บ้าน สำหรับคุณคืออะไร ?
อาจจะเป็นรูปวาดสี่เหลี่ยม มีประตูด้านหน้า หน้าต่างสองบาน สามเหลี่ยมมุงเป็นหลังคา มีต้นไม้ข้างๆ ใช่หรือไม่ อาจจะใช่หรือเป็นความรู้สึกที่กลับไปแล้วจะได้เจอกับอ้อมกอดของใครสักคนหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีพื้นที่เงียบๆ ให้ได้ตกตะกอนความรู้สึกบางอย่าง
บ้านของคุณอยู่ที่ไหน คุณมาทำอะไรตรงนี้
กรุงเทพมหานคร สำหรับคุณ
คุณนับว่ามันเป็นบ้านไหม
300 กว่าหน้าในวรรณกรรมเรื่อง ‘Homebound วารินกลับบ้าน’ ทำให้เราค่อยๆ ทำความรู้จักวารินไปพร้อมกับตัวเอง เหตุผลที่หยิบเล่มนี้มาเป็นเพราะว่าในใจลึกๆ ก็หวังให้ตนค้นเจอความหมายของคำว่าบ้านเจอ ในช่วงชีวิตที่กำลังสนุกกับการเป็นวัยรุ่น อาการเคว้งคว้าง เดียวดาย และโหยหาความรัก ความสงบบางอย่างในความสัมพันธ์ ก้าวเข้ามาให้หาคำตอบ ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวัยเรียนสู่วัยทำงาน ประจวบเหมาะกับการที่ต้องย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในมหานคร เล่มนี้คงพลาดไม่ได้ที่จะหยิบมาอ่าน เพราะหากจะเอ่ยถึงเรื่องชีวิตของใครบางคน และเมืองที่อาศัยอยู่ล้วนมีบทบาทเสมอ
ใครที่กำลังขวนขวายหาคำว่า ‘บ้าน’ ในมหานครนี้เหมือนกัน หวังว่าสักประโยคในวรรณกรรมเล่มนี้จะให้คำตอบคุณ

Homebound วารินกลับบ้าน เขียนโดย basil w. จากสำนักพิมพ์ P.S. Publishing วรรณกรรมไทยสะท้อนสังคม ที่ว่าด้วยสิ่งปลูกสร้างของเมือง ความรัก และความผูกพัน เมื่อวาริน เดินทางกลับกรุงเทพฯ จากฝรั่งเศสในรอบ 8 ปี ความทรงจำฝุ่นเกาะในบ้านหลังเก่าใจกลางเมือง แต่ไม่เคยเรียกมันว่าบ้าน การเติบโตของความสัมพันธ์ในเมืองที่แทบจะไม่เหลือใคร เมื่อวารินได้กลับมาพบกับ ธีร์ เพื่อนสมัยเรียนที่เคยแอบชอบอีกครั้ง บ้านในที่นี้อาจไม่ได้แปลว่าสถานที่อย่างเดียว
ความรัก ความสัมพันธ์ สิ่งปลูกสร้าง ห้างสรรพสินค้า และกรุงเทพมหานคร จิตวิญญานที่แท้จริงของเมืองนี้หลับใหลอยู่ที่ไหน
บ้าน คำนามธรรมที่คนต่างตามหากันไซร้
มีอยู่จริงไหมไม่อาจทราบ

กรุงเทพฯ เมือง (ไม่) โรแมนติก
วรรณกรรมเล่มนี้ไม่ได้เอาใจสายสุขนิยมสักเท่าไหร่ แต่มันทำให้มองกรุงเทพฯ ลึกขึ้นในมิติของการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป Coming of age เรื่อยๆ แต่ลึก เนื้อเรื่องบรรยายระหว่างที่อ่านวารินพาเรากลับบ้าน บทสนทนาค่อยๆ ปลอบประโลมและทำให้เราตกตะกอนความรู้สึกอุ่นๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก สำหรับเรา บ้าน คงเป็นความรู้สึกที่ปลอดภัย พอยิ่งอ่านๆ ไปก็ยิ่งรู้สึกถึงความใจร้ายของเมือง เมื่อเครื่องบินไต่เมฆลดระดับลงสู่อาคารสนามบินสีเทาหม่นสุวรรณภูมิ ความวุ่นวาย ก็มาแทรกซึมกับความทรงจำสีจางในมหานครทันที
วารินกลับบ้านมาพบกับความว่างเปล่า เพราะก่อนหน้าคุณพ่อของเขาจากไปเพราะอาการหัวใจวาย เลยทำให้เขาอยากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปารีส กลับมารอบนี้เขาจึงไม่คาดหวังว่าจะเจอใคร แม้กรุงเทพฯ จะเป็นบ้านของเขาแต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าเป็นบ้าน เพราะไม่มีชุมชนอื่นให้ตัวเองกลับแล้ว การเดินทางของวารินในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เขาได้กลับไปพบอดีต หรือเดินทะลุความทรงจำต่างๆ ที่เคยทิ้งเอาไว้ การตามหาสักที่หนึ่งที่ปลอดภัยต่อหัวใจ และความรู้สึกเคว้งคว้างเดียวดาย ไม่ต่างจากที่มนุษย์ทุกคนล้วนตามหา
รสชาติของมหานครยกขโยงกันมาให้เราชิมแทบทุกประสาทสัมผัส เริ่มต้นตั้งแต่รูปร่างของผังเมืองที่ล้มเหลวกะเฬวราก ไม่เอื้อกับการใช้รถในเวลาเร่งด่วน บางที่ที่ไกลจากขนส่งสาธารณะจึงลำบากพอสมควร เซตติงของย่านกลางเมืองที่เอาแต่พัฒนาไปข้างหน้า แต่ไม่คว้าใครไว้เลยมีมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ กลิ่นฉุนกึกของตึกแถวสามย่าน-บรรทัดทอง สิ่งปลูกสร้างสาธาณะถูกเปลี่ยนแปลงไปไม่เหลือเค้าเดิม ความจอแจบนถนนพระรามหนึ่ง ทางเท้าที่ยุบบ้างพองบ้างไม่เคยเรียบเสมอ ความไม่เป็นส่วนหนึ่งของเมือง คงเป็นอีกหนึ่งสิ่งระหว่างอ่านที่เราชินชา ดั่งเช่นพื้นที่ใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยบรรดาห้างสรรพสินค้า ที่คนแวะเวียนมาแล้วจากไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยการมาเยือน
ทำความรู้จักรสชาติของไลฟ์สไตล์ราคาแพงแซงค่าครองชีพ ที่พอดูดีๆ แล้ว เหมือนมีไว้ปกปิดจิตวิญญานของชุมชนที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแล การได้ยินเสียงสั่นครืนๆ ของท่อมอเตอร์ไซค์ และเสียงสารพัดรถราที่วิ่งไม่เคยหยุด เสียงคนข้างห้องดื่มหนักและทะเลาะกัน หรือเสียงเคาะของสิ่งปลูกสร้างที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองตีคู่มากับประเด็นของความสัมพันธ์
เมืองที่ถูกทุนขีดกรอบคอบจนเหมือนมีอะไรบางอย่างหล่นอยู่ตลอดเวลา ความเหลื่อมล้ำอันเป็นรอยแตกที่สัมผัสได้ด้วยเนื้อตาจากภายนอกบ้านนั้น ทำให้ทุกคนต้องกลับมาเปลี่ยวเหงาเดียวดายในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง เราจึงพยายามเสาะแสวงหาความรู้สึกที่เป็นส่วนหนึ่ง จากกลุ่มคน เพื่อน คนรัก ครอบครัว ชุมชนที่มีความผูกพันหรือความสนใจบางอย่างร่วมกัน หรือแม้แต่คนแปลกหน้า เพื่อหลีกหนีจากความเป็นอื่นที่เมืองทำให้รู้สึกจนสะท้านไปถึงข้างใน
สิ่งนี้คือความจริงที่เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย

คนหนึ่งตามหาความหมายของ ความรัก
ส่วนอีกคนตามหาความหมายของ บ้าน
ในวันที่สื่อโรแมนซ์ นิยายรักเอยขายดี สังคมคงชอบพล็อตรักประโลมโลก ที่สร้างความหวังกับความรักเก่งไม่แพ้กัน ถ้าให้พูดถึงคำนิยามของสองคนนี้ Basic Love คงเป็นคำที่ใช้แทนได้ดีที่สุด พวกเขาสองคนโคจรเข้ามาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนความธรรมดา
ธีร์ เป็นนักข่าวหนุ่มรักอิสระ คนใจเย็นคนหนึ่งที่เข้าใจปรัชญาชีวิต และเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นในกรุงเทพฯ
วาริน กับบุคลิกที่ค่อนข้างเรียบร้อย แต่เป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้าง วารินมีภาวะ Panick Actack อาการวิตกกังวล เพราะการจากไปของคุณพ่อ
การตั้งความหมายของการตามหาความรัก ของวารินและธีร์ ในช่วงวัยสามสิบ จังหวะชีวิตที่ก้าวอย่างช้าๆ และระมัดระวังของคนวัยนี้ทำให้เราได้ไตร่ตรองและคุยกับตัวเองมากขึ้น มิติของตัวละครถูกเล่าอย่างค่อยๆ เมื่อต่างคนต่างตามหา ทุกอย่างเลยถูกพัฒนาในระหว่างอ่านไปทีละนิด เส้นสายของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดถูกโน้มเอียงเข้าหากันอย่างมั่นคง ตัดสลับกับความแตกต่างของกรุงเทพฯ ที่หาเหวนรกแตก มันเลยทำให้ผู้อ่านสามารถตั้งคำถามได้ว่า เราตามหา และ เราต้องการความรักแบบไหน
‘จะมีสักที่หนึ่งไหมที่ทำให้รู้สึกสงบ หลับสนิท จะมีใครสักคนไหมที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน’ เป็นคำถามที่ระหว่างอ่านวรรณกรรม และใช้ชีวิตในเมืองนี้ตั้งให้โดยปริยาย
มีบางประโยคจากตัวละครในเรื่อง คอยปลอบประโลมผู้อ่านอย่างใจเย็น
ความรักคือการทำงานหนัก เพื่อโอบรับตัวตนที่วิ่นแหว่งของกันและกันเอาไว้ ในวันที่พร้อมจะถูกทำให้แตกสลายมากที่สุด ความสัมพันธ์ไม่ได้นำพาแค่ช่วงเวลาที่มีความสุข แต่ยังรวมไปถึงการแบ่งปันความทุกข์ ความกังวลใจไปด้วย เป็นไปไม่ได้เลยที่เมื่อสนิทกันมากขึ้น แล้วจะเห็นเพียงข้อดีของกันและกัน
แต่ใช่ว่าจะมีแค่เป็นประเด็นความรักอย่างเดียวที่เราจะเจอในวรรณกรรม นอกจากทุนนิยมและการตามหาคำว่าบ้าน ตัวตนของ LGBT ที่ใช้บังคับให้ต้องเก่งเพื่อปิดบังตัวตน ความเจ็บปวดของ Bisexual เซ็กซ์ สภาวะการวิตกกังวลเมื่อมีความรัก วัฒนธรรมของครอบครัว และความธรรมดา ของชีวิตคน เป็นสิ่งที่เราชอบไม่แพ้กัน

ประเด็นที่ชอบที่สุด คือ เรื่องรสนิยมทางเพศของวารินและธีร์ การไม่ยอมเปิดเผยรสนิยมทางเพศต่อหน้าคนอื่น ธีร์ตัวละคร Bisexual ที่เคยมีรักต่างเพศมาก่อน ขณะที่กำลังหลงรักเกย์อย่างวาริน ทำให้เขาลังเล และต้องยอมสละความเป็นตัวเองทิ้งไปส่วนหนึ่ง เพื่อได้มาซึ่งการยอมรับความรักจากคนอื่น การเป็นชายแท้มาก่อน ทำให้เขาสอบผ่านเรื่องรสนิยมทางเพศ แต่ถ้าหากคบกับเกย์ต่อไปต้องโดนสังคมแปะป้ายตีตราอยู่ดี
วารินที่โดนล้อว่าเป็นตุ๊ดตั้งแต่เด็ก สิ่งนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าวารินเป็นคนเก็บตัว และใช้สัญชาตญาณเอาตัวรอด ที่แลกความเป็นเด็กดี เรียนเก่ง กับอิสระในสายตาคนอื่น คนอื่นเลยมองว่าวารินว่าเป็นเด็กเรียบร้อย เพื่อให้ได้รับการอนุญาตให้เป็นตัวเองได้ในจุดหนึ่ง แต่ก็ต้องไม่ล้ำเส้นในสายตาของคนอื่นที่ว่า วารินเป็นนักเรียนนอก ได้เกียรตินิยม เป็นนิสิตดีเด่นสำหรับอาจารย์และเพื่อนร่วมคณะ เพราะเขาสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก เขามองว่าการเป็นเกย์เป็นจุดด่างพร้อยเดียว มันทำให้เราได้รีเลตบางอย่างในความเป็นจริงคำว่า ‘คนเก่ง’ หรือ ‘เด็กดี’ บางทีก็ไม่ใช่คำชมเสมอไป มันแลกมาด้วยการพยายามที่มากขึ้น และการเอาใจคนอื่น ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดพลาด และไม่จำเป็นต้องเก่งและดีเพื่อให้มีใครมายอมรับด้วยซ้ำ เรารู้สึกโกรธแต่เราเข้าใจทุกอย่าง บางทีการพิสูจน์ตัวเองเพื่อชดเชยให้กับรสนิยมทางเพศ มันก็ไปหนักหัวคนอื่น
รวมถึงแนวการเดินตามสูตรสำเร็จของสังคม ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เล่มนี้พูดเอาไว้ได้ดี ในปัจจุบันที่การจัดงานรื่นเริงและการแต่งงานเป็นหมุดหมายบ่งบอกความสำเร็จ เช่นเดียวกับการเรียนจบ รับปริญญา และการทำงานที่สูงๆ การมีแฟนสักคนไปจนถึงการแต่งงาน อยู่กินกันจนแก่ การดำเนินไปตามมาตรฐานของสังคม ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราตกกระทบกับไปกับตัวละคร ธีร์กลับรู้สึกว่ามันน่าอึดอัด การทำตามความคาดหวังของคน เป็นเหมือน ความสุขกึ่งสำเร็จรูป สิ่งนี้มันทำให้ชีวิตเรายุ่งยากซับซ้อนขึ้นหลายเท่า เราไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางที่คนอื่นขีดไว้ มีหลายเหตุการณ์ของตัวละครที่มีเศษเสี้ยวเราอยู่ในวรรณกรรม ความรู้สึกที่ว่า
‘การที่เป็นคนธรรมดา มันจะคู่ควรกับความรักของคนที่อยู่ตรงหน้าบ้างไหม’
มันทำให้เรารู้สึกเข้าใจตัวละครนี้เหลือเกิน วรรณกรรมเล่มนี้ทำให้เราอยากกอด ความธรรมดาของชีวิตตัวเองมากขึ้น โลกนี้มันโหดร้าย บางทีชีวิตจะห่วย จะอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ก็เป็นไปสิ จะไม่เป็นเด็กดีบ้างก็ไม่เป็นไร

If my heart was a house
you’d be home.
การมีแผลในใจก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีสิทธิ์จะรักใครสักคน ธีร์ที่เชื่ออย่างนั้น ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามแบบที่ได้รับมาตลอด ทำให้บรรยากาศที่พวกเขาสองคนสร้างขึ้นอบอุ่น ความเรียบง่าย การสนใจอะไรต่างบ้างคล้ายบ้าง การแลกเปลี่ยนคำพูด การสบตา การแสดงความรักเล็กๆน้อยๆ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าความสบายใจ อาจจะเกิดขึ้นจากความรู้สึกสองคนที่เกี่ยวกันเอาไว้ มากกว่ายัดเยียดการทำอะไรเพื่อกระชับความสัมพันธ์
วรรณกรรมเล่มนี้เหมาะกับคนที่ผูกพันกับกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องอยู่เพื่องานหรือความรักก็ตาม การตั้งคำถามกับวรรณกรรมคงเป็นสิ่งที่บททำงานได้ดีที่สุด หลายคำถามที่ยาก พอลองถามตัวเองก็ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น รู้สึกเหมือนได้รับกอดที่อุ่นๆ บางอย่างในเล่ม เพราะตัวบทบรรยายความรู้สึกไว้อย่างละเอียด ผนวกกับภาษาที่ไม่ได้เข้าใจยากจนเกินไป เล่มนี้จึงเหมาะสมกับคนยุคนี้ ถ้าอยากอ่านวรรณกรรมรักก็เป็นความรักที่หวานก็หวานได้ แต่ถ้าอยากอ่านแล้วขม บรรยยากาศเมืองก็เข้ามาสร้างรสชาติขมปี๋ได้เหมือนกัน
การอ่านวรรณกรรมเล่มนี้ทำให้เราได้อยู่กับความเป็นจริง เมืองนี้ไม่เคยหวือหวา มีหลายกรอบ หลายกฎที่ออกแบบให้เราทำตาม เพราะถ้านอนหลับแล้วลืมตามาอีกที วันนี้คงเป็นอีกวันหนึ่งที่จะต้องตื่นเช้าไปทำงาน บ่นปวดหลังบ้าง และสิ้นหวังในโครงสร้างเมืองอยู่ดี
แต่ท้ายที่สุด…วารินกลับบ้านวาริน
คงอยากให้ผู้อ่านได้หาเวลากลับบ้านด้วยกัน
แม้พอโตขึ้นแล้วคนจะหายไปทีละนิดก็ตาม
แต่เชื่อว่าการมีอยู่ของใครสักคนจะทำให้บ้านเป็นบ้านอีกครั้ง
เราจะไม่บอกว่าบ้านคืออะไร
แต่ขออวยพรให้ทุกคนเจอบ้านของตัวเอง




