู่ของใครสักคนจะทำให้บ้านเป็นบ้านอีกครั้ง</p>



<p>เราจะไม่บอกว่าบ้านคืออะไร&nbsp;</p>



<p>แต่ขออวยพรให้ทุกคนเจอบ้านของตัวเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/homebound/">บ้าน สำหรับคุณคืออะไร วารินกลับบ้าน การตามหาความรัก ในมหานครไร้รากที่ชื่อว่า กรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตีรันฟันแทงกับ สุรพงษ์ เพลินแสง พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่แท้กลางวงวิวาทร้านลาบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-debt-collector/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารยา อุตอามาต]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[NetflixTH]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพงษ์เพลินแสง]]></category>
		<category><![CDATA[คนเดือดทวงแค้น]]></category>
		<category><![CDATA[TheDebtCollector]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187879</guid>

					<description><![CDATA[<p>O Fortuna Velut luna โอ้ โชคชะตา ดั่งเช่นดวงจันทร์ ชะตาล้วนแล้วแปรผัน ชีวิตมนุษย์คือสัจธรรม เฉกเช่นดั่งจันทรา ทุกข์สุขสลับหมุนเวียนข้างขึ้น ข้างแรม จวบจนถึงวันเต็มดวง คำอธิบายชวนเราศิโรราบนับถือปรัชญาที่ฝังรากลึกด้วยหมึกสีดำบนฝั่งแขนขวาของชายผู้ขึงขังท่านนี้ซะเหลือเกิน ติดตรงที่ว่าลิ้นไม่รักดีมันดันแข็งซะจนสำเนียงภาษาละตินไม่น่าฟังเสียเท่าไหร่ “โอวฟอวจูนา ลีลัทลูน่า” เจ้าของผู้คลั่งไคล้วลีถอดใจโยนโทรศัพท์ให้บอกว่าแท้จริง ประโยคนั้นมาจากเพลงนี้ Carmina Burana &#8211; Fortuna Imperatrix Mundi&#160; เสียงประกอบอลังการเปิดขึ้นกลบสำเนียงละตินสัญชาติไทยซะจนมิด ความหมายที่แท้จริงไม่ผิดเพี้ยนจากที่เขาพรรณนาเมื่อครู่แม้แต่น้อย ชะตาแสนยิ่งใหญ่ถูกกงล้อหมุนวนไป จะโหดร้ายสุขสมเพียงใดก็ต้องล้วนเลือนหายในกาล หากแต่ครานี้ข้าพเจ้าขอทำนายว่าถึงคราวชายเบื้องหน้าเตรียมอาบแสงจันทราเต็มดวงในเร็ววัน ฟางเส้นสุดท้าย ตอนตะวันบ่ายคล้อยลงมา เป็นเวลา 2 เกือบ 3 ปีที่ ‘ท็อป-สุรพงษ์ เพลินแสง’ ปิดจบผลงานกำกับชวนขนลุกล่าสุดอย่าง ภาพหวาด แม้ครั้งนี้เขาจะออกเดินทางสู่การกำกับครั้งใหม่ แต่จากตัวอย่างที่เราได้รับชมไปคล้ายว่าเขาคงไม่ได้เดินทางไปไกลนักจากการกำกับความน่าขนลุกของภาพยนตร์ ในครั้งนี้คงเป็นอีกครั้งที่เขาจะนำความน่าขนลุกกลับมาหลอกหลอนผู้ชมบนหน้าจออีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนความสยดสยองที่ซ่อนตัวตามรอยแตกร้าวของภาพวาดในภาพยนตร์ ‘ภาพหวาด (Cracked)’ เป็นหมัดมวยของนักเลงข้างทางในภาพยนตร์ ‘คนเดือดทวงแค้น’ ที่จะมาสร้างมาตรฐานความน่ากลัวแบบใหม่ที่ไม่แพ้หนังสยองขวัญ&#160; แล้วเหตุผลอะไรกันที่ทำให้คุณเปลี่ยนตัวแปรความน่ากลัวจากสยองขวัญสู่แอกชันเรื่องแรก หนังแอกชันเป็นหนังที่มีโอกาสได้ทำยากที่สุดอยู่แล้ว เพราะ เงิน (หัวเราะ) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-debt-collector/">ตีรันฟันแทงกับ สุรพงษ์ เพลินแสง พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่แท้กลางวงวิวาทร้านลาบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center"><strong><em>O Fortuna Velut luna</em></strong></p>



<p class="has-text-align-center"><strong><em>โอ้ โชคชะตา ดั่งเช่นดวงจันทร์</em></strong></p>



<p>ชะตาล้วนแล้วแปรผัน ชีวิตมนุษย์คือสัจธรรม เฉกเช่นดั่งจันทรา ทุกข์สุขสลับหมุนเวียนข้างขึ้น ข้างแรม จวบจนถึงวันเต็มดวง คำอธิบายชวนเราศิโรราบนับถือปรัชญาที่ฝังรากลึกด้วยหมึกสีดำบนฝั่งแขนขวาของชายผู้ขึงขังท่านนี้ซะเหลือเกิน</p>



<p>ติดตรงที่ว่าลิ้นไม่รักดีมันดันแข็งซะจนสำเนียงภาษาละตินไม่น่าฟังเสียเท่าไหร่ “โอวฟอวจูนา ลีลัทลูน่า” เจ้าของผู้คลั่งไคล้วลีถอดใจโยนโทรศัพท์ให้บอกว่าแท้จริง ประโยคนั้นมาจากเพลงนี้ Carmina Burana &#8211; Fortuna Imperatrix Mundi&nbsp;</p>



<p>เสียงประกอบอลังการเปิดขึ้นกลบสำเนียงละตินสัญชาติไทยซะจนมิด ความหมายที่แท้จริงไม่ผิดเพี้ยนจากที่เขาพรรณนาเมื่อครู่แม้แต่น้อย <em>ชะตาแสนยิ่งใหญ่ถูกกงล้อหมุนวนไป จะโหดร้ายสุขสมเพียงใดก็ต้องล้วนเลือนหายในกาล</em> หากแต่ครานี้ข้าพเจ้าขอทำนายว่าถึงคราวชายเบื้องหน้าเตรียมอาบแสงจันทราเต็มดวงในเร็ววัน</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ฟางเส้นสุดท้าย</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ตอนตะวันบ่ายคล้อยลงมา</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187888" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/2-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เป็นเวลา 2 เกือบ 3 ปีที่ ‘ท็อป-สุรพงษ์ เพลินแสง’ ปิดจบผลงานกำกับชวนขนลุกล่าสุดอย่าง ภาพหวาด แม้ครั้งนี้เขาจะออกเดินทางสู่การกำกับครั้งใหม่ แต่จากตัวอย่างที่เราได้รับชมไปคล้ายว่าเขาคงไม่ได้เดินทางไปไกลนักจากการกำกับความน่าขนลุกของภาพยนตร์</p>



<p>ในครั้งนี้คงเป็นอีกครั้งที่เขาจะนำความน่าขนลุกกลับมาหลอกหลอนผู้ชมบนหน้าจออีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนความสยดสยองที่ซ่อนตัวตามรอยแตกร้าวของภาพวาดในภาพยนตร์ ‘ภาพหวาด (Cracked)’ เป็นหมัดมวยของนักเลงข้างทางในภาพยนตร์ ‘คนเดือดทวงแค้น’ ที่จะมาสร้างมาตรฐานความน่ากลัวแบบใหม่ที่ไม่แพ้หนังสยองขวัญ&nbsp;</p>



<p><strong>แล้วเหตุผลอะไรกันที่ทำให้คุณเปลี่ยนตัวแปรความน่ากลัวจากสยองขวัญสู่แอกชันเรื่องแรก</strong></p>



<p>หนังแอกชันเป็นหนังที่มีโอกาสได้ทำยากที่สุดอยู่แล้ว</p>



<p><strong>เพราะ</strong></p>



<p>เงิน (หัวเราะ) ผู้กำกับตอบพลางยิ้มยียวนกับคำตอบที่ชวนตลกร้าย</p>



<p><strong>แต่ครั้งนี้เรา</strong></p>



<p>มีเงินจาก Netflix !&nbsp;</p>



<p>เสียงขำดังลั่นห้อง คำถามที่ถูกรับส่งกันถามตอบกันถูกปิดจบอย่างสวยงามเหมือนโฆษณาโดยไม่ได้ตั้งใจ</p>



<p>ต้องขอบคุณมากที่ Netflix สนับสนุนทรัพยากรทุกอย่าง ต้องยอมรับความจริงว่ามันมีหนังไม่กี่ประเภทที่ประเทศเราทำได้ยาก ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยากทำ หนึ่งคือหนังแฟนตาซีใหญ่ๆ อะไรก็ตามที่พวกคุณคิดถึง อาทิ สตาร์วอร์ส สองคือหนังแอกชัน สองประเภทนี้ต่อให้คุณมีบทที่ดีแต่ถ้านายทุนเขาประเมินแล้วว่าทุนสร้างขนาดนี้เขาไม่มั่นใจว่าสุดท้ายเขาจะขายได้เงินกลับมาคุ้มทุนไหม มันเลยเกิดขึ้นยากมาก</p>



<p>ตลาดเรายังเล็กเมื่อเทียบกับสากลโลก เขาทำขายคนทั้งโลก เกาหลีใต้ก็ขึ้นถึงชั้นนั้นแล้ว เขาสามารถขายทั้งโลกได้จากการที่เขาประสบความสำเร็จ แต่ของเรามันยังไปไม่ถึงจุดนั้น แสดงว่าหนังที่พูดภาษาไทยมันก็ยังเป็นชนกลุ่มน้อยในตลาดซื้อขาย&nbsp;</p>



<p>เรารู้ดีว่าเราอยากทำหนังแอกชัน ดังนั้นมันมีที่เดียวที่เราเสนอแล้วคิดว่าเป็นไปได้ถ้าเขาสนใจ ที่ที่มีทรัพยากรทุกอย่างถือพร้อมแล้วบังเอิญว่าเขาสนใจ</p>



<p><strong>แล้วอะไรที่มั่นใจว่าเขาจะสนใจ</strong></p>



<p>ไม่มั่นใจ มันคือการเดิมพันระหว่างเรากับเขา จริงๆ เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินถุงเงินถังให้เราถลุงเล่น ถ้าเราทำงานกับ Netflix คือเขาสนใจว่าเรื่องนี้มันเล่าอะไร มันสากลเพียงพอที่จะ spin off ไปมากกว่าประเทศไทยไหม&nbsp;</p>



<p>เวลาเขาฉายเขาไม่ได้ฉายแค่ประเทศเรา เขาฉาย 190 หรือมากกว่านั้น พูดง่ายๆ คือมันสามารถคุยกับคนทั้งโลกได้ไหมประเด็นนี้ แต่บังเอิญว่าเรื่องหนี้มันเป็นความเจ็บปวดสากล เรื่องนี้มันเลยผ่าน แล้วมันเป็นชาเลนจ์พอดีที่จังหวะที่เราเสนอกับ Netflix มันไม่มีโปรเจกต์หนังแอกชันแท้ๆ ช่วงนั้น</p>



<p>หนังแอกชันที่เป็นหนังแอกชันจริงๆ กำเนิดมาเพื่อเป็นหนังแอกชัน ไม่ใช่หนังดราม่าแล้วค่อยเป็นแอกชัน มันคือหนังแอกชันที่เปิดมายันจบก็ซัดกัน 80-90% เป็นจังหวะเดียวที่เขากำลังมองหา เอ้า! ไม่เคยทำ ก็ลองทำดู เลยเป็นโชคดีซะมากกว่า</p>



<p><strong>ถือเป็นหนังแอกชันเรื่องแรกของคุณเลยหรือเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ ไม่เคยทำเลย Netflix ก็ไม่เคยทำ ก็ดี ไม่มีใครเคยทำเลยทั้งคู่&nbsp;</p>



<p>ถือว่าเป็นการลุ้นอย่างหนึ่งว่าเราทำได้ไหม มันยากตรงที่อุตสาหกรรมบ้านเรามันไม่ได้มีสนาม ไม่ได้มีทุนพอให้คนทำมันกล้าฝึกกล้าเสี่ยงกับโปรเจกต์แบบนี้ คุณจะไปคาดหวังให้คนมันมีประสบการณ์ขนาดนั้นได้ยังไง ทุกคนมันก็ต้องมีครั้งแรก คนที่กล้าเสี่ยงเป็นคนแรก แต่ในเมื่อเราเข้าใจว่าอุตสาหกรรมหนังทั่วไปมันกล้าเสี่ยงไม่ได้หรอก เราเข้าใจดี&nbsp;</p>



<p>แต่เรารู้สึกว่า Netflix เขาเสี่ยงได้เพราะเขามีคนดู เขามีหนัง มีไลน์อัปปีหนึ่งหลายเรื่อง เขาสามารถสร้างความหลากหลายได้ภายในระบบนิเวศนั้น ฉะนั้นเขาเลยกล้าเสี่ยง แล้วมันจะเป็นประสบการณ์เขาเองว่าได้ยกระดับทุกอย่างขึ้น ทั้งการทำงาน การบริหารจัดการ Production ทั้งหมดจะถูกยกขึ้นไป ถ้ามันมีอะไรที่ไม่ดีหรือเป็นปัญหา มันก็คือการเรียนรู้ใช่ไหม มันคือการเดิมพันในสิ่งที่คุณไม่เคยทำ แต่คุณอยากทำนี่แหละคือการเดิมพัน</p>



<p><strong>เรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องที่เคยกำกับมายังไง</strong></p>



<p>เรื่องนี้เรามีเงินให้ใช้เยอะ (ขำ)</p>



<p>มันแตกต่างยังไง หนังแอกชันมันเป็นหนังที่อนุญาตให้คุณทำอะไรที่มันใหญ่โตอยู่แล้ว ด้วยธรรมชาติของมันคุณอาจจะบอกว่าหนังแอกชันฟอร์มเล็กเท่ๆ ก็มี แต่เราและ Netflix ต้องเข้าใจตรงกันว่าเราอยากให้หนังแอกชันแมส หมายความว่าคุณจะต้องมีองค์ประกอบที่มันครบระดับที่คนทั่วไปเข้าใจ แล้วจะเอนจอยกับรสชาติแบบนี้ ซึ่งองค์ประกอบพวกนั้นมันมีสูตรสำเร็จอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรใหม่ เพียงแต่ว่าความน่าสนใจคือโปรเจกต์ของคุณจะปรุงมันออกมายังไง</p>



<p>เหมือนคุณทำกะเพราจานหนึ่ง ทุกคนรู้ว่ากะเพรารสชาติมันต้องประมาณนี้ มันต้องมีกะเพรา มึงใส่ตั้งโอ๋มาก็ผิดอะ มันอาจจะกินได้แต่แม่งไม่ใช่กะเพรา ฉะนั้นเราต้องตั้งต้นว่าเราจะทำกะเพรา แต่รายละเอียดในนั้นน่ะคืออะไร เนื้อคุณใช้วากิว ซอสเป็นของคุณเองเลยหรือเปล่า กะเพราคุณคืออะไร กะเพราจีน กะเพราไทย กะเพราแดง คุณใส่ข้าวโพดคุณโดนตบคว่ำนะ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187889" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/3-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นับจากผลงานที่เคยกำกับ เวลาเปลี่ยนแนว คิดว่าลายเซ็นคุณยังชัดอยู่ไหม</strong></p>



<p>เราไม่มีลายเซ็น เราไม่ใช่ผู้กำกับที่มีลายเซ็น เราบอกกับตัวเองแบบนั้น แล้วเราก็เชื่อว่าเราไม่เคยเซ็นอะไรแบบนั้น เพราะว่าถ้าไปดูงานที่เรากำกับโฆษณาทั้งหมดเป็นหนังตลก 100% หนังตลกปัญญาอ่อนนี่แหละ ขายขนมนี่แหละ คือแม่งตลกจนเวลาไปพิตชิงโปรเจกต์ที่เป็น long form ทุกคนจะถามว่า “ในมือมึงมีหนังตลกแล้ว ทำไมหนังที่จะเอามาทำมีแต่หนังผีโหดๆ หนังแอกชัน” คือมันเหมือนแบบ มึงเป็นคนยังไงกันแน่วะ</p>



<p>ฉะนั้นเราเป็นคนไม่มีลายเซ็น เราแค่สนใจว่าประเด็นเรื่องนี้เราอยากเล่ามันด้วยหนังประเภทไหน สมมติประเด็นเรื่องความทรงจำในอดีต เรื่องภาพหวาด (Cracked) รู้สึกว่าความสยองขวัญมันสามารถขยายภาพได้เยอะกว่า มันไม่มีกฎกติกาบนโลกความเป็นจริงแล้ว เราว่าเรื่องนี้ถ้าเล่าแบบดราม่ามันจะถูกลดเพดานลงมาอยู่บนโลกความเป็นจริง แต่ถ้าเป็นหนังสยองขวัญมันสามารถไปได้อีก สามารถเอาความสยองขวัญมารับใช้ไอเดียได้</p>



<p>ส่วนเรื่อง ‘คนเดือดทวงแค้น’ ถ้าเราเล่าเรื่องหนี้ เราอยากให้คนรู้สึกว่าน้ำหนักของหนี้มันมีความรุนแรง คุณควรจะกลัวเวลาคุณเป็นหนี้ คุณคิดดีๆ มันมีความน่ากลัวอยู่แล้ว เราอยากถ่ายทอดมันออกมาในเชิงรูปธรรม เลยเลือกทำเป็นหนังแอกชัน ทั้งๆ ที่มันจะออกมาเป็นหนังดราม่าหรือมันจะมาเป็นหนังผีก็ได้ถ้าคุณอยากได้ผีทวงแค้น เราถึงบอกว่าเราไม่มีลายเซ็น เราดูที่ประเด็นและองค์ประกอบที่เหมาะรับใช้มัน</p>



<p><strong>แล้วสรุปคุณเป็นคนแบบไหน</strong></p>



<p>ถ้าหมายความว่าคิดว่าตัวเองเหมาะกับหนังแบบไหน ไม่มีนะ ไม่เคยคิด ถ้าเราคิดแบบนั้นเราคงไม่ได้มาทำหนังแอกชัน ผู้กำกับที่เขาดังๆ ก็ไม่ได้อยู่กับหนังแนวเดียวเสมอไป เราไม่ได้คิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีลายเซ็น ถ้าการมีลายเซ็นหมายถึงการล็อกตัวเองอยู่กับอะไรเดิมๆ เราคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีที่ต้องมีลายเซ็น เราคิดว่าลายเซ็นไม่ใช่ของดี อย่างน้อยก็ในมุมที่เราเข้าใจว่าลายเซ็นมันคืออะไร</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ความเป็นตาย ไล่เรียงเป็นฉาก&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จากเริ่มถึงนี้ยิ่งนาน</strong></h2>



<p>ความเป็นมนุษย์คืออะไร สัตว์โลกผู้ตื่นรู้ หมามาขู่อย่าได้ขู่กลับ แต่ถ้าหมามันกัดคงปล่อยไว้ไม่ได้</p>



<p>สามัญสำนึกที่หลายคนเล่าอ้างว่าเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน มนุษยธรรมที่บางคนแค่แอบอ้างว่าเข้าใจถ่องแท้</p>



<p>ชีวิตคือสัจธรรม เมื่อถึงคราวจนมุมนั้นพวกเราล้วนต่างวิ่งหางจุกตูดทิ้งความเป็นมนุษย์ร่วงหล่นอยู่ข้างหลังกันหมดสิ้น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187890" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/4-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ความเป็นมนุษย์ที่คุณสร้างมาสวมทับตัวละครเอกอย่าง ‘หนุ่ม’ แท้จริงแล้วความเป็นมนุษย์สำหรับคุณคืออะไรกัน</strong></p>



<p>มนุษย์มันมาพร้อมกับข้อบกพร่อง แม้แต่พระที่ว่าแน่ๆ มี 227 ข้อบังคับก็ยังเละ</p>



<p>คำว่ามนุษย์ในหนังเรื่องนี้คืออะไร ฆาตกรที่มันเลวมากๆ จะมีคำที่บอกว่าแม่งไม่ใช่มนุษย์แล้ว มันข้ามเส้นนั้นไปแล้ว ข้ามทุกเส้นที่ซึ่งจะเหลือไว้ความเป็นมนุษย์ เราถึงเรียกว่าเศษสวะที่ไม่ใช่มนุษย์</p>



<p>คราวนี้ต้องถามว่าแล้วเส้นแบ่งตรงนั้นมันคืออะไร ถ้าพูดแค่นี้คุณต้องเข้าใจแล้วว่ามนุษย์กับความแตกต่างของมนุษย์มันมีอะไรบ้างในสามัญสำนึก คุณต่อยเขาได้ไหม คุณฆ่าเขาได้ไหม คุณทำร้ายเด็กได้ไหม คุณอาจจะคิดนิดหนึ่ง ถ้าเด็กกวน คุณอาจจะทำก็ได้ ถ้ามันใส่ข้าวโพดในกะเพรา กูก็อาจจะทำก็ได้ คุณอาจจะมีเส้นบางเส้นที่แบบ “ไอสัส ก็มันวอนอะ”&nbsp;</p>



<p>คุณอาจจะคิดว่าถ้าอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ หากคุณต้องฆ่าใครสักคนเพื่อต้องแลกกับครอบครัวตัวเองขึ้นมา คุณอาจจะทำได้ ถ้าคุณฆ่าไม่ได้ แสดงว่าแม้คุณจะชั่วช้าระยำขนาดไหน อย่างน้อยที่สุดคุณก็ยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์</p>



<p>เราไม่ได้มองว่ามนุษย์มันต้องบริสุทธิ์ 100% แต่เรากำลังพูดถึงคนที่มันเลวระยำตำบอนจริงๆ มันข้ามได้ทุกเส้นนะ ถ้ามันข้ามไม่ได้ แสดงว่าเขาอาจจะหลงเหลือความเป็นมนุษย์ แต่เขาอาจจะมองว่าเส้นที่เขาคาดหวังอาจจะน้อยกว่าเส้นที่สังคมคาดหวังว่าเขาต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วยเส้นนี้เท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ปัญหาบางอย่างมันแก้ไม่ได้จากคำคม ทฤษฎี หรือจากข้อสรุป เวลาที่คุณลงไปเล่นในสนามแล้วคุณเจอสถานการณ์ตรงหน้าจริงๆ มันเป็นชอยซ์ที่คุณต้องตัดสินใจเลือกเอง ตัวละครอย่าง ‘หนุ่ม’ ก็เป็นคนแบบนั้น&nbsp;</p>



<p><strong>มันรีเลตกับชีวิตคุณไหม</strong></p>



<p>ไม่นะ ชีวิตจริงเป็นคนเรียบร้อย (หัวเราะ)</p>



<p>แต่เราว่ารีเลทในเชิงความคิดมากกว่าคาแรกเตอร์ ทั้งเรื่องมันคือเรื่องราวที่เราเขียนขึ้นมา เราเป็นคนสร้างโลกสร้างตัวละครขึ้นมาเป็นคนแรก แล้วก็น้องอีกสองคนมาช่วยกันเขียน แสดงว่าไอเดียตั้งต้นไม่มากก็น้อยทุกตัวละครที่ทำหรือไม่ทำอะไร มันก็คือมุมมองที่เรามีต่อสถานการณ์</p>



<p><strong>มีแนวคิด ความเชื่อ หรือตัวตนของคุณที่แอบใส่ไปในตัวละครไหม</strong></p>



<p>อาจจะเป็นความหน้าตาดี (หัวเราะ)</p>



<p><strong>คิดยังไงกับประเด็นที่คุณหยิบมายังมีให้เห็นในปัจจุบัน หรือประโยคที่ว่า สุดท้ายแล้วก็ต้องใช้โจรจับโจรอยู่ดี</strong></p>



<p>ก็คิดเห็นแบบนั้นแหละ แต่สิ่งที่คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อันนั้นแหละคือสิ่งที่เราสนใจ</p>



<p>คุณไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องที่ดีนะ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยมันก็มีอยู่สองคำตอบ คุณใช้คนเลวจับโจรไม่ได้ตลอดหรอก เพราะสุดท้ายมันอาจจะสร้างสังคมที่เละเทะกว่าเดิม</p>



<p>คุณเคยดูแบทแมนกันไหม โจ๊กเกอร์พยายามปั่นให้ทุกคนคิดว่าต่อให้มึงชอบผลลัพธ์ที่แบทแมนปกครอง แต่ถามจริงๆ แบทแมนไม่ผิดกฎหมายเหรอ ผิด แล้วทำไง มันก็ต้องจับคนผิดกฎหมาย อัยการที่สุดท้ายพยายามจะอยู่ในเลนที่ถูกต้อง โจ๊กเกอร์ก็ลากมาให้อยู่ระดับต่ำที่สุดจนได้ เราว่าหนังเรามันยังไม่ถึงจุดนั้นหรอกเรารู้ตัวดี แต่แสดงว่าหนังที่ดีคือการได้ตั้งคำถามว่าคิดเห็นยังไง ไอเดียที่เราทิ้งไว้คือความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา</p>



<p>เรารู้สึกว่าสิ่งที่ตัวละครหนุ่มทำมันคือมุมมองของคนๆ หนึ่งที่รู้ดีว่า กูรู้ว่าอะไรที่ควรจะเป็นโลกที่ปกติ กูรู้ดี แต่อย่าลืมว่าโลกที่พวกมึงกับพวกกูหายใจอยู่ทุกวันนี้ เอาจริงถ้ามันจะจบมันต้องจัดการด้วยวิธีไหน กูไม่สนหรอกว่ามันควรใช้วิธีอะไร แต่กูรู้ว่ามันจะจบด้วยวิธีไหนแน่นอน</p>



<p>สิ่งที่หนุ่มตอบคือทั้งชีวิตผมรู้จักแค่วิธีเดียว คุณจะตัดสินว่าเขาผิดก็ได้แต่หนุ่มบอกว่าผิดแล้วไงก็เป็นวิธีที่กูเลือก ไม่พอใจก็ไปหาวิธีอื่นสิ แต่ถ้าจะให้จบเรื่องนี้ นี่คือวิธีเดียวที่กูรู้จัก ไม่ต้องเห็นด้วยกับกู เพราะไม่ได้ขอความเห็น กูไม่ได้ขอความอนุมัติจากมึงนะ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187891" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/5-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เราไม่ได้ทำหนังว่ามาทำศาลเตี้ยกันเถอะ แต่เรารู้สึกว่าในมุมหนังสยองขวัญหรือหนังแอกชันมันมี รีลีฟ วาล์ว (Relief Valve) มันคือการที่คุณรู้สึกสะใจ เวลาสมมติว่าผู้ร้ายโดนจัดการด้วยวิธีที่ค่อนข้างจะรุนแรง แล้วคุณมีอาการ “อีนี่มันสมควรโดนตบแล้วเอาน้ำกรดราดหน้า” เพราะมันคือจินตนาการที่คุณรู้ว่ามันไม่จริง คุณสะใจที่เห็นชีวิตมันลงเอยแบบเละเทะใหญ่โต&nbsp;</p>



<p>คุณสะใจได้ยังไงเวลาคุณเห็นคนโดนยิง 24 นัด คุณปรบมือแล้วบอกว่า จอห์น วิค เก่ง คุณควรจะถามตัวเองดีๆ นะ หลังจากที่คุณเอาใจช่วย จอห์น วิค ให้แทงคน แล้วกำลังเอนจอยกับการฆ่าคน แต่นั่นคือรีลีฟ วาล์ว ของคุณนะ เพราะเราสร้างคาแรกเตอร์ให้อยู่ฝั่งที่คุณจะเอาใจช่วย เพราะมาฆ่าหมากู กูทำไม่ได้ แต่ จอห์น วิค ทำแทนได้ คุณเลยเอาใจช่วยเขา&nbsp;</p>



<p>ไอ้หนุ่มก็เหมือนกัน ความแรงของหนังแอกชันทั้งหลายก็ใช้รีลีฟ วาล์ว เวลาที่คุณเห็นพ่อค้าแม่ค้าโดนแก๊งทวงหนี้ทวงด้วยความรุนแรง คุณก็จะสงสารเขา แล้วคุณก็จะเจอตำรวจที่ไม่ช่วยอะไร แล้วทำไมกฎหมายประเทศนี้มันอ่อนแอ คุณก็จะแค้น แล้วจู่ๆ วันหนึ่งคุณเจอไอ้หนุ่มเดินไปซัดหน้าแก๊งทวงหนี้สะบักสะบอม ในใจลึกๆ ของคุณก็จะ เออ! มันต้องแบบนี้ดิวะ สะใจว่ะ ผิดนะถ้าว่ากันตามตรง คุณกำลังส่งเสริมให้คนใช้ความรุนแรงไม่ต่างกับเขากระทำ คุณสะใจเพราะว่าคุณรู้ว่ามันคือแฟนตาซี&nbsp;</p>



<p>การที่เราเลือกวิธีสุดโต่งที่ชีวิตจริงทำไม่ได้ มันทำให้รับรู้ว่านี่มันคือ ฟิกชัน พอคุณรับรู้ฟิกชัน มันจะทำให้คุณรอดพ้นจากความรู้สึกผิดในโลกความเป็นจริง มันจะดีกว่านั้น คือคุณอาจจะไปพูดถึงเรื่องหนี้ อย่างน้อยที่สุดก่อนคุณจะรูดบัตรเครดิตครั้งต่อไป คุณอาจจะคิดนิดหนึ่งว่าจะเจอไอหนุ่มปะวะ ถ้ามันสะท้อนกลับไปถึงจุดนั้นมันจะดีมากๆ สำหรับคนทำหนัง</p>



<p>แต่คำตอบของเราคือทำไมหนังผีหนังแอกชันมันต้องรุนแรงเกินกว่าเหตุ ทำไมมันต้องพาคุณไปสู่ความสะใจชนิดที่คุณทำไม่ได้ในชีวิตจริง เพราะมันคือหลักการรีลีฟ วาล์ว (Relief Valve)&nbsp;</p>



<p><strong>งั้นคุณว่าหนังเรื่องนี้จะน่ากลัวกว่าหนังผีที่เคยทำมาไหม</strong></p>



<p>เราพูดกับคนออกแบบแอกชัน พูดกับนักแสดงทุกคนว่าทำไมเราต้องดิไซน์หนังแอกชันเรื่องนี้ให้มันใกล้เคียงเรียลิสติก หมายความว่าหนังแอกชันเรื่องนี้ คุณจะไม่เห็นคนเหล่านี้ยกการ์ดตั้งท่ากังฟูก่อนซัดกัน แต่เวลาซัดกันเขาจะวิ่งใส่กันเหมือนเวลาคุณเห็นคลิปคนต่อยกันตามท้องถนน คุณจะเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดเวลาคนยิงกันหน้าร้านก๋วยเตี๋ยว คุณจะรู้สึกสมจริงว่าแม่งตีกันแบบที่คนปกติเขาตีกัน มนุษย์ที่ไม่ได้มีพลังวิเศษ ตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นหน่วยซีล ไม่มีใครมียันต์ เป็นแค่นักเลงอาชญากรที่ใช้กำลัง และเรียนรู้จากข้างถนนโดยไม่เคยผ่านการฝึก&nbsp;</p>



<p>เรารู้สึกว่าคนพวกนี้แหละน่ากลัว เพราะมันไม่มีกระบวนท่า ไม่สนว่าอะไรปลอดภัยไม่ปลอดภัย ถ้าต้องเข้าต่อสู้กับใครต้องแลก ไม่มันก็กูที่ต้องไป เดิมพันไม่เหมือนคนที่เป็นนักสู้ นั่นแหละคือหัวใจของอาชญากรข้างถนน</p>



<p>ความน่ากลัวกว่าหนังสยองขวัญคือกลับบ้านไปคุณอาจไม่เจอผี เพราะคุณก็คิดว่าผีไม่มีจริง แต่ความจริงคือคุณขึ้นรถแท็กซี่แล้วอาจเจอคันที่หัวร้อนมาก่อนรับคุณ ก่อนคุณเดินเข้าออฟฟิศคุณอาจเจอวินมอไซค์ทะเลาะกัน หรือเผลอๆ หมวกกันน็อกปลิวมาหาคุณ ความรุนแรงข้างถนนสำหรับเรามันน่ากลัวสุด เพราะไม่รู้มันจะออกมาในรูปแบบไหน&nbsp;</p>



<p>เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำอะไรแบบนี้ เพราะเราอยากให้คนรู้สึกว่า ‘หนี้’ มันน่ากลัว ถึงจุดหนึ่งหนี้มันจะทำกับคุณรุนแรงชนิดที่คุณอาจจะตายก็ได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมต้องเป็นหนังแอกชัน และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมต้องถูกยกไปเป็นฟิกชัน เพราะเรารู้ดีว่าถ้าเราทำหนังแอกชันที่หดหู่เกินไปคนก็จะ turn off กันหมด&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ฝากตัวรับใช้นาย</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เป่าหัวผู้ขวางทางเดินนาย</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/6-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187892" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/6-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/6-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/6-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/6-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/6-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/6-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ไอคอนิกเพลงเพื่อชีวิตอย่าง ‘ปู พงษ์สิทธิ์’ ถูกหยิบยกแรงบันดาลใจมาทาบวางลงบนไอเดียเนื้อเรื่องได้อย่างพอดิบพอดี<strong> </strong>เรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่งจากบทเพลง ‘มือปืน’ ที่ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง หากให้คนทำหนังนับสิบมานั่งฟังคงอดไม่ได้ที่จะเผลออุทานว่า “แม่ง โคตรซินิมาติก” เหมือนอย่างผู้กำกับสุดกวนที่กำลังนั่งลูบคางพรรณนาอยู่ตรงหน้า</p>



<p><strong>ชอบฟังอยู่แล้วเหรอ</strong></p>



<p>ใช่ ชอบฟังที่ร้านลาบ เราชอบพี่ปูเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนเพลงมือปืนมันก็เป็นเพลงระดับตำนาน แต่ทั้งที่เราชอบมันต่างๆ นานา โมเมนต์ที่เรากำลังคิดเรื่องนี้จากข่าว เราแค่ลองนึกถึงทฤษฎี connect the dot เราคิด dot นักเลงทวงหนี้ได้ก็จริง แต่ยังคงทดไว้ในใจก่อน ในขณะนั้นเราก็คิดถึงเพลงมือปืนขึ้นมา แล้วรู้สึกว่านี่แหละ connect the dot แล้ว dot มันก็จะเชื่อมกันโดยอัตโนมัติ เพราะก่อนหน้านั้นที่เราคิดถึงร้านลาบก็คิดแค่ว่าอยากให้มันมีซีนร้านลาบ แต่เราไม่ได้คิดว่าเนื้อเรื่องมันจะเป็นยังไงต่อ</p>



<p>พี่ปูเขาเป็นคนเขียนเพลง Storytelling เขาเป็นนักเล่าเรื่อง ใครไปทำอะไร มีต้น กลาง จบ แล้วเพลงนั้นก็เป็นเรื่องประมาณนี้ เลือกเข้าเส้นทางด้านมืด ความเป็นลูกผู้ชายมันเจ๋ง ประกาศศักดา เป็นนักเลง ใครๆ ก็ต้องยอมลงให้ แต่ประเด็นคือไม่ได้อยู่ตรงนั้น&nbsp;</p>



<p>ว่าแต่เคยฟังกันไหมเนี่ย พวกคุณไม่เคยฟังหรอกผมรู้ (หัวเราะ)</p>



<p>แต่ถ้าคุณเคยฟัง คุณจะรู้ว่าทำไมผมถึงรับแรงบันดาลใจเพลงนี้มาเป็นหนังเรื่องนี้</p>



<p><strong>ขอท่อนนึงที่เข้ากับหนังเรื่องนี้ที่สุด</strong></p>



<p>พอตะวันบ่ายคล้อยลงมา นายสั่งให้ลงมือฆ่าเด็กตาดำๆ ศรัทธาสลาย เรียบร้อย ความเป็นตายไล่เรียงเป็นฉาก&nbsp;</p>



<p>ฝากตัวรับใช้นาย! ทีนี้ล่ะในคอนเสิร์ตมันจะเริ่มตีกันละ นึกออกไหม พอท่อนนี้มาคุณจะเห็นเป็นภาพไอหนุ่มอะ&nbsp;</p>



<p>จุดจบเป็นยังไงคุณก็ต้องไปฟัง มันเป็นสิ่งที่คุณเพิ่งถามผมด้วยนะ ตอนจบจริงๆ มันพูดว่า <em>นี่คือครั้งหนึ่งที่ฉันภูมิใจตอนยังเป็นมนุษย์</em>&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/7-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187893" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/7-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/7-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/7-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/7-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/7-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/7-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>ฉากไหนที่อยากทำเป็นอันดับแรกถ้าได้กำกับหนังแอกชัน</strong></p>



<p>ซีนแรกที่คิดสำหรับเรามันคือซีนร้านลาบ คือเราชอบกินร้านลาบ อันนี้มันอาจจะเป็นแรงบันดาลใจนิดหนึ่ง นอกจากไอเดียตั้งต้นที่เราได้จากข่าวอาชญากรรมที่ อันแรกเลยที่ตั้งต้นในการเขียนบทคือซีนวิวาทที่ร้านลาบ คือเราเห็นภาพคนที่นั่งกินจิ้มจุ่มอยู่ดีๆ แล้วมันมีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาซัดเรียบเลยแวบเดียว ซัดเหมือนที่เราเห็นขี้เมาตีกันในร้านลาบ เรารู้สึกว่ามันน่ากลัวดี</p>



<p><strong>แล้วทำไมถึงเลือกยกกองไปถ่ายทำถึงเพชรบุรี</strong></p>



<p>จริงๆ เราเขียนเรื่องให้เกิดในกรุงเทพฯ แต่เราคุยกับทาง Netflix แล้วตกลงกันว่าฉากและชีวิตในกรุงเทพฯ เห็นบ่อยในเชิงการทำหนัง การที่คุณเห็นอะไรซ้ำๆ มันก็ไม่ได้ผิด แต่ไม่มีที่อื่นแล้วเหรอวะ ทำไมต้องกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ มันเดือดอยู่ที่เดียวหรือไง มีอะไรที่ทำให้คนตื่นตาตื่นใจได้ไหมในเรื่องโลเคชัน แต่จากประสบการณ์ที่เราไปเที่ยวเองแล้วประทับใจ มันก็มีไม่กี่ที่หรอก</p>



<p>เพชรบุรีเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมที่สร้างมาเมื่อนานแล้วแต่ยังอนุรักษ์ไว้อย่างดี ชาวบ้านเขายังใช้ชีวิตอยู่กันแบบนั้นจริงๆ เราเลยรู้สึกว่ามันมีชีวิตชีวา เราไม่ได้ต้องการความสวยงามที่ปิดล็อกไว้ว่าห้ามเข้า เราต้องการความมีชีวิตของคน แล้วเพชรบุรีมีสิ่งนั้น แลนด์สเกปดีหมด วัด ทะเล ภูเขา เป็นจังหวัดที่มีทุกอย่าง รุ่งเรืองโดยประวัติศาสตร์จริงๆ บางซีนหนังเขียนตามโลเคชันด้วยซ้ำ เพราะเรารู้สึกว่าสถานที่นั้นแม่งเจ๋งมาก</p>



<p>ก่อนหน้านี้หลายสิบปีที่เด็กรุ่นนี้ยังไม่ได้อยู่บนโลก เคยมีคำพูดว่า “คนเพชรบุรีดุ มือปืนซุ้มเพชรบุรี” ลองเซิร์ชดูได้เลยในประเทศไทยมือปืนซุ้มไหนเจ๋งสุด คุณจะต้องเจอท็อป 3 คำว่า ซุ้มเมืองเพชร มันเป็นเรื่องจริง เมื่อก่อนนานมากสมัยประเทศไทยยังเจ้าพ่อเยอะ เพชรบุรีเป็นหนึ่งในเมืองที่ดุที่สุด</p>



<p>เราไม่ได้เอาอิทธิพลด้านมืดในจังหวัดเขามาใช้หรอก แต่ด้วยปัจจัยที่มีก่อนหน้านั้นรวมถึงสถานที่ถ่ายทำมันเจ๋งมาก การเลือก ‘เพชรบุรี’ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>นี่คือครั้งหนึ่งที่ภูมิใจ</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ว่าฉันยังเป็นมนุษย์</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187894" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สุรพงษ์ เพลินแสง ชื่อสกุลถูกต้องครบถ้วนตามเดิม&nbsp;</p>



<p>ความตั้งใจ มุ่งมั่นเฉกเช่นวันแรกที่รับหน้าที่กำกับ</p>



<p>สิ่งที่เรียนรู้ คือจะไม่ทำหนังแอกชันในระยะเวลาอันใกล้อีกแล้ว</p>



<p><strong>การกำกับครั้งนี้ทำให้คุณได้รู้ว่า</strong></p>



<p>ได้แน่ๆ คือเราจะไม่ทำหนังแอกชันในระยะเวลาอันใกล้อีกแล้ว เพราะ มัน เหนื่อย มาก รู้แล้วว่ารสชาติมันเป็นยังไง ก็อร่อยดี! แต่เราว่ามันเป็นเรื่องปกตินะเวลาที่คุณผ่านงานที่มันสาแก่ใจมา คุณก็จะเข็ดขยาดกับมันไปพักหนึ่ง แน่นอนว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นมันก็จะมีความสะใจอยู่ ถ้าโอกาสมันใช่มันจะพาคุณกลับมาเจ็บอีกครั้งหนึ่ง ก็จะเป็น จอห์น วิค 2 3 4 ที่ตกระเบียงก็ไม่ตายไปเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>ในฐานะคนทำหนังกับคนดูที่ได้อะไรจากหนัง มันคนละอย่างกัน เรามักจะรู้สึกว่าเราดูหนังเรื่องนี้แล้วได้อะไร มันเปลี่ยนชีวิตเราแค่ไหน แต่ถ้าคนที่สร้างมันขึ้นมา คุณต้องเผชิญเงื่อนไขที่มันไม่ได้สวยงามเหมือนในหนัง กว่าซีนนี้คุณจะได้ กว่าคุณจะผ่านการอนุมัติ มันเป็นประสบการณ์ที่ค่อยๆ สร้างคุณให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น ถ้าคุณอยากทำหนังต่อไปได้อีกนานๆ สิ่งที่คุณต้องมีคือประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพ ซึ่งมันควรจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่คุณทำหนัง&nbsp;</p>



<p>เพราะงั้นถ้าถามเรา เราไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากวันแรกที่อยากทำหนัง มันมีแต่ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นว่ารู้แล้วว่ากูจะเถียงยังไงให้ชนะมัน บางครั้ง Job Description ของผู้กำกับคือเซย์โนไม่ใช่เซย์เยส ถ้าคุณเคยได้ยิน มันเป็นวลีตลกๆ ที่คนเขาชอบล้อกัน แต่มันกลับเป็นเรื่องจริง</p>



<p>เวลามีคนเดินเข้ามาหาคุณแล้วคุณเป็นผู้กำกับ “พี่ รถที่พี่อยากได้มันไม่มี เอามอเตอร์ไซค์ไปแทนได้ไหม” แต่กูสั่งโรลส์-รอยซ์ กูไม่รู้หรอกว่าระหว่างทางมันมีปัญหาอะไร แต่มึงมาบอกให้กูเปลี่ยนโรลส์-รอยซ์เป็นมอเตอร์ไซค์ โน อันนี้คือจุดที่ต้องชัดเจนว่า ไม่ แต่ถ้าเขาบอกว่าเป็นเฟอรารีได้ไหม อันนี้ค่อยคุยกันได้ เพราะไอเดียมันคือความร่ำรวยแบบตะโกน ถ้าคุณบอกว่าก็รถเหมือนกัน คุณต้องตอบผมให้ได้นะว่าทำไมคุณใช้โทรศัพท์ยี่ห้อนี้ ทำไมคนนั้นใส่รองเท้ายี่ห้อนั้น หน้าที่ผู้กำกับคือเซย์โน โน และก็โน จนกว่ามันจะ เยส</p>



<p>ถ้าคุณไม่ปกป้องวิสัยทัศน์ คุณจะไม่มีวันได้หนังแบบที่คุณอยากเห็นหรอก ผู้กำกับมีหน้าที่ที่ต้องรักษาวิสัยทัศน์ของตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่ได้มีหน้าที่ไว้ให้คนรัก ทุกคนไม่ต้องรักคุณ แต่แน่นอนว่ามันต้องเป็นการปฏิบัติต่อกันแบบมีมนุษยธรรม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/9-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187895" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/9-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/9-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/9-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/9-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/9-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/9.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>มีปัญหาบ้างไหม</strong></p>



<p>คุณมีปัญหากับผมเหรอ (หัวเราะ)</p>



<p>ประโยคชวนหาเรื่องตามด้วยเสียงหัวเราะเป็นอันโล่งอกว่าคงไม่โดนผู้กำกับสุดโหดกระชากคอเสื้อ</p>



<p><strong>หมายถึงกำกับเสร็จแล้วกลับไปนอนหลับบ้างหรือเปล่า แม้ว่าอาจไม่น่าได้นอนก็ตาม</strong></p>



<p>นอนดิ</p>



<p><strong>ไม่มีนอนก่ายหน้าผากเครียดเหรอ</strong></p>



<p>ไม่มี เครียดไปก็ไม่มีประโยชน์ คุณเครียดก็เครียดไปเถอะ แต่มันเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก นอนดีกว่า</p>



<p><strong>ฉากที่ประทับใจเหมือนเคยเห็นให้สัมภาษณ์ไปบ้างแล้ว</strong></p>



<p>เลยจะถามอันที่ไม่ประทับใจ</p>



<p>…อีกครั้งที่เลือกไม่ถูกว่าจะขมวดคิ้วหรือหลุดขำกับความกวนของผู้กำกับคนนี้ก่อนดี</p>



<p><strong>อยากถามว่าระหว่างกำกับมีเหตุการณ์ที่น่าประทับใจบ้างหรือเปล่า</strong></p>



<p>เราคิดว่าตลอดทุกเรื่องที่ทำมา แม้กระทั่งตอนทำโฆษณา ผู้กำกับมันไม่ได้มีซีนซาบซึ้งอะไรขนาดนั้น มันเป็นงาน เป็นงานเหมือนพวกคุณนี่แหละ มันเป็นใครสักคนที่ต้องทำอะไรสักอย่างให้เสร็จในวันนี้ มันเป็นอย่างนั้นซะมากกว่า&nbsp;</p>



<p>Job Description ของผู้กำกับคือนอกจากกำกับทุกอย่าง คือมึงต้องทำให้ได้ตามเบรก! นั่นคือหน้าที่ และหน้าที่คือความชิบหายเวลาคุณถ่ายเลตไปกว่าเบรกประมาณสี่ชม. แล้วคุณยังเหลือประมาณ 15 ช็อต คุณทำยังไงได้บ้าง</p>



<p>หรืออะไรมันชิบหายวายป่วงระหว่างทางซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆ ไอนั่นไม่ได้ ไอนี่ไม่เวิร์ก ฝนตก คุณแขวนเกงในผ้าแดง ลองทุกสูตรแล้วก็ยังตก ทุกคนก็จะหันมาหาคุณ ทั้งแผนกก็จะเดินมาถาม “เอายังไงดีครับพี่” ถ้าคุณบอกว่า ยกกอง โปรดิวเซอร์ก็จะบอกคุณว่า “มึงยกไม่ได้ กูไม่มีงบสแปร์เหลือให้มึง” นี่แหละคือหน้าที่ผู้กำกับ</p>



<p>เวลาถามว่าประทับใจสิ่งไหน สำหรับคนอื่นไม่แน่ใจแต่ผมไม่มีโมเมนต์แบบนั้น ผมรู้แค่ว่าผมต้องถ่ายซีนนี้ให้เสร็จเหมือนที่ผมต้องการ ผมต้องได้ทุกอย่างที่ผมฝันไว้ เพราะสุดท้ายมันเป็นผมคนเดียวที่ต้องอยู่กับมันในห้องตัด แล้วมันก็จะมีชื่อผมกำกับว่าเป็นงานผม ไม่มีใครมาถามหาหรอกว่าวันนั้นทำไมถึงจัดการไม่ได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่มันไม่ใช่ความประทับใจต่อฉากนี้ มันเป็นรายละเอียดน้อยๆ ที่ผันแปรไปแต่ละวัน บางซีนที่คุณคิดว่าวันนี้ชอบ อีกสองเดือนผ่านไป กลับมาดูใหม่คุณอาจจะ กูชอบไปได้ยังไง ถ่ายอะไรลงไป&nbsp;</p>



<p>ผมไม่ได้ทรมานกับการทำงานนะ แต่ผมนิยามว่ามันก็เหมือนพวกคุณนั่นแหละ มันเหมือนงานที่คุณรัก เป็นอาชีพอะไรสักอย่างที่ต้องทำให้สำเร็จวันต่อวัน เพียงแต่แค่ผมทำหนัง ไม่ได้มีพรีวิเลจ ไม่ได้มีความโก้เก๋ที่มากกว่าอาชีพอื่น&nbsp;</p>



<p><strong>ขอ 1 ประโยค หลังจากภาพยนตร์ฉาย</strong></p>



<p>กดสองโป้งให้ด้วยนะครับ ก็หนังมันฉายใน Netflix ไง คุณรู้หรือเปล่าว่าการกดสองโป้งมันมีผลต่ออัลกอริทึมมากนะ อันนี้พูดจริง รบกวนกดสองโป้งให้ด้วย</p>



<p>สุดท้ายนี้เราก็อยากให้ทุกคนเอนจอยกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เอนจอยที่ไม่ใช่แค่ว่าต้องหัวเราะหรือร้องไห้ คุณสะใจอันนั้นก็นับว่าเอนจอย</p>



<p>เอาจริงผมไม่เคยรู้สึกโล่งจนกว่าจะได้ยินคำว่า Final cut approve แต่ว่ามันก็ยังมีงานโพสต์ที่ต้องต่อสู้กับคนมหาศาล เพราะงั้นมันจึงไม่มีคำว่าโล่งที่แท้จริง จนกระทั่งวันที่หนังฉายก็ยังคิดอยู่ว่าคนดูจะเก็ตปะวะ แล้วคนดูจะเห็นแผลที่เราตั้งใจแหวะให้ชมไหม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-debt-collector/">ตีรันฟันแทงกับ สุรพงษ์ เพลินแสง พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่แท้กลางวงวิวาทร้านลาบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นั่งตลกและตกผลึกกับ HONNE 10 ปีเหมือนฝัน ช่วงเวลาดีๆ ที่เมืองไทย และวันเก่าๆ ที่พวกเขาคิดถึง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/honne-10-year-anniversary/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[HONNE10YearsAnniversary]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[HONNE]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187850</guid>

					<description><![CDATA[<p>“มีใครแถวนี้กำลังจะแต่งงานไหมครับ ถ้าอยากให้พวกเราไปเล่นในงานแต่ง พิมพ์มาบอกได้นะ” ประโยคชวนอมยิ้มนั้นเป็นของ Andy Clutterbuck นักร้องและโปรดิวเซอร์ของ HONNE วงดูโอ้แนว Electropop จากอังกฤษ ฟังดูเหมือนเขาพูดเล่น แต่ใครจะรู้ล่ะว่า Andy และ James Hatcher มือกีตาร์ อาจโผล่เซอร์ไพรส์ในงานวิวาห์ของคู่รักในอีก 2 &#8211; 3 วันนี้ก็ได้ เพราะพวกเขาเตรียมเล่นคอนเสิร์ต ‘HONNE 10 YEAR ANNIVERSARY TOUR’ ที่เมืองไทย วันที่ 25 &#8211; 26 กรกฎาคมนี้ (เอ้า ช้าอยู่ใยกัน) James และ Andy รู้จักกันมา 20 ปี ด้วยเคยสอนโรงเรียนเดียวกัน หนุ่มเครางามอย่าง Andy สอนกีตาร์ ส่วน James เป็นช่างเทคนิคดนตรี เป็นพนักงานที่ Apple Store และเรื่องที่รู้แล้วยิ้มทันทีคือ พวกเขาเคยรับจ้างเล่นดนตรีงานแต่งด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/honne-10-year-anniversary/">นั่งตลกและตกผลึกกับ HONNE 10 ปีเหมือนฝัน ช่วงเวลาดีๆ ที่เมืองไทย และวันเก่าๆ ที่พวกเขาคิดถึง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“มีใครแถวนี้กำลังจะแต่งงานไหมครับ ถ้าอยากให้พวกเราไปเล่นในงานแต่ง พิมพ์มาบอกได้นะ”</p>



<p>ประโยคชวนอมยิ้มนั้นเป็นของ Andy Clutterbuck นักร้องและโปรดิวเซอร์ของ HONNE วงดูโอ้แนว Electropop จากอังกฤษ</p>



<p>ฟังดูเหมือนเขาพูดเล่น แต่ใครจะรู้ล่ะว่า Andy และ James Hatcher มือกีตาร์ อาจโผล่เซอร์ไพรส์ในงานวิวาห์ของคู่รักในอีก 2 &#8211; 3 วันนี้ก็ได้ เพราะพวกเขาเตรียมเล่นคอนเสิร์ต ‘HONNE 10 YEAR ANNIVERSARY TOUR’ ที่เมืองไทย วันที่ 25 &#8211; 26 กรกฎาคมนี้ (เอ้า ช้าอยู่ใยกัน)</p>



<p>James และ Andy รู้จักกันมา 20 ปี ด้วยเคยสอนโรงเรียนเดียวกัน หนุ่มเครางามอย่าง Andy สอนกีตาร์ ส่วน James เป็นช่างเทคนิคดนตรี เป็นพนักงานที่ Apple Store และเรื่องที่รู้แล้วยิ้มทันทีคือ พวกเขาเคยรับจ้างเล่นดนตรีงานแต่งด้วย ทั้งหมดเพียงเพื่อหาเงินมาทำเพลงด้วยกัน</p>



<p>ในวาระ HONNE อายุครบ 10 ขวบ a day ชวนพวกเขาคุยเรื่องที่ไม่ค่อยได้เล่าที่ไหน อย่างเช่นว่าพวกเขาได้ปรัชญาการทำเพลงมาจาก Radiohead วงดนตรีแนว Britpop/Rock จากอังกฤษ, เหตุที่แอนดี้ชอบอัดเพลงคนเดียว, พยายามจะไม่หยิบเรื่องราวของคนใกล้ตัวมาแต่งเพลงอีก, กับดักความสำเร็จ, ช่วงเวลาดีๆ ที่เมืองไทย และ&#8230; (วางแผงเพียงเท่านี้ดีกว่า)</p>



<p>เพื่อความพิเศษในขวบปีที่ 10 James และ Andy หยิบเพลงในอัลบัม Warm on a Cold Night และ Love Me / Love Me Not รวม 12 เพลง มารีอเรนจ์ใหม่ในเวอร์ชันอะคูสติกส์ จนออกมาเป็น ‘HONNE — 10’ อัลบัมฉลองการเดินทางหวานปนขม มีแต่เพลงโปรดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Day 1, Feel So Good, Location Unknown feat. NIKI ฯลฯ</p>



<p>แน่ล่ะว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชีวิตคนเราย่อมมีหลายเรื่องที่เปลี่ยนไป ทั้งความคิดหรือมุมมองบางอย่าง James กับ Andy ก็ไม่ต่างกัน</p>



<p>“ตอนกลับไปทำเพลงเก่าๆ ผมนึกถึงตอนที่ไปเล่นเพลงพวกนี้ตามสถานที่ต่างๆ นึกถึงโชว์แต่ละครั้ง นึกถึงช่วงเวลาที่เราทยอยปล่อยเพลงออกมา มันชวนให้คิดถึงวันเก่าๆ มากเลย เพลงมันพาพวกเรามาได้ไกลขนาดนี้” — James Hatcher พูดจบแล้วยิ้ม</p>



<p>หรือจริงๆ แล้ว หวนคิดถึงคืนวันเก่าก่อนบ้างก็ไม่เสียหาย เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องเว้าวอน แค่คิดถึงและมองด้วยอารมณ์ขัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187854" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Go Back to ‘Day 1</strong></h2>



<p><strong>ก่อนอื่นยินดีด้วยมากๆ เลยที่ HONNE เดินทางมาถึงปีที่ 10 แล้ว</strong></p>



<p>เจมส์ &amp; แอนดี้ : ขอบคุณมากๆ ครับ</p>



<p><strong>ก่อนคุยถึงอัลบัมฉลองครบรอบ 10 ปี อยากชวนคุณย้อนมองการเดินทางของตัวเองสักนิด ก่อนมาทำ HONNE ด้วยกัน พวกคุณเคยเป็นครูสอนดนตรีมาก่อน แบ่งเวลามาทำเพลงยังไง</strong></p>



<p>เจมส์ : บางคนคิดว่าเราเป็นครูสอนดนตรีกัน จริงๆ แล้วผมเป็นครูสอนกีตาร์ ส่วนแอนดี้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคดนตรี คอยช่วยดูแลอุปกรณ์ดนตรีให้เด็กๆ มีช่วงหนึ่งที่พวกเราทำงานอยู่ที่โรงเรียนเดียวกันพอดี ก็เลยรู้จักกัน</p>



<p>ปกติเราจะแบ่งเวลา 1 วันมาทำเพลงด้วยกัน เมื่อก่อนผมชอบแต่งเพลงตอนนักเรียนโดดเรียนน่ะครับ อย่างเพลง All In The Value คอร์ดทั้งหมดในเพลงนั้นแต่งขึ้นมาตอนที่นักเรียนไม่เข้าเรียน ต้องขอบคุณนักเรียนคนนั้นด้วยนะครับที่เบี้ยวคลาส</p>



<p>แต่ตอนนั้นพวกเราไม่ได้ทำงานเต็มเวลา พยายามหางานที่ให้ค่าจ้างรายชั่วโมงสูงที่สุดเท่าที่จะหาได้ ซึ่งงานที่ผมทำก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่รายได้ ทำให้มีเวลาว่างสองสามวันต่อสัปดาห์มานั่งแต่งเพลงของ HONNE หรือไม่ก็ลุยกันช่วงเย็นวันหยุดเสาร์ &#8211; อาทิตย์ เรายังวัยรุ่นกันอยู่ด้วยแหละ ไม่ได้มีภาระอะไรมากมาย นอกจากแบ่งเวลาไปให้แฟน ที่เหลือคือพวกเราลุยแหลก สู้ตาย</p>



<p>เคยตั้งกฎกันไว้ข้อหนึ่งว่า เรามาแต่งเพลงแล้วทำเดโมให้เสร็จอย่างน้อยอาทิตย์ละเพลงกันดีกว่า เพื่อให้ทุกๆ สัปดาห์เรามีผลงานชิ้นใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ ทำแบบนั้นอยู่ประมาณสามเดือน จนเรามีเพลงเก็บไว้ 10 เพลงเลยครับ</p>



<p>แอนดี้ : ตัดภาพมาตอนนี้ กว่าจะเสร็จสักเพลงนี่ล่อไปเป็นปีเลยครับ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ที่บอกว่าทำงานพาร์ตไทม์ รวมๆ แล้วทำอยู่นานไหม</strong></p>



<p>แอนดี้ : ผมน่าจะสอนกีตาร์อยู่ประมาณปีหนึ่งได้ครับ ส่วนเจมส์เขาเคยทำงานที่ Apple Store ด้วยนะ</p>



<p>เจมส์ : ใช่ๆ ผมเคยทำงานที่ Apple Store อยู่ประมาณ 3 &#8211; 4 ปี ซึ่งมันเป็นงานพาร์ตไทม์ที่ดีมากเลยนะ มันทำให้ผมสามารถทำเพลงควบคู่ไปด้วยได้ แล้วก็ได้เล่นกีตาร์ทุกวันเลยครับ</p>



<p><strong>เคยคิดไหมว่า การคลุกคลีอยู่กับเด็กหล่อหลอมตัวตน และส่งผลต่อเพลงของคุณยังไง</strong></p>



<p>แอนดี้ : การได้ทำงานในโรงเรียนเป็นอะไรที่เติมเต็มความรู้สึกมากเลย ผมภูมิใจที่ได้ช่วยเด็กๆ ได้แชร์ความรู้ที่เราสะสมมาหลายปีให้เขา ถ้าเราสามารถส่งอะไรสักอย่างให้ใครสักคนที่เขาพร้อมจะรับ แล้วเอาไปต่อยอดทำในสิ่งที่เขาอยากทำได้เนี่ย ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยครับ<br><br>เจมส์ : เวลาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับความรักในเครื่องดนตรีชิ้นนั้นจริงๆ มันเหมือนเราได้เห็นตัวเองในเวอร์ชันเด็ก เวอร์ชันที่เคยไฟแรงมากๆ อยากซ้อมดนตรีทุกวัน มันสร้างแรงบันดาลใจได้ดีมากๆ และใช่ครับ มันสนุกดี ต่อให้มันจะไม่ได้ซึมเข้าไปในตัวเพลงโดยตรง แต่อย่างน้อยมันสร้างพลังบวกให้เรา</p>



<p>ทำงานเสร็จแล้วก็ไม่ได้รู้สึกหมดพลังหรือล้ากลับบ้าน แต่กลับรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจและกระปรี้กระเปร่าด้วยซ้ำ ทำให้เราสามารถกลับบ้านไปแต่งเพลง และยังมีพลังเหลือเฟือที่จะทุ่มเทให้กับ HONNE ได้</p>



<p>ทุกวันนี้ยังมีนักเรียนบางคนทักข้อความมาหาพวกเราอยู่เรื่อยๆ เลยนะครับ อย่างเช่นว่า “สองคนนี้เขาเคยเป็นครูสอนกีตาร์กับเจ้าหน้าที่เทคนิคดนตรีในโรงเรียนเรานี่หว่า”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-8-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187855" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-8-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-8-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-8-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-8-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-8-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-8.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p><strong>เคยมีลูกศิษย์มาดูคอนเสิร์ตของคุณบ้างไหม</strong></p>



<p>เจมส์ : เคยครับ ช่วงแรกๆ ของวงมีนักเรียนเก่าแวะเวียนมาดูคอนเสิร์ตอยู่เหมือนกัน ตอนพวกเราลาออกจากโรงเรียนเด็กๆ เขาคงงงว่า &#8220;เกิดอะไรขึ้น ครูหายไปไหน&#8221; พอเขารู้เรื่องวง HONNE ก็เลยอยากตามมาดูว่าทำอะไรกันอยู่ ซึ่งมันสนุกดีครับ</p>



<p>แอนดี้ : ส่วนอัลบัมล่าสุดเนี่ย พวกเราถึงขั้นกลับไปที่โรงเรียนเก่า แล้วก็ถ่ายมิวสิกวิดีโอบางเพลงกันที่นั่นเลยล่ะครับ</p>



<p><strong>ทำงานทั้งพาร์ตไทม์และ HONNE ควบคู่กัน เหตุการณ์ไหนที่บอกว่าคงทำสองอย่างพร้อมกันไม่ได้แล้ว</strong></p>



<p>เจมส์ : มันมีโอกาสเข้ามาให้เราต้องเลือก ตอนนั้นเรายังทำงานสอนเด็กอยู่ แต่ก็แต่งเพลงเก็บไว้เยอะ เผอิญได้เจอผู้จัดการวงของเรา ในขณะที่เรายังทำงานประจำกันไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นผู้จัดการก็คุยกับค่ายเพลงไปด้วย</p>



<p>พอเริ่มมีข้อเสนอจากค่ายต่างๆ เข้ามา เราก็ยังไม่ลาออก กระทั่งเซ็นสัญญากับค่ายเพลงช่วงคริสต์มาสปี 2014 เราเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์เพลงและทำอัลบัม ถือว่าโชคดีมากที่มีหลักประกันรองรับ ทำให้รู้ว่าหลังจากนี้เราจะสามารถลุยทำเพลงแบบเต็มเวลาได้อย่างสบายใจ แต่ตอนนั้นเราก็ยังทำพาร์ตไทม์ช่วงวันหยุดกันอยู่นะ</p>



<p>แอนดี้ : เรายังรับงานเล่นดนตรีตามงานแต่งงานอยู่เรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการทำ HONNE  จำได้ว่าตอนนั้นเราปล่อยเพลงในนาม HONNE ออกไปแล้ว อยู่ๆ มีอีเมลจากคู่รักมาขอให้เราไปเล่นเพลงของ HONNE ในงานแต่ง</p>



<p>พอเจอแบบนั้นปุ๊บ เรารู้เลยว่ามันถึงเวลาที่ต้องเลิกเดินสายรับงานแต่งแล้วหันมาโฟกัสกับวง แบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ แม้จะชอบเล่นในงานแต่งมากแค่ไหน แต่ใจจริงเราอยากออกเดินทางไปต่างประเทศ และทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลกมากกว่าครับ</p>



<p>มีใครแถวนี้กำลังจะแต่งงานไหมครับ ถ้าอยากให้พวกเราไปเล่นในงานแต่งพิมพ์มาบอกเราได้นะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-8-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187856" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-8-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-8-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-8-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-8-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-8-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-8.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Between ‘Me &amp; You’</strong></h2>



<p><strong>หลายปีก่อน คุณบอกว่าไม่ค่อยทำเพลงในสตูดีโอด้วยกัน ทุกวันนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม</strong></p>



<p>เจมส์ :<strong> </strong>เมื่อก่อนเราแยกกันทำงานบ่อยมาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะ ตอนนี้เรามีสตูดีโอทำงานด้วยกันแล้ว แต่อีกเหตุผลคือ เมื่อก่อนผมมีทีมงานคนหนึ่งช่วยอัดเสียงให้ แต่เขาย้ายไปที่อื่นแล้ว พวกเราเลยอยู่ในสตูฯ ด้วยกันบ่อยขึ้นครับ แต่บางครั้งผมก็รู้นะว่าแอนดี้เขายังชอบอัดเสียงคนเดียวอยู่ดี</p>



<p><strong>ทำไมคุณชอบอัดเพลงคนเดียวเหรอแอนดี้</strong></p>



<p>แอนดี้ : ผมว่ามันเป็นแนวทางที่ผมถนัด บางคนอาจจะพูดว่า แหม ถ้าคุณร้องต่อหน้าคนอื่นไม่ได้คุณก็ไม่ใช่ศิลปินที่ดีหรอก ซึ่งถ้าใครพูดแบบนั้นนะ ผมก็จะตอบกลับไปว่า เออ ก็จริงของคุณ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187857" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ได้ยินมาว่าชอบ Radiohead กันทั้งคู่ ในแง่ดนตรี คุณเรียนรู้อะไรจาก Radiohead บ้าง</strong></p>



<p>แอนดี้ : เราเป็นแฟนตัวยงของ Radiohead เลยครับ ฟังกันมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เราชอบใน Radiohead คือ พวกเขาเปลี่ยนแนวทางและซาวนด์ดนตรีของตัวเองตลอดเวลา ไม่กลัวที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ</p>



<p>ในฐานะนักดนตรี บางทีเราอาจจะโดนตีกรอบแล้วก็เอาแต่ทำเพลงแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะ เพราะแฟนเพลงบางกลุ่มชอบแบบนั้น แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องดีเหมือนกันที่จะทำให้ดนตรีดูสดใหม่และเติบโตไปพร้อมๆ กับตัวเราเอง</p>



<p>เจมส์ : หลังจากปล่อยอัลบัมแรก ถ้าเราไม่กล้าเปลี่ยนทำอะไรใหม่ๆ มันก็คงไม่มีเพลงอย่าง Day 1 หรือ Crying Over You และหลังจากนั้นก็คงไม่มีเพลงอย่าง no song without you, by my side หรือ la la la that&#8217;s how it goes แน่นอน&nbsp;</p>



<p>ตัวผมเองได้เรียนรู้อะไรที่แตกต่างไปจากเดิมเยอะมากๆ นับตั้งแต่อัลบัมแรก เอาจริงๆ มันก็แอบน่ากลัวอยู่นะครับ แต่คุณต้องกล้าเสี่ยง ลุยไปกับมัน แล้วก็สนุกกับมันให้เต็มที่</p>



<p><strong>ด้วยเหตุผลนั้นจึงต้องคิดอะไรใหม่ตลอดเวลา</strong> <strong>แต่ใครก็รู้ว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดขึ้นได้ทุกวัน เวลาตีบตันคุณค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยวิธีไหนกันบ้าง</strong></p>



<p>เจมส์ : เรื่องนี้ยากเหมือนกัน ผมคิดว่าเวลาที่เราติดอยู่ในหล่มแล้วคิดอะไรสร้างสรรค์ไม่ออก การทำงานร่วมกับคนใหม่ๆ ที่เราไม่เคยร่วมงานมาก่อน หรือจะเป็นคนที่เราเคยทำงานด้วยแล้วก็ได้ มันช่วยได้เยอะเลยครับ&nbsp;</p>



<p>เราจะชอบทำงานร่วมกับนักดนตรีมากๆ มีคนหนึ่งชื่อ รูเบน เจมส์ (Reuben James) เขาเป็นนักเปียโนที่มหัศจรรย์มาก เวลาผมอยู่ในห้องเดียวกับเขา ไม่มีทางเลยที่จะไม่ได้แรงบันดาลใจกลับมา เวลาเขาเล่นเปียโนทีไร ซาวนด์มันเหมือนหลุดมาจากอีกโลกหนึ่งเลยครับ นั่นคือวิธีหนึ่งของผม</p>



<p>แอนดี้ : แล้วผมอยากจะบอกอีกอย่างว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกก็อย่าฝืน การฝืนคือสิ่งที่แย่ที่สุดเลย ประเภทที่มานั่งจ้องหน้ากันแล้วคิดว่า &#8220;เฮ้ย วันนี้จะเขียนเรื่องอะไรดี&#8221; ถ้าเป็นแบบนั้น แค่ลุกออกไปเดินเล่นข้างนอก หรือทำอะไรก็ได้ให้หัวมันโล่งๆ หรือไม่ก็ไปอาบน้ำซะเลยครับ</p>



<p>เจมส์ : พยายามอย่าไปหงุดหงิดกับมันครับ ผมเคยไปสตูฯ นั่งแช่ตรงนั้นทั้งวันแบบไม่ได้อะไรเลย บ่อยครั้งก่อนกลับบ้านไม่กี่นาที ผมคิดอะไรเจ๋งๆ ขึ้นมาได้ซะงั้น &#8220;เอ้า ดีเฉย แต่ต้องกลับบ้านแล้วว่ะ&#8221; ระหว่างกลับบ้านผมตื่นเต้นมากที่จะได้ตื่นมาทำงานกับไอเดียนั้นในวันรุ่งขึ้น</p>



<p>แอนดี้ : ผมยังแอบคิดเลยว่า หรือผมควรจะโผล่มาสตูฯ แค่ชั่วโมงเดียวก่อนถึงเวลากลับบ้านดีไหม มันจะได้บังคับให้คิดอะไรดีๆ ออก</p>



<p><strong>แล้วถ้าอารมณ์ไม่ดีแบบสุดๆ จนเขียนเพลงไม่ออกเลย คุณทำยังไง</strong></p>



<p>เจมส์ : ทุกครั้งที่เข้าสตูดีโอ ผมต้องอยู่ในสภาวะจิตใจที่ดีพอประมาณเลยถึงจะทำเพลงได้ ถ้ากำลังรู้สึกโกรธหรือขุ่นเคืองใจ แปลว่ามันมีอะไรยากลำบากบางอย่างเกิดขึ้นในชีวิต</p>



<p>อย่างเช่นว่าผมกำลังต่อเติมบ้านแล้วมีคนงานกำลังทุบห้องครัวอยู่ ผมก็จะเครียดกับตรงนั้น หรือเวลากังวลว่ามีใครป่วยแล้วเราเป็นห่วงเขามากๆ อะไรแบบนี้ ซึ่งผมมองว่าเรื่องพวกนี้ทำให้เราดึงสมาธิกลับมาได้ยาก อาจจะยังทำเพลงออกมาได้นะครับ ถ้าจัดการกับสมาธิของตัวเองได้ ดังนั้นผมจะเคลียร์ให้หัวสมองโล่งและพร้อมที่จะโฟกัสกับการทำดนตรีจริงๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-6-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187858" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-6-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-6-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-6-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-6.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p><strong>เคยให้สัมภาษณ์ว่าหลายเพลงมีที่มาจากเรื่องของเพื่อนหรือคนใกล้ตัว พอโตขึ้นคุณระวังเรื่องพวกนี้มากขึ้นไหม</strong></p>



<p>แอนดี้ : เพลงแรกๆ ของ HONNE ไม่ได้เขียนจากแค่ประสบการณ์ของพวกเราอย่างเดียว แต่เขียนจากสิ่งที่คนรอบตัวเรากำลังเผชิญอยู่ด้วย อย่างเช่นเรื่องของเพื่อน ซึ่งมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกตอนที่เรายังไม่ได้ดังมาก</p>



<p>แต่พอบางเพลงมันฮิตและติดตลาดขึ้นมา ผมก็&#8230;ไม่รู้สิ ถ้าตอนนี้ผมยังทำแบบนั้นอยู่อีก ผมไม่แน่ใจเลยว่าเพื่อนๆ จะรู้สึกอึดอัดหรือเปล่า ถ้าจู่ๆ พวกเขารู้ว่าผมเอาเรื่องส่วนตัวของพวกเขาไปแต่งเพลง</p>



<p>แทนที่จะเขียนเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่เพื่อนกำลังเจอ ตอนนี้เพลงของ HONNE กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเราเองมากขึ้น เว้นแต่ว่าผมจะมองเห็นวิธีเขียนถึงเรื่องของคนอื่น โดยถ่ายทอดออกมาให้มันคลุมเครือมากๆ จนแทบจับไม่ได้</p>



<p>เจมส์ : ใช่ๆ ไม่ตรงไปตรงมาเกินไป</p>



<p>แอนดี้ : เพื่อไม่ให้คนคนนั้นรู้สึกไม่ดีน่ะครับ คือแน่อยู่แล้วว่าผมไม่เคยมีความตั้งใจที่จะทำให้ใครต้องรู้สึกขุ่นเคืองหรือเสียใจเลย เพราะเป้าหมายของดนตรีและเนื้อเพลงของพวกเรา คือการช่วยผู้คน และช่วยฉุดพวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้</p>



<p>ถ้ามีใครสักคนได้ฟังเพลงของพวกเรา พวกเขาควรรู้สึกแค่ว่า เออ มันดีจังเลยเนอะ เราเข้าถึงและอินกับความหมายของมันได้จริงๆ มากกว่าที่จะมารู้สึกว่าเพลงนี้มันเขียนถึงฉันนี่ กล้าดียังไงมาทำแบบนี้ (หัวเราะ)<br></p>



<p><strong>คุณทำเพลงด้วยกันมา 10 ปี มีช่วงที่ความคิดความเห็นไม่ตรงกันบ้างไหม</strong></p>



<p><strong></strong>แอนดี้ : จริงๆ ผมกับเจมส์รู้จักกันมา 20 ปีแล้วครับ ก่อนจะเริ่มทำ HONNE เราเป็นเพื่อนกันมานานมากๆ&nbsp; พวกเราใช้จุดนั้นเป็นเหมือนรากฐานที่แข็งแกร่งที่ทำให้พวกเรายังอยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้</p>



<p>แต่นั่นแหละครับ คุณก็รู้ มันไม่ได้แปลว่าเราจะเห็นพ้องต้องกันไปหมดทุกเรื่องตลอดเวลา มีช่วงที่เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ผมคิดว่าเราทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล เลยค่อยๆ ปรับและแก้ปัญหากันไป แต่ไม่เคยถึงขั้นลงไม้ลงมือต่อยกันนะครับ (หัวเราะ)</p>



<p><strong></strong>ถ้าเมื่อไหร่ความเห็นไม่ตรงกัน เราจะแยกย้ายกันไปนั่งคิดทบทวน แล้วสิ่งที่มักจะเกิดบ่อยๆ คือตอนแรกเราคิดไปคนละทาง พอไปทบทวนแล้วกลับมาคุยกันอีกที กลายเป็นว่าต่างคนสลับไปเหมือนความคิดของอีกฝ่ายซะงั้น หรือบางทีเราก็มาเจอกันคนละครึ่งทาง ประนีประนอมกัน จริงๆ พอเวลาผ่านไปสัก 1 ปี เรื่องพวกนี้มันก็ค่อยง่ายขึ้นครับ</p>



<p><strong>เป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น</strong></p>



<p>เจมส์: ก็หวังว่านะครับ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-5-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187859" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-5-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-5-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-5-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-5.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘HONNE — 10’ is True Feeling</strong></h2>



<p><strong>HONNE โด่งดัง มีแฟนเพลงจากทั่วโลก</strong> <strong>ตอนนี้คุณมองความสำเร็จเปลี่ยนไปจากวันแรกๆ ไหม</strong></p>



<p>แอนดี้ : เปลี่ยนเยอะ ผมว่าความสำเร็จเป็นกับดักที่คนส่วนใหญ่มักจะตกลงไป คือเราอยากจะวิ่งตามเป้าหมายไปเรื่อยๆ อยากเติบโตและประสบความสำเร็จ พวกเราเองก็เคยติดกับดักนั้น ติดอยู่ในนั้นนานด้วยครับ</p>



<p>แล้วบ่อยครั้ง&#8230; ซึ่งจริงๆ มันเป็นนิสัยที่ไม่ดีนะครับ ผมเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น คือชอบมองดูคนอื่นแล้วคิดว่า โห เขาทำอันนั้นได้แล้ว ทำไมเราถึงยังทำแบบนั้นไม่ได้บ้างนะ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมาเลย</p>



<p>เพิ่งคุยกันเองไปว่าถ้าอาชีพศิลปินต้องจบลงในวันพรุ่งนี้ พวกเราคงรู้สึกโชคดีและซาบซึ้งใจแล้วกับความสำเร็จทั้งหมดที่ได้รับมา เมื่อไหร่ที่ย้อนกลับไปมอง เราจะไม่เสียดายหรือเสียใจเลย</p>



<p>ผมว่าความสำเร็จควรถูกตัดสินด้วยความสุขมากกว่าสิ่งของ หรือสิ่งที่เคยทำสำเร็จมา ผมคิดว่านั่นคือหัวใจสำคัญเลย ถ้ามีความสุข คุณก็ประสบความสำเร็จแล้วล่ะครับ นั่นคือวิธีคิดที่ผมอยากจะเริ่มมองโลกต่อจากนี้</p>



<p><strong>ถ้าย้อนมอง</strong> <strong>10 ปีที่ผ่านมา ช่วงไหนที่คุณคิดว่าเป็นจุดสูงสุดของอาชีพศิลปินแล้ว</strong></p>



<p>เจมส์ : ได้เดินทางไปรอบโลกนี่แหละคือจุดสูงสุดของพวกเราแล้วครับ ก่อนมาทำวงเราก็ชอบเดินทางกันมากๆ อยู่แล้ว คิดดูสิ ได้ไปเที่ยวและเล่นดนตรีให้คนฟัง ชีวิตในฝันเลย พวกเราชอบมากๆ ไม่เคยเบื่อเลย ชอบการได้ไปประเทศใหม่ๆ เมืองใหม่ๆ<br><br>แอนดี้: พอไปบ่อยเราก็จะรู้จักเมืองนั้นมากขึ้น เดี๋ยวไปถึงกรุงเทพฯ ผมก็จะคิดแล้วว่าจะไปเดินแถวย่านไหน ไปบาร์ไหน คือพวกเรารู้สึกคุ้นเคยกับเมืองต่างๆ มากขึ้นแล้วน่ะครับ ยิ่งเราคุ้นเคยกับสถานที่ต่างๆ มากเท่าไหร่ การได้กลับไปเยือนที่นั่นอีกครั้งมันก็ยิ่งน่าตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-187860" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187861" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทีนี้มาว่ากันถึงอัลบัมใหม่ฉลองครบรอบ 10 ปี ซึ่งคุณเลือกหยิบเพลงเก่ามาทำใหม่ คำถามคือเลือกจากอะไร</strong></p>



<p>แอนดี้ : มีอยู่ 2 เหตุผลนะครับ เราเลือกเพลงที่แฟนๆ ชอบตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ถ้าพูดแบบเอาแต่ใจนิดๆ เพลงที่เลือกมาก็เป็นเพลงที่มีความหมายกับพวกเรามากๆ เหมือนกัน ผมว่าโดยรวมแล้ว พวกเรากับแฟนเพลงค่อนข้างมีความชอบเหมือนกัน เรารู้สึกแบบเดียวกัน</p>



<p>จริงๆ มันครบรอบ 10 ปี นับตั้งแต่พวกเราปล่อยอัลบัม Warm on a Cold Night แต่ครั้งนี้พวกเราตั้งใจเฉลิมฉลองให้กับเพลงในอัลบัมอื่นๆ ด้วย ซึ่งก็คือเพลงในอัลบัม Love Me / Love Me Not พวกเราคัดมาอัลบัมละ 6 เพลง รวมเป็น 12 เพลง</p>



<p><strong>พอต้องกลับไป rearrange เพลงเก่าๆ มันมีความรู้สึกแบบไหนแวบเข้ามาบ้าง</strong></p>



<p>เจมส์ : พอลองกลับไปดูการทำเพลงช่วงยุคแรก โอ๊ะ เสียงอันนั้นแอบดึงความสนใจไปนิดนึงนะเนี่ย (หัวเราะ) องค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้นทำให้รู้สึกว่าเพลงพวกนี้พิเศษจริงๆ และแอบตื้นตันใจเหมือนกันที่พวกมันพาเรามาได้ไกลขนาดนี้</p>



<p>มันชวนให้คิดถึงวันเก่าๆ มากเลย ผมนึกถึงตอนที่ไปเล่นเพลงพวกนี้ตามสถานที่ต่างๆ นึกถึงโชว์แต่ละครั้ง นึกถึงช่วงเวลาที่เราทยอยปล่อยเพลงออกมา แล้วก็ความรู้สึกในตอนนั้น มันเป็นอะไรที่วิเศษมากๆ แม้จะเป็นงานเก่า แต่เหมือนมันช่วยจุดประกายไฟในตัวพวกเราให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเลยครับ</p>



<p><strong>สมมติตอนทำอัลบัม แต่คิดอะไรไม่ออกแล้ว คุณจะปล่อยๆ ออกมา หรือคราฟต์คุณภาพเพลงให้ดีก่อนถึงปล่อย</strong></p>



<p>แอนดี้ : คุณภาพต้องมาก่อนเสมอ เพลงมันต้องใช่ ปล่อยเพลงออกมามากมาย แต่ถ้าเพลงเหล่านั้นมันไม่ดีจริง มันก็ไม่ช่วยอะไรเลย ฉะนั้นต้องให้เวลา ไม่รีบร้อน เช็กให้แน่ใจว่าคุณภาพเพลงนั้นดีจริงๆ แต่ถ้าไม่มีเวลานานขนาดนั้น ก็ต้องมั่นใจว่าเพลงนั้นมันออกมาจากความรู้สึกที่ดี ออกมาจากใจจริงๆ เป็นสิ่งที่เราแคร์และภูมิใจกับมันจริงๆ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด</p>



<p>เจมส์ : แต่งไปเรื่อยๆ หลายๆ เพลง จนกว่าจะรู้สึกว่า นี่แหละคือเพลงที่ดีที่สุดของคุณ แล้วหลังจากนั้นก็ทำเพลงที่ดีกว่านั้นออกมาอีก กระบวนการมันเป็นแบบนั้น บางวงแต่งเพลงเก็บไว้เป็น 100 เพลงสำหรับอัลบัมเดียวด้วยซ้ำ เราไม่ขยันขนาดนั้นนะ แต่ทำไว้ 20 &#8211; 30 เพลง เพื่อคัดให้เหลือ 10 เพลงที่ดีที่สุด<br></p>



<p>แอนดี้ : แต่บางทีเพลงที่ไม่ค่อยได้ตั้งใจทำมาก กระแสตอบรับอาจดีกว่าเพลงที่คุณใช้เวลาทำเป็นเดือนๆ ซะอีก เพลงที่เนี้ยบในเชิงเทคนิคไม่ได้แปลว่าจะดีกว่าเสมอไปนะครับ จุดเด่นก็สำคัญเหมือนกัน</p>



<p><strong>หนึ่งในเพลงที่เด่นมากคือ Location Unknown เวอร์ชันนี้เปลี่ยนไปจากเวอร์ชันเดิมแค่ไหน</strong></p>



<p>เจมส์ :<strong> </strong>ผมว่าเวอร์ชันครบรอบ 10 ปี มันกินใจและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมอีก Location Unknown เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของผมจากอัลบัม Love Me / Love Me Not ยิ่งเวลาผ่านไปหลายปี เพลงนี้ยิ่งมีความหมายกับพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ ฟังเมื่อไหร่ก็ยังโดนทุกครั้ง เพราะทุกครั้งที่เราต้องออกเดินทางทัวร์คอนเสิร์ต เราต้องทิ้งคนที่เรารักไว้ที่บ้าน เพลงนี้เลยเด่นชัดอยู่ในความคิดและความรู้สึกของเราเสมอ</p>



<p>แอนดี้ : ผมว่าบรรยากาศและความรู้สึกของเพลงจะมีความฟังกี้นิดๆ แต่ก็ยังมีความล่องลอย เคลิบเคลิ้มเหมือนอยู่ในความฝันอยู่ครับ เพลงนี้อัดด้วยกีตาร์แบบ Rubber Bridge มันคือกีตาร์โปร่งชนิดหนึ่งที่มียางรองอยู่ใต้สาย ทำให้เสียงที่ออกมามันจะมีความทึบหน่อยๆ แต่มันเพราะและน่ารักมากเลย มันเป็นหนึ่งในประเภทกีตาร์โปร่งที่ผมชอบที่สุดเลย</p>



<p>เจมส์ : เวอร์ชันแรกที่เราร้องกับ BEKA ทำให้เพลงยิ่งถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ลึกซึ้งขึ้นไปอีก พอได้มาทำเวอร์ชันครบรอบ 10 ปีร่วมกับ NIKI เหมือนทุกอย่างมันมาบรรจบกันพอดี พวกเรารู้จักกับ NIKI มาหลายปีแล้ว เธอยังบอกอีกว่าเธอเคยเปิดฟังเพลงนี้ตอนช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วย พวกเรารักเพลงนี้ในเวอร์ชันใหม่สุดๆ ภูมิใจกับมันมาก แล้วเสียงของ NIKI ก็เพราะและสวยงามจริงๆ ครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187862" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-5.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center">Here, There and ‘Location Unknown’</h2>



<p><strong>เพลงของ HONNE เป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย คุณรู้สึกยังไงบ้าง</strong><strong><br></strong> แอนดี้ : มันยอดเยี่ยมมากเลยครับที่ได้รู้ว่าเพลงของพวกเราเป็นที่รู้จักในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและประเทศไทย มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ นะที่รู้ว่าเราจะได้เดินทางไปแสดงดนตรีที่นั่น</p>



<p>และรู้ว่ามีได้รับแรงบันดาลใจจากมัน หรืออินไปกับมัน ตอนแรกเราไม่ได้ตั้งเป้าไว้เลยว่า เฮ้ย เรามาเจาะตลาดเอเชียกันเถอะ พวกเราแค่ทำเพลงออกมาเฉยๆ แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็พาเราได้เดินทางไปรอบโลกแบบนี้</p>



<p>เจมส์ : มันคือหนึ่งในความสุขที่สุดในชีวิตของเราเลยครับ การที่ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มากมายขนาดนี้ นี่คือพลังของเสียงดนตรีจริงๆ มันเป็นสิ่งที่มีพลังและมหัศจรรย์มาก เรารักมันมากๆ</p>



<p><strong>ระหว่างเล่นคอนเสิร์ตในอังกฤษกับที่ต่างประเทศ แต่ละที่บรรยากาศให้อารมณ์แตกต่างกันยังไง</strong></p>



<p>เจมส์ : ผมว่าการเล่นคอนเสิร์ตในแต่ละประเทศให้ความรู้สึกไม่ซ้ำกันเลย คือแฟนเพลงแต่ละพื้นที่จะมีรีแอกชันไม่เหมือนกันเลยครับ อย่างคนดูในลอนดอนบางทีก็ชอบคุยกันจอแจหน่อย แต่ไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดนะ</p>



<p>ในขณะที่บางเมืองก็นิ่งเงียบแล้วตั้งใจฟังกันแบบจริงจังมาก หรือบางที่ก็คึกคักสุดเหวี่ยง ตะโกนโห่ร้องเสียงดัง ฟีลแบบ แอนดี้ ฉันรักคุณ หรือไม่ก็ช่วยกันร้องเพลงตามดังลั่นฮอลล์เลย มันหลากหลายมากๆ ครับขึ้นอยู่กับว่าเราไปเล่นที่ไหน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187863" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/10-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>คุณก็เคยมาเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยแล้ว ถามได้ไหมว่าคิดถึงอะไรที่นี่</strong></p>



<p>แอนดี้ : แน่นอนว่าแฟนเพลงของเรา ทุกครั้งที่มาที่นี่ทุกคนสุดยอดมาก ทั้งช่วยกันร้องเพลง สนุกไปด้วยกันเสมอเวลาที่เราได้เจอกัน แต่พูดตามตรงว่าอาหารที่ไทยก็แซ่บมากครับ</p>



<p>เจมส์ : เมนูไหนบ้าง</p>



<p>แอนดี้ : จะเริ่มจากเมนูไหนก่อนดี ต้มยำกุ้ง แกงทั้งหลาย คือเหมือนกับว่าทุกๆ ครั้งที่พวกเราได้กลับมาเมืองไทย พวกเราเหมือนได้ปลดล็อกอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอเลยครับ อย่างครั้งล่าสุด เราไปเจอถนนเส้นหนึ่งเข้าชื่อ ถนนทรงวาด มันเท่มากเลยครับ ย่านนั้นออกแนวบูกาแรงค์-ชิกๆ มีสไตล์ แล้วก็มีอะไรเท่ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมดเลยครับตรงนั้น</p>



<p>เจมส์ : แล้วก็มีร้านกาแฟดีๆ ด้วยครับ น่าจะชื่อ Terroir (Terroir.BKK)</p>



<p><strong>ถนนบางเส้นเท่จริง แต่บางเส้นนี่รถติดสุดๆ คุณช่วยแนะนำเพลงหรืออัลบัมของ HONNE ที่เปิดฟังแล้วผ่อนคลายหน่อยได้ไหม</strong></p>



<p>แอนดี้ : ผมเข้าใจว่าการเดินทางมันเครียด รถติดก็น่าหงุดหงิด เพราะงั้นคุณต้องฟัง HONNE — 10 อัลบัมใหม่ของพวกเราครับ (หัวเราะ) อัลบัมนี้ประกอบไปด้วย 6 เพลงจาก Warm on a Cold Night และอีก 6 เพลงจาก Love Me / Love Me Not เราเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบอะคูสติกส์ แต่จะเรียกว่าอะคูสติกต์ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันออกแนวอะคูสติกส์ผสมอิเล็กทรอนิกส์ ฟีลชิลๆ แนว Lo-Fi ทำนองนั้นมากกว่าครับ<br><br>เจมส์ : เพราะงั้น มันจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีตลอดการเดินทางแน่นอน</p>



<p><strong>ถ้าได้คอลแลบกับศิลปินไทยสักคน คนคนนั้นคือ</strong></p>



<p>เจมส์ : มีคนหนึ่งที่นึกถึงขึ้นมาในหัวแบบชัดเจนเลย เขาชื่อ ภูมิ วิภูริศ ครับ แปลกดีเหมือนกันที่เขาเคยเป็นไกด์นำเที่ยวให้พวกเรา ตอนที่ที่มากรุงเทพฯ ครั้งแรก ซึ่งเขาเป็นไกด์ที่ยอดเยี่ยมมากเลยนะ</p>



<p>แอนดี้ : เราเพิ่งมารู้ว่าใครก็รู้จักเขากันทั้งนั้น เขาสุดยอดมากๆ</p>



<p>เจมส์ : ใช่ๆ เพิ่งมารู้ทีหลังว่าจริงๆ แล้วเขาก็เป็นศิลปินเหมือนกัน เราบังเอิญได้จอย Open Mic กัน พวกเราเล่น 1 เพลง เขาก็เล่นของเขา มันเพราะมากๆ แบบ เฮ้ย เสียงและพรสวรรค์แบบนั้นมันมาจากไหนกัน แต่เรายังไม่เคยทำเพลงด้วยกันเลยครับ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคุยกับเขาอยู่เรื่อยๆ น่าเสียดายที่ยังไม่มีโอกาสได้นั่งทำเพลงด้วยกันจริงๆ จังๆ สักที เพราะงั้นอาจจะมีก็ได้ใครจะรู้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187864" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/11-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>ในเมืองไทยมีคนที่อยากเป็นศิลปิน นักร้อง และนักดนตรีกันเยอะมากๆ มีอะไรอยากบอกหรือแนะนำพวกเขาบ้างไหม</strong></p>



<p>แอนดี้ : ลุยเลยครับ บางทีคนเราก็ชอบคิดเยอะเกินไป สุดท้ายเลยไม่ได้ลงมือทำสักที คือถ้าอยากจะทำมันจริงๆ คุณก็ต้องลงมือทำมันเลยครับ คำแนะนำนี้ฟังดูแย่ชะมัดเลยเนอะ แต่ก็นั่นแหละ ลุยเลย</p>



<p>เจมส์ : เอาตัวเองออกจากความคิดฟุ้งซ่านแล้วลุยเลยครับ ลองทำมันดูสักตั้ง ทำในสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตไปเลย เพราะก่อนหน้านี้พวกเราก็เคยทำโปรเจกต์อื่นๆ มาก่อน แต่ก็หันมาโฟกัสกับการค้นหาดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>อย่างในอัลบัมแรก เครื่องดนตรีหลักๆ เลยก็คือ ซินธิไซเซอร์รุ่น Prophet, กลองชุด 808 เสียงร้องของแอนดี้ที่ใส่เอฟเฟกต์ Slapback ทุกครั้ง แล้วก็เสียงเบส ไม่ว่าจะเป็นซินธ์เบสหรือเบสไฟฟ้า เราแต่งทุกเพลงด้วยองค์ประกอบแค่นั้นเลยครับ แม้กระทั่งตอนที่เอาเพลงคนอื่นมาคัฟเวอร์ เราก็ยังใช้ซาวนด์เซตนี้เลย</p>



<p>สิ่งเหล่านี้แหละที่ช่วยให้เข้าใจจริงๆ ว่าเราคือใคร อยากสื่อสารอะไร และซาวนด์ของวงเป็นแบบไหน ผมคิดว่ามันช่วยให้คนฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วยว่าเราอยากจะเป็นอะไร นี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องโฟกัสมากๆ ครับ ลองหาจุดเด่นของตัวเอง หาจุดที่ทำให้เราแตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ</p>



<p><strong>สุดท้ายมีอะไรอยากฝากถึงแฟนเพลงชาวไทยไหม</strong></p>



<p>เจมส์ : สำหรับแฟนๆ ชาวไทยนะครับ ขอบ-คูน-คราบ (สำเนียงฝรั่งพูดไทย) ผมออกเสียงถูกใช่ไหมครับ (หัวเราะ) เรารับรู้และรู้สึกได้ถึงความรักของพวกคุณมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จริงๆ ทุกครั้งที่ได้กลับมาที่นี่มันพิเศษมากๆ แล้วก็ใช่ครับ พวกคุณคือแฟนเพลงกลุ่มแรกๆ ที่ติดตาม HONNE มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นเลย ขอบคุณพวกคุณมากจริงๆ ตื่นเต้นที่จะได้เจอกับทุกคนเร็วๆ นี้ แล้วเจอกันในคอนเสิร์ตสุดพิเศษในโรงละครสุดสวยงามนะครับ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/honne-10-year-anniversary/">นั่งตลกและตกผลึกกับ HONNE 10 ปีเหมือนฝัน ช่วงเวลาดีๆ ที่เมืองไทย และวันเก่าๆ ที่พวกเขาคิดถึง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tsujihan เมื่อข้าวหน้าปลาดิบหนึ่งชาม ถูกออกแบบให้กินจนถึงคำสุดท้าย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tsujihan-central-park/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 01:59:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Agenda]]></category>
		<category><![CDATA[CentralPattana]]></category>
		<category><![CDATA[Tsujihan]]></category>
		<category><![CDATA[Tsujihan Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Zeitakudon]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187841</guid>

					<description><![CDATA[<p>ร้านอาหารญี่ปุ่นหลายร้านสร้างชื่อจากเมนูหลากหลาย แต่ Tsujihan กลับเลือกฝากชื่อไว้กับ Zeitaku Don เพียงจานเดียว ข้าวหน้าปลาดิบที่ดูอาจคล้ายไคเซ็นด้งทั่วไป แต่กลับกลายเป็นร้านที่หลายคนยอมต่อคิวเป็นชั่วโมงเมื่อไปถึงโตเกียว และวันนี้ร้านได้มาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว ความน่าสนใจของ Tsujihan ไม่ได้อยู่ที่การวางอูนิหรือไข่ปลาแซลมอนจนล้นชาม แต่อยู่ที่แนวคิดเบื้องหลังคำว่า Zeitaku ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง &#8220;ความหรูหรา&#8221; หรือ &#8220;ความฟุ่มเฟือย&#8221; แต่สำหรับร้าน ความหรูหราไม่ได้หมายถึงการใช้วัตถุดิบราคาแพง แต่หมายถึงการได้ลิ้มรสวัตถุดิบจากทะเลหลายชนิดในชามเดียวอย่างลงตัว ข้าวหน้าปลาดิบที่หลายคนคุ้นเคย มักเรียงปลาเป็นชิ้น ๆ บนข้าว แต่ Tsujihan เลือกนำปลาและอาหารทะเลหลายชนิดมาสับ คลุก และปรุงรสเข้าด้วยกัน ก่อนจะวางวัตถุดิบเด่นอย่างอูนิ ไข่ปลาแซลมอน หรือปูไว้ด้านบน ทำให้ทุกคำที่ตักขึ้นมานั้นมีทั้งรสชาติ ความหวานของอาหารทะเล และความเข้มข้นที่แตกต่างจากไคเซ็นด้งแบบดั้งเดิม แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนจดจำร้านนี้ได้มากกว่ารสชาติ คือ วิธีการกิน แทนที่จะรีบคลุกทุกอย่างแล้วกินจนหมด Tsujihan แนะนำให้ค่อย ๆ ลองทีละขั้น เริ่มจากชิมรสชาติของอาหารทะเลและข้าวในแบบดั้งเดิม จากนั้นค่อยเพิ่มเครื่องเคียงอย่างวาซาบิหรืองาเพื่อให้รสชาติเปลี่ยนไปทีละนิด และเมื่อกินได้ไปประมาณครึ่งชาม ร้านจะแนะนำให้เก็บข้าวไว้เล็กน้อย เพราะช่วงไฮไลต์สุดท้ายของมื้อนี้ พนักงานจะเติมน้ำซุปปลาไทร้อน ๆ ลงในชาม เปลี่ยนข้าวหน้าปลาดิบให้กลายเป็นโอชะซึเกะแบบญี่ปุ่น ให้รสชาติที่เบา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tsujihan-central-park/">Tsujihan เมื่อข้าวหน้าปลาดิบหนึ่งชาม ถูกออกแบบให้กินจนถึงคำสุดท้าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655768_0-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187846" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655768_0-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655768_0-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655768_0-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655768_0-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655768_0-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655768_0-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655768_0.jpg 1045w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p>ร้านอาหารญี่ปุ่นหลายร้านสร้างชื่อจากเมนูหลากหลาย แต่ Tsujihan กลับเลือกฝากชื่อไว้กับ Zeitaku Don เพียงจานเดียว ข้าวหน้าปลาดิบที่ดูอาจคล้ายไคเซ็นด้งทั่วไป แต่กลับกลายเป็นร้านที่หลายคนยอมต่อคิวเป็นชั่วโมงเมื่อไปถึงโตเกียว และวันนี้ร้านได้มาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว</p>



<p>ความน่าสนใจของ Tsujihan ไม่ได้อยู่ที่การวางอูนิหรือไข่ปลาแซลมอนจนล้นชาม แต่อยู่ที่แนวคิดเบื้องหลังคำว่า Zeitaku ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง &#8220;ความหรูหรา&#8221; หรือ &#8220;ความฟุ่มเฟือย&#8221; แต่สำหรับร้าน ความหรูหราไม่ได้หมายถึงการใช้วัตถุดิบราคาแพง แต่หมายถึงการได้ลิ้มรสวัตถุดิบจากทะเลหลายชนิดในชามเดียวอย่างลงตัว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655769_0-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187843" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655769_0-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655769_0-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655769_0-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655769_0-1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655769_0-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655769_0-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655769_0-1.jpg 1045w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p>ข้าวหน้าปลาดิบที่หลายคนคุ้นเคย มักเรียงปลาเป็นชิ้น ๆ บนข้าว แต่ Tsujihan เลือกนำปลาและอาหารทะเลหลายชนิดมาสับ คลุก และปรุงรสเข้าด้วยกัน ก่อนจะวางวัตถุดิบเด่นอย่างอูนิ ไข่ปลาแซลมอน หรือปูไว้ด้านบน ทำให้ทุกคำที่ตักขึ้นมานั้นมีทั้งรสชาติ ความหวานของอาหารทะเล และความเข้มข้นที่แตกต่างจากไคเซ็นด้งแบบดั้งเดิม</p>



<p>แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนจดจำร้านนี้ได้มากกว่ารสชาติ คือ วิธีการกิน แทนที่จะรีบคลุกทุกอย่างแล้วกินจนหมด Tsujihan แนะนำให้ค่อย ๆ ลองทีละขั้น เริ่มจากชิมรสชาติของอาหารทะเลและข้าวในแบบดั้งเดิม จากนั้นค่อยเพิ่มเครื่องเคียงอย่างวาซาบิหรืองาเพื่อให้รสชาติเปลี่ยนไปทีละนิด และเมื่อกินได้ไปประมาณครึ่งชาม ร้านจะแนะนำให้เก็บข้าวไว้เล็กน้อย เพราะช่วงไฮไลต์สุดท้ายของมื้อนี้ พนักงานจะเติมน้ำซุปปลาไทร้อน ๆ ลงในชาม เปลี่ยนข้าวหน้าปลาดิบให้กลายเป็นโอชะซึเกะแบบญี่ปุ่น ให้รสชาติที่เบา อบอุ่น และดึงความหวานของอาหารทะเลออกมาอีกแบบหนึ่ง เหมือนได้กินอาหารสองเมนูในชามเดียว แม้ Zeitaku Don จะเป็นพระเอกของร้าน แต่เมนูที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเราคือไข่ม้วน (Tamagoyaki) ที่เสิร์ฟมาแบบเนื้อฟูนุ่ม ฉ่ำ และให้รสหวานพอดี เป็นรสชาติที่ช่วยตัดความเข้มข้นของอาหารทะเลได้ดี จนเป็นอีกหนึ่งเมนูที่หลายคนสั่งกินคู่กับข้าวหน้าปลาดิบ และเป็นเมนูที่เราชอบไม่แพ้เมนูหลักเลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655773_0-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187845" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655773_0-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655773_0-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655773_0-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655773_0-1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655773_0-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655773_0-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/S__42655773_0-1.jpg 1045w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p>นอกจากวิธีการกินแล้ว Tsujihan ยังแบ่ง Zeitaku Don ออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ Ume, Take, Matsu ไปจนถึง Tokujo ซึ่งแต่ละระดับจะเพิ่มวัตถุดิบขึ้นตามลำดับ ให้เลือกตามความอยากและงบประมาณของแต่ละคน หลังสร้างชื่อในโตเกียวจนกลายเป็นร้านที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องปักหมุด วันนี้ Tsujihan เปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ Central Park พร้อมพาเมนู Zeitaku Don และประสบการณ์การกินแบบต้นตำรับมาให้คนไทยได้สัมผัส</p>



<p>บางทีเหตุผลที่คนยอมต่อคิวอาจไม่ใช่เพราะข้าวหน้าปลาดิบชามนี้มีอูนิมากกว่าร้านอื่น แต่เพราะ Tsujihan ทำให้มื้อธรรมดา ๆ กลายเป็นการค่อย ๆ ลิ้มรสอาหารไปทีละขั้น จนคำสุดท้ายยังให้ความรู้สึกต่างจากคำแรกอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tsujihan-central-park/">Tsujihan เมื่อข้าวหน้าปลาดิบหนึ่งชาม ถูกออกแบบให้กินจนถึงคำสุดท้าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
