<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไม่กลับบ้าน &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/sub-series/dont-go-home/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/sub-series/dont-go-home/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Aug 2018 16:27:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Ted Ahn : From KR to BKK</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ted-ahn-from-kr-to-bkk/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/ted-ahn-from-kr-to-bkk/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กชกร มุสิผล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 Dec 2017 02:44:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ไม่กลับบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[เกาหลีใต้]]></category>
		<category><![CDATA[USA]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ted ahn]]></category>
		<category><![CDATA[คราฟต์เบียร์]]></category>
		<category><![CDATA[United States of America]]></category>
		<category><![CDATA[thailand]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/ted-ahn-from-kr-to-bkk/</guid>

					<description><![CDATA[<p>04 Ted Ahn From South Korea to Bangkok “Bangkok pollution makes me feel home.” Ted Ahn สารภาพกับเราด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น ถามจริง! เสียงในหัวดังขึ้นระหว่างการสนทนากับ เท็ด เจ้าของร้านคราฟต์เบียร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการคัดสรรคราฟต์เบียร์ฝีมือคนไทยโดยเท็ด ตัวแทนคนไม่กลับบ้านสาขาเกาหลีใต้ เท็ดเกิดที่เมืองชางวอน ประเทศเกาหลีใต้ โตที่นั่น ทำงานที่นั่น ก่อนค้นพบว่าชีวิตที่เกาหลีใต้ช่างเป็นชีวิตที่เร็วเกินไป และเขาอาจสูญเสียตัวตนความฝันข้างในไปก่อนเวลาอันควร จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ออกตามหาความหมายชีวิตที่ดินแดนอื่น แรกเริ่มเขาไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก ใช่ มันสนุกมาก และจุดประกายให้เขาหลงรักคราฟต์เบียร์ แต่เขากลับไม่รู้สึกว่าที่นั่นคือบ้าน ก่อนตัดสินใจหอบหิ้วความฝันมาทำให้เป็นจริงในกรุงเทพฯ เมืองฝันสลายของเราและใครหลายคน แต่ไม่ใช่สำหรับเท็ด เท็ดรู้จักประเทศไทยตั้งแต่ตอนไหนผมรู้จักเมืองไทยสมัยตอนทำงานให้กับบริษัทที่เกาหลีใต้ในฐานะเซลส์แมนที่ต้องดูแลตลาดสหรัฐอเมริกาและไทย เอาจริงๆ ผมชอบเมืองไทยตั้งแต่ตอนนั้นเพราะอากาศที่นี่อบอุ่น ต่อให้หน้าหนาวก็ยังไม่หนาว ซึ่งผมชอบอากาศแบบประเทศไทย นอกจากอากาศ ผมคิดว่าผู้คนที่นี่น่ารักแล้วก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร ทุกคนเอนจอยกับทุกวันในชีวิต สิ่งนี้ทำให้ผมเริ่มตกหลุมรัก อยู่มาวันหนึ่งบริษัทก็ตัดสินใจเปิดสาขาในไทย ผมทำอยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปี แล้วก็เริ่มเหนื่อยเริ่มเบื่อเริ่มหมดไฟ ผมเลยคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่ต้องหาอะไรเติมเต็มชีวิต ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ผมไม่อยากทำงานบริษัทแล้ว I [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ted-ahn-from-kr-to-bkk/">Ted Ahn : From KR to BKK</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center"><strong style="background-color: initial">04</strong></h3>
<h3 style="text-align: center"><strong style="background-color: initial">Ted Ahn</strong></h3>
<h3 style="text-align: center"><strong>From South Korea  to Bangkok</strong></h3>
<p><strong></strong></p>
<p><em>“</em><em>Bangkok pollution makes me feel home.” </em>Ted Ahn สารภาพกับเราด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น</p>
<p>ถามจริง! เสียงในหัวดังขึ้นระหว่างการสนทนากับ เท็ด เจ้าของร้านคราฟต์เบียร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการคัดสรรคราฟต์เบียร์ฝีมือคนไทยโดยเท็ด ตัวแทนคนไม่กลับบ้านสาขาเกาหลีใต้</p>
<p>เท็ดเกิดที่เมืองชางวอน<br />
ประเทศเกาหลีใต้ โตที่นั่น ทำงานที่นั่น<br />
ก่อนค้นพบว่าชีวิตที่เกาหลีใต้ช่างเป็นชีวิตที่เร็วเกินไป และเขาอาจสูญเสียตัวตนความฝันข้างในไปก่อนเวลาอันควร<br />
จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ออกตามหาความหมายชีวิตที่ดินแดนอื่น<br />
แรกเริ่มเขาไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก ใช่ มันสนุกมาก<br />
และจุดประกายให้เขาหลงรักคราฟต์เบียร์ แต่เขากลับไม่รู้สึกว่าที่นั่นคือบ้าน  ก่อนตัดสินใจหอบหิ้วความฝันมาทำให้เป็นจริงในกรุงเทพฯ เมืองฝันสลายของเราและใครหลายคน แต่ไม่ใช่สำหรับเท็ด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ted-oppa_61.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center">
<p><strong>เท็ดรู้จักประเทศไทยตั้งแต่ตอนไหน<br /></strong>ผมรู้จักเมืองไทยสมัยตอนทำงานให้กับบริษัทที่เกาหลีใต้ในฐานะเซลส์แมนที่ต้องดูแลตลาดสหรัฐอเมริกาและไทย เอาจริงๆ ผมชอบเมืองไทยตั้งแต่ตอนนั้นเพราะอากาศที่นี่อบอุ่น ต่อให้หน้าหนาวก็ยังไม่หนาว<br />
ซึ่งผมชอบอากาศแบบประเทศไทย นอกจากอากาศ ผมคิดว่าผู้คนที่นี่น่ารักแล้วก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร<br />
ทุกคนเอนจอยกับทุกวันในชีวิต สิ่งนี้ทำให้ผมเริ่มตกหลุมรัก</p>
<p>อยู่มาวันหนึ่งบริษัทก็ตัดสินใจเปิดสาขาในไทย<br />
ผมทำอยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปี แล้วก็เริ่มเหนื่อยเริ่มเบื่อเริ่มหมดไฟ<br />
ผมเลยคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่ต้องหาอะไรเติมเต็มชีวิต </p>
<p><strong>ตอนนั้นคิดอะไรอยู่<br /></strong>ผมไม่อยากทำงานบริษัทแล้ว I wanna do something fun with my life!</p>
<p>พอลาออกจากบริษัทผมก็ไปเรียนที่นิวยอร์กพักหนึ่ง<br />
แล้วนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รักเบียร์ ที่นั่นคนข้างบ้านผมทำคราฟต์เบียร์อยู่<br />
ผมดื่มมันทุกวัน ดื่มจนค้นพบว่า เห้ย เบียร์เป็นศาสตร์ที่สนุกมากๆ นะ แต่ด้วยความที่นิวยอร์กใช้ชีวิตอยู่ยาก<br />
ค่าครองชีพแพง ผมวางแผนอนาคตของผมที่นั่นไม่ออก ความฝันมันดูเป็นไปได้ยาก ก็เลย Ok! Let&#8217;s do it in Thailand ลองทดลองทำความฝันให้เป็นจริงในประเทศที่เราชอบดู</p>
<p><strong>ต้องมาเริ่มต้นความฝันในดินแดนที่ตัวเองไม่รู้ภาษา<br />
ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่กลัวบ้างหรอเท็ด<br /></strong>กลัว<br />
เพราะว่าผมไม่รู้จักผู้คนที่นั่น ผมพูดภาษาคนที่นั่นไม่ได้ ผมกลัวมาก ตอนนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือสักยันต์ (หัวเราะ) สิ่งนั้นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ted-oppa_12.jpg"></p>
<p><strong>ความท้าทายในการทำธุรกิจและอาศัยอยู่ที่นี่</strong><strong>ล่ะ<br /></strong>อย่างที่บอก ผมชอบความสโลว์ไลฟ์ของคนไทย ความช้ามันช่วยลดความเครียดในการใช้ชีวิตได้ดีมาก<br />
แต่ความสโลว์บางอย่าง เช่น ความช้าในการได้รับใบอนุญาตที่ใช้เวลานาน Government<br />
office works slowly here.  ช่างเป็นความท้าทายที่ทำให้ผมเครียดเหมือนกัน อีกเรื่องที่ท้าทายก็น่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์การเมือง แล้วก็สถานการณ์บ้านเมืองที่มีการเปลี่ยนผ่านต่างๆ พวกกฎหมายแอลกอฮอล์ต่างๆ ของที่นี่<br />
อย่างที่ทุกคนรู้กัน (หัวเราะ)</p>
<p style="text-align: center">
<p><strong>คุณ</strong><strong>รู้เรื่องนี้มาก่อนไหม<br /></strong>ไม่เลย<br />
ไม่เคยรู้มาก่อน  (หัวเราะ) เลยเป็นอย่างที่เห็น<br />
แต่ก็เป็นความท้าทายที่ดีนะครับ</p>
<p><strong>การเป็นคนเกาหลีในดินแดนแปลกหน้า แปลกวัฒนธรรม </strong><strong>มีความท้าทายอะไรเกิดขึ้นบ้าง<br /></strong>ถ้าเรื่องแฮงเอาต์ คนเกาหลีกับคนไทยเที่ยวด้วยกันสนุกมากครับ<br />
เข้ากันดีเลย แต่ถ้าพวกเราทำงานด้วยกันจะเริ่มมีความแตกต่างเกิดขึ้น<br />
คือคนไทยกับคนเกาหลีแตกต่างมากในแง่วัฒนธรรมการทำงาน อย่างที่ทุกคนเคยได้ยินกันว่าคนเกาหลี<br />
คนญี่ปุ่นเป็นพวก workaholic  อันดับต้นๆ ของโลก Work so hard, Work so<br />
long hours  แต่คนไทย always  relax about their work. For Korean, work is<br />
related to everything in their lives but<br />
for Thai, they work to enjoy their lives. เหมือนคอนเซปต์ในการทำงานของเราต่างกันเท่านั้น บางครั้งผมเลยมีการไฟต์กับทีมคนไทยบ้าง (หัวเราะ)  ซึ่งทีมคนไทยจะคอยบอกให้ผมใจเย็น เท็ด&#8230;ใจเย็น<br />
ใจเย็น (หัวเราะ)</p>
<p>ถ้าไม่มีเรื่องงาน ผมว่าคนไทยค่อนข้างจะเป็นคนสุภาพมากๆ<br />
เลยนะ เช่น ถ้าคนไทยไม่ชอบอะไร เขาจะไม่พูดออกมาตรงๆ ว่า No, I don&#8217;t like it คนไทยเวลาไม่ชอบอะไรหรือกินอะไรแล้วไม่อร่อย ไปถามเขาเขาก็จะบอกว่า อ๋อ อร่อยๆ (หัวเราะ)   แต่ก็อีกนั่นแหละ อาการปากไม่ตรงกับใจของคนไทยก็เป็นเรื่องท้าทายของคนเกาหลีในไทยเหมือนกันนะ เพราะคนเกาหลีจะพูดตรง ชอบก็บอกชอบ<br />
ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ เหมือนคนเกาหลีจะยุ่งมากอะไรพูดได้ตรงๆ<br />
ประหยัดเวลาได้จะพูดให้เข้าใจไปเลย </p>
<p>ผมว่าคนญี่ปุ่นจะเข้ากับคนไทยได้ดีกว่าคนเกาหลี<br />
แต่กับคนเกาหลี&#8230;Culture gap is bigger. They wanna get something  fast. แต่คนไทยใจเย็น<br />
สงบ แล้วก็สบายๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/best1.jpg" style="text-align: center"></p>
<p><strong style="background-color: initial">ตอนนี้อยู่มานานเท่าไหร่แล้ว<br /></strong>4 ปี 6 เดือน</p>
<p><strong>มีช่วงเวลายากลำบากในกรุงเทพบ้างไหมนะ<br /></strong>Not really, that&#8217;s why I&#8217;m here.</p>
<p><strong>มีความเครียดอะไรเกิดขึ้นไหมเวลาใช้ชีวิตที่นี่<br /></strong>เรื่อง culture ผมไม่เครียดอะไรนะเพราะคุ้นชินแล้ว  แต่เรื่องรถติดน่าจะเป็นปัญหาที่ผมไม่สามารถคุ้นชินได้<br />
ไม่ชอบเลย (หัวเราะ)  น่าจะไม่ชินไปตลอดด้วย<br />
 ล่าสุดผมเครียดมากตอนที่ต้องพาภรรยาผมไปโรงพยาบาลเพื่อคลอดลูกชายแล้วรถติดมากๆ</p>
<p><strong> คุณเคยคิดว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปไหม<br /></strong>I will stay here for at least 10 years นะ หลังจาก 10 ปีแล้วมาดูกันอีกทีว่าจะตลอดไปไหม<br />
(หัวเราะ)</p>
<p>ลูกผมเกิดที่นี่<br />
แล้วพอเขาโตขึ้นต้องเข้าโรงเรียน ผมเองคิดว่าจะส่งเขาไปเรียนโรงเรียนที่เกาหลีใต้<br />
แล้วตอนนั้นอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องบินกลับไปดูแลลูกผมสักพัก ถ้าผมไม่มีลูก<br />
ผมก็อาจจะอยู่ที่นี่ยาวนานกว่านี้ </p>
<p><strong>อยู่ไทยมานี่</strong><strong>มีอาการโฮมซิค</strong><strong>บ้างหรือเปล่า<br /></strong>บางครั้งก็มีบ้าง<br />
ถึงใจผมจะชอบอากาศร้อนๆ อุ่นๆ ที่ไทย แต่บางเวลาก็แอบคิดถึงอากาศหนาวๆ ที่เกาหลีนะ</p>
<p>ผมคิดถึงเพื่อนที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน<br />
ผมจะกลับไปเกาหลี 3 เดือนครั้งได้นะ<br />
เพื่อเจอเพื่อน เจอครอบครัว ก็โอเคนะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ted-oppa_5.jpg"></p>
<p><strong>แล้วอะไรที่ทำให้เท็ดไม่อยากกลับไปทำงานหรือมีครอบครัวที่เกาหลีกันนะ<br /></strong>ชีวิตที่นู่นค่อนข้างแข่งขันกันหนักมาก  ทุกคนทำงานกันหนักมาก แต่ผมเป็นคนสบายๆ<br />
แล้วก็อยากจะเอนจอยกับชีวิต เป้าหมายในชีวิตผมไม่ใช่การทำงานอย่างหนักจนไม่มีโอกาสมีความสุขกับเรื่องรอบตัว อย่างเวลาทำงาน คนเกาหลีจะทำงานเกินเวลามาตรฐาน เลิกงานก็ออกไปดื่มทุกวัน<br />
พวกเขาจำเป็นต้องดื่ม สมดุลชีวิตและการทำงานก็เลยพัง  แต่พอมาอยู่ที่กรุงเทพฯ บาลานซ์ชีวิตของผมดีขึ้น<br />
ชีวิตผ่อนคลายขึ้น นี่น่าจะเป็นเหตุผลหลักๆ เลยล่ะ</p>
<p>คือถ้าผมอยาก move very fast แล้วก็ประสบความสำเร็จเร็วๆ<br />
ผมก็คงยังทำงานอยู่ที่เกาหลีเหมือนเดิม</p>
<p>แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมชอบชีวิตตอนนี้<br />
 (ยิ้ม)</p>
<p><strong>จินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิตของเท็ดในเกาหลีจะหนักหน่วงขนาดไหน<br /></strong>พวกเราชินกับการทำอะไรเร็วๆ<br />
ไปไหนมาไหนในเวลาที่กำหนดได้ต่างจากที่นี่ ผมมองว่า Korea is an energetic city to make people work<br />
hard and fight for success. แต่ที่นี่ผู้คนเอนจอยกับทุกวันของชีวิต</p>
<p>ชีวิตผมในเกาหลีเหมือนกันทุกวันเลย ผมจะตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 อาบน้ำ กินอาหารเช้าแบบรีบๆ ไปถึงออฟฟิศ 8 โมงเช้า แล้วก็ทำงาน<br />
กินอาหารกลางวัน ทำงานอีกครั้ง เลิกงาน ดื่มกับคนในออฟฟิศ กลับบ้าน<br />
น็อกแล้วก็เริ่มชีวิตแบบนี้อีกครั้ง บางครั้งผมก็ทำแบบนี้ตอนวันหยุดเหมือนกัน </p>
<p>พวกเราใช้ชีวิตกันหนักมาก เร็วมาก<br />
ขนาดเวลาที่พวกเราไปปาร์ตี้ ไปกินบาร์บีคิวพวกเราก็พยายามเมากันให้เร็วที่สุด</p>
<p>เลิกงานปุ๊บพวกเราจะดื่มโซจูแล้วก็ไปคาราโอเกะ แล้วก็ย้ายไปร้านนั่งดื่มอีกรอบ<br />
คือส่วนตัวผมก็ชอบนะ แต่มันดื่มกันหนักเกินไป เร็วเกินไปอะ (หัวเราะ)  อย่างที่ไทยเราจะค่อยๆ ดื่มกัน นั่งดื่ม<br />
นั่งคุยไปเรื่อยๆ ไม่ได้ต้องรีบร้อน ผมชอบแบบนี้มากกว่านะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/worst1.jpg"></p>
<p><strong>คิดอย่างไรกับชีวิตที่หมุนเร็วมากตอนอยู่เกาหลี<br /></strong>ผมทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวันทุกวัน แล้วดื่มหนัก<br />
ผมไม่คิดว่านี่คือชีวิตที่ดี ผมก็คิดนะว่าถ้าเกิดผมมีครอบครัว มีลูก จะเป็นยังไง<br />
คือผมคิดว่าผมคงใช้ชีวิตทรหดแบบนี้ตลอดไปไม่ได้แน่<br />
แล้วช่วงเวลาที่ถามตัวเองมันก็เป็นช่วงที่ตัดสินใจลาออกจากงาน ผมควรเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้แล้ว</p>
<p><strong>ทุกวันนี้กลับไปเกาหลีรู้สึกยังไงบ้าง<br /></strong>ทุกวันนี้เวลาผมกลับไปเกาหลี ผมไปได้ทุกที่<br />
พูดเกาหลีได้กับทุกคน นี่มันถิ่นผม แต่พอตกดึก เห้ย&#8230;ผมคิดถึงกรุงเทพฯ ว่ะ แล้วพอตอนบินกลับไทย<br />
ช่วงเวลาที่ออกจากเกตของสนามบินสุวรรณภูมิ ผมรู้สึก comfortable มาก เพราะวินาทีนั้นผมได้กลิ่นของเมืองไทย มันเป็นกลิ่นที่ปนๆ<br />
กันไปมาระหว่างกลิ่นของมลภาวะและอาหารอร่อยๆ ข้างทาง&#8230;So, Bangkok pollution makes me feel home.</p>
<p><strong>ถามจริง?<br /></strong>กลิ่นมลภาวะมันเป็นกลิ่นของกรุงเทพฯ จริงๆนะ<br />
ถามว่าไม่ห่วงสุขภาพเหรอ ไม่แคร์เหรอ เอางี้ ผมเป็นคนสูบบุหรี่จัดนะ<br />
ดังนั้นเรื่องมลภาวะในไทยนี่&#8230;สบายมาก (หัวเราะ)</p>
<p><strong>นอกจากกลิ่นมลภาวะและอาหาร<br />
อะไรที่ทำให้เท็ดเรียกสถานที่หนึ่งได้เต็มปากเต็มคำว่า บ้าน<br /></strong>อย่างแรกคือความสบายในการอาศัยอยู่<br />
และต่อมาคือผมต้องสามารถมองเห็นความฝันในอนาคตที่นี่ได้ ถ้าผมไม่สามารถทำตามความฝันในเมืองนี้ได้<br />
ผมไม่คิดว่ามันคือบ้าน ที่กรุงเทพฯ ผมเห็นอนาคตของผม ครอบครัว<br />
แล้วก็ความฝันในการทำธุรกิจ  สมัยก่อนผมเคยอยู่ในนิวยอร์ก<br />
แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกว่าที่นั่นคือบ้าน<br />
ผมไม่สามารถเรียกนิวยอร์กว่าบ้านได้เต็มปาก</p>
<p>ถึงจะรู้สึกสบายใจ<br />
สบายตัวก็จริง แต่ทุกอย่างที่นั่นแพงมาก<br />
แล้วผมไม่สามารถมองเห็นอนาคต เห็นความฝันของผมโตได้ แต่ที่กรุงเทพฯ ผมเห็นฝันผมเติบโตและชัดเจนที่สุด</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> คณิตติน เขมะวิชานุรัตน์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ted-ahn-from-kr-to-bkk/">Ted Ahn : From KR to BKK</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/ted-ahn-from-kr-to-bkk/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​Soren Jones : From USA to JPN</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soren-jones-dont-go-home/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/soren-jones-dont-go-home/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กชกร มุสิผล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Dec 2017 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ไม่กลับบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวต่างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[คนอเมริกัน]]></category>
		<category><![CDATA[คนอเมริกันในญี่ปุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/soren-jones-dont-go-home/</guid>

					<description><![CDATA[<p>03 Soren Jones From United States of America to Japan บทสนทนานี้ใช้ภาษาอังกฤษดำเนินเรื่องเป็นหลัก สำหรับใครที่เก่งอังกฤษแล้ว ทางทีมงานขออภัยไว้ล่วงหน้าเนื่องจากทักษะภาษาอังกฤษของผู้สัมภาษณ์มีความงูๆ ปลาๆ ประมาณหนึ่ง ด้วยฝึกจาก Tinder และ textbook เมื่อประมาณปีก่อน แต่อยากสัมภาษณ์ชาวต่างชาติเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นมุมของคนไม่กลับบ้านในหลากหลายแง่มุม (ทำเป็นเล่นไป ก็เพราะ Tinder นี่แหละ ทีมงานถึงได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทของ Soren) คัมมอนเบบี้ : สำหรับหนุ่มสาวผู้เริ่มต้นฝึกภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการที่สังคมพอใจหรือขัดใจก็ตาม บทสัมภาษณ์นี้เข้าใจง่ายมาก ไม่เชื่อใช่ไหม ลองอ่านเรื่องราวของ Soren Jones หนุ่มอเมริกันที่ลงหลักปักฐานอยู่ในญี่ปุ่นต่อจากนี้ดูสิ ถ้าไม่เข้าใจเรามีซับไตเติ้ลภาษาไทยข้างล่างให้ด้วย Where is your home town? [Sub] สวัสดี Soren! ดีใจจังที่นายตอบรับคำชวนเรา อย่างที่ Jiro (เพื่อนของ Soren) แนะนำไปว่าพวกเราอยากรู้เหลือเกินว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งไม่ยอมกลับบ้านเกิด ว่าแต่&#8230;ลืมถามไปเลยว่าจริงๆ แล้วบ้านเกิด Soren [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soren-jones-dont-go-home/">​Soren Jones : From USA to JPN</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center"><strong>03</strong></h3>
<h3 style="text-align: center"><strong>Soren Jones</strong></h3>
<h3 style="text-align: center"><strong>From United States of America to  Japan</strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/14925380_10207636321567754_6867571338469336531_n.jpg"></p>
<p><em>บทสนทนานี้ใช้ภาษาอังกฤษดำเนินเรื่องเป็นหลัก สำหรับใครที่เก่งอังกฤษแล้ว ทางทีมงานขออภัยไว้ล่วงหน้าเนื่องจากทักษะภาษาอังกฤษของผู้สัมภาษณ์มีความงูๆ ปลาๆ ประมาณหนึ่ง ด้วยฝึกจาก Tinder และ textbook เมื่อประมาณปีก่อน แต่อยากสัมภาษณ์ชาวต่างชาติเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นมุมของคนไม่กลับบ้านในหลากหลายแง่มุม  (ทำเป็นเล่นไป ก็เพราะ Tinder นี่แหละ ทีมงานถึงได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทของ Soren)</em></p>
<p><strong>คัมมอนเบบี้</strong> : สำหรับหนุ่มสาวผู้เริ่มต้นฝึกภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการที่สังคมพอใจหรือขัดใจก็ตาม บทสัมภาษณ์นี้เข้าใจง่ายมาก</p>
<p>ไม่เชื่อใช่ไหม ลองอ่านเรื่องราวของ <strong>Soren Jones</strong> หนุ่มอเมริกันที่ลงหลักปักฐานอยู่ในญี่ปุ่นต่อจากนี้ดูสิ</p>
<p>ถ้าไม่เข้าใจเรามีซับไตเติ้ลภาษาไทยข้างล่างให้ด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/319314_3433103307997_1228571148_n.jpg"></p>
<p><strong>Where is your home town?</strong></p>
<p><strong>[Sub] สวัสดี Soren! ดีใจจังที่นายตอบรับคำชวนเรา อย่างที่ Jiro (เพื่อนของ Soren) แนะนำไปว่าพวกเราอยากรู้เหลือเกินว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งไม่ยอมกลับบ้านเกิด ว่าแต่&#8230;ลืมถามไปเลยว่าจริงๆ แล้วบ้านเกิด Soren อยู่ไหน</strong><strong><br /></strong></p>
<p>&#8220;Can I say I don&#8217;t have a hometown?&#8230;I don&#8217;t feel I have a hometown. My family moved a lot when I was growing up.&#8221;</p>
<p><span>[Sub] (เสียงอบอุ่นต่อใจ) ถ้าจะตอบว่าไม่มีบ้านเกิดจะได้ไหม คือผมไม่รู้สึกว่าตัวเองมีบ้านเกิดจริงๆ นะ เพราะว่าครอบครัวย้ายบ้านบ่อยมากๆ ตั้งแต่ผมจำความได้</span></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/14910556_10207644188364419_3739808442095228890_n.jpg"></p>
<p><strong style="background-color: initial">When and why you decided to come to Japan?</strong></p>
<p><span><strong>[Sub] ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ดินแดนปลาดิบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมถึงตัดสินใจมาใช้ชีวิตซามูไรที่นี่นะ</strong></span></p>
<p>&#8220;Japan two times after that. And then again in 2005. I’ve lived in Japan since then.&#8221;</p>
<p><span>[Sub] ก่อนจะมาอยู่ที่นี่ ผมเคยมาญี่ปุ่นประมาณ 2 ครั้ง แล้วกลับมาอีกในปี 2005 จากนั้นก็ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศนี้เป็นต้นมาครับ (ใช้ชีวิตคู่อยู่กับสาวญี่ปุ่นมีครอบครัวที่น่ารักอบอุ่นจนถึงปัจจุบัน)</span></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/14925495_10207628789339453_2170332031998710315_n.jpg"></p>
<p><strong style="background-color: initial">Which city do you choose to stay?</strong></p>
<p><span><strong>[Sub] เมืองไหนในประเทศญี่ปุ่นที่ทำให้คนอย่างคุณยอมไว้ใจฝากชีวิตที่เหลือ</strong></span></p>
<p>&#8220;I live in Ichikawa, a city in Chiba Prefecture. It&#8217;s on the east side of the Edo River, just across from Tokyo. </p>
<p>New Year is one of my favorite times of year in and around Tokyo. The air is dry. The sky is clear. It&#8217;s cold. Not too cold. My wife makes traditional Japanese new year foods called osechi-ryori.&#8221;</p>
<p><span>[Sub] สถานที่ที่ผมเลือกฝากชีวิตที่เหลือไว้ก็คืออิชิคาวะ เมืองในจังหวัดชิบะของประเทศญี่ปุ่น อยู่ไปทางตะวันออกของฝั่งแม่น้ำเอโดะ จากโตเกียวเราข้ามแม่น้ำนี้ไปก็ถึงเมืองที่ผมอยู่แล้วล่ะ</span></p>
<p><span>ผมชอบช่วงเวลาปีใหม่ของที่นี่ ที่โตเกียวและรอบๆ โตเกียว อากาศแห้งเบาสบาย ท้องฟ้ากระจ่างใส ปลอดโปร่ง โล่งสบาย  อากาศหนาว แต่ก็ไม่หนาวจนเกินไป แล้วช่วงเวลานั้นภรรยาผม (ภรรยาเป็นคนญี่ปุ่น) ก็จะทำอาหารญี่ปุ่นเมนูดั้งเดิมที่คนที่นี่นิยมทำกินกันช่วงปีใหม่ เรียกว่า โอะเซะชิ-เรียวริ</span></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10906281_10203350515025269_760027046640911337_n.jpg"></p>
<p><strong style="background-color: initial">Why don&#8217;t you go back to home town? *This part is the most important part of this project*</strong></p>
<p><span><strong>[Sub] แล้วอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณไม่อยากกลับบ้าน Soren คุณตอบได้เต็มที่เลยนะ เพราะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของโปรเจกต์นี้ เราอยากแบ่งปันให้คนอ่านรู้ส่วนนี้มากๆ</strong></span></p>
<p> Having lived all around the US, I don&#8217;t feel like it&#8217;s one place. If I could wave a magic wand and change one thing, it would be to free people of the idea there is one true America. There isn’t.</p>
<p><span>[Sub] ด้วยความที่ผมใช้ชีวิตไปหลายต่อหลายที่ในสหรัฐอเมริกา มันทำให้ผมไม่รู้สึกเหมือนว่าที่นี่คือสถานที่ที่เป็นที่หนึ่ง ถ้าผมมีไม้กายสิทธ์และเสกบางสิ่งหรือเปลี่ยนบางอย่างได้ ผมอยากจะปลดปล่อยคนอเมริกันจากความเชื่อที่ว่า there is one true America ซึ่งในความจริงแล้วมันไม่ใช่ มันไม่จริง</span></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/best.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/worst.jpg"></p>
<p><strong style="background-color: initial">What is HOME?</strong></p>
<p><span><strong>[Sub] ถ้าอย่างนั้น‘บ้าน’ คืออะไร</strong></span></p>
<p>You said to me that there are so many people in the world think home is hometown. For me…I don&#8217;t have any attachment to the city where I was born. It feels strange to call it my hometown. It&#8217;s certainly not home. Home is Tokyo and the surrounding area.</p>
<p>Home is a feeling, usually used to describe the place that evokes the feeling.</p>
<p><span>[Sub] คุณเล่าว่ามีใครหลายคนบนโลกคิดว่าบ้านน่าจะกินความหมายไปในทางบ้านเกิด แต่สำหรับผม ผมไม่ได้เป็นคนที่ผูกพันอะไรกับบ้านเกิด มันคงแปลกๆ น่าดูเลยถ้าเรียกเมืองๆ นั้นว่า hometown เพราะมันไม่ใช่ home หรือบ้านในความรู้สึกผม</span></p>
<p><span>บ้านของผมคือโตเกียว คือพื้นที่รอบๆ โตเกียว บ้านเป็นความรู้สึก เป็นสถานที่ที่มาสัมผัสกับความรู้สึกในใจเรา</span></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/14908281_10207636321287747_469564933444139501_n.jpg"></p>
<p><strong style="background-color: initial">Special Thanks to </strong>Tinder</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>คณิตติน เขมะวิชานุรัตน์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soren-jones-dont-go-home/">​Soren Jones : From USA to JPN</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/soren-jones-dont-go-home/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Mim Pawarat : From BKK to USA</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mim-dont-go-home/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/mim-dont-go-home/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กชกร มุสิผล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Dec 2017 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ไม่กลับบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Seattle]]></category>
		<category><![CDATA[คนไทยในอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[คนไทยในต่างแดน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/mim-dont-go-home/</guid>

					<description><![CDATA[<p>02 Mim &#8211; Pawarat Klaiamorn From Thailand to United States of America “เปลี่ยนไม่ได้ ก็ไปเอง” หญิงสาวผิวบ่มแดดร่างเล็กตรงหน้าบอกผมปนถอนใจ เธอไม่ได้เกรี้ยวกราดหรือคับแค้นใจ เปล่าเลย เธอกลับยิ้มให้มันด้วยความปลดปลง เธอชื่อ &#8216;มิ้ม&#8217; มิ้ม คือหญิงสาวธรรมดาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ผ่านประสบการณ์รถเฉี่ยวชนสนุกสนานจากท้องถนนที่ไม่ได้ออกแบบมาให้คนเดินได้จริง ผ่านประสบการณ์การรักสิ่งที่สังคมพร่ำบอกให้รักสุดหัวใจ แต่เธอกลับพบว่านั่นเป็นเพียงรัก&#8230;รักข้างเดียว ผ่านประสบการณ์การอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมกอซซิปที่สังคมไทยบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่เธอมองเห็นคนรอบตัวหลายคนพลาดโอกาสทางสังคมเพราะเรื่องธรรมดาเหล่านั้น ประสบการณ์ของเธอไม่ได้แปลกใหม่ คนไทยหลายคนอาจเคยเจอเรื่องราวแบบเดียวกับเธอแล้วยอมรับสภาพได้ไม่มีงอแง หลังออกเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศและกระโดดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ติดตามของหนุ่มไทยคนเดียวในทีมบริษัทออกแบบนวัตกรรมชื่อดังก้องโลก เธอทุ่มเทเวลาชีวิตไปกับการเรียนรู้ชีวิตใหม่ในรัฐ Seattle ทดลองรับผิดชอบชีวิตในประเทศมหาอำนาจที่มอบสวัสดิการและความปลอดภัยในชีวิตที่เธอพึงใจอย่างที่บ้านเกิดให้ไม่ได้ แม้จะต้องแลกกับการทิ้งสายงานที่รักในไทย รับผิดชอบภาษีที่เข้มข้นเอาจริงเอาจังกว่าบ้านเกิดเท่าตัว ส่วน &#8216;ซอล&#8217; แฟนหนุ่ม ย้ายไปตามฝันฉายแววสดใสในสังคมการทำงานที่สหรัฐอเมริกา เขาทุ่มเทเวลาไปกับการทำงานในดินแดนสตาร์ทอัพ เขตแดนที่ทุกไอเดียไม่ถูกฆ่าทิ้ง แต่แตกหน่อไม่รู้จบจากวัฒนธรรมการถกเถียงซึ่งๆ หน้า เรื่องเล่าของมิ้มและแฟนหนุ่มไม่ได้ทำให้เราสงสัย แต่ทำให้เราเชื่ออีกครั้งว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่อยากไปให้ไกลจากบ้านเกิด และคำว่า ‘บ้าน’ มันกินความหมายกว้างกว่าที่พักอาศัย และไปไกลกว่าสถานที่มอบชีวิตให้เราเมื่อลืมตาดูโลก. แต่ถ้าหากคุณเองก็สงสัย บรรทัดต่อจากนี้ไป คือเหตุผลในในใจที่ทำให้เธอไม่อยากกลับบ้านเกิด รู้มาว่าภาษีโหดไม่ใช่เล่น ชีวิตที่นู่นก็หนักไม่เบา ทำไมถึงเลือกสหรัฐอเมริกาเป็นบ้านสาเหตุที่ทำให้เราอยากมาใช้ชีวิตที่นี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mim-dont-go-home/">Mim Pawarat : From BKK to USA</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center">02</h3>
<h3 style="text-align: center">Mim &#8211; Pawarat Klaiamorn</h3>
<h3 style="text-align: center">From Thailand  to United States of America</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8510-1.jpg"></p>
<p>“เปลี่ยนไม่ได้ ก็ไปเอง”<br />
หญิงสาวผิวบ่มแดดร่างเล็กตรงหน้าบอกผมปนถอนใจ  เธอไม่ได้เกรี้ยวกราดหรือคับแค้นใจ<br />
เปล่าเลย เธอกลับยิ้มให้มันด้วยความปลดปลง</p>
<p>เธอชื่อ &#8216;มิ้ม&#8217;</p>
<p>มิ้ม<br />
คือหญิงสาวธรรมดาจากครอบครัวชนชั้นกลาง </p>
<p>ผ่านประสบการณ์รถเฉี่ยวชนสนุกสนานจากท้องถนนที่ไม่ได้ออกแบบมาให้คนเดินได้จริง</p>
<p>ผ่านประสบการณ์การรักสิ่งที่สังคมพร่ำบอกให้รักสุดหัวใจ<br />
แต่เธอกลับพบว่านั่นเป็นเพียงรัก&#8230;รักข้างเดียว</p>
<p> ผ่านประสบการณ์การอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมกอซซิปที่สังคมไทยบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา<br />
แต่เธอมองเห็นคนรอบตัวหลายคนพลาดโอกาสทางสังคมเพราะเรื่องธรรมดาเหล่านั้น</p>
<p>ประสบการณ์ของเธอไม่ได้แปลกใหม่<br />
คนไทยหลายคนอาจเคยเจอเรื่องราวแบบเดียวกับเธอแล้วยอมรับสภาพได้ไม่มีงอแง</p>
<p>  หลังออกเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศและกระโดดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ติดตามของหนุ่มไทยคนเดียวในทีมบริษัทออกแบบนวัตกรรมชื่อดังก้องโลก<br />
เธอทุ่มเทเวลาชีวิตไปกับการเรียนรู้ชีวิตใหม่ในรัฐ Seattle  ทดลองรับผิดชอบชีวิตในประเทศมหาอำนาจที่มอบสวัสดิการและความปลอดภัยในชีวิตที่เธอพึงใจอย่างที่บ้านเกิดให้ไม่ได้ แม้จะต้องแลกกับการทิ้งสายงานที่รักในไทย<br />
รับผิดชอบภาษีที่เข้มข้นเอาจริงเอาจังกว่าบ้านเกิดเท่าตัว</p>
<p>ส่วน &#8216;ซอล&#8217; แฟนหนุ่ม</p>
<p>ย้ายไปตามฝันฉายแววสดใสในสังคมการทำงานที่สหรัฐอเมริกา<br />
เขาทุ่มเทเวลาไปกับการทำงานในดินแดนสตาร์ทอัพ เขตแดนที่ทุกไอเดียไม่ถูกฆ่าทิ้ง<br />
แต่แตกหน่อไม่รู้จบจากวัฒนธรรมการถกเถียงซึ่งๆ หน้า</p>
<p><em>เรื่องเล่าของมิ้มและแฟนหนุ่มไม่ได้ทำให้เราสงสัย แต่ทำให้เรา</em><em>เชื่ออีกครั้งว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่อยากไปให้ไกลจากบ้านเกิด<br />
และคำว่า </em><em>‘</em><em>บ้าน</em><em>’ </em><em>มันกินความหมายกว้างกว่าที่พักอาศัย<br />
และไปไกลกว่าสถานที่มอบชีวิตให้เราเมื่อลืมตาดูโลก</em>.</p>
<p><em>แต่ถ้าหากคุณเองก็สงสัย</em></p>
<p><em>บรรทัดต่อจากนี้ไป<br />
คือเหตุผลในในใจที่ทำให้เธอไม่อยากกลับบ้านเกิด</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8517-1.jpg"></p>
<p><strong>รู้มาว่าภาษีโหดไม่ใช่เล่น<br />
ชีวิตที่นู่นก็หนักไม่เบา </strong><strong>ทำไมถึงเลือกสหรัฐอเมริกาเป็นบ้าน<br /></strong>สาเหตุที่ทำให้เราอยากมาใช้ชีวิตที่นี่<br />
ไม่ใช่แค่เรื่องแฟน (แฟนที่คบมาตั้งแต่สมัยมัธยมมาทำงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา)</p>
<p><strong></strong></p>
<p>เอาจริงๆ<br />
เรื่องการทำงานที่ไทย ระบบอาวุโส การใช้ชีวิตอยู่ในฐานะผู้หญิง เพศที่สามารถตกเป็นเหยื่อได้ทุกเมื่อ<br />
เพศที่ถูกสังคมไทยพร่ำบอกให้ดูแลตัวเอง อย่าแต่งตัวโป๊ อย่าใส่ขาสั้น<br />
อย่ากลับบ้านดึก อย่าเที่ยวกลางคืน ทั้งๆ ที่ฝ่ายผู้ล่าไม่ได้รับการสอนหรือห้ามปราบอะไรเลย เกิดเรื่องปุ๊บ ผู้หญิงผิด งงไหม</p>
<p>แล้วก็อีกอย่างที่ทำให้เราอยากลองไปใช้ชีวิตตอนนั้นก็คือความเจริญ<br />
สังคม สวัสดิการของเขาที่ค่อนข้างอุ้มคนครอบคลุม </p>
<p>อันนี้ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า&#8230;ขีดเส้นใต้<br />
ไม่รู้คิดเองหรือเปล่า เราคิดว่าการที่คนไทยถูกปลูกฝังค่านิยมดูแลพ่อแม่จนแก่ก็เพราะว่ารัฐไม่สามารถอุ้มได้หรือเปล่า แต่ในขณะที่ต่างประเทศ<br />
อย่างสหรัฐอเมริกา รัฐบาลเขาอุ้มคนแก่ในประเทศเขาได้ เลยอาจจะไม่จำเป็นต้องปลูกฝังเด็กๆ<br />
รุ่นต่อมากันหนักว่าต้องดูแลคนแก่เท่าบ้านเราหรือเปล่า อันนี้เราไม่รู้นะ<br />
เราแค่คิดเอง</p>
<p><s></s></p>
<p>ประเด็นเรื่องสวัสดิการ เรามองว่าสถานการณ์ที่บ้านเกิด<br />
มันมาจากการที่รัฐไม่ได้เข้ามาอุ้มเราทางใดทางหนึ่ง  เหมือนเรารับภาระอยู่ลำพัง</p>
<p>จากจุดที่มันโดดเดี่ยว มัน unsecure<br />
เราก็มองย้อนไปว่า โอเค ตั้งแต่เกิดมาเราถูกสอน<br />
ถูกบอกว่าต้องรักประเทศไทย ต้องรักชาติ ศาสนา แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ<br />
เรารู้สึกว่าเรารักเขา แต่เขาไม่รักเราอ่ะ แม่งโคตรรักข้างเดียวเลย</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>เริ่มไม่เข้าใจ สงสัย<br />
ตั้งคำถามกับบ้านเกิดตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่<br /></strong>ตอนแรกอาจจะยังไม่ตั้งคำถาม<br />
เพราะเรารู้สึกว่าทุกประเทศก็คงเหมือนๆ กันหมด ต้องระวังตัวเองทุกประเทศแหละ แต่เมื่อเรากลับมาจากการเดินทาง<br />
เราเริ่มเกิดความสงสัยว่าทำไมในต่างประเทศ บ้านเมืองเขาถึงช่วยระมัดระวังให้เราระดับหนึ่ง<br />
ทำไมกับบ้านเราแท้ๆ เราต้องระวังตัวทุกอย่างทุกเวลา ชีวิตมันก็จะยากๆ หน่อย<br />
อย่างเดินฟุตปาธก็ยังมีมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาขี่ มาเฉี่ยวชน ยอมแซงคันข้างหน้า<br />
ปาดเพื่อจะได้แทรกขึ้นฟุตปาธเพื่อไปชนคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่</p>
<p>เราต้องการความปลอดภัย<br />
แต่กลายเป็นว่าไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ไม่ปลอดภัย ไม่สามารถเป็นตัวเองได้<br />
เพราะอาจเกิดอันตราย </p>
<p>กลายเป็นว่าอยู่ไกลบ้านกลับปลอดภัยกว่าอยู่ประเทศบ้านเกิดตัวเอง<br />
ด้วยความที่เราเป็นลูกสาว เวลาอยู่บ้านพ่อแม่เราก็มักจะห่วงว่าไปไหนไกลบ้านเราระวังตัวด้วยนะลูก<br />
เดี๋ยวเจอคนที่นู่นฉุดไป เราก็มักจะบอกที่บ้านไปว่า อยู่ไทยอันตรายกว่า (หัวเราะ)<br />
อันตรายกว่าเยอะ แม่ไม่ต้องห่วง</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>นอกจากเรื่องความไม่ปลอดภัย<br />
มีอะไรบ้างไหมที่ทำให้รู้สึกไม่อยากกลับบ้านเกิด<br /></strong>อย่างที่บอกว่าไทยมีเรื่องระบบผู้อาวุโสที่แข็งแรงมาก<br />
เคสนี้ต้องดูที่แฟนเรา ประเด็นนี้จะชัดเจนมาก คือเขาต้องทำงานกับคนที่สหรัฐอเมริกา แล้วคนอเมริกันเขาไม่มานั่งแบ่งว่าคุณเด็กกว่าต้องเคารพเขานะ  เวลาซอลเล่าเรื่องที่ทำงานให้เราฟัง จะรู้สึกว่าซอลสนุกมากกับวัฒนธรรมการเถียง ใช่ ในไทยเรียกว่าการเถียง แต่ที่นู่นเขาเรียกว่าพูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การเถียง </p>
<p>สมมติว่ามีประเด็นหนึ่งที่ไม่โอเค ซอลสามารถเถียงหัวหน้าได้ เถียงได้ว่าผิดตรงไหน<br />
เราเคยเห็นเขาเถียงกันจนเหมือนทะเลาะกัน ในฐานะคนไม่เคยทำงานที่นู่นก็ เห้ย นี่ไปเถียงหัวหน้าได้ยังไง สุดท้ายงานจบ ซอลทำถูก ผลออกมาดี ไม่มีใครโกรธหรือมาคิดว่าเห้ย ทำไมวันก่อนมาพูดจาแบบนี้<br />
คือที่นู่นเถียงเรื่องงานคือเรื่องงาน จบเป็นงานไป เพื่องาน แล้วเขาไม่กลัวด้วยเรื่องตำแหน่งใหญ่กว่าจะด่าไม่ได้  ถ้าผิดก็ยอมรับกันได้เพื่อผลงานที่โอเค ในไทยเรารู้สึกว่าคนโตกว่าถูกเสมอ มันเหนื่อยนะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/best-of-bangkok1.jpg"></p>
<p><strong>เรื่องเจเนอเรชันเกี่ยวป่ะ<br />
เหมือนเจเนอเรชันเราจะซวยๆ หน่อย<br /></strong>ถ้าพูดเรื่องเจเนอเรชัน ทุกเจเนอเรชันซวยหมด<br />
แต่เจเนอเรชันเรามันดันเป็นเจนที่ได้เปิดหูเปิดตา มีอินเทอร์เน็ตเข้ามา<br />
พ่อแม่เราอาจจะเจอปัญหามาแบบเดียวกัน แต่เขาไม่ได้รู้มาว่าโลกเป็นยังไง</p>
<p>เราเปิดหูเปิดตาเลยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองซวย<br />
ตัวเองโชคไม่ดี  ดันไปรู้มาเยอะเลยมีปัญหา<br />
มีคำถาม มีความอยากเปลี่ยนแปลงสังคม พวกเราอยากเปลี่ยนแต่น่าจะเปลี่ยนยาก<br />
ยกเว้นแต่ว่าเจนเราจะขึ้นไปอยู่จุดท็อปๆ ในสังคม แล้วใช้อำนาจนั้นเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดีขึ้นให้เจนต่อมา<br />
แต่ก็ยากนะ เพราะระหว่างทางไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเราจะยังมีอุดมการณ์พออยู่หรือเปล่า<br />
ไม่ใช่โดนหลอมไปกับเจเนอเรชันเก่าก่อน เพราะมันยากมากเลยนะที่จะทำเพื่อตัวเองและเพื่อส่วนรวมไปด้วย</p>
<p>เราเองก็เคยคุยกับแฟนประเด็นนี้<br />
แฟนเราบอกว่าเราไม่มีแรงพอ ขอไปอยู่ประเทศอื่นดีกว่า ในเมื่อเปลี่ยนไม่ได้ก็ไปเอง พูดไปก็เท่านั้น ลงแรงไปก็เท่านั้น<br />
เราเองก็ไม่ได้มีความเสียสละมากพอด้วยที่จะเปลี่ยนประเทศขนาดนั้น ก็คือไปเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Worst-of-bangkok1.jpg"></p>
<p><s></s></p>
<p><strong>อยากเปลี่ยนอะไรที่สุดในไทย </strong><strong style="background-color: initial">และ</strong><strong style="background-color: initial"></strong><strong style="background-color: initial">ถ้ากลับมาไทยตอนรวยแล้ว เมืองไทยยังเหมือนเดิมอยู่ ไม่เปลี่ยนอะไรเลย จะทำยังไงต่อ</strong><strong style="background-color: initial"><br /></strong>อันดับแรก<br />
อยากให้เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับเพศหญิงก่อน อยากให้มองอย่างเท่าเทียมกัน</p>
<p>สอง สวัสดิการทุกสิ่งอย่างที่ขึ้นชื่อเรื่องสาธารณะควรเป็นสิ่งที่มีขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์จริงๆ<br />
ไม่ใช่สร้างอะไรที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ เช่น ฟุตปาธคุณสร้างมา<br />
แต่คนกลับใช้งานไม่ได้จริง เดินไม่ได้ งงดิ</p>
<p>สาม คือเรื่องการเหยียด ประเทศไทยชอบคิดว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่คนเหยียดผิว<br />
เหยียดเอเชีย แต่ประเทศไทยนี่ตัวพีกเลย โคตรเหยียด<br />
เหยียดได้ทุกอย่างที่สามารถเหยียดได้ ขนาดเรื่องไอโฟนยังเหยียดกัน เราไม่เข้าใจวัฒนธรรมการเหยียดจริงๆนะ<br />
ไม่รู้เขาเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน เช่น กูมีแบบนี้ใครไม่มีแบบกูคือไม่ดี  สังคมเราสอนให้คนหัดเหยียดกันไปมาตั้งแต่เด็กยันโต<br />
ขนาดในบริษัทก็ยังเหยียดกัน ในมหาวิทยาลัยอาจารย์ก็เหยียดกันเอง</p>
<p>สี่ คือเรื่องวัฒนธรรมการกอซซิป โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้หญิงเยอะๆ<br />
การนินทาเกิดขึ้นเยอะมาก แล้วเราว่ามันน่ารำคาญ ไปอยู่นู่น  เราเห็นเลยว่าคนที่นั่นเขาทำงานของเขา<br />
ทำหน้าที่ของตัวเองกันไป ไม่มีการมาแบ่งทีมกันลับหลัง แฟนเราทำงาน<br />
แฟนเราก็ไม่ได้เจอเรื่องนินทากัน คนเขาพูดกันตรงๆ<br />
เลยไม่มีเรื่องต้องมานินทากัน</p>
<p>ตัวอย่างง่ายๆ เช่น วันนี้เจอคนหนึ่งทำตัวไม่โอเคมาก<br />
เขาก็พูดกันตรงๆ เลย ไม่มีการหาพวก  แต่คนไทยแม่งชอบหาพวกตลอดเวลาอ่ะ<br />
เช่น เห็นว่าคนนี้ไม่โอเคอ่ะ แต่ไม่กล้าพูดว่ะ ไปหาพวกก่อน เห้ยๆ<br />
แกว่าคนนี้ทำแบบนี้ไม่โอเคป่ะ เออเขาแปลกๆ เนอะ เออๆ คิดเหมือนกันเลยอะ แล้วก็กลายเป็นกลุ่มลับที่เจ้าตัวไม่มีทางได้รู้เลยถ้าไม่มีใครพูดขึ้นมา </p>
<p>คำถามคือ ทำไมไม่คุยกับเขา ว่าเขาตรงๆ ล่ะ</p>
<p>แล้วสังคมบ้านเรามันโหดตรงที่ถ้าเราออกตัวหรือแย้งความเห็นของกลุ่มที่นินทา เราจะโดนนินทาเอง<br />
เหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เวลามันเกิดขึ้น คนที่ตัวเล็กๆ ต้องทำมาหากินอยู่ วัฒนธรรมการกอซซิปพวกนี้มันสามารถทำร้ายคนๆ หนึ่งได้เลย</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ถามจริงไม่คิดจะกลับเลยเหรอ<br /></strong>ซอลไม่มีแพลนเลย<br />
ถ้าจะมีก็คือเก็บเงินให้ได้เยอะๆ กลับมาใช้ชีวิตแบบแก่ๆ ที่ประเทศไทย<br />
เรายังคิดถึงอากาศที่นี่ อาหารที่นี่ เพื่อนเรา ครอบครัวเราที่นี่ ที่ผ่านมาเรากับซอลคุยกันตลอดนะว่าประเทศไทยน่ะอยู่ได้&#8230;ถ้ารวยพอ</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>อยากรู้จังว่า &#8216;บ้าน&#8217; ในมุมมองของมิ้มจริงๆ มีหน้าตาเป็นยังไง<br /></strong>เวลาอยู่ไทยเรารู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยแหละ แต่ที่นี่เราไม่ได้รู้สึกแบบนั้น</p>
<p>สำหรับเราบ้านมันไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง<br />
บ้านของเราคือ home บ้านคือคน คนที่เราอยากอยู่แล้วปลอดภัย<br />
สำหรับเรา แฟนเราคือบ้านของเรา คือคนที่เราอยากกลับไปหาเวลาเหนื่อย  เวลาต่อสู้กับข้างนอก กลับไปแล้วได้นอนพักพิง<br />
สำหรับเราบ้านคือการได้อยู่กับคนที่เรารัก ทำให้เรารู้สึกว่าที่ซีแอตเทิลเป็นบ้าน </p>
<p>เพราะว่าบ้านของเราคือคน  </p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> คณิตติน เขมะวิชานุรัตน์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p><strong></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mim-dont-go-home/">Mim Pawarat : From BKK to USA</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/mim-dont-go-home/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Go Ueda  : From JPN to BKK</title>
		<link>https://adaymagazine.com/go-ueda-dont-go-home/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/go-ueda-dont-go-home/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กชกร มุสิผล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Dec 2017 04:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ไม่กลับบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[คนญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวต่างชาติในไทย]]></category>
		<category><![CDATA[expats]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/go-ueda-dont-go-home/</guid>

					<description><![CDATA[<p>GET UP! เมื่อวันสิ้นปีเวียนมาถึง a team หลายคนถือโอกาสนี้เดินทางไปในเส้นทางเดียวกัน ทางที่นำพวกเขา ‘กลับบ้าน’ ผม มนุษย์ผู้ไม่ยอมกลับบ้านทั้งที่ก็มีบ้านให้กลับ ได้มาดูแลเนื้อหาระหว่างที่ทุกคนกำลังมุ่งหน้ากลับบ้านเกิด โปรเจกต์ &#8216;ไม่กลับบ้าน&#8217; เป็นโปรเจกต์เฉพาะกิจที่ที่เราอยากใช้โอกาสนี้ดลองนำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มเล็กๆ ในสังคม เพื่อ minority โดย minority ดูสักครั้ง และนั่นคือต้นกำเนิดของ a day ฉบับ ‘(กู)ไม่กลับบ้าน’ . ผมและทีมงานได้ออกตามหาคนที่ไม่คิดจะกลับบ้านต่างสัญชาติ คนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้ชีวิตในบ้านอื่นเมืองอื่นประหนึ่งเป็นบ้านตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น 1) หนุ่มเกาหลีที่เดินทางมาพบความสุขที่ไทย 2) สาวไทยที่หนีไปพบชีวิตคุณภาพที่สหรัฐอเมริกา 3) หนุ่มอเมริกันที่ตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลือในญี่ปุ่น และ 4) หนุ่มญี่ปุ่นที่เอนจอยเมืองไทยราวกับเป็นบ้านเกิด พูดคุยถึงเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่พอใจ ไม่เข้าใจ และหมดใจจะฝากชีวิตไว้ที่บ้านเกิด . ถ้าบ้านเกิดไม่ปลอดภัย ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร&#8230;ถ้าเธอไม่อยากกลับบ้าน ถ้าที่บ้านไม่ได้มีที่ทางไว้ให้ทำตามฝัน ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร&#8230;ถ้าจะออกมาตามฝันในดินแดนอื่น . เรื่องราวชีช้ำน่าปวดหัวในบ้านเกิดของทุกคนในโปรเจกต์นี้ตอกย้ำให้ผมเชื่ออีกครั้งว่า ผมไม่ใช่คนเดียวที่อยากไปให้ไกลจากบ้านเกิด และคำว่า ‘บ้าน’ กินความหมายกว้างกว่าที่พักอาศัย และไปไกลกว่าสถานที่มอบชีวิตให้เราเมื่อลืมตาดูโลก. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/go-ueda-dont-go-home/">Go Ueda  : From JPN to BKK</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1><em style="background-color: initial"><strong>GET UP!</strong></em></h1>
<p style="text-align: center"><em style="background-color: initial">เมื่อวันสิ้นปีเวียนมาถึง a team </em><em style="background-color: initial">หลายคนถือโอกาสนี้เดินทางไปในเส้นทางเดียวกัน </em><em style="background-color: initial">ทางที่นำพวกเขา ‘</em><em style="background-color: initial">กลับบ้าน’</em></p>
<p style="text-align: center"><em>ผม </em><em>มนุษย์ผู้ไม่ยอมกลับบ้านทั้งที่ก็มีบ้านให้กลับ ได้มาดูแลเนื้อหาระหว่างที่ทุกคนกำลังมุ่งหน้ากลับบ้านเกิด</em></p>
<p style="text-align: center"><em>โปรเจกต์ &#8216;ไม่กลับบ้าน&#8217; เป็นโปรเจกต์เฉพาะกิจที่ที่เราอยากใช้โอกาสนี้</em><em style="background-color: initial">ดลองนำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มเล็กๆ ในสัง</em><em style="background-color: initial">คม เพื่อ minority </em><em style="background-color: initial">โดย minority </em><em style="background-color: initial">ดูสักครั้ง</em></p>
<p style="text-align: center"><em>และนั่นคือต้นกำเนิดของ a day </em><em>ฉบับ ‘(</em><em>กู)ไม่กลับบ้าน’ </em></p>
<p style="text-align: center"><em>.</em></p>
<p style="text-align: center"><em>ผมและทีมงานได้ออกตามหาคนที่ไม่คิดจะกลับบ้านต่างสัญชาติ </em></p>
<p style="text-align: center"><em>คนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้ชีวิตในบ้านอื่นเมืองอื่นประหนึ่งเป็นบ้านตัวเอง</em></p>
<p style="text-align: center"><em>ไม่ว่าจะเป็น</em></p>
<p style="text-align: center"><em>1) หนุ่มเกาหลีที่เดินทางมาพบความสุขที่ไทย</em></p>
<p style="text-align: center"><em>2) สาวไทยที่หนีไปพบชีวิตคุณภาพที่สหรัฐอเมริกา</em></p>
<p style="text-align: center"><em>3) หนุ่มอเมริกันที่ตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลือในญี่ปุ่น</em></p>
<p style="text-align: center"><em>และ 4) หนุ่มญี่ปุ่นที่เอนจอยเมืองไทยราวกับเป็นบ้านเกิด</em></p>
<p style="text-align: center"><em>พูดคุยถึงเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่พอใจ ไม่เข้าใจ และหมดใจจะฝากชีวิตไว้ที่บ้านเกิด</em></p>
<p style="text-align: center"><em>.</em></p>
<p style="text-align: center"><em>ถ้าบ้านเกิดไม่ปลอดภัย</em></p>
<p style="text-align: center"><em>ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร&#8230;ถ้าเธอไม่อยากกลับบ้าน</em></p>
<p style="text-align: center"><em>ถ้าที่บ้านไม่ได้มีที่ทางไว้ให้ทำตามฝัน</em></p>
<p style="text-align: center"><em>ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร&#8230;ถ้าจะออกมาตามฝันในดินแดนอื่น</em></p>
<p style="text-align: center"><em>.</em></p>
<p style="text-align: center"><em>เรื่องราวชีช้ำน่าปวดหัวในบ้านเกิดของทุกคนในโปรเจกต์นี้ตอกย้ำให้ผมเชื่ออีกครั้งว่า</em></p>
<p style="text-align: center"><em>ผมไม่ใช่คนเดียวที่อยากไปให้ไกลจากบ้านเกิด และคำว่า ‘</em><em>บ้าน’ </em><em>กินความหมายกว้างกว่าที่พักอาศัย และไปไกลกว่าสถานที่มอบชีวิตให้เราเมื่อลืมตาดูโลก</em>.</p>
<p style="text-align: right"><strong>xoxo</strong></p>
<hr>
<h3 style="text-align: center">01</h3>
<h3 style="text-align: center">Go Ueda </h3>
<h3 style="text-align: center">From JAPAN to BANGKOK</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0000101.jpg"></p>
<p><em>ฉาก / คาเฟ่เก๋ย่านทองหล่อของผู้ชายก๋ากั่นเจ้าของเพจชื่อดัง และเวทีทอล์กโชว์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของคนดวงตก โก อุเอดะ (</em><em>Go Ueda) ยืนขึ้นทักทายเราด้วยท่าทีกันเอง</em></p>
<p><em>เวลา </em><em>/ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินเล็กน้อย แดดคล้อยลอดหน้าต่างคาเฟ่เข้ามากำลังดี</em></p>
<p><em>.</em></p>
<p><em>ก่อนมาเจอกัน เราได้รับการยืนยันจากแฟนสาวของโก อุเอดะ </em><em>ว่าเขาไม่มีแผนจะกลับบ้านที่ญี่ปุ่น ตั้งอกตั้งใจหอบผ้าหอบผ่อนมาลงหลักปักฐานที่ไทยด้วยตัวเอง แถมตอนนี้พี่แกยังเอนจอยกับการใช้ชีวิตที่ไทยสุดๆ</em></p>
<p><em>คำยืนยันนั้นทำให้เราเต็มไปด้วยความสงสัยและคำถามในใจว่า อะไรกันนะที่ทำให้ผู้ชายที่เติบโตในประเทศที่โคตรจะทันสมัย มีวินัย และสุนทรีย์กว่าไทยเกือบแทบจะทุกด้าน ข้ามน้ำมาแบบไม่กลัวอะไรทั้งนั้น</em></p>
<p><em>ถ้าคุณเองก็สงสัย</em></p>
<p><em>บรรทัดต่อจากนี้ไปคือเหตุผลในใจที่ทำให้เขาไม่อยากกลับบ้านเกิด</em></p>
<p><strong>เป็นไงมาไงถึงได้ตัดสินใจมาอยู่ไทย<br /></strong>ผมตัดสินใจมาไทยครั้งแรกหลังเรียนจบปริญญาตรี มางาน Big Moutain Festival ซึ่งจิโระ เอ็นโดะ (Jiro Endo) เป็นเมนดีไซเนอร์อยู่ ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่อยากอยู่ญี่ปุ่น จิโระก็เลยบอกว่าลองมาเมืองไทยไหม มาแล้วก็ลองเรียนต่อปริญญาโทด้าน Lighting Design ที่นี่ก็ได้นี่ so I came here and that is the first time that I went out from Japan.</p>
<p><strong>ครั้งแรก</strong><strong>!<br /></strong>ใช่ ครั้งแรกที่ออกมาอยู่ต่างประเทศด้วยตัวเอง แล้ววันที่มาถึงเป็นวันสงกรานต์ ภาพแรกที่ผมเห็นคือคนไทยเอาปืนฉีดน้ำไปยิงตำรวจ แล้วตำรวจก็ยืนให้เขาฉีด (หัวเราะ) โห มันเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มาก ผมก็รู้สึกได้เลยว่าที่นี่โคตรจะต่างจากญี่ปุ่น คนที่นี่สนุกกว่าแน่ คนที่นี่ใจดีกว่าแน่ๆ</p>
<p><strong>รู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นเลยไหมว่าจะชอบที่นี่ถึงขนาดตัดสินใจอยู่ยาว<br /></strong>ในตอนแรกก็คิดนะว่าเราสามารถอยู่ที่นี่ได้ ใจผมหาทางออกจากประเทศตัวเองมาสักพักตั้งแต่เริ่มทำงาน อย่างที่รู้กันคือผมอยากเป็น Lighting Designer ซึ่งที่ญี่ปุ่นเขาจะมีระบบ มีขั้นตอน มีลำดับตำแหน่งที่เยอะมากกว่าคนคนหนึ่งจะได้ก้าวมาเป็น Lighting Designer เพราะประเทศญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ศิลปะการออกแบบแสง ออกแบบสเตจที่ค่อนข้างยาวนาน ถามว่าเข้าใจไหม เข้าใจ แต่สำหรับผมมันใช้เวลาหลายปีและมันช้ามากๆ</p>
<p>ที่ไทยผมสามารถก้าวกระโดดมาทำงานออกแบบแสงได้เลย ก็เริ่มทำกับจิโระ เอ็นโดะ คนที่แนะนำผมมา ไม่จำเป็นต้องรอ 5 &#8211; 6 ปีอีกต่อไป แล้วพอเราลุยงานออกแบบแสงเป็นหลัก มันทำให้เราโฟกัสฝึกฝนฝีมือได้ตรงสาย เรื่องเทคนิคผมอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ แต่ผมได้เรียนรู้สไตล์ใหม่ๆ ที่นี่ และประเทศไทยถือเป็นขุมพลังแรงบันดาลใจในการออกแบบ ผมสนุกที่เห็นการมาเจอกันระหว่างงานออกแบบโลคอล งานแบบเทรดิชันแนลกับงานออกแบบสมัยใหม่</p>
<p>อย่างชิงช้าสวรรค์นี่ใช้เทคนิคออกแบบแสงพื้นบ้านของไทย มันน่าตื่นเต้นมากสำหรับผมที่มาใหม่ คนไทยสนุกสนานกับการเล่นแสงมาก ไม่มีกรอบ ไม่มีมาตรฐานอะไรมากีดกั้นไอเดีย </p>
<p>หลายคนอาจบอกว่านี่เป็นปัญหา แต่ผมมองว่านี่คือโอกาส คือช่องว่างให้เราสร้างสรรค์งานที่คาดไม่ถึงและสนุกกว่าเวลาทำงานออกแบบที่ญี่ปุ่นซึ่งมาตรฐานสูงมาก กรอบเยอะมาก You are too professional.</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0000112.jpg"></p>
<p><strong>ก่อนมาจินตนาการเมืองไทยไว้แบบไหน แล้วพอมาอยู่จริงๆ เป็นยังไงบ้าง<br /></strong>ต่างนิดหน่อย คือก่อนมาผมไม่เคยมีประสบการณ์ในการอยู่ต่างประเทศมาก่อน พอกระโดดมาอยู่ไทยเลย ตอนนั้นก็คิดว่าเห้ย เออ ที่นี่น่าจะมีความโลคอลแล้วก็นอสทัลเจีย แต่ความจริงคือที่นี่ทันสมัย ไม่ได้ต่างอะไรจากที่ญี่ปุ่นเลย แต่คนไทยใจเย็นกว่า สบายๆ กว่า</p>
<p><strong>มีปัญหาเรื่อง </strong><strong>home sick บ้างไหม<br /></strong>ที่นี่ลงตัวกับผมมาก กลายเป็นว่า I don&#8217;t have a home sick. </p>
<p>แต่ When I went back to Japan I feel home sick of Thailand. (หัวเราะ) คือกลับไปดีลเรื่องงานที่ญี่ปุ่นทีไรนะ วันที่ 2 อาการเริ่มมาละ Hey… I miss ส้มตำ!</p>
<p><strong>บ้าน่า</strong><strong>!<br /></strong>ชีวิตที่โตเกียวมันเครียดมากเลยนะ คนที่นั่นปล่อยพลังงานลบออกมาตลอดโดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนในรถไฟฟ้า ผมต้องตื่นแต่เช้าตรู่ไปขึ้นรถไฟที่คนแน่นๆ ไม่มีใครยอมใคร บรรยากาศน่าอึดอัด สิ่งที่ไม่ชอบในชั่วโมงเร่งด่วนก็คือการต้องรับพลังงานดาร์กๆ จากผู้คนรอบข้าง จากคำพูดของพวกเขา ใบหน้าของพวกเขา</p>
<p>ช่วงเวลาเดินทางไปทำงานมันกัดกินผมไปทุกวัน นี่เป็นเหตุผลหลักๆ เลยนะที่ทำให้ผมไม่สามารถทนใช้ชีวิตอยู่ในโตเกียวต่อได้</p>
<p><strong>ถามจริง ไม่รู้สึกกลัวบ้างเหรอ<br /></strong>จุดประสงค์ของผม นอกจากเรื่องการทำงานด้านการออกแบบแสงและทดลองไอเดียใหม่ๆ ผมมาเพื่อเรียนปริญญาโทด้วย เพื่อให้ได้ degree ผมจำเป็นต้องเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย เพราะก่อนมาไทยนี่พูดไทยไม่ได้เลย</p>
<p>จากความรู้สึกอยากทดลอง อยากใช้ชีวิตที่ไทยเหมือนเป็นลองแวเคชันไปๆ มาๆ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณปีนึงกลายเป็นผมรู้สึกว่า เห้ย! ผมอยูที่นี่ได้ว่ะ เหมือนเป็นบ้าน ดูเหมือนตอนจบของแวเคชันนี้ทำให้ I feel I can live here.</p>
<p><strong>อะไรที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น<br /></strong>หลักๆ คือที่นี่มีงานให้ผมทำ (หัวเราะ) ผมได้ทำงานและได้เรียนด้าน lighting design ผู้คนที่นี่รักแสงสี งานรื่นเริงต่างๆ แล้วผมก็เหมือนเป็นคนผู้โชคดีที่ได้เข้าไปจอยในมูฟเมนต์นี้</p>
<p>ส่วนเรื่องวัฒนธรรมไม่ใช่ปัญหาในการอยู่ที่นี่ ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ต่างจากที่ผมมาเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นพื้นที่โลคอลเราอาจจะพอเห็นความต่างทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะคนเจเนอเรชันเดียวกับผมเราเติบโตมาแบบ same content, same technology คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ใช้ สมาร์ตโฟน หรือแอพพลิเคชันต่างๆ </p>
<p>แต่ถ้าจะมีอะไรต่าง ผมคิดว่าคนไทยสนุกกับการเล่นเฟซบุ๊กมาก คือแต่ละวันมีข่าวอะไรเกิดขึ้นเยอะแยะมาก คนรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับข่าว มันเยอะแยะไปหมด แล้วค่อนข้าง energy มาก เช่น I can enjoy ข่าวรถโรงเรียนชน Noooo! I should not say enjoy.</p>
<p>What I wanna say is I can enjoy social-network and Thai Gossip.</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/000008.jpg"></p>
<p><strong>ในแง่วิธีคิดมายด์เซ็ต</strong><strong>ของคนไทยกับญี่ปุ่นล่ะ<br /></strong>Yeah&#8230;It’s different. คนญี่ปุ่นเขาพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการทำสิ่งต่างๆ เลยชอบที่จะสร้างระบบขึ้นมาจัดการการทำงาน ป้องกันความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ส่วนคนไทยไม่ได้คิดมากเรื่องนั้น คนไทยจะชิลล์กว่า มองทุกอย่างในทางบวกตลอด คนไทยเอนจอยกับการทำงานหน้างาน ณ สถานการณ์จริง ไม่ได้คิดแผนหรือวางระบบอะไรมาก่อน </p>
<p>ผมว่าคนไทยเก่งมากเรื่องโปรดักชันในส่วนของทีมโปรดักชัน จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องระบบเพราะสิ่งเหล่านี้มันจะถูกดูแลแล้วดำเนินการโดยซัพพลายเออร์อยู่แล้ว แต่ของญี่ปุ่น ซัพพลายเออร์เขาจะเข้ามาดูแลเรื่องดีไซน์ไปด้วยเลยเพราะมีทุกอย่างพร้อมแล้ว</p>
<p><strong>อยากรู้จังว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้โกไม่อยากกลับญี่ปุ่น<br /></strong>หลักๆ อย่างแรกที่เล่าไปคือ rush hour ในรถไฟ ต่อมาคือความ noisy ของผู้คนในรถไฟญี่ปุ่น</p>
<p>แต่ที่ไทย ผมไม่เข้าใจภาษาไทยขนาดนั้น (หัวเราะ) สำเนียงเสียงภาษาไทยมันเหมือนเสียงคลื่น so I can feel everyday life keep being like holiday. Yeahhhhhhhh!</p>
<p><strong>แต่ r</strong><strong>ush hour ในกรุงเทพฯ มันก็แน่นแล้วก็เร่งรีบ น่าอึดอัดไม่ต่างกันนะโก<br /></strong>เออ&#8230;มันไม่ได้แย่เท่าที่ญี่ปุ่นนะ แล้วที่นี่ I don’t have to get on the train in rush hour แต่ที่ไทย ผมไม่รู้สึกถึง bad energy จากคนที่นี่</p>
<p>คนญี่ปุ่นจะฮึดสู้ดุเดือดพุ่งตัวทะยานเข้ารถไฟ ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้ไปขบวนนั้น ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ยังไม่เดือดขนาดนั้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/best-thing.jpg"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/worst-thing1.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p><strong>อย่างนั้นชีวิตที่ดีของโกคืออะไรล่ะ<br /></strong>ชีวิตที่ดีเหรอ น่าจะเป็นชีวิตที่มีความเครียดเป็นศูนย์ &#8211; No stress is the best.</p>
<p>แต่คนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเครียดนั้นได้ สิ่งที่ผมทำได้ก็คือพยายามลดทอนมันลงไม่ให้มากจนเกินไป ถ้ามองความเครียดเป็นหลัก ไทยแลนด์ดีกว่าครับ!</p>
<p><strong>เรียกที่นี่ว่าบ้านได้เต็มปากหรือยังนะ<br /></strong>ได้ ที่นี่เป็นบ้านไปแล้ว ผมมีเพื่อนที่นี่เยอะกว่าที่ญี่ปุ่นไปแล้ว</p>
<p><strong>ทำไมถึงรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน บ้านคืออะไร<br /></strong>บ้านเหรอ ผมว่ามันคือเวลาที่เราจินตนาการถึงหน้าใครสักคนออกมาได้แม้ในเวลาที่ยากลำบาก ซึ่งที่ไทย ผมเห็นหน้าใครหลายคนมาก พวกเขาพร้อมช่วย พร้อมอยู่กับเรา</p>
<p>แต่ที่ญี่ปุ่นนะ เวลาจินตนาการถึงหน้าใครสักคนในวันที่ยากลำบาก ผมจะเห็นแต่หน้าครอบครัว นอกจากนี้ก็ไม่มีใคร</p>
<p><strong>ถ้าเปลี่ยนอะไรได้สักอย่างในญี่ปุ่น อยากเปลี่ยนอะไร<br /></strong>เออ จะเปลี่ยนไรดีนะ จะบอกว่าเปลี่ยนเรื่องนโยบายการเมืองอะไรได้ไหมอ่ะ (หัวเราะ ก่อนเงียบไปนานมาก คิดแล้วคิดอีก) โห ยากว่ะ</p>
<p>คือผมมองว่าคนญี่ปุ่นจะค่อนข้างเชื่อมั่นในวิถีทางของตัวเอง และพวกเขาก็ยึดมั่นกับวิถีเหล่านั้นมายาวนาน โลกเองก็ชื่นชมในวิถี ระเบียบวินัย ความเนี้ยบของคนญี่ปุ่น การที่เราเชื่อมั่นกับความสำเร็จในวันเก่าเลยทำให้พวกเขาไม่กระตุ้นตัวเองทำสิ่งใหม่ อย่างที่หลายคนอาจเคยได้ยินกันว่ามีงานวิจัยงานหนึ่งบอกว่า คนญีปุ่นอ่ะทำงานหนักมากเลยนะ จำนวนชั่วโมงทำงานต่อวันเยอะมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วผลผลิตที่เกิดขึ้นมันได้แค่ไหนกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0000061.jpg"></p>
<p><strong>สถานการณ์ระหว่างญี่ปุ่นเจเนอเรชันโก กับคนญี่ปุ่นเจเนอเรชันก่อนหน้า<br /></strong>เจเนอเรชันผมกับเจเนอเรชันเก่าต่อสู้กันมาตลอด เพราะว่าคนมองว่าญี่ปุ่นเป็นประชาธิปไตยใช่ไหม แต่ดูประชากรส่วนใหญ่ตอนนี้คือมีแต่คนแก่ คนเจนฯ เก่า พวกนโยบายต่างๆ มันก็เลยมาจากคนรุ่นเก่าไม่ใช่รุ่นใหม่ เพราะเป็นเสียงข้างน้อย</p>
<p>เจนฯ เก่า เขา got the good life and good welfare after they old แต่เจนฯ เราอ่ะ We don&#8217;t get enough. We are unlucky generation.</p>
<p><strong>ความทรงจำเกี่ยวกับเมืองไทยที่ไปสะกิดต่อมให้โก </strong><strong>Home Sick ตอนกลับญี่ปุ่น<br /></strong>กลิ่น! กลิ่นผงซักฟอก กลิ่นของน้ำยาล้างพื้น กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม เวลาคิดถึงเมืองไทยจะได้กลิ่นผงซักฟอก คนญี่ปุ่นบางคนชอบมากเลย (หัวเราะ) (อย่างแถวๆ ซอยแถวอารีย์มันจะเป็นซอยซักรีดอ่ะ เรียกว่าซอยอาม่าแล้วโกจะชอบเดินผ่านไปดม)</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/go-ueda-dont-go-home/">Go Ueda  : From JPN to BKK</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/go-ueda-dont-go-home/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
