“มีใครแถวนี้กำลังจะแต่งงานไหมครับ ถ้าอยากให้พวกเราไปเล่นในงานแต่ง พิมพ์มาบอกได้นะ”
ประโยคชวนอมยิ้มนั้นเป็นของ Andy Clutterbuck นักร้องและโปรดิวเซอร์ของ HONNE วงดูโอ้แนว Electropop จากอังกฤษ
ฟังดูเหมือนเขาพูดเล่น แต่ใครจะรู้ล่ะว่า Andy และ James Hatcher มือกีตาร์ อาจโผล่เซอร์ไพรส์ในงานวิวาห์ของคู่รักในอีก 2 – 3 วันนี้ก็ได้ เพราะพวกเขาเตรียมเล่นคอนเสิร์ต ‘HONNE 10 YEAR ANNIVERSARY TOUR’ ที่เมืองไทย วันที่ 25 – 26 กรกฎาคมนี้ (เอ้า ช้าอยู่ใยกัน)
James และ Andy รู้จักกันมา 20 ปี ด้วยเคยสอนโรงเรียนเดียวกัน หนุ่มเครางามอย่าง Andy สอนกีตาร์ ส่วน James เป็นช่างเทคนิคดนตรี เป็นพนักงานที่ Apple Store และเรื่องที่รู้แล้วยิ้มทันทีคือ พวกเขาเคยรับจ้างเล่นดนตรีงานแต่งด้วย ทั้งหมดเพียงเพื่อหาเงินมาทำเพลงด้วยกัน
ในวาระ HONNE อายุครบ 10 ขวบ a day ชวนพวกเขาคุยเรื่องที่ไม่ค่อยได้เล่าที่ไหน อย่างเช่นว่าพวกเขาได้ปรัชญาการทำเพลงมาจาก Radiohead วงดนตรีแนว Britpop/Rock จากอังกฤษ, เหตุที่แอนดี้ชอบอัดเพลงคนเดียว, พยายามจะไม่หยิบเรื่องราวของคนใกล้ตัวมาแต่งเพลงอีก, กับดักความสำเร็จ, ช่วงเวลาดีๆ ที่เมืองไทย และ… (วางแผงเพียงเท่านี้ดีกว่า)
เพื่อความพิเศษในขวบปีที่ 10 James และ Andy หยิบเพลงในอัลบัม Warm on a Cold Night และ Love Me / Love Me Not รวม 12 เพลง มารีอเรนจ์ใหม่ในเวอร์ชันอะคูสติกส์ จนออกมาเป็น ‘HONNE — 10’ อัลบัมฉลองการเดินทางหวานปนขม มีแต่เพลงโปรดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Day 1, Feel So Good, Location Unknown feat. NIKI ฯลฯ
แน่ล่ะว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชีวิตคนเราย่อมมีหลายเรื่องที่เปลี่ยนไป ทั้งความคิดหรือมุมมองบางอย่าง James กับ Andy ก็ไม่ต่างกัน
“ตอนกลับไปทำเพลงเก่าๆ ผมนึกถึงตอนที่ไปเล่นเพลงพวกนี้ตามสถานที่ต่างๆ นึกถึงโชว์แต่ละครั้ง นึกถึงช่วงเวลาที่เราทยอยปล่อยเพลงออกมา มันชวนให้คิดถึงวันเก่าๆ มากเลย เพลงมันพาพวกเรามาได้ไกลขนาดนี้” — James Hatcher พูดจบแล้วยิ้ม
หรือจริงๆ แล้ว หวนคิดถึงคืนวันเก่าก่อนบ้างก็ไม่เสียหาย เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องเว้าวอน แค่คิดถึงและมองด้วยอารมณ์ขัน

Go Back to ‘Day 1
ก่อนอื่นยินดีด้วยมากๆ เลยที่ HONNE เดินทางมาถึงปีที่ 10 แล้ว
เจมส์ & แอนดี้ : ขอบคุณมากๆ ครับ
ก่อนคุยถึงอัลบัมฉลองครบรอบ 10 ปี อยากชวนคุณย้อนมองการเดินทางของตัวเองสักนิด ก่อนมาทำ HONNE ด้วยกัน พวกคุณเคยเป็นครูสอนดนตรีมาก่อน แบ่งเวลามาทำเพลงยังไง
เจมส์ : บางคนคิดว่าเราเป็นครูสอนดนตรีกัน จริงๆ แล้วผมเป็นครูสอนกีตาร์ ส่วนแอนดี้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคดนตรี คอยช่วยดูแลอุปกรณ์ดนตรีให้เด็กๆ มีช่วงหนึ่งที่พวกเราทำงานอยู่ที่โรงเรียนเดียวกันพอดี ก็เลยรู้จักกัน
ปกติเราจะแบ่งเวลา 1 วันมาทำเพลงด้วยกัน เมื่อก่อนผมชอบแต่งเพลงตอนนักเรียนโดดเรียนน่ะครับ อย่างเพลง All In The Value คอร์ดทั้งหมดในเพลงนั้นแต่งขึ้นมาตอนที่นักเรียนไม่เข้าเรียน ต้องขอบคุณนักเรียนคนนั้นด้วยนะครับที่เบี้ยวคลาส
แต่ตอนนั้นพวกเราไม่ได้ทำงานเต็มเวลา พยายามหางานที่ให้ค่าจ้างรายชั่วโมงสูงที่สุดเท่าที่จะหาได้ ซึ่งงานที่ผมทำก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่รายได้ ทำให้มีเวลาว่างสองสามวันต่อสัปดาห์มานั่งแต่งเพลงของ HONNE หรือไม่ก็ลุยกันช่วงเย็นวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ เรายังวัยรุ่นกันอยู่ด้วยแหละ ไม่ได้มีภาระอะไรมากมาย นอกจากแบ่งเวลาไปให้แฟน ที่เหลือคือพวกเราลุยแหลก สู้ตาย
เคยตั้งกฎกันไว้ข้อหนึ่งว่า เรามาแต่งเพลงแล้วทำเดโมให้เสร็จอย่างน้อยอาทิตย์ละเพลงกันดีกว่า เพื่อให้ทุกๆ สัปดาห์เรามีผลงานชิ้นใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ ทำแบบนั้นอยู่ประมาณสามเดือน จนเรามีเพลงเก็บไว้ 10 เพลงเลยครับ
แอนดี้ : ตัดภาพมาตอนนี้ กว่าจะเสร็จสักเพลงนี่ล่อไปเป็นปีเลยครับ (หัวเราะ)
ที่บอกว่าทำงานพาร์ตไทม์ รวมๆ แล้วทำอยู่นานไหม
แอนดี้ : ผมน่าจะสอนกีตาร์อยู่ประมาณปีหนึ่งได้ครับ ส่วนเจมส์เขาเคยทำงานที่ Apple Store ด้วยนะ
เจมส์ : ใช่ๆ ผมเคยทำงานที่ Apple Store อยู่ประมาณ 3 – 4 ปี ซึ่งมันเป็นงานพาร์ตไทม์ที่ดีมากเลยนะ มันทำให้ผมสามารถทำเพลงควบคู่ไปด้วยได้ แล้วก็ได้เล่นกีตาร์ทุกวันเลยครับ
เคยคิดไหมว่า การคลุกคลีอยู่กับเด็กหล่อหลอมตัวตน และส่งผลต่อเพลงของคุณยังไง
แอนดี้ : การได้ทำงานในโรงเรียนเป็นอะไรที่เติมเต็มความรู้สึกมากเลย ผมภูมิใจที่ได้ช่วยเด็กๆ ได้แชร์ความรู้ที่เราสะสมมาหลายปีให้เขา ถ้าเราสามารถส่งอะไรสักอย่างให้ใครสักคนที่เขาพร้อมจะรับ แล้วเอาไปต่อยอดทำในสิ่งที่เขาอยากทำได้เนี่ย ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยครับ
เจมส์ : เวลาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับความรักในเครื่องดนตรีชิ้นนั้นจริงๆ มันเหมือนเราได้เห็นตัวเองในเวอร์ชันเด็ก เวอร์ชันที่เคยไฟแรงมากๆ อยากซ้อมดนตรีทุกวัน มันสร้างแรงบันดาลใจได้ดีมากๆ และใช่ครับ มันสนุกดี ต่อให้มันจะไม่ได้ซึมเข้าไปในตัวเพลงโดยตรง แต่อย่างน้อยมันสร้างพลังบวกให้เรา
ทำงานเสร็จแล้วก็ไม่ได้รู้สึกหมดพลังหรือล้ากลับบ้าน แต่กลับรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจและกระปรี้กระเปร่าด้วยซ้ำ ทำให้เราสามารถกลับบ้านไปแต่งเพลง และยังมีพลังเหลือเฟือที่จะทุ่มเทให้กับ HONNE ได้
ทุกวันนี้ยังมีนักเรียนบางคนทักข้อความมาหาพวกเราอยู่เรื่อยๆ เลยนะครับ อย่างเช่นว่า “สองคนนี้เขาเคยเป็นครูสอนกีตาร์กับเจ้าหน้าที่เทคนิคดนตรีในโรงเรียนเรานี่หว่า”

เคยมีลูกศิษย์มาดูคอนเสิร์ตของคุณบ้างไหม
เจมส์ : เคยครับ ช่วงแรกๆ ของวงมีนักเรียนเก่าแวะเวียนมาดูคอนเสิร์ตอยู่เหมือนกัน ตอนพวกเราลาออกจากโรงเรียนเด็กๆ เขาคงงงว่า “เกิดอะไรขึ้น ครูหายไปไหน” พอเขารู้เรื่องวง HONNE ก็เลยอยากตามมาดูว่าทำอะไรกันอยู่ ซึ่งมันสนุกดีครับ
แอนดี้ : ส่วนอัลบัมล่าสุดเนี่ย พวกเราถึงขั้นกลับไปที่โรงเรียนเก่า แล้วก็ถ่ายมิวสิกวิดีโอบางเพลงกันที่นั่นเลยล่ะครับ
ทำงานทั้งพาร์ตไทม์และ HONNE ควบคู่กัน เหตุการณ์ไหนที่บอกว่าคงทำสองอย่างพร้อมกันไม่ได้แล้ว
เจมส์ : มันมีโอกาสเข้ามาให้เราต้องเลือก ตอนนั้นเรายังทำงานสอนเด็กอยู่ แต่ก็แต่งเพลงเก็บไว้เยอะ เผอิญได้เจอผู้จัดการวงของเรา ในขณะที่เรายังทำงานประจำกันไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นผู้จัดการก็คุยกับค่ายเพลงไปด้วย
พอเริ่มมีข้อเสนอจากค่ายต่างๆ เข้ามา เราก็ยังไม่ลาออก กระทั่งเซ็นสัญญากับค่ายเพลงช่วงคริสต์มาสปี 2014 เราเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์เพลงและทำอัลบัม ถือว่าโชคดีมากที่มีหลักประกันรองรับ ทำให้รู้ว่าหลังจากนี้เราจะสามารถลุยทำเพลงแบบเต็มเวลาได้อย่างสบายใจ แต่ตอนนั้นเราก็ยังทำพาร์ตไทม์ช่วงวันหยุดกันอยู่นะ
แอนดี้ : เรายังรับงานเล่นดนตรีตามงานแต่งงานอยู่เรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการทำ HONNE จำได้ว่าตอนนั้นเราปล่อยเพลงในนาม HONNE ออกไปแล้ว อยู่ๆ มีอีเมลจากคู่รักมาขอให้เราไปเล่นเพลงของ HONNE ในงานแต่ง
พอเจอแบบนั้นปุ๊บ เรารู้เลยว่ามันถึงเวลาที่ต้องเลิกเดินสายรับงานแต่งแล้วหันมาโฟกัสกับวง แบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ แม้จะชอบเล่นในงานแต่งมากแค่ไหน แต่ใจจริงเราอยากออกเดินทางไปต่างประเทศ และทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลกมากกว่าครับ
มีใครแถวนี้กำลังจะแต่งงานไหมครับ ถ้าอยากให้พวกเราไปเล่นในงานแต่งพิมพ์มาบอกเราได้นะ

Between ‘Me & You’
หลายปีก่อน คุณบอกว่าไม่ค่อยทำเพลงในสตูดีโอด้วยกัน ทุกวันนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม
เจมส์ : เมื่อก่อนเราแยกกันทำงานบ่อยมาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะ ตอนนี้เรามีสตูดีโอทำงานด้วยกันแล้ว แต่อีกเหตุผลคือ เมื่อก่อนผมมีทีมงานคนหนึ่งช่วยอัดเสียงให้ แต่เขาย้ายไปที่อื่นแล้ว พวกเราเลยอยู่ในสตูฯ ด้วยกันบ่อยขึ้นครับ แต่บางครั้งผมก็รู้นะว่าแอนดี้เขายังชอบอัดเสียงคนเดียวอยู่ดี
ทำไมคุณชอบอัดเพลงคนเดียวเหรอแอนดี้
แอนดี้ : ผมว่ามันเป็นแนวทางที่ผมถนัด บางคนอาจจะพูดว่า แหม ถ้าคุณร้องต่อหน้าคนอื่นไม่ได้คุณก็ไม่ใช่ศิลปินที่ดีหรอก ซึ่งถ้าใครพูดแบบนั้นนะ ผมก็จะตอบกลับไปว่า เออ ก็จริงของคุณ (หัวเราะ)

ได้ยินมาว่าชอบ Radiohead กันทั้งคู่ ในแง่ดนตรี คุณเรียนรู้อะไรจาก Radiohead บ้าง
แอนดี้ : เราเป็นแฟนตัวยงของ Radiohead เลยครับ ฟังกันมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เราชอบใน Radiohead คือ พวกเขาเปลี่ยนแนวทางและซาวนด์ดนตรีของตัวเองตลอดเวลา ไม่กลัวที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ
ในฐานะนักดนตรี บางทีเราอาจจะโดนตีกรอบแล้วก็เอาแต่ทำเพลงแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะ เพราะแฟนเพลงบางกลุ่มชอบแบบนั้น แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องดีเหมือนกันที่จะทำให้ดนตรีดูสดใหม่และเติบโตไปพร้อมๆ กับตัวเราเอง
เจมส์ : หลังจากปล่อยอัลบัมแรก ถ้าเราไม่กล้าเปลี่ยนทำอะไรใหม่ๆ มันก็คงไม่มีเพลงอย่าง Day 1 หรือ Crying Over You และหลังจากนั้นก็คงไม่มีเพลงอย่าง no song without you, by my side หรือ la la la that’s how it goes แน่นอน
ตัวผมเองได้เรียนรู้อะไรที่แตกต่างไปจากเดิมเยอะมากๆ นับตั้งแต่อัลบัมแรก เอาจริงๆ มันก็แอบน่ากลัวอยู่นะครับ แต่คุณต้องกล้าเสี่ยง ลุยไปกับมัน แล้วก็สนุกกับมันให้เต็มที่
ด้วยเหตุผลนั้นจึงต้องคิดอะไรใหม่ตลอดเวลา แต่ใครก็รู้ว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดขึ้นได้ทุกวัน เวลาตีบตันคุณค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยวิธีไหนกันบ้าง
เจมส์ : เรื่องนี้ยากเหมือนกัน ผมคิดว่าเวลาที่เราติดอยู่ในหล่มแล้วคิดอะไรสร้างสรรค์ไม่ออก การทำงานร่วมกับคนใหม่ๆ ที่เราไม่เคยร่วมงานมาก่อน หรือจะเป็นคนที่เราเคยทำงานด้วยแล้วก็ได้ มันช่วยได้เยอะเลยครับ
เราจะชอบทำงานร่วมกับนักดนตรีมากๆ มีคนหนึ่งชื่อ รูเบน เจมส์ (Reuben James) เขาเป็นนักเปียโนที่มหัศจรรย์มาก เวลาผมอยู่ในห้องเดียวกับเขา ไม่มีทางเลยที่จะไม่ได้แรงบันดาลใจกลับมา เวลาเขาเล่นเปียโนทีไร ซาวนด์มันเหมือนหลุดมาจากอีกโลกหนึ่งเลยครับ นั่นคือวิธีหนึ่งของผม
แอนดี้ : แล้วผมอยากจะบอกอีกอย่างว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกก็อย่าฝืน การฝืนคือสิ่งที่แย่ที่สุดเลย ประเภทที่มานั่งจ้องหน้ากันแล้วคิดว่า “เฮ้ย วันนี้จะเขียนเรื่องอะไรดี” ถ้าเป็นแบบนั้น แค่ลุกออกไปเดินเล่นข้างนอก หรือทำอะไรก็ได้ให้หัวมันโล่งๆ หรือไม่ก็ไปอาบน้ำซะเลยครับ
เจมส์ : พยายามอย่าไปหงุดหงิดกับมันครับ ผมเคยไปสตูฯ นั่งแช่ตรงนั้นทั้งวันแบบไม่ได้อะไรเลย บ่อยครั้งก่อนกลับบ้านไม่กี่นาที ผมคิดอะไรเจ๋งๆ ขึ้นมาได้ซะงั้น “เอ้า ดีเฉย แต่ต้องกลับบ้านแล้วว่ะ” ระหว่างกลับบ้านผมตื่นเต้นมากที่จะได้ตื่นมาทำงานกับไอเดียนั้นในวันรุ่งขึ้น
แอนดี้ : ผมยังแอบคิดเลยว่า หรือผมควรจะโผล่มาสตูฯ แค่ชั่วโมงเดียวก่อนถึงเวลากลับบ้านดีไหม มันจะได้บังคับให้คิดอะไรดีๆ ออก
แล้วถ้าอารมณ์ไม่ดีแบบสุดๆ จนเขียนเพลงไม่ออกเลย คุณทำยังไง
เจมส์ : ทุกครั้งที่เข้าสตูดีโอ ผมต้องอยู่ในสภาวะจิตใจที่ดีพอประมาณเลยถึงจะทำเพลงได้ ถ้ากำลังรู้สึกโกรธหรือขุ่นเคืองใจ แปลว่ามันมีอะไรยากลำบากบางอย่างเกิดขึ้นในชีวิต
อย่างเช่นว่าผมกำลังต่อเติมบ้านแล้วมีคนงานกำลังทุบห้องครัวอยู่ ผมก็จะเครียดกับตรงนั้น หรือเวลากังวลว่ามีใครป่วยแล้วเราเป็นห่วงเขามากๆ อะไรแบบนี้ ซึ่งผมมองว่าเรื่องพวกนี้ทำให้เราดึงสมาธิกลับมาได้ยาก อาจจะยังทำเพลงออกมาได้นะครับ ถ้าจัดการกับสมาธิของตัวเองได้ ดังนั้นผมจะเคลียร์ให้หัวสมองโล่งและพร้อมที่จะโฟกัสกับการทำดนตรีจริงๆ

เคยให้สัมภาษณ์ว่าหลายเพลงมีที่มาจากเรื่องของเพื่อนหรือคนใกล้ตัว พอโตขึ้นคุณระวังเรื่องพวกนี้มากขึ้นไหม
แอนดี้ : เพลงแรกๆ ของ HONNE ไม่ได้เขียนจากแค่ประสบการณ์ของพวกเราอย่างเดียว แต่เขียนจากสิ่งที่คนรอบตัวเรากำลังเผชิญอยู่ด้วย อย่างเช่นเรื่องของเพื่อน ซึ่งมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกตอนที่เรายังไม่ได้ดังมาก
แต่พอบางเพลงมันฮิตและติดตลาดขึ้นมา ผมก็…ไม่รู้สิ ถ้าตอนนี้ผมยังทำแบบนั้นอยู่อีก ผมไม่แน่ใจเลยว่าเพื่อนๆ จะรู้สึกอึดอัดหรือเปล่า ถ้าจู่ๆ พวกเขารู้ว่าผมเอาเรื่องส่วนตัวของพวกเขาไปแต่งเพลง
แทนที่จะเขียนเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่เพื่อนกำลังเจอ ตอนนี้เพลงของ HONNE กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเราเองมากขึ้น เว้นแต่ว่าผมจะมองเห็นวิธีเขียนถึงเรื่องของคนอื่น โดยถ่ายทอดออกมาให้มันคลุมเครือมากๆ จนแทบจับไม่ได้
เจมส์ : ใช่ๆ ไม่ตรงไปตรงมาเกินไป
แอนดี้ : เพื่อไม่ให้คนคนนั้นรู้สึกไม่ดีน่ะครับ คือแน่อยู่แล้วว่าผมไม่เคยมีความตั้งใจที่จะทำให้ใครต้องรู้สึกขุ่นเคืองหรือเสียใจเลย เพราะเป้าหมายของดนตรีและเนื้อเพลงของพวกเรา คือการช่วยผู้คน และช่วยฉุดพวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้
ถ้ามีใครสักคนได้ฟังเพลงของพวกเรา พวกเขาควรรู้สึกแค่ว่า เออ มันดีจังเลยเนอะ เราเข้าถึงและอินกับความหมายของมันได้จริงๆ มากกว่าที่จะมารู้สึกว่าเพลงนี้มันเขียนถึงฉันนี่ กล้าดียังไงมาทำแบบนี้ (หัวเราะ)
คุณทำเพลงด้วยกันมา 10 ปี มีช่วงที่ความคิดความเห็นไม่ตรงกันบ้างไหม
แอนดี้ : จริงๆ ผมกับเจมส์รู้จักกันมา 20 ปีแล้วครับ ก่อนจะเริ่มทำ HONNE เราเป็นเพื่อนกันมานานมากๆ พวกเราใช้จุดนั้นเป็นเหมือนรากฐานที่แข็งแกร่งที่ทำให้พวกเรายังอยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้
แต่นั่นแหละครับ คุณก็รู้ มันไม่ได้แปลว่าเราจะเห็นพ้องต้องกันไปหมดทุกเรื่องตลอดเวลา มีช่วงที่เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ผมคิดว่าเราทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล เลยค่อยๆ ปรับและแก้ปัญหากันไป แต่ไม่เคยถึงขั้นลงไม้ลงมือต่อยกันนะครับ (หัวเราะ)
ถ้าเมื่อไหร่ความเห็นไม่ตรงกัน เราจะแยกย้ายกันไปนั่งคิดทบทวน แล้วสิ่งที่มักจะเกิดบ่อยๆ คือตอนแรกเราคิดไปคนละทาง พอไปทบทวนแล้วกลับมาคุยกันอีกที กลายเป็นว่าต่างคนสลับไปเหมือนความคิดของอีกฝ่ายซะงั้น หรือบางทีเราก็มาเจอกันคนละครึ่งทาง ประนีประนอมกัน จริงๆ พอเวลาผ่านไปสัก 1 ปี เรื่องพวกนี้มันก็ค่อยง่ายขึ้นครับ
เป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น
เจมส์: ก็หวังว่านะครับ (หัวเราะ)

‘HONNE — 10’ is True Feeling
HONNE โด่งดัง มีแฟนเพลงจากทั่วโลก ตอนนี้คุณมองความสำเร็จเปลี่ยนไปจากวันแรกๆ ไหม
แอนดี้ : เปลี่ยนเยอะ ผมว่าความสำเร็จเป็นกับดักที่คนส่วนใหญ่มักจะตกลงไป คือเราอยากจะวิ่งตามเป้าหมายไปเรื่อยๆ อยากเติบโตและประสบความสำเร็จ พวกเราเองก็เคยติดกับดักนั้น ติดอยู่ในนั้นนานด้วยครับ
แล้วบ่อยครั้ง… ซึ่งจริงๆ มันเป็นนิสัยที่ไม่ดีนะครับ ผมเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น คือชอบมองดูคนอื่นแล้วคิดว่า โห เขาทำอันนั้นได้แล้ว ทำไมเราถึงยังทำแบบนั้นไม่ได้บ้างนะ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมาเลย
เพิ่งคุยกันเองไปว่าถ้าอาชีพศิลปินต้องจบลงในวันพรุ่งนี้ พวกเราคงรู้สึกโชคดีและซาบซึ้งใจแล้วกับความสำเร็จทั้งหมดที่ได้รับมา เมื่อไหร่ที่ย้อนกลับไปมอง เราจะไม่เสียดายหรือเสียใจเลย
ผมว่าความสำเร็จควรถูกตัดสินด้วยความสุขมากกว่าสิ่งของ หรือสิ่งที่เคยทำสำเร็จมา ผมคิดว่านั่นคือหัวใจสำคัญเลย ถ้ามีความสุข คุณก็ประสบความสำเร็จแล้วล่ะครับ นั่นคือวิธีคิดที่ผมอยากจะเริ่มมองโลกต่อจากนี้
ถ้าย้อนมอง 10 ปีที่ผ่านมา ช่วงไหนที่คุณคิดว่าเป็นจุดสูงสุดของอาชีพศิลปินแล้ว
เจมส์ : ได้เดินทางไปรอบโลกนี่แหละคือจุดสูงสุดของพวกเราแล้วครับ ก่อนมาทำวงเราก็ชอบเดินทางกันมากๆ อยู่แล้ว คิดดูสิ ได้ไปเที่ยวและเล่นดนตรีให้คนฟัง ชีวิตในฝันเลย พวกเราชอบมากๆ ไม่เคยเบื่อเลย ชอบการได้ไปประเทศใหม่ๆ เมืองใหม่ๆ
แอนดี้: พอไปบ่อยเราก็จะรู้จักเมืองนั้นมากขึ้น เดี๋ยวไปถึงกรุงเทพฯ ผมก็จะคิดแล้วว่าจะไปเดินแถวย่านไหน ไปบาร์ไหน คือพวกเรารู้สึกคุ้นเคยกับเมืองต่างๆ มากขึ้นแล้วน่ะครับ ยิ่งเราคุ้นเคยกับสถานที่ต่างๆ มากเท่าไหร่ การได้กลับไปเยือนที่นั่นอีกครั้งมันก็ยิ่งน่าตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ


ทีนี้มาว่ากันถึงอัลบัมใหม่ฉลองครบรอบ 10 ปี ซึ่งคุณเลือกหยิบเพลงเก่ามาทำใหม่ คำถามคือเลือกจากอะไร
แอนดี้ : มีอยู่ 2 เหตุผลนะครับ เราเลือกเพลงที่แฟนๆ ชอบตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ถ้าพูดแบบเอาแต่ใจนิดๆ เพลงที่เลือกมาก็เป็นเพลงที่มีความหมายกับพวกเรามากๆ เหมือนกัน ผมว่าโดยรวมแล้ว พวกเรากับแฟนเพลงค่อนข้างมีความชอบเหมือนกัน เรารู้สึกแบบเดียวกัน
จริงๆ มันครบรอบ 10 ปี นับตั้งแต่พวกเราปล่อยอัลบัม Warm on a Cold Night แต่ครั้งนี้พวกเราตั้งใจเฉลิมฉลองให้กับเพลงในอัลบัมอื่นๆ ด้วย ซึ่งก็คือเพลงในอัลบัม Love Me / Love Me Not พวกเราคัดมาอัลบัมละ 6 เพลง รวมเป็น 12 เพลง
พอต้องกลับไป rearrange เพลงเก่าๆ มันมีความรู้สึกแบบไหนแวบเข้ามาบ้าง
เจมส์ : พอลองกลับไปดูการทำเพลงช่วงยุคแรก โอ๊ะ เสียงอันนั้นแอบดึงความสนใจไปนิดนึงนะเนี่ย (หัวเราะ) องค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้นทำให้รู้สึกว่าเพลงพวกนี้พิเศษจริงๆ และแอบตื้นตันใจเหมือนกันที่พวกมันพาเรามาได้ไกลขนาดนี้
มันชวนให้คิดถึงวันเก่าๆ มากเลย ผมนึกถึงตอนที่ไปเล่นเพลงพวกนี้ตามสถานที่ต่างๆ นึกถึงโชว์แต่ละครั้ง นึกถึงช่วงเวลาที่เราทยอยปล่อยเพลงออกมา แล้วก็ความรู้สึกในตอนนั้น มันเป็นอะไรที่วิเศษมากๆ แม้จะเป็นงานเก่า แต่เหมือนมันช่วยจุดประกายไฟในตัวพวกเราให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเลยครับ
สมมติตอนทำอัลบัม แต่คิดอะไรไม่ออกแล้ว คุณจะปล่อยๆ ออกมา หรือคราฟต์คุณภาพเพลงให้ดีก่อนถึงปล่อย
แอนดี้ : คุณภาพต้องมาก่อนเสมอ เพลงมันต้องใช่ ปล่อยเพลงออกมามากมาย แต่ถ้าเพลงเหล่านั้นมันไม่ดีจริง มันก็ไม่ช่วยอะไรเลย ฉะนั้นต้องให้เวลา ไม่รีบร้อน เช็กให้แน่ใจว่าคุณภาพเพลงนั้นดีจริงๆ แต่ถ้าไม่มีเวลานานขนาดนั้น ก็ต้องมั่นใจว่าเพลงนั้นมันออกมาจากความรู้สึกที่ดี ออกมาจากใจจริงๆ เป็นสิ่งที่เราแคร์และภูมิใจกับมันจริงๆ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
เจมส์ : แต่งไปเรื่อยๆ หลายๆ เพลง จนกว่าจะรู้สึกว่า นี่แหละคือเพลงที่ดีที่สุดของคุณ แล้วหลังจากนั้นก็ทำเพลงที่ดีกว่านั้นออกมาอีก กระบวนการมันเป็นแบบนั้น บางวงแต่งเพลงเก็บไว้เป็น 100 เพลงสำหรับอัลบัมเดียวด้วยซ้ำ เราไม่ขยันขนาดนั้นนะ แต่ทำไว้ 20 – 30 เพลง เพื่อคัดให้เหลือ 10 เพลงที่ดีที่สุด
แอนดี้ : แต่บางทีเพลงที่ไม่ค่อยได้ตั้งใจทำมาก กระแสตอบรับอาจดีกว่าเพลงที่คุณใช้เวลาทำเป็นเดือนๆ ซะอีก เพลงที่เนี้ยบในเชิงเทคนิคไม่ได้แปลว่าจะดีกว่าเสมอไปนะครับ จุดเด่นก็สำคัญเหมือนกัน
หนึ่งในเพลงที่เด่นมากคือ Location Unknown เวอร์ชันนี้เปลี่ยนไปจากเวอร์ชันเดิมแค่ไหน
เจมส์ : ผมว่าเวอร์ชันครบรอบ 10 ปี มันกินใจและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมอีก Location Unknown เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของผมจากอัลบัม Love Me / Love Me Not ยิ่งเวลาผ่านไปหลายปี เพลงนี้ยิ่งมีความหมายกับพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ ฟังเมื่อไหร่ก็ยังโดนทุกครั้ง เพราะทุกครั้งที่เราต้องออกเดินทางทัวร์คอนเสิร์ต เราต้องทิ้งคนที่เรารักไว้ที่บ้าน เพลงนี้เลยเด่นชัดอยู่ในความคิดและความรู้สึกของเราเสมอ
แอนดี้ : ผมว่าบรรยากาศและความรู้สึกของเพลงจะมีความฟังกี้นิดๆ แต่ก็ยังมีความล่องลอย เคลิบเคลิ้มเหมือนอยู่ในความฝันอยู่ครับ เพลงนี้อัดด้วยกีตาร์แบบ Rubber Bridge มันคือกีตาร์โปร่งชนิดหนึ่งที่มียางรองอยู่ใต้สาย ทำให้เสียงที่ออกมามันจะมีความทึบหน่อยๆ แต่มันเพราะและน่ารักมากเลย มันเป็นหนึ่งในประเภทกีตาร์โปร่งที่ผมชอบที่สุดเลย
เจมส์ : เวอร์ชันแรกที่เราร้องกับ BEKA ทำให้เพลงยิ่งถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ลึกซึ้งขึ้นไปอีก พอได้มาทำเวอร์ชันครบรอบ 10 ปีร่วมกับ NIKI เหมือนทุกอย่างมันมาบรรจบกันพอดี พวกเรารู้จักกับ NIKI มาหลายปีแล้ว เธอยังบอกอีกว่าเธอเคยเปิดฟังเพลงนี้ตอนช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วย พวกเรารักเพลงนี้ในเวอร์ชันใหม่สุดๆ ภูมิใจกับมันมาก แล้วเสียงของ NIKI ก็เพราะและสวยงามจริงๆ ครับ

Here, There and ‘Location Unknown’
เพลงของ HONNE เป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย คุณรู้สึกยังไงบ้าง
แอนดี้ : มันยอดเยี่ยมมากเลยครับที่ได้รู้ว่าเพลงของพวกเราเป็นที่รู้จักในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและประเทศไทย มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ นะที่รู้ว่าเราจะได้เดินทางไปแสดงดนตรีที่นั่น
และรู้ว่ามีได้รับแรงบันดาลใจจากมัน หรืออินไปกับมัน ตอนแรกเราไม่ได้ตั้งเป้าไว้เลยว่า เฮ้ย เรามาเจาะตลาดเอเชียกันเถอะ พวกเราแค่ทำเพลงออกมาเฉยๆ แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็พาเราได้เดินทางไปรอบโลกแบบนี้
เจมส์ : มันคือหนึ่งในความสุขที่สุดในชีวิตของเราเลยครับ การที่ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มากมายขนาดนี้ นี่คือพลังของเสียงดนตรีจริงๆ มันเป็นสิ่งที่มีพลังและมหัศจรรย์มาก เรารักมันมากๆ
ระหว่างเล่นคอนเสิร์ตในอังกฤษกับที่ต่างประเทศ แต่ละที่บรรยากาศให้อารมณ์แตกต่างกันยังไง
เจมส์ : ผมว่าการเล่นคอนเสิร์ตในแต่ละประเทศให้ความรู้สึกไม่ซ้ำกันเลย คือแฟนเพลงแต่ละพื้นที่จะมีรีแอกชันไม่เหมือนกันเลยครับ อย่างคนดูในลอนดอนบางทีก็ชอบคุยกันจอแจหน่อย แต่ไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดนะ
ในขณะที่บางเมืองก็นิ่งเงียบแล้วตั้งใจฟังกันแบบจริงจังมาก หรือบางที่ก็คึกคักสุดเหวี่ยง ตะโกนโห่ร้องเสียงดัง ฟีลแบบ แอนดี้ ฉันรักคุณ หรือไม่ก็ช่วยกันร้องเพลงตามดังลั่นฮอลล์เลย มันหลากหลายมากๆ ครับขึ้นอยู่กับว่าเราไปเล่นที่ไหน

คุณก็เคยมาเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยแล้ว ถามได้ไหมว่าคิดถึงอะไรที่นี่
แอนดี้ : แน่นอนว่าแฟนเพลงของเรา ทุกครั้งที่มาที่นี่ทุกคนสุดยอดมาก ทั้งช่วยกันร้องเพลง สนุกไปด้วยกันเสมอเวลาที่เราได้เจอกัน แต่พูดตามตรงว่าอาหารที่ไทยก็แซ่บมากครับ
เจมส์ : เมนูไหนบ้าง
แอนดี้ : จะเริ่มจากเมนูไหนก่อนดี ต้มยำกุ้ง แกงทั้งหลาย คือเหมือนกับว่าทุกๆ ครั้งที่พวกเราได้กลับมาเมืองไทย พวกเราเหมือนได้ปลดล็อกอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอเลยครับ อย่างครั้งล่าสุด เราไปเจอถนนเส้นหนึ่งเข้าชื่อ ถนนทรงวาด มันเท่มากเลยครับ ย่านนั้นออกแนวบูกาแรงค์-ชิกๆ มีสไตล์ แล้วก็มีอะไรเท่ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมดเลยครับตรงนั้น
เจมส์ : แล้วก็มีร้านกาแฟดีๆ ด้วยครับ น่าจะชื่อ Terroir (Terroir.BKK)
ถนนบางเส้นเท่จริง แต่บางเส้นนี่รถติดสุดๆ คุณช่วยแนะนำเพลงหรืออัลบัมของ HONNE ที่เปิดฟังแล้วผ่อนคลายหน่อยได้ไหม
แอนดี้ : ผมเข้าใจว่าการเดินทางมันเครียด รถติดก็น่าหงุดหงิด เพราะงั้นคุณต้องฟัง HONNE — 10 อัลบัมใหม่ของพวกเราครับ (หัวเราะ) อัลบัมนี้ประกอบไปด้วย 6 เพลงจาก Warm on a Cold Night และอีก 6 เพลงจาก Love Me / Love Me Not เราเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบอะคูสติกส์ แต่จะเรียกว่าอะคูสติกต์ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันออกแนวอะคูสติกส์ผสมอิเล็กทรอนิกส์ ฟีลชิลๆ แนว Lo-Fi ทำนองนั้นมากกว่าครับ
เจมส์ : เพราะงั้น มันจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีตลอดการเดินทางแน่นอน
ถ้าได้คอลแลบกับศิลปินไทยสักคน คนคนนั้นคือ
เจมส์ : มีคนหนึ่งที่นึกถึงขึ้นมาในหัวแบบชัดเจนเลย เขาชื่อ ภูมิ วิภูริศ ครับ แปลกดีเหมือนกันที่เขาเคยเป็นไกด์นำเที่ยวให้พวกเรา ตอนที่ที่มากรุงเทพฯ ครั้งแรก ซึ่งเขาเป็นไกด์ที่ยอดเยี่ยมมากเลยนะ
แอนดี้ : เราเพิ่งมารู้ว่าใครก็รู้จักเขากันทั้งนั้น เขาสุดยอดมากๆ
เจมส์ : ใช่ๆ เพิ่งมารู้ทีหลังว่าจริงๆ แล้วเขาก็เป็นศิลปินเหมือนกัน เราบังเอิญได้จอย Open Mic กัน พวกเราเล่น 1 เพลง เขาก็เล่นของเขา มันเพราะมากๆ แบบ เฮ้ย เสียงและพรสวรรค์แบบนั้นมันมาจากไหนกัน แต่เรายังไม่เคยทำเพลงด้วยกันเลยครับ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคุยกับเขาอยู่เรื่อยๆ น่าเสียดายที่ยังไม่มีโอกาสได้นั่งทำเพลงด้วยกันจริงๆ จังๆ สักที เพราะงั้นอาจจะมีก็ได้ใครจะรู้

ในเมืองไทยมีคนที่อยากเป็นศิลปิน นักร้อง และนักดนตรีกันเยอะมากๆ มีอะไรอยากบอกหรือแนะนำพวกเขาบ้างไหม
แอนดี้ : ลุยเลยครับ บางทีคนเราก็ชอบคิดเยอะเกินไป สุดท้ายเลยไม่ได้ลงมือทำสักที คือถ้าอยากจะทำมันจริงๆ คุณก็ต้องลงมือทำมันเลยครับ คำแนะนำนี้ฟังดูแย่ชะมัดเลยเนอะ แต่ก็นั่นแหละ ลุยเลย
เจมส์ : เอาตัวเองออกจากความคิดฟุ้งซ่านแล้วลุยเลยครับ ลองทำมันดูสักตั้ง ทำในสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตไปเลย เพราะก่อนหน้านี้พวกเราก็เคยทำโปรเจกต์อื่นๆ มาก่อน แต่ก็หันมาโฟกัสกับการค้นหาดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
อย่างในอัลบัมแรก เครื่องดนตรีหลักๆ เลยก็คือ ซินธิไซเซอร์รุ่น Prophet, กลองชุด 808 เสียงร้องของแอนดี้ที่ใส่เอฟเฟกต์ Slapback ทุกครั้ง แล้วก็เสียงเบส ไม่ว่าจะเป็นซินธ์เบสหรือเบสไฟฟ้า เราแต่งทุกเพลงด้วยองค์ประกอบแค่นั้นเลยครับ แม้กระทั่งตอนที่เอาเพลงคนอื่นมาคัฟเวอร์ เราก็ยังใช้ซาวนด์เซตนี้เลย
สิ่งเหล่านี้แหละที่ช่วยให้เข้าใจจริงๆ ว่าเราคือใคร อยากสื่อสารอะไร และซาวนด์ของวงเป็นแบบไหน ผมคิดว่ามันช่วยให้คนฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วยว่าเราอยากจะเป็นอะไร นี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องโฟกัสมากๆ ครับ ลองหาจุดเด่นของตัวเอง หาจุดที่ทำให้เราแตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ
สุดท้ายมีอะไรอยากฝากถึงแฟนเพลงชาวไทยไหม
เจมส์ : สำหรับแฟนๆ ชาวไทยนะครับ ขอบ-คูน-คราบ (สำเนียงฝรั่งพูดไทย) ผมออกเสียงถูกใช่ไหมครับ (หัวเราะ) เรารับรู้และรู้สึกได้ถึงความรักของพวกคุณมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จริงๆ ทุกครั้งที่ได้กลับมาที่นี่มันพิเศษมากๆ แล้วก็ใช่ครับ พวกคุณคือแฟนเพลงกลุ่มแรกๆ ที่ติดตาม HONNE มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นเลย ขอบคุณพวกคุณมากจริงๆ ตื่นเต้นที่จะได้เจอกับทุกคนเร็วๆ นี้ แล้วเจอกันในคอนเสิร์ตสุดพิเศษในโรงละครสุดสวยงามนะครับ



