x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

‘ไม่ได้เริ่มจากผี แต่คิดเริ่มจากคน’ คุยกับเจ้าพ่อหนังผี จิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ว่าด้วยผลงานล่าสุด เพื่อน..ที่ระลึก

สารภาพตรงนี้ว่าเราเป็นคนไม่ดูหนังผี

เพราะว่ากลัวผี-เหตุผลง่ายๆ แค่นี้เอง

แต่เรากลับอยากดูหนังผีขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อได้ชมเทรลเลอร์ เพื่อน..ที่ระลึก ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ จิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ นักเขียนบทและผู้กำกับที่เคยฝากฝีมือไว้ในภาพยนตร์เรื่อง โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต, ลัดดาแลนด์ และ ฝากไว้..ในกายเธอ เหตุผลเพราะตัวอย่างภาพยนตร์สั้นๆ ที่ตัดมานั้นผิดจากความน่าจะเป็นของหนังผีที่เราเคยคุ้นไปโดยสิ้นเชิง

ผิดคาดข้อที่หนึ่ง-เราไม่เห็นวี่แววของสัมภเวสีสุดหลอนแบบที่หนังผีเรื่องอื่นๆ มักชูเป็นจุดขาย

ผิดคาดข้อที่สอง-หนังดูจะให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ระหว่างสองเพื่อนสนิท ความสัมพันธ์ที่คำสัญญาเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด รวมทั้งตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา

และผิดคาดข้อที่สาม-หนังแตะไปถึงเรื่องวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ประเด็นที่เราไม่เคยคิดว่าจะบอกเล่าผ่านหนังผีได้ ทั้งยังถ่ายทำบน ‘ตึกร้างสาทร’ หรือที่ฝรั่งมังค่าขนานนามว่า ‘The Ghost Tower’ อาคารที่เป็นดั่งของที่ระลึกจากการล่มสลายทางเศรษฐกิจไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

เย็นย่ำวันหนึ่ง เราเดินทางไปพูดคุยกับจิม ณ สตูดิโอที่เขากำลังเก็บรายละเอียดงานในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหนังเข้าฉายในวันที่ 7 กันยายนที่จะถึงนี้

พระอาทิตย์กำลังตกดิน บรรยากาศกำลังได้ที่ เราจึงชักชวนเขาวางมือจากงานชั่วครู่ แล้วมาตั้งวงเล่าเรื่องผีเรื่องใหม่ของเขาให้เราและคุณฟัง

เขยิบเข้ามานั่งใกล้ๆ และสังเกตเพื่อนที่นั่งข้างๆ ให้ดี เผื่อใครหายไป

หรือมีใครเพิ่มขึ้นมา

ไอเดียตั้งต้นของ เพื่อน…ที่ระลึก มาจากไหน

เริ่มจากพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) เอาเว็บไซต์หนึ่งของฝรั่งมาให้ดู มีรูปถ่ายด้านในของตึกสาธร ยูนีค ซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมเคยเห็นแต่ข้างนอกตอนเดินผ่าน พอได้เห็นข้างในเลยรู้สึกว่าน่าสนใจ เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันๆ หน่อย แล้วห้องก็ใหญ่ไม่เหมือนตึกสมัยนี้ มีระเบียงกว้างๆ ที่มีทุ่งหญ้าเหลืองอร่ามขึ้น ก็เลยชอบตึกนี้ที่ความสวยของมันโดยไม่ได้คิดถึงความน่ากลัวเลย แต่ก็เป็นเพราะตอนแรกผมดูแค่รูป ไม่ได้ไปเสิร์ชดูว่ามันมีอะไรอยู่ มันเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง (หัวเราะ)

จากรูปถ่ายชุดนั้นพัฒนามาเป็นพล็อตของหนังได้อย่างไร

ตอนนั้นพี่เก้งมาพร้อมกับโครงเรื่องที่พี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) เสนอมา คือเรื่องเล่าในอินเทอร์เน็ตที่มีคนสองคนฆ่าตัวตายด้วยกัน ผมเคยอ่านมานานมากแล้ว เพราะตอนที่โพสต์มาใหม่ๆ ผู้กำกับทุกคนอ่านแล้วชอบ เลยให้ออฟฟิศซื้อเรื่องไว้ เพียงแต่ยังคิดไม่ออก ยังไม่เคยสนใจจริงจังว่าจะทำเรื่องเกี่ยวกับอะไร เพราะลำพังเรื่องมันเองไม่สามารถทำเป็นหนังได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องมีอะไรอย่างอื่นด้วย พอพี่เก้งเอามาบวกกับเรื่องตึกซึ่งเกี่ยวกับวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งตอนปี 2540 เลยรู้สึกว่าสนใจ

ส่วนตัวผมสนใจประเด็นที่คนสองคนคิดจะฆ่าตัวตายด้วยกัน แต่คนหนึ่งเห็นเพื่อนตายไปก่อน แล้วเปลี่ยนใจ ผมว่าความรู้สึกของคนที่ไม่ตาย มันทั้งรู้สึกผิด ทั้งกลัว คือต่อให้ไม่มีผีเราก็กลัวนะ (หัวเราะ) มันกลัวในแง่ที่ว่าเราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร เราหักหลังเขา เราปล่อยให้เขาตายไป พอเอาความรู้สึกนี้มาประกอบกับตึกและเรื่องปี 40 มันเข้ากันมาก เพราะสมัยนั้นมีคนฆ่าตัวตายเยอะ แต่ส่วนมากเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่คนในครอบครัว

แล้วทำไมถึงเล่าเรื่องคนในครอบครัวล่ะ อย่างตัวละครอิ๊บกับบุ๋มที่เป็นลูกสาวของนักธุรกิจ

ผมเชื่อว่าหัวหน้าครอบครัวไม่ใช่คนเดียวที่เครียดเมื่อเจอกับปัญหาการล้มของเศรษฐกิจ หรือการล้มละลายของครอบครัว แต่คนในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบก็เครียดเหมือนกันอย่างครอบครัวผมเมื่อก่อน พอมีเหตุการณ์นั้นขึ้นมา คุณพ่อที่เป็นพนักงานบริษัทก็เริ่มเครียดว่าจะโดนให้ออกไหม เพราะเห็นแผนกนั้นโดนยุบ เห็นบริษัทลูกอันนั้นโดนปิด ผมเป็นคนในบ้าน เห็นคุณพ่อเครียดก็เครียดตามเหมือนกัน

ปกติแล้วเจ้าของตึกสาธรยูนีคไม่อนุญาตให้ใครขึ้นไปบนตึก แล้วเจรจายังไงจนได้ขึ้นไปถ่ายทำบนตึกจริงๆ ทั้งยังใช้ตึกเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องด้วย

ตอนเริ่มเขียนบทเรายังไม่ขออนุญาตด้วยซ้ำ เพราะทุกคนคิดว่าคงไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปถ่ายหรอกต้องบอกว่าปัญหาอย่างหนึ่งของการทำหนังผีคือการหาโลเคชั่น มันไม่ค่อยมีใครที่จะบอกว่า มาถ่ายที่นี่สิ เพราะพอบอกว่าเป็นหนังผีปุ๊ป ทุกคนจะปฏิเสธหมดเลย อย่างหมู่บ้านที่ถ่ายลัดดาแลนด์ พอเขารู้ว่าเป็นหนังผีก็มีปัญหาเหมือนกันนะ เพราะเขาไม่อยากให้คนรู้สึกว่าที่ของเขาเป็นที่ที่มีผี

ตึกสาธรยูนีคเป็นตึกร้างก็จริง แต่ก็มีเจ้าของ แล้วเจ้าของที่ไหนจะยอมให้เราพูดว่านี่คือตึกผี (หัวเราะ) ถ้าเป็นตึกเรา เราก็ไม่อยากให้ใครทำให้ตึกมีภาพลักษณ์แบบนี้ ต่อให้ไม่บอกว่ามันมีผีสิง แต่บอกว่าเคยมีคนตาย คนก็กลัวแล้ว แต่ทีนี้เราชอบตึกนี้ไปแล้ว เราก็เลยอยากเขียนบทจากตึกนี้จริงๆ พยายามไปดูของจริง แต่ไม่ได้เข้าไปข้างในนะ แค่ดูบรรยากาศรอบๆ ว่าตอนกลางวันเป็นอย่างไร ตอนกลางคืนเป็นอย่างไร แล้วก็พยายามเสิร์ชหารูปหรือคลิปของคนอื่นๆ ที่เคยขึ้นไปถ่ายไว้ พูดง่ายๆ คือตอนเขียนบทเรื่องนี้ ผมเขียนตามโครงสร้างจริงในตึกเลย ตัวละครขึ้นบันไดตรงนี้ ไปเจอห้องนี้

ด้วยความอยากได้ พอบทเสร็จผมเลยบอกพี่เก้งว่าเราขออนุญาตเจ้าของก่อนดีไหม ได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน พอเขาเห็นว่าเป็น GDH ทำ เป็นผมทำ ก็เลยอนุญาตให้เข้าไปคุย เราเล่าเรื่องคร่าวๆ บอกเขาว่ามันเริ่มจากปี 40 นะ เหตุการณ์เป็นแบบนี้ๆ บอกไปตั้งแต่ต้นเลยว่ามีการฆ่าตัวตายด้วยนะ พอเจ้าของฟังแล้วเขาก็สนใจ เพราะเขารู้สึกอยู่แล้วว่าตึกนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 40 อยากให้ทุกคนในวันนี้มองตึกนี้แล้วนึกถึงเหตุการณ์นั้นที่เราเคยเจอ ไม่ลืมมันแม้จะผ่านไปนานๆ เขาเลยเห็นด้วยที่จะให้เราบอกว่า ตึกสาธรยูนีคเป็นของที่ระลึกหรือเป็นอนุสาวรีย์ของยุคนั้น

ตัวหนังตั้งใจเน้นประเด็นวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มากน้อยแค่ไหน

เหตุการณ์นั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเรื่อง แต่ตัวหนังจริงๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือปี 2560 ของบุ๋ม (รับบทโดย บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผีหรืออะไรก็แล้วแต่ มันคือผลพวงจากปี 40 ทั้งนั้น หนังเรากำลังเล่าเรื่องผลกระทบของมันมากกว่าพูดเรื่องเศรษฐกิจหรือดราม่าโดยตรง

แล้วให้น้ำหนักกับประเด็นตึกผีสิงหรือความสัมพันธ์ของคนมากกว่ากัน

ผมไม่ได้พยายามทำเรื่องตึกผีสิงนะ แต่กำลังเล่าเรื่องเพื่อนสองคนที่เจอปัญหาจนรู้สึกไม่อยากอยู่แล้ว ซึ่งมันคือความรู้สึกเดียวกับหลายคนในปี 40 ที่รู้สึกว่าการฆ่าตัวตายคือการหนีปัญหาที่ดีที่สุดผมพยายามพูดถึงสิ่งที่ตามมามากกว่า ถ้าพูดในเชิงผีมันคือคำสัญญากับเพื่อนว่าเราจะตายด้วยกัน แล้วเราผิดสัญญา ซึ่งมันมีผลที่ตามมาจากการตัดสินใจของเรา แต่ถ้ามองในภาพใหญ่กว่านั้น อาจรวมไปถึงเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวันนั้น เราแก้ปัญหาแบบนี้ แล้วพอมันผิดพลาด ก็มีผลที่ตามมา

ก่อนหน้านี้เคยพูดกันว่าคนไทยมีหนี้ต่อหัวคนละเท่าไหร่ ทั้งประเทศมีหนี้รวมกันเท่านี้ คนไทย 70 ล้านคนก็เฉลี่ยกันไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น เราไม่ต้องควักกระเป๋าจ่าย แต่มันมีอยู่จริง ตอนนี้ประเทศเรารับภาระจากการแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อก่อนเยอะมาก อย่างล่าสุดที่มิวเซียมสยามจัดนิทรรศการเกี่ยวกับครบรอบ 20 ปีต้มยำกุ้ง ใครไปดูจะได้รู้ว่า ทุกวันนี้เราเหมือนจะโอเค เหมือนจะผ่านมาได้แล้ว แต่จริงๆ เรายังผ่านมาไม่ได้ เรายังมีหนี้เหลือเท่าไหร่ เรายังพัฒนาช้ากว่าประเทศในละแวกเดียวกัน เพราะเราเคยมีชนักติดหลังตรงนั้นเป็นผลที่ตามมา

เหมือนคุณกำลังบอกว่าหนี้ที่มองไม่เห็นก็คือผีอย่างหนึ่ง

ไม่อยากพูดขนาดนั้นโดยตรง แต่แค่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้หรือเป็นผี มันก็คือผลจากการกระทำที่ผิดพลาดในอดีตของเรา

นี่เป็นเหตุผลที่ในเทรลเลอร์ไม่มีผีปรากฏตัวเลยใช่ไหม

อาจจะมีส่วน (หัวเราะ) ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าพอเราทำหนังผีเยอะๆ เราจะเริ่มคุยกับโปรดิวเซอร์และทีมเขียนบทว่า จะทำยังไงให้มันใหม่กว่าเดิม อาจไม่ใช่สิ่งใหม่กับโลกภาพยนตร์แต่อย่างน้อยต้องไม่ซ้ำทางเดิมของเรา
อย่างเรื่องก่อนๆ ผมทำหนังผีแบบที่ผีโหดๆ โผล่มาชัดๆ แต่เรื่องนี้ ผมกลับรู้สึกว่า เวลาที่เรากลัวผีในหนังมากที่สุดคือช่วงเวลาที่รู้สึกว่ามีผี แต่มันยังไม่ออกมา ช่วงเวลาลุ้นๆ แบบนี้เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดของการดูหนังผีแล้ว กับเรื่องนี้ผมเลยอยากเปลี่ยนไดเรกชันผีใหม่ ไม่เน้นว่าต้องเอาตัวผีมาหลอกตรงๆ แต่พยายามขยายความรู้สึกว่ามีผีแต่ยังไม่เห็นผีให้ชัดเจนขึ้น คืออาจไม่เห็น แต่เรารู้สึกได้ว่ามันมีอยู่จริง

นอกจากไดเรกชันของผีแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกบ้างในการกำกับหนังผีเรื่องที่สี่

น่าจะเป็นการเปลี่ยนมุมมองในการสร้างเรื่อง อย่างโปรแกรมหน้าฯ ผมมีผีเป็นจุดตั้งต้น คิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนกลัวที่สุดเวลาดูหนังผี คนกลัวว่าผีที่ดูในหนังจะออกมาหลอกเราจริงๆ ผมก็เลยสร้างเรื่องจากตรงนี้

พอมาเรื่องที่สอง ลัดดาแลนด์ ผมยังเริ่มคิดจากผี จากความน่ากลัวของหมู่บ้าน แต่พอพูดถึงคนในหมู่บ้านก็จะมีเรื่องดราม่าของครอบครัวขึ้นมา มันเลยกลายเป็นหนังผีที่มีดราม่า แต่พอมาถึงเรื่องนี้ กระบวนการคิดไม่ได้เริ่มจากผี แต่เริ่มจากคน อย่างที่บอกว่าพอเห็นตึกนี้ เราสนใจว่าทำไมมันถูกทิ้งร้าง มันเกิดอะไรขึ้นในวิกฤติปี 40 คนในยุคนั้นเจออะไร โดยเฉพาะคนที่ฆ่าตัวตาย หลักๆ คือคิดว่าคนยุคนั้นรู้สึกอย่างไรถึงอยากฆ่าตัวตาย ทุกอย่างเริ่มจากคน ส่วนเรื่องผีตามมาทีหลัง มันเลยเหมือนเป็นหนังดราม่าที่มีความน่ากลัว มากกว่าเป็นหนังผีที่มีดราม่า

พูดเรื่องการถ่ายทำบ้าง ความท้าทายของการขึ้นไปถ่ายทำบนตึกร้างสาทรนี้คืออะไร

พอเราได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปถ่ายก็ไปเซอร์เวย์รอบแรกครับ จัดเต็มทั้งการไหว้ การพกเครื่องราง แต่พอขึ้นไปจริงๆ ผมกลับกลัวเรื่องความปลอดภัยมากกว่า เพราะตึกยังสร้างไม่เสร็จ มันไม่มีกำแพง แล้วที่พื้นจะมีเหล็กที่โผล่ขึ้นมาเพราะยังไม่เทปูนทับ มันพร้อมที่จะเดินแล้วสะดุดได้ตลอดเวลา ประกอบกับมีคนเคยแอบขึ้นมา ระหว่างทางก็มีเศษขวดแก้วเบียร์แก้วอะไรจนเราห่วงว่ามันจะเดินได้จริงเหรอ ทำงานได้จริงเหรอ และที่น่ากลัวสุดคือมักจะมีช่องว่างที่เราคาดไม่ถึง อย่างตรงบันไดหนีไฟซึ่งมืดมาก เพราะแสงส่องมาไม่ถึง ตรงขั้นพักมันจะมีช่องที่ลึกลงไปจากชั้น 47 ถึงชั้น 1 ได้เลย คือถ้าเดินเลยก็ตกลงไปเลย

หลังจากเซอร์เวย์ก็ต้องมาวางแผน ต้องเคลียร์เฉพาะทางที่เราจะถ่าย ชั้นที่เราไม่ถ่ายก็จะกั้นเชือกไว้ จุดไหนที่มีรูตกลงไปก็เอาเทปสีเหลืองของตำรวจมาคาดไว้ ตั้งกฎต่างๆ ในการทำงาน ห้ามวิ่ง ห้ามเดินขึ้นตึกคนเดียว จะมีกฎต่างๆ เพื่อความปลอดภัยเยอะมาก ถึงเวลาทำงานจริงก็อุ่นใจมากขึ้น แต่ก็อันตรายอยู่ดี โดยเฉพาะเวลาที่นักแสดงต้องไปเล่นขอบตึก เรากังวลมาก ก็เลยจะทำงานช้าเป็นพิเศษ

และที่ช้าก็เพราะเหนื่อยด้วยแหละ (หัวเราะ) เราต้องเผื่อเวลาก่อนเริ่มงานเยอะขึ้น ถ้าถ่าย 7 โมง ต้องมาถึงตึกตี 5 เผื่อเวลาเดินขึ้นตึก 47 ชั้น คนที่ฟิตหน่อยก็เดินประมาณ 20 นาที แต่มันจะมีอย่างตากล้องต้องแบกกล้องและขาตั้งกล้องทุกครั้ง ก็จะใช้เวลาเยอะหน่อย บางคนที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ใช้เวลาขึ้น 2-3 ชั่วโมงก็มี ผมเคยถามทีมกริ๊ป ทีมงานที่ดูแลเรื่องดอลลี่และเครนที่ต้องแบกของหนักๆ ว่าทำงานเรื่องไหนลำบากสุด เขาบอกก็เรื่องนี้แหละ (หัวเราะ) เคยออกกองที่ต้องเดินขึ้นบันไดเต็มที่ก็แค่ 10 ชั้น

ได้อะไรเป็นที่ระลึกจากการทำหนังเรื่องนี้บ้าง

ได้ประสบการณ์การถ่ายหนังผีเยอะมากเหมือนกันนะ ที่ผ่านมาเวลาทำหนังผี ไม่เคยเจอโลเคชั่นที่ลำบากขนาดนี้ ไม่เคยต้องจัดการปัญหามากขนาดนี้ และที่สำคัญคือไม่เคยถ่ายทำในที่ที่ดูเหมือนจะมีผีจริง (หัวเราะ) เพราะผมพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด เรื่องที่ผ่านมา ผมจะบอกทีมงานว่าขอที่ที่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงนะ ถึงทีมงานจะบอกว่าตรงนี้บรรยากาศดีมาก เคยมีเรื่องจริงเกิดขึ้นด้วย ผมจะบอกว่าช่างมันเถอะ เดี๋ยวไปใส่เสียงไปเซ็ตเอาทีหลังได้ (หัวเราะ) แต่เรื่องนี้ต้องทำงานในที่ที่น่ากลัวจริง ทั้งเรื่องความปลอดภัย ทั้งเรื่องบรรยากาศผีๆ ระหว่างถ่ายผมจะไม่รับรู้เรื่องนี้เลยนะว่าใครเจออะไรมาบ้าง ผมบอกทีมงานทุกคนว่าอย่ามาบอก ขอทำงานเสร็จก่อน แต่สังเกตได้ว่าระหว่างถ่ายทำ เวลาผมเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว จากที่เขาคุยกันอยู่ช้งเช้งๆ จะเงียบทันที รู้เลยว่ามีอะไรแน่นอน ถ้าให้รีชู้ตก็ไม่ขึ้นไปถ่ายแล้วนะ

แสดงว่าโชคดีที่ไม่มีรีชู้ต

มีนะ แต่ผมโกง เลือกถ่ายที่ชั้น 1 แทน ไม่ขึ้นตึกแล้ว (หัวเราะ)

ชมความระทึกของ เพื่อน..ที่ระลึก พร้อมกัน 7
กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.facebook.com/ThePromiseTheMovie

ภาพ ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

Author

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร a day magazine ที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปซื้อกระเป๋ามารีเมกโกะ

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!

Related Posts