<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กำลังใจที่เข้าใจ &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/sub-series/heart-to-heart/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/sub-series/heart-to-heart/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 01 Mar 2021 06:18:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>“มะเร็งของแม่คือปุ๋ยเร่งโตให้ชีวิตของเรา” มะเหมี่ยว–เบญจสิริ สมศักดิ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mameaw-benjasiri/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Nov 2019 17:20:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจที่เข้าใจ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[แม่]]></category>
		<category><![CDATA[a life that changed my day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=76847</guid>

					<description><![CDATA[<p>นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมคุยกับ มะเหมี่ยว เบญจสิริ สมศักดิ์ เรื่องแม่ ก่อนหน้านี้เกือบ 2 ปี ในนิตยสาร a day ฉบับกลับบ้าน ผมเคยสัมภาษณ์เธอมาแล้วในฐานะหญิงสาวผู้ลาออกจากงานครูที่กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านมาดูแลแม่ (นิตยา โภคชัยปรีดา) แบบเต็มเวลาที่จังหวัดสระบุรี แม่ของมะเหมี่ยวเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ในเวลานั้น เธอปฏิเสธจะอ่านต้นฉบับที่ผมส่งให้ก่อนตีพิมพ์เพราะอยากรออ่านตอนออกมาเป็นเล่มมากกว่า พอถึงวันวางแผง สิ่งที่ผมได้รับในทันทีคือรูปของมะเหมี่ยวกับแม่ที่ส่งมาหลังจากอ่านเรื่องของตัวเองบนหน้านิตยสาร ในรูปนั้นทั้งเธอและแม่ต่างน้ำตารื้น พร้อมกับตัวอักษรต่อท้ายที่เขียนว่า ‘ขอบคุณที่เล่าเรื่องราวของเรา’ ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น แม่ของ มะเหมี่ยว เสียชีวิต ในฐานะคนที่เคยสัมภาษณ์และรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ผมเดินทางไปร่วมงานศพในวันฌาปนกิจที่วัดในจังหวัดสระบุรี ผู้คนต่างมาร่วมกันเต็มศาลาวัดเพื่อส่งแม่นิตยาสู่สรวงสวรรค์ ในวันนั้นมะเหมี่ยวมีน้ำตาไหลออกมาบ้าง แต่ดูด้วยตาก็รู้ว่าเธอพยายามเข้มแข็งและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาผ่านมาปีกว่า นานพอให้ใครคนหนึ่งตกตะกอนบางสิ่งบางอย่าง ด้วยความสงสัย ผมตัดสินใจเดินทางมาคุยกับมะเหมี่ยวอีกครั้งเพื่อบันทึกเรื่องราววันเวลาในอดีตระหว่างเธอกับแม่ไว้ในโลกออนไลน์ สิ่งที่เธอคิด สิ่งที่เธอพบเจอ และสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ คือเนื้อหาในบทสนทนาของเราที่กินเวลากว่า 2 ชั่วโมง หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ เธอเขียนข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมแท็กผมและแม่ผู้จากไป สเตตัสนั้นเล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่เราได้คุยกัน พร้อมคำลงท้ายถึงคนบนฟ้าที่เธอแสนคิดถึง ‘เรื่องราวของคุณกำลังโลดแล่นอีกแล้วนะ คุณนิตยา :)’ และบรรทัดต่อจากนี้คือเรื่องราวเหล่านั้น “เราเป็นคนสระบุรี เติบโตมาในบ้านที่เลี้ยงดูให้คิดถึงครอบครัวเป็นอันดับแรก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mameaw-benjasiri/">“มะเร็งของแม่คือปุ๋ยเร่งโตให้ชีวิตของเรา” มะเหมี่ยว–เบญจสิริ สมศักดิ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมคุยกับ มะเหมี่ยว เบญจสิริ สมศักดิ์ เรื่องแม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้เกือบ 2 ปี ในนิตยสาร a day ฉบับกลับบ้าน ผมเคยสัมภาษณ์เธอมาแล้วในฐานะหญิงสาวผู้ลาออกจากงานครูที่กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านมาดูแลแม่ (นิตยา โภคชัยปรีดา) แบบเต็มเวลาที่จังหวัดสระบุรี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม่ของมะเหมี่ยวเป็น<a href="https://adaymagazine.com/?s=%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87">มะเร็ง</a>ระยะสุดท้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเวลานั้น เธอปฏิเสธจะอ่านต้นฉบับที่ผมส่งให้ก่อนตีพิมพ์เพราะอยากรออ่านตอนออกมาเป็นเล่มมากกว่า พอถึงวันวางแผง สิ่งที่ผมได้รับในทันทีคือรูปของมะเหมี่ยวกับแม่ที่ส่งมาหลังจากอ่านเรื่องของตัวเองบนหน้านิตยสาร ในรูปนั้นทั้งเธอและแม่ต่างน้ำตารื้น พร้อมกับตัวอักษรต่อท้ายที่เขียนว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">‘ขอบคุณที่เล่าเรื่องราวของเรา’</span></i></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77428 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-6.jpg" alt="มะเหมี่ยว" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น แม่ของ มะเหมี่ยว เสียชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะคนที่เคยสัมภาษณ์และรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ผมเดินทางไปร่วมงานศพในวันฌาปนกิจที่วัดในจังหวัดสระบุรี ผู้คนต่างมาร่วมกันเต็มศาลาวัดเพื่อส่งแม่นิตยาสู่สรวงสวรรค์ ในวันนั้นมะเหมี่ยวมีน้ำตาไหลออกมาบ้าง แต่ดูด้วยตาก็รู้ว่าเธอพยายามเข้มแข็งและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาผ่านมาปีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นานพอให้ใครคนหนึ่งตกตะกอนบางสิ่งบางอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความสงสัย ผมตัดสินใจเดินทางมาคุยกับมะเหมี่ยวอีกครั้งเพื่อบันทึกเรื่องราววันเวลาในอดีตระหว่างเธอกับแม่ไว้ในโลกออนไลน์ สิ่งที่เธอคิด สิ่งที่เธอพบเจอ และสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ คือเนื้อหาในบทสนทนาของเราที่กินเวลากว่า 2 ชั่วโมง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ เธอเขียนข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมแท็กผมและแม่ผู้จากไป สเตตัสนั้นเล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่เราได้คุยกัน พร้อมคำลงท้ายถึงคนบนฟ้าที่เธอแสนคิดถึง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘เรื่องราวของคุณกำลังโลดแล่นอีกแล้วนะ คุณนิตยา :)’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบรรทัดต่อจากนี้คือเรื่องราวเหล่านั้น</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-77422 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-10.jpg" alt="มะเหมี่ยว" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><span style="font-weight: 400;">“เราเป็นคนสระบุรี เติบโตมาในบ้านที่เลี้ยงดูให้คิดถึงครอบครัวเป็นอันดับแรก ตอนเรียนจบถึงจะทำงานเป็นครูที่กรุงเทพฯ เราก็ยังกลับบ้านไปหาพ่อแม่เสมอ แต่พอทำงานได้แค่ปีแรก แม่ก็เริ่มป่วย</span></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นหมอตรวจพบว่าแม่เป็นมะเร็งเต้านม เราไม่มีความรู้เรื่องมะเร็งมาก่อน เราตกใจและลางานไปอยู่กับแม่ แต่ไม่นานหมอก็ผ่าเอาก้อนมะเร็งออก เราคิดว่าทุกอย่างคงเสร็จแล้ว มะเร็งหายไปแล้ว แม้หมอจะเตือนว่าถ้าใน 2 ปีแม่ดูแลตัวเองไม่ดี มะเร็งจะกลับมาอีก แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรและเลือกกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาผ่านไป 2 ปีพอดีจากที่หมอบอกจนถึงช่วงพฤศจิกายนเมื่อ 2 ปีก่อน เรากับแฟนพาครอบครัวทั้งสองฝ่ายไปเจิมรถใหม่ นี่เป็นภาพที่เราฝันมาตลอด ทั้งสองครอบครัวมีความสุขกันมาก แต่ตอนที่กลับถึงบ้านนั่นแหละที่แม่บอกเราว่าพรุ่งนี้เขาต้องไปให้คีโม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราถามกลับไปว่าทำไม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แม่ตอบมาสั้นๆ ว่าเจอที่ปอดอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นเราไม่มีสติ เราพอรู้ว่าแม่เป็นคนไม่ค่อยพูดหรือเล่าอะไรให้คนเป็นห่วง เราเลยไปหาข้อมูลเพิ่มถึงได้รู้ว่ามะเร็งที่แม่เป็นอยู่ในระยะกระจาย หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าระยะสุดท้าย เราตัดสินใจลาออกจากงานและกลับบ้านในทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นเราคิดว่ากลับบ้านมาจะอยู่กับแม่ แบ่งเบางานแม่บ้างเพราะปกติแล้วแม่เป็นคนทำงานบ้านทั้งหมด แต่เราเหมือนคนเพิ่งเคยว่าง เราขี้เกียจมากและไม่ค่อยได้ช่วยอะไรแม่เท่าไหร่ จนเวลาผ่านไปเดือนหนึ่ง แม่เริ่มมีอาการกำมือไม่ได้ เราเลยพาแม่ไปเช็กกับหมอ แต่วันนั้นแปลกไปตรงที่หมอเรียกเราออกไปดูฟิล์มเอกซเรย์คนเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หมอบอกเราว่าตอนนี้มะเร็งลามไปที่สมองแล้ว</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-77421 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-10.jpg" alt="มะเหมี่ยว" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><span style="font-weight: 400;">“เราหูดับ ทำอะไรไม่ถูก เพราะตอนนั้นมีแค่เรากับแม่ กระบวนการรักษาเริ่มต้น วันนั้นแหละคือวันแรกที่เราต้องรับผิดชอบงานบ้านแทนแม่แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะแม่ต้องแอดมิตอยู่โรงพยาบาล พอกลับมาถึงบ้าน เราพบว่าเราหาของหลายอย่างในบ้านตัวเองไม่เจอเลย เราไม่รู้ว่าต้องกวาดถูบ้านแบบไหนให้สะอาดเหมือนแม่ ไม่รู้ว่าต้องขยำข้าวยังไงให้หมากิน วันนั้นเราได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงแล้วค้นพบว่ามันเหนื่อยมาก ถึงขนาดที่ว่าเราล้างจานไปร้องไห้ไป เรารู้สึกศรัทธาแม่ขึ้นมาทันที เขาเก่งมากๆ ที่ทำทั้งหมดนี่และเลี้ยงลูกไปพร้อมกันมาตั้งหลายปี</span></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังทำทุกอย่างที่บ้านเสร็จ เราในสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิงแบกตัวเองกลับไปโรงพยาบาลเพื่อเตรียมข้าวให้แม่กิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอไปถึง จำได้ว่าวันนั้นแม่มองหน้าเรา เรามองหน้าแม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แม่ถามเราว่า มีอะไรจ๊ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“(เสียงสั่นและน้ำตาคลอ) เราไม่ตอบ แต่เราเข้าไปกอดเขาและพูดว่า ‘แม่ ขอโทษนะถ้าที่ผ่านมาตลอดยี่สิบปี เหมี่ยวไม่ได้ช่วยอะไรเลย’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แม่มองหน้าพร้อมตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มว่า รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมแม่ต้องบ่น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77429 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากวันนั้น เราเข้ามาทำงานบ้านแทนแม่แทบทุกอย่าง ส่วนแม่ยังคงพอช่วยเหลือตัวเองได้พร้อมทำคีโมไปด้วย แม่เราอึดมากนะ เขาสู้จนมะเร็งในสมองกับปอดหายไป แต่แค่ไม่นานแม่ก็เริ่มปวดคอขึ้นมาอีก ตอนแรกเขาคิดว่าเพราะนอนตกหมอน แต่พอไปตรวจ หมอบอกว่ามะเร็งลามไปที่คอเพิ่มแล้ว และคราวนี้ก้อนเนื้อเข้าไปกินกระดูกจนเว้าเป็นรูปตัว C หมอบอกว่าต่อไปนี้แม่ต้องระวังเพราะกระดูกที่ถูกกินไปทำให้แม่เสี่ยงคอหัก ถ้าคอหักแม่จะตาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การรักษาก้อนเนื้อที่คอทำให้แม่ไม่เหมือนเดิม การฉายแสงบริเวณนี้ทำให้เขากินอะไรไม่ได้ แม่เริ่มมีอาการเบลอจากฤทธิ์ของมอร์ฟีนที่ฉีดแก้ปวด ในตอนนั้นแหละที่เราลดการทำงานบ้านมาอยู่ดูแลแม่ 24 ชั่วโมง และอย่างที่บอกว่าโดยพื้นฐาน แม่ชอบช่วยเหลือคนแต่ไม่ชอบให้คนมาลำบากเพราะเขา ดังนั้นในช่วงที่เรามาดูแล เราจะพยายามช่วยแม่โดยไม่ให้เขารู้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นแม่เราเริ่มขยับไม่ค่อยได้ ดังนั้นเวลาเดินเราจะทำทีเป็นว่าเข้าไปคุย ซึ่งจริงๆ แล้วเราเข้าไปประคอง หรือตอนแม่จะลุกไปเข้าห้องน้ำคนเดียวกลางดึก เราจะตื่นขึ้นมาก่อนและขอแม่ให้ไปเข้าห้องน้ำเป็นเพื่อนเพราะเรากลัวผี แม้กระทั่งตอนกินข้าว เราก็เลือกกินไปด้วย ดูทีวีไปด้วย เพื่อให้แม่ไม่รู้สึกแย่เวลากินข้าวไม่ได้ เขาจะได้ดูละครไปเพลินๆ ระหว่างรอให้ตัวเองกินไหว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77426 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-9.jpg" alt="มะเหมี่ยว" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><span style="font-weight: 400;">“พอมาอยู่กับแม่ตลอดแบบนี้ แน่นอนว่าเรากับแม่มีการปะทะทางอารมณ์กันอยู่บ้าง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะเราน้อยใจ เวลาแม่อยู่กับพ่อหรือพี่สาวที่กลับมาจากทำงาน เขาจะไม่แสดงอาการเจ็บปวดอะไรเลย กินข้าวเก่ง ชอบพูดเล่นตลก แต่พอเขาอยู่กับเรา เขาจะไม่ค่อยกินข้าวและแสดงอาการตัดพ้อว่าทำไมตัวเองไม่ตายไปเสียที เขาเหนื่อยมากแล้ว</span></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเคยร้องไห้ใส่เขาเหมือนกัน ส่วนแม่ก็บอกว่าเราไม่เข้าใจเขา แต่พอถึงจุดหนึ่งที่เราเหนื่อยมาก แฟนก็เตือนสติว่าให้เราลองมองอีกมุม เวลาที่แม่อยู่กับเราอาจเป็นเวลาที่แม่เป็นตัวเองมากที่สุดแล้วก็ได้ ดังนั้นเราเลยเปลี่ยนความคิด เราพยายามดูแลเขาในแง่ร่างกายและเข้าใจเขาในแง่จิตใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับเรา มันยากมากขึ้น 3 เท่าเพราะเราต้องดูแลใจเขา ดูแลใจเรา และส่งพลังบวกให้คนรอบๆ อีก ซึ่งท้ายที่สุดเราว่าแม่ก็ยอมรับเราเหมือนกันนะ มีบางประโยคจากแม่ที่ทำให้เรารู้ว่าทุกสิ่งที่เราทำ แม่เห็นและรับรู้ทั้งหมด เขาเริ่มยอมให้เราดูแลมากขึ้นและอารมณ์เสียน้อยลง ส่วนโรคที่แม่เป็น เรากล้าพูดว่าแม่เราสู้มาก หมอยังบอกเลยว่าไม่เคยเจอใครที่ทนกับมะเร็งได้เท่าแม่มาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่พอถึงจุดหนึ่งร่างกายของเขาก็ไม่ไหวอีกต่อไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77420 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันหนึ่งหมอตรวจพบว่าแม่เป็นโรคงูสวัด เราเห็นสีหน้าเขาและรู้ทันทีว่าแม่ไม่โอเค แววตาเขาวิตกและบ่นกับตัวเองอีกว่า ‘มาอีกแล้ว อันเก่ายังไม่หายเลย ไม่ไหวแล้ว’ หลังจากนั้นแม่เริ่มนอนติดเตียง อาการแย่ลงเรื่อยๆ มีดีขึ้นช่วงหนึ่งตอนที่ทั้งครอบครัวตัดสินใจไปงานแต่งญาติที่ภาคใต้ ตอนนั้นอยู่ดีๆ แม่ก็กินข้าวได้ ลุกขึ้นได้และไม่เจ็บ เรา พี่สาว และพ่อ ก็ดูแลแม่อย่างดีตลอดทาง เป็นช่วงเวลาที่แฮปปี้มาก แต่ตอนนี้พอหันกลับไปมอง เราคิดว่าครั้งนั้นเหมือนเป็นของขวัญที่คนจะไปให้กับคนที่ยังอยู่นะ เหมือนแม่สร้างภาพความทรงจำที่ดีครั้งสุดท้าย เพราะพอกลับมาบ้าน คืนนั้นแหละที่แม่บอกกับทุกคนว่าให้พาไปโรงพยาบาลหน่อย เขารู้สึกเหมือนจะตาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แม่มีอาการน้ำท่วมปอด ซึ่งหลังจากหมอให้ยา หมอก็เตือนเราว่าคนไข้เริ่มไม่ไหวแล้ว ในตอนนั้นวันรุ่งขึ้นเป็นวันเกิดแม่พอดี เขาเลยขอกลับบ้านและหมอก็อนุญาต แต่เช้าวันถัดมา แม่มีอาการพูดไม่ได้ ขยับไม่ได้ ตาเริ่มเหลืองเพราะก้อนเนื้อเข้าไปที่ตับ ทุกอย่างเริ่มช้าลง คล้ายนอนเป็นผัก ตอนพระมาทำบุญที่บ้านและเราเห็นแม่นอนติดเตียงอยู่ บรรยากาศวันนั้นเรารู้สึกเหมือนเป็นงานศพที่แค่ไม่มีโลงศพเท่านั้นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นเรารู้แล้วว่าแม่กำลังจะตาย เราว่าเขาเองก็รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เราสองคนต่างรู้กันอยู่ลึกๆ เวลาใครมาเยี่ยมแม่ ทุกคนจะบอกแม่ที่ไม่ค่อยได้สติว่าสู้ๆ นะ เดี๋ยวก็หาย สำหรับเรา เราไม่เคยพูดคำนี้กับแม่เลย เพราะเรารู้ลึกๆ ว่ามันไม่จริง ในแต่ละชั่วโมง เราเห็นว่าเขาผ่านไปแบบทรมานมาก จากคนที่เคยทำได้ทุกอย่าง แต่บนเตียงตอนนี้แทบไม่ใช่แม่แล้ว คนที่เรารักที่สุดทรมานอยู่ตรงหน้า มันเจ็บยิ่งกว่าสิ่งใดในชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันนั้นเราตัดสินใจหอมแก้มแม่และกระซิบข้างหูว่า ‘อะไรก็ได้นะแม่ ไม่ต้องห่วง เหมี่ยวอยู่ได้’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77424 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-11.jpg" alt="มะเหมี่ยว" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนหน้าที่แม่จะเป็นหนัก เราดูละครเรื่องหนึ่งกับแม่แล้วมีประโยคในละครที่บอกว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">‘บางครั้งความตายก็เป็นความปรานีที่สุด’</span></i><span style="font-weight: 400;">  ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอวันที่แม่ทรุด เราถึงเข้าใจ (น้ำตาคลอ) เราไม่เคยกล้าพูดกับใครเลยนะ แต่ในช่วงนั้นบ่อยครั้งมากๆ ที่เราอยากให้แม่ไป แทบทุกคืนที่เราสวดมนต์ก่อนนอน เราไม่เคยอธิษฐานให้แม่หาย แต่เราอธิษฐานขอให้แม่ไม่ทรมาน ยังไงก็ได้ วิธีไหนก็ได้ แต่ขอร้องล่ะอย่าให้แม่ทรมานอีกเลย เราเข้าใจแล้วว่าความตายคือสิ่งที่ปรานีแม่ที่สุดและนั่นคือทางออกเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกไม่กี่วันหลังจากนั้น แม่ก็จากไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77423 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่หัวใจแม่ค่อยๆ หยุดเต้นและเราอยู่ข้างเตียง มันไม่เหมือนกับในละครที่เคยดูเลยนะ ภาพเก่าๆ ของแม่ไม่ได้ฉายเข้ามาในหัวเรา ความทรงจำไม่ได้พรั่งพรูกลับมาขนาดนั้น (คิด) พอย้อนกลับไปมอง เราว่าภาพของแม่กลับมาในความทรงจำตอนเราอยู่ด้วยกันมากกว่า </span></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่เราช่วยพยุงแม่ให้ลุกขึ้น เรานึกถึงภาพตอนที่แม่พยุงเราตอนเด็ก หรือตอนที่เราช่วยแม่อาบน้ำ เราก็นึกถึงวันที่แม่อาบน้ำให้เราตอนเด็ก เราค้นพบว่าจากเด็กคนหนึ่งที่แม่ต้องดูแลและเรายังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กลายเป็นว่าพอมาถึงวันนี้เราสามารถดูแลเขาได้อย่างเต็มที่ วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้เราเปลี่ยนตัวเอง ปรับตัวเอง ขุดตัวเราเองที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็น ตอนนี้เรามั่นใจว่าเราสามารถดูแลใครก็ได้ในโลก เพราะมะเร็งของแม่คือปุ๋ยเร่งโตที่เปลี่ยนเราให้เป็นคนละคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแรกเราแปลกใจเหมือนกันที่พอแม่จากไป เราไม่ได้เสียใจเท่ากับคนอื่นขนาดนั้น ตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าเพราะอะไร จนวันหนึ่งที่พี่สาวเราตั้งสเตตัสถึงแม่ ในสเตตัสนั้นเล่าว่าถ้าแม่ยังอยู่ พี่สาวเราอยากพาแม่ไปทำนั่นทำนี่ เราอ่านสเตตัสของพี่สาวแล้วก็ค้นพบว่าเราทำทุกอย่างที่ว่าหมดแล้ว เราไม่เหลืออะไรที่ค้างคาเหล่านั้นเลย ตอนนั้นแหละที่เราได้คำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การดูแลแม่สอนบทเรียนสุดท้ายให้กับเราว่าในทุกความสัมพันธ์ ถึงที่สุดยังไงก็จะมีคนจากไป ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน เราเต็มที่ต่อกันมากขนาดไหน เราเป็นกำลังใจให้กันมากเท่าไหร่ ซึ่งเราตอบตัวเองได้อย่างแจ่มชัดว่าเราเต็มที่แล้ว แม่เองก็สู้เต็มที่แล้ว ทั้งหมดที่ผ่านมาคุ้มแล้ว เราไม่มีอะไรต้องเสียดายทั้งนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่มีอะไรต้องเสียดายเลยจริงๆ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77427 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><em>ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88?source=feed_text&amp;epa=HASHTAG&amp;__xts__%5B0%5D=68.ARBUh4Pyl_c1UhNKEAqdUSJrgI_orqKiKTewByBlJM7UbrFDDye8IjsK5PBD9qpBjwE2k_D8is5R4-eNNLoYMUDPfeuRlQJpUQBUJl7JN9IkTxkoqQM-3sUlFpefyLFbToU2IjnJtus2-aU3PpxJZF2AxaVvr54FK13NfqStAFxOyIsCT0XSx566-0TczXZuNOLY4h_WwmooR2qxxjNODjYa3v4QcIM_1fHRZ-vp-VW6rGnW4N35vyuMjoh_aEuLH9n5liQTB0ETuKVAHMB9bZ-ZsTTtA_i2mgJFkEVz0I42m19mM99Lee2ZUKzV3w&amp;__tn__=%2ANK-R" data-ft="{&quot;type&quot;:104,&quot;tn&quot;:&quot;*N&quot;}"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz" aria-label="hashtag">#</span><span class="_58cm">กำลังใจที่เข้าใจ</span></span></a> กับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ โดยการส่งต่อกำลังใจถึงคนรอบข้างด้วยความเข้าใจผ่านทาง <a href="http://bit.ly/2N43scM">bit.ly/2N43scM</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mameaw-benjasiri/">“มะเร็งของแม่คือปุ๋ยเร่งโตให้ชีวิตของเรา” มะเหมี่ยว–เบญจสิริ สมศักดิ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับ &#8216;ฝน วรรษชล&#8217; ผู้ป่วยไบโพลาร์ที่ใช้ความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/moody-twenties-empathy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Nov 2019 09:10:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจที่เข้าใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[mental health]]></category>
		<category><![CDATA[Bipolar Disorder]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโพลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[Moody Twenties]]></category>
		<category><![CDATA[ฝน–วรรษชล ศิริจันทนันท์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วยจิตเวช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=76853</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฐานะผู้ป่วยจิตเวชคนหนึ่ง ฉันพอจะไล่เรียงได้ว่า นับตั้งแต่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการผิดปกติ มีขั้นตอนไหนบ้างที่ยากเย็นเหลือเกิน วรรษชล ศิริจันทนันท์  หนึ่ง–ทำความเข้าใจว่าโรคทางจิตเวชเป็นโรคที่เป็นได้หายได้ไม่ต่างจากความเจ็บป่วยอื่นๆ และสอง–บอกกล่าวให้คนใกล้ตัวเข้าใจว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไร สังเกตว่าการไปพบจิตแพทย์ กินยา และรับการบำบัด ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ฉันลิสต์ออกมาว่ายาก แต่สิ่งที่ยากล้วนเป็นเรื่องการทำความเข้าใจ ทั้งการทำความเข้าใจตัวเอง และการทำให้คนอื่นเข้าใจตัวเรา ฉันหอบหิ้วประเด็นหนักอึ้งนี้มาคุยกับ ฝน–วรรษชล ศิริจันทนันท์ ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Moody Twenties เว็บไซต์ที่บอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการรักษา รวมทั้งแบ่งปันเทคนิคการรับมืออาการที่เกิดขึ้นให้กับเพื่อนผู้ป่วยคนอื่นๆ  ฝนนิยามตัวเองว่า ‘โชคดี’ ที่สามารถติ๊กช่อง ‘เข้าใจ’ ให้กับทั้งสองข้อที่ฉันลิสต์ออกมาได้ง่ายๆ เบื้องต้นเธอให้เครดิตคุณแม่ซึ่งเคยเป็นพยาบาลมาก่อน เมื่อเธอเริ่มมีอาการแปลกแปร่งครั้งแรกสมัยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คุณแม่จึงพาไปหาหมอได้อย่างทันท่วงที “เรามีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แต่พอตรวจแล้วพบว่าร่างกายปกติ หมอก็เลยส่งไปทางจิตเวช ปรากฏว่าเรามีอาการเครียดและกังวล ซึ่งก่อให้เกิดอาการทางร่างกายแบบนั้น  “มันคือความโชคดีของเราที่แม่เข้าใจว่ามีโรคจิตเวชอยู่ พอแม่เปิดกับหมอ เราก็เลยเปิดกับหมอ และมีทัศนคติที่อยากหาย ซึ่งเราว่าเป็นทัศนคติที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่อยากหายมันจะไม่หาย” ฝนบอกว่าครั้งนั้นเธอเพียงมีอาการเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรค กระนั้นการไปหาหมอก็ทำให้เธอรู้ตัวเร็ว รักษาได้เร็ว รวมทั้งทำให้เธอมีความโชคดีอีกอย่างเพิ่มขึ้นในชีวิต นั่นคือการได้เข้าใจเรื่องสุขภาพจิตตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเช่นนี้ เข้าใจครั้งหนึ่ง เข้าใจตลอดไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/moody-twenties-empathy/">คุยกับ &#8216;ฝน วรรษชล&#8217; ผู้ป่วยไบโพลาร์ที่ใช้ความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะผู้ป่วยจิตเวชคนหนึ่ง ฉันพอจะไล่เรียงได้ว่า นับตั้งแต่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการผิดปกติ มีขั้นตอนไหนบ้างที่ยากเย็นเหลือเกิน <span style="display: none;">วรรษชล ศิริจันทนันท์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> หนึ่ง–ทำความเข้าใจว่าโรคทางจิตเวชเป็นโรคที่เป็นได้หายได้ไม่ต่างจากความเจ็บป่วยอื่นๆ และสอง–บอกกล่าวให้คนใกล้ตัวเข้าใจว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สังเกตว่าการไปพบจิตแพทย์ กินยา และรับการบำบัด ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ฉันลิสต์ออกมาว่ายาก แต่สิ่งที่ยากล้วนเป็นเรื่องการทำความเข้าใจ ทั้งการทำความเข้าใจตัวเอง และการทำให้คนอื่นเข้าใจตัวเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันหอบหิ้วประเด็นหนักอึ้งนี้มาคุยกับ </span><a href="https://adaymagazine.com/author/wassachon/" target="_blank" rel="noopener"><b>ฝน–วรรษชล ศิริจันทนันท์</b></a><span style="font-weight: 400;"> ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Moody Twenties เว็บไซต์ที่บอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการรักษา รวมทั้งแบ่งปันเทคนิคการรับมืออาการที่เกิดขึ้นให้กับเพื่อนผู้ป่วยคนอื่นๆ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77117 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-8.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-8.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-8-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝนนิยามตัวเองว่า ‘โชคดี’ ที่สามารถติ๊กช่อง ‘เข้าใจ’ ให้กับทั้งสองข้อที่ฉันลิสต์ออกมาได้ง่ายๆ เบื้องต้นเธอให้เครดิตคุณแม่ซึ่งเคยเป็นพยาบาลมาก่อน เมื่อเธอเริ่มมีอาการแปลกแปร่งครั้งแรกสมัยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คุณแม่จึงพาไปหาหมอได้อย่างทันท่วงที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แต่พอตรวจแล้วพบว่าร่างกายปกติ หมอก็เลยส่งไปทางจิตเวช ปรากฏว่าเรามีอาการเครียดและกังวล ซึ่งก่อให้เกิดอาการทางร่างกายแบบนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันคือความโชคดีของเราที่แม่เข้าใจว่ามีโรคจิตเวชอยู่ พอแม่เปิดกับหมอ เราก็เลยเปิดกับหมอ และมีทัศนคติที่อยากหาย ซึ่งเราว่าเป็นทัศนคติที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่อยากหายมันจะไม่หาย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝนบอกว่าครั้งนั้นเธอเพียงมีอาการเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรค กระนั้นการไปหาหมอก็ทำให้เธอรู้ตัวเร็ว รักษาได้เร็ว รวมทั้งทำให้เธอมีความโชคดีอีกอย่างเพิ่มขึ้นในชีวิต นั่นคือการได้เข้าใจเรื่องสุขภาพจิตตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเช่นนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77116 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-10.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-10.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-10-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>เข้าใจครั้งหนึ่ง เข้าใจตลอดไป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเริ่มมีอาการแปลกๆ ช่วงเรียนปริญญาตรี ฝนรู้ทันทีว่าเป็นเรื่องสุขภาพจิต และไม่ลังเลที่จะไปขอความช่วยเหลือจากแพทย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามีอาการร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล รู้สึกตัวเองไม่มีค่า จุดพีคคือเห็นภาพตัวเองโดดตึกวนซ้ำๆ อยู่ในหัว เลยตัดสินใจไปหาหมอด้วยทัศนคติเดิมคืออยากหาย หลังจากไปหาหมอครั้งแรกก็ใช้เวลาหลายเดือนเหมือนกันที่หมอทยอยสังเกตและให้ยา กว่าจะสรุปได้ว่าเราเป็นไบโพลาร์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span> <span style="font-weight: 400;">ฝนไปหาหมอได้ 2-3 ครั้งก่อนจะตัดสินใจบอกคุณแม่ว่าป่วย แน่นอนว่าที่ไม่บอกตั้งแต่แรกไม่ใช่เพราะกลัวคุณแม่ไม่เข้าใจ แต่เป็นเพราะกลัวคุณแม่เป็นห่วงมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สรุปผลตอบรับจากคุณแม่เป็นยังไง”​ เราสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก็ไม่ยังไง” ฝนตอบเร็ว “เขาเป็นห่วงในระดับปานกลาง แต่แสดงออกว่ามันเป็นเรื่องปกติ มันเกิดขึ้นได้ เดี๋ยวก็ดีขึ้นนะ แล้วก็ไปหาหมอเป็นเพื่อน เป็นความโชคดีของเราอีกแล้วที่แม่ไม่ตื่นตระหนก ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่ตัวประหลาด เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง มีคำหนึ่งที่แม่จะพูดบ่อยๆ คือ ‘เกิดที่ไหน แก้ตรงนั้น เดี๋ยวก็หาย’ ดังนั้นสำหรับเรามันสำคัญมากๆ ที่คนดูแลควรนิ่ง ไม่ตื่นตระหนกไปกับคนป่วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เราเจอคือสิ่งที่ดีที่สุด และจริงๆ การที่ผู้ป่วยจะดีขึ้นได้ก็มีหลายๆ ปัจจัยรวมกัน แต่ความนิ่งของแม่ดีสำหรับเรา อีกทั้งจากประสบการณ์เราเคยเห็นคนดูแลตื่นตระหนกไปพร้อมกับคนป่วย ตื่นตระหนกในที่นี้มีทั้งแบบโอ๋มากเกินไป หรือแบบไม่กล้าช่วยเลยเพราะกลัวผิดพลาด เราว่าการปฏิบัติกับคนป่วยเหมือนคนทั่วไปจะช่วยได้มาก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอนิ่งคิดก่อนเสริมว่า หากมองในภาพใหญ่ การที่ผู้คนไม่รู้วิธีดูแลหรือรับมือกับผู้ป่วย แปลว่าสังคมเรายังมีความรู้เรื่องสุขภาพจิตน้อยเกินไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเป็นจุดนี้เองที่ Moody Twenties เข้ามามีบทบาทสำคัญ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77115 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-9.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-9.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-9-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>แบ่งปันความเข้าใจให้ผู้อื่น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะผู้ป่วยจิตเวชคนหนึ่ง ฉันเคยมีช่วงเวลาโดดเดี่ยวหลังจากตัดสินใจเปิดอกกับคนในครอบครัวแต่พวกเขาไม่เข้าใจ ฉันยิ่งไม่กล้าบอกเพื่อนฝูง ทางออกในตอนนั้นคือเก็บตัว ไม่พูดไม่จากับใคร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโมงยามแห่งความเปลี่ยวดาย และในวันเวลาที่สังคมเรายังพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตในวงแคบกว่านี้มากนัก ฉันเจอเว็บไซต์ <a href="http://moodytwenties.com/" target="_blank" rel="noopener">Moody Twenties</a> โดยบังเอิญ แม้อาการป่วยของฉันและเจ้าของเว็บไซต์จะเป็นคนละประเภท แต่แค่ได้รู้ว่ามีเพื่อนที่กำลังฝ่าฟันสถานการณ์แบบเดียวกันอยู่บนโลกใบนี้ เพื่อนที่ยืนยันว่าฉันไม่ใช่สัตว์ประหลาด เพื่อนที่ยืนยันว่าฉันจะหายดีได้ เพียงเท่านี้ใจก็อุ่นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77124" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-24-at-18.14.36-892x1024.png" alt="" width="500" height="574" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-24-at-18.14.36-892x1024.png 892w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-24-at-18.14.36-261x300.png 261w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-24-at-18.14.36-768x881.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-24-at-18.14.36-600x688.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-24-at-18.14.36.png 1126w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันจึงดีใจที่มีโอกาสได้เจอกับฝน ผู้อธิบายจุดตั้งต้นของ Moody Twenties ให้ฟังอย่างตั้งใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรารักษาอยู่ 4 ปีกว่าอาการจะนิ่ง ระหว่างนั้นเราอาศัยหาข้อมูลตามแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษ อาศัยเรียนรู้จากคนอื่นๆ ว่าเขาดูแลตัวเองยังไง หมอดูแลเราเรื่องยาและการพูดคุย ส่วนเราก็ดูแลตัวเองด้วยการหาเคล็ดลับจากเว็บบอร์ด ซึ่งเราอิงวิทยาศาสตร์มากๆ มันคือการแก้ปัญหาบนฐานของข้อมูล และฐานของความเข้าใจโรคโรคนี้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเห็นประโยชน์ในประสบการณ์และเทคนิคที่ได้จากผู้ป่วยด้วยกัน แต่ยังไม่เห็นเนื้อหาเหล่านี้ในแบบฉบับภาษาไทย ฝนจึงเขียนบทความขึ้นมาชิ้นหนึ่งเพื่อบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการรับมือกับโรคไบโพลาร์ของตัวเอง  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแรกกะว่าจะเอาไปลงพันทิปเป็นแค่กระทู้เดียวยาวๆ แต่ตอนที่เขียนเสร็จเรารู้สึกว่ายังมีเรื่องจะพูดอีกเยอะมาก” เธอย้อนความ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บวกกับเราสนิทกับโน้ต (ปวเรศ วงศ์เพชรขาว–ผู้ร่วมก่อตั้ง Moody Twenties) ซึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โน้ตเขียนบล็อกเพื่อเก็บไว้อ่านส่วนตัว แต่มีคนเสิร์ชเจออยู่เรื่อยๆ เราเลยแลกเปลี่ยนกันว่า ลองเปิดเพจและทำเว็บไซต์ไหม ก็เลยเอาบทความชิ้นนั้นที่เราเขียนมาลงเป็นชิ้นแรกๆ จากนั้นก็เขียนมาเรื่อยๆ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77112 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-8.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-8.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-8-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝนแจกแจงว่า คอนเซปต์ของ Moody Twenties คือ mental health and teenage sanity ดังนั้นแต่ละบทความจึงปราศจากโทนเสียงสอนสั่ง กลับกันบทความจะมีน้ำเสียงสบายๆ เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง รวมถึงหัวข้อในเว็บไซต์ยังแตะถึงเรื่องสุขภาพจิตที่ดีในองค์รวม ไม่ใช่แค่การรักษาอาการป่วยเพียงอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยากให้ทั้งคนที่ป่วยและคนทั่วไปมาอ่านแล้วรู้สึกว่าสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ อาการป่วยทางจิตเวชก็เป็นเรื่องปกติ เป็นได้หายได้ ที่สำคัญสำหรับคนที่ป่วย เราอยากให้อ่านแล้วรู้สึกว่ามีเพื่อน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การมีเพื่อนสำคัญยังไง” ฉันโยนคำถาม ทั้งที่ในใจลึกๆ ก็รู้คำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่าลึกๆ คนจำนวนมากไม่อยากเป็นคนส่วนน้อย การรู้สึกว่ามีคนที่ป่วยแบบเราอีกสิบคน ร้อยคน พันคน ยังไงมันก็ดีกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ก็อย่างที่บอกว่า การที่ผู้ป่วยจะดีขึ้นได้มีหลายๆ ปัจจัยรวมกัน นอกจากรู้สึกมีเพื่อนแล้ว ยังไงคนป่วยก็ต้องไปหาหมอ กินยา ต้องมีทัศนคติที่อยากจะหาย ต้องเอาตัวออกจากสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการ และจะดีถ้ามีครอบครัวที่เข้าใจ มันต้องพยายามทำให้ทุกอย่างไปด้วยกัน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝนย้ำความสำคัญของการไปหาหมอ เพราะตั้งแต่เธอเปิดเว็บไซต์ขึ้นมา ก็มีคนเข้ามาปรึกษาเรื่องสุขภาพจิตกับเธอเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคนที่รู้จักกันในชีวิตจริง หรือคนที่ตามอ่านเนื้อหาใน Moody Twenties</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีความเข้าใจผิดๆ อยู่ว่าทุกเคสต้องเหมือนกันและมีสูตรสำเร็จในการจะหาย ซึ่งมันไม่มี เรามักบอกทุกคนที่เข้ามาถามเสมอว่า เราทำได้แค่ให้ความรู้เบื้องต้นและแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว แต่เราวินิจฉัยไม่ได้ เราไม่ใช่หมอ คุณต้องไปหาหมอนะ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ตัวฝนเองจะไม่เคยนับว่าแนะนำให้คนไปหาหมอมาแล้วกี่คน แต่ในฐานะที่ฉันและฝนมีคนรู้จักร่วมกันอยู่ประมาณหนึ่ง ฉันได้ยินอยู่เรื่อยๆ ว่าเธอมักอาสาพาเพื่อนที่เพิ่งพบว่ามีอาการผิดปกติไปหาหมอในครั้งแรกเพื่อความอุ่นใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แน่ว่ามันอาจจะทำให้นึกถึงตอนที่แม่พาเธอไปหาหมอครั้งแรกก็ได้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77114 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77113 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>ไม่ต้องเข้าใจก็ได้ แต่ต้องเห็นอกเห็นใจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวงเพื่อน ฝนเป็นคนที่เพื่อนมักจะมาหาเมื่อไม่สบายใจ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ตอนที่เธอยังไม่หายขาดจากโรคไบโพลาร์ แต่เธอก็ไม่ได้คิดว่าการทำเช่นนี้จะเข้าข่าย ‘เตี้ยอุ้มค่อม’ แต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างตอนที่ทำ Moody Twenties นั่นก็เพิ่งเข้าปีที่ 3 ของการรักษา เราเชื่อว่าไม่มีใครเพอร์เฟกต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครเข้มแข็งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครสามารถหายป่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีเศษอาการเหลืออยู่เลย เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่า ถ้าพอมีกำลัง เราก็จะใช้กำลังส่วนนั้นสนับสนุนคนอื่น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งสำหรับฝน การซัพพอร์ตที่ง่ายที่สุดและสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญใดๆ คือการรับฟัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราจะเริ่มต้นจากการฟัง เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ปัญหาไม่เหมือนกัน ระดับอาการไม่เหมือนกัน ให้เขาได้ระบายความรู้สึกออกมา ซึ่งพอเขาได้เรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูด เขาจะนิ่งขึ้น แล้วเราค่อยพูดปลอบใจอย่างจริงใจ และคิดว่าจะทำยังไงต่อ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝนพูดเหมือนง่าย แต่ฉันคิดว่า ‘การทำยังไงต่อ’ นี่ยากมากๆ เพราะมันต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องราวของแต่ละคนในระดับลึกซึ้งมากพอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่จำเป็นนะ” เธอเห็นต่าง  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ลึกๆ เราเชื่อว่าไม่มีใครเข้าใจกันร้อยเปอร์เซ็นต์ การจะเข้าใจลึกซึ้ง เข้าใจทุกเม็ด มันยากมาก เพราะเราไม่ได้มีประสบการณ์เดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่าปมในชีวิตเขาคืออะไร เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าปมวัยเด็กของเขาคืออะไรที่ทำให้เขาโตขึ้นมาแบบนี้ แต่เราสามารถเริ่มจากความเห็นอกเห็นใจได้ มันคือการเห็นความทุกข์ในแววตาคนอื่นแล้วรู้สึกไปกับเขา เชื่อเขา แล้วมีความหวังอยากให้เขาดีขึ้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่จะทำยังไงถ้าคนป่วยต้องปลอบคนป่วยด้วยกัน” ฉันยังคงสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝนนิ่งคิดก่อนตอบ “ในบทสนทนาระหว่างคนที่อ่อนแอกันทั้งคู่ ถ้าตกลงที่จะนั่งฟังและคุยกันแล้ว มันมักจะมีคนหนึ่งที่ต้องเสียสละ ซึ่งจะเสียสละแค่ในสถานการณ์นั้นก็ได้ ไม่ต้องเสียสละตลอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่ามันคือการช่วยกันไปช่วยกันมา สมมติวันนี้เพื่อนแย่กว่า เราก็จะนิ่งและค่อยๆ ตะล่อมมัน แต่ในบางวันที่เราแย่กว่า เพื่อนก็จะสลับบทบาทมาปลอบเรา ไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย ไม่ว่าจะเป็นอาการประเภทไหน มันคือการสลับกันเข้มแข็งและอ่อนแอ สลับกันให้และรับ สลับกันช่วยและรับความช่วยเหลือ ในปริมาณที่สมดุลมากพอที่เราจะไม่รู้สึกอึดอัด”  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77118 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>คนหนึ่งคนไม่อาจแบกรับความทุกข์ของใครได้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเปิดกว้างและยินดีให้เพื่อนและผู้อ่านมาปรึกษาเสมอๆ กระนั้นฝนก็บอกว่า เธอคนเดียวไม่สามารถช่วยทุกคนได้ และในทางกลับกัน ลำพังแค่คุณแม่หรือเพื่อนสนิทเพียงคนสองคนก็ไม่สามารถแบ่งเบาเธอจากความทุกข์ก้อนโตได้ทั้งหมด ฝนจึงสร้างโครงข่ายความช่วยเหลือ (support system) ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนใกล้ตัวที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและกัน มันจึงไม่ใช่การผลัดกันให้และรับกำลังใจในหนึ่งความสัมพันธ์ หากเป็นการผลัดกันให้และรับกำลังใจในหลายๆ ความสัมพันธ์ที่จะช่วยสลายให้ทุกข์ก้อนโตเล็กลงๆ จนทุกคนในเครือข่ายสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บางคนคิดว่าแค่แฟนเข้าใจก็โอเคแล้ว แต่คนคนเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่างหรอก และการโยนใส่เขาคนเดียว เขาอาจรู้สึกว่ามันมากเกินไปจนกลายเป็นหน้าที่ มันจะหนักเขา และสุดท้ายก็จะหนักเราด้วย เพราะเมื่อเรายึดติดกับความสัมพันธ์เดียว เมื่อเขาไม่ไหว เราจะรู้สึกว่าเราไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โครงข่ายความช่วยเหลือคือการแชร์ความหนักอึ้งนั้นออกไป และเป็นการเปิดสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ว่ามันมีคนที่พร้อมจะช่วยเหลือเราเต็มไปหมด”​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นอีกครั้งที่ฝนนิยามตัวเองว่าโชคดี เธอโชคดีที่มีโครงข่ายความช่วยเหลือที่แข็งแรง แต่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีแบบเธอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีคนรู้จักของเราฆ่าตัวตายไป 2 คน เราสะเทือนใจ แต่ก็รู้ตัวว่าทำอะไรไม่ได้ เราไม่ใช่พระเจ้า เราแค่รู้สึกว่าคงจะดีถ้าเขามีคนรอบข้างที่คอยสนับสนุน เข้าใจ ให้กำลังใจ และได้ไปหาหมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอเสริมด้วยว่า ทุกวันนี้สิ่งที่ผู้อ่าน Moody Twenties ทักเข้ามาปรึกษาเยอะสุดคือเรื่องพ่อแม่ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อว่ามีโรคจิตเวชอยู่จริง ซึ่งสุดท้ายต่อให้เธอพยายามหยิบยื่นความหวังดีไปให้ผู้อ่านเหล่านั้น ความหวังดีนั้นก็อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะไม่ได้มาจากคนสำคัญในชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การที่เราเห็นอกเห็นใจและพยายามช่วยคนคนหนึ่ง มันอาจจะสำคัญน้อยมากถ้าเราไม่ใช่คนสำคัญของเขา ถ้ารู้ว่าเป็นคนสำคัญของใคร อยากให้เริ่มต้นที่รับฟังและเห็นอกเห็นใจเขา” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77132 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-7.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-7.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-7-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3><b>สังคมที่ไม่มีพื้นที่ให้คนอ่อนแอ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเน้นพูดในมุมคนตัวเล็กที่ช่วยเหลือกันเอง แต่ฝนก็ตระหนักดีถึงภาพกว้างของสังคมปัจจุบันที่ยังมีสิ่งกีดขวางและช่องว่างอยู่อีกมาก ทุกวันนี้แม้ผู้คนจะเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น แต่ความเข้าใจนั้นก็ยังไม่ออกไปสู่วงกว้างเท่าที่ควร และที่สำคัญสถานพยาบาลหรือระบบที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้มีอาการก็ยังคงมีน้อยและเข้าถึงค่อนข้างยาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าผู้ป่วยไม่มีโครงข่ายความช่วยเหลือของตัวเอง อย่างน้อยเขาควรมีที่ให้ไปขอความช่วยเหลือ เพราะการมีชีวิตอย่างสงบสุขคือปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่สังคมตอนนี้ยังมองไม่เห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่มีมือยื่นออกไปให้เขาจับ และยังเป็นสังคมที่ไม่มีพื้นที่ให้ความอ่อนแอ ทั้งที่ทุกคนทั้งเข้มแข็งและอ่อนแอในตัวคนเดียว เราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ที่เข้ามากระทบ ไม่มีใครเข้มแข็งตลอดเวลา ไม่มีใครอ่อนแอตลอดเวลา แต่พอความอ่อนแอถูกตั้งค่าให้เป็นแง่ลบเสมอ หลายคนจึงรู้สึกว่าการไปหาหมอคือการแสดงความอ่อนแอและเป็นความล้มเหลวในชีวิต ทำให้คนไม่อยากไปหาหมอ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นเป็นสาเหตุที่เธอให้ความสำคัญกับการสร้างโครงข่ายความช่วยเหลือที่คนตัวเล็กๆ สามารถช่วยกันและกันได้ เพราะทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้เราทำได้แค่ช่วยตัวเอง ช่วยคนใกล้ตัว เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้แล้ว”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77134 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>มีค่าและควรค่า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันตั้งต้นไปคุยกับฝนด้วยคิดว่าเธอเป็นผู้ให้ แต่เธอออกตัวว่าในโครงข่ายความช่วยเหลือนี้เธอเองก็เป็นผู้รับเหมือนกัน และสิ่งที่เธอคิดว่าได้รับมามากที่สุดคือความสัมพันธ์ที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเราและเพื่อนแน่นแฟ้นขึ้น เราเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น และต่อให้เราหรือเพื่อนมีปัญหาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับโรค เราก็ยังหวังดีต่อกันและอยากช่วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สุดท้ายการทำแบบนี้ทำให้อาการเราดีขึ้นด้วย เพราะอาการของโรคทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ควรค่าแก่สิ่งดีๆ แต่การผลัดกันให้และรับกำลังใจทำให้เรารู้สึกว่า เราสมควรได้รับความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งมันมีค่ามาก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันร่ำลาฝนด้วยใจที่เบาขึ้น คล้ายว่าเธอรับฉันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโครงข่ายความช่วยเหลือของเธอ ที่ซึ่งฉันได้รู้ว่า เราทุกคนมีค่าและควรค่า เราทุกคนช่วยกันได้ อาจไม่เข้าใจกันร้อยเปอร์เซ็นต์​ แต่เห็นอกเห็นใจกันล้านเปอร์เซ็นต์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77133 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><em>ขอบคุณสถานที่ <a href="https://www.facebook.com/barstoriadelcaffe" target="_blank" rel="noopener">Bar Storia Del Caffè</a> Ploenchit</em></p>
<p><em>ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88?source=feed_text&amp;epa=HASHTAG&amp;__xts__%5B0%5D=68.ARBUh4Pyl_c1UhNKEAqdUSJrgI_orqKiKTewByBlJM7UbrFDDye8IjsK5PBD9qpBjwE2k_D8is5R4-eNNLoYMUDPfeuRlQJpUQBUJl7JN9IkTxkoqQM-3sUlFpefyLFbToU2IjnJtus2-aU3PpxJZF2AxaVvr54FK13NfqStAFxOyIsCT0XSx566-0TczXZuNOLY4h_WwmooR2qxxjNODjYa3v4QcIM_1fHRZ-vp-VW6rGnW4N35vyuMjoh_aEuLH9n5liQTB0ETuKVAHMB9bZ-ZsTTtA_i2mgJFkEVz0I42m19mM99Lee2ZUKzV3w&amp;__tn__=%2ANK-R" data-ft="{&quot;type&quot;:104,&quot;tn&quot;:&quot;*N&quot;}"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz" aria-label="hashtag">#</span><span class="_58cm">กำลังใจที่เข้าใจ</span></span></a> กับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ โดยการส่งต่อกำลังใจถึงคนรอบข้างด้วยความเข้าใจผ่านทาง <a href="http://bit.ly/2N43scM">bit.ly/2N43scM</a></em><br />
<span style="display: none;">วรรษชล ศิริจันทนันท์</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/moody-twenties-empathy/">คุยกับ &#8216;ฝน วรรษชล&#8217; ผู้ป่วยไบโพลาร์ที่ใช้ความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ถ้ายังอยู่ก็ทำให้ดี” สมควร หญิงสาวผู้ชนะมะเร็งปากมดลูก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hpv-somkuan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Nov 2019 05:30:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจที่เข้าใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[HPV]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=77906</guid>

					<description><![CDATA[<p>คงไม่มีใครปฏิเสธว่า มะเร็งปากมดลูก คือเรื่องร้าย  ขึ้นชื่อว่าเป็นมะเร็ง ถ้าโรคพัฒนาไปจนถึงระยะสุดท้าย คำว่า ‘รักษาไม่หาย’ ช่างมีผลกับคนมากเหลือเกิน เลี่ยงไม่ได้ที่ข้อมูลของโรคหรือประสบการณ์จากคนรอบตัวจะทำให้ใครหลายคนวิตก รวมถึงการนำเสนอภาพจำของผู้ป่วยมะเร็งก็ทำให้ใครบางคนหวาดกลัว เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยบางคนถึงกับท้อตั้งแต่ต้นทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่มรักษาด้วยซ้ำ ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เพราะถ้าไม่เจอกับตัว เราคงจินตนาการไม่ออกว่าอาการหมดกำลังใจนั้นรุนแรงแค่ไหน สมควร สระทองแก่น คือหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งได้รู้ว่าตัวเองเป็น มะเร็งปากมดลูก อาจจะใช้คำว่า &#8216;รู้ตัวช้า&#8217; ก็ได้ เพราะในความเป็นจริงถึงแม้ มะเร็งปากมดลูก จะเป็นโรคมะเร็งที่พรากชีวิตผู้หญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แต่ปัจจุบันโรคนี้ก็สามารถป้องกันได้เพียงแค่ฉีดวัคซีน HPV ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก รวมไปถึงมะเร็งอวัยวะเพศ คนทั่วไปสามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ตั้งแต่อายุ 9-45 ปี ถึงกระนั้นความจริงข้อนี้ก็ยังไม่แพร่หลายจนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป แม้ในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยจะมีนโยบายให้เด็กเริ่มฉีดวัคซีนนี้ตั้งแต่ช่วงประถม แต่หลายคนในสังคมก็ยังขาดการรับรู้จุดนี้ หลายคนไม่รู้ว่าโรคมะเร็งที่แสนอันตรายสามารถป้องกันได้ และหลายคนเหล่านั้นก็โชคร้ายที่ต้องเผชิญโรคนี้กับตัวเอง ซึ่งสมควรคือหนึ่งในคนกลุ่มหลัง เธอเหมือนกับทุกคนที่พอได้ยินคำวินิจฉัยยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์จากปากหมอกำลังใจและแรงใจที่เคยมีก็หล่นวูบดับสนิท คำถามมากมายเกิดขึ้นตามมาในหัว แต่เรื่องราวหลังจากนั้นของเธอต่างหากที่น่าสนใจ เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกของเธอยังอยู่ในระยะที่รักษาหายได้ เธอตัดสินใจเผชิญหน้ากับการรักษาเนื้อร้ายอย่างทันท่วงที ตลอดระยะเวลาของกระบวนการฉายแสงและการทำคีโม เธอบอกว่านี่คืออุปสรรคครั้งหนึ่งที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต แต่เพราะเหตุนั้นเอง ในวันนี้ที่เธอลาขาดจากมะเร็งมาได้ครึ่งปีแล้ว เธอกลับบอกเราว่าในอีกแง่หนึ่ง ประสบการณ์ตลอดหลายเดือนที่อยู่กับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hpv-somkuan/">“ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ถ้ายังอยู่ก็ทำให้ดี” สมควร หญิงสาวผู้ชนะมะเร็งปากมดลูก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">คงไม่มีใครปฏิเสธว่า มะเร็งปากมดลูก คือเรื่องร้าย </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">ขึ้นชื่อว่าเป็น<a href="https://adaymagazine.com/search/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87">มะเร็ง</a> ถ้าโรคพัฒนาไปจนถึงระยะสุดท้าย คำว่า ‘รักษาไม่หาย’ ช่างมีผลกับคนมากเหลือเกิน เลี่ยงไม่ได้ที่ข้อมูลของโรคหรือประสบการณ์จากคนรอบตัวจะทำให้ใครหลายคนวิตก รวมถึงการนำเสนอภาพจำของผู้ป่วยมะเร็งก็ทำให้ใครบางคนหวาดกลัว เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยบางคนถึงกับท้อตั้งแต่ต้นทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่มรักษาด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เพราะถ้าไม่เจอกับตัว เราคงจินตนาการไม่ออกว่าอาการหมดกำลังใจนั้นรุนแรงแค่ไหน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77924 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-9.jpg" alt="มะเร็งปากมดลูก" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>สมควร สระทองแก่น</strong> คือหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งได้รู้ว่าตัวเองเป็น มะเร็งปากมดลูก</span></p>
<p>อาจจะใช้คำว่า &#8216;รู้ตัวช้า&#8217; ก็ได้ เพราะในความเป็นจริงถึงแม้ มะเร็งปากมดลูก จะเป็นโรคมะเร็งที่พรากชีวิตผู้หญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แต่ปัจจุบันโรคนี้ก็สามารถป้องกันได้เพียงแค่ฉีดวัคซีน <a href="https://www.cdc.gov/std/hpv/stdfact-hpv.htm">HPV</a> ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก รวมไปถึงมะเร็งอวัยวะเพศ คนทั่วไปสามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ตั้งแต่อายุ 9-45 ปี</p>
<p>ถึงกระนั้นความจริงข้อนี้ก็ยังไม่แพร่หลายจนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป แม้ในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยจะมีนโยบายให้เด็กเริ่มฉีดวัคซีนนี้ตั้งแต่ช่วงประถม แต่หลายคนในสังคมก็ยังขาดการรับรู้จุดนี้ หลายคนไม่รู้ว่าโรคมะเร็งที่แสนอันตรายสามารถป้องกันได้ และหลายคนเหล่านั้นก็โชคร้ายที่ต้องเผชิญโรคนี้กับตัวเอง ซึ่งสมควรคือหนึ่งในคนกลุ่มหลัง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอเหมือนกับทุกคนที่พอได้ยินคำวินิจฉัยยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์จากปากหมอกำลังใจและแรงใจที่เคยมีก็หล่นวูบดับสนิท คำถามมากมายเกิดขึ้นตามมาในหัว แต่เรื่องราวหลังจากนั้นของเธอต่างหากที่น่าสนใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกของเธอยังอยู่ในระยะที่รักษาหายได้ เธอตัดสินใจเผชิญหน้ากับการรักษาเนื้อร้ายอย่างทันท่วงที ตลอดระยะเวลาของกระบวนการฉายแสงและการทำคีโม เธอบอกว่านี่คืออุปสรรคครั้งหนึ่งที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต แต่เพราะเหตุนั้นเอง ในวันนี้ที่เธอลาขาดจากมะเร็งมาได้ครึ่งปีแล้ว เธอกลับบอกเราว่าในอีกแง่หนึ่ง ประสบการณ์ตลอดหลายเดือนที่อยู่กับ ‘มะเร็ง’ มันให้อะไรดีๆ กับเธอเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอผ่านมาได้ยังไง และเพราะอะไรมะเร็งถึงทำให้เธอคิดแบบนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไปฟังเธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดพร้อมกันดีกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77928 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-13.jpg" alt="มะเร็งปากมดลูก" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง เพราะครอบครัวเราไม่มีใครเคยเป็นมาก่อน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้สนใจตัวเองมากเท่าไหร่ ถ้าว่ากันตามตรงเราเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าโรคมะเร็งปากมดลูกสามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้ แต่เราเป็นเหมือนคนส่วนมากที่ไม่กล้าไปเจอหมอ คิดว่าการตรวจโรคนี้คือการตรวจภายใน มันเขินอาย เราจึงไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะคิดว่าตัวเองก็แข็งแรงดี แต่อยู่มาวันหนึ่ง เรามีประจำเดือนแต่เลือดที่ออกมาเยอะกว่าปกติ ช่วงแรกเรานึกว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น แต่พอหลังจากนั้นประจำเดือนมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีอาการปวดท้องแบบที่ไม่เคยปวดมาก่อน กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย เราทนอยู่อย่างนั้นเป็นเดือนจนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราตัดสินใจไปหาหมอสูติฯ ซึ่งพอหมอตรวจภายในอย่างละเอียด เขาพูดกับเราทันทีว่า ‘สงสัยจะเป็นมะเร็ง’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77925 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-10.jpg" alt="มะเร็งปากมดลูก" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอได้ยินแบบนั้น ใจหนึ่งเราก็หวังว่าไม่ใช่หรอก แต่อีกใจหนึ่งก็จิตตกทันที เราว่าทุกคนพอรู้ว่าตัวเองมีโอกาสเป็นมะเร็ง พวกเขาจะคิดอะไรขึ้นมาหลายอย่าง เราจำได้ดีว่าตอนนั้นรู้สึกเหมือนขาไม่ติดพื้น รู้สึกเหมือนตัวลอยบนอากาศ ความคิดเยอะแยะไปหมดผุดขึ้นมา เราจะจัดการตัวเองยังไง ครอบครัวจะรับได้ไหม เราคิดหลายอย่าง ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นผลตรวจชิ้นเนื้อก็ออกมายืนยันว่าเราเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 2</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราถามหมอว่า ‘หายได้ไหม’ หมอตอบกลับมาว่า ‘โอกาสหาย 80 เปอร์เซ็นต์’’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราถามหมอเพิ่มว่า ‘แล้วอีก 20 เปอร์เซ็นต์ไปไหน’ หมอบอกว่า ‘อยู่ที่ตัวคนไข้ว่าจะทนการรักษาและดูแลตัวเองดีขนาดไหน’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากนั้น เราตัดสินใจเริ่มกระบวนการรักษาที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในวันที่เราไปถึงโรงพยาบาลเพื่อรักษามะเร็งวันแรก ที่นั่นเป็นสถาบันมะเร็งที่มีคนมารักษาเยอะมาก เราได้เห็นอีกโลกหนึ่งว่ารอบๆ ตัวเรามีคนเป็นมะเร็งมากขนาดนี้เลยเหรอ บางคนดูเหมือนไม่เป็นอะไร แต่บางคนก็ดูป่วยมากจนเหมือนจะไม่ไหวแล้ว แต่ละคนทนการรักษาได้ไม่เท่ากัน นั่นทำให้เราไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทนได้ไหม </span><span style="font-weight: 400;">จนพอเราเริ่มรักษา สารภาพว่ามันหนักหนาอยู่เหมือนกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77916 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-1.jpg" alt="มะเร็งปากมดลูก" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การรักษาของเราคือต้องฉายแสง 28 ครั้ง ฝังแร่ 3 ครั้ง และให้คีโมติดกัน 5 วัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;สำหรับเราการให้คีโมคือขั้นตอนที่หนักที่สุด ตลอดเวลา 5 วันนี้เราไม่ได้ออกไปไหน ไม่นอนก็ไปห้องน้ำแค่สองอย่าง ขยับอยู่แค่นั้น 2-3 วันแรกน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ช่วง 4-5 วันหลังนั้นแย่มาก เราได้แต่ภาวนาให้แต่ละวันหมดไปเร็วๆ เหมือนติดคุกเลยนะ ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่จะหมดวัน คิดแบบนี้วันต่อวัน ซึ่งนอกจากเราคนที่รักษาตัวเองอยู่ที่นั่นเป็นหนักกว่าเรามาก บางคนเขาอาเจียนต่อหน้าเรา หรือบางคนเขาเหมือนจะไม่ไหวแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้เรากลัวอยู่เหมือนกัน แต่เราไม่ท้อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเหนื่อยมาก แต่เราไม่ยอมแพ้ เพราะครอบครัวเราก็ไม่ยอมแพ้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในทุกๆ วันที่เรารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่มีสักวันเลยที่เราอยู่คนเดียว ลูก แม่ หรือครอบครัว จะมาอยู่ดูแลเราเสมอ ทุกคนมาให้กำลังใจเราหมด ไม่มีคำว่าตัวคนเดียวเลยตลอดเวลาที่ทำการรักษาเหล่านั้น กำลังใจจากคนรอบข้างมีส่วนเยอะมากที่ทำให้เราอดทนได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ย้อนไปก่อนหน้านั้นหลายปี ตัวเราเองเคยมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก ทำอะไรไม่ได้ จำใครไม่ได้ไปพักหนึ่ง แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ ดังนั้นพอวันที่เราต้องเจอกับมะเร็ง ครอบครัวเราที่เคยผ่านเหตุการณ์ในครั้งนั้นกับเรามาแล้ว เขาเลยบอกกับเราว่า ‘แม่สู้ได้อยู่แล้วแหละ ครั้งนั้นยังผ่านมาได้เลย ครั้งนี้เรามาสู้ไปด้วยกัน แม่ไม่ได้สู้คนเดียว’ นี่ก็เป็นกำลังใจหนึ่งของเรา อีกอย่างคือโรงพยาบาลที่เราไปรักษา เราเห็นอีกหลายคนที่ไม่ได้โชคดีเท่าเรา เขาต้องนั่งรถประจำทางมารักษาเอง แต่เขายังสู้เลย ดังนั้นเราต้องสู้และอดทนเพื่อคนที่เขาทำเพื่อเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77934 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-19.jpg" alt="มะเร็งปากมดลูก" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“และสุดท้ายเราก็ทนได้ การรักษาจบลง ตอนนี้ร่างกายเราตรวจไม่พบมะเร็งแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้เราต้องไปพบหมอทุกๆ 3 เดือนเพราะหมอบอกว่ามีโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาอีก เราไปพบหมอมา 2 ครั้งแล้ว ซึ่งร่างกายเรายังแข็งแรงดี ไม่พบเชื้ออะไร แต่นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตเราเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนหน้านี้เราเป็นคนที่ไม่คิดออกกำลังกาย แต่พอหายกลับมาบ้านปุ๊บ เราตัดสินใจทำห้องฟิตเนสที่บ้านทันที เป้าหมายไม่ใช่การออกกำลังกายเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อทำให้เราแข็งแรงสม่ำเสมอ หรือในส่วนอาหารการกิน เรายังคงกินเหมือนกับตอนที่ป่วย แม้หมอจะบอกให้เรากินอะไรได้มากขึ้นแล้ว แต่เรายังคงตื่นเช้ามากินผัก ไข่ต้ม น้ำพริก เหมือนเดิม มื้อกลางวันหรือเย็นอาจมีข้าวกล้องบ้าง แม่จะเป็นคนช่วยเตรียมให้ ส่วนสิ่งที่เราชอบก่อนหน้านั้นอย่างของหมัก ของดอง หรือของปิ้งย่าง เราเลิกหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถามว่ายังอยากกินไหม ก็อยากนะ แต่เราไม่เอาดีกว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้มากที่สุดคือ เราต้องดูแลตัวเอง ก่อนหน้าที่จะป่วยเราไม่ได้มองสุขภาพของตัวเองเลย ตอนคลอดลูกแล้วหมอบอกให้เราไปตรวจภายใน เราก็ไม่เคยไป มัวแต่อายหมอ ดังนั้นตอนนี้ถ้าแนะนำอะไรคนอื่นได้ เราอยากบอกว่าให้ไปตรวจสุขภาพเป็นประจำเถอะ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77933 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บางคนอาจจะแย้งว่าทำอย่างที่เราบอกไม่ได้ ส่วนนี้เราเข้าใจนะ ก่อนหน้านี้เราก็เป็นแบบนั้น คือแค่ทำงานก็แทบไม่มีเวลามาดูแลตัวเองหรือหาหมอแล้ว แต่อย่างหนึ่งที่เราอยากให้คนรู้คือถ้ารอให้ตัวเองป่วยและไม่ไหวจริงๆ การรักษาหลังจากนั้นจะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ต้นเหตุจริงๆ คือร่างกายที่เราเองต้องดูแล ดังนั้นเราอยากให้ทุกคนลองหันมาใส่ใจตัวเองบ้าง รักตัวเองเท่าที่จะทำได้ อะไรที่ป้องกันไว้ล่วงหน้าได้ก็ควรทำ เรารู้ว่ามันยาก แต่ก็คุ้มที่จะหันมาสนใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้กลับมาย้อนคิดถึงประสบการณ์การเป็นมะเร็งของตัวเอง เราว่าในแง่หนึ่งตัวเองโชคดี อย่างแรกคือถือว่าเราเจอมะเร็งเร็ว แค่ระยะ 2 เท่านั้น ยังรักษาหายได้ อีกอย่างคือมันทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะสำหรับมะเร็ง สำคัญที่สุดคืออยู่ที่ตัวคนป่วย มันจะกลับมาไหมหรือจะเป็นยังไงส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ที่เราทั้งนั้น ดังนั้นการเป็นมะเร็งครั้งนี้ก็มีข้อดีและทำให้เราได้คิดทบทวนบางอย่างเหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ชีวิตคนเราไม่แน่นอนหรอก แต่ในส่วนของเราเอง เรารับได้ถ้าจะเกิดอะไรขึ้น พูดง่ายๆ ว่าตอนป่วย มันทำให้เราได้มีเวลาตั้งสติ เวลาเหล่านั้นทำให้เรารับอะไรหลายๆ อย่างได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“และที่สำคัญคืออย่างที่บอกนั่นแหละ ในเมื่อชีวิตคนเราไม่แน่นอน ถ้ายังอยู่ก็ทำให้ดีที่สุดเถอะ เพราะถ้าวันหนึ่งถึงเวลาที่เราต้องไป เราจะได้บอกตัวเองว่าชีวิตนี้คุ้มค่าแล้วและไม่เสียดายอะไร”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77937 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/มะเร็ง-รามา-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;">แม้มะเร็งปากมดลูกจะเป็นมะเร็งที่ทำให้หญิงไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 แต่ในเวลานี้โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ง่ายกว่าที่คิด จากงานวิจัยที่บอกว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกมีเชื้อไวรัส HPV เป็นต้นเหตุสำคัญ ปัจจุบันด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ เราสามารถฉีดวัคซีน HPV เพื่อคุ้มกันตัวเราจากโรคมะเร็งปากมดลูกได้ วัคซีนนี้เริ่มต้นฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยฉีดเพียง 3 เข็มก็เพียงพอต่อการป้องกันในระยะยาวแล้ว และนอกจากผู้หญิงเอง ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นมะเร็งจากเชื้อตัวนี้ได้เช่นกัน แต่ปัญหาทั้งหมดสามารถจบได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาร่วมกันรักตัวเองและป้องกันโรคภัยต่างๆ ผ่านการรู้อย่างทันท่วงทีไปพร้อมกันนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะมะเร็งจาก HPV อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คุณคิด</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hpv-somkuan/">“ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ถ้ายังอยู่ก็ทำให้ดี” สมควร หญิงสาวผู้ชนะมะเร็งปากมดลูก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นุชนิน : เจ้าของกลุ่มเฟซบุ๊ก &#8216;โรคนางเอก :)&#8217; กำลังใจของเพื่อนร่วมโรคมะเร็งทุกคน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/piyanuch-nuchnin/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[น้ำปาย ไชยฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Nov 2019 08:00:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังใจที่เข้าใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งเม็ดเลือดขาว]]></category>
		<category><![CDATA[นุช ปิยะนุชเศรษฐวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[นุชนิน]]></category>
		<category><![CDATA[สาว 22 กับโรคนางเอก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคนางเอก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=77088</guid>

					<description><![CDATA[<p>นุชนิน เรารู้จัก นุช–ปิยะนุช เศรษฐวงศ์ หรือ &#8216;นุชนิน&#8217; เป็นครั้งแรกราว 10 ปีก่อน ในขณะที่ในยุคนั้น โลกออนไลน์ยังเป็นพื้นที่ที่คนสงวนความเป็นส่วนตัว นุชกลับเป็นเจ้าของบล็อกที่เปิดเผยทั้งชื่อจริง อายุ และโรคประจำตัวของเธอ ไม่ใช่ภูมิแพ้ ไม่ใช่โรคหัวใจ ไม่ใช่เบาหวาน แต่คือ ‘มะเร็ง’ ที่ใครๆ ก็หวาดกลัว บล็อกนั้นมีชื่อติดตลกว่า ‘สาว 22 กับโรคนางเอก’ พื้นที่เล่าประสบการณ์การป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวผ่านการ์ตูนช่องที่เรียบง่าย จริงใจ และตลกโปกฮา จนเราแอบมอบตำแหน่งผู้ป่วยที่อารมณ์ดีที่สุดคนหนึ่งให้ รู้ตัวอีกทีเราก็สมัครเป็นแฟนบล็อกของเธออย่างไม่เป็นทางการ พร้อมกับอีกหลายคนที่พากันมาคอมเมนต์ยินดีในวันที่เธออาการดีวันดีคืน และให้กำลังใจในวันที่อาการไม่สู้ดีนัก สำหรับเรา บล็อกของเธอฉายภาพให้เห็นชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งและการรักษาที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเดียวกันแล้ว หลายคนมองว่ามันคือกำลังใจ นุชนิน เวลาผ่านไป 10 ปี หญิงสาวตรงหน้าเราหายขาดจากโรคมะเร็งแล้ว เธอกลับมาทำงาน แต่งงาน มีครอบครัวและลูกที่น่ารัก พร้อมๆ กับการเป็นเจ้าของกลุ่มในเฟซบุ๊กชื่อ ‘โรคนางเอก :)’ พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ระหว่างเพื่อนร่วมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งหายากชนิดอื่นๆ อีกประปราย จนรวมๆ แล้วมีสมาชิกทั้งหมดถึงพันกว่าคน “เรื่องบางเรื่อง คนที่ไม่เป็นก็ไม่เข้าใจ” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/piyanuch-nuchnin/">นุชนิน : เจ้าของกลุ่มเฟซบุ๊ก &#8216;โรคนางเอก :)&#8217; กำลังใจของเพื่อนร่วมโรคมะเร็งทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">นุชนิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้จัก </span><b>นุช–ปิยะนุช เศรษฐวงศ์ </b><span style="font-weight: 400;">หรือ &#8216;</span><b>นุชนิน&#8217;</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นครั้งแรกราว 10 ปีก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่ในยุคนั้น โลกออนไลน์ยังเป็นพื้นที่ที่คนสงวนความเป็นส่วนตัว นุชกลับเป็นเจ้าของบล็อกที่เปิดเผยทั้งชื่อจริง อายุ และโรคประจำตัวของเธอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ภูมิแพ้ ไม่ใช่โรคหัวใจ ไม่ใช่เบาหวาน แต่คือ ‘มะเร็ง’ ที่ใครๆ ก็หวาดกลัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บล็อกนั้นมีชื่อติดตลกว่า ‘สาว 22 กับโรคนางเอก’ พื้นที่เล่าประสบการณ์การป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวผ่านการ์ตูนช่องที่เรียบง่าย จริงใจ และตลกโปกฮา จนเราแอบมอบตำแหน่งผู้ป่วยที่อารมณ์ดีที่สุดคนหนึ่งให้ รู้ตัวอีกทีเราก็สมัครเป็นแฟนบล็อกของเธออย่างไม่เป็นทางการ พร้อมกับอีกหลายคนที่พากันมาคอมเมนต์ยินดีในวันที่เธออาการดีวันดีคืน และให้กำลังใจในวันที่อาการไม่สู้ดีนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับเรา บล็อกของเธอฉายภาพให้เห็นชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งและการรักษาที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเดียวกันแล้ว หลายคนมองว่ามันคือกำลังใจ</span></p>
<p><span style="display: none;">นุชนิน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77095 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-8.jpg" alt="นุชนิน" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-8.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-8-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาผ่านไป 10 ปี หญิงสาวตรงหน้าเราหายขาดจากโรคมะเร็งแล้ว เธอกลับมาทำงาน แต่งงาน มีครอบครัวและลูกที่น่ารัก พร้อมๆ กับการเป็นเจ้าของกลุ่มในเฟซบุ๊กชื่อ ‘โรคนางเอก :)’ พื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ระหว่างเพื่อนร่วมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งหายากชนิดอื่นๆ อีกประปราย จนรวมๆ แล้วมีสมาชิกทั้งหมดถึงพันกว่าคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรื่องบางเรื่อง คนที่ไม่เป็นก็ไม่เข้าใจ” นุชบอกพร้อมรอยยิ้มกว้างเมื่อเราถามว่าทำไมเธอยังตั้งใจทำกลุ่มนี้อย่างไม่ลดละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอยากเข้าใจมากขึ้น เราจึงขอให้นุชเล่าย้อนไปยังวันแรกที่เธอทำความรู้จักกับโรคมะเร็ง จนถึงวันที่ประสบการณ์ของเธอได้ช่วยเหลือคนนับพัน และทำให้หลายคนเข้าใจกันและกันอย่างทุกวันนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77096 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-7.jpg" alt="นุชนิน" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: left;"><b>จากสาวออฟฟิศสู่นางเอก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ย้อนกลับไปตอนปี 2552 เราอายุ 22 กำลังเริ่มต้นทำงาน เรามีอาการไข้ต่ำๆ ทั้งอาทิตย์ ปวดเมื่อยร่างกาย ตอนแรกก็นึกว่าเป็นไข้ธรรมดา จนกระทั่งวันเสาร์ เราล้มตัวลงนอนแล้วเจ็บจี๊ดเข้าไปในข้อกระดูกหัวไหล่กับข้อขา มันเจ็บแบบใครแตะไม่ได้ ขยับไม่ได้เลย ป๊าเราเป็นหมอ แม่เป็นพยาบาล เช้าวันรุ่งขึ้นพอเขาเห็นเราหน้าซีดผิดปกติก็เลยเจาะเลือดเอาไปเช็กดู ผลออกมาว่าเม็ดเลือดขาวขึ้นสูงมากผิดปกติ ก็เลยรู้ว่าน่าจะป่วยเป็นมะเร็งแล้ว เย็นวันนั้นเราก็เข้าโรงพยาบาลเลย ผลออกมาว่าเราเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน ต้องรักษาทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การรักษาแบ่งเป็น 5 คอร์ส คอร์สแรกเป็นการให้คีโมแรงๆ 10 เข็มติดกันเลย คอร์สที่ 2 เป็นการฉีดยาเข้าไขสันหลัง 4 เข็ม สัปดาห์ละเข็ม เหมือนในหนังที่นางเอกต้องไปงอตัวเป็นกุ้งแล้วก็ฉีดยาน่ะ คอร์สที่ 3 เป็นการฉายแสง สามคอร์สแรกเราต้องอยู่โรงพยาบาลประมาณ 3 เดือนไม่ได้กลับบ้านหรือไปไหนเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77097" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Q8791867-2.jpg" alt="นุชนิน" width="214" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Q8791867-2.jpg 324w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Q8791867-2-95x300.jpg 95w" sizes="(max-width: 214px) 100vw, 214px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงแรกเรายังรู้สึกงงๆ อยู่ว่าเป็นมะเร็งจริงเหรอ แล้วอนาคตจะเป็นยังไง เพราะจากที่เรากำลังสนุกกับงานก็ต้องลาออกมาอยู่โรงพยาบาลอย่างเดียว จากนั้นเราก็เริ่มห่อเหี่ยว จิตตก รังเกียจตัวเองว่าเราทำอะไรไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เราอายุแค่นี้แต่กลายเป็นว่าเราอยู่ได้แค่ในห้อง ไม่มีแรง ช่วยเหลือตัวเองก็ไม่ได้ ถึงขั้นที่แม่ต้องเช็ดฉี่ เช็ดอึให้ รู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่า บวกกับพอได้ยาคีโมผมเราก็เริ่มร่วง มีกระขึ้นเต็มหน้าไปหมด น้ำหนักลดไป 5-6 กิโลกรัม เหมือนเหลือแต่กระดูก เราก็รู้สึกว่าเราดูน่าเกลียดไปหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่ากำลังใจที่ดีที่ทำให้เราดีขึ้นได้คือคนรอบตัวที่มาช่วยดูแลนี่แหละ เวลาเรารู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียด ครอบครัวก็จะบอกว่าก็ไม่เป็นไรนี่ น้องก็จะบอกว่าเจ้แค่ป่วย เดี๋ยวก็หาย เราเลยรู้สึกว่าเขายังรับเราได้เลย ทำไมเรารับตัวเองไม่ได้ เขาพยายามให้เรา เราก็ต้องพยายามกลับให้เขาเหมือนกัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกำลังใจเริ่มดีขึ้น ความจิตตกก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอารมณ์เบื่อหน่าย เมื่อหันไปทางไหนก็เจอแต่ผนังโรงพยาบาล สายน้ำเกลือ เข็มฉีดยา ดีหน่อยที่มีทีวีให้ดูและแลปท็อปให้ติดต่อกับโลกภายนอกบ้าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77099" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Q8791867-24.jpg" alt="นุชนิน" width="188" height="675" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สามเดือนที่อยู่โรงพยาบาลเราเบื่อ ไม่รู้จะทำอะไร ประกอบกับช่วงนั้นมีคนโทรมาถามอาการเราบ่อย ทั้งเพื่อนๆ และญาติๆ เราตอบหลายๆ ครั้งไม่ไหวเพราะมันเหนื่อย ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวอัพบล็อกให้ไปอ่านก็แล้วกัน เราก็เลยเริ่มวาดการ์ตูนลงบล็อกในเว็บไซต์ exteen.com ชื่อ ‘สาว 22 กับโรคนางเอก’ เพราะช่วงนั้น หนังเกาหลีเรื่องไหนที่นางเอกป่วยต้องเป็นลูคีเมียกันหมดเลย” นุชเล่าพร้อมหัวเราะจนตาหยี ไร้ร่องรอยของความป่วยไข้อย่างสิ้นเชิง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกเหตุผลที่ทำให้เราเขียนบล็อกเพราะสมัยก่อนมันยังไม่มีบล็อกหรือเพจเกี่ยวกับคนเป็นมะเร็งให้อ่านมากนัก อย่างน้องเรา พอรู้ว่าเราป่วยเขาก็พยายามไปหาข้อมูลอ่าน ก็เจอแต่คนที่มาเล่าประสบการณ์ในพันทิปแบบฮาร์ดคอร์ เช่น ‘โอ้โห เลือดออกหนักมาก โหดร้ายมาก’ ยิ่งอ่านยิ่งจิตตก แต่เราเองรู้สึกว่าชีวิตเราไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น ก็เลยเขียนแบบเฮฮาไป”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-77106" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Q8791867-42.jpg" alt="นุชนิน" width="197" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Q8791867-42.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Q8791867-42-299x1024.jpg 299w" sizes="(max-width: 197px) 100vw, 197px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: left;"><b>จากญาติสนิทสู่มิตรสหายในเฟซบุ๊ก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นจากความตั้งใจเขียนบล็อกให้ครอบครัวและเพื่อนๆ อ่านเพื่ออัพเดตอาการ กลับกลายเป็นว่าความตลกขบขันและการมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอของนุชดึงดูดให้คนที่ไม่รู้จักเธอคลิกเข้ามาอ่านบล็อกมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคนป่วยหรือไม่ป่วยก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอทำบล็อก กลายเป็นว่าคนไม่รู้จักเราเขาอ่านแล้วก็มาให้กำลังใจเต็มเลย คนป่วยก็ติดต่อมา มีทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งหลายๆ อย่าง เราเริ่มกลายเป็นศูนย์รวมคนป่วย พอคนเริ่มติดต่อเยอะเราก็เริ่มงง เพราะแต่ละไทป์รักษาไม่เหมือนกัน เราก็เลยแนะนำให้คนที่ป่วยเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันปรึกษากันเองก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงนั้นเฟซบุ๊กเริ่มเป็นกระแส เราเลยตัดสินใจสร้างกรุ๊ปในเฟซบุ๊กชื่อ ‘โรคนางเอก :)’ เพื่อให้ทุกคนที่ติดต่อเรามาได้มาแลกเปลี่ยนกัน ตอนแรกก็มีสมาชิกแค่ 7-8 คน เฉพาะคนที่เขาอีเมลมาหาเรา แต่เวลาเขาไปโรงพยาบาล ได้เจอคนที่ป่วยเหมือนๆ กัน เขาก็จะแนะนำกันว่าฉันอยู่ในกลุ่มนี้ มาสิๆ เราจึงค่อยๆ มีสมาชิกเยอะขึ้น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77098 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กลุ่มของนุชจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนสมาชิกหลักหน่วยจนปัจจุบันเป็นหลักพัน และจากวันที่อาการยังไม่หายสนิทจนถึงวันนี้ที่เธอหายขาดจากโรคแล้ว แต่เธอยังยึดถือหลักการ 2 ข้อไม่มีเปลี่ยน หนึ่งคือกรุ๊ปโรคนางเอกของเธอต้องเป็นกรุ๊ปปิด เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยที่อาจไม่ได้อยากบอกคนรอบตัวเรื่องโรคของตัวเอง สอง นุชจะเป็นคนคัดเลือกสมาชิกอย่างละเอียดด้วยตัวเองเสมอ เพื่อปกป้องสมาชิกในกลุ่มจากคนที่ไม่หวังดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอมาทำกรุ๊ปในเฟซบุ๊ก เวลาคนเสิร์ชคำว่ามะเร็งมันจะโชว์กรุ๊ปของเราขึ้นมาด้วยเหมือนกัน กลายเป็นว่ามีทั้งคนรู้จักและคนไม่รู้จักมาขอเข้ากลุ่ม เราจึงต้องซักประวัติก่อนว่าเขาป่วยจริงไหม เพราะที่ผ่านมาเราเจอคนที่แค่อยากขายของเยอะเหมือนกัน บางคนเข้ามาขอรับบริจาคก็มี เราเลยต้องเลือกเยอะหน่อยเพราะเป้าหมายของเราคืออยากแลกเปลี่ยนมากกว่า เราเข้าใจความเคว้งคว้างของผู้ป่วยโรคมะเร็งว่าเขาไม่รู้จะไปถามใคร บางคนที่เป็นมะเร็งก็ไม่ได้บอกคนอื่น เขาก็เลยต้องมาหาข้อมูลในเว็บไซต์หรือในเพจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77101 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-7.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-7.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-7-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรื่องที่แชร์กันส่วนมากก็จะเป็นเรื่องการดูแลตัวเอง เช่น ในช่วงให้คีโมต้องทำยังไง เป็นผื่นแบบนี้ต้องทำยังไง ให้ยาแล้วมีอาการแบบนี้เป็นกันไหม ไม่ก็แชร์กันเรื่องการเบิกประกันสังคม เรื่องหยุมหยิมก็มี เหมือนพอไม่รู้จะไปถามใครก็มาโพสต์ถามกันในนี้ บางคนโพสต์ว่าเหนื่อยแล้ว ไม่ไหวแล้ว เขาก็ให้กำลังใจกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่าการแชร์กันในกลุ่มเรื่องการปฏิบัติตัวตอนป่วยมันเหมือนเป็นเป้าหมายระยะสั้นให้คนอื่นๆ เพราะบางทีเราก็คาดเดาไม่ได้ว่าอาการจะดีขึ้นหรือแย่ลง หรือบางคน พอรู้ปุ๊บว่าตัวเองเป็นโรคเขาก็ฟุ้งซ่านเลย จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่พอได้มาศึกษาจากในกลุ่มก็จะได้รู้ว่าขั้นต่อไปเขาต้องทำอย่างนี้ๆ ค่อยๆ โฟกัสไปทีละเรื่อง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77104 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/4-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: left;"><b>จากเพื่อนร่วมโรคถึงเพื่อนร่วมโรค</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามชื่อกลุ่ม ‘โรคนางเอก :)’ ความตั้งใจแรกของนุชคือการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมโรคนางเอกหรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองซึ่งมีการรักษาใกล้เคียงกันได้มาแลกเปลี่ยนกัน แต่ทำไปทำมา เพื่อนร่วมโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ก็เข้ามาร่วมกลุ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลที่เธอคาดไม่ถึง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สมาชิกในกลุ่มเราโดยมากเป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เพราะมะเร็งสองชนิดนี้เกี่ยวกับระบบเลือดเหมือนกัน รักษาในแผนกเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาก็มีผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ มาขอเข้ากลุ่มบ้าง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมหมวกไต มะเร็งโพรงจมูก แรกๆ เราก็บอกเขาว่าคนในกลุ่มเราส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมะเร็งประเภทนี้นะ คุณอยากเข้ามาหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าเขาบอกว่าเหงา เขาไม่มีกลุ่มของเขา เพราะมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมหมวกไตหรือมะเร็งโพรงจมูกมันหายากเลยไม่รู้จะคุยกับใคร เขาบอกว่ารู้สึกดีขึ้นที่มีเพื่อนร่วมโรคด้วยกันถึงจะคนละชนิดก็เถอะ อย่างน้อยก็ได้เจอคนที่เจออะไรเหมือนๆ กัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะคนนอก เราถามนุชว่ากำลังใจจากคนที่ป่วยเป็นโรคเหมือนกันสำคัญแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำคัญมากนะ” หญิงสาวตอบทันทีแบบไม่ต้องใช้เวลาคิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงที่เราทำคีโมคอร์สแรก ผมเราค่อยๆ ร่วงเป็นหย่อมจนหัวล้าน ตอนนั้นเรารู้สึกรับไม่ได้เลย แต่ก็ได้กำลังใจจากคนที่เคยผ่านมาก่อนคือแม่ของเพื่อนซึ่งเคยเป็นมะเร็งเต้านม คุณแม่เขาต้องให้คีโมจนผมร่วงเหมือนกัน แต่พอหายแล้ว เราไปเจอก็รู้สึกว่าเขาสวยเนอะ ตอนที่เราป่วยเขาฝากจดหมายมากับเพื่อนเรา เขียนว่าไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวหายแล้วก็กลับมาสวยพริ้ง เราก็รู้สึกดีขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77107 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่าการที่คนไข้เห็นว่าคนอื่นๆ ที่ป่วยก็หายได้มันเป็นกำลังใจให้เขา ทำให้เขารู้สึกว่าฉันก็ต้องหาย เราเคยไปเยี่ยมคุณน้าคนหนึ่งที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าแค่เราเดินเข้ามาเขาก็มีกำลังใจแล้วที่เห็นว่าเรากลับมาเดินอย่างแข็งแรงได้ แสดงว่าเขาก็ต้องหายได้เหมือนกัน เราเลยรู้สึกว่าการที่ได้มีเพื่อนร่วมโรคเดียวกันมันทำให้เขามีที่พึ่ง มีกำลังใจ เพราะบางทีคนที่ไม่เป็นก็ไม่เข้าใจเท่าคนป่วยด้วยกันเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่เรายังทำกลุ่มมาถึงทุกวันนี้เป็นเพราะเราเข้าใจหัวอกเขาว่าช่วงแรกๆ ที่รู้ว่าป่วย ทุกอย่างมันเคว้งไปหมดเลย คนในครอบครัวก็เคว้ง จิตตกกันไปหมด เราก็อยากเข้าไปช่วย ถ้าช่วยแล้วเขาดีขึ้น หายได้ เราก็ยิ่งยินดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้ก็มีคนมาบอกเราเหมือนกันว่าเขาดีใจที่มีกรุ๊ป บางคนที่อยู่ในกลุ่ม เขาหายป่วยแล้วก็มาช่วยตอบ ถ้ากลุ่มมีเรารันคนเดียวมันคงไม่อยู่มาถึงขนาดนี้หรอก แต่พอมีคนที่หายแล้วในกลุ่มมาช่วยให้คำแนะนำ กลุ่มมันก็เลยอยู่ได้ต่อไป”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นุชกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่เรามองว่าสดใส แต่สำหรับเพื่อนร่วมโรคของเธอแล้ว รอยยิ้มนั้นคงเท่ากับกำลังใจจากคนที่เข้าใจจริงๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77103 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><em>ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88?source=feed_text&amp;epa=HASHTAG&amp;__xts__%5B0%5D=68.ARBUh4Pyl_c1UhNKEAqdUSJrgI_orqKiKTewByBlJM7UbrFDDye8IjsK5PBD9qpBjwE2k_D8is5R4-eNNLoYMUDPfeuRlQJpUQBUJl7JN9IkTxkoqQM-3sUlFpefyLFbToU2IjnJtus2-aU3PpxJZF2AxaVvr54FK13NfqStAFxOyIsCT0XSx566-0TczXZuNOLY4h_WwmooR2qxxjNODjYa3v4QcIM_1fHRZ-vp-VW6rGnW4N35vyuMjoh_aEuLH9n5liQTB0ETuKVAHMB9bZ-ZsTTtA_i2mgJFkEVz0I42m19mM99Lee2ZUKzV3w&amp;__tn__=%2ANK-R" data-ft="{&quot;type&quot;:104,&quot;tn&quot;:&quot;*N&quot;}"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz" aria-label="hashtag">#</span><span class="_58cm">กำลังใจที่เข้าใจ</span></span></a> กับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ โดยการส่งต่อกำลังใจถึงคนรอบข้างด้วยความเข้าใจ ผ่านทาง <a href="http://bit.ly/2N43scM">bit.ly/2N43scM</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/piyanuch-nuchnin/">นุชนิน : เจ้าของกลุ่มเฟซบุ๊ก &#8216;โรคนางเอก :)&#8217; กำลังใจของเพื่อนร่วมโรคมะเร็งทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
