น้องคนนั้นเขาชอบเล่นกีตาร์
ส่วนพี่หน้าม้าคนนั้นเขาชอบแต่งเพลง
ชีวประวัติพี่น้องร่วมสถาบันคงจบลงเพียงเท่านี้ หากท่วงทำนองเสียงดนตรีไม่ดลบันดาลให้ที่นั่งข้างน้องที่เล่นกีตาร์ดันว่าง แล้วมีคนดันจิ้มพี่หน้าม้ามานั่งร้องข้างๆ พอดิบพอดี
ถอยหลังย้อนเทปความทรงจำไปในวันรับน้องของคณะ ‘เค้ก-เปมิกา จิระนารักษ์’ ยังคงสถานะพี่ปี 3 อ้าแขนต้อนรับน้อง ‘เมือง – สองเมือง ไชยฤทธิ์’ ที่เพิ่งมาต่อแถวร่วมคณะเป็นรุ่นน้องปี 1 หมาดๆ แต่ทั้งคู่คงคาดไม่ถึงว่าสถานะที่นั่งข้างๆ จะถูกติดกาวพร้อมแปะชื่อตำแหน่งดูโอ้ไว้ให้อีกฝ่ายแบบถาวร
จงบอกชื่อศิลปินดูโอ้แห่งยุคนี้ที่รู้จักอย่างน้อยมา 3 คู่ เราเชื่อว่า ‘SERIOUS BACON’ คงเป็นหนึ่งในคำตอบของใครหลายคน ยอมรับว่าเรื่องราวพี่น้องร่วมคณะของทั้งคู่เคยเข้าหูผ่านตามาบ่อยครั้ง แต่ถ้าที่ผ่านมาล่าสุดคงเป็นโพสต์ครบรอบวันเกิดปีที่ 7 ของวง แต่ทั้งคู่กลับยังคงความดูโอ้เด็กน้อยน่าเอ็นดูอยู่เสมอ จนเราอยากเขยิบเข้าไปทำความรู้จักกับช่วงวัยความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นของทั้งคู่

พี่น้องทะเบียนคณะ
ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไม่จำกัดเพียงสายเลือดที่การันตีเสมอไป คนแปลกหน้าที่เราเคยหัวเราะใส่ คนที่เราบังเอิญเดินชนบนรถไฟ หรือรุ่นพี่รุ่นน้องที่แค่เคยได้ยินโปรไฟล์ผ่านหูเป็นครั้งคราว อาจพัฒนากลายเป็นคนที่เราต้องพบหน้าตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอน อาจเป็นคนที่แต่งชุดคู่กันบ่อยกว่าพี่น้องแท้ๆ อาจเป็นคนที่เจอหน้าบ่อยกว่าพ่อแม่ แล้วคำอธิบายเหล่านี้ควรไปต่อท้ายความสัมพันธ์แบบใด
ภาพหนุ่มฟันเขี้ยวกับสาวแก้มใสตรงหน้ากำลังหารือด้วยน้ำเสียงงุ้งงิ้ง ทำเอางุนงงว่านั่นเป็นการนัดแนะหรือตบตีของทั้งสองกันนะ เราหันซ้ายหันขวากำลังคิดว่าควรห้ามทัพขนาดย่อมตรงหน้าดีหรือไม่ แต่เมื่อทั้งคู่หันมายิ้มแฉ่งเป็นอันเข้าใจตรงกันว่าการจลาจลเมื่อครู่ได้ยุติลงแล้ว เราจึงมั่นใจว่าพวกเขานี่แหละที่จะสามารถเติมคำตอบนิยามความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปในช่องว่างได้อย่างแน่นอน
“เจอกันครั้งแรกก็คือในคณะแหละ มันก็จะมีช่วงสัมภาษณ์น้องๆ ปี 1 ว่างานอดิเรกชอบทำอะไร เมืองเขาเข้ามาด้วยความสามารถเล่นกีตาร์แล้วก็ร้องเพลงได้ แต่ไม่กล้าร้อง เพราะเป็นคนขี้เขิน ภาพแรกที่เค้กจำเมืองได้คือเมืองขอให้พี่ๆ ทั้งห้องหันหลังถึงจะร้องเพลงได้ ไม่งั้นคือไม่กล้าร้องถ้าทุกคนมองเขาอยู่”
ดูโอ้คนพี่เล่าถึงวีรกรรมวันแรกพบจนเจ้าของเรื่องเผลอหลุดขำเมื่อนึกย้อนการกระทำของตัวเองในวันนั้น แต่ก็สวนกลับจากมุมมองเขาเช่นกันว่าอีกฝ่ายก็ไม่ธรรมดา
“จริงๆ ตอนเจอครั้งแรก เขาเป็นคนมีชื่อเสียงในคณะ ถอยไปช่วงรับน้องของจุฬาฯ คนเขาบอกกันว่า คนนี้มีเพลง แต่งเพลงเอง ตอนนั้นก็ยังไม่ได้รู้จักหรอกเพราะเขาดูไม่ค่อยน่าสนใจขนาดนั้น” คำพูดเยินยอชวนเย้าแหย่ทำเอาคนพี่ขำด้วยความเขินอายจากชื่อเสียงเรียงนามเกินจริงที่ถูกป่าวประกาศไปทั่ว
ถ้าวันนั้นที่นั่งข้างๆ ไม่ใช่กันและกัน ทั้งคู่จะยังได้ทำความรู้จักกันไหม
“วันนั้นเรียกได้ว่าผ่านมาผ่านไป ร้องเพลงเสร็จก็ไม่ได้ทำความรู้จักอะไรกัน เพราะก็มีหลายๆ คนด้วยในห้อง แต่ว่ามารู้จักกันจริงๆ ตอนเข้ามาเรียนแล้วมากกว่า เพราะว่าทำงานฝ่ายเดียวกัน ทำเพลงละคร” เมืองย้อนความถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
“ถ้าไม่ได้ทำงานฝ่ายเพลงด้วยกันก็คงจะผ่านไปผ่านมาในคณะแหละ แต่ก็คงไม่ได้เกิดวงนี้ขึ้น” เค้กเสริม
ตอนเลื่อนสถานะจากพี่น้องร่วมคณะเป็นเพื่อนร่วมวงต้องปรับจูนเข้าหากันเยอะไหม
“ก่อนมาเป็น SERIOUS BACON เรารู้จักกันมาแล้วสักปีหนึ่งได้ ทำงาน ทำเพลง ทำบทละคร ช่วยงานในคณะ จิปาถะมากมายกว่าจะได้มาทำวง จุดที่เราเริ่มก็สนิทกันอยู่แล้วประมาณหนึ่ง เหมือนรู้นิสัยกันเองอยู่แล้วว่าเป็นคนประมาณนี้ เรื่องของการทำงานก็ไม่ต้องมาจูนกันใหม่ขนาดนั้น…ไหม” เมืองหันไปถามเค้กเพื่อขอความคิดเห็นเพิ่มความมั่นใจ
“ไม่ได้ต้องจูนกันใหม่ขนาดนั้น ช่วงก่อนจะทำวงคณะจะมีละครนิเทศจุฬาฯ ที่เขาเล่นปีละครั้ง เขาจะมีอัลบัมรวมเพลงในคณะที่ทำแล้วไม่มีที่จะไปปล่อย เขาก็ปล่อยรวมกันในอัลบัมนั้น ด้วยความที่เมื่อก่อนอาจจะไม่ได้มีโซเชียลที่คนมาลงปล่อยเพลงเองเยอะขนาดนี้ แล้วเค้กอยากทำเพลงแต่ไม่ได้เป็นคนค่อยเล่นดนตรี พอเมืองเข้ามาปีหนึ่งก็ให้มาช่วยงาน ก็เลยเหมือนได้ทดลองทำงานร่วมกันมาบ้าง”
แล้วหลังจากรู้จักกัน ถ้าให้ตอบอีกทีนิสัยเหมือนอย่างตอนแรกที่คิดไว้ไหม
ทั้งคู่ขำ เป็นเมืองที่ขอชิงตอบคำถามนั้นก่อน ราวกับรู้ว่าตนจะถูกเผยตัวตนในไม่ช้า
“พอได้ทำงานกันจริงจังขึ้นก็ไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น รู้สึกว่าคล้ายๆ กับที่คิดไว้นั่นแหละ ก็เป็นคนที่จริงจังกับงาน”
ถึงคราวเค้กตอบ “แต่ถ้าของเมืองอาจจะต่างนิดนึง อาจจะไม่ตรงปก ตอนแรกเป็นคนขี้อายมาก เด็กที่เรียกให้พี่ๆ หันหลังในวันนั้นไม่คิดว่าเขาจะพูดเยอะกวนๆ ขนาดนี้ เมืองเป็นคนที่สรรหาเรื่องมาพูดไปเรื่อย บางทีก็พูดชื่อใครไม่รู้ขึ้นมา พอถามว่าใครก็บอกว่าไม่มี พูดไปงั้นแหละ ชอบตั้งชื่ออะไรขึ้นมาไม่รู้ ขอให้ได้พูด” (ขำ)

นิสัยส่วนตัวของแต่ละฝ่ายที่คิดว่าคนอื่นไม่รู้
“จริงๆ สิ่งที่ได้รู้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่แฟนเพลงได้เผชิญอยู่” เค้กตอบ
“ก็เป็นแบบนี้ทั้งในและนอกบ้าน แล้วก็ทุกคนอาจจะรู้อยู่แล้วแหละว่าเค้กอ่อนไหวกว่าที่คิด ร้องไห้ง่ายมาก น้ำตาแบบสั่งได้” เมืองขำ
แล้วเมืองปลอบไหม
“ก็ไม่ ส่วนใหญ่เห็นแล้วก็จะขำ”
“ทุเรศ” เค้กบ่นกับความติดเล่นของอีกฝ่าย
“ของเมืองก็เป็นคนกวนๆ อย่างที่ทุกคนได้เผชิญ แฟนเพลงถ้าเห็นช่วงปีแรกๆ แล้วมาเห็นช่วงนี้ก็อาจจะงงๆ นิดนึงว่าพูดเยอะขนาดนี้แล้วเหรอ”
“เขารู้อยู่แล้ว” เมืองตบท้ายด้วยความมั่นใจความพูดเยอะของตัวเอง
เมืองติดเล่นขนาดนี้เค้กมีห้ามไหม
“โอ๊ย มีเยอะเลย” เค้กขำก่อนเล่าว่า
“ถ้าเป็นโมเมนต์ที่แฟนเพลงไม่ได้เห็นน่าจะเป็นช่วงที่เราแต่งเพลงกัน ซึ่งเค้กไม่ได้แต่งเพลงร่วมกับเมืองมานานมาก เพราะเวลาที่นั่งทำเพลงด้วยกันเค้กเป็นคนที่แยกสมาธิไม่ค่อยได้ เราจดจ่อได้ทีละอย่าง แล้วเมืองเป็นคนที่ทำหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน สมมติเขียนเพลงอยู่สักพักไปดีดกีตาร์ หรือพูดไปเรื่องอื่นในขณะที่เรากำลังโฟกัสอยู่”
“Multitask” เมืองอธิบายความสามารถของตนอย่างภูมิใจ
เสียงหัวเราะดังเป็นระยะตามวีรกรรมที่ทั้งคู่ผลัดกันฟ้อง ภาพความคึกคักตรงหน้าต่างจากปกที่เคยแปะป้ายว่าวงอินโทรเวิร์ตเล็กน้อย เราจึงขอถามว่าแท้จริงแล้ว คู่หูเรียบร้อย พูดน้อย น่ารัก ในสื่อโซเชียลนั้นช่วยย้ำรับประกันอีกทีว่าภาพนั้นเป็นภาพจริง คนที่เห็นในภาพก็เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ตัวแสดงแทน
“โดยพื้นฐานไม่ใช่คนพูดน้อยหรอกในคำว่า ‘อินโทรเวิร์ต’ ไม่รู้ว่าใครนิยามว่ายังไง ถ้าอย่างผมก็พูดปกติกับเพื่อน แต่เวลาไปเจอคนใหม่ๆ จะไม่ได้เข้าหาใครก่อน สมมติไปงานที่แบบ โห คนเยอะมาก เราก็จะทำความรู้จักคนไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะเข้าไปคุยอะไรกับเขาดี เห้ย คนปกติเขาเริ่มเป็นเพื่อนกันยังไงนะ” เมืองตอบพร้อมยกตัวอย่างความอินโทรเวิร์ตตัวจริงเสียงจริงให้ฟัง
“อย่างตอนเข้ามหาวิทยาลัยกลุ่มเพื่อนก็บอกว่าเห็นผมยืนเหงาๆ คนเดียวเลยเดินมาทัก ไม่งั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะหาเพื่อนยังไง”
“เหมือนถูกรับไปเลี้ยง” เค้กนิยามประเภทที่พวกเขาเป็นด้วยคำนี้พร้อมเล่าว่าเธอก็ไม่ต่างกัน
“คล้ายๆ กัน ถ้ากับพี่ๆ น้องๆ ในวงการเพลงเราก็รู้จักคนประมาณหนึ่งนะ ไม่ได้ไม่คุยกับใครเลย แต่ว่าถ้าไม่ได้มีเรื่องคุยก็จะไม่ได้เข้าไปทัก ทักคนไม่เก่ง”

คิดว่าเป็นคนแบบไหนที่ทั้งคู่จะเลือกเข้าไปทำความรู้จัก
“คนที่เขามองเราก่อน” เมืองรีบตอบความในใจอย่างรวดเร็ว
เค้กอธิบายเพิ่ม “จริงๆ บอกไม่ถูก บางทีน่าจะเป็นคนที่เอเนอร์จีใกล้ๆ กัน มันรู้สึกถึงออร่าบางอย่างว่าคนนี้เป็นเพื่อนกับเราได้ ต้องรอเขาเข้ามาทักก็จะคุยด้วย”
“เดี๋ยวนี้ถ้าไปงานประกาศรางวัลเขาจะมีลานคอนเทนต์ของเหล่าศิลปิน เราก็จะทำใจเฮือกหนึ่งเพื่อที่จะขอถ่ายร้องเพลงด้วยได้ไหมคะ ก็ยากอยู่ ก็จะสะกิดกันก่อนนิดหนึ่ง ไม่ค่อยอยู่ดีๆ เข้าไปทัก แต่จริงๆ ศิลปินหลายคนที่เราเจอตามงานก็เคยทักทายกันอยู่บ้าง เช่น PROXIE ก็เจอกันอยู่เรื่อยๆ แล้วเขาก็เป็นแขกรับเชิญคอนเสิร์ตเรา เวลาเจอกันตามงานก็จะทักกันง่ายขึ้นหน่อย”
นิสัยโหมดทำงานกับชีวิตจริงของ SERIOUS BACON ต่างกันบ้างไหม
“จริงๆ ก็คล้ายกันนะ พูดยาก เพราะชีวิตจริงมันทำงานด้วยกันมาจนแยกไม่ออกแล้วว่านิสัยอันไหนตอนทำงาน อันไหนนิสัยตอนชีวิตจริง” เมืองตอบแบบด้วยน้ำเสียงปลงๆ
เค้กเสริมต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “คือพวกเราแทบจะเป็น SERIOUS BACON Full Time แล้ว”
“ถ้าชีวิตจริงคงเป็นคนที่ขี้เกียจขึ้น วันไหนไม่ทำงานก็ชอบอยู่บ้านทิ้งตัว” เมืองเผยธาตุแท้ที่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องปิดบังแต่อย่างใด แถมดูโอ้รู้ใจยังซ้ำเติมความอินโทรเวิร์ตอีกว่า
“คล้ายกัน เป็นคนประเภทที่จะดีใจถ้านัดล่ม”
ไม้ทีและแสงแฟลช

เป็นอันเข้าใจตรงกันว่าภาพจำของดูโอ้เจ้าของวงเจ้าเบคอนหน้านิ่วคิ้วขมวดจบการศึกษาจากสถาบันเดียวกันอย่างคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากจะเดินสายสู่วงการศิลปิน นักร้อง คงไม่ใช่เรื่องที่ชวนขมวดคิ้วสักเท่าไหร่ ยิ่งโชคชะตาดันเป็นใจให้เข้าคู่ดูโอ้สายอาชีพนี้จึงร่นระยะเส้นชัยเข้ามาใกล้อีกระดับ แต่แล้วถ้าวันนี้ทั้งสองไม่ได้จับกีตาร์ ถือไมค์ แต่งตัวน่ารัก แจกยิ้มสดใสบนเวที ทั้งคู่จะไปยืนซีเรียสอยู่ในวงการไหนกัน
“จริงๆ ก็เกือบละ เกือบไม่ได้เป็น SERIOUS BACON ละ” คำตอบของเมืองทำเอาเค้กหันขวับ
“เพราะช่วง ม.ปลาย ผมอยากเข้าสถาปัตย์มากๆ สอบทุกอย่างหมดละ จนวันสุดท้ายที่ต้องเลือกอันดับคณะเราก็คิดในใจว่าเราอยากทำงานสถาปัตย์จริงไหมวะ คิดอยู่นานมากว่าถ้าเลือกนิเทศอันดับ 1 ที่บ้านจะยังไงเพราะติวหมดไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ จะมาเลือกนิเทศแล้วที่ทำมาสามปีเรียนมาทำไม แต่สุดท้ายผมเลือกอะไรที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกก็เลยเลือก นิเทศ มาเป็นอันดับ 1 แทน”
“ผมไปเทียบคะแนนมาแล้วด้วยนะปีนั้น ถ้าเลือกสถาปัตย์เป็นอันดับ 1 ก็คือติดอะแหละ แต่อะไรดลใจไม่รู้เลือกนิเทศแทนก็เลยมาเป็นทุกวันนี้ ถ้าวันนั้นเลือกสถาปัตย์วันนี้ก็อาจจะนั่งตัดโมเดลอยู่ในออฟฟิศสักที่”
เค้กลองนึกย้อนไปในช่วงเวลาเดียวกันก่อนเล่าว่า “ช่วงก่อนทำวงเค้กเป็น ตากล้องฟรีแลนซ์ ถ่ายรูปรับปริญญา เป็นช่วงที่เราค้นหาตัวเองว่าจะทำอะไรดีวะ เค้กเรียนฟิล์มแล้วก็รู้สึกว่าเป็นผู้กำกับก็ไม่น่ารอด เป็นตากล้องตอนไปถ่ายรูปรับปริญญาก็สู้คนอื่นไม่ค่อยได้ สมมติเขาต้องถ่ายรูปรวมกันคนที่จ้างเราอาจจะได้รูปเป็นคนท้ายๆ ตากล้องคนอื่นเขาจะแบบ กล้องนี้ครับๆ! เค้กก็จะแบบ กล้องนี้ค่ะ(เสียงเบา) แล้วเราก็จะได้เป็นคนสุดท้ายเลยคิดว่าเป็นตากล้องก็ไม่น่ารอดจะไปทำอะไรดีวะ”
“แล้วระหว่างนั้นก็ดันได้ทำวงพอดี นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่ทำวงชีวิตตอนนี้จะเป็นยังไง ถ้าไม่ได้ทำวงเค้กคงไม่ได้ฝึกแต่งเพลงให้มากขึ้นด้วย ทุกวันนี้นอกจากงานวงก็จะไปแต่งเพลงให้ศิลปินคนอื่นบ้างแต่ถ้าไม่ได้เริ่มทำวงตั้งแต่แรกก็ไม่รู้จะได้มาทำเพลงในวงการนี้ไหม”

น้องเมืองถาปัตย์กับพี่เค้กช่างภาพเผลอนึกตามก็แอบอมยิ้มหน่อยๆ ด้วยเพราะความตั้งใจของทั้งคู่ที่บรรยายจนเราเห็นภาพ แต่ยิ่งพูดคุยยิ่งรู้สึกเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เหมือนจิกซอว์ที่หาเข้าคู่กันจนเจอแต่เป็นจิกซอว์แผ่นเดียวกันที่ถูกตัดแบ่งเป็นสองชิ้นซะมากกว่า ทุกบทสนทนาต้องแอบแทรกด้วยการพยักหน้า สายตาที่ประสาน สะกิดบ้างเป็นครั้งคราว คำตอบของทั้งคู่คล้ายกันไม่มากก็น้อยจนอดถามไม่ได้ว่า
คิดว่านิสัยอะไรของอีกฝ่ายที่เราไม่มี
“เค้กเป็นคนละเอียดกว่าผม ผมว่าผมก็เป็นคนละเอียดแล้วนะแต่เขาจะละเอียดมากๆ สมมติได้โปสเตอร์มาก็ต้องตรวจแบบละเอียดแล้วก็เป็นคนอ่อนไหว ผมไม่ค่อยเป็นคนอ่อนไหว มีคอนเสิร์ตมา 3 – 4 รอบไม่เคยร้องไห้บนเวทีเลย ไม่มีน้ำตาสักหยดแต่จะไปเสียน้ำตากับเรื่องตลกๆ แทน แต่เค้กจะร้องไห้ทุกรอบ เล็กใหญ่อะไรร้องหมด” เมืองตอบ
คำตอบของเค้กเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมปนกัดฟันอิจฉาความสามารถของอีกฝ่ายเล็กๆ “ถ้าเป็นนิสัยของเมืองอาจจะเป็นความมีสติในบางครั้งแล้วก็การที่สามารถทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้ซึ่งเค้กทำไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ไม่ขับรถ เคยเรียนขับรถแล้วห้ามใครคุยด้วยเพราะถ้าคุยด้วยจะขับไม่ได้”
“อ๋อ แล้วก็เป็นคนที่จำอะไรก็ไม่รู้ในชีวิตได้เยอะ เหมือนความจำในหัวเยอะมากแต่ชอบไปจำเรื่องไร้สาระซึ่งเค้กจำไม่ได้แล้ว”
แล้วถ้าเรื่องแสดงความรักล่ะ ทั้งคู่แสดงออกแบบไหน
หนุ่มหน้ามึนตอบพลางนึก “ไม่ค่อยพูดนะ ทั้งกับที่บ้านแล้วก็เพื่อนเอง พูดยากมากเพราะเป็นคนไม่ค่อยตอบแชตด้วย ถ้าสมมติเจอกันก็ (เงียบ) บางทีเรา (เงียบ) โห คำถามยากเนอะ เป็นคนที่ไม่ค่อยทำอะไรตรงๆ ชอบทำให้แบบไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าเราทำ”
“ถ้าพูดแบบกว้างๆ ผมไม่ค่อยแสดงออกแต่ก็รักนะ (ขำ) งงไหม ไม่ได้พูดว่ารักแต่ก็รักนะ ไม่ได้ทำแต่ก็ทำนะ ปิดทองหลังหัวเตียง”
“ห้ะ” ประโยคปิดท้ายทำเอารอยยิ้มของดูโอ้สาวหายไปแต่ถูกความงุนงงแทรกมาแทน
“ถ้าเป็นเค้กเองรู้สึกว่าด้วยความที่เราเป็นคนที่ไม่ได้ชอบเข้าสังคมมาก ถ้าเกิดว่าใครที่เราให้เวลา ให้ priority ในชีวิต สมมติถ้าคนนี้นัดจะพยายามทำตัวเองให้ว่างก็คิดว่านั่นคือการแสดงความรักในแบบหนึ่งของเรา แปลว่าคนคนนี้เราสบายใจที่จะอยู่ด้วย”
“เค้กก็ไม่ได้เป็นคนที่บอกรักตลอดเวลาแต่ถ้ามีเวลาก็จะไปอยู่ด้วย ใช้เวลาร่วมกันอะไรแบบนั้นซะมากกว่า”
วิธีที่พูดมาใช้กับ SERIOUS BACON ด้วยกันเองบ้างไหม สมมติเจอวันเหนื่อยๆ แล้วเราหันไปเจอเพื่อนร่วมวงเราจะ
“เหนื่อยกว่าเดิม” เมืองตอบพลางขำกับคำตอบที่ซ่อนความตลกร้ายเอาไว้ก่อนตอบอย่างจริงจังต่อว่า
“จริงๆ มันก็มีช่วงเหนื่อยๆ เราก็จะพากันหยุดทำงานมากกว่าแล้วก็ไปทำอย่างอื่นอย่าง กินข้าว เดินเล่น”
เค้กอธิบายความเหนื่อยให้เราเข้าใจง่ายขึ้น “ด้วยความที่เราทำงานด้วยกัน ความเหนื่อยเราก็จะมีเลเวลที่ใกล้กัน ช่วงที่งานเยอะมากก็ต้องหาเวลาพัก วันนี้ไม่ไหวแล้วเราต้องไปกินของที่อร่อยมากๆ กันก็จะเป็นวิธีเหล่านั้นที่ทำให้เรามีพลังงาน”
คนพี่ก็ไม่พูด คนน้องก็เน้นการกระทำ หากให้ต้องแปลงการกระทำเหล่านั้นเป็น 1 ประโยคอยากบอกอีกฝ่ายว่า
คนน้องรีบตอบราวกับตั้งตารอคำถามนี้อยู่ “ถ้าที่พูดบ่อยสุดคงเป็นแบบ เค้กชอบไม่มั่นใจ เราก็จะคอยบอกว่าสิ่งที่ทำมันดีอยู่แล้ว เก่งอยู่แล้วทำได้ขนาดนี้หรือไม่ก็แบบ ไม่ต้องไปคิดเยอะ คิดอะไรมากมาย จะไปเครียดอะไรยอดวิว ช่างมันเถอะ ผมพูดคำนี้บ่อย”
คนพี่พยักหน้ายอมจำนนต่อความจริงที่เธอเป็น “ส่วนมากเมืองจะต้องปลอบเค้กมากกว่า เค้กก็จะไม่ได้มีอะไรต้องปลอบเมืองขนาดนั้น”
เพื่อนระบบปิด

ความหมายของความสัมพันธ์ที่ดีคงถูกผันแปรไปตามกรรมวิธีความคิด ชีวิต และบุคคล หากใครสักคนอยากหาคำตอบที่แท้จริงคงเป็นเรื่องยากแต่เชื่อว่ากาลเวลา ผู้คน ที่ผันผ่านจะทำให้คุณเจอคำตอบสำหรับตัวเองในสักวัน
หลายครั้งที่เราโยนคำถามนี้ลงบทสนทนาคราวใด คำตอบที่ได้กลับมามันช่างหลากหลายจนสับสนชวนมองย้อนกลับมามองความสัมพันธ์ที่ผู้คนกำลังวกวนว่าที่ตนประสบพบเจออยู่นั้นเข้าขั้นมาตรฐานที่ป่าวประกาศว่านี่คือความสัมพันธ์ที่ดีหรือยังนะ
เจ้าก้อนคู่หูนั่งกระซิบกระซาบจนรู้สึกว่าหรือเป็นเส้นเสียงของเราต่างหากที่ดังเกินไปสำหรับทั้งคู่ ความสัมพันธ์ที่เหมือนค่อยๆ จูงกันไป หากฝ่ายไหนเหนื่อยก็ชวนกันนั่งพัก ดูไปดูมา หรือว่านี่เข้าข่ายคำตอบของโจทย์ข้อนี้หรือเปล่า
ความสัมพันธ์ที่ดี สำหรับทั้งคู่คืออะไร
“คือความสัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตไปข้างหน้า ผมมองว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะสบายหรือเหนื่อยมันก็ดีได้ แต่มันควรจะทำให้ชีวิตเราแบบไปในทางที่ดีไม่ว่าจะเพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนรอบตัว แม้กระทั่งค่ายเพลง ความสัมพันธ์ที่ดีมันก็ควรทำให้ชีวิตเราไปข้างหน้า” ความหมายของเมืองว่าอย่างนั้น
เค้กเห็นด้วยกับคำตอบของอีกฝ่าย “ใช่ การทำงานมันต้องเหนื่อยอยู่แล้วหรือแม้แต่ในความสัมพันธ์เองก็ไม่มีหรอกที่จะไม่ขัดแย้งกันเลยสักเรื่องเดียว ถ้าสุดท้ายแล้วความขัดแย้งหรือความเหนื่อยมันส่งเสริมให้ชีวิตเรามันไปข้างหน้าได้หรือซัปพอร์ตกันและกันได้ก็ดี”
ทั้งคู่ลงความเห็นตรงกันว่าคำตอบของโจทย์ข้อนี้คงขอเขียนคำตอบคล้ายๆ กันว่าถ้าอยู่คนเดียวแล้วดีกว่าการที่ต้องมาทำความรู้จักใครสักคนแล้วชีวิตย่ำแย่ลงก็คิดว่านั่นคงไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดี คิดว่าคำตอบข้อนี้คือคนที่พาเราไปในทางที่ดีขึ้นสามารถเป็นเพื่อนคู่คิดกันได้

งั้นขอคำนิยามสำหรับความสัมพันธ์ของทั้งคู่หน่อย
“เพื่อนคู่คิด!”
เมืองอธิบายคำตอบของตนเพิ่มว่า “ด้วยความที่เราเป็น SERIOUS BACON เต็มเวลามาก ทุกวันนี้ 100% ให้เลย 85% ของเวลาในแต่ละวันเหมือนทำงานอยู่ตลอด ยิ่งปีนี้ปล่อยเพลงถี่มากเลยมีเวลาอยู่กับสิ่งนี้ให้มันเยอะมาก เพื่อนคู่คิดก็น่าจะเหมาะสมแล้ว ปรึกษากันตลอดว่าทำอะไรดี วันๆ มีอยู่แค่นี้”
“ต่อให้ไม่ใช่เพลง SERIOUS BACON สมมติเค้กเขียนเพลงให้ศิลปินคนอื่นก็จะปรึกษาเมืองอยู่ดีก็เป็นเพื่อนคู่คิด ก็ดี” เค้กเห็นด้วยกับคำนิยามของคนน้อง
คิดว่าอีกฝ่ายเปรียบเหมือนอะไร
เมืองนิ่งเงียบสักพักก่อนโพล่งออกมาว่า “กบ”
เสียงหัวเราะของคนพี่ดังลั่นก่อนถามเหตุผลอีกฝ่าย
“หน้าเหมือน”
หลังจากนิ่งเงียบอีกสักพักเมืองจึงขอแก้ตัวกับคำตอบที่จริงจังขึ้นมาอีกขั้น “เหมือน…ไม้บรรทัดแล้วกัน บางทีเราชอบถามเขาว่าทำแบบนี้ดีไหม ทำแบบนี้โอเคไหม เป็นไม้บรรทัดที่เป็นยางด้วยนะ แบบที่เมื่อก่อนเอาไปตีเพื่อนเล่นที่โรงเรียน รุ่นที่เจ็บใสๆ สีๆ ตีเพื่อนมันมาก”
เค้กยิ้มได้ไม่กี่นาทีรอยยิ้มก็หายไปหลังจากนึกได้ว่า “แต่มันไม่ค่อยตรงนะ ตีแล้วมันเบี้ยว”
“ถ้าเมืองเหรอเป็นอะไรดี” เค้กนึกออกอยู่สิ่งหนึ่งสิ่งที่ผู้คนชอบเอาไว้ต่อยกันแต่เจ้าตัวดันนึกไม่ออกว่าเขาเรียกสิ่งนั้นกันว่าอะไร
สักพักคำตอบก็ถูกเฉลยจากคนข้างๆ เธอเอง “กระสอบทรายเหรอ”
เค้กขำปนพยักหน้า “ก็สามารถไปบ่นด้วยได้แต่ก็ยังมีความนิ่มๆ ให้เราเป็นที่พักพิง”
เมืองอธิบายสรรพคุณเพิ่มว่า “กระสอบทรายเขาเรียกง่ายๆ ว่าสนามอารมณ์ เป็นที่เอาไว้ทุบตีแต่ว่าก็เป็นที่ที่เอาไว้ฝึกปรือฝีมือด้วย นักมวยจะขึ้นชกไม่ได้ถ้าไม่ได้ชกกับกระสอบทรายก่อน ถือว่ามีประโยชน์”

ถ้าให้เลือก 1 เพลงหรือ 1 ท่อนให้อีกฝ่ายจะเลือกเพลง
“เซ็ง! บอกเลยว่าเซ็ง” นี่ไม่ใช่การบ่นแต่อย่างใดแต่เป็นเนื้อร้องที่เมืองเลือกให้อีกฝ่ายอย่างตั้งใจ
ก่อนอีกฝ่ายจะเห็นดีเห็นงามด้วย “เอาศัตรูหัวใจเหมือนกัน (ขำ) เพราะมีท่อนหนึ่งร้องว่า ไม่ถูกชะตา ไม่ชอบขี้หน้า”
มีอะไรที่อยากบอกฝ่ายตรงข้ามแต่ไม่เคยมีโอกาสได้พูดไหม
“โอนเงินมาด้วย” ไม่ต้องเดาว่าคำตอบสุดกวนเป็นของฝ่ายไหนแต่ไม่ทันไรดูโอ้คนน้องก็ปรับเข้าโหมดซึ้งซะงั้น
“จริงๆ ก็บอกไปเยอะแล้วเนอะ ก็ขอบคุณแล้วกัน ขอบคุณที่รู้สึกว่าตัวเองอาจจะไม่ใช่คนที่อยู่ด้วยแล้วง่ายที่สุด ต้องรับความกวนเท้า กวนมือ ขอบคุณที่ทำงานด้วยกันมาได้ถึงทุกวันนี้ ขอบคุณที่ทำให้เกิด SERIOUS BACON ขึ้นมาจนเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตยืนได้ ทำให้ผมดูแลตัวเองดูแลคนอื่นได้ ขอบคุณมากที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมาแล้วก็คิดว่าจะทำให้เกิดสิ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ”
เค้กอมยิ้มก่อนจะยอมเปิดโหมดเช่นกัน “ก็คล้ายๆ กัน เค้กเป็นคนที่ถ้าอยู่ด้วยแล้วอาจจะรับมือได้ยากแต่เมืองก็เป็นคนที่รับมือเป็นกระสอบทรายให้เราได้ ถ้าไม่ใช่เมืองก็คิดว่าคงจะไม่ได้ทำงานกลุ่มร่วมกับใครได้ยาวนานขนาดนั้น เราจุกจิกแล้วก็คิดมากแต่เมืองเขาก็รับเค้กได้”

แม้จะไม่ถูกชะตาสักเท่าไหร่ ไม่ชอบขี้หน้ากันสักกะนิด
แต่ขอปฏิญาณตนว่าฉันคนนี้ขอเป็นศัตรูหัวใจของแกตลอดไป




