x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

Ted Ahn : From KR to BKK

04

Ted Ahn

From South Korea to Bangkok

Bangkok pollution makes me feel home.” Ted Ahn สารภาพกับเราด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น

ถามจริง! เสียงในหัวดังขึ้นระหว่างการสนทนากับ เท็ด เจ้าของร้านคราฟต์เบียร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการคัดสรรคราฟต์เบียร์ฝีมือคนไทยโดยเท็ด ตัวแทนคนไม่กลับบ้านสาขาเกาหลีใต้

เท็ดเกิดที่เมืองชางวอน
ประเทศเกาหลีใต้ โตที่นั่น ทำงานที่นั่น
ก่อนค้นพบว่าชีวิตที่เกาหลีใต้ช่างเป็นชีวิตที่เร็วเกินไป และเขาอาจสูญเสียตัวตนความฝันข้างในไปก่อนเวลาอันควร
จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ออกตามหาความหมายชีวิตที่ดินแดนอื่น
แรกเริ่มเขาไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก ใช่ มันสนุกมาก
และจุดประกายให้เขาหลงรักคราฟต์เบียร์ แต่เขากลับไม่รู้สึกว่าที่นั่นคือบ้าน ก่อนตัดสินใจหอบหิ้วความฝันมาทำให้เป็นจริงในกรุงเทพฯ เมืองฝันสลายของเราและใครหลายคน แต่ไม่ใช่สำหรับเท็ด

เท็ดรู้จักประเทศไทยตั้งแต่ตอนไหน
ผมรู้จักเมืองไทยสมัยตอนทำงานให้กับบริษัทที่เกาหลีใต้ในฐานะเซลส์แมนที่ต้องดูแลตลาดสหรัฐอเมริกาและไทย เอาจริงๆ ผมชอบเมืองไทยตั้งแต่ตอนนั้นเพราะอากาศที่นี่อบอุ่น ต่อให้หน้าหนาวก็ยังไม่หนาว
ซึ่งผมชอบอากาศแบบประเทศไทย นอกจากอากาศ ผมคิดว่าผู้คนที่นี่น่ารักแล้วก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร
ทุกคนเอนจอยกับทุกวันในชีวิต สิ่งนี้ทำให้ผมเริ่มตกหลุมรัก

อยู่มาวันหนึ่งบริษัทก็ตัดสินใจเปิดสาขาในไทย
ผมทำอยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปี แล้วก็เริ่มเหนื่อยเริ่มเบื่อเริ่มหมดไฟ
ผมเลยคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่ต้องหาอะไรเติมเต็มชีวิต

ตอนนั้นคิดอะไรอยู่
ผมไม่อยากทำงานบริษัทแล้ว I wanna do something fun with my life!

พอลาออกจากบริษัทผมก็ไปเรียนที่นิวยอร์กพักหนึ่ง
แล้วนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รักเบียร์ ที่นั่นคนข้างบ้านผมทำคราฟต์เบียร์อยู่
ผมดื่มมันทุกวัน ดื่มจนค้นพบว่า เห้ย เบียร์เป็นศาสตร์ที่สนุกมากๆ นะ แต่ด้วยความที่นิวยอร์กใช้ชีวิตอยู่ยาก
ค่าครองชีพแพง ผมวางแผนอนาคตของผมที่นั่นไม่ออก ความฝันมันดูเป็นไปได้ยาก ก็เลย Ok! Let’s do it in Thailand ลองทดลองทำความฝันให้เป็นจริงในประเทศที่เราชอบดู

ต้องมาเริ่มต้นความฝันในดินแดนที่ตัวเองไม่รู้ภาษา
ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่กลัวบ้างหรอเท็ด
กลัว
เพราะว่าผมไม่รู้จักผู้คนที่นั่น ผมพูดภาษาคนที่นั่นไม่ได้ ผมกลัวมาก ตอนนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือสักยันต์ (หัวเราะ) สิ่งนั้นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น

ความท้าทายในการทำธุรกิจและอาศัยอยู่ที่นี่ล่ะ
อย่างที่บอก ผมชอบความสโลว์ไลฟ์ของคนไทย ความช้ามันช่วยลดความเครียดในการใช้ชีวิตได้ดีมาก
แต่ความสโลว์บางอย่าง เช่น ความช้าในการได้รับใบอนุญาตที่ใช้เวลานาน Government
office works slowly here. ช่างเป็นความท้าทายที่ทำให้ผมเครียดเหมือนกัน อีกเรื่องที่ท้าทายก็น่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์การเมือง แล้วก็สถานการณ์บ้านเมืองที่มีการเปลี่ยนผ่านต่างๆ พวกกฎหมายแอลกอฮอล์ต่างๆ ของที่นี่
อย่างที่ทุกคนรู้กัน (หัวเราะ)

คุณรู้เรื่องนี้มาก่อนไหม
ไม่เลย
ไม่เคยรู้มาก่อน (หัวเราะ) เลยเป็นอย่างที่เห็น
แต่ก็เป็นความท้าทายที่ดีนะครับ

การเป็นคนเกาหลีในดินแดนแปลกหน้า แปลกวัฒนธรรม มีความท้าทายอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ถ้าเรื่องแฮงเอาต์ คนเกาหลีกับคนไทยเที่ยวด้วยกันสนุกมากครับ
เข้ากันดีเลย แต่ถ้าพวกเราทำงานด้วยกันจะเริ่มมีความแตกต่างเกิดขึ้น
คือคนไทยกับคนเกาหลีแตกต่างมากในแง่วัฒนธรรมการทำงาน อย่างที่ทุกคนเคยได้ยินกันว่าคนเกาหลี
คนญี่ปุ่นเป็นพวก workaholic อันดับต้นๆ ของโลก Work so hard, Work so
long hours แต่คนไทย always relax about their work. For Korean, work is
related to everything in their lives but
for Thai, they work to enjoy their lives. เหมือนคอนเซปต์ในการทำงานของเราต่างกันเท่านั้น บางครั้งผมเลยมีการไฟต์กับทีมคนไทยบ้าง (หัวเราะ) ซึ่งทีมคนไทยจะคอยบอกให้ผมใจเย็น เท็ด…ใจเย็น
ใจเย็น (หัวเราะ)

ถ้าไม่มีเรื่องงาน ผมว่าคนไทยค่อนข้างจะเป็นคนสุภาพมากๆ
เลยนะ เช่น ถ้าคนไทยไม่ชอบอะไร เขาจะไม่พูดออกมาตรงๆ ว่า No, I don’t like it คนไทยเวลาไม่ชอบอะไรหรือกินอะไรแล้วไม่อร่อย ไปถามเขาเขาก็จะบอกว่า อ๋อ อร่อยๆ (หัวเราะ) แต่ก็อีกนั่นแหละ อาการปากไม่ตรงกับใจของคนไทยก็เป็นเรื่องท้าทายของคนเกาหลีในไทยเหมือนกันนะ เพราะคนเกาหลีจะพูดตรง ชอบก็บอกชอบ
ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ เหมือนคนเกาหลีจะยุ่งมากอะไรพูดได้ตรงๆ
ประหยัดเวลาได้จะพูดให้เข้าใจไปเลย

ผมว่าคนญี่ปุ่นจะเข้ากับคนไทยได้ดีกว่าคนเกาหลี
แต่กับคนเกาหลี…Culture gap is bigger. They wanna get something fast. แต่คนไทยใจเย็น
สงบ แล้วก็สบายๆ

ตอนนี้อยู่มานานเท่าไหร่แล้ว
4 ปี 6 เดือน

มีช่วงเวลายากลำบากในกรุงเทพบ้างไหมนะ
Not really, that’s why I’m here.

มีความเครียดอะไรเกิดขึ้นไหมเวลาใช้ชีวิตที่นี่
เรื่อง culture ผมไม่เครียดอะไรนะเพราะคุ้นชินแล้ว แต่เรื่องรถติดน่าจะเป็นปัญหาที่ผมไม่สามารถคุ้นชินได้
ไม่ชอบเลย (หัวเราะ) น่าจะไม่ชินไปตลอดด้วย
ล่าสุดผมเครียดมากตอนที่ต้องพาภรรยาผมไปโรงพยาบาลเพื่อคลอดลูกชายแล้วรถติดมากๆ

คุณเคยคิดว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปไหม
I will stay here for at least 10 years นะ หลังจาก 10 ปีแล้วมาดูกันอีกทีว่าจะตลอดไปไหม
(หัวเราะ)

ลูกผมเกิดที่นี่
แล้วพอเขาโตขึ้นต้องเข้าโรงเรียน ผมเองคิดว่าจะส่งเขาไปเรียนโรงเรียนที่เกาหลีใต้
แล้วตอนนั้นอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องบินกลับไปดูแลลูกผมสักพัก ถ้าผมไม่มีลูก
ผมก็อาจจะอยู่ที่นี่ยาวนานกว่านี้

อยู่ไทยมานี่มีอาการโฮมซิคบ้างหรือเปล่า
บางครั้งก็มีบ้าง
ถึงใจผมจะชอบอากาศร้อนๆ อุ่นๆ ที่ไทย แต่บางเวลาก็แอบคิดถึงอากาศหนาวๆ ที่เกาหลีนะ

ผมคิดถึงเพื่อนที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน
ผมจะกลับไปเกาหลี 3 เดือนครั้งได้นะ
เพื่อเจอเพื่อน เจอครอบครัว ก็โอเคนะ

แล้วอะไรที่ทำให้เท็ดไม่อยากกลับไปทำงานหรือมีครอบครัวที่เกาหลีกันนะ
ชีวิตที่นู่นค่อนข้างแข่งขันกันหนักมาก ทุกคนทำงานกันหนักมาก แต่ผมเป็นคนสบายๆ
แล้วก็อยากจะเอนจอยกับชีวิต เป้าหมายในชีวิตผมไม่ใช่การทำงานอย่างหนักจนไม่มีโอกาสมีความสุขกับเรื่องรอบตัว อย่างเวลาทำงาน คนเกาหลีจะทำงานเกินเวลามาตรฐาน เลิกงานก็ออกไปดื่มทุกวัน
พวกเขาจำเป็นต้องดื่ม สมดุลชีวิตและการทำงานก็เลยพัง แต่พอมาอยู่ที่กรุงเทพฯ บาลานซ์ชีวิตของผมดีขึ้น
ชีวิตผ่อนคลายขึ้น นี่น่าจะเป็นเหตุผลหลักๆ เลยล่ะ

คือถ้าผมอยาก move very fast แล้วก็ประสบความสำเร็จเร็วๆ
ผมก็คงยังทำงานอยู่ที่เกาหลีเหมือนเดิม

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมชอบชีวิตตอนนี้
(ยิ้ม)

จินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิตของเท็ดในเกาหลีจะหนักหน่วงขนาดไหน
พวกเราชินกับการทำอะไรเร็วๆ
ไปไหนมาไหนในเวลาที่กำหนดได้ต่างจากที่นี่ ผมมองว่า Korea is an energetic city to make people work
hard and fight for success. แต่ที่นี่ผู้คนเอนจอยกับทุกวันของชีวิต

ชีวิตผมในเกาหลีเหมือนกันทุกวันเลย ผมจะตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 อาบน้ำ กินอาหารเช้าแบบรีบๆ ไปถึงออฟฟิศ 8 โมงเช้า แล้วก็ทำงาน
กินอาหารกลางวัน ทำงานอีกครั้ง เลิกงาน ดื่มกับคนในออฟฟิศ กลับบ้าน
น็อกแล้วก็เริ่มชีวิตแบบนี้อีกครั้ง บางครั้งผมก็ทำแบบนี้ตอนวันหยุดเหมือนกัน

พวกเราใช้ชีวิตกันหนักมาก เร็วมาก
ขนาดเวลาที่พวกเราไปปาร์ตี้ ไปกินบาร์บีคิวพวกเราก็พยายามเมากันให้เร็วที่สุด

เลิกงานปุ๊บพวกเราจะดื่มโซจูแล้วก็ไปคาราโอเกะ แล้วก็ย้ายไปร้านนั่งดื่มอีกรอบ
คือส่วนตัวผมก็ชอบนะ แต่มันดื่มกันหนักเกินไป เร็วเกินไปอะ (หัวเราะ) อย่างที่ไทยเราจะค่อยๆ ดื่มกัน นั่งดื่ม
นั่งคุยไปเรื่อยๆ ไม่ได้ต้องรีบร้อน ผมชอบแบบนี้มากกว่านะ

คิดอย่างไรกับชีวิตที่หมุนเร็วมากตอนอยู่เกาหลี
ผมทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวันทุกวัน แล้วดื่มหนัก
ผมไม่คิดว่านี่คือชีวิตที่ดี ผมก็คิดนะว่าถ้าเกิดผมมีครอบครัว มีลูก จะเป็นยังไง
คือผมคิดว่าผมคงใช้ชีวิตทรหดแบบนี้ตลอดไปไม่ได้แน่
แล้วช่วงเวลาที่ถามตัวเองมันก็เป็นช่วงที่ตัดสินใจลาออกจากงาน ผมควรเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้แล้ว

ทุกวันนี้กลับไปเกาหลีรู้สึกยังไงบ้าง
ทุกวันนี้เวลาผมกลับไปเกาหลี ผมไปได้ทุกที่
พูดเกาหลีได้กับทุกคน นี่มันถิ่นผม แต่พอตกดึก เห้ย…ผมคิดถึงกรุงเทพฯ ว่ะ แล้วพอตอนบินกลับไทย
ช่วงเวลาที่ออกจากเกตของสนามบินสุวรรณภูมิ ผมรู้สึก comfortable มาก เพราะวินาทีนั้นผมได้กลิ่นของเมืองไทย มันเป็นกลิ่นที่ปนๆ
กันไปมาระหว่างกลิ่นของมลภาวะและอาหารอร่อยๆ ข้างทาง…So, Bangkok pollution makes me feel home.

ถามจริง?
กลิ่นมลภาวะมันเป็นกลิ่นของกรุงเทพฯ จริงๆนะ
ถามว่าไม่ห่วงสุขภาพเหรอ ไม่แคร์เหรอ เอางี้ ผมเป็นคนสูบบุหรี่จัดนะ
ดังนั้นเรื่องมลภาวะในไทยนี่…สบายมาก (หัวเราะ)

นอกจากกลิ่นมลภาวะและอาหาร
อะไรที่ทำให้เท็ดเรียกสถานที่หนึ่งได้เต็มปากเต็มคำว่า บ้าน
อย่างแรกคือความสบายในการอาศัยอยู่
และต่อมาคือผมต้องสามารถมองเห็นความฝันในอนาคตที่นี่ได้ ถ้าผมไม่สามารถทำตามความฝันในเมืองนี้ได้
ผมไม่คิดว่ามันคือบ้าน ที่กรุงเทพฯ ผมเห็นอนาคตของผม ครอบครัว
แล้วก็ความฝันในการทำธุรกิจ สมัยก่อนผมเคยอยู่ในนิวยอร์ก
แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกว่าที่นั่นคือบ้าน
ผมไม่สามารถเรียกนิวยอร์กว่าบ้านได้เต็มปาก

ถึงจะรู้สึกสบายใจ
สบายตัวก็จริง แต่ทุกอย่างที่นั่นแพงมาก
แล้วผมไม่สามารถมองเห็นอนาคต เห็นความฝันของผมโตได้ แต่ที่กรุงเทพฯ ผมเห็นฝันผมเติบโตและชัดเจนที่สุด

ภาพ คณิตติน เขมะวิชานุรัตน์

Author

กชกร มุสิผล

อดีตสมาชิกตัวป่วนประจำ a team junior 9 ที่ป่วยเป็นโรค neon mania และผู้ก่อตั้งเพจคอนเซปต์แสนซน messy matter