เบื้องหลัง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns การแสดงของคาเงะ ธีระวัฒน์ ชายผู้ใช้ร่างกายสื่อสารความรู้สึกคับข้อง

เบื้องหลัง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns การแสดงของคาเงะ ธีระวัฒน์ ชายผู้ใช้ร่างกายสื่อสารความรู้สึกคับข้อง

บ่ายสองของวันอาทิตย์วันหนึ่ง ลมฝนพัดพาให้เราเดินมาชมสิ่งน่าสนใจที่หอศิลปกรุงเทพฯ รอเวลาสำคัญเพื่อจะได้รับชม ‘Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns’ ในสตูดีโอ ชั้น 4 ซึ่งจัดเพียงสองวันเท่านั้น 

แล้วเราก็ไปวันสุดท้ายเลย

ต้องขอบอกก่อนเลยว่าความรู้เกี่ยวกับละครเวทีเท่ากับศูนย์ แต่โปสเตอร์สีแดงตัดกับสีดำฉูดฉาดดึงดูดความสนใจของเรามาก พอจวนเวลาแสดงเดินตามผู้คนเข้าไปข้างใน เลือกที่นั่งบนอัฒจันทร์ที่มีสามโซนแล้วหย่อนก้นลงไป แต่ก็ต้องเขยิบเข้าหากันหน่อยเพราะคนเริ่มทยอยมาเยอะขึ้น

ใครที่มาดูการแสดงอย่างนี้เป็นครั้งแรกน่าจะเข้าใจ ทั้งรู้สึกกลัวแล้วก็ตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน

ตลอดสามชั่วโมงการแสดงมีหลายเรื่องราวและหลากหลายความรู้สึกเกิดขึ้น อารมณ์ขึ้นและลงไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่กลับทำให้เราตื่นตาตื่นใจกับสารที่สื่อออกมา ยิ่งได้รู้ว่าการแสดงนี้นำด้วย ‘ธีระวัฒน์ มุลวิไล’ หรือ คาเงะ ผู้ได้ชื่อว่าขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ด้วยความโกรธที่หลายคนรู้จักกัน ยิ่งทำให้เราอยากจะรู้เบื้องหลังการแสดงที่แทบจะคลี่ชีวิตของเขาออกมาให้ชมจริงๆ

การแสดงเล่าชีวิตสะเทือนผู้ชม

ก่อนอื่น เรามาเริ่มในห้องสตูดีโอชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครกันก่อน

ตั้งแต่เลือกที่นั่งบนอัฒจันทร์ สอดสายตามองไปเห็นโต๊ะวางสมุด และชิ้นส่วนกระดาษที่น่าจะเป็นร่างของคาเงะก่อนสรรสร้างเป็นการแสดงให้เราๆ ได้ชม

เรานั่งกำความตื่นเต้นในอกรอการแสดงอย่างตั้งใจ

วีดีทัศน์ขึ้นฉายฝั่งขวามือ สายตาผู้ชมจับจ้องกันไปที่นั่น ในนั้นบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวตั้งแต่เด็กจนโตของคาเงะ ตั้งแต่เรื่องครอบครัว การเรียน และการทำงาน มีทั้งบทสัมภาษณ์ ภาพถ่าย และการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบ นี่คือจุดเริ่มต้นจนปัจจุบันกาลที่ทำให้เขาเป็นเขาในวันนี้

เราชอบที่สุดตอนที่คาเงะเต้นพร้อมกับลมแรง จุดนั้นบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอะไร แต่ประทับใจมาก

จนคาเงะเอาตัวเข้าไปในบันไดไม้อย่างกับแสดงกายกรรม เหล่าคนทำงานพูดเปิดงานและเริ่มแนะนำตัวกันทีละคน แอบแซวเขาประมาณว่า น่าเสียดายที่วันนี้คาเงะไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย แต่ยังรักและคิดถึงคาเงะเสมอ (เพราะเขาขดตัวในนั้นนิ่งมาก) ทำเอาการพูดคุยบอกเล่าในช่วงต้นเรียกเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมมากมายเลยทีเดียว

หลังจากนั้นนักแสดงก็พากันมาข้างหน้า คาเงะจับไมค์คอยสั่งการนักแสดงอีกสามคน ถ้าให้เดาก็คงเหมือนการวอร์มร่างกายก่อนแสดงจริงล่ะมั้ง โดยมีโจทย์ว่าคนสั่งการจะบอกให้เคลื่อนไหวกี่สิ่งก็ได้ แต่คนที่แสดงเองต้องคอยสังเกตและฟังให้ดี ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ไม่รวมผู้ชม แต่นับรวมเสียงเพลง การฉายภาพเคลื่อนไหวบนผนัง และแสงไฟด้วย

ต้องยอมรับเลยว่าทุกคนสมาธิดีมาก

ขณะแสดงมีทั้งภาพฉายของคาเงะฝั่งขวามือ เสียงบันทึกของคาเงะ นักแสดงร่วมฉาก 4 คน และอุปกรณ์หลายชิ้น ทั้งพลาสติกกันกระแทกเม็ดเป๊าะแป๊ะ ยาวมากจนสามารถพันตัวนักแสดงได้หลายรอบ นักแสดงในฉากนั้นวิ่ง วิ่งไปหกล้ม แล้วก็ลุกขึ้นมาวิ่งต่อ 

เหมือนชีวิตเราที่ต่อให้จะหกล้มก็ต้องลุกขึ้นมาแล้วไปต่อ

อยู่ๆ ม้วนพลาสติกนั้นก็มาอยู่ในมือผู้ชมอย่างเราเหมือนได้ร่วมแสดง ได้ร่วมบีบ ร่วมสนุก และรู้สึกไปกับการแสดงสดที่ไม่ได้นัดกันมาก่อน เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่เป็นผู้ร่วมแสดงในเหตุการณ์เหล่านั้น ใน dialogue ที่สร้างขึ้นระหว่างการแสดงด้วย

จวบเข้าสู่บทการแสดงโศกนาฏกรรม ‘โกดา การ์เดนเนอร์’ เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เป็นคนทำไร่นา แต่กลับไปไม่รอด จึงต้องออกไปทำงานหาเงินในต่างแดน กลายเป็นล้มลุกคลุกคลานเป็นลูกจ้างทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย 

แล้วเรื่องราวของโกดาก็ดำเนินต่อไป มีการเรียงจาน เรียงกันไปเรื่อยๆ เดินบนจาน เดินกันไปเรื่อยๆ จนจานเริ่มกระจัดกระจาย จากตอนแรกที่พยายามเรียงมัน ตอนนี้กลับโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี

ถึงเวลาพักเล่นกิจกรรมคั่นเวลาสักครู่ ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายคนร่วมเล่น เพราะได้โยนจานเข้าไปในถังสีแดง ขณะนักแสดงยืนบนถังแล้วสไลด์ถังไถลถังไปเรื่อยๆ ทุกคนต้องเล็งให้จานเข้าถัง เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ไม่ง่ายเลย

ระหว่างการแสดงผู้ชมมีส่วนร่วมเยอะมาก ไม่เพียงแค่เล่นกิจกรรมเท่านั้น แต่ได้ร่วมพูดความรู้สึกออกไมค์ขณะการแสดงกำลังดำเนินอยู่ด้วย 

พลาสติก จาน ที่กั้นแบริเออร์ ลวด ไม้

ถ้าดูจากอุปกรณ์และของที่ใช้คงเป็นการแสดงที่น่าหวาดเสียวมาก ซึ่งก็จริง 

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน แน่แท้

เรื่องราวเดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ณ ขณะนั้นทีมงานช่วยกันเดินเข้ามาจัดแต่งพื้นที่แสดงจนพื้นที่นี้คล้ายกับที่เห็นในโปสเตอร์การแสดง

When I was young

I’d listen to the radio

Waitin’ for my favorite songs

When they played I’d sing along

It made me smile.

คาเงะกวัดแกว่งร่างกายส่ายเคลื่อนไปพร้อมกับจังหวะเสียงเพลง อารมณ์ผุดขึ้นมาเป็นช่วงเป็นตอน เรากำลังจมดิ่งอยู่กับ ศิลปะการแสดงที่ใช้ร่างกายขยับขยายเรื่องราว 

ณ อัฒจันทร์นั้น เรากำลังต้องมนตร์กับฉากจบนี้

เชื่อเลยว่าใครที่ได้ชม Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns คงมีฉากประทับใจติดตาติดความรู้สึกกลับไปแน่

เริ่มสื่อสารด้วยอวัจนภาษา

หลายคนอาจรู้จักคาเงะ – ธีระวัฒน์ มุลวิไลในฐานะผู้กำกับ นักแสดง และบุคคลผู้สร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อผู้โดนกดขี่และสังคม 

จุดเริ่มต้นการทำงานละครเวทีของคาะเงะคือช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่อยู่ชมรมการแสดง และได้เรียนละครใบ้ ด้วยสนใจในศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Theatre) และศิลปะในแขนงอื่นที่เกี่ยวข้อง ประมาณปี 2538 – 2539 เขาจบออกมาจึงได้ทำงานกับทีม ‘พระจันทร์เสี้ยวการละคร’ จากความคิดว่าร่างกายสามารถสื่อสารอะไรบางอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องมีบทพูด ด้วยความสนใจนี้จึงทำให้เขาศึกษาต่อไป เพื่อสื่อสารการแสดงผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย

เมื่อเขาทำงานกับทีมพระจันทร์เสี้ยวการละคร นั่นทำให้เห็นมุมมองเชิงสังคมและความอยุติธรรมของผู้ถูกกระทำโดยรัฐฯ มากขึ้น กระทั่งตัวเขาระหว่างเติบโตขึ้นก็แบกความรู้สึกโกรธจากหลายเหตุการณ์เหมือนกัน จึงเป็นเหตุให้เขาเลือกใช้ความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ 

ชิ้นส่วนทุกอย่างจากการเก็บหอมรอมริบประสบการณ์ประกอบร่างกันเรียบร้อย เขาใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกายสื่อสารความอยุติธรรมในสังคมและการถูกกดขี่ของผู้คนจนปัจจุบัน

ไม่ว่าจะงานไหนที่คุณรู้จัก คงผ่านตาเห็นบทสัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ อยู่ไม่น้อย ซึ่งในหลายการแสดงของเขาก็ทำให้ได้รู้แล้วว่าอารมณ์ที่ถ่ายทอดลงไปสู่ตัวงานได้เบ่งบานขึ้นมาสู่สายตาผู้คนจริงๆ

การแสดง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns ที่ผ่านมาก็ด้วย

การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Dialogue with the Master ซึ่งจัดปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่มุ่งนำเสนอความคิดและประสบการณ์ของศิลปิน มาตีความเนื้อหาและวิธีคิดใหม่ด้วยการร่วมสร้างความเชื่อมโยง สะท้อน และผสานวิธีคิดของศิลปินให้กลายเป็นผลงานใหม่ในแต่ละครั้งของโครงการ

โดยงานนี้เป็นงานศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ที่ผสมผสานศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งศิลปะการจัดวางสิ่งของ (Installation Art) และศิลปะการแสดงสด (Performance Art) ผ่านการตอบโต้ dialogue ในรูปแบบ physical theatre แถมยังเป็นงานฟรีภาษีประชาชนที่คาเงะใช้เป็นพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโตของตัวเองเหมือนกับปอกเปลือก หรือจะเรียกว่าเปิดเปลือยตัวเองให้รับชมก็ยังได้ ทั้งตัววิดีโอที่เปิดก่อนเริ่มการแสดง การแทรกเรื่องราวของตัวเองเข้าไปในบทละครโกดา การ์เดนเนอร์ ฉบับปรับปรุงใหม่ กระทั่งสมุดจดที่กางเบื้องหลังอันแท้จริงก่อนจะประกอบร่างสร้างเป็นชิ้นงาน ตัวงาน หรือการแสดงต่างๆ ที่ผ่านมา

หลังจากได้ชมการแสดงสดใหม่ของคาเงะในครั้งนั้น ทำให้รู้สึกชื่นชอบการแสดงรูปแบบนี้ไปโดยปริยาย ทั้ง dialogue โต้ตอบกับสิ่งของที่ค่อนข้างผาดโผน แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวร่างกายสื่อสารออกมาชวนให้รู้สึกสะเทือนใจ มันทั้งขมขื่นและขำขัน จนทำให้เอากลับไปคิดเลยว่าเขาคิดออกแบบการแสดงและสมดุลความไม่แน่นอนยังไงกัน

ด้วยเหตุนี้ a day จึงขอคิวสัมภาษณ์คาเงะ ธีระวัฒน์ เพื่อล้วงเบื้องหลังก่อนจะมาเป็นการแสดงสดให้ได้รู้กัน

ก่อเกิด Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns

Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns นี่คืองานชิ้นล่าสุดไหม

ใช่ครับ 

อยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นเป็นมายังไง

ได้รับการเชิญครับ จากพี่ฟ้า (กัณหรัตน์ เลี่ยมทอง) หอศิลปกรุงเทพฯ ดูแลในส่วนกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับชั้น 4 ในนั้นก็จะมีงานแสดง งานละคร ดนตรีอะไรต่างๆ

ปีที่แล้วฟ้ามาเชิญ บอก​ว่าปีหน้าจะพูดถึงเรื่องความเท่าเทียม ฟ้าก็เลยนึกถึงเราที่เคยทำงาน ที่เคยพูดเรื่องนี้ เรื่องความอยุติธรรม คิดว่าก็น่าจะเป็นศิลปินที่เหมาะสม เพราะฟ้าเคยคุยกับเรา มีความประทับที่เราไปเจอกันที่ญี่ปุ่นแล้วพูดถึงเรื่องบ้านเรื่องครอบครัวของเราในตอนเด็กๆ เพราะที่บ้านก็มีความรุนแรง

และพูดถึงที่มาที่ไปของการทำงาน การ express หรือการได้ระบายออกมาโดยการวาดรูปทำงานศิลปะ มันเหมือนเป็นทางรอดหนึ่งของเรา แล้วเราก็ใช้ศิลปะการวาดเขียนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอเครื่องมือใหม่ก็คือร่างกาย ก็เลยมาทำพวก physical เป็นที่มาแบบนั้น

เขาบอกว่ามันน่าจะเป็นงาน collaborate และมี collaborator หลายคน จึงชักชวนปิ่น (ณิชา บูรณะสัมฤทธิ์) ที่ปกติแล้วจะเป็นคนทำเสื้อผ้าให้กับละครเราในหลายเรื่อง ก็แนะนำปิ่นไปเป็น art director และ designer คนที่จะมาสร้างโลกในการแสดง คิดว่าถ้าได้ปิ่นมาช่วยออกแบบ มันจะเป็นยังไงนะ

แล้วก็มีนักแสดงที่เป็น collaborator เราเลือกดุจดาว (ดุจดาว วัฒนปกรณ์) ดุจดาวเคยทำงานกับเรามา 20 กว่าปีแล้ว แล้วก็ศรุต (ศรุต โกมลิทธิพงศ์) สองคนนี้เป็นสมาชิกของ B-Floor 

ทีนี้เราก็เลยรู้สึกว่าอยากได้คนอื่นที่เขาสนใจเรื่อง physical แล้วก็ยังทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง และน่าสนใจ เราก็เลยเลือกกวิน (กวิน พิชิตกุล) เข้ามาทำงาน ซึ่งเขาก็มีกลุ่มของเขาที่ทำงานอย่างต่อเนื่องพอดี

แล้ว Flower-Crowned man of Thorns ล่ะ เป็นมายังไง

ก็เป็นการตั้งชื่อของพี่จา (จารุนันท์ พันธชาติ) เขารู้สึกว่ามันน่าจะเป็นความซับซ้อนมั้ง มันมีความทุกข์ระทม มีความหนัก ในขณะเดียวกันก็มีความสวยงาม แล้วเขาคิดว่างานเราหลายๆ ชิ้นมันจะมีความตลก ขำขื่น มีความปนเป ดังนั้นชื่อมันไม่น่าจะไปทางใดทางหนึ่ง เพราะงั้นคำแต่ละคำมันจึงดูขัดแย้งกัน

Flower-Crowned man of Thorns มีหนาม มีดอกด้วย มีมงกุฎด้วย มันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่ในชื่อเดียว

ชวนย้อนมองสิ่งของซ่อนความโกรธ

กระบวนการในห้องซ้อมได้ชวนให้เขากลับไปค้นหาชิ้นส่วนบางอย่างในอดีต 

กระบวนการซ้อมการแสดงเป็นยังไง 

ทุกวันเราก็จะถามแต่ละคน หรือให้โจทย์แต่ละคนไปว่า คุณอยากทำอะไรกับสิ่งนี้ ช่วยนำขบวนการหน่อย แต่ละคนก็จะได้นำขบวนการ แล้วก็ค้นหา ถ่ายวิดีโอไว้ 

การจัดเวที น้องพัตเตอร์ (ศรัณย์ภัทร เอี่ยมสุโร) น้องพิมดาว (พิมดาว อินทะวงค์) ก็จะเข้ามาช่วยจดบันทึกว่าแต่ละวันเราทำอะไรบ้าง 

ในชิ้นแรกที่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเรามากๆ เราต้องมาประชุมมาคุยกันก่อน อย่างเบิ้ล (นนทวัฒน์ นำเบญจพล) เป็นผู้กำกับสารคดี ผู้กำกับหนังใช่ไหม เขามีความรู้สึกว่าอยากรู้จักตัวตนก่อน เขาต้องถาม เขาต้องรู้ให้ได้มากที่สุด ในสไตล์การเป็นสารคดีเขาก็เลยอยากรู้ตัวตนของเรา ที่มาของเรา ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้ ทำไมอีเงะมันถึงกลายเป็นอีเงะวันนี้ (ขำ)

เราก็เลยต้องเล่าไปไกล มันก็เหมือนกับตอนเราเคยเล่าให้ฟ้าฟังที่ญี่ปุ่น มันก็เลยจุดประกายไอเดียเกี่ยวกับเรามาหลายปี ถ้าได้ทำโครงการนี้มีเราเป็นสารตั้งต้น เพราะงั้นเลยมีคำถามจากหลายๆ คน เราก็จะเล่าเรื่องครอบครัว ที่มาที่ไปของเราตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ Day one ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนที่ไหน ย้ายไปอยู่ที่ไหนต่อ เรียนยังไง ทำไมมาสนใจศิลปะ แล้วตอนที่ไปเรียนมช. เป็นยังไง มาทำงานกับพระจันทร์เสี้ยวเป็นยังไง เกิด B-Floor ขึ้นมาได้ยังไง ก็เลยเล่าหลายชั่วโมง

แต่ละคนก็อยากทดลองกับเราในหลายๆ รูปแบบ อย่างกวินก็อยากตีปิงปองกับเรา เพราะว่าการตีการโต้กันไปมา มันอาจเป็นคล้ายๆ dialogue โต้ตอบกันผ่านลูกปิงปอง เขาก็เลยเก็บเสียงลูกปิงปองตอนเราโต้กัน มีบทสนทนาบนโต๊ะปิงปอง ฝ่ายวิดีโอก็ถ่ายเก็บไว้

มันก็เลยมีที่มาของสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นถังแบริเออร์ ลวด ไม้ไผ่ จาน เราคิดว่าความทรงจำของเรากับสิ่งของหรือการทำงานกับสิ่งของ มันก็มีลักษณะ มันมีความโดดเด่นเป็นภาพจำในการแสดงของเราหลายๆ เรื่อง

อย่างจาน เราก็เคยใช้ในการแสดงเรื่อง ‘Flu-O-Less-Sense’ จานมันพูดถึงเรื่องพฤษภาฯ 2553 เราให้คนมาเล่นกับจานโดยการแปลความหมายของมันไปเรื่อยๆ ตอนแรกเป็นสิ่งของในครัว สุดท้ายก็กลายมาเป็นคนที่ล้มตาย จานทำเสียงคล้ายๆ กระสุนปืน

หรือถังแดงเนี่ยก็เคยมีในงานที่ชื่อว่า ‘Red Tank’ ตอนนั้นเรากลับมาจากอินโดนีเซียเป็นรัฐประหาร ปี 2557 พอดี นี่ก็เป็นความโกรธเหมือนกัน โกรธที่เรายังไม่พ้นวังวนของรัฐประหารอีกแล้วเหรอ ตอนที่แล้วเราเคยมีความรู้สึกว่า ปี 2535 หรือว่า ปี 2549 มันน่าจะเป็นรัฐประหารครั้งสุดท้าย เพราะทุกคนเห็นแล้วว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร

เหมือนทุกคนเห็นว่าการใช้ถังแดงมันมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ล้อที่เป็นเหล็กมันกลิ้งไม่ค่อยเสถียรเท่าไร แต่เรามีความรู้สึกว่ามันเจ็บก็จริง แต่เราก็ฝึกให้ปลอดภัย มันก็มีบาดแผลมีการถลอกปลอกเปิกอย่างนี้อยู่แล้ว ถ้าเทียบกับคนที่ถูกไล่ล่า บางคนต้องหนีออกนอกประเทศ ไอความรุนแรงที่มันเกิดขึ้น มันมากกว่าเราที่แสดงอยู่บนเวทีอีก

เราพยายามที่จะหาความสมดุลมั้ง เราอาจจะไม่ได้เจ็บ เราอาจจะไม่ได้ตาย แต่เราก็รู้สึกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในซีนนั้น อย่างน้อยมันก็ทำให้คนหรือผู้ชมได้เห็นหรือรู้สึกว่า คนที่ถูกกระทำเป็นยังไง

เมื่อย้อนกลับไปทบทวนใคร่ครวญอุปกรณ์หรือสิ่งของที่เคยใช้ในงานเก่าๆ คาเงะได้หยิบจับสิ่งของขึ้นมาใช้อีกครั้งด้วยการมองใหม่ในสายตาที่เปลี่ยนแปลงกับการแสดงนี้ กระทั่งแม้บุคคลที่เคยร่วมงานก็เช่นกัน

การใช้อุปกรณ์เดิมๆ ในงานชิ้นนี้ ต่างจากงานชิ้นอื่นยังไงบ้าง

อย่างที่เราบอกไปทุกอย่างมันมีความหมาย

มันเคยทำให้เป็นฉากเป็นซีน เวลาเราทำละครเรื่องหนึ่ง เรามีคอนเซปต์ใช่ไหม เราก็จะปูเรื่องไป ถึงแม้จะใช้ของชิ้นเดิมๆ แต่ว่ามันจะถูกพลิกแพลงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อสอดรับไอเดียของสตอรีเรื่องนั้นๆ อย่างแบริเออร์ใน Fundamental (2016) มันก็จะพูดถึงรัฐและผู้คน การปิดกั้น หรือการถูกกระทำ หรือตอนนั้นมันก็จะมีการต่อสู้กับคนบนท้องถนน แบริเออร์มันก็จะถูกจัดวางจัดเรียงไปตามสตอรีที่เราอยากนำเสนอ

แต่ว่างานนี้มันเหมือนกับการกลับมาเจอมันใหม่ บางทีเรื่องราวในตัวมันที่เคยเล่นอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวแล้วในตอนนี้

เพราะตอนนี้เรามี collaborator หลายคนที่ต้องทำงานร่วมแล้ว

อย่างพี่มล (กมลพัชร พิมสาร) ที่ทำเสียง เขาก็จะเป็นคนเก็บเสียงหรือบรรยากาศของห้องต่างๆ ให้มันอยู่เป็นปัจจุบันขณะ เพราะงั้นเสียงที่เกิดขึ้นจากถัง เสียงที่เกิดขึ้นจากลวด หรือแบริเออร์ เขาก็จะพยายามมองมันให้ บันทึกมันให้ แล้วเราจะทำงานอย่างไรกับมันได้

เวลาทำงานเราก็เอาของมากองไว้ เช่น วันนี้เป็นพลาสติก เรามองมัน เราขยับมัน เราคลี่มัน เราจะทำอะไรได้บ้างที่มันจะน่าสนใจ โดยไม่ได้โฟกัสว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร

เราอยากเห็นความเป็นไปได้ว่าสิ่งของเวลาเราเคลื่อนหรือว่าเอาตัวเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับมัน จะทำให้เกิดรูปแบบอะไรได้บ้าง หรือการเคลื่อนไหวไปกับมันเป็นยังไงบ้าง

เรามีความรู้สึกว่าของมันไม่ใช่แค่ของ แต่เรามองว่าของมันคือหนึ่งในการแสดงคือการที่เราจับขยับมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา ไม่ใช่พร็อป ไม่ใช่เครื่องแต่งกายแต่มันคือส่วนหนึ่งที่ขยับไปกับเรา

โกดา การ์เดนเนอร์

การค้นหาและทบทวนการแสดงในอดีตยังไม่จบ บทการแสดงที่คาเงะเขียนจากการสูญเสียที่นาของครอบครัวและการสัมภาษณ์แรงงานไทยในไต้หวัน ขณะที่เป็นศิลปินในพํานักของไทเปอาร์ติสต์วิลเลจ ปี 2549 นั่นก็คือ ‘โกดา การ์เดนเนอร์’ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาปรับปรุงใหม่ในการแสดงชิ้นนี้

มีงานเก่าที่ใช้ในงานนี้อีกไหม

จาที่เป็นตำแหน่งดรามาเติร์กเขาช่วยดูภาพรวมงานให้ และดูคำถามให้ว่าตอนนี้รูปแบบงานเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้เห็นอะไรบ้าง และทิศทางต่อไปจะไปทางไหน 

แล้วเขาก็ไปเห็นพวกรีเซิร์ชพวกสมุดเก่าๆ ของเรา ในสมัยก่อนเราเป็นคนที่บันทึก ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชันต่างๆ เราก็จะเขียนอยู่บนสมุด เป็นสเกตช์บ้าง เป็นข้อความ เป็นข้อเขียนบ้าง ซึ่งการทำละครมันจะมีสมุดอยู่สักสองสามเล่ม ดังนั้นไอพวกแรงบันดาลใจต่างๆ มันเหมือนกับว่าเป็นการเตรียมตัวก่อนไปซ้อม หรือเราสามารถไปเปิดดูสมุดแล้วเห็นขั้นตอนหรือการพัฒนาของงานชิ้นนั้น

เขาก็ไปเห็นพวกบทเก่าๆ อย่างโกดา การ์เดนเนอร์ งานที่เราไปทำ solo ครั้งแรกที่ไต้หวัน เพราะว่าได้ไปพำนัก (Residency) ตอนนั้นเราสนใจเรื่องเกี่ยวกับแรงงานไทยในต่างประเทศ เพราะว่ามันมีข่าวว่าคนไทยทะเลาะกับนายจ้างแล้วก็เผาโรงงาน พอเราได้พำนักที่ไต้หวัน เราก็เลยอยากจะไปดูว่าชีวิตคนงานหรือแรงงานข้ามชาติในตอนนั้นน่ะเป็นยังไง มันจะได้เป็นวัตถุดิบในการทำงาน

แล้วก็ไปรีเซิร์ชโดยการถ่ายวิดีโอ สัมภาษณ์ ได้เจอพวกจัดรายการวิทยุคนไทยในไต้หวัน ไปสัมภาษณ์คนไทยที่เข้าเมืองในตอนช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ไปนั่งในคาราโอเกะ แล้วก็ไปวัดไทยที่โน่น ก็ไปเจอคนไทยที่หนีแท็ก หนีแท็กก็คือพวกที่หนีสัญญา (Contract) เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ตอนแรกเขาก็ไปแบบถูกกฎหมายแต่ว่าเขาไปทำงานกับที่อื่น แล้วเขาโดนจับ พอเขาโดยจับก็ต้องเข้าคุก พอเข้าคุกมันก็จะไม่ใช่แบบคุกไทยที่มีอาหารให้ คุณต้องซื้อกินเองนะ บางคนเขาก็ไม่ได้มีตังค์ เขาก็เลยทำสัญญากับวัดว่าให้เอาไปฝากไว้ที่วัด โดยที่พระต้องเป็นคนดูแล ดังนั้นเราก็เลยได้ไปสัมภาษณ์กับคนที่เตรียมตัวจะต้องถูกส่งกลับไทย

มันก็เลยได้เป็นเรื่องราวชีวิตของชนชั้นกรรมชีพ ที่เมื่อก่อนเคยทำนาแล้วขายไร่ขายนามาเพื่อเป็นแรงงาน สุดท้ายบางทีก็โดนหลอก พอโดนหลอกก็เลยต้องหนีไปทำงานเรื่อยๆ มันก็เลยกลายเป็นคนหนีแท็กผิดกฎหมาย

ทำให้นึกถึงชีวิตสมัยก่อน รุ่นปู่ย่าตายายก็เคยโดนญาติหลอกให้เอาที่ไปเข้าธนาคาร สุดท้ายโดนยึด มันก็กลายเป็นความเศร้าเสียใจ เพราะที่ตรงนี้จะไปแบ่งให้ลูกให้หลานหลังเสียชีวิต

โกดา การ์เดนเนอร์ มันค่อนข้างเป็นกวีเบาๆ กวีร้อยแก้ว ซึ่งน่าจะเป็นบทบันทึกแรกๆ ที่เราเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาทำงาน

ในการแสดงจาก็เลยสนใจ ถ้าสิ่งนี้มันจะกลายเป็นตัวตนก็น่าจะเอามาใส่ในการแสดงชิ้นนี้ด้วย 

*เผื่อมีใครสงสัยตำแหน่งดรามาเติร์กกัน เราขอสรุปความจากเพจ The Showhopper มาให้สักเล็กน้อย

กล่าวคือในตำแหน่งดรามาเติร์กเป็นเหมือนผู้รู้ที่มีความเข้าใจภูมิหลังตัวละคร เข้าใจบทละคร และบริบทการแสดงอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าตำแหน่งนี้จะช่วยมองภาพรวมและชี้ทางให้ทุกคนในทีม

แผลเป็นเปิดเปลือย

เรื่องนี้พูดเรื่องของตัวเองค่อนข้างเยอะ รู้สึกยังไงบ้าง

จริงๆ ถ้าเป็นเรื่องของการแสดงที่พูดถึงเรื่องของตัวเองมันก็เป็นใน Performing Arts in Thailand Biennale ที่ชื่อว่า ‘เจิงจ้ำ-ล่ำเปิง’ ได้ไปใส่ชุดข้าราชการของพ่อ กลับไปอยู่บ้านที่เคยอยู่ แต่ไม่ได้พูดนะ มันเป็น performance 

แต่ความรู้สึกเนี่ย มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ เหมือนเป็นการกลับมาเจอบ้านเก่า กลับมาเจอความทรงจำเก่าๆ ที่พร้อมจะ let it go ในความโกรธ ความคับข้องหมองใจต่างๆ เราก็ได้ไปเคลียร์ตัวเองผ่าน performance แม้มันไม่ได้มีเป็น dialogue ไม่ได้มีเป็นบทพูดอะไรออกมาก็ตาม

แต่การทำเรื่องนี้ ก็แน่นอน

รู้สึกอึดอัดไหม

ใช่ ตอนแรกอะ เราเล่นสองวันใช่ปะ จะมีส่วนที่เอาสเกตช์ของเราไปพรินต์ออกมา เพื่อให้เห็นว่าในสมุดของเราเป็นยังไงบ้าง นั่นคือพาร์ตของการทำงานเรา 

และอีกส่วนในตัววิดีโอมันก็เป็นงานที่เราก็ทำ performance วิดีโอเก็บๆ ไว้ ไม่ใช่ทุกชิ้นที่เอามาฉายในเมืองไทย มีเอาไปฉายที่ไต้หวันบ้าง แต่รวมกับบทสัมภาษณ์ของเรา แล้วในนั้นก็จะพูดถึงเรื่องครอบครัวค่อนข้างเยอะ 

ตอนแรกวิดีโอเนี่ยเขาจะเปิดวนกันเลย คนเข้ามาก่อนแสดงก็วนประมาณสามรอบ เราก็รู้สึกว่า เราอยู่ตรงนั้น มันก็อึดอัด แบบว่ามานั่งฟังเรื่องตัวเองเล่า

ตอนหลังมาเราก็เลยบอกว่า เดี๋ยวตอนที่คนดูเข้าให้เปิด sound house ไป แล้วก็ให้ขึ้นเป็นภาพวิดีโอเราก็ได้ ให้คนดูดูภาพไป แต่ก่อนที่โชว์จะเริ่มขอเปิดเสียงแค่ครั้งเดียว อันนั้นกว่าจะคิดได้ก็รอบสุดท้ายแล้ว

นอกจากรู้สึกอึดอัดในช่วงแรกแล้ว ตัววิดีโอส่งผลกับเราตอนแสดงยังไงบ้าง

เราว่าเราคลี่คลายตัวเองไปหมดแล้วล่ะ เราว่ามันคลี่แล้ว มันอาจจะเป็นแค่แผลเป็น มันไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวาน มันก็ไปได้อะ

แต่ตอนที่พูดถึงบันทึกของเรา ตอนสุดท้ายที่ทุกคนมายืนอ่าน อันนั้นมันก็รู้สึกสะเทือน

จริงๆ อันนี้มันเป็นงานศิลปะที่เราเคยเขียน ในศิลปะการแสดงเพื่อชีวิตที่สถาบันปรีดี น่าจะหลายปีมาแล้ว จริงๆ เขียนคู่กันเป็นสองบอร์ดนะ อันนี้เป็นเขียนเล่าเรื่องราวตัวเองตรงๆ เลย แล้วปรากฏว่าอีกอันหนึ่งมันหายหรือปลวกมันกินก็ไม่รู้ อันนี้ก็เป็นแผ่นเดียวที่เหลือ ซึ่งคนดูก็คงจะงงๆ ว่า ทำไมมันไม่ปะติดปะต่อ

การทำงานนี้ก็เป็นเหมือนกับการกลับมาเจออีกครั้งกับสิ่งที่เราเคยเขียนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ด้วยอารมณ์ที่ยังติดค้างอะไรอยู่ ในตอนที่เราเล่นและแสดงมันก็เลยมีผลสะเทือนใจตัวเองครับ

ความไม่รู้นำเราไป

อยู่ๆ ม้วนพลาสติกนั้นก็มาอยู่ในมือผู้ชมระหว่างที่แสดง อยู่ๆ ก็ได้เล่นกิจกรรมโยนจานเข้าถังสีแดง ขณะการแสดงกำลังดำเนินไปยังสามารถพูดหรือส่งเสียงความรู้สึกออกไมค์ได้ 

เราไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ชม แต่เป็นผู้ร่วมแสดง

อิสระที่อาจพบอะไรบางอย่าง

ระหว่างการแสดงมีพูดใส่ไมค์เป็น dialogue ด้วยใช่ไหม

แต่ละช่วงมันจะมีการถามตอบผู้ชม ถามว่าเราดูมาถึงตอนนี้แล้วคุณนึกถึงอะไร คุณรู้สึกอะไร เข้าใจอะไร หรือไม่เข้าใจ อยากถามอะไร หรืออยากแสดงออกอะไร เป็นช่วงๆ

ให้ทุกคนได้มาโยนจานด้วยกัน เป็นการโต้ตอบกันเหมือนเวลาเราทำ dialogue นอกเหนือจากตัวศิลปินทำงานด้วยกันแล้ว เราก็อยากจะเปิดให้เป็น dialogue กับผู้ชมด้วย

เพราะฉะนั้นในออกแบบการแสดงทุกคนเห็นตรงกันว่า ไม่ได้ทำการแสดงให้เหมือนเตรียมมาทุกอย่างแล้วผู้ชมก็ตั้งใจดูไป แต่เราอยากบอกกับทุกคนเลยว่า ยังไงการแสดงหรือว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำมันก็คือสเกตช์อยู่ดีนะ คุณอยากจะเพิ่มหรือเติมอะไร คุณก็สามารถทำได้

ต้องคิดว่าเหมือนกับการซ้อมอะ เพราะการซ้อมมันให้ความรู้สดใหม่ แล้วพอบังคับมันทุกอย่างก็เริ่มเข้าโหมดแสดง มันก็จะนิ่ง มันก็จะเนือย มันก็จะไม่สดแล้ว

แต่มันก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง มีบางอย่างที่ต้องควบคุมให้ไม่อันตรายเกินไปเหมือนกัน เช่น ถังมันจะกลิ้งไปต้องมีการกันถังแบร์ริเออร์เพื่อความปลอดภัยของผู้ชมด้วย

เรื่องที่ยากที่สุดในการทำเรื่องนี้คืออะไร

เรื่องที่ยากที่สุดคือการที่เราจะไม่คิดให้มันเป็นเรื่อง เพราะสันดานของคนที่เป็นผู้กำกับ มันจะมีความรู้สึกว่าอันนี้มันจะเล่าอะไร จะนำไปสู่ความหมายอะไร ซึ่งเราจะเป็นมนุษย์แบบนั้นในก่อนหน้านี้

แต่ตอนนี้เรามีความรู้สึกอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือวิธีการใหม่ๆ คือ not knowing การที่เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันอาจจะนำไปหาอะไรสักอย่างแบบใหม่ๆ ก็ได้ 

มันก็เหมือนเป็นบทสรุปของการทำงานในระหว่าง 20 – 30 ปี ที่ผ่านมา ที่เรารู้ว่าเราต้องการอะไร แต่ตอนนี้เราอยากจะให้ความคมมันเบลอ มันทื่อ หรือมันเป็นสภาวะที่คนอื่นเข้ามาพัฒนาหรือมาจัดการให้มากขึ้นกว่าเดิม

ตอนแรกที่เป็นจาเรียงบทมาให้ ว่ามันจะมีอะไรบ้าง ที่นี่เราก็มานั่งดู เราก็รู้สึกว่า เอ…มันไม่ใช่อะ แต่ทุกอย่างมีเหตุผลหมดเลยนะ ว่าทำไมเขาถึงเรียงอะไรกันมาแบบนี้ ต้องมีจังหวะตรงนั้น 

เพราะก็เคยทำตอนที่ซ้อมโกดา ตรงนี้ขอให้มันเสียงเบา ตรงนี้ขอให้มันเสียงดัง ขอให้มีการพูดช่วงนี้ มันมีโมเมนต์แบบนี้เกิดขึ้นในห้องซ้อม เราก็มานั่งคิดแล้วว่า อ้าว แม่งเหมือนทำเหมือนเดิมเลยนี่หว่า

แล้วหลังมาเราก็เลยแบบว่าไม่เอาแล้ว ให้ทุกคนค้นหากันต่อไปว่าควรจะออกมาเป็นยังไง แม้เวลาจะเหลือน้อยมากก็ตาม

ฝ่ายทางฟ้าก็คงแบบว่า จะเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย จะเกิดอะไรขึ้น มันควรเรียงกันแล้วสิ คือในฐานะของโปรดิวเซอร์ใหญ่ก็คงหายใจไม่เต็มท้อง

แต่เราก็คิดว่ามันต้องเป็นแนวนี้ ไม่ได้แสดงบทบาทเหมือนผู้กำกับจ๋าขนาดนั้น เราพยายามเกลี่ยให้มันจัดการให้น้อยที่สุด เราก็เลยบอกพัตเตอร์ให้สเกตช์ซีนย่อยๆ ต่างๆ ที่เราเคยค้นหากันมาตลอดสองเดือน เอามาสเกตช์ทุกอันเลย แล้วตั้งชื่อให้มัน

บางชื่อเราไม่สามารถเรียกออกอากาศได้ ทุกคนรู้กัน (ขำ)

มีหลายๆ ซีนมีกระดาษเป็นปึ้งใหญ่ๆ ประมาณ 40 แผ่น เราก็เอาพวกนี้มาค่อยๆ เรียงกัน ส่วนที่เราสนใจคือ มันเป็นการเรียงตามเวลา ลำดับด้วยภาพ ด้วยการมองเห็นความเป็นไปได้ มากกว่าที่จะเป็นการเรียงตามตรรกะวิธีคิดแบบเดิม

ทำไปแล้วก็จะเห็นโฟลว์ของมัน แล้วค่อยมาควบคุมในส่วนที่ควรควบคุม บางจุดที่ควรจะมีจริงๆ 

พี่จาก็บอกว่า เออ ฉันก็จะเขียนๆ ไปเหอะ สุดท้ายก็ไม่เอาอยู่ดี (ขำ)

ซึ่งมันก็ต้องมีสารตั้งต้นเปล่าวะ เราจะทำลายอะไรได้มันก็ต้องมีสารตั้งต้น ไอสิ่งที่เราเห็นมันอาจจะช่วยยืนยันเราก็ได้ หรือสัญชาตญาณทำงานยังไงจากที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ นี่คือความใหม่ นี่คือวิธีใหม่ วิธีที่ทุกคนอาจจะหัวใจวายตายก็ได้

แต่ข้อดีก็อย่างที่ว่านั่นแหละ มันเป็นงานที่เป็นภาษีของประชาชนใช่ไหม มีพื้นที่มีเวลามีเงิน มีโอกาสที่ได้ทดลอง เพราะงั้นมันก็เป็นโอกาสที่เราจะได้พิจารณากับตัวเองใหม่ด้วยว่างานนี้มันอาจจะบอกว่านอกเหนือจากการได้ทำงาน มันอาจจะช่วยทำให้เราเห็นว่าเราจะไปต่อยังไง ไปต่อกับ artistic แบบไหน พาเราไปเจออะไร

สื่อสารแบบไม่มีกำแพงกั้น

Breaking the Fourth Wall

ตอนที่สนุกที่สุดคือตอนไหน ใช่ตอนที่อยู่ในช่วงค้นหาหรือเปล่า

ใช่ สนุกที่สุดอยู่แล้ว เพราะว่ามันใหม่ มันเพิ่งเกิดขึ้น

แต่เมื่อคุณทำซ้ำมัน ไอความสนุกเนี่ยมันก็จะหายไป มันก็จะกลายเป็นการแค่ repeat form repeat ความรู้สึก

มีรู้สึก โอ้ย เหนื่อยจังเลย มีช่วงไหนที่เรารู้สึกแบบนั้นไหม

ไม่ค่อยเหนื่อยนะ เวลาที่เราเล่นจริงๆ ทุกคนก็ปล่อยเต็ม กลับบ้านไปก็เจ็บปวดรวดร้าว

ไม่สนุกก็คือ อาจจะเล่นๆ ไปแล้วก็ปวดฉี่ (ขำ)

แต่ว่าพอการแสดงออกแบบมาอย่างนี้ มันยากที่เกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่การแสดงที่แบบปึ้งแล้วดูตั้งแต่ต้นจนจบ 

แม้กระทั่งผู้ชมก็สามารถเดินเข้าเดินออกตอนไหนก็ได้ อยากจะลุกอยากจะอะไร เราอนุญาตให้มันเกิดขึ้น เพราะงั้นการสร้างบรรยากาศมันก็เป็นสิ่งที่ทางทีมหรือว่าทุกคนตั้งใจให้มันเกิด

บางทีตอนนี้เรารู้สึกว่ากำลังเดินช้าๆ อยู่ๆ เราก็พูดกับผู้ชมเลย การที่เราเดินช้าๆ เนี่ย มันทำให้เกิดความสุนทรีย์มากขึ้น มันดูเป็นการแสดงมากขึ้น หรือบางทีช่วงเสียงดังๆ แล้วพอเสียงเงียบ อยู่ๆ เราก็หันไปคุยกับผู้ชม จริงๆ ความเงียบมันก็เป็นความอาร์ตอย่างหนึ่ง คือเสียงดังเยอะๆ พอมันเงียบ มันจะรู้สึกอะไรบางอย่าง แล้วเราก็บอกให้ผู้ชม โอเค งั้นเรามาฟังกัน ฟังเสียงความเงียบ มันเกิดขึ้นได้ เราสร้างบรรยากาศให้มันเป็นประมาณนี้ ตอนนี้กำลังแสดงอยู่นะครับ

ก่อนหน้านี้มีเคยคุยกับคนดูบ้างไหม คุยแบบตรงๆ อย่างนี้เลย

คาเงะหยุดคิดครู่หนึ่ง

เมื่อก่อนมี กูรู เธียเตอร์ เป็นการออกแบบให้คนดูมีส่วนร่วมอยู่แล้ว แต่ว่า dialogue ระหว่างผู้ชมเป็นการถามตอบ คือการเอาครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เป็นศาสตร์ของละครมาเข้าทรงเกี่ยวกับเทคนิคการแสดง อ๋อ ถ้าเป็นคำถามอย่างนี้ต้องเป็นอาจารย์คนนี้เลยครับ เข้าทรงแล้วก็พูดออกไป ก็แสดงให้เขาดู งานนี้น่าจะพูดเยอะสุด

คนดูจะได้อะไรจากเรา รู้สึกอะไร มีคาดหวังไหม

เราว่าโครงการนี้ อย่างน้อยๆ มันก็ต้องให้ผู้ชมเห็นตัวตนของศิลปิน ซึ่งเราคิดว่าก็น่าจะเห็น ทั้งประวัติชีวิต การทำงาน วิธีการมองโลก ก็คือถ้าเป็นโจทย์ของงานนี้ก็คือเห็นแหละ

ถ้าสมมติว่าสามารถกลับไปแก้ไขอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง มีอะไรอยากแก้ไหม

มันดีของมันอยู่แล้ว

ถ้าทำใหม่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงก็ใหม่ ตอนนั้นอาจจะต้องเพิ่มเติมหลายอย่างเข้าไปอีก แม้จะเป็นการแสดงที่แสดงสามชั่วโมง แต่ทุกคนก็ดูกันแบบเพลินๆ ไม่ได้นึกด้วยซ้ำว่ามันยาว

แต่ก็มีอันหนึ่งเหมือนกัน หรือว่าเราจะมีเวทีถามตอบกันไหมหลังการแสดง แต่เรามีความรู้สึกว่าจริงๆ ในสามชั่วโมงมันเห็นแบบไม่ต้องมี dialogue กันต่อก็ได้ ถ้าจะมีกันต่อก็จะเป็นยืนพูดคุยกัน มากกว่าจะเป็นถามตอบกันอีกรอบหนึ่ง

เรารู้สึกว่าโชว์กระบวนการไปแล้ว มันก็น่าจะมีคำตอบที่อยู่ในตัวอยู่แล้ว เราก็เลยมีความรู้สึกว่าการถามตอบในตอนสุดท้ายอาจจะไม่จำเป็น ปล่อยให้คนดูมีจินตนาการต่อไปด้วยก็ได้

ถ้ามีโอกาสอยากเล่นอีกไหม

ก็เล่นได้อีก แต่มันก็ใหญ่โตเหมือนกันนะ

มีความรู้สึกว่าถ้ามันจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ก็จะเป็นในสถานศึกษาไหม หรือไปทัวร์ในต่างจังหวัด หรือเอาไปแสดงในแกลเลอรีที่มันใหญ่ๆ เพราะเราเชื่อว่ามันเห็นความหลากหลายนะ หมายถึงว่าเราเห็นในแง่ของการใช้เวอร์ชวล ใช้อุปกรณ์ที่มันผสมรวมกัน มีการใช้ร่างกายด้วย dialogue ก็มี มันคือ multidisciplinary art พวกเราก็คิดว่ามันเป็นได้

แต่ต้องมีทุนนะ ถ้าเป็นงานใหญ่ต้องไปหาตังค์เพื่อให้มันทำได้ ถ้ามีเจ้าภาพมีสปอนเซอร์ก็ดี

จำได้เลยว่า ในวันที่ 21 มิถุนายน ที่ได้นั่งชมการแสดงบนอัฒจันทร์ บางครั้งไม่สามารถบรรยายความรู้สึกหลังจากได้ชมการแสดงได้ แต่มีอะไรบางอย่างคุกรุ่นในอก เพราะมัน dramatic บีบคั้นอารมณ์และทำงานกับความรู้สึกหลากหลายของเราได้มากจริงๆ 

ในช่วงที่ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม มีผู้ชมคนหนึ่งถึงกับบอกประมาณว่า อยากดูทั้งหมดใหม่อีกรอบค่ะ เราเลยเชื่อว่าบางคนที่ดูการแสดงแล้ว ถ้ามีโอกาสอีกครั้งก็อยากดูอีก ใครที่พลาดก็คงอยากตามเก็บรอบการแสดงในครั้งถัดไปเหมือนกัน

(หวังว่าจะมีใครอยากดู อยากดูอีกรอบเหมือนกัน)

AUTHOR