<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>a day we finally get to vote &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/sub-series/aday-we-finally-get-to-vote/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/sub-series/aday-we-finally-get-to-vote/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Apr 2021 08:19:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ : โลกคนละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคน ‘ทน’ ไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/golf-ornanong-b-floor/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 12:09:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day we finally get to vote]]></category>
		<category><![CDATA[บีฟลอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ละครเวที]]></category>
		<category><![CDATA[B-Floor]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กอล์ฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ละคร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57609</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากถามว่าย่านไหนในกรุงเทพมหานครที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพื้นที่สำหรับกลุ่มคนทำงานละครเวทีโรงเล็ก คำตอบหนึ่งในใจของกลุ่มคนดู (ที่เล็กพอๆ กับขนาดเวที) คงหนีไม่พ้นย่านทองหล่อ ตั้งแต่ต้นซอย กลางซอย ไปจนถึงท้ายซอย เคยมีทั้งสเปซสำหรับการแสดง และฐานที่มั่นของกลุ่มละครเล็กๆ หลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ บีฟลอร์ ที่มี กอล์ฟ &#8211; อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ เป็นหนึ่งในสมาชิก ผลิตงานออกมาตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ก่อตั้งกันมา และคุณอาจเคยได้ยินชื่อผลงานของเธอบ้างจากข่าวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นเวลาปีกว่าที่กอล์ฟและเพื่อนในกลุ่มต้องย้ายบ้านไปซ้อมตามพื้นที่ต่างๆ จนเพิ่งได้มาลงหลักกันใหม่ในพื้นที่โรงงานของสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นสถานที่ซ้อมชั่วคราว เพราะเจ้าของพื้นที่ทำงานเก่าที่อยู่ด้วยกันมานานขอปิดปรับปรุง ไปพร้อมกับสเปซการแสดงในย่านทองหล่อแทบทั้งหมดที่ต้องปิดตัวไป ในสายตาของเธอ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ฐานที่ (ไม่) มั่นของเหล่าคนทำละครเวทีจะเริ่มล้มหายตายจาก หากเป็นผลจากการทำงานแบบต้อง ‘ดูแลตัวเอง’ อย่างไร้การสนับสนุนที่ไม่มั่นคงพอๆ กับสถานที่ ใกล้ช่วงเวลาเลือกตั้งแล้ว ในฐานะหนึ่งในคนทำงานที่เห็นวงการนี้มายาวนาน เราชวนกอล์ฟมามองสถานะของปัญหาวิชาชีพคนทำละคร และเธอยังมีความหวังเหลืออยู่ไหมจากนโยบายศิลปะวัฒนธรรมที่แต่ละพรรคชูขึ้นมาเรียกคะแนนเสียง โปรดเปิดเครื่องมือสื่อสาร และรับชมละครเรื่องนี้ไปด้วยกัน ช่วงที่สถาบันปรีดีฯ ปิดปรับปรุง คุณและเพื่อนๆ ในบีฟลอร์ทำงานกันอย่างไร ใช้คำว่าเร่ร่อนก็ได้ ต้องไปเช่าสตูดิโอเพื่อซ้อมกัน ทั้งจากที่ที่เราเคยใช้แสดงบ้าง หรือที่เป็นพันธมิตรกันอย่างหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ก็ไปขอความอนุเคราะห์ ไปขอเจ้าหน้าที่ ขอห้องว่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/golf-ornanong-b-floor/">อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ : โลกคนละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคน ‘ทน’ ไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากถามว่าย่านไหนในกรุงเทพมหานครที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพื้นที่สำหรับกลุ่มคนทำงานละครเวทีโรงเล็ก คำตอบหนึ่งในใจของกลุ่มคนดู (ที่เล็กพอๆ กับขนาดเวที) คงหนีไม่พ้นย่านทองหล่อ</p>
<p>ตั้งแต่ต้นซอย กลางซอย ไปจนถึงท้ายซอย เคยมีทั้งสเปซสำหรับการแสดง และฐานที่มั่นของกลุ่มละครเล็กๆ หลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ <strong>บีฟลอร์</strong> ที่มี <strong>กอล์ฟ &#8211; อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์</strong> เป็นหนึ่งในสมาชิก ผลิตงานออกมาตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ก่อตั้งกันมา และคุณอาจเคยได้ยินชื่อผลงานของเธอบ้างจากข่าวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57718" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3295.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3295.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3295-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3295-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เป็นเวลาปีกว่าที่กอล์ฟและเพื่อนในกลุ่มต้องย้ายบ้านไปซ้อมตามพื้นที่ต่างๆ จนเพิ่งได้มาลงหลักกันใหม่ในพื้นที่โรงงานของสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นสถานที่ซ้อมชั่วคราว เพราะเจ้าของพื้นที่ทำงานเก่าที่อยู่ด้วยกันมานานขอปิดปรับปรุง ไปพร้อมกับสเปซการแสดงในย่านทองหล่อแทบทั้งหมดที่ต้องปิดตัวไป</p>
<p>ในสายตาของเธอ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ฐานที่ (ไม่) มั่นของเหล่าคนทำละครเวทีจะเริ่มล้มหายตายจาก</p>
<p>หากเป็นผลจากการทำงานแบบต้อง ‘ดูแลตัวเอง’ อย่างไร้การสนับสนุนที่ไม่มั่นคงพอๆ กับสถานที่</p>
<p>ใกล้ช่วงเวลาเลือกตั้งแล้ว ในฐานะหนึ่งในคนทำงานที่เห็นวงการนี้มายาวนาน เราชวนกอล์ฟมามองสถานะของปัญหาวิชาชีพคนทำละคร และเธอยังมีความหวังเหลืออยู่ไหมจากนโยบายศิลปะวัฒนธรรมที่แต่ละพรรคชูขึ้นมาเรียกคะแนนเสียง</p>
<p>โปรดเปิดเครื่องมือสื่อสาร และรับชมละครเรื่องนี้ไปด้วยกัน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57729" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3334.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3334.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3334-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3334-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body"><b>ช่วงที่สถาบันปรีดีฯ ปิดปรับปรุง คุณและเพื่อนๆ ในบีฟลอร์ทำงานกันอย่างไร</b><b></b></p>
<p class="Body">ใช้คำว่าเร่ร่อนก็ได้ ต้องไปเช่าสตูดิโอเพื่อซ้อมกัน ทั้งจากที่ที่เราเคยใช้แสดงบ้าง หรือที่เป็นพันธมิตรกันอย่างหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ก็ไปขอความอนุเคราะห์ ไปขอเจ้าหน้าที่ ขอห้องว่างๆ ซักห้องใช้ซ้อม</p>
<p class="Body">ในมุมของคนทำงาน การมีสตูดิโอเป็นหลักเป็นแหล่งมันทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพกว่าการย้ายไปเรื่อยๆ นะ ในแง่นึงมันคือการโฟกัสว่านี่แหละคือที่ที่เรามาทำงาน คิดงานกัน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57730" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3336.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3336.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3336-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>ฟังดูไม่ค่อยมั่นคงเลยนะ</b><b></b></p>
<p class="Default">ไม่มีความมั่นคงในวิชาชีพเลย เหมือนทุกวันนี้เราทำงานกันแบบ&#8230;ใจเรารักมาก ถ้าเป็นสมัยที่เพิ่งทำงานใหม่ๆ เป็นวัยรุ่น ก็คงยังรู้สึกว่า &#8220;เฮ้ย ทำไปก่อน เรายังมีแรง&#8221;</p>
<p class="Default">หรือในช่วงหลังมานี้ที่สถาบันการศึกษาต่างๆ ผลิตคนที่เรียนด้านนี้โดยตรงมา แต่รัฐไม่ได้ผลิตหรือส่งเสริมตลาดที่จะรองรับเขา เด็กๆ จบมาอาจจะอยากทำละครมาก เขาจะฝืนทำไปได้สักพัก จากนั้นความจริงก็จะตีหน้า และบอกว่า &#8220;มึงทำจ๊อบอื่นคู่ไปด้วยเถอะ&#8221;</p>
<p class="Default">พอเข้าสู่ขั้นนั้นมันก็จะพาไปอีกขั้นที่ว่า &#8220;เออ เหนื่อยเนอะ ไม่พอกินแล้วว่ะ ต้องไปทำอาชีพอื่นแล้ว&#8221; เพราะงานทำละคร มันเรียกร้องพลังงาน เวลา และเงินทองมากๆ ซึ่งเราเข้าใจเงื่อนไขในชีวิตทุกคนมากเลย</p>
<p class="Default">มันทำให้เรามีคนจบด้านทำละครเยอะมาก แต่คนเหล่านั้นก็จะหายไป อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็มากพอที่จะตั้งคำถามว่านโยบายรัฐหรือตลาดที่จะมารองรับคนทำงานด้านนี้มันยังมีอยู่ไหม ระบบที่จะไม่ทำให้เขารู้สึกว่าต้องไปทำงานคอมเมอร์เชียลก่อน จะได้มีเงิน จะเป็นไปได้ไหมที่พอเขาจบมา อยากทำละคร เออ ได้ทำเธียเตอร์เลยว่ะ ทำแล้วอยู่ได้เลยโดยไม่ต้องมาคิดว่าจะต้องไปทำงานอื่นเสริม เขาได้ทำงานที่ชัดเจนกับตัวเองว่ารัก ชอบ ทำอย่างเดียวแล้วพออยู่ได้ แค่นี้มันยังแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะ</p>
<p class="Default">คิดดูสิ พ่อแม่ถาม ‘เรียนละครจบไปทำอะไรวะ’ ‘ก็ทำละครไง’ ‘เฮ้ย! ทำละครเวที อยู่ยังไง’</p>
<p class="Default">เราเชื่อว่าเด็กที่เรียนละครเวทีทุกคนน่าจะเคยโดนคำถามนี้ เราเองก็ถูกถาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57722" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3314.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3314.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3314-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>ส่วนใหญ่แล้วทุกคนที่ยังทำละคร อยู่กันได้อย่างไร</b><b></b></p>
<p class="Default">ต้องมีงานอื่นเพื่อที่จะดูแลตัวเองได้ อย่างเราเปิดร้านกาแฟ ก็จะไม่มีปัญหาว่าเดือนนี้จะมีเงินไหม รู้สึกหมดปัญหาไปหนึ่ง เลยทำให้มาทำละครได้ เพื่อนคนอื่นๆ ก็ต้องรับงานอื่นเพื่อมาดูแลตัวเองเหมือนกัน แล้วเอาเวลาที่เหลือมาทำละคร นี่คือการที่ประชาชนดูแลตัวเองของแท้เลย</p>
<p class="Default">มันควรเป็นทางเลือก สมมติถ้าเราบอกว่า เออ ก็อยากทำเป็นงานอดิเรกน่ะ อยากทำอย่างอื่นด้วยไม่อยากทำละครอย่างเดียว นี่คือเราเลือกเองไงว่าจะเอาทางนี้ แฮปปี้กับการแบ่งเวลามาทำ แต่สำหรับบางคนคือเขาไม่อยากเลือก เขาอยากทำละครอย่างเดียว แต่ถามว่าอยู่ได้ไหม เราไม่แน่ใจว่าใครมันจะอยู่ได้</p>
<p class="Default">มันไม่จริงเลย พวกเราอยู่บนความไม่จริงมาตลอด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default"><b>คุณทำงานในแวดวงนี้มาเกือบ 20 ปี เห็นอะไรเปลี่ยนไปบ้าง</b><b></b></p>
<p class="Default">ไม่เห็น ถ้าจะมีอะไรที่เปลี่ยนคงเป็นค่าแรงขั้นต่ำ สมัยที่เขาประกาศให้จ่ายที่ 300 บาทต่อวัน คนทำงานในแวดวงนี้ อย่างน้อยที่สุดก็กลุ่มเรา ก็เริ่มที่จะจ่ายค่าซ้อมเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ</p>
<p class="Default">เราพยายามกันมากที่จะไม่กดคนทำงานด้วยกันเอง แต่ก็รู้กันอยู่ว่านี่ไม่ใช่เรตที่เราจะอยู่ได้ เราเลยรู้สึกว่าเรื่องสวัสดิการของคนทำงานศิลปะมันอยู่ตรงไหนนะ มันไม่เหมือนบริษัทที่เขาจะให้สวัสดิการ ของเรามันเป็นลักษณะของการดูแลตัวเองกันไป แค่นั้นเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57736" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3360.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3360.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3360-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>ขายบัตรอย่างเดียวไม่พอสำหรับการทำละครหนึ่งเรื่องเหรอ</b><b></b></p>
<p class="Default">ขาดทุนแน่ๆ ต่อให้มีคนมาดูเยอะแค่ไหนก็ตาม จะขายบัตรพันหนึ่งยังไม่คุ้มทุนเลย ซึ่งไม่เคยขายบัตรราคานั้นนะ (หัวเราะ) เพราะการทำละครเรื่องหนึ่งมันคล้ายกับกองถ่ายหนังเหมือนกัน มีคนเยอะมากที่ทำให้มันเกิดขึ้น แถมยังกินเวลามหาศาล</p>
<p class="Default">อย่างที่บอก เราทำงานอยู่บนความไม่จริงมาตลอด เราจ่ายเงินคนทำงานในเรตที่ไม่จริงมาตลอด เวลาเรามีเพื่อนที่เปิดบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ไฟซึ่งเป็นคนละครมาก่อน เขาบอกเลยนะว่าเรตราคาของคนทำละครมันจะเป็นอีกเรตหนึ่งซึ่งถูกกว่า ส่วนเรตปกติก็จะคิดตอนไปรับจ๊อบข้างนอก มันเป็นวิธีทำงานแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน</p>
<p class="Default">ถึงขนาดว่าเพื่อนๆ ที่ทำงานในวงการละครร่วมด้วยช่วยกันผ่านการคิดค่าจ้างในเรตไม่สูงมากแล้ว เราก็ยังขาดทุน เป็นเหตุผลว่าทำไมการทำละครหนึ่งเรื่องมันต้องการเงินสนับสนุน เพื่อที่อย่างน้อยเราจะได้จ่ายค่าคนได้ก่อน พอขายตั๋วได้ ค่อยไปจ่ายค่าของ ลักษณะมันจะเป็นการหมุนแบบนี้ นั่นแปลว่าเราจะไปลุ้นตอนขายตั๋วว่าจะมีเงินจ่ายค่าเช่าโรงละครได้ไหม จ่ายค่าอุปกรณ์ต่างๆ ได้ไหม</p>
<p class="Default">เราทำเท่าที่ไหวมาตลอด แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกมั่นคงในวิชาชีพได้สักที มันกลายเป็นเรื่องที่เกินกว่าตัวเองจะไปแตะแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างหรือนโยบายไหมนะ ที่ไม่ได้สนับสนุนคนทำงานเท่าที่ควร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57731" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3340.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3340.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3340-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3340-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Default"><b>เคยขอทุนสนับสนุนจากภาครัฐบ้างไหม</b><b></b></p>
<p class="Default">เราทำมาทุกเรื่อง แต่เหมือนเวลาที่เราจะขอทุนเพื่อทำงานสักอย่าง มันจะให้ความรู้สึกว่าเราไป ‘ร้องขอ’ ความอนุเคราะห์ ขอความเมตตาเบาๆ มันรู้สึกได้อย่างนั้น เขาอาจจะไม่ได้พูดกับเราแบบนั้น แต่เราจะรู้สึกเหมือนสิ่งที่เรามาขอไปทำ เขาก็ ‘อุตส่าห์’ ให้เรามาเนอะ</p>
<p class="Default">ถ้าข้าราชการมีวิธีคิดที่ว่าการให้ทุนสนับสนุนกับคนที่มาขอเป็นเรื่องของบุญคุณ เราก็จะรู้สึกว่าเราเป็นประชาชนที่ต้องสำนึกบุญคุณไปตลอดเวลา แต่ที่จริงรัฐก็ควรมีหน้าที่สนับสนุนประชาชนหรือเปล่า ไม่ใช่ว่า &#8220;ทำให้ก็ดีแล้วนะ ฉันอุตส่าห์เจียดงบมาให้&#8221;</p>
<p class="Default">น่าเศร้าเหมือนกัน มันไม่ใช่หลักคิดที่เชื่อว่าเมื่อสนับสนุนศิลปะ แล้วศิลปะจะขับเคลื่อนสังคมรวมถึงคนตัวเล็กตัวน้อยที่ทำงาน เลยทำให้รู้สึกว่าไม่อยากขอเลย สุดท้ายถามว่าต้องขอไหม ก็ต้องขออยู่ดี ลองส่งเรื่องไปก่อน แต่รู้สึกดีไหม ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่</p>
<p class="Default">เอาเข้าจริงที่ผ่านมาก็ดีลกับหน่วยงานรัฐมาตลอด เขาก็สนับสนุนแหละ แต่เรากำลังพูดถึงภาพรวมใหญ่ๆ ว่าวิธีการที่เจ้าหน้าที่รัฐมองประชาชนมันเป็นแบบไหน ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57735" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3357.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3357.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3357-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3357-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Default"><b>เคยมีไหมที่หน่วยงานรัฐดูเนื้อหางานเราแล้วไม่ให้เงินสนับสนุน</b><b></b></p>
<p class="Default">ยังไม่มีนะ แต่หลังๆ ก็ไม่ค่อยได้แล้วแหละ พูดตรงๆ จะไปได้จากองค์กรระหว่างประเทศอะไรแบบนี้ แต่ที่เคยได้ ก็ยังไม่เคยโดนปฏิเสธเพราะเนื้อหาไม่ผ่าน เพราะโดยลักษณะงานมันไม่ได้มีข้อความ ค่อนข้างเป็นงานแอ็บสแทรกต์ เคลื่อนไหว งานคอนเซปต์อะไรก็ว่าไป เราว่ามันเลยทำให้ไม่ได้สุ่มเสี่ยงอะไรทางนั้น</p>
<p class="Default">อีกอย่างเวลาที่เขียนจดหมายไปขอทุน โดยลักษณะงานเขาก็จะพิจารณาว่ามันเป็นงานแบบไหน ละครพูด มูฟเมนต์ หรืออย่างอื่น แล้วเจตนาของเราก็ไม่ได้ต้องการปะทะหรือโจมตีอะไร แต่ถ้าเขาได้มาดูงานจริงๆ ก็คงรู้สึกว่าเออ ไม่เห็นจะมีอะไร อย่างงานของเราที่เป็นข่าวกัน มาดูจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default"><b>กลัวไหมว่าถ้าผลเลือกตั้งออกมาได้เป็นคนเดิม จะยิ่งยากเข้าไปใหญ่ถ้าไปขอความสนับสนุนจากภาครัฐ</b><b></b></p>
<p class="Default">ไม่ห่วงเลย เพราะค่อนข้างมั่นใจในวิธีการทำงานของบีฟลอร์ว่าเรากระตุ้นให้คนคิด ไม่ใช่การปักธง ยิ่งงานเราบทพูดน้อย บางทีก็ไม่มี ก็ไม่รู้ว่าจะมาเซนเซอร์ตรงไหน</p>
<p class="Default">อันนี้ก็น่าสนใจว่า เออ เราจะต้องตั้งคำถามเรื่องนี้กันด้วยว่ะ เราทำงานศิลปะ แต่เราต้องมาตั้งคำถามว่าเขาจะเซนเซอร์งานเราไหม มันทำให้เห็นเลยว่าตอนนี้สังคมอยู่กันในบรรยากาศแบบนี้จริงๆ แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะมันปกคลุมอยู่ทุกส่วนของสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะกับคนทำงานศิลปะ แค่จะโพสต์อะไรในเฟซบุ๊ก เรายังต้องคิดหลายตลบเลย</p>
<p class="Default">การสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวของเขาถือว่าประสบความสำเร็จมาก ตอนนี้ทุกคนอยู่ด้วยความรู้สึกว่า &#8220;กูจะโดนไหม&#8221; แล้วสังคมที่มีประชาชนอยู่กันด้วยความรู้สึกแบบนี้ มันเอื้อเหรอกับการสนับสนุนให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ไม่ได้หรอก เพราะเราจะบอกตลอดว่าอย่าพูดอย่างนี้ อย่าทำแบบนี้ เพราะเดี๋ยวจะโดนนั่นนู่นนี่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57723" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3316.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3316.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3316-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>นอกจากการดูแลตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ คุณอยากเห็นอนาคตคนวงการละครเป็นอย่างไร</b><b></b></p>
<p class="Default">ภาพใหญ่ทั้งโครงสร้างเลย ตั้งแต่การศึกษา ไล่ไปจนถึงการสร้างตลาดขึ้นมารองรับคนที่อยากทำงานศิลปะ หลังจากนั้นคือสวัสดิการ การดูแล ปกป้องวิชาชีพของคนทำงาน เช่นเรตนี้เรียกว่ากดราคา เรตนี้เรียกว่ามาตรฐาน แล้วคนทำงานก็จะได้พัฒนาตัวเองให้ทำงานอย่างมืออาชีพ</p>
<p class="Default">ถ้าเราได้เรตที่มันโอเคและอยู่ได้ สองฝั่งมันเกื้อกูลกัน คนก็จะไปต่อได้ มีคนดูแลเราเรื่องสวัสดิการ ความมั่นคง มีตลาดรองรับ เราก็ทำงานเราให้ดี จบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default"><b>ตอนนี้มีใครทำอย่างนั้นอยู่บ้าง</b><b></b></p>
<p class="Default">มีบางคณะละครนะที่เขาให้เป็นเงินเดือน อย่างของพี่ <b>พิเชษฐ์ กลั่นชื่น </b>มีคนที่พยายามจะอยู่ให้รอด แต่ก็ควรจะมีมากกว่านี้ไหม การทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงทางวิชาชีพ โดยเฉพาะในด้านศิลปะ มันแทบไม่ค่อยมีเลย มันน้อยมาก ไม่งั้นเราต้องเห็นกลุ่มคนที่มาทำงานด้านนี้เยอะมากๆ และไม่ล้มหายตายจากไป สเปซละครเล็กๆ ได้รับการอุดหนุน ปลอดภาษีถ้าเป็นพื้นที่ทำงานศิลปะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงเราก็น่าจะยังอยู่ได้ มีที่ทำงาน แต่นี่คือทุกคณะเร่ร่อนเลยนะ<b></b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57724" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3318.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3318.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3318-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>แต่พูดตรงๆ ละครโรงใหญ่เขาก็ยังอยู่ได้นะ คนพร้อมดูอยู่ตลอดเลย</b><b></b></p>
<p class="Default">เราว่ามันคือเรื่องของความหลากหลายทางรสนิยม ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนจะไปดูละครเวทีกระแสหลักเยอะ คนไปน้อยสิแปลก แต่อย่างสายเธียเตอร์ ทำโรงเล็กอย่างพวกเราเอง มันเป็นเรื่องของการต้องค่อยๆ สร้างกลุ่มคนดูนะ ไม่มีทางหรอกที่ในสังคมหนึ่ง คนจะดูกันอยู่อย่างเดียว สักวันมันต้องเบื่อ สักวันก็ต้องอยากดูอย่างอื่น</p>
<p class="Default">หรือเป็นไปได้ไหมว่าเขาอาจไม่เคยรู้เลยก็ได้ว่ามันมีอย่างอื่น</p>
<p class="Default">นี่เป็นอีกหน้าที่หนึ่งของรัฐเลยนะที่จะต้องสนับสนุนให้พื้นที่อิสระ โรงละครทางเลือก กลุ่มละคร กลุ่มวัฒนธรรมนอกกระแสต่างๆ ให้เบ่งบาน มีที่ให้พวกเขาได้ทำงาน เราใช้คำว่า ‘ทำงาน’ นะ ไม่ใช่ ‘แสดงออก’ เพราะคำนี้มันคือการบอกว่าเราจะทำสิ่งนี้เป็นอาชีพ จะอยู่ด้วยการทำมันอย่างจริงจัง</p>
<p class="Default">เชื่อสิ ถ้ารัฐมีนโยบายที่สนับสนุนความหลากหลายของรสนิยมพวกนี้ โอ้โห คนดูจะมาเองเลย ตอนนี้แค่คนดูกระแสหลักเขาไม่ได้รับข้อมูลอื่นๆ เลย ซึ่งเขาก็คงไม่มาดูหรอก</p>
<p class="Default">มันอาจจะเป็นไปได้ที่คนดูละครเวทีกระแสหลัก ถ้ามาดูงานโรงเล็ก เขาอาจจะแฮปปี้ ไม่มีใครรู้หรอก อันไหนจะมากหรือน้อย มันขึ้นอยู่กับรสนิยมซึ่งเราบังคับไม่ได้ คนดูจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าควรจะดูอะไร</p>
<p class="Default">ถ้าไม่มีการสนับสนุนความหลากหลายจากรัฐ เขาก็จะได้ดูแต่อะไรเดิมๆ ที่เดียว เจ้าเดียว หรือไม่กี่เจ้า แล้วก็จะได้ดูอยู่แค่นั้น ชอบแค่นั้น จะดีกว่าไหมถ้าทำให้แฟร์ๆ รัฐสนับสนุนให้มีความหลากหลายมากขึ้น เขามาดูพวกเราอาจจะไม่ชอบก็ได้ แม่งยาก อะไรวะ ดูไม่รู้เรื่อง แล้วมันจะเป็นแรงขับให้คนทำพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกทาง</p>
<p class="Default">แค่เคารพคนดูว่าเขาเลือกเองได้ รัฐมีหน้าที่เปิดพื้นที่ สนับสนุนความหลากหลายให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่คิดว่าหน้าที่แค่เพียงให้ความอนุเคราะห์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57732" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3345.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3345.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3345-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>ตอนนี้หลายพรรคเสนอนโยบายเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมไว้หลากหลาย ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความเป็นไทยและวัฒนธรรมพื้นถิ่น มากกว่าจะให้ความสำคัญกับงานร่วมสมัย คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</b></p>
<p class="Default">คนที่เสนอนโยบายลักษณะนี้มันคือการขายฝันไปวันๆ ในมุมของเรา มันไม่ใช่การสร้างนโยบายเป็นร่มใหญ่</p>
<p class="Default">เรายังคงยืนยันคำเดิมว่ามันเป็นทางเลือกของผู้เสพไม่ว่าจะชอบงานแบบไหน และต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมพื้นถิ่น วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมมันมีอยู่แต่ก่อนแล้วในสังคม แต่ก็อย่าลืมว่ามีพวกเราอยู่ในสังคมร่วมกับพวกคุณด้วย แต่คุณอาจไม่ได้รับรู้</p>
<p class="Default">เวลามีคนชูนโยบายแบบนี้ มันเป็นการคิดจากโปรดักต์ แต่ไม่ได้คิดเป็นแผนยาวๆ ว่าถ้าจะพัฒนาระบบนิเวศของวงการศิลปะ มันต้องเริ่มจากอะไรวะ นี่คือการขายฝัน คิดโปรดักต์นี้มาแล้วคนจะซื้อ</p>
<p class="Default">แต่อย่าลืมว่าคนซื้อของมาใช้แล้วมันก็จบ เพราะมันไม่มีการต่อยอดไปยังคนทำงาน เขายังไม่เข้าใจว่างานสักงานหรือละครสักเรื่องมันมีระบบนิเวศของคนทำงานหรือวงการอื่นๆ มากมายขนาดไหน ไม่ใช่แค่หนึ่งกลุ่มละคร มีคนทำก็ต้องมีคนดู มีคนดูก็ต้องมีตลาด มันเป็นวงจร</p>
<p class="Default">&nbsp;มันคงจะดีกว่านะถ้าคุณคิดให้มันกลม คิดจากโครงสร้าง ไม่ใช่คิดแค่ว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57721" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3310.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3310.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3310-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>หรือรัฐมองว่าศิลปะยังสำคัญไม่เท่าประเด็นอื่นๆ ในสังคมที่ต้องแก้ไข อย่างเศรษฐกิจ หรือการศึกษา</b><b></b></p>
<p class="Default">เราจะวัดอย่างไรว่างานศิลปะมีมูลค่าเท่าไหร่เป็นตัวเงิน มันไม่เหมือนทำประกันราคาพืชผลการเกษตร ชั่งเท่านี้ ได้ราคาเท่านี้ งานศิลปะมันวัดแบบนั้นไม่ได้ มันใช้วิธีคิดคนละแบบ ถ้าเรามองว่างานศิลปะมันจะช่วยพัฒนาคนในเรื่องวิธีคิด ถ้าอย่างนั้นมันก็ประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้หรอก</p>
<p class="Default">ถ้าเราอยากผลิตคนที่มีศักยภาพ คิด วิเคราะห์ มันก็ต้องเริ่มจากต้นน้ำเลยหรือเปล่า งานศิลปะมันโยงไปได้ตั้งแต่ตอนเราเกิด ครอบครัว การศึกษา มันเป็นวิธีที่ทำให้การพัฒนาไม่ดูแข็งๆ&nbsp;แบบตัวเลขทางเศรษฐกิจ</p>
<p class="Default">ตัวเลขแบบนั้นมันมีคุณค่ามหาศาลอยู่แล้วในเชิงรายได้ แต่อย่าลืมนะว่าคนเราไม่ได้แบนๆ ด้านเดียว มันมีมิติมากกว่านั้น ในตัวคนๆ เขามีศักยภาพอื่นที่อาจจะตรงกันข้ามเลยก็ได้</p>
<p class="Default">อย่างมีคนที่มาดูงานของบีฟลอร์คนหนึ่ง ทำงานบัญชีในโรงพิมพ์ แต่ชอบดูละครมาก เวลาเขียนวิจารณ์นี่อ่านสนุกชิบหาย โคตรลุ่มลึก เราว่ามันเป็นฟังก์ชั่นอะไรแบบนี้ที่ทำให้ศักยภาพอีกด้านของมนุษย์มันเกิดขึ้น ไม่แบนๆ ด้านเดียว เราว่าสิ่งนี้สำคัญมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default"><b>เหมือนการลงทุนกับคน</b><b></b></p>
<p class="Default">เออ มากๆ เลย เพียงแต่มันไม่เห็นตัวเลข เราต้องไม่ลืมว่ามันมีวิธีวัดผลหลายแบบมาก และบางอย่างไม่ใช่ว่าเราให้ตอนนี้แล้วอีกเดือนจะออกดอกออกผล ไม่ใช่ คนเราแม่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์มันต้องรอวันที่จะไปอยู่จุดนั้น</p>
<p class="Default">มันไม่ต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้หรือเปล่า อะ เรื่องปากท้องสำคัญ ทำอันนี้ก่อน เฮ้ย มันทำไปพร้อมกันได้หรือเปล่าวะ ทำไมมันต้องเลือกวะ อันนี้ก็สงสัย</p>
<p class="Default">หรือวาทกรรมที่ฮิตๆ อย่าง &#8220;คนจะอดตายกันอยู่แล้ว&#8221; เราก็อยากรู้นะว่านอกจากกินข้าว เขาไม่ทำอย่างอื่นเลยเหรอวะ ในชีวิตคนคนหนึ่ง มันมีมิติอื่นด้วยหรือเปล่าวะ แค่เราไม่มีการจัดสรรทรัพยากรส่วนนี้ให้ประชาชน แล้วเราก็พูดว่ามันไม่จำเป็น ตัดมันไปเลยแล้วกัน อย่างนี้เหรอ</p>
<p class="Default">เราเชื่อว่ามันทำไปพร้อมกันได้ ในความรู้สึกเรา ไม่จำเป็นต้องเลือกเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57715" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3286.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3286.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3286-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3286-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/golf-ornanong-b-floor/">อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ : โลกคนละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคน ‘ทน’ ไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รจเรข วัฒนพาณิชย์ : ร้านหนังสือจะเปิดพื้นที่ให้ความคิดในวันที่เสรีภาพถูกปิดกั้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/book-republic-rodjaraeg-wattanapanit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คุณากร]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Mar 2019 08:35:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[a day we finally get to vote]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[รจเรข วัฒนพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[Rodjaraeg Wattanapanit]]></category>
		<category><![CDATA[Book Republic]]></category>
		<category><![CDATA[Kramerbook & Afterword Café]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57276</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาจเพราะเป็นวันปกติธรรมดา ไม่มีกิจกรรมเด่นอื่นใดเป็นพิเศษ บ่ายวันนี้ลูกค้าจึงบางตา ชายหนุ่มสองหญิงสาวหนึ่งกับแล็ปท็อป และหัวข้อพูดคุยถึงนักวิชาการในแวดวงเศรษฐศาสตร์การเมือง ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเดินเข้าร้านหนังสือแห่งนี้ แต่ระยะหลังๆ ตั้งแต่ย้ายมาเปิดกิจการในทำเลใหม่ก็พอจะนับครั้งได้ บรรยากาศและพนักงานยังรักษาความเป็นส่วนตัว พื้นที่เล็กลง หนังสือคงความเข้มข้น เพิ่มเติมสินค้าเบ็ดเตล็ดหลากหลายขึ้น  โมเดลใกล้เคียงกับ Kramerbook &#38; Afterword Cafe ที่ รจเรข วัฒนพาณิชย์ ตกหลุมรักและเดินเข้า-ออกเป็นประจำระหว่างที่พักอยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. ร้านหนังสือน่ารัก เรียงรายด้วยหนังสือคัดสรรน่าอ่าน มีบริการร้านอาหาร มุมบาร์ สารพัดสินค้าและของฝาก ทั้งสมุด ดินสอ ปากกา กระเป๋า เสื้อเชิ้ต ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันพบเห็นได้แทบทั่วไปในประเทศไทย การทยอยปรับตัวสู่ lifestyle bookstore คือหนทางหนึ่งที่รจเรขมองว่าจะช่วยประคับประคองร้านหนังสือน้อยใหญ่ให้อยู่รอดท่ามกลางการแย่งชิงตลาดของสื่อสมัยใหม่ ร้านขายหนังสือออนไลน์ และผลพวงจากการเมือง ปลายปี 2554 แม้จะมีหลายคนเตือนว่าเป็นการลงทุนที่สุ่มเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจกำลังอยู่ในขาลงจากผลกระทบของสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองแต่รจเรขและเพื่อนก็ตัดสินใจเปิดกิจการร้านหนังสือ Book Re:public ด้วยต้องการสร้างให้ที่นี่เป็นพื้นที่เล็กๆ เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้หาทางออกให้กับปัญหาสังคมและการเมือง “เมื่อก่อนตอนเราเป็น NGO ทำงานกับชาวบ้าน ก็คิดนะว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักการเมือง แต่พอทำๆ ไปก็พบว่าปัญหาบางเรื่อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-republic-rodjaraeg-wattanapanit/">รจเรข วัฒนพาณิชย์ : ร้านหนังสือจะเปิดพื้นที่ให้ความคิดในวันที่เสรีภาพถูกปิดกั้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อาจเพราะเป็นวันปกติธรรมดา ไม่มีกิจกรรมเด่นอื่นใดเป็นพิเศษ บ่ายวันนี้ลูกค้าจึงบางตา ชายหนุ่มสองหญิงสาวหนึ่งกับแล็ปท็อป และหัวข้อพูดคุยถึงนักวิชาการในแวดวงเศรษฐศาสตร์การเมือง</p>
<p>ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเดินเข้าร้านหนังสือแห่งนี้ แต่ระยะหลังๆ ตั้งแต่ย้ายมาเปิดกิจการในทำเลใหม่ก็พอจะนับครั้งได้ บรรยากาศและพนักงานยังรักษาความเป็นส่วนตัว พื้นที่เล็กลง หนังสือคงความเข้มข้น เพิ่มเติมสินค้าเบ็ดเตล็ดหลากหลายขึ้น<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>โมเดลใกล้เคียงกับ Kramerbook &amp; Afterword Cafe ที่ <b>รจเรข</b><b> </b><b>วัฒนพาณิชย์</b><b> </b>ตกหลุมรักและเดินเข้า-ออกเป็นประจำระหว่างที่พักอยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. ร้านหนังสือน่ารัก เรียงรายด้วยหนังสือคัดสรรน่าอ่าน มีบริการร้านอาหาร มุมบาร์ สารพัดสินค้าและของฝาก ทั้งสมุด ดินสอ ปากกา กระเป๋า เสื้อเชิ้ต ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันพบเห็นได้แทบทั่วไปในประเทศไทย การทยอยปรับตัวสู่ lifestyle bookstore คือหนทางหนึ่งที่รจเรขมองว่าจะช่วยประคับประคองร้านหนังสือน้อยใหญ่ให้อยู่รอดท่ามกลางการแย่งชิงตลาดของสื่อสมัยใหม่ ร้านขายหนังสือออนไลน์ และผลพวงจากการเมือง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-57341 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9560.jpg" alt="รจเรข วัฒนาพาณิชย์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9560.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9560-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9560-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ปลายปี 2554 แม้จะมีหลายคนเตือนว่าเป็นการลงทุนที่สุ่มเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจกำลังอยู่ในขาลงจากผลกระทบของสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองแต่รจเรขและเพื่อนก็ตัดสินใจเปิดกิจการร้านหนังสือ Book Re:public ด้วยต้องการสร้างให้ที่นี่เป็นพื้นที่เล็กๆ เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้หาทางออกให้กับปัญหาสังคมและการเมือง</p>
<p>“เมื่อก่อนตอนเราเป็น NGO ทำงานกับชาวบ้าน ก็คิดนะว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักการเมือง แต่พอทำๆ ไปก็พบว่าปัญหาบางเรื่อง ลำพังแค่หมู่บ้านมันแก้ไขไม่ได้ เพราะอำนาจหลายอย่างอยู่ที่ส่วนกลาง เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐ เชื่อมโยงกับตัวบทกฎหมาย ตั้งแต่นั้นมาเราก็ให้ความสำคัญกับการเมืองภาคประชาชนและเชื่อเรื่องการรณรงค์สังคมด้วยความรู้</p>
<p>“พอเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 เราจึงเชื่อว่าการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวข้ามปัญหาความขัดแย้งเช่นนี้ มันต้องขับเคลื่อนด้วยความรู้และปัญญา เลยคิดทำร้านหนังสือขึ้นมาโดยความตั้งใจหลักคืออยากมีพื้นที่ให้บรรดาอาจารย์ หรือนักวิชาการด้านการเมือง ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์การเมือง รวมถึงคนรุ่นใหม่ได้มาใช้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดกันซึ่งก็น่าตกใจที่บรรยากาศช่วงนั้นมันกลับคึกคักมาก มีนักอ่านและคนร่วมกิจกรรมเสวนาเยอะมาก มีร้านหนังสืออิสระทยอยเกิดขึ้นอีกหลายร้าน เช่นเดียวกับการเพิ่มจำนวนของวรรณกรรมไทยที่พูดถึงเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน จนเรารู้สึกได้ว่าเสรีภาพกำลังเบ่งบาน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-57353 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9602.jpg" alt="รจเรข วัฒนาพาณิชย์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9602.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9602-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9602-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>แต่หลังจากเกิดการรัฐประหาร ร้านหนังสือก็มีทหารเดินเข้าออก</p>
<p>รจเรขเล่าว่าเป็นช่วงเวลาที่เธอถูกหมายตาจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอธิบายให้เธอฟังว่ากิจกรรมต่างๆ ที่จัดบางประเด็นกระทบต่อความมั่นคงและสร้างอิทธิพลกับความคิดของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เธอขำขื่นแก่มูลเหตุของการคุกคาม เพราะในมุมกลับกันมันก็ช่วยยืนยันว่าสิ่งที่เธอทุ่มทำนั้นไม่ไร้ค่าเสียทีเดียว</p>
<p>ต้องหยุดกิจการไป 1 ปีเพื่อหาที่ทางใหม่ เป็นบทสรุปที่ Book Re:public ต้องเผชิญภายใต้ความผันผวนทางการเมือง ส่วนในภาพใหญ่ รจเรขมองว่าสิ่งนี้ยังเป็นเสมือนปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจร้านหนังสือไทยอยู่ยาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-57367 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9665.jpg" alt="รจเรข วัฒนาพาณิชย์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9665.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9665-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9665-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-57372 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9687.jpg" alt="รจเรข วัฒนาพาณิชย์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9687.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9687-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9687-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ไม่ว่าจะยุคไหนๆ รัฐบาลไม่เคยมีส่วนช่วยพัฒนาวงการร้านหนังสืออย่างจริงจังและตรงจุด โอเค อาจมีโครงการส่งเสริมรักการอ่าน ซึ่งนอกจากขึ้นป้ายโปรโมตใหญ่โตแล้วก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ยิ่งหลังรัฐประหารยิ่งแล้วใหญ่ เพราะนอกจากจะไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุน ละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ยังปิดกั้นเสรีภาพในการเรียนรู้ของผู้คน ดังนั้นร้านหนังสือภายใต้รัฐบาลแบบนี้จึงดำเนินธุรกิจค่อนข้างลำบาก</p>
<p>“แต่มันก็เหมือนเป็นดาบสองคมนะ พอยิ่งปิด คนยิ่งอยากอ่าน ยิ่งอยากสร้างสรรค์ อย่างในวงการหนังสือเท่าที่เราติดตามดูความเคลื่อนไหวก็เห็นมีนักเขียนพยายามเปิดพื้นที่กันมากขึ้น มีการรวมตัวกันจัดกิจกรรมพูดคุยตามร้านหนังสือหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ รวมถึงมีวรรณกรรมและบทกวีตีพิมพ์เผยแพร่กันออกมาเยอะแยะ โดยเราคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันทางการเมืองและสังคมที่บีบคั้นให้คนอยากเขียน อยากหาที่ระบาย แต่ถามจริงๆ เถอะว่า มันควรไหมล่ะที่ต้องเกิดสิ่งแบบนี้ขึ้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-57374 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9697.jpg" alt="รจเรข วัฒนาพาณิชย์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9697.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9697-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9697-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>รจเรขยืนหนึ่งในคำตอบว่าทางออกที่ร้านหนังสือทุกร้านต้องการไม่ต่าง คือโครงสร้างการปกครองที่สนับสนุนให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ในร้านหนังสือที่มีหนังสือหลายหลาก การเลือกหยิบอ่านหนังสือสักเล่มไม่ควรถูกตีตราหรือล้อมกรอบด้วยบรรทัดฐานใดๆ ที่ปิดกั้นไม่ให้ผู้คนได้เรียนรู้ และในบรรยากาศเช่นนี้เธอเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมแห่งเสรีจะสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่วงการธุรกิจร้านหนังสือไทย</p>
<p>“แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ถ้าจะมานั่งบอกว่าอยากกำหนดอนาคตด้วยมือเราเอง แต่กลับไม่สนใจปัญหาการเมือง ไม่ตั้งคำถาม ไม่ช่วยกันผลักดันบางอย่างที่เราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”</p>
<p>ความหวังใกล้สุดคือการได้เห็นคนรุ่นใหม่ตื่นตัวกับการเลือกตั้ง อยากออกมากำหนดชะตากรรมของประเทศที่พวกเขาต้องอยู่กับมันต่อไปในวันข้างหน้า แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหรือไม่อาจไม่สำคัญเท่าที่เธอมองว่าสิ่งนี้เป็นความหวังและทิศทางที่ดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-57348 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9580.jpg" alt="รจเรข วัฒนาพาณิชย์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9580.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9580-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9580-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-57381 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9722.jpg" alt="รจเรข วัฒนาพาณิชย์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9722.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9722-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/book-republic_IMG_9722-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-republic-rodjaraeg-wattanapanit/">รจเรข วัฒนพาณิชย์ : ร้านหนังสือจะเปิดพื้นที่ให้ความคิดในวันที่เสรีภาพถูกปิดกั้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดชรัต สุขกำเนิด : ปลดล็อกการศึกษาไทยด้วยการกระจายอำนาจจากครูไปสู่นักเรียน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ajarn-dejarat-sukgumnerd-education/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Mar 2019 12:46:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day we finally get to vote]]></category>
		<category><![CDATA[เดชรัต]]></category>
		<category><![CDATA[สุขกำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57088</guid>

					<description><![CDATA[<p>คนไทยใช้เวลาราว 12 ปี เพื่อเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้เวลาราว 19 ปี เพื่อเรียนจบปริญญาตรีตามความคาดหวังของสังคมส่วนใหญ่ ไม่นับรวมเวลาที่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียนมากที่สุดในโลก สวนทางกับสถิติจากหลายสำนักเมื่อหลายปีที่ผ่านมาที่บ่งชี้ว่าการศึกษาไทยกำลังเข้าขั้นย่ำแย่เมื่อเทียบกับระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับโลก เราได้ความรู้จากการใช้เวลากับการศึกษามาเกือบค่อนชีวิต แต่อีกมุม การศึกษาก็พรากตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ไปจากเรา ใครหลายคนอาจเคยเป็นนักเรียนที่ผ่านการท่องจำ อยู่ในระเบียบเคร่งและเรียนไปเพื่อสอบให้ผ่าน เมื่อผ่านระบบนี้ไป บางคนแข็งแกร่งขึ้น แต่บางคนสูญหายไประหว่างทาง ด้วยระบบอำนาจนิยมฝังรากลึก หลักสูตรที่ไม่ได้เน้นการคิดวิเคราะห์ และปัญหาอื่นๆ เราพยายามหาทางออก เกณฑ์แบบไหน วิธีการสอนแบบไหน ท่ามกลางปัญหาเดิมๆ ใครหลายคนกำลังมองหาความหวัง ‘เดชรัต สุขกำเนิด’&#160;อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่หลายปีมานี้ เขาโพสต์ผลงานนักศึกษาลงบนโซเชียลมีเดียจนเกิดการถกเถียง ตรวจสอบ แชร์ข้อมูล และเกิดความน่าตื่นเต้นจากการเรียนรู้ในหนทางใหม่ ในสายตาคนนอกเขาคืออาจารย์ที่มีแนวคิดน่าจับตามีผลงานน่าประทับใจ แต่ในสายตาศิษย์ เขาคือคนที่กระจายอำนาจในห้องเรียนไปให้นักศึกษาเท่าๆ กัน นอกจากการถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียนมาสู่สาธารณะจะเป็นสิ่งที่เดชรัตทำอยู่เป็นประจำ พร้อมๆ กับการวิพากษ์โครงสร้างสังคมเพื่อนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือวิธีการที่เขาใช้กับเด็กเพื่อให้คนเจเนอเรชั่นใหม่ๆ มีความสุขกับการเรียน เข้าใจตัวเอง และตอบโจทย์สังคมกว่าเดิม แต่ก่อนจะเกิดวิธีการใหม่ เดชรัตมองเห็นปัญหาจากประสบการณ์ในชั้นเรียนตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือการเห็นแววตาของผู้เรียนที่สะท้อนว่าเขาควรเปลี่ยนมันในวันนี้และตอนนี้ ตอนเป็นนักเรียนในระบบการศึกษา อาจารย์เจอปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้บ้าง ผมคิดว่าในฐานะนักเรียน เราค่อนข้างสงสัย ผมไม่รู้ว่าทำไมการเรียนต้องมีรูปแบบที่เป็นอยู่แบบนี้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่เรียนหรือกฎระเบียบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ajarn-dejarat-sukgumnerd-education/">เดชรัต สุขกำเนิด : ปลดล็อกการศึกษาไทยด้วยการกระจายอำนาจจากครูไปสู่นักเรียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คนไทยใช้เวลาราว 12 ปี เพื่อเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้เวลาราว 19 ปี เพื่อเรียนจบปริญญาตรีตามความคาดหวังของสังคมส่วนใหญ่ ไม่นับรวมเวลาที่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียนมากที่สุดในโลก สวนทางกับสถิติจากหลายสำนักเมื่อหลายปีที่ผ่านมาที่บ่งชี้ว่าการศึกษาไทยกำลังเข้าขั้นย่ำแย่เมื่อเทียบกับระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับโลก</p>
<p>เราได้ความรู้จากการใช้เวลากับการศึกษามาเกือบค่อนชีวิต แต่อีกมุม การศึกษาก็พรากตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ไปจากเรา ใครหลายคนอาจเคยเป็นนักเรียนที่ผ่านการท่องจำ อยู่ในระเบียบเคร่งและเรียนไปเพื่อสอบให้ผ่าน เมื่อผ่านระบบนี้ไป บางคนแข็งแกร่งขึ้น แต่บางคนสูญหายไประหว่างทาง</p>
<p>ด้วยระบบอำนาจนิยมฝังรากลึก หลักสูตรที่ไม่ได้เน้นการคิดวิเคราะห์ และปัญหาอื่นๆ เราพยายามหาทางออก เกณฑ์แบบไหน วิธีการสอนแบบไหน ท่ามกลางปัญหาเดิมๆ ใครหลายคนกำลังมองหาความหวัง</p>
<p><strong>‘เดชรัต สุขกำเนิด’</strong>&nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่หลายปีมานี้ เขาโพสต์ผลงานนักศึกษาลงบนโซเชียลมีเดียจนเกิดการถกเถียง ตรวจสอบ แชร์ข้อมูล และเกิดความน่าตื่นเต้นจากการเรียนรู้ในหนทางใหม่</p>
<p>ในสายตาคนนอกเขาคืออาจารย์ที่มีแนวคิดน่าจับตามีผลงานน่าประทับใจ แต่ในสายตาศิษย์ เขาคือคนที่กระจายอำนาจในห้องเรียนไปให้นักศึกษาเท่าๆ กัน</p>
<p>นอกจากการถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียนมาสู่สาธารณะจะเป็นสิ่งที่เดชรัตทำอยู่เป็นประจำ พร้อมๆ กับการวิพากษ์โครงสร้างสังคมเพื่อนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือวิธีการที่เขาใช้กับเด็กเพื่อให้คนเจเนอเรชั่นใหม่ๆ มีความสุขกับการเรียน เข้าใจตัวเอง และตอบโจทย์สังคมกว่าเดิม</p>
<p>แต่ก่อนจะเกิดวิธีการใหม่ เดชรัตมองเห็นปัญหาจากประสบการณ์ในชั้นเรียนตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือการเห็นแววตาของผู้เรียนที่สะท้อนว่าเขาควรเปลี่ยนมันในวันนี้และตอนนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57173" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ตอนเป็นนักเรียนในระบบการศึกษา อาจารย์เจอปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้บ้าง</strong></p>
<p>ผมคิดว่าในฐานะนักเรียน เราค่อนข้างสงสัย ผมไม่รู้ว่าทำไมการเรียนต้องมีรูปแบบที่เป็นอยู่แบบนี้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่เรียนหรือกฎระเบียบ ไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าทำไมเราต้องเรียน ทำไมการสอนต้องเป็นแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เรียนนำไปใช้กับชีวิตอย่างไร วิธีการเรียนเป็นการป้อนข้อมูลที่ต้องรับเข้าไปจนงงไปหมด บางวิชาผมถึงขนาดไม่เข้าเรียนแล้วเอาเนื้อหามาดูว่าเราจะสอนเพื่อนๆ แบบไหน เพื่อให้เข้าใจได้แบบคนทั่วไป</p>
<p>อย่างวิชาสถิติ&nbsp;สอนสูตรมากมาย&nbsp;เราไม่เข้าใจว่าใช้สูตรนี้เพื่ออะไร จริงๆ อาจมีหลักการอยู่ เพียงแต่วิธีการอาจไม่ให้ความสำคัญกับเหตุผลว่าทำไมเราต้องมีบทนี้ เรากำลังเจอความท้าทายอะไร&nbsp;ผมคิดว่าการสอนต้องเริ่มจากการคิดว่าจะเอาไปใช้งานได้อย่างไร ถึงจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจต้นเหตุของปัญหา ไม่รู้ว่ากำลังแก้ไขปัญหาอะไร ก็จะไม่สามารถเรียนส่วนต่อๆ ไปอย่างเข้าใจได้</p>
<p>เราเรียนเหมือนแค่รอว่าเรียนจบ ปลายทางจะได้เป็นอะไรสักอย่าง ฉะนั้นเราถึงมีหลายวิชามาก ซึ่งสุดท้ายก็ต้องหาวิธีการทำความเข้าใจเนื้อหานั้นเอง ผมคิดว่าในอดีตมีปัญหาลักษณะนี้เยอะ ปัจจุบันก็ยังคงเป็น</p>
<p>เพราะช่องโหว่ที่เราไม่ได้ถูกฝึกให้ลองคิดว่าโจทย์ปัญหาข้อนี้ควรถูกแก้ไขด้วยวิธีใดบ้าง แต่ไม่ได้บอกเราว่าแล้วเครื่องมือแต่ละอย่างควรใช้เวลาไหน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57184" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_12.jpg" alt="" width="675" height="507" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_12-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_12-600x451.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>หมายความว่าคนเรียนควรได้รู้ปลายทางว่าเขาจะเอาความรู้ไปใช้งานอย่างไร</strong></p>
<p>ใช่&nbsp;วิธีการสอนไม่ได้ฝึกให้นักเรียนลองคิดและทำดูเองว่าผลเป็นอย่างไร เด็กยุคผมไม่คุ้นเคยกับอินเทอแร็กชั่นหรือฟีดแบ็ก แต่เด็กยุคใหม่แม้จะยังไม่เข้าโรงเรียนแต่เขาคุ้นเคยสิ่งนี้ เขาไม่สามารถเชื่อง่ายเท่าคนรุ่นผมว่าถ้าทำสิ่งนี้แล้วจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น เพราะเขาอาจลองทำเองแล้วสำเร็จ ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้เหมือนกัน เขาคุ้นเคยกับโลกออนไลน์ การเข้าถึงข้อมูล รู้ว่ากดปุ่มนี้แล้วมีอะไร เลือกแบบนี้แล้วให้ผลดี แต่ว่าระบบการศึกษาของเราเลือกได้นิดเดียว ซึ่งไม่แมตช์กันอีกแล้ว จริงๆ การศึกษาเราเปลี่ยนน้อยมาก แต่ผู้เรียนเปลี่ยนไปเยอะ ทำให้ปรับตัวไม่ทันกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เมื่อการศึกษาปรับตัวไม่ทันผู้เรียนส่งผลอย่างไรกับการเรียนรู้</strong></p>
<p>โห มีผลมากเลย เช่น ผมสอนการเจรจาต่อรอง เด็กบางคนเรียนเก่ง สอบข้อเขียนได้เยอะ คะแนนไหลมาเทมา แต่เมื่อทดลองด้วยการให้เล่นเกมเพื่อให้เขาต่อรองกัน ปรากฏคนที่เก่งบางคนต่อรองกับเพื่อนไม่ได้ ขณะที่บางคนต่อรองเก่ง อาจไม่ใช่คนเขียนเก่ง เพราะงั้นถ้าเราวัดผลด้วยวิธีการเดียว ไม่สามารถวัดทุกสิ่งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำอีกอย่างไม่มีความหมาย ทักษะอื่นอาจจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ก็ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในเมื่อเจอนักเรียนที่มีทักษะแตกต่างกัน คุณแก้ไขระบบวัดผลการศึกษาอย่างไร</strong></p>
<p>ต้องถามเขาว่า ‘ผมจะวัดคุณได้อย่างไร’ คุณมีความรู้เรื่องนี้แบบไหน ผมมักพูดว่าถ้าน้องๆ คนไหนคะแนนไม่ดีไม่ได้สอบตกนะ เราลองเปิดโอกาสถามเขาว่าวัดผลได้ในทางอื่นไหม เพราะอาจเป็นปัญหาที่เครื่องมือวัดของเรา เราต้องเผื่อการวัดผลแบบอื่นไว้สำหรับเด็กที่เครื่องมือวัดของเราไม่ฟิตกับเขาด้วย อย่างวิชาที่สอนอยู่ปัจจุบันก็ถามเขาตั้งแต่ต้นเลยว่าตกลงเราจะวัดผลกันด้วยวิธีไหน ซึ่งแต่ละคนเขาเลือกวิธีการวัดไม่เหมือนกัน เขามั่นใจคนละแบบ</p>
<p>จริงๆ ต้องพูดว่าหน้าที่ของเราคือต้องเห็นเด็กทุกคนเก่งให้ได้ ถ้าเราไม่เห็นแบบนั้น ผมคิดว่าเราล้มเหลว โจทย์ในอดีตคือทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กเก่งตามที่ต้องการ แต่โจทย์ปัจจุบันคือจะทำอย่างไรให้เห็นความเก่งของเด็กก่อนแล้วค่อยไปเติม ต้องมองให้ออกว่าเราจะเติมอย่างไร อาจารย์หลายคนก็จะรู้สึกว่า เอ้า แล้วถ้าแบบนี้จะให้คะแนนอย่างไรล่ะ เราตอบว่าคะแนนนั้นมีไว้เทียบกัน หรือการศึกษามีไว้บอกว่าใน 100 คนใครเก่งหรือใครไม่เก่ง หรือว่าคะแนนมีไว้เพื่อบอกว่าให้คน 100 คนเขาเก่งขึ้น ผมคิดว่าประเด็นอยู่ที่รากฐานความคิดปรัชญา เรายังขาดตรงนี้อยู่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57197" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_25.jpg" alt="" width="675" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_25-300x191.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_25-600x382.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>แต่สภาพห้องเรียนส่วนใหญ่ ยังคงเป็นรูปแบบของอำนาจนิยม ที่อำนาจการสอนอยู่ที่ครูอยู่นะ</strong></p>
<p>เวลาพูดคำว่าอำนาจนิยม มันเป็นทั้งสิ่งที่เราว่าเป็นทั้งโครงสร้างและวัฒนธรรม บางครั้งตัวเราเองอาจคุ้นเคยที่จะเป็นแบบนั้น ผมมีโอกาสเห็นเพื่อนๆ น้องๆ อาจารย์บางคนที่ไม่อยากปรับ ปัญหาใหญ่คือเขาไม่ได้เรียกว่าอำนาจ แต่เขาเรียกว่าคุมเด็ก อาจารย์คุ้นเคยกับการทำให้ห้องเรียนเรียบร้อย</p>
<p>ปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมเยอะทีเดียว ฉะนั้นเราต้องคุยกับเด็กๆ ว่า โจทย์เราไม่ใช่ว่าทำอย่างไรให้คุณเรียบร้อย แต่โจทย์คือให้คนอื่นได้รับประโยชน์จากการศึกษาของเราด้วย ฉะนั้นการเรียนจะไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างคุณกับผม แต่เราต้องทำบางอย่างเพื่อคนในสังคม เมื่อเราเรียน ต้องถูกนำเสนอออกไปแล้วเป็นประโยชน์กับสิ่งรอบข้าง จากนั้นเราถึงมาทำงานร่วมกัน shift focus เป้าหมาย ผมคิดว่าถ้าเราชวนเพื่อนๆ อาจารย์ทำแบบนี้ เขาจะเข้าใจได้ดีกว่าการบอกว่าอย่าใช้อำนาจนิยมเลย เราพบว่ามีเป้าหมายใหญ่ที่ไปได้ดีกว่า นิสิตเขาสนใจการเรียนรู้มากกว่า แล้วปัญหาเรื่องเขาทำตัวไม่เรียบร้อยจะจบ เราต้องสนธิพลังใหม่ เพื่อเป้าหมายใหม่ ถ้าเราบอกว่านี่ไง เป้าหมายของเราอยู่ด้วยกันข้างนอกห้องเรียนนั้น จะทำให้เขารู้สึกว่าก็ไปสิ เราจะมาอยู่ในที่เดิมไปทำไม</p>
<p><strong>เรื่องเป้าหมายทางการศึกษาที่มีโจทย์เปลี่ยนไป อาจารย์บอกเพื่อนอาจารย์ว่าอย่างไร</strong></p>
<p>สิ่งสำคัญสุด ผมคิดว่ามันคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ทำอย่างไรให้เด็กไม่รู้สึกว่าเราคอยจับผิดและควบคุมเขาอยู่ เราเพียงแค่อำนวยการให้เรื่องที่เรากำลังเรียนรู้ค่อยๆ เป็นไป ถ้าเป้าหมายเราชัด เขาจะสนใจ ถามว่าถ้าผิดพลาด เราจะรู้ภายในสิบนาทีเลยว่าเขาไม่สนใจเป้านี้ มันไม่ใช่ว่าห้องเรียนไม่เรียบร้อย แต่เป้าของเรายังไม่ท้าทายหรือดึงดูดจริงๆ</p>
<p>เวลาคุยกับคนอื่นมันมีสองทาง ทางหนึ่งเราจำเป็นต้องพูดตรงๆ กับเพื่อนๆ อาจารย์ว่าเรื่องนี้ไม่ควรต้องควบคุม เช่น ทรงผม เครื่องแต่งกาย เราน่าจะมองเห็นเสรีภาพที่เด็กๆ ได้คิดและเลือกเอง ผมพยายามพูดอยู่เหมือนกัน อาจจะสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง จริงๆ ไม่ใช่เฉพาะครูหรอกครับ พ่อแม่ก็เป็นเหมือนกัน ทางต่อมาถ้าเราบอกว่าห้องเรียนไม่ต้องเป็นสภาพนี้ เป็นห้องที่ค่อนข้างวุ่นวายหน่อยก็ได้ เพราะงั้นเราจึงเดินไปทั่วห้องเลย เด็กก็เรียนกัน คิดกัน คุยกัน แต่สุดท้ายเราแทบจะไม่เห็นภาพนั้นเลย</p>
<p>อย่างเคสที่ผมทำคือเรื่องนโยบายรัฐบาลแจกเน็ตประชารัฐ ที่ว่ารัฐจะให้ชาวบ้านใช้ซิมเล่นอินเทอร์เน็ตฟรี เราให้นิสิตวิเคราะห์แล้วมาเขียนกัน สุดท้ายเราเลือกเอาสิ่งที่เด็กเขียนไปแชร์ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แล้วคนก็แชร์มากมาย บางทีหนังสือพิมพ์เอาไปลงต่อ เด็กๆ เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เขาคิดเป็นประโยชน์ต่อสังคม เขามีความภูมิใจ อย่างนี้คนสอนจะเข้าใจว่าสภาพห้องเรียนที่ดูวุ่นวายนั้นวุ่นไปเพื่ออะไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57188" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ในความเป็นครู อาจารย์ตั้งเป้าหมายอยากให้เด็กได้รับอะไรจากการเรียน</strong></p>
<p>พูดยากนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนชีวิตของเขา เราค่อนข้างเห็นชัดว่าปลายทางจะเป็นอะไร เราวางแผนได้เยอะ แต่ปัจจุบันชีวิตของเขาหลากหลาย มีทางไปเยอะ เดี๋ยวนี้การตั้งเป้าหมายถูกทอนให้เล็กลง ไม่ใช่แค่ 4 ปีนี้เขาจะได้อะไร แต่ถูกทอนลงเหลือชั่วโมงครึ่งนี้เขาจะได้อะไร เหมือนกับว่าเราเห็นภาพกว้างๆ เราอยากให้เขาเป็นคนที่ปรับตัวและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ดูไม่มีคุณค่า แต่ทำให้มีคุณค่าได้</p>
<p>ถ้าพูดเชิงเศรษฐศาสตร์ นอกจากเห็นคุณค่าคือทำให้เป็นมูลค่า แล้วกระจายมูลค่านั้นไปสู่คนรอบข้าง เป็นสิ่งที่เราอยากให้เป็น ชีวิตในปัจจุบันไม่สามารถโปรแกรมได้ ชีวิตคนเรา emerge มากกว่านั้น มันผุดขึ้นเมื่อเราเจอสิ่งต่างๆ ฉะนั้นแต่ละชั่วโมงของเราจึงไม่ใช่การทำโปรแกรมเหมือนเดิมว่าคุณทำอย่างนี้แล้วคุณจะได้แบบนั้น แต่เราทำเพื่อหวังให้เด็กๆ ตาลุกวาว เพื่อที่จะไปต่อ ถ้าเขาจะไปสร้างให้มีคุณค่า เราต้องสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายไปเรื่อยๆ แล้วให้เขาได้รับต่อเนื่องหลายๆ ทาง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>พอขยับมาเป็นอาจารย์เห็นปัญหาอะไรในระบบการศึกษา</strong></p>
<p>เรามีโอกาสรู้จักนักเรียนน้อยมากเลย มีอยู่คลาสหนึ่งผมสอนวิชาชื่อการจัดการทรัพยากรมนุษย์ จะเกี่ยวกับเรื่องการฝึกอบรม ผมให้เขาออกแบบเทรนนิ่งหัวข้อที่เขาสนใจ โดยที่ไปคุยกับเพื่อนๆ ว่า เพื่อนๆ อยากรู้เรื่องนี้ไหม เราถึงรู้ว่า โห เด็กๆ ทุกคนมีความสามารถด้านการสอน เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องที่เราไม่เคยคาดคิด บางคนสอนเรื่องการเลือกกระโปรงให้เข้ากับตัว หรือบางคนสอนเรื่องกินชาบู เลือกร้านชาบูอย่างไร แต่ละอันล้วนมีศาสตร์ของมัน เราฟังแล้วทึ่งมาก แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าเขามีความรู้พื้นฐานอะไร ความลึกของเขาคืออะไร เพราะงั้นเราจึงไม่เคยต่อยอด ถ้าเราเห็นลูกศิษย์เราเก่งขนาดนี้แล้ว เราจะไปทำงานแบบเดิมกับเขาได้อย่างไร เราจะพูดแต่เรื่องทฤษฎีกว้างๆ แล้วเราหวังให้เขาไปประยุกต์ใช้เองได้อย่างไร ถ้าเรารู้จักเขา เราจะเข้าใจเขา&nbsp;จะเอาองค์ความรู้ไปรวมกับสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตอย่างไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57180" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_8.jpg" alt="" width="675" height="468" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_8-300x208.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_8-600x416.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ถ้าพูดถึงในห้องเรียน อาจารย์สามารถเลือกจัดการการสอนได้ด้วยตัวเอง แต่กับนโยบายที่ครอบประเทศนี้อยู่ล่ะ จัดการอย่างไร</strong></p>
<p>ผมว่าโครงสร้างความคิดเป็นปัญหาอยู่ เช่น เรื่องระเบียบวินัย ทรงผมนี่เป็นปัญหาแรก ปัญหาต่อมาผมคิดว่าเป็นเรื่องหลักสูตรในระบบการศึกษา ซึ่งเราเชื่อมาก สิ่งที่เราเชื่อมากที่สุดกำลังจะกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุด แต่เดิมมันอาจไม่เป็นปัญหา เพราะว่าทำแบบนี้มานานมาก แต่ว่าโลกปัจจุบันไม่ใช่ อาจจำเป็นต้องลดทอนความเป็นหลักสูตรและเปิดโอกาสให้เขาได้ emerge ขึ้นมาบ้าง แล้วเอามาเชื่อมโยงกัน ผมคิดว่าเป็นความท้าทายของการศึกษา ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีหลักสูตรเลย แต่ว่าเราต้องลดพื้นที่ลง เช่น จากร้อยเปอร์เซ็นต์เบื้องต้นต้องเหลือสัก 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าระยะยาวเป้าหมายของผมต้องคืนให้ถึงครึ่งหนึ่ง</p>
<p>เช่น ผมสอนเรื่องนโยบายการเกษตรเมื่อเทอมที่แล้ว ภารกิจของเราคือต้องพยากรณ์ราคาข้าวในอีกสามเดือนข้างหน้าให้ถูกต้องก่อนที่ชาวนาจะเก็บเกี่ยว ฉะนั้นความท้าทายอยู่ที่ว่าตกลงแล้ว ไอ้ชาเลนจ์เรื่องนี้นิสิตเขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นแค่โจทย์ แต่เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดู เพราะงั้นสิ่งที่เขาพยากรณ์ไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน เขาต้องมาลุ้นเรื่อยๆ เลยว่าสิ่งที่เขาพยากรณ์ไว้นั้นจะถูกไหมในเดือนธันวาคม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วในฐานะที่เป็นพ่อที่มีลูกสองคน เห็นปัญหาการศึกษาไทยด้านไหนบ้าง</strong></p>
<p>โชคดีที่โรงเรียนที่ลูกผมเรียนเป็นโรงเรียนทางเลือก ซึ่งพยายามเปลี่ยนแนวทางการศึกษา เพราะฉะนั้นอาจไม่ได้สะท้อนภาพของปัญหาการศึกษามากนัก แต่ในกรณีของลูกคนโต ตอนหลังเข้าไปอยู่ในโรงเรียนมัธยมฯ ปกติ แล้วจะเจอปัญหาบางเรื่อง เขาต้องต่อสู้ ไม่ว่าเรื่องทรงผมหรือแม้กระทั่งกับเพื่อนๆ ต้องมีการต่อสู้กัน เช่น การคุยในชั้นเรียน จะต้องหยุดคุยไหม เคารพสิทธิเพื่อนๆ และเคารพอาจารย์ไหม ในขณะเดียวกันเขาได้พบเนื้อหาวิชาเรียนบางอย่าง ซึ่งไม่รู้ว่าเรียนไปแล้วจะไปตอบโจทย์อะไร เช่น การระบายสีแผนที่ สมัยก่อนเราไม่มีกูเกิล แล้วเราก็ต้องระบาย ปัจจุบันครูยังพยายามบอกว่าระบายจะทำให้นึกภาพได้ แต่ไม่ใช่กับคนรุ่นใหม่ สมัยนี้ถ้าเขาพูดถึงทะเล เขาก็ใช้โปรแกรมดำลงไปเลย นี่มันภูเขารูปโต๊ะที่ Capetown รุ่นใหม่มันก็ไต่ขึ้นไปเลยไง ใช้กูเกิลแล้วไม่สนุกเหรอ อาจารย์ไม่สนุกเหรอ ยังจะมาเป็นสีเทาๆ เป็นสีน้ำตาลๆ อยู่แล้วให้จินตนาการว่าเป็นภูเขาเหรอ</p>
<p>อย่างเรื่องประชาธิปไตย เนื้อหาที่สอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ก็จะมีคำถามอยู่เยอะ จะเห็นว่ามันมีปัญหามากมายจริงๆ แล้วยิ่งพอเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็จะบอกว่า โอ้โห รู้สึกเลยว่าสิ่งที่เราเรียนมาในชั้นมัธยมศึกษามันไม่ใช่อย่างยิ่ง คือมันขาดสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาความคิด ตั้งแต่ตัวพื้นฐานว่าทำไมเราถึงเชื่อแบบนี้ ตำราเรียนในระดับมัธยมฯ เป็น information providing เรามอบข้อมูลให้ไปแบบเดียว หรือการยั่วให้คิดเราก็ไม่ค่อยนิยมทำ การดีเบตก็ขาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57200" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_28.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ทุกวันนี้อุปสรรคของการทำงานเป็นอาจารย์คืออะไร</strong></p>
<p>ผมยังกังวลเรื่องหลักสูตร กับวัฒนธรรมอำนาจนิยม เช่น เรื่องการแต่งกาย ผมไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องแต่งแบบไหน ถ้าเรายังรู้สึกว่าต้องคุมการแต่งกายของนักศึกษา เช็กชื่อนักศึกษา ผมคิดว่าเราไม่สามารถก้าวไปสู่ความท้าทายได้ เพราะเรายังรู้สึกว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เขาอยู่ขอบเขตที่เรากำหนด จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าเราไม่มีขอบเขต แต่เขาต้องไปเจอว่าถ้าเขาออกไปจากขอบเขตที่มันเหมาะสมแล้วจะเป็นอย่างไร การศึกษาต้องการความกล้าแบบนี้ แล้วค่อยๆ เขยิบพรมแดนความกล้าของเราออกไป อันนี้เป็นประเด็นที่หนึ่ง แต่อันที่สองผมคิดว่าปัญหาของการศึกษามันอยู่ในระบบที่เรียกว่าระบบการผลิตขนาดใหญ่มานาน แม้ว่าเรากล้าแล้ว แต่ผมต้องดีลกับเด็กในคลาส 300 คนอย่างนี้มันก็ไม่ง่าย ผมคิดว่าเราควรจะต้องรีบปลดล็อก อย่าให้การผลิตของเรามีขนาดใหญ่ การผลิตขนาดใหญ่ตอบโจทย์เชิงธุรกิจของมหาวิทยาลัยที่มีจุดคุ้มทุนอยู่ ซึ่งทำให้เราเริ่มมีเหตุผลของความไม่กล้าขึ้นมาแล้วว่า โอ๊ย จะทำอย่างไรกับเด็ก 300 คน</p>
<p>คือเราไม่ได้พูดเรื่องวัฒนธรรมและความคิด โครงสร้างมันต้องยั่วเข้ามาสู่วัฒนธรรมความคิด ขยายเข้ามาสู่นักเรียน พ่อแม่ ครู และโรงเรียน ต้องยั่วให้เราเปลี่ยนแปลง กระเถิบออกไปไกลขึ้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยไม่ค่อยถนัดนัก เรามักถนัดที่จะยกให้เป็นเรื่องของอะไรสักอย่าง เช่น เป็นเรื่องโครงสร้าง เป็นเรื่องทิศทาง เป็นเรื่องสังคมประเทศบ้าง เลยมองไม่เห็นว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ แต่เราจะพูดว่าโครงสร้างไม่เป็นอุปสรรคเลยก็ไม่ได้ มันเป็นอุปสรรค ในขณะเดียวกันถ้าปลดล็อกโครงสร้าง แต่วัฒนธรรมเราไม่ปลดล็อก เราไม่กล้าชื่นชมกับสิ่งใหม่ๆ แก้ไขโครงสร้างไปก็ไม่มีผลหรอกครับ</p>
<p>ผมคิดว่าปลายทางเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราไม่ค่อยคิดกัน เราคิดแต่ว่าคุยกันแล้วเอาไปสอบให้ได้นะลูก แปลว่าเรายอมรับต่อระบบแบบเดิมกันไป เอาเป็นว่าผมเอียงมาทางฝั่งที่ไม่ค่อยชอบโครงสร้างในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมด แล้วเราถึงจะเจอสิ่งใหม่ได้ เราต้องค่อยๆ เปลี่ยนแล้วเราต้องค่อยๆ รื้อโครงสร้างด้วย เพราะว่าถ้าเรายังวัดผลด้วยวิธีเดิมๆ สุดท้ายจะไปจบตรงที่เดิม คือการทำหลักสูตรเหมือนเดิม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ถ้ามองในมิติเศรษฐศาสตร์ที่นักเรียนไทยเป็นทรัพยากร ประเทศเราลงทุนได้คุ้มค่าหรือยัง</strong></p>
<p>ผมคิดว่าเราลงทุนน้อยไป เพราะว่าเรายังไม่รู้ว่าผลตอบแทนที่ได้จะเป็นอย่างไร เราคิดว่าผลตอบแทนที่ได้คือได้เงินเดือน แต่บางครั้งผลตอบแทนที่ได้เขาอาจไปเป็นคนสร้างกิจการ เขาอาจไปเปลี่ยนแปลงสังคม เราไม่ได้นึกถึงสิ่งที่ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า spillover effect คือการที่คุณมีการศึกษาจะทำให้คนรอบข้างดีขึ้น เป็น externalities เป็นผลตอบแทนภายนอก เราจึงลงทุนน้อยไป กับอีกสิ่งหนึ่งคือในภาษาเศรษฐศาสตร์เราต้องมองว่าคนไม่ใช่ทรัพยากรที่เหมือนกัน คนแต่ละคนเป็นทรัพยากรที่ต้องดีไซน์ออกมาต่างกัน คนเราสามารถทำให้มันเป็นได้หลายอย่าง สอนเรื่องกระโปรงแต่วันหนึ่งเขาอาจสอนเรื่องกางเกง อีกวันเขาอาจไม่สอนเรื่องนี้แล้ว เขาออกไปทำอย่างอื่นได้ คนมีความยืดหยุ่น มีความสร้างสรรค์มากกว่า แต่เรายังอาจไม่ได้ลงทุนบนพื้นฐานคิดนี้ เราไม่เคยคิดว่ามันจะสามารถเป็นประโยชน์ด้วยวิธีอื่นๆ ได้ไหม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57194" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ถ้าอย่างนั้น เราขาดทุนหรือเปล่า</strong></p>
<p>ในการลงทุน เราเสียไปกับ thought logistic คือกระบวนการโลจิสติกทางความคิด ส่งข้อความไปให้ครูใหญ่ ครูใหญ่มาฝึกอบรม แล้วครูใหญ่ไปประชุมกับครูในโรงเรียน ฝึกอบรมเป็นขั้นๆ เราเสียเงินไปกับส่วนกลางและกระบวนการ thought logistic เยอะมาก ถ้าถามว่าเราขาดทุนไหม คือเราลงทุนมากไป แต่ถ้าจะขาดทุนเพราะเราลงทุนผิดจุด การมี thought logistic เพื่อให้มีโปรดักต์ออกมาแบบเดียวกัน แล้วมีสินค้าจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ออกมาตามแบบที่เราต้องการก็เล็ดลอดหลุดหายไปจากระบบ เราก็มีของเสีย เราให้ความหมายว่าเป็นของเสียถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ของเหล่านั้นไม่ใช่ของเสียเลยนะ แต่เป็นของที่มีคุณค่ารูปแบบอื่น แต่เราก็ขี้เกียจไปดูมันแล้วว่ามันมีคุณค่าอย่างไรถ้าเราใช้เกณฑ์อย่างอื่นวัด เลยเป็นการลงทุนที่น้อยไป ลงทุนสร้างเกณฑ์ก็น้อยหรือลงทุนกับการเรียนรู้วัตถุดิบก็น้อยไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อาจารย์คิดว่าที่ผ่านมารัฐไทยต้องการผลิตคนแบบไหน</strong></p>
<p>ค่อนข้างชัดเลยว่าเราผลิตคนเพื่อมารับใช้อยู่แล้วนะ แม้กระทั่งนายกประยุทธ์ก็พูดว่าเราต้องผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เราผลิตคนเพื่อมารับใช้เลยกลายเป็นปัญหา เราไม่ได้ผลิตออกมาเป็นคนอย่างที่เขาอยากเป็น เราไม่ได้มีโจทย์ว่าเราทำการศึกษาเพื่อให้เขาเป็นคนที่ตัวเองอยากเป็น แล้วอยู่รอดได้ภายในสภาพแวดล้อมที่เขากำลังจะต้องเผชิญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วแก้ไขเรื่องการศึกษาอย่างไรในเชิงเศรษฐศาสตร์</strong></p>
<p>เราต้องหาตลาด แต่ก่อนนี้เรามีตลาดที่รับสินค้าอยู่ชุดหนึ่ง เราจะส่งคนเข้าตรงนั้นตรงนี้ได้ ที่เหลือไม่ใช่ตลาดเราก็ทิ้งไป แต่ตอนนี้เราต้องหาตลาดย่อยขึ้น คนของเราทำอะไรได้บ้าง เอาไปต่อยอดตรงไหน อย่างนิสิตของเราจะเตรียม &nbsp;4 รูปแบบให้เขาเลือก แบบแรกก็คือไปอยู่ในธุรกิจทั่วไป เช่น บริษัท แบบที่สองไปทำธุรกิจของตัวเองเลย แบบที่สามไปเป็นนักวิเคราะห์ ไปอยู่กระทรวง ทบวง กรม แบบที่สี่คือการไปทำงานกับสังคมอยู่กับชุมชน เราจะต้องดีไซน์ให้ตรงกันกับสิ่งที่เขาจะไปทำ คือถ้าแต่ก่อนเราบอกว่าคนล็อตนี้ผ่าน แต่ต่อไปไม่ใช่แล้ว เพราะล็อตที่ผ่านนี้ยังต้องผ่านการเป็น special for you คนนี้พิเศษสำหรับสายนี้ เรียกว่าตอบลูกค้าที่แบ่งหมวดหมู่ย่อยขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57187" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_15.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ผู้เรียนต้องสร้างความหวังอย่างไรกับการศึกษา เพราะเขาต้องกลับเข้าระบบที่มีปัญหาเหมือนเดิม</strong></p>
<p>เรากำลังพูดเรื่องการศึกษา ผมว่าผู้เรียนส่วนใหญ่ ถ้าเรานำเสนอให้น่าสนใจได้ ผู้เรียนเขาเปิดกว้างนะ แต่ถ้าถามว่าจะต้องขออะไร เราขอความเปิดกว้าง ที่ผ่านมาผมว่าเราขอผู้เรียนเยอะว่าขอให้รับรู้ แล้วเราก็ไม่แคร์เลยว่าสิ่งที่เราให้เขารู้มันน่าสนใจไหม ตัวผู้เรียนเขาพร้อมทันทีถ้าวิชาท้าทาย ถ้ามันโดนใจ กับผู้เรียนผมไม่กังวลเลย ถ้าเราทำให้โดน พลังของผู้เรียนมีมหาศาล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ระบบการปกครองแบบในปัจจุบันนี้ ส่งผลต่อการศึกษาอย่างไร</strong></p>
<p>ถ้าดูผู้เรียนผมคิดว่าเป็นปัญหาเยอะ แต่นักเรียนในประเทศเราอาจไม่คุ้นระบบกำหนดหลักการและลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่เขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง เนื่องจากระบบการศึกษาและระบบสังคมไม่ได้บอกว่าหลักการคืออะไร หรือระบบการต่อสู้ที่เขาจะรักษาหลักการนั้นไว้ เหมือนการเล่นเกมถ้ากฎอย่างนี้ไม่เวิร์ก เขาจะเข้าใจความรู้สึกของการไม่เวิร์กชัดเจนและรุนแรงมาก แล้วเขาต้องการเปลี่ยนสิ่งที่มันไม่เวิร์ก</p>
<p>เพียงแต่ว่าการที่เราไม่ชวนและไม่เปิดให้เขาคิด กลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่เขาก็เลยพยายามที่จะหาทางและสื่อสารระหว่างกัน โทษที มันไม่ใช่แค่มีระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมาไหม แต่มันมีระบอบประชาธิปไตยแล้วมันต้องเปิดให้มีการ define กันด้วย ต้องมีการกำหนด ต้องมีการแลกเปลี่ยนกันด้วยว่าเรื่องไหนเป็นอย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วเราจะดีไซน์อย่างไรให้อยู่กันได้ดีขึ้นทั้งที่การเมืองยังคงเป็นแบบนี้อยู่</strong></p>
<p>สถาบันการศึกษาต้องเริ่มเปิดก่อน นำร่องด้วยการพยายามทำให้สังคมเห็นว่าจะอยู่กันอย่างไร ผมค่อนข้างเชียร์ไปในทางสถาบันการศึกษาเป็นคนแสดงตัวอย่างให้คนดู เพราะการเปลี่ยนสังคมยากกว่าเปลี่ยนสถาบันการศึกษา สถาบันต้องพยายามโชว์ให้เห็นว่ามันเป็นอย่างไร แล้วสังคมจะเริ่มเห็น</p>
<p>แต่ว่าจริงๆ อีกมุมหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ผมคิดว่าพ่อแม่ เป็นจิ๊กซอว์ด้านการศึกษาที่สำคัญมาก ถ้าพ่อแม่เลิกกดดันแล้วเปิดโอกาส พยายามมองว่าลูกเป็นอย่างไร ยอมรับในความแตกต่างในความเก่งของเขา ผมคิดว่าการศึกษาจะสามารถเปลี่ยนได้เร็วขึ้น เพราะว่าส่วนหนึ่งพ่อแม่ก็จะกดดันทั้งครูและนักเรียนให้ตอบโจทย์ความกลัวของตัวเอง กลัวลูกจะสู้เพื่อนไม่ได้ กลัวลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไม่ได้ แล้วพ่อแม่นี่แหละคือคนที่อยู่ในสังคมด้วย เป็นตัวเชื่อมระหว่างสถาบันการศึกษากับสังคม เขาต้องให้ลูกเห็นถึงความหลากหลาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57177" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/เดชรัต-สุขกำเนิด_5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ถ้าการศึกษากำลังตั้งอยู่บนฐานความกลัว แล้วคนไทยจะต้องกล้าในแง่ไหนเพิ่มบ้าง</strong></p>
<p>ผมคิดว่าเราต้องกล้าที่จะเห็นความสำเร็จแบบใหม่ เห็นนักเรียนของเราเก่งด้านอื่นๆ กล้าที่จะไปชื่นชมเขาในมาตรฐานหรือในวิธีการของเขา มันเข้าใจไม่ยาก ผมว่ามีพ่อแม่บางคนถามว่าลูกชอบเล่นเกมนี้มากเลย จะแก้ปัญหาอย่างไรดี พ่อแม่บางคนเขาเข้าใจเลย อ่อเข้าใจแล้ว แล้วเดี๋ยวอีกสักวันเขาก็มาตอบว่า เออ ลองไปเล่นแล้วมันสนุกจริงๆ ด้วย แล้วเขาก็เข้าใจแล้วว่ามันจะเอาไปต่อยอดอย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อาจารย์มีความหวังกับการศึกษาไทยในทิศทางไหน</strong></p>
<p>ความหวังในฐานะอาจารย์ของผมคือวันพรุ่งนี้ได้เจอสิ่งที่ไม่เคยเจออีก ผมชอบสิ่งเล็กๆ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้รู้สึกว่าความสำเร็จทางการศึกษาต้องใหญ่โตอะไร แค่ผู้เรียนมีความสุขกับตัวเอง อยากให้ความสุขเล็กๆ ที่ทุกคนมีมันเต็มไปหมดเลย (หัวเราะ)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ajarn-dejarat-sukgumnerd-education/">เดชรัต สุขกำเนิด : ปลดล็อกการศึกษาไทยด้วยการกระจายอำนาจจากครูไปสู่นักเรียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รัฐต้องมีวิสัยทัศน์ว่าศิลปวัฒนธรรมสำคัญต่อการดำรงอยู่ของคน–ธิดา ผลิตผลการพิมพ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/election-thida-docclub/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Mar 2019 11:36:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[a day we finally get to vote]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ธิดา]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตผลการพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[docclub]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[สารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[Documentary Club]]></category>
		<category><![CDATA[documentary]]></category>
		<category><![CDATA[doc club]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=56376</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยสงสัยกันไหมว่า กับอุตสาหกรรมบันเทิงและวงการภาพยนตร์ที่คล้ายจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของเอกชนเป็นหลักนั้น รัฐบาลควรจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในระดับไหน ในช่วงที่เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงวันเลือกตั้ง เราถือโอกาสชวน ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ แห่ง Documentary Club มาคุยกันในเรื่องนโยบายและการสนับสนุนของรัฐบาลต่อวงการภาพยนตร์ไทยว่าที่ผ่านมามีท่าทีเป็นอย่างไร รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยควรเป็นเช่นไร ความหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ (?) และความเป็นไปได้ที่องค์ความรู้ในสายศิลปะและวัฒนธรรมในประเทศไทยจะถูกให้ความสำคัญมากกว่านี้ ถ้าว่ากันในเชิงนโยบายสนับสนุน ปัจจุบันรัฐบาลมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์อย่างไรบ้าง เอาจริงๆ ถ้าในเชิงนโยบาย รัฐไทยแทบไม่เคยเข้ามาในวงการหนังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายสนับสนุน เท่าที่เราเห็น รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในแง่หนึ่งคือการใช้กฎหมายควบคุม อย่างเมื่อก่อนก็จะมีการเซนเซอร์ แต่ปัจจุบันก็จะมีการจัดเรต เป็นกฎหมายในเชิงการจัดการให้เข้าที่เข้าทางมากกว่า ส่วนการสนับสนุนที่มีมาเป็นระลอกๆ เป็นการให้ทุนที่ผ่านมาทางกระทรวงวัฒนธรรม ในสายงานโปรดักชั่น หรือให้เป็นโปรเจกต์ๆ ไป เหมือนตั้งกองทุนขึ้นมานั่นแหละ สมมติว่าปีนี้รัฐมีทุนให้ร้อยล้าน ใครมีโปรเจกต์ภาพยนตร์ก็เสนอไป เขาก็จะมีคณะกรรมการคัดเลือก แล้วแต่ว่าคุณจะขอเท่าไหร่ และกรรมการจะให้เท่าไหร่ แล้วแต่เขาพิจารณา ที่ผ่านมาจะมีแค่นี้ แต่มันไม่เคยมีการสนับสนุนแบบมีวิสัยทัศน์ระยะยาว หรือมีการคิดว่าเป้าหมายของการสนับสนุนเนี่ย เพราะว่าคุณกำลังต้องการหรือหวังผลอะไรจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศ มันไม่เคยมีการวางโรดแมปที่ชัดเจนเลย &#160; ซึ่งหนังที่ได้รับทุนเหล่านี้ไปก็จะมีเพียงป้ายโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมแปะหน้าแค่นั้น หรือบ้างก็อาจปรากฏในตัวภาพยนตร์บางส่วน เขาก็จะมีเกณฑ์ที่ว่าหนังแบบไหนที่จะเข้าทาง โอเคล่ะ ปัจจุบันอาจไม่ได้ต้องการฮาร์ดเซลวัฒนธรรมไทยเท่าแต่ก่อน แต่แน่นอนว่าก็ยังต้องมีเกณฑ์ของมันในสายตาของรัฐอยู่ เช่น คุณจะไม่สามารถเสนอโปรเจกต์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือประวัติศาสตร์บาดแผลของประเทศได้ จึงไม่ค่อยมีหนังประเภทนี้อย่างเข้มข้นจริงจังมากนัก แล้วอย่างนี้รัฐได้นำหนังไปต่อยอดในด้านใดๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/election-thida-docclub/">รัฐต้องมีวิสัยทัศน์ว่าศิลปวัฒนธรรมสำคัญต่อการดำรงอยู่ของคน–ธิดา ผลิตผลการพิมพ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยสงสัยกันไหมว่า กับอุตสาหกรรมบันเทิงและวงการภาพยนตร์ที่คล้ายจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของเอกชนเป็นหลักนั้น รัฐบาลควรจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในระดับไหน</p>
<p>ในช่วงที่เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงวันเลือกตั้ง เราถือโอกาสชวน <strong>ธิดา ผลิตผลการพิมพ์</strong> แห่ง Documentary Club มาคุยกันในเรื่องนโยบายและการสนับสนุนของรัฐบาลต่อวงการภาพยนตร์ไทยว่าที่ผ่านมามีท่าทีเป็นอย่างไร รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยควรเป็นเช่นไร ความหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ (?) และความเป็นไปได้ที่องค์ความรู้ในสายศิลปะและวัฒนธรรมในประเทศไทยจะถูกให้ความสำคัญมากกว่านี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56425" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ถ้าว่ากันในเชิงนโยบายสนับสนุน ปัจจุบันรัฐบาลมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์อย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>เอาจริงๆ ถ้าในเชิงนโยบาย รัฐไทยแทบไม่เคยเข้ามาในวงการหนังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายสนับสนุน เท่าที่เราเห็น รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในแง่หนึ่งคือการใช้กฎหมายควบคุม อย่างเมื่อก่อนก็จะมีการเซนเซอร์ แต่ปัจจุบันก็จะมีการจัดเรต เป็นกฎหมายในเชิงการจัดการให้เข้าที่เข้าทางมากกว่า ส่วนการสนับสนุนที่มีมาเป็นระลอกๆ เป็นการให้ทุนที่ผ่านมาทางกระทรวงวัฒนธรรม ในสายงานโปรดักชั่น หรือให้เป็นโปรเจกต์ๆ ไป เหมือนตั้งกองทุนขึ้นมานั่นแหละ สมมติว่าปีนี้รัฐมีทุนให้ร้อยล้าน ใครมีโปรเจกต์ภาพยนตร์ก็เสนอไป เขาก็จะมีคณะกรรมการคัดเลือก แล้วแต่ว่าคุณจะขอเท่าไหร่ และกรรมการจะให้เท่าไหร่ แล้วแต่เขาพิจารณา ที่ผ่านมาจะมีแค่นี้ แต่มันไม่เคยมีการสนับสนุนแบบมีวิสัยทัศน์ระยะยาว หรือมีการคิดว่าเป้าหมายของการสนับสนุนเนี่ย เพราะว่าคุณกำลังต้องการหรือหวังผลอะไรจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศ มันไม่เคยมีการวางโรดแมปที่ชัดเจนเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ซึ่งหนังที่ได้รับทุนเหล่านี้ไปก็จะมีเพียงป้ายโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมแปะหน้าแค่นั้น</strong></p>
<p>หรือบ้างก็อาจปรากฏในตัวภาพยนตร์บางส่วน เขาก็จะมีเกณฑ์ที่ว่าหนังแบบไหนที่จะเข้าทาง โอเคล่ะ ปัจจุบันอาจไม่ได้ต้องการฮาร์ดเซลวัฒนธรรมไทยเท่าแต่ก่อน แต่แน่นอนว่าก็ยังต้องมีเกณฑ์ของมันในสายตาของรัฐอยู่ เช่น คุณจะไม่สามารถเสนอโปรเจกต์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือประวัติศาสตร์บาดแผลของประเทศได้ จึงไม่ค่อยมีหนังประเภทนี้อย่างเข้มข้นจริงจังมากนัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56423" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>แล้วอย่างนี้รัฐได้นำหนังไปต่อยอดในด้านใดๆ บ้างไหม</strong></p>
<p>เข้าใจว่าไม่มีนะ แค่ให้ทุนแล้วก็จบไป ซึ่งอันนี้เป็นปัญหา เพราะหนังอิสระของผู้กำกับบางคน เขาก็ไม่ได้จะวิ่งหาเงินจากนายทุน เพราะฉะนั้นทุนของกระทรวงวัฒนธรรมจึงสำคัญมาก พอเขาได้ทุนจนทำหนังเสร็จ แต่พอเข้าสู่ขบวนการที่ต้องต่อรองกับตลาด ปรากฏว่าไม่มีใครซัพพอร์ตเขาแล้ว กลายเป็นต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง มันมีหนังจำนวนมากที่เสร็จแล้วมันไม่สามารถต่อยอดให้กับคนทำในเชิงธุรกิจได้ มีหนังอิสระหลายเรื่องที่ไม่สามารถสู้รบปรบมือกับในตลาด ไม่สามารถทำรายได้กลับมา และไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับคนทำหนังได้ในระดับที่ไม่ต้องขอทุนใหม่ จนสามารถใช้กำไรจากเรื่องนี้ทำหนังเรื่องต่อไป รัฐไม่ได้มีกระบวนที่นำไปสู่ตรงนี้ แค่พอปีนี้จบ ปีหน้าก็ว่ากันใหม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>หมายความว่า ขอแค่ทำหนังให้เสร็จ ส่วนจะรอดไม่รอดก็เรื่องของคุณ</strong></p>
<p>ใช่ อันนี้คือการสนับสนุนแบบขอไปที คือแค่คนทำหนังเรียกร้อง วงการหนังเรียกร้อง เขาก็ทำเป็นนโยบายขึ้นมา แต่มันไม่ได้มีการคิดในระยะยาว ไม่มีวิสัยทัศน์ว่าที่ให้ทุนน่ะ ให้ไปทำไม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56445" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_32.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_32.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_32-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>เทียบกับที่เมืองนอกแล้ว เขาจะมีทุนที่หลากหลาย มีการสนับสนุนที่ชัดเจนกว่ามากหรือเปล่า</strong></p>
<p>เราคิดว่าการสนับสนุน โดยเฉพาะในสายศิลปวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้รัฐต้องมีวิสัยทัศน์ที่ล้ำไปกว่าเรื่องของธุรกิจ คือโอเคล่ะ ถ้าพูดกันเฉพาะขอบเขตของศิลปวัฒนธรรม คือรัฐต้องมีวิสัยทัศน์ว่าศิลปวัฒนธรรมสำคัญต่อการดำรงอยู่ของคนยังไง ไม่ใช่คิดแต่ในมิติที่ว่า เป็นการโปรโมตความเป็นไทยขายต่างชาติ แต่สังคมที่มีศิลปวัฒนธรรมคือสังคมที่สร้างประชากรที่มีคุณภาพเชิงความคิด ขณะเดียวกันถ้ารัฐจะให้มีความเข้มข้นในแง่ของธุรกิจด้วยก็ต้องมองให้เห็นว่าวัฒนธรรมบางส่วนสามารถแปรรูปเป็นสินค้าขายได้ ตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ ก็เกาหลีใต้ ในระยะเวลาสิบกว่าปี เขาพลิกทุกอย่างในวงการหนัง วงการเพลง กลายเป็นวัฒนธรรมส่งออกที่ทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แต่รัฐของเราไม่เคยมองเห็นอะไรเหล่านี้เลย</strong></p>
<p>ไม่เลย อะไรๆ ก็ไม่เคยเห็น (หัวเราะ) มันเคยมีช่วงหนึ่งที่คำว่า creative economy ฮิตขึ้นมา เคยมีการพยายามทำนโยบายนี้ แต่สุดท้ายพอลงไปที่การปฏิบัติก็ยังไม่ใช่กระบวนที่จะนำไปสู่เป้าหมายอยู่ดี นโยบายใดๆ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำสั้นๆ ไม่ใช่ว่าหมดรัฐบาลหนึ่งก็โยนทิ้งไป แล้วรัฐบาลใหม่ก็เลิกสนใจ ไปให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น แต่ของไทยมันจะเป็นแบบนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56452" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_39.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_39.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_39-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>อย่างในกรณีของภาพยนตร์ เรียกได้ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็ยังไม่เคยมีรากฐานที่จะผลักดันประเด็นนี้ไปด้วยกันเลย</strong></p>
<p>ใช่ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องหนัง แต่เป็นกับนโยบายทุกเรื่อง รัฐบาลใหม่ขึ้นมาก็จะพยายามล้มนโยบายของรัฐบาลเก่า ไม่ว่าจะดี หรือไม่ดี อย่างเกาหลีใต้เอง ถึงเขาจะเปลี่ยนประธานาธิบดีบ่อย แต่มันก็จะมีโรดแมปที่ถ้าวางแล้วทุกคนจะเห็นพ้องกันว่าเป้าหมายคืออะไร แล้วไม่ว่ารัฐบาลไหนขึ้นมาจะสนับสนุนวงการหนังมากบ้าง น้อยบ้าง แต่คนในวงการหนังเขาจะถูกสร้างมายด์เซตว่า เขาต้องต่อสู้เพื่อสิ่งนี้</p>
<p>มันเคยมีกรณีที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมจัดขึ้นมา แล้วเขาก็ไปแบนเทศกาลหนังที่มีหนังวิพากษ์รัฐ คนในวงการหนังก็ลุกฮือขึ้นมาทันที แล้วเขาประท้วงกันอย่างรุนแรง จนในที่สุดรัฐต้องยอมเสียงเบาลงไป นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐต้องประคองนโยบาย เพราะมีคนในวิชาชีพคอยอุ้มชูนโยบายที่มีผลต่อพวกเขาอยู่ ดังนั้นพอมีนโยบายกำหนดขึ้นมาว่า ใน 20 ปีสินค้าทางวัฒนธรรมจะต้องขายได้ เขาก็ต้องพิจารณาในรายละเอียดว่า อะไรจะนำไปสู่ตรงไหน</p>
<p>อย่างของไทย พอเราไม่เคยมีวิสัยทัศน์ระยะยาว ระยะสั้นก็จะไม่เกิด รัฐไม่เคยคิดว่า การให้ทุนหนังอย่างเดียวจะมีปัญหาว่า คนทำหนังตัวเล็กๆ เมื่อทำหนังเสร็จแล้วจะอย่างไรต่อ ทำเสร็จแล้วให้เขาไปคุยกับโรงหนังเองเหรอ แล้วคุณคิดเหรอว่าโรงหนังเขาจะให้ความสำคัญในเมื่อมีหนังมาร์เวลรออยู่เป็นตับ อย่างนี้ไม่ได้ รัฐจึงต้องเข้าไปหนุนเรื่อง distribution เมื่อรัฐหนุน เขาก็จะเห็นปัญหาว่าประเทศไทยไม่ได้มีการนำกฎหมายผูกขาดมาใช้กับโรงหนังเลย เห็นได้จากสัดส่วนโรงหนังเครือใหญ่ๆ ในตลาด ที่เครือหนึ่งครองตลาด 70% ส่วนอีกเครือครอง 30% แบบนี้เท่ากับว่าโรงหนังรายเล็กตายหมด ซึ่งอันนี้ผิดแล้ว</p>
<p>เขาต้องมองให้เห็นว่า ถ้าพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมไม่พอก็ต้องสร้างเพิ่ม หรือถ้าเห็นว่าเด็กๆ ไม่ได้โตมาพร้อมความสามารถที่จะดูหนังแปลกๆ ได้ งั้นก็ต้องหาวิธีเอาหนังแปลกๆ ลงไปในระบบการศึกษา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56418" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>อย่างในแง่ของการฉายหนังในสถานศึกษาเอง ถ้ารัฐเข้ามาสนับสนุนก็จะง่ายขึ้นมาก</strong></p>
<p>เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่รัฐต้องทำ คุณจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เป็นการดิ้นรนของเอกชนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะเราสู้แรงต้านทานตลาดไม่ได้ หรือเราเคยพูดเรื่องระบบโควตานะ หมายความว่า หนังที่ฉายอยู่ในพื้นที่กระแสหลักคือโรงหนังเนี่ย รัฐก็ควรจะเข้ามาจัดสัดส่วน ว่าคุณให้พื้นที่กับหนังกระแสหลักเท่าไหร่ และกับหนังทางเลือกอื่นๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางวัฒนธรรมเท่าไหร่ แต่เพียงแค่เราออกมาพูดแค่นี้ก็โดนคนถล่มเต็มไปหมดแล้ว เขาบอกว่า มาเรียกร้องให้หนังอิสระ หนังไทย ทั้งที่หนังพวกนี้ไม่มีใครเขาอยากดูกันหรอก มันเป็นสิทธิของคนดูที่จะไปดูหนังมาร์เวลกี่รอบก็ได้ แต่คำถามคือ เวลาที่มีคนออกมาพูดว่านี่เป็นสิทธิของคนดู เรากลับจะไม่ค่อยนึกว่า กลไกตลาดที่เราเชื่อว่าเป็นธรรมชาติน่ะ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ธรรมชาติ แต่มันถูกทำให้เป็นอย่างนี้ต่างหาก</p>
<p>ย้อนกลับไปสมัยเรายังเด็กๆ ที่โรงหนังยังไม่ใช่ระบบมัลติเพล็กซ์ มีโรงหนังเยอะแยะ บางโรงฉายแต่หนังไต้หวัน บางโรงฉายแต่หนังอินเดีย หรือวันดีคืนดีก็มีหนังอิตาลีมาฉาย ไม่เห็นจะมีใครรู้สึกว่า ทำไมต้องมาปีนกระไดดูหนัง มันไม่มีเซนส์แบบนี้ แต่ที่เราดำรงอยู่ในตอนนี้เพราะเราถูกทำให้เป็น ทั้งด้วยระบบสตูดิโออเมริกามีอิทธิพลเยอะ แล้วเราก็ไม่ได้ควบคุมสัดส่วนโรงหนัง เราคิดว่านี่คือธรรมชาติแบบสากลโลก แต่ทำไมยังมีอีกหลายประเทศที่ยังมีคนไปดูหนังท้องถิ่น ไปดูหนังต่างชาติเป็นเรื่องปกติ</p>
<p>อย่างในสวิตเซอร์แลนด์ เขามีการจัดเทศกาลหนังในลานกลางเมืองที่จุคนเป็นสามสี่พันคน แต่ทำไมคนกลับเต็ม ชาวบ้านแถวนั้นก็เข้าร่วม แล้วหนังที่ฉายก็ไม่ใช่หนังดูง่าย แต่ทำไมเขาไปดู นั่นเพราะมันเป็นชีวิตปกติของเขา แต่ทำไมการไปดูหนังของเราถึงเป็นแบบนี้ ไม่ได้จะบอกว่าเราแย่นะ แต่ที่เราพูดกันว่าปกติเนี่ย มันไม่ได้ปกติ</p>
<p>ความปกติยังมีอีกหลายแบบในโลก เราแค่ไม่ค่อยมีจินตนาการในเรื่องเหล่านี้ เราไม่ค่อยคิดว่า มันเป็นอย่างอื่นได้ไหม ถ้าเป็นอย่างอื่นจะดีกว่าไหม แล้วถ้าดีกว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56414" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>แต่คนก็มักจะกลัวความเปลี่ยนแปลง</strong></p>
<p>นั่นแหละเป็นปัญหาหลักของสังคมนี้ในทุกเรื่อง คือเราไม่มีจินตนาการ ซึ่งจะโทษว่าจะเป็นความผิดของเรา ก็ไม่เชิงนะ แค่ว่าสังคมทำให้เรารู้สึกว่านี่แหละดีแล้ว นี่แหละคือดีที่สุดแล้ว เหมือนพอมีคนพูดเรื่องนโยบายสวัสดิการรัฐ ก็จะมีคนถามว่า ให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นน่ะ เอาเหรอ คิดว่าเป็นคนยุโรปหรือไง แค่นี้เรายังจินตนาการกันไม่ออกเลยว่า แล้วรายได้ส่วนหนึ่งของเราไม่ต้องเสียให้ค่ารถประจำวัน ไม่ต้องเสียค่าเทอมลูก เข้าโรงพยาบาลไม่ต้องเสียเงิน ตกงานไม่ต้องกลัวตาย แล้วเราจะไม่ยินดีจ่ายภาษี 40% ให้กับรัฐเหรอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ไม่ต้องมานั่งอ่านคอนเทนต์ว่า อายุ 60 ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่</strong></p>
<p>ใช่ ปัญหาคือเราถูกทำให้คิดว่า ที่เป็นอยู่น่ะดีแล้ว ถามว่าทุกข์ไหม ก็ทุกข์นะ แต่พอชวนให้คิดถึงสิ่งอื่นกลับไม่กล้าคิด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56419" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>พอการที่รัฐไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์เลย มันจะยิ่งทำให้องค์ความรู้ของภาพยนตร์ หรือศิลปวัฒนธรรมถูก centralized อยู่แค่ในกรุงเทพฯ<span class="Apple-converted-space"> </span></strong></p>
<p>ใช่ ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ปัญหาหลักเลยล่ะ มันทำให้ทุกอย่าง centralized จริงๆ คือถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่เอกชนมีกำลังทำ แต่ถ้าวันหนึ่งเอกชนไม่มีกำลัง ก็ตายไป ซึ่งมีแต่จะแย่ลงนะ เอาแค่ว่า พอหนังใหญ่เข้า แล้วหนังใหญ่ฉาย 80% ของโรงหนังในประเทศ แค่นี้ก็คือการ centralized แล้ว เพราะมันเกิดจากความคิดที่ว่า ทุกคนในประเทศต้องชอบสิ่งเดียวกัน พิสูจน์กันด้วยตัวเลขรายได้ แล้วเราก็จะอยู่ในโมเดลแบบนี้กัน ตอบกันด้วยความเชื่อจากส่วนกลางว่า นี่แหละคือโมเดลที่ถูกต้องแล้ว</p>
<p><strong>อย่างนานๆ ทีเราถึงจะเห็นจังหวัดอย่างขอนแก่น ภูเก็ต สงขลาฉายหนังนอกกระแสหรือสารคดีบ้าง แต่ไม่นานก็หายไป</strong></p>
<p>ใช่ แล้วเรื่องนี้พูดยากนะ เพราะอย่าง Doc Club ถึงจะทำมาหลายปีก็ยังฉายอยู่ไม่กี่จุด นานๆ จะไปโผล่จังหวัดอื่นบ้าง แต่พอโผล่ไปแล้วไม่มีคนดู โรงหนังก็จะบอกว่า มันไม่มีตัวเลข อย่ามาเลย อ้าว แต่ถ้าเราไม่ไป แล้วมันจะมีตัวเลขไหม มันก็ต้องไปจนกว่าคนจะรู้ว่ามีเราอยู่</p>
<p>คือเราจะคุ้นเคยกับคำพูดที่ว่า คนไทยชอบดูอะไรบันเทิง ซึ่งไม่น่าเชื่อนะว่าทุกวันนี้ยังมีคนพูดกันอยู่ คนไทยไม่อยากดูอะไรมีสาระ ทั้งที่เดี๋ยวนี้สารคดีที่สนุกมีเยอะแยะ แต่เราก็จะบอกว่า ความบันเทิงมีแค่แบบเดียว หรือที่บอกว่าคนไทยไม่ดูสารคดีก็ไม่จริง เพราะสารคดีในทีวีหลายรายการก็เรตติ้งดี คนไทยน่ะชอบดูเรื่องจริงที่น่าสนใจ เพียงแต่เราจะขยายปริมณฑลการดูของเขาออกไปได้แค่ไหน เราก็ต้องทำงานไปเรื่อยๆ</p>
<p><strong>ในช่วงรัฐประหาร วงการหนังอิสระดูจะต้องต่อสู้กับอะไรหลายๆ อย่าง เช่น การเซนเซอร์ แล้ว Doc Club เองเจอความท้าทายอะไรไหม</strong></p>
<p>ไม่ถึงกับเจอชัดเจนนะ อาจเพราะเราไม่เคยเอาหนังล่อเป้ารุนแรงเข้ามาฉายด้วย แล้วมันก็มีระบบเรตติ้งที่มีมาตรฐานระดับหนึ่ง อย่างหนังที่มันดูสุ่มเสี่ยงหน่อย ถ้าผ่านเข้าสู่ระบบเรตติ้งแล้ว เขาก็จะมีหลายเรตติ้ง บางเรื่องที่มีประเด็นทางการเมืองรุนแรงหน่อย ก็สามารถมีเรต 18+ ได้ อย่าง <em>The Act of Killing</em> ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ในช่วงพิจารณาเขาก็ก้ำกึ่งว่าจะแบนดีไหม เพราะเขารู้สึกว่าที่เราเอาเข้ามาเพื่อด่ารัฐบาลทหารหรือเปล่า (หัวเราะ)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56451" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_38.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_38.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_38-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_38-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>อย่างนี้มีผลต่อการคัดเลือกหนังของเราไหม</strong></p>
<p>มีสิ มันก็จะนำมาซึ่ง self-censorship จะมีหนังบางเรื่องที่เรารู้สึกว่า ถ้าเอาเรื่องนี้มาฉายจะโดนแบนแน่นอน ซึ่งมันก็จะผูกพันกับเรื่องธุรกิจด้วยว่า ถ้ารู้ว่าจะโดนแบนแล้วจะเอามาฉายทำไม ก็ตัดไปเลยตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยมากนะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในทุกวันนี้ที่รัฐบาลไทยก็ยังไม่ให้ความสำคัญกับวงการภาพยนตร์ คุณยังมองเห็นความหวังบ้างหรือเปล่า</strong></p>
<p>ก็ต้องคาดหวังในรัฐบาลเลือกตั้งต่อๆ ไป แต่ถึงที่สุดเราก็จะคาดหวังกับนักการเมืองอย่างเดียวไม่ได้หรอก เพราะคนในวิชาชีพเองก็ต้องเรียกร้อง จะไปหวังให้นักการเมืองมีตาทิพย์ รู้ทุกเรื่องไม่ได้ เราก็ต้องเรียกร้องไปจนกว่าเขาจะฟัง และจนกว่าเขาจะเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่เขาต้องทำ โดยเฉพาะหน่วยงานหรือองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรงในการเรียกร้องสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพ เช่น สมาพันธ์ภาพยนตร์ ที่หน้าที่ของเขาคือการรับฟังสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพในวงการภาพยนตร์ แล้วกลั่นกรองว่าอะไรคือนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนจริงๆ จากนั้นจึงเสนอสิ่งนี้ให้รัฐ</p>
<p>แต่ที่ผ่านมาก็จะมีบางช่วงที่ทำมากหน่อย บางช่วงก็อาจหายไปบ้าง แต่สิ่งนี้คือเขาต้องทำ เขาต้องสร้างความแข็งแกร่งของคนในวิชาชีพ แล้วถึงที่สุดคนในวิชาชีพต้องเรียกร้อง ถ้ารัฐบาลไม่ทำต้องโวยวาย หรือถ้ามีนโยบายออกมาแล้วบิดเบือน หรือเป็นโทษ เราก็ต้องประท้วง นี่คือหน้าที่ของประชาชน</p>
<p>จะอยู่เฉยๆ และคาดหวังว่ารัฐบาลจะมาเนรมิตให้น่ะเป็นไปไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งก่อนนะ ไม่งั้นใครมันจะมาฟังวะ (หัวเราะ)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-56448" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_35.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_35.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/thida_35-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/election-thida-docclub/">รัฐต้องมีวิสัยทัศน์ว่าศิลปวัฒนธรรมสำคัญต่อการดำรงอยู่ของคน–ธิดา ผลิตผลการพิมพ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
