<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Road to Oscars &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/series/road-to-oscars-2021/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/series/road-to-oscars-2021/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Apr 2021 17:38:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เวรย่อมระงับด้วยการจองเวร ‘Promising Young Woman’ หนังผู้หญิงซ่าที่จะไม่ก้มหน้าให้ระบบชายเป็นใหญ่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/promising-young-woman/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Apr 2021 12:58:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[Carey Mulligan]]></category>
		<category><![CDATA[Emerald Fennell]]></category>
		<category><![CDATA[Oscars Awards]]></category>
		<category><![CDATA[Promising Young Woman]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=130878</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ การคุกคามทางเพศ และการข่มขืน Promising Young Woman เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ ฉันเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศครั้งแรกตอน ม.ต้น ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่าล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศด้วยซ้ำ&#160; เรื่องเกิดขึ้นในค่ายลูกเสือ ฉันยังเป็นตุ๊ดเด็กคนหนึ่งที่ไม่อยากอาบน้ำรวมกับเพื่อนเพศชายคนอื่นเพราะกลัวจะโดนแกล้งจึงแยกไปอาบในอีกห้องหนึ่ง มันเป็นห้องน้ำเก่าๆ ที่ดูทรุดโทรมจนไม่มีใครอยากใช้ ทุกอย่างดูเหมือนดำเนินไปอย่างปกติ แต่ขณะกำลังถูสบู่ ฉันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากผนังกำแพงห้องน้ำ แล้วฉันก็เพิ่งรู้ว่าห้องน้ำมีรูเกือบสิบรูที่สามารถส่องเข้ามาจากด้านนอก ในรูนั้นมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่ โดยสัญชาตญาณ ฉันก้มหลบในมุมที่มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่เห็น เด็กผู้ชายข้างนอกหัวเราะใหญ่เหมือนเขาสะใจที่ฉันรู้ตัว ไม่แน่ใจว่านั่งคุดคู้อยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ แต่จำได้ว่าร้องไห้ กระทั่งสงบสติอารมณ์ตัวเองได้ก็รีบแต่งตัวออกมา แต่เด็กผู้ชายพวกนั้นยังรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นฉันพวกเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะ ออกปากล้อเรื่องรูปร่างกันสนุกสนาน ทำท่าเลียนแบบท่าทางการอาบน้ำของฉันกันใหญ่ พวกเขาล้อฉันแบบนั้นต่อไปจนจบค่าย และบอกต่อเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ จนใครเจอฉันก็จะทำท่าล้อแบบเดียวกัน ส่วนฉันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินหนี&#160; ถึงจะดูเล็กน้อยถ้าเทียบกับกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศแบบอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่าอย่างการโดนลวนลามหรือข่มขืน แต่การละเมิดก็คือการละเมิด เล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหนก็คือการละเมิด และมันทำให้ฉันเข้าใจความรู้สึกของผู้ถูกกระทำได้ไม่ต่างกัน&#160; ตั้งแต่นั้น บางครั้งที่ฉันต้องไปอาบน้ำในสถานที่ที่ไม่ใช่ห้องตัวเอง ฉันจะกังวลเกินกว่าเหตุและเช็กสถานที่ทุกกระเบียดนิ้ว หลายครั้งที่เห็นรูบนผนังแล้วความทรงจำนั้นจะถูกปลุกขึ้นมา ความเจ็บปวดจากสายตา คำพูด เสียงหัวเราะ และท่าทางที่พวกเขาล้อเลียนยังติดอยู่ในใจฉัน&#160; บางครั้งฉันคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ปล่อยเลยตามเลยแล้วทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ฉันจะฟ้องทุกคนที่ฟ้องได้ เอาเรื่องให้ถึงที่สุด การนึกถึงมันทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าความแค้นจากเหตุการณ์นั้นยังฝังอยู่ในตัว และมันรุนแรงพอๆ กับความเจ็บปวด นั่นคือเหตุผลว่าเมื่อดู Promising [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/promising-young-woman/">เวรย่อมระงับด้วยการจองเวร ‘Promising Young Woman’ หนังผู้หญิงซ่าที่จะไม่ก้มหน้าให้ระบบชายเป็นใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center"><em>บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ การคุกคามทางเพศ และการข่มขืน</em><span style="display:none;"> Promising Young Woman </span></p>



<p class="has-text-align-center"><em>เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์</em></p>



<p></p>



<p>ฉันเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศครั้งแรกตอน ม.ต้น ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่าล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>เรื่องเกิดขึ้นในค่ายลูกเสือ ฉันยังเป็นตุ๊ดเด็กคนหนึ่งที่ไม่อยากอาบน้ำรวมกับเพื่อนเพศชายคนอื่นเพราะกลัวจะโดนแกล้งจึงแยกไปอาบในอีกห้องหนึ่ง มันเป็นห้องน้ำเก่าๆ ที่ดูทรุดโทรมจนไม่มีใครอยากใช้ ทุกอย่างดูเหมือนดำเนินไปอย่างปกติ แต่ขณะกำลังถูสบู่ ฉันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากผนังกำแพงห้องน้ำ</p>



<p>แล้วฉันก็เพิ่งรู้ว่าห้องน้ำมีรูเกือบสิบรูที่สามารถส่องเข้ามาจากด้านนอก ในรูนั้นมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่ โดยสัญชาตญาณ ฉันก้มหลบในมุมที่มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่เห็น เด็กผู้ชายข้างนอกหัวเราะใหญ่เหมือนเขาสะใจที่ฉันรู้ตัว ไม่แน่ใจว่านั่งคุดคู้อยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ แต่จำได้ว่าร้องไห้ กระทั่งสงบสติอารมณ์ตัวเองได้ก็รีบแต่งตัวออกมา แต่เด็กผู้ชายพวกนั้นยังรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นฉันพวกเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะ ออกปากล้อเรื่องรูปร่างกันสนุกสนาน ทำท่าเลียนแบบท่าทางการอาบน้ำของฉันกันใหญ่</p>



<p>พวกเขาล้อฉันแบบนั้นต่อไปจนจบค่าย และบอกต่อเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ จนใครเจอฉันก็จะทำท่าล้อแบบเดียวกัน ส่วนฉันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินหนี&nbsp;</p>



<p>ถึงจะดูเล็กน้อยถ้าเทียบกับกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศแบบอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่าอย่างการโดนลวนลามหรือข่มขืน แต่การละเมิดก็คือการละเมิด เล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหนก็คือการละเมิด และมันทำให้ฉันเข้าใจความรู้สึกของผู้ถูกกระทำได้ไม่ต่างกัน&nbsp;</p>



<p>ตั้งแต่นั้น บางครั้งที่ฉันต้องไปอาบน้ำในสถานที่ที่ไม่ใช่ห้องตัวเอง ฉันจะกังวลเกินกว่าเหตุและเช็กสถานที่ทุกกระเบียดนิ้ว หลายครั้งที่เห็นรูบนผนังแล้วความทรงจำนั้นจะถูกปลุกขึ้นมา ความเจ็บปวดจากสายตา คำพูด เสียงหัวเราะ และท่าทางที่พวกเขาล้อเลียนยังติดอยู่ในใจฉัน&nbsp;</p>



<p>บางครั้งฉันคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ปล่อยเลยตามเลยแล้วทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ฉันจะฟ้องทุกคนที่ฟ้องได้ เอาเรื่องให้ถึงที่สุด การนึกถึงมันทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าความแค้นจากเหตุการณ์นั้นยังฝังอยู่ในตัว และมันรุนแรงพอๆ กับความเจ็บปวด</p>



<p>นั่นคือเหตุผลว่าเมื่อดู <em><strong>Promising Young Woman</strong> </em>หนังเรื่องนี้จึงฮุกฉันเป็นอย่างมาก</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Promising Young Woman สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น | Official Trailer |  ซับไทย | UIP Thailand" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/bozTsVIeinM?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Not just another #MeToo Movie</strong><span style="display:none;"> Promising Young Woman </span></h2>



<p>แม้ว่าประสบการณ์ของฉันกับ Cassandra (รับบทโดย Carey Mulligan) ตัวเอกของเรื่องจะไม่เหมือนกัน อันที่จริง แคสซานดร้าหรือ ‘แคสซี่’ นั้นไม่ได้เป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่แรกเริ่ม เธอเคยเป็นนักศึกษาแพทย์อนาคตไกลในสถาบันมีชื่อ กระทั่งเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับ Nina เพื่อนสนิทของเธอที่เปลี่ยนแคสซี่ให้เป็นอีกคน เธอลาออกจากสถาบันแพทย์มาอยู่บ้านพ่อแม่ สมัครงานในร้านกาแฟเล็กๆ และใช้ชีวิตซังกะตายไปวันๆ แคสซี่ไม่มีอนาคต มีแต่ความทุกข์ทรมานและความแค้นจากเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดกับเพื่อนเท่านั้นที่จุดไฟให้เธอใช้ชีวิตต่อ</p>



<p>ทุกสัปดาห์ แคสซี่จะไปไนต์คลับสักแห่ง แกล้งทำเหมือนเมาจนยืนไม่ไหว และทุกครั้งจะมี ‘ผู้ชายใจดี’ เข้ามาเช็กว่าเธอโอเคไหม ก่อนเขาจะอาสาพาเธอกลับบ้านแต่จบลงที่ห้องของพวกเขาทุกที “คุณจะทำอะไร” เธอถามด้วยน้ำเสียงเมามาย ให้โอกาสพวกเขาได้พิจารณาตัวเอง จนกระทั่งแน่ใจว่าชายเหล่านั้นควบคุมกำหนัดตัวเองไม่ไหว ยื้อจะมีอะไรกับเธอทั้งที่กำลังเมา หญิงสาวก็จะเอ่ยปากถามพวกเขาด้วยน้ำเสียงปกติและสติครบถ้วนว่า “คุณจะทำอะไร?’ เพราะเห็นเต็มตาว่าเขากำลังจะข่มขืนเธอ!</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="490" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_26-1024x490.jpg" alt="" class="wp-image-130887" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_26-1024x490.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_26-300x144.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_26-768x368.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_26-1536x735.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_26-2048x981.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_26-600x287.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>amazon.com</figcaption></figure></div>



<p>“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนน่าเศร้า” Emerald Fennell ผู้กำกับที่ควบตำแหน่งโปรดิวเซอร์และคนเขียนบทเล่าให้ <a href="https://www.bbc.com/news/entertainment-arts-55735428" target="_blank" rel="noreferrer noopener">BBC News</a> ฟัง “คนที่พยายามมีอะไรกับผู้หญิงที่เมานั้นยังไม่ถูกกล่าวโทษมากพอ มันเป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยในที่ที่ฉันโตมา ฉันคิดว่าตอนนี้มันก็ยังเห็นได้บ่อยในหลายๆ ที่”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เอเมอรัลด์มองเห็นความสำคัญของการเล่าเรื่องนี้ แล้วตัวละครหญิงซ่าที่แกล้งเมาเพื่อทดสอบศีลธรรมของชายหนุ่มก็ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการพูดถึงประเด็นคุกคามทางเพศและ #MeToo ไม่ใช่เรื่องใหม่ (อันที่จริง Margot Robbie หนึ่งในนักแสดงนำจาก<em> Bombshell </em>(2019) หนังว่าด้วยการคุกคามทางเพศในสำนักข่าว Fox News เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของเรื่องนี้และเกือบจะได้เล่นเป็นแคสซี่ด้วย)&nbsp;</p>



<p>แต่สิ่งที่ทำให้<em> Promising Young Woman </em>แตกต่างคือการเป็นหนังแนวแก้แค้น-สืบสวนสอบสวน-โรแมนติก ที่มาพร้อมคอนเซปต์ ‘Poisoned Popcorn Movie (หนังป๊อปคอร์นเคลือบยาพิษ)’ ที่ดูสนุกและเคลือบแฝงการจิกกัดวัฒนธรรมข่มขืน (rape culture) ได้อย่างแสบสัน</p>



<p>แสบแค่ไหน เริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ล้อมาจากคดีสุดฉาวของ Brock Turner นักศึกษามหา’ลัยแสตนฟอร์ดที่พยายามข่มขืนนักศึกษาหญิงคนหนึ่งขณะที่เธอไม่ได้สติ บร็อกเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย <a href="https://theintercept.com/2016/09/02/media-continues-to-refer-to-brock-turner-as-a-stanford-swimmer-rather-than-a-rapist/">สื่อบางเจ้า</a>จึงเรียกเขาว่า ‘Promising Young Man (ชายหนุ่มอนาคตไกล)’ ทำให้บางคนจดจำเขาในฐานะนั้นแทนที่จะเป็นผู้ก่อคดี ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการมองข้ามความผิดที่เขาทำ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="513" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_2-1024x513.jpg" alt="Promising Young Woman" class="wp-image-130894" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_2-1024x513.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_2-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_2-768x385.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_2-1536x769.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_2-2048x1025.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_2-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>amazon.com</figcaption></figure></div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="505" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_16-1024x505.jpg" alt="Promising Young Woman" class="wp-image-130885" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_16-1024x505.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_16-300x148.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_16-768x379.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_16-1536x758.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_16-2048x1010.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_16-600x296.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>amazon.com</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘I’m a nice guy.’ Dude, You’re not.</strong><span style="display:none;"> Promising Young Woman </span></h2>



<p>จั่วหัวมาว่าเป็นหนังป๊อปคอร์นเคลือบยาพิษ หลายๆ ฉากในเรื่องจึงใส่ความป๊อปสดใสทั้งสีภาพหรือซาวนด์แทร็กที่เลือกใช้ อันที่จริงเอเมอรัลด์เองก็เผยว่ามันเป็นความตั้งใจของเธอที่จะทำให้ฉากหลายฉากและตัวละครหลายๆ ตัวนั้นคล้ายจะหลุดออกมาจากหนังรักสักเรื่อง โดยเฉพาะตัวละครชายซึ่งส่วนใหญ่สวมบทโดยนักแสดงที่เคยเล่นหนังรอม-คอมมาทั้งนั้น</p>



<p>“นี่เป็นหนังเกี่ยวกับคนที่คิดว่าพวกเขาเป็นคนดี ซึ่งโดนคนอื่นบอกว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ใช่คนดีหรอก” ผู้กำกับหญิงวัย 35 บอก “ถ้าคุณอยากทำหนังเกี่ยวกับคนดีที่ทำเรื่องเลวร้าย คุณต้องการนักแสดงที่คนดูดูแล้วคิดว่าเขาไว้ใจได้ มั่นใจว่าคนดูจะชอบเขา”&nbsp;</p>



<p>ในแผนการหลอกชายในไนต์คลับของแคสซี่เราจึงได้เห็นตัวละครชายที่พูดว่า “คุณสวยมากเลย” เพื่อให้เธอหุบปาก “ไม่เป็นไรหรอก คุณปลอดภัย” เพื่อวางแผนทำมิดีมิร้าย และ “ผมเป็นคนดี” แต่กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูด ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในวัฒนธรรมการดีลกันไปยิ้ม (hookup culture) จากมุมมองของเอเมอรัลด์&nbsp;</p>



<p>ความสนุกคือการเห็นแคสซี่ปอกเปลือกพวกเขาจนไม่เหลือคราบ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเหล่าคนดูตั้งคำถามว่าแล้วจริงๆ เราจะสามารถไว้ใจใครได้ไหม เพราะบางทีคนที่ไว้ใจที่สุดอาจจะร้ายที่สุด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="940" height="627" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_9.jpg" alt="Promising Young Woman" class="wp-image-130895" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_9.jpg 940w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_9-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" /><figcaption>amazon.com</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Revenge never looked promising</strong></h2>



<p>ระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไป เราจะค่อยๆ เข้าใจว่าทำไมแคสซี่ถึงกลายเป็นคนแบบนี้ได้ หนังแสดงทั้งด้านอ่อนแอที่ทำให้เราเห็นใจเธอ รวมถึงด้านอ่อนไหวในฉากโรแมนติกระหว่างแคสซี่กับ Ryan (รับบทโดย Bo Burnham) ชายหนุ่มที่แอบรักเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งหวานซึ้งซะจนอยากลุ้นให้เธอหลุดออกจากวงจรความแค้นได้ไวๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าพาร์ตที่ฉันเอนจอยมากที่สุดคือการตามแก้แค้นทุกคนที่ทำร้ายชีวิตเธอและเพื่อน</p>



<p><em>Promising Young Woman</em> ไม่เพียงแต่ตีแผ่วัฒนธรรมข่มขืน แต่ชำแหละมันออกมาให้เห็น ทั้งคนกระทำผิดที่ก่อความผิดแล้วลอยนวลไปสร้างอนาคตใหม่ ทนายที่ช่วยเขาให้รอดคดี อธิการบดีของมหา’ลัยที่รับคำร้องเรียนแบบส่งๆ ไปจนถึงเพื่อนสนิทที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อน แต่ไม่ยอมช่วยเหลือ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10-1024x683.jpg" alt="Promising Young Woman" class="wp-image-130883" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>amazon.com</figcaption></figure>



<p>“ตอนนั้นเรายังเด็ก” “ทั้งคู่เมามาก” “บอกไปแล้วใครจะเชื่อ” “ฉันต้องยกผลประโยชน์ให้จำเลย” คำแก้ตัวจากคนเหล่านี้ล้วนกล่าวโทษเหยื่อและหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมข่มขืนให้คงอยู่ต่อไปในสังคม และพวกเขาจะไม่รู้ว่ามันร้ายแรงจนกว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวหรือคนที่รัก</p>



<p>น่าสนใจที่ตัวละครทนายซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ช่วยให้คนทำผิดรอดตัว เมื่อแคสซี่ไปหาเขา เธอวางแผนจะไปแหกเต็มที่ แต่พบว่าทนายคนนั้นกลับสำนึกผิด เขากล่าวขอโทษสำหรับความผิดที่เขาทำในอดีต สิ่งพวกนั้นตามหลอกหลอนเขาไม่ต่างจากแคสซี่ และเพียงเธอกล่าวให้อภัยเขา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป คล้ายเป็นความรู้สึกใหม่ที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน และฉันว่าฉันอาจเข้าใจความรู้สึกนั้น</p>



<p>บางทีที่แคสซี่มูฟออนจากอดีตไม่ได้เพราะสิ่งที่เธอต้องการได้ยินคือคำขอโทษจากคนกระทำ สิ่งที่ติดอยู่ในใจเธอไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึง ‘ความไม่รู้สึกผิด’ ของคนที่ทำ</p>



<p>บางทีการลงโทษทางกฎหมายที่สาสมคงยังไม่พอ แต่ยังเป็นการยอมรับว่าตัวเองผิด ขอโทษ และยอมรับโทษจากสิ่งที่ทำลงไปจริงๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="424" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_5-1024x424.jpg" alt="Promising Young Woman" class="wp-image-130897" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_5-1024x424.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_5-300x124.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_5-768x318.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_5-600x249.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>amazon.com</figcaption></figure></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Can you guess what every woman&#8217;s worst nightmare is?</strong></h2>



<p>ในรอบทดลองฉายของ<em> Promising Young Woman </em>เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงฉากไคลแมกซ์ สิ่งที่ทำให้ทีมงานตกใจกันมากคืออยู่ดีๆ ก็มีผู้ชมทะเลาะกันกลางโรง คนดูคนหนึ่งดูฉากนั้นแล้วรับไม่ได้จนต้องตะโกนออกมา ขณะที่ผู้ชมอีกคนตะโกนบอกว่า ‘ถ้าไม่ชอบก็เดินออกจากโรงได้’ สุดท้ายคนคนนั้นก็เดินออกไป</p>



<p>ไม่ต่างกับพวกเขา ตอนจบอันสุดแสนจะ controversial นั้นทำให้ฉันขนลุกขนพอง ในขณะเดียวกันฉันก็รักในความสมจริงที่ทำให้เข้าใจคำว่า toxic masculinity (ภาวะความเป็นชายที่เป็นพิษ) ที่ทำร้ายทุกเพศแม้แต่ผู้ชายด้วยกันนั้นเป็นยังไง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="521" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_8-1024x521.jpg" alt="Promising Young Woman" class="wp-image-130898" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_8-1024x521.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_8-300x153.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_8-768x391.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_8-600x305.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/amazon_com_8.jpg 1482w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>amazon.com</figcaption></figure></div>



<p>สุดท้ายฉันไม่อาจสรุปว่าวิธีการแก้แค้นของแคสซี่มันสมควรหรือเปล่า เวรย่อมระงับด้วยการจองเวรหรือไม่จองเวร แต่สิ่งที่ฉันรู้แน่ๆ คือนี่ไม่ใช่หนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อด่าหรือเหมารวมผู้ชาย แคสซี่ไม่ได้อยากแก้แค้นหรืออยากฆ่าใครให้ตาย แต่สิ่งที่เธออยากให้ทุกคนที่เธอตามคิดบัญชีเข้าใจว่าพวกเขากำลังตกอยู่ใต้ระบอบบางอย่างที่เอื้อให้คนบางคนทำผิดได้เพียงเพราะคนนั้นมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่าย และพวกเขากำลังส่งเสริมมันอยู่</p>



<p>ตราบใดที่ยังมีระบบนี้ มันก็จะมีนีน่าและแคสซี่คนต่อไป</p>



<p>สุดท้าย ‘คนอนาคตไกลคนหนึ่ง’ อาจถูก ‘คนอนาคตไกลอีกคน’ ทำลายชีวิตไปเรื่อยๆ ถ้าระบอบอุบาทว์นี้ไม่ถูกโค่นลงสักที</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><em>Promising Young Woman เข้าชิง<a href="https://adaymagazine.com/category/series/road-to-oscars-2021/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">รางวัลออสการ์</a> 5 สาขาคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Carey Mulligan), บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และการตัดต่อยอดเยี่ยม&nbsp;</em></p>



<p><em>เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้</em></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h4 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h4>



<p><a href="https://www.bbc.com/news/entertainment-arts-55735428" target="_blank" rel="noreferrer noopener">bbc.com</a></p>



<p><a href="https://www.gq.com/story/promising-young-woman-emerald-fennell-adam-brody-max-greenfield-christopher-mintz-plasse-interview" target="_blank" rel="noreferrer noopener">gq.com</a></p>



<p><a href="https://www.imdb.com/title/tt9620292/?ref_=ttcz_cz_tt" target="_blank" rel="noreferrer noopener">imdb.com</a></p>



<p><a href="https://theintercept.com/2016/09/02/media-continues-to-refer-to-brock-turner-as-a-stanford-swimmer-rather-than-a-rapist/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">theintercept.com</a></p>



<p><a href="https://www.yahoo.com/entertainment/promising-young-woman-metoo-sexual-assault-revenge-brock-turner-case-title-160055320.html?guccounter=1&amp;guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&amp;guce_referrer_sig=AQAAACyi_9RmBy9fVtz8QELOk8dUIqJ1lBlnyePue_4ZNqSlN0degdTagoI4ThHZH2U1j9F6PKSLeWhhfv-PkA2LgcdjIjxMbEiQcnFgLV3Naxjub3dkcz7BfHW6uim0peZ4h79yT7vJzuE-SpSF-2PU7tvUMfXzQALa2oAkjCxgcKQL" target="_blank" rel="noreferrer noopener">yahoo.com</a></p>



<p></p>



<p></p>



<p></p>



<p><div style="display:none;">
<h2> 1 </h2>
<p>ระหว่างที่เรื่องดำเนินไป เราจะค่อยๆ เข้าใจว่าทำไมแคสซี่ถึงเลือกทำสิ่งเหล่านี้ หนังแสดงด้านอ่อนแอที่ทำให้เราเห็นใจเธออย่างฉากโรแมนติกระหว่างแคสซี่กับ Ryan (รับบทโดย Bo Burnham) ชายหนุ่มที่แอบรักเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งหวานซึ้งซะจนอยากลุ้นให้เธอหลุดออกจากวงจรความแค้นได้ไวๆ แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตามแก้แค้นทุกคนที่ทำร้ายชีวิตเธอและเพื่อนนั้นสะใจ ว่ากันตามตรงมันคือพาร์ตที่ฉันเอนจอยมากที่สุด</p>
<p>ระหว่างที่เรื่องดำเนินไป เราจะค่อยๆ เข้าใจว่าทำไมแคสซี่ถึงเลือกทำสิ่งเหล่านี้ หนังแสดงด้านอ่อนแอที่ทำให้เราเห็นใจเธออย่างฉากโรแมนติกระหว่างแคสซี่กับ Ryan (รับบทโดย Bo Burnham) ชายหนุ่มที่แอบรักเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งหวานซึ้งซะจนอยากลุ้นให้เธอหลุดออกจากวงจรความแค้นได้ไวๆ แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตามแก้แค้นทุกคนที่ทำร้ายชีวิตเธอและเพื่อนนั้นสะใจ ว่ากันตามตรงมันคือพาร์ตที่ฉันเอนจอยมากที่สุด</p>
<h2> 2 </h2>
<p>ระหว่างที่เรื่องดำเนินไป เราจะค่อยๆ เข้าใจว่าทำไมแคสซี่ถึงเลือกทำสิ่งเหล่านี้ หนังแสดงด้านอ่อนแอที่ทำให้เราเห็นใจเธออย่างฉากโรแมนติกระหว่างแคสซี่กับ Ryan (รับบทโดย Bo Burnham) ชายหนุ่มที่แอบรักเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งหวานซึ้งซะจนอยากลุ้นให้เธอหลุดออกจากวงจรความแค้นได้ไวๆ แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตามแก้แค้นทุกคนที่ทำร้ายชีวิตเธอและเพื่อนนั้นสะใจ ว่ากันตามตรงมันคือพาร์ตที่ฉันเอนจอยมากที่สุด</p>
<p>ระหว่างที่เรื่องดำเนินไป เราจะค่อยๆ เข้าใจว่าทำไมแคสซี่ถึงเลือกทำสิ่งเหล่านี้ หนังแสดงด้านอ่อนแอที่ทำให้เราเห็นใจเธออย่างฉากโรแมนติกระหว่างแคสซี่กับ Ryan (รับบทโดย Bo Burnham) ชายหนุ่มที่แอบรักเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งหวานซึ้งซะจนอยากลุ้นให้เธอหลุดออกจากวงจรความแค้นได้ไวๆ แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตามแก้แค้นทุกคนที่ทำร้ายชีวิตเธอและเพื่อนนั้นสะใจ ว่ากันตามตรงมันคือพาร์ตที่ฉันเอนจอยมากที่สุด</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/promising-young-woman/">เวรย่อมระงับด้วยการจองเวร ‘Promising Young Woman’ หนังผู้หญิงซ่าที่จะไม่ก้มหน้าให้ระบบชายเป็นใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Minari ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของชาวเอเชีย หรืออีกหนึ่งโฆษณาชวนเชื่อของฮอลลีวูด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/minari-asians-are-humans-too/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อภิโชค จันทรเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Apr 2021 14:01:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คนเอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[ออสการ์]]></category>
		<category><![CDATA[Orcars]]></category>
		<category><![CDATA[นักแสดง]]></category>
		<category><![CDATA[Steven Yeun]]></category>
		<category><![CDATA[Hollywood]]></category>
		<category><![CDATA[now showing]]></category>
		<category><![CDATA[road to oscars]]></category>
		<category><![CDATA[Minari]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=130511</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2021 ดูเหมือนจะเป็นปีทองของคนเชื้อสายเอเชียบนเวทีภาพยนตร์โลก เรามี Chloé Zhao ที่คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวที Golden Globes และ BAFTA ด้วยภาพยนตร์เรื่อง Nomadland ทั้งยังเป็นผู้กำกับหญิงเอเชียและผู้กำกับหญิงผิวสี (woman of color) คนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ด้านนักแสดงเองก็มี Riz Ahmed นักแสดงเชื้อสายปากีสถานจากภาพยนตร์เรื่อง Sound of Metal ที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากทั้งเวที Golden Globes, BAFTA และออสการ์เช่นกัน แต่อีกหมุดหมายสำคัญประจำปีนี้สำหรับหลายๆ คนคือการที่ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของคนเอเชียนอเมริกันมากๆ อย่าง Minari ของผู้กำกับเชื้อสายเกาหลี Lee Isaac Chung ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเวที BAFTA และออสการ์ ส่งให้นักแสดงในเรื่องอย่าง Youn Yuh-Jung เป็นนักแสดงเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงจากเวที BAFTA และ Screen Actors Guild และ Steven Yeun ให้เป็นนักแสดงเกาหลีและคนเอเชียนอเมริกันที่เกิดในอเมริกาคนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์ Minari [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/minari-asians-are-humans-too/">Minari ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของชาวเอเชีย หรืออีกหนึ่งโฆษณาชวนเชื่อของฮอลลีวูด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปี 2021 ดูเหมือนจะเป็นปีทองของคนเชื้อสายเอเชียบนเวทีภาพยนตร์โลก เรามี Chloé Zhao ที่คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวที Golden Globes และ BAFTA ด้วยภาพยนตร์เรื่อง <em><a href="https://adaymagazine.com/nomadland-into-the-wild/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Nomadland</a></em> ทั้งยังเป็นผู้กำกับหญิงเอเชียและผู้กำกับหญิงผิวสี (woman of color) คนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ด้านนักแสดงเองก็มี Riz Ahmed นักแสดงเชื้อสายปากีสถานจากภาพยนตร์เรื่อง<em> </em><a href="https://adaymagazine.com/sound-of-metal" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Sound of Metal</em></a><em> </em>ที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากทั้งเวที Golden Globes, BAFTA และออสการ์เช่นกัน</p>



<p>แต่อีกหมุดหมายสำคัญประจำปีนี้สำหรับหลายๆ คนคือการที่ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของคนเอเชียนอเมริกันมากๆ อย่าง <em>Minari</em> ของผู้กำกับเชื้อสายเกาหลี Lee Isaac Chung ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเวที BAFTA และออสการ์ ส่งให้นักแสดงในเรื่องอย่าง Youn Yuh-Jung เป็นนักแสดงเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงจากเวที BAFTA และ Screen Actors Guild และ Steven Yeun ให้เป็นนักแสดงเกาหลีและคนเอเชียนอเมริกันที่เกิดในอเมริกาคนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-715x1024.jpg" alt="minari" class="wp-image-130512" width="536" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-715x1024.jpg 715w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-209x300.jpg 209w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-768x1101.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-1072x1536.jpg 1072w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-600x860.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_.jpg 1429w" sizes="(max-width: 536px) 100vw, 536px" /></figure></div>



<p><em>Minari </em>เล่าเรื่องราวเล็กๆ ของคนเกาหลี-อเมริกันอพยพซึ่งเป็นประสบการณ์วัยเด็กของผู้กำกับเอง ในวัยเด็ก พ่อของเขาพาครอบครัวย้ายจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปทำฟาร์มผักเกาหลีในรัฐห่างไกลอย่างอาร์คันซอตามวิถี American Dream ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยอมรับจากเวทีรางวัลภาพยนตร์ตะวันตกมากมาย ต่อจากความสำเร็จของภาพยนตร์เอเชียนต่างประเทศอย่าง <em>Parasite</em> ของผู้กำกับ​ Bong Joon Ho ในปีก่อนหน้า</p>



<p>นี่ดูจะเป็นสัญญาณของการยอมรับหนึ่งในชนกลุ่มน้อยของอเมริกาที่เคยมีที่ยืนน้อยที่สุดและถูกตีกรอบมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์อเมริกัน โดยเฉพาะฝั่งนักแสดงที่ในที่สุดก็ได้ยืนทัดเทียมคนผิวขาวที่ยึดครองวงการมาเกือบร้อยปีเสียที</p>



<p>แต่ในขณะที่วงการฮอลลีวูดกำลังแซ่ซ้องคนเชื้อสายเอเชีย สถานการณ์ของคนเชื้อสายเอเชียในโลกนอกโรงภาพยนตร์กลับสวนทางกับทิศทางของเวทีรางวัลต่างๆ อย่างน่าตกใจ </p>



<p>เพราะสถานการณ์โควิด-19 กระแสต่อต้านคนเอเชียจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงทั่วสหรัฐอเมริกา ยอดอาชญากรรมต่อคนเชื้อสายเอเชียพุ่งสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ มีผู้เสียชีวิตจากการต่อต้านคนเชื้อสายเอเชียแล้วนับสิบราย จนผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่าการเทรางวัลให้หนังเอเชีย 2 ปีติดนี้เกิดขึ้นเพราะคนเอเชียและเอเชียนอเมริกันได้รับการยอมรับจากฮอลลีวูดแล้วอย่างแท้จริง หรือทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงเพื่อผลประโยชน์และการเมืองเรื่องสีผิวในฮอลลีวูดที่พานักแสดงเอเชียหลุดจากกับดักหนึ่งเพื่อตกลงไปในอีกกับดักหนึ่งอย่างที่เป็นมาตลอดประวัติศาสตร์ของฮอลลีวูดกันแน่ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความรักในความเกลียด และดาราเอเชียในฮอลลีวูดยุคแรก&nbsp;</strong></h2>



<p>หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่ในยุคแรกๆ ของฮอลลีวูดมีนักแสดงเชื้อสายเอเชียหลายคนที่ต่อสู้จนเป็นที่นิยมไม่แพ้ดาราผิวขาวยอดนิยมในยุคนั้น เช่น นักแสดงญี่ปุ่น Sessue Hayakawa นักแสดงสาวชาวจีนอย่าง Anna May Wong และ Philip Ahn นักแสดงเชื้อสายเกาหลีคนแรกๆ ของฮอลลีวูด ท่ามกลางกระแสการต่อต้านคนเอเชียที่เกิดขึ้นในยุคนั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook.jpg" alt="" class="wp-image-130517" width="400" height="481" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook-250x300.jpg 250w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook-768x923.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook-600x721.jpg 600w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Sessue Hayakawa (ภาพโดย Fred Hartsook, 1918)</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2.jpg" alt="" class="wp-image-130519" width="723" height="501" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2.jpg 964w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2-300x208.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2-768x532.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2-600x416.jpg 600w" sizes="(max-width: 723px) 100vw, 723px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Philip Ahn และ Anna May Wong จากภาพยนตร์เรื่อง Daughter of Shanghai (1937)&nbsp;</span></em></figcaption></figure></div>



<p>ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ชาวเอเชียจำนวนมากอพยพมาหางานในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันผิวขาวจำนวนมากเกิดทัศนคติว่าชาวเอเชียเหล่านั้นมาแย่งงานของตน จนเกิดกระแสต่อต้านคนเอเชียขึ้นอย่างรุนแรง ในวงการภาพยนตร์ก็เช่นกัน กฎหมายห้ามมีความสัมพันธ์ข้ามเชื้อชาติ (Anti-Miscegenation Laws) ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งสหรัฐอเมริกาถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมนักแสดงเชื้อสายเอเชียอย่างเข้มงวด เนื่องจากภาพยนตร์ดังส่วนใหญ่ในยุคนั้นเป็นหนังรัก นักแสดงเชื้อสายเอเชียจึงไม่มีโอกาสรับบทนำเพราะกฎหมายดังกล่าวห้ามไม่ให้นักแสดงเชื้อสายเอเชียจูบกับนักแสดงผิวขาวที่รับบทด้วยกัน </p>



<p>ด้วยเหตุนี้ นักแสดงเชื้อสายเอเชียจึงถูกกำหนดกรอบให้ได้รับแต่บทรองที่เป็น ‘ภาพจำ’ ฉาบฉวย ในลักษณะที่ทำให้คนเชื้อสายเอเชียดูเป็นคน ‘ต่างชาติ’ ที่แค่มาอาศัยในอเมริกา และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกันโดยรวม นักแสดงชายมักได้รับบทเป็นตัวร้าย ส่วนนักแสดงหญิงถ้าไม่รับบทหญิงเอเชียชั่วผู้ยั่วยวนผู้ชายผิวขาวให้ผิดลูกผิดเมีย ก็ต้องเป็นสาวเอเชียผู้นอบน้อมที่ศิโรราบต่อพลังรักของชายผิวขาวเท่านั้น ร้ายที่สุดคือสตูดิโอต่างๆ เลือกที่จะมองข้ามนักแสดงชาวเอเชียแท้ๆ แล้วใช้นักแสดงผิวขาวที่มีชื่อเสียงมาแต่งหน้าท่าทางให้เป็นคนเอเชีย (yellowface) แทน</p>



<div class="wp-block-columns are-vertically-aligned-center is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-1 wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-vertically-aligned-center is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow" style="flex-basis:100%">
<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="546" height="466" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Luise_Rainer_in_The_Good_Earth_trailer_2.jpg" alt="" data-id="130521" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=130521" class="wp-image-130521" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Luise_Rainer_in_The_Good_Earth_trailer_2.jpg 546w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Luise_Rainer_in_The_Good_Earth_trailer_2-300x256.jpg 300w" sizes="(max-width: 546px) 100vw, 546px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="422" height="317" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/jade-1.png" alt="" data-id="130525" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/jade-1.png" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=130525" class="wp-image-130525" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/jade-1.png 422w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/jade-1-300x225.png 300w" sizes="(max-width: 422px) 100vw, 422px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption"><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Luis Rainer ในบท O-Lan จากเรื่อง The Good Earth (1937) และ Katharine Hepburn จากเรื่อง Dragon Seed (1941)<br></span></em></figcaption></figure>



<p>แม้จะถูกกีดกันและกำหนดกรอบอย่างรุนแรง นักแสดงเชื้อสายเอเชียรุ่นแรกๆ ก็ล้วนแสดงพลังในกรอบของตัวเองจนกลายเป็นที่นิยมของคนดู เซสสึเอะ ฮายากาวะ กลายเป็นขวัญใจของสาวๆ ผิวขาวทั่วโลกหลังรับบทเศรษฐีญี่ปุ่นผู้ขืนใจนางเอกอเมริกันในเรื่อง <em>The Cheat</em> (1915) จนกลายเป็นนักแสดงนำเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับความนิยมทั้งในอเมริกาและยุโรป และได้ค่าจ้างเทียบเท่ากับดารานำผิวขาวคนอื่นๆ ในยุค ส่วนแอนนา เมย์ หว่อง ก็ใช้ทั้งบทผู้หญิงเอเชียผู้นอบน้อมใน <em>The Toll of the Sea</em> (1922) และบทนางยั่วใน <em>Daughter of the Dragon</em> (1931) พาตัวเองไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ แต่ไม่ว่านักแสดงเชื้อสายเอเชียในยุคนั้นจะประสบความสำเร็จในด้านชื่อเสียงหรือรายได้เท่าไหร่ สิ่งที่นักแสดงเหล่านั้นไม่เคยได้รับในยุครุ่งเรืองของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียวคือรางวัลการแสดงจากสถาบันต่างๆ ในฮอลลีวูด กลับกลายเป็นนักแสดงผิวขาวอย่าง Luise Rainer ที่ชนะรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงจากบทหญิงชาวจีนในภาพยนตร์เรื่อง<em> The Good Earth </em>(1937) เซสสึเอะเองก็เพิ่งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายจากเรื่อง <em>The Bridge on the River Kwai</em> (1954) ในช่วงท้ายๆ ของชีวิตการแสดง</p>



<p>ต้องรอจนถึงปี 1956 ถึงจะมีนักแสดงเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นั่นคือ Yul Brynner นักแสดงเชื้อสายรัสเซีย-มองโกเลียจากบทพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในภาพยนตร์เรื่อง <em>The King and I </em>ในปีเดียวกันนั้นเอง Miyoshi Umeki นักแสดงเชื้อสายญี่ปุ่นก็ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง <em>Sayonara </em>(1957) ถึงอย่างนั้น บทบาททั้งสองก็ยังเป็นบทของตัวละครชาวเอเชียที่รับใช้เรื่องราวของคนขาว ทั้งรัชกาลที่ 4 ที่ต้องได้รับการสอนให้เป็นชาว ‘ซิวิไลซ์’ โดยแหม่มแอนนา และนางเอกของ <em>Sayonara </em>ที่มีชีวิตเพื่อรอรักจากทหารจีไออเมริกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yul-Brynner__Mary_Beth-Peil.jpg" alt="" class="wp-image-130531" width="476" height="616" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yul-Brynner__Mary_Beth-Peil.jpg 635w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yul-Brynner__Mary_Beth-Peil-232x300.jpg 232w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yul-Brynner__Mary_Beth-Peil-600x776.jpg 600w" sizes="(max-width: 476px) 100vw, 476px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Yul Brynner in the 1985 Broadway revival</span></em></figcaption></figure></div>
</div>
</div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-804x1024.jpg" alt="" class="wp-image-130529" width="603" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-804x1024.jpg 804w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-236x300.jpg 236w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-768x978.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-1206x1536.jpg 1206w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-600x764.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-460x587.jpg 460w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_.jpg 1608w" sizes="(max-width: 603px) 100vw, 603px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Miyoshi Umeki / Credit : Photo by ABC Photo Archives/ABC via Getty Images</span></em></figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หรือฟ้าจะเปิดให้คนเอเชีย : จาก <em>Flower Drum Song</em> ถึง <em>The Joy Luck Club</em> </strong></h2>



<p>การเคลื่อนไหวด้านสิทธิของชนกลุ่มน้อยในอเมริกาโดยเฉพาะชาวแอฟริกัน-อเมริกันในยุค 60-90s ทำให้นักแสดงเชื้อสายเอเชียในฮอลลีวูดเหมือนจะมีที่ยืนในวงการมากขึ้นตามไปด้วย เช่น มีภาพยนตร์เพลง <em>Flower Drum Song</em> (1961) ภาพยนตร์เรื่องแรกของฮอลลีวูดที่เล่าประสบการณ์ของผู้อพยพเชื้อสายเอเชียและมีนักแสดงนำเป็นคนเชื้อสายเอเชียทั้งหมด ทางด้านโทรทัศน์ ซีรีส์ไซ-ไฟคลาสสิกอย่าง <em>Star Trek </em>ก็ดันให้นักแสดงเชื้อสายญี่ปุ่น-อเมริกันอย่าง George Takei ได้รับบทสำคัญอย่างซูลูในปี 1966 ส่วนทางเวทีรางวัลก็มี Haing S. Ngor นักแสดงชาวกัมพูชาและชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดงอย่าง <em>The Killing Fields</em> (1984)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-674x1024.jpg" alt="" class="wp-image-130535" width="506" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-674x1024.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-197x300.jpg 197w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-768x1167.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-1011x1536.jpg 1011w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-600x912.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster.jpg 1348w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-701x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-130537" width="526" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-701x1024.jpeg 701w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-205x300.jpeg 205w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-768x1122.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-1052x1536.jpeg 1052w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-600x876.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419.jpeg 1240w" sizes="(max-width: 526px) 100vw, 526px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">George Takei</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-768x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-130538" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-1152x1536.jpeg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image.jpeg 1500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">&nbsp;Haing S. Ngor</span></em></figcaption></figure></div>



<p>แต่แล้วความสนใจในวัฒนธรรมและคนเชื้อสายเอเชียก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นกรอบภาพจำใหม่ๆ ที่กักขังคนเชื้อสายเอเชียเอาไว้เอง เช่น ความโด่งดังของ Bruce Lee ในยุค 70-80s ทำให้เกิดภาพจำคนเชื้อสายเอเชียในฐานะนักสู้กังฟูหรือเด็กเนิร์ดด๊อกด๋อยในหนังไฮสกูลต่างๆ จนแม้คนเชื้อสายเอเชียจะมีที่ยืนมากขึ้น แต่ก็เป็นการยืนอยู่ในกรอบของภาพจำอันฉาบฉวยแบนราบที่ฮอลลีวูดสร้างเอาไว้ให้อยู่นั่นเอง</p>



<p>แม้เมื่อถึงต้นยุค 90s คนเชื้อสายเอเชียจะมีชัยชนะเล็กๆ จากกระแสของหนังที่พยายามเล่าเรื่องราวของคนเชื้อสายเอเชียอย่างมีมิติและนำแสดงโดยนักแสดงเอเชียอเมริกันทั้งเรื่องอย่าง <em>The Joy Luck Club </em>(1991), <em>Pushing Hands </em>(1991) หรือ <em>The Wedding Banquet</em> (1993) แต่เมื่อภาพยนตร์กังฟูตระการตาจากทวีปเอเชียอย่าง<strong> </strong><em>Crouching Tiger, Hidden Dragon</em> (2001) และ <em>Hero </em>(2002) ทำรายได้ดีทั้งในอเมริกาและในต่างประเทศ ฮอลลีวูดก็เลิกสนใจภาพยนตร์ที่สร้างมิติให้กับคนเชื้อสายเอเชียในประเทศตัวเอง แล้วหันไปเทรางวัลให้กับภาพยนตร์กังฟูเอเชียนนอกประเทศที่ตรงกับภาพจำของคนเอเชียในสายตาฮอลลีวูดมากกว่า นำไปสู่การสร้างภาพยนตร์ที่หากินกับภาพจำนักกังฟูเดิมๆ และนำแสดงโดยนักแสดงที่มีวิชาต่อสู้มือเปล่าอย่างเฉินหลง (Jackie Chan) หรือเจ็ต ลี (Jet Li)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="885" height="389" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993.jpg" alt="" class="wp-image-130539" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993.jpg 885w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993-300x132.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993-768x338.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993-600x264.jpg 600w" sizes="(max-width: 885px) 100vw, 885px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">The Joy Luck Club (1991)</span></em></figcaption></figure></div>



<p>เมื่อบวกกับการอ้าแขนรับนักแสดงเอเชียจากนอกประเทศอย่าง Gong Li ใน <em>Miami Vice</em> (2006) Ken Watanabe ใน <em>Inception</em> (2010) และ Hiroyuki Sanada ใน <em>The Wolverine</em> (2013) ให้มารับบทตัวประกอบหรือตัวร้ายเอเชียนในภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องราวของคนขาว ก็จะเห็นได้ว่าเกือบหนึ่งร้อยปีต่อมา ที่ทางของคนเชื้อสายเอเชียในฮอลลีวูดได้หวนกลับไปเหมือนยุคแรกเริ่มที่บทบาทในภาพยนตร์กระแสหลักมีเพียงแค่ในฐานะตัวประกอบและตัวร้าย และไม่มีที่ให้คนเอเชียนอเมริกันได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง เพราะพวกเขาก็ยังเป็น ‘คนนอก’ ที่สังคมอเมริกันไม่มีวันยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง</p>



<p>แต่แล้วทุกอย่างก็เหมือนจะเปลี่ยนไปในปี 2013 ด้วยการมาถึงของสิ่งที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>#AsiansAreHumansToo : เมื่อโซเชียลมีเดียเปลี่ยนทุกอย่าง</strong></h2>



<p>หลังเหตุการณ์ที่ตำรวจผิวขาวกระทำเกินกว่าเหตุและยิง Trayvon Martin วัยรุ่นแอฟริกัน-อเมริกันตายในปี 2013 และยิง Michael Brown กับ Eric Garner ในปีต่อมา เรื่องการเหยียดสีผิวก็กลับมาเป็นประเด็นร้อนทั่วอเมริกาอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุคการเรียกร้องสิทธิของชนกลุ่มน้อยทั่วอเมริกาในยุค 60-70s</p>



<p>แต่ต่างจากยุคก่อนหน้าที่สื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ในอเมริกาอยู่ในมือของคนขาวรุ่นบูมเมอร์จำนวนไม่มาก ปัจจุบันชนกลุ่มน้อยในสังคมอเมริกาที่รู้สึกว่าโดนกดขี่จากคนผิวขาวมาตลอด โดยเฉพาะชาวแอฟริกัน-อเมริกันต่างออกมาใช้โซเชียลมีเดียเรียกร้องสิทธิ และรวมกลุ่มกันถล่มหรือบอยคอตต์เครือบริษัทยักษ์ใหญ่และสื่อต่างๆ ที่ไม่สนับสนุนกลุ่มของตนจนยอดขายและยอดโฆษณาของบริษัทและองค์กรต่างๆ ทั่วอเมริกาตกฮวบเป็นประวัติการณ์ <strong> </strong></p>



<p>บริษัทและสถาบันต่างๆ ทั่วอเมริกาจึงพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างกระแส ‘ความหลากหลาย’ (diversity) ขึ้น เครือบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับชนกลุ่มน้อยทั่วอเมริกาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สถาบันต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนแสดงท่าทีสนับสนุนชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในประเทศ และรับพนักงานที่เป็นชนกลุ่มน้อยมากขึ้นเพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นเป้าหมายของการบอยคอตต์</p>



<p>ออสการ์เองก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์นี้เช่นกัน ในปี 2015 หลังผู้เข้าชิงออสการ์ด้านการแสดงทุกรางวัลเป็นคนผิวขาว 2 ปีติดกัน ก็เกิดกระแสแฮชแท็ก #OscarsSoWhite ขึ้นในทวิตเตอร์และแพร่สะพัดไปทั่วอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วจนเกิดปฏิกริยาต่อต้านเวทีออสการ์จากคนทั่วโลก คนจำนวนมากขู่ว่าจะเลิกดูถ่ายทอดสดพิธีประกาศรางวัลซึ่งจะกระทบยอดโฆษณาระหว่างการถ่ายทอดซึ่งเป็นช่องทางหาเงินหลัก และเป็นสัญญาณที่แย่มากของรายการที่ยอดคนดูตกลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2014  จนทางเวทีออสการ์ต้องออกมาประกาศว่าจะเปิดโอกาสให้ทั้งผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยในประเทศได้เข้าชิงรางวัลมากขึ้นภายในปี 2020</p>



<p>ผลกระทบจากการผลักดันความหลากหลายในฮอลลีวูดทำให้ปัจจุบันเหมือนเป็นยุคทองของคอนเทนต์เอเชียนอเมริกัน ซีรีส์ <em>Fresh Off the Boat</em> (2015-2020), <em>Kim’s Convenience </em>(2016-2021) และซีรีส์จากไอเดียดั้งเดิมของบรูซ ลี อย่าง <em>Warrior</em> (2019-ปัจจุบัน) เป็นที่นิยมจากคนดูทั่วโลก ด้านภาพยนตร์เองก็มี <em>Crazy Rich Asians</em> (2018) ที่มีชาวเอเชียเป็นตัวละครหลักทั้งเรื่องเป็นเรื่องที่ 3 ในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด (ใช่ เพียงเรื่องที่ 3 เท่านั้น) แถมภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เอเชียนอย่าง <em>Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings</em> (2021) จากค่ายมาร์เวลก็กำลังจะออกฉายในเดือนกันยายนปีนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-130540" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="746" height="559" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/kimscon2-2ab6e964e7a910db9a0949f63e52d207b8203981.png" alt="" class="wp-image-130541" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/kimscon2-2ab6e964e7a910db9a0949f63e52d207b8203981.png 746w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/kimscon2-2ab6e964e7a910db9a0949f63e52d207b8203981-300x225.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/kimscon2-2ab6e964e7a910db9a0949f63e52d207b8203981-600x450.png 600w" sizes="(max-width: 746px) 100vw, 746px" /></figure></div>



<p>ด้านเวทีรางวัล นักแสดงเชื้อสายเกาหลี-แคนาดา Sandra Oh สามารถคว้ารางวัล Golden Globes สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากซีรีส์ <em>Grey’s Anatomy</em> ในปี 2005 และรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากซีรีส์<em> Killing Eve</em> ในปี 2019 ตามมาด้วย <em>Parasite</em> ภาพยนตร์เอเชียนอเมริกันที่สามารถคว้ารางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากเวที Screen Actors Guild ได้เป็นเรื่องแรก ถือเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศและภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเอเชียนแท้ๆ เรื่องแรกที่สามารถคว้ารางวัล Best Picture ในเวทีออสการ์ได้ จนมาถึงการเข้าชิงรางวัลต่างๆ ของ <em>Minari</em> ในปีนี้</p>



<p>ดูเหมือนว่าในปี 2021 การยอมรับและความเท่าเทียมทางเชื้อชาติได้เกิดขึ้นในทั้งวงการฮอลลีวูดและสังคมอเมริกันเสียที แต่เมื่อลองมองดูดีๆ การ ‘ยอมรับ’ นี้อาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาจากองค์กรต่างๆ เพื่อผลประโยชน์และการยอมรับจากสังคมอย่างผิวเผินเท่านั้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยอมรับหรือแค่ ‘ทนอยู่’ ไปด้วยกัน</strong></h2>



<p>ในปัจจุบันพนักงานที่เป็นชนกลุ่มน้อยในบริษัทต่างๆ หลายคนพบว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ ‘diversity hire’ หรือพนักงานที่บริษัทจ้างมาเพื่อให้เต็มโควตาความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมเพื่อให้พ้นคำครหาจากสังคม มากกว่าถูกจ้างเพราะความสามารถของพนักงานเอง ในโลกภาพยนตร์เองก็เช่นกัน ภาพยนตร์หลายเรื่องมีนักแสดงที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากขึ้นก็จริง แต่บทของนักแสดงเหล่านั้นกลับไม่มีความสำคัญอะไรกับเรื่อง ไม่ต่างอะไรจากตัวประกอบที่มีไว้เพื่อเติมโควตานักแสดงจากชนกลุ่มน้อยให้เต็ม ถ้าไม่นับเรื่องผลงานการแสดงที่ดีเยี่ยมของทั้งสตีเวน ยูน, ยุนยอจอง และริซ​ อาห์เม็ด แล้วลองมองสภาวะแวดล้อมของรางวัลในปีนี้ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าการเทรางวัลให้คนเชื้อสายเอเชียในปีนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะผลงานการแสดง แต่อาจมีการเมืองเรื่องสีผิวและผลประโยชน์ของสตูดิโอต่างๆ และเวทีออสการ์มาเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง</p>



<p>การให้รางวัลบุคลากรและภาพยนตร์จากชนกลุ่มน้อยในประเทศย่อมเป็นการแสดงจุดยืนของสถาบันออสการ์ว่ามีความ ‘เปิดกว้าง’ และก้าวหน้าทันสมัย ทำให้รางวัลมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในกลุ่มคนดูที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ได้เข้าชิงและในหมู่คนดูที่ต้องการเห็นความก้าวหน้าทางสังคม อันจะนำมาซึ่งคนดูและรายได้ของเวทีออสการ์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับเป็นการชำระล้างประวัติศาสตร์ความไม่เท่าเทียมของสถาบันไปพร้อมๆ กัน</p>



<p>การเทรางวัลให้กับคนเอเชียในปีนี้จึงอาจไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากความเท่าเทียมที่แท้จริง แต่เป็นไปเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและผลประโยชน์ของเวทีรางวัลต่างๆ ก็เป็นได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="536" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-1024x536.jpg" alt="minari" class="wp-image-130542" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-1024x536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-300x157.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-768x402.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-600x314.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-1024x576.jpg" alt="minari" class="wp-image-130543" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากกรอบหนึ่งถึงอีกกรอบ</strong></h2>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น กระแสการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมทำให้สื่อต่างๆ ดันประเด็นความเป็น ‘ครั้งแรก’ ของการได้รางวัลของคนเอเชียในปีนี้อย่างออกนอกหน้า โดยเฉพาะในกรณีของ <em>Minari</em> ที่สื่อต่างผลักดันว่าเป็นชัยชนะของภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวประสบการณ์ของ ‘ชาวเอเชียนอเมริกันแท้ๆ’ ในเวทีที่ถูกยึดครองโดยคนขาวมาตลอด  </p>



<p>ทว่าการเฉลิมฉลองนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมอย่างที่หลายคนไม่ทันคาดคิด สตีเฟน ยอน ออกมาพูดกับ <em>The Hollywood Reporter </em>ไม่นานมานี้ว่าเขากลัวว่าการได้รางวัลนี้จะทำให้คนมองเขาเป็น ‘นักแสดงเอเชียนอเมริกัน’ มากกว่าการเป็นแค่ ‘นักแสดง’ คนหนึ่ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-style-default"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-1024x512.jpg" alt="minari" class="wp-image-130545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-1024x512.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-1536x768.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-2048x1024.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>กลายเป็นว่าการติดป้ายให้นักแสดงคนหนึ่งว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มเชื้อชาติและเป็นชัยชนะของความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาจเป็นหลุมพรางที่สร้างกรอบจำกัดให้นักแสดงคนนั้นได้รับแต่บทในภาพยนตร์ที่เล่าประสบการณ์ของกลุ่มเชื้อชาติตัวเอง หรือบทที่ต้องใช้คนเชื้อสายนี้เล่นเท่านั้น เช่น ในเรื่อง <em>Minari </em>แทนที่เขาจะสามารถรับบทนำอะไรก็ได้ ในภาพยนตร์อะไรก็ได้ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการเล่าประสบการณ์ของชีวิตคนเชื้อสายใดเชื้อสายหนึ่งเหมือนอย่างโอกาสของนักแสดงนำผิวขาวทั่วไปในฮอลลีวูด นี่ต่างหากถึงจะเป็นการยอมรับว่าคนเชื้อสายเอเชียนอเมริกันเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของสังคมอเมริกันอย่างแท้จริง</p>



<p>ไม่เพียงสำหรับนักแสดงเท่านั้น การตีค่า <em>Minari </em>ว่าเป็นหมุดหมายของ ‘ภาพยนตร์เอเชียนอเมริกันในอุดมคติ’ ก็เป็นการสร้างภาพจำอันตรายให้กับภาพยนตร์เอเชียนอเมริกันในฮอลลีวูดในอนาคตได้อย่างไม่ตั้งใจ เพราะการเสริมสร้างแนวคิดว่าภาพยนตร์เอเชียนอเมริกันที่เหมาะสมจะได้รับรางวัลต้องเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาของเชื้อสายของตัวละคร ต้องผลิตซ้ำความยากลำบากและเศร้าสร้อยของคนเอเชียนอเมริกันในการเป็นคนอพยพในอเมริกาเท่านั้น ก็เป็นการปิดกั้นภาพยนตร์ที่ต้องการเล่าแง่มุมชีวิตคนเอเชียนอเมริกันในมุมอื่นๆ หรือแนวอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซ้ำร้าย การเน้นแต่เนื้อหาการเป็น ‘คนอพยพ’ ของคนเอเชียมากเกินไปก็ไม่ต่างอะไรกับการผลิตซ้ำความเป็นคน ‘ต่างชาติ’ ที่ฮอลลีวูดทำตลอดมา</p>



<p>แน่นอนว่าการที่คนเอเชียและเอเชียนอเมริกันได้รับรางวัลต่างๆ เป็นเรื่องน่ายินดี และการที่ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวที่เป็นเอเชียนอเมริกันมากๆ อย่าง <em>Minari </em>มีที่ทางของตัวเองในเวทีรางวัลก็เป็นจุดหมายที่สำคัญในการนำเสนอคนเอเชียบนจอภาพยนตร์ แต่ชัยชนะที่แท้จริงของคนเอเชียในวงการฮอลลีวูดอาจจะไม่ใช่การสร้างที่ทางของตัวเองด้วยการผลิตซ้ำเรื่องราวที่มีความเอเชียนเฉพาะตัวยิ่งขึ้นเรื่อยๆ บนจอภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นวันที่ภาพยนตร์ที่เอเชียนอเมริกันมากๆ อย่าง <em>Minari</em> ภาพยนตร์ที่มาจากคนเอเชียนอกประเทศอย่าง<em> Parasite </em>และภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวสากลอย่าง <em>Sound of Metal</em> ที่เปิดโอกาสให้คนเอเชียสามารถรับบทใดๆ ก็ได้ทัดเทียมกับคนขาว สามารถเข้าชิงรางวัลพร้อมกันได้อย่างเป็นเรื่องปกติอย่างไม่น่าตื่นเต้นอะไร เป็นการทลายกรอบที่ห้อมล้อมคนเอเชียตลอดมาอย่างสมบูรณ์ </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-819x1024.jpg" alt="minari" class="wp-image-130514" width="614" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-1229x1536.jpg 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-1638x2048.jpg 1638w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1.jpg 2000w" sizes="(max-width: 614px) 100vw, 614px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<p><a href="https://www.hollywoodreporter.com/features/minari-broke-new-ground-for-storytellers-of-color-but-creatives-dont-want-to-be-pigeonholed" target="_blank" rel="noreferrer noopener">hollywoodreporter.com</a></p>



<p><a href="https://www.hollywoodreporter.com/news/oscars-pop-culture-landscape-sees-movies-role-diminish" target="_blank" rel="noreferrer noopener">hollywoodreporter.com</a></p>



<p><a href="https://www.huffingtonpost.co.uk/entry/diversity-hire-workplace-racism_uk_5ef8f4aec5b612083c4f2937" target="_blank" rel="noreferrer noopener">huffingtonpost.co.uk</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2020/02/06/movies/oscarssowhite-history.html#:~:text=On%20Jan.,to%20create%20the%20hashtag%20%23OscarsSoWhite.&amp;text=The%20Oscars%20add%20a%20diversity%20requirement%20for%20Best%20Picture%20eligibility." target="_blank" rel="noreferrer noopener">nytimes.com</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2018/09/09/movies/joy-luck-club-crazy-rich-asians.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">nytimes.com</a></p>



<p><a href="https://www.rollingstone.com/movies/movie-news/academy-promises-historic-changes-to-diversify-membership-178731/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">rollingstone.com</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/tv-and-radio/tvandradioblog/2015/mar/25/deadlines-race-casting-article-tvs-diversity-wrong" target="_blank" rel="noreferrer noopener">theguardian.com</a></p>



<p><a href="https://wjla.com/news/nation-world/americans-are-increasingly-boycotting-brands-over-politics" target="_blank" rel="noreferrer noopener">wjla.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/minari-asians-are-humans-too/">Minari ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของชาวเอเชีย หรืออีกหนึ่งโฆษณาชวนเชื่อของฮอลลีวูด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความสงบเงียบบนโลกที่โหดร้าย ‘Sound of Metal’ ชีวิตของมือกลองที่ไม่อาจได้ยินเสียงใด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sound-of-metal/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Apr 2021 05:09:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[oscar]]></category>
		<category><![CDATA[sound of metal]]></category>
		<category><![CDATA[riz ahmed]]></category>
		<category><![CDATA[drum]]></category>
		<category><![CDATA[drummer]]></category>
		<category><![CDATA[Darius Marder]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[heavy metal]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[deaf]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>
		<category><![CDATA[best picture]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=129624</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์&#160;&#160; คล้ายว่าช่วงเวลาก่อนหน้าที่หายนะจะโรยตัวมาเยือนนั้นงดงามเสมอ หลังการขึ้นแสดง Ruben (Riz Ahmed) มือกลองวงเฮฟวี่เมทัลและ Lou (Olivia Cooke) นักร้องนำผู้เป็นแฟนสาวกลับมาพักผ่อนในรถบ้านหลังเล็กๆ ของทั้งคู่ บทสนทนาสั้นๆ พอจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าพวกเขาคบหากันมาสี่ปี ส่วนร่องรอยนับไม่ถ้วนบนข้อมือของลูบอกเป็นนัยๆ ว่าเธออาจผ่านเรื่องร้ายแรงมาแล้วก่อนหน้านี้ ระหว่างคู่รักทั้งสอง รูเบนเป็นคนที่ตื่นเช้ากว่า เขาลุกขึ้นมาต้มกาแฟจากกาใบน้อย เงี่ยหูฟังเสียงหวีดของไอน้ำขณะที่โยนผักเข้าเครื่องปั่นเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ เขารื่นรมย์กับเสียงดังลั่นของผักที่โดนบดจนละเอียด เทใส่แก้ว ยกไปวางไว้ให้ลู ถือเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ก่อนออกเดินทางเพื่อไปแสดงในเมืองอื่นในค่ำคืนที่กำลังจะมาถึงนี้–โดยไม่รู้เลยว่ามันคือเช้าวันสุดท้ายที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่คุ้นเคยมาโดยตลอด รูเบนก็เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ เขาใช้ชีวิตอิงแอบกับเสียงในชีวิตประจำวันซึ่งหมายรวมถึงบทบาทของเขาในฐานะมือกลองของวงอินดี้ที่มีแฟนสาวเป็นนักร้องนำ ความสำคัญของการได้ยินนั้นกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตที่แยกออกจากกันไม่ขาด โลกของรูเบนจึงเอียงวูบเมื่อเช้าวันหนึ่งเขาพบว่าเสียงของการต้มกาแฟนั้นอื้ออึงกว่าที่เคย เสียงของแฟนสาวก็คล้ายว่าดับหายไปดื้อๆ นั่นเป็นสาเหตุให้รูเบนแอบไปพบแพทย์เพียงเพื่อจะได้คำตอบซึ่งเป็นเสมือนฝันร้ายที่สุดของเขาว่า ในอีกไม่นานหูของเขาจะดับสนิท หนทางเดียวที่จะประคองความสามารถในการได้ยินไว้ได้คือการหลีกเลี่ยงพื้นที่เสียงดัง รวมถึงเข้ารับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมราคาสูงลิ่วเกินกว่าที่รูเบนจะฝันถึง โศกนาฏกรรมของรูเบนเริ่มขึ้นจากตรงนั้นเอง ตรงที่เขาตระหนักได้ว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างกายที่ทรยศนี้กำลังจะแยกเขาห่างออกจากตัวตนและสิ่งที่เขารักจนกลายเป็นชีวิตอย่างการเป็นนักดนตรี Sound of Metal (2019) คืองานกำกับหนังยาวเรื่องแรกของ Darius Marder ภายหลังจากที่กำกับ Loot (2008) สารคดีว่าด้วยช่วงเวลา 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นายทหารสองคนหวนกลับไปยังสมรภูมิเพื่อขุดเอาสมบัติที่ฝังไว้กลับมา และเขียนบทร่วมเป็นครั้งแรกใน The Place Beyond [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sound-of-metal/">ความสงบเงียบบนโลกที่โหดร้าย ‘Sound of Metal’ ชีวิตของมือกลองที่ไม่อาจได้ยินเสียงใด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center"><em><strong>บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์&nbsp;&nbsp;</strong></em></p>



<p>คล้ายว่าช่วงเวลาก่อนหน้าที่หายนะจะโรยตัวมาเยือนนั้นงดงามเสมอ หลังการขึ้นแสดง Ruben<strong> </strong>(Riz Ahmed) มือกลองวงเฮฟวี่เมทัลและ Lou (Olivia Cooke) นักร้องนำผู้เป็นแฟนสาวกลับมาพักผ่อนในรถบ้านหลังเล็กๆ ของทั้งคู่ บทสนทนาสั้นๆ พอจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าพวกเขาคบหากันมาสี่ปี ส่วนร่องรอยนับไม่ถ้วนบนข้อมือของลูบอกเป็นนัยๆ ว่าเธออาจผ่านเรื่องร้ายแรงมาแล้วก่อนหน้านี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="681" height="383" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sound-of-Metal-1.jpg" alt="" class="wp-image-129864" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sound-of-Metal-1.jpg 681w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sound-of-Metal-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sound-of-Metal-1-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 681px) 100vw, 681px" /></figure>



<p>ระหว่างคู่รักทั้งสอง รูเบนเป็นคนที่ตื่นเช้ากว่า เขาลุกขึ้นมาต้มกาแฟจากกาใบน้อย เงี่ยหูฟังเสียงหวีดของไอน้ำขณะที่โยนผักเข้าเครื่องปั่นเพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ เขารื่นรมย์กับเสียงดังลั่นของผักที่โดนบดจนละเอียด เทใส่แก้ว ยกไปวางไว้ให้ลู ถือเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ก่อนออกเดินทางเพื่อไปแสดงในเมืองอื่นในค่ำคืนที่กำลังจะมาถึงนี้–โดยไม่รู้เลยว่ามันคือเช้าวันสุดท้ายที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่คุ้นเคยมาโดยตลอด</p>



<p>รูเบนก็เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ เขาใช้ชีวิตอิงแอบกับเสียงในชีวิตประจำวันซึ่งหมายรวมถึงบทบาทของเขาในฐานะมือกลองของวงอินดี้ที่มีแฟนสาวเป็นนักร้องนำ ความสำคัญของการได้ยินนั้นกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตที่แยกออกจากกันไม่ขาด โลกของรูเบนจึงเอียงวูบเมื่อเช้าวันหนึ่งเขาพบว่าเสียงของการต้มกาแฟนั้นอื้ออึงกว่าที่เคย เสียงของแฟนสาวก็คล้ายว่าดับหายไปดื้อๆ นั่นเป็นสาเหตุให้รูเบนแอบไปพบแพทย์เพียงเพื่อจะได้คำตอบซึ่งเป็นเสมือนฝันร้ายที่สุดของเขาว่า ในอีกไม่นานหูของเขาจะดับสนิท หนทางเดียวที่จะประคองความสามารถในการได้ยินไว้ได้คือการหลีกเลี่ยงพื้นที่เสียงดัง รวมถึงเข้ารับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมราคาสูงลิ่วเกินกว่าที่รูเบนจะฝันถึง โศกนาฏกรรมของรูเบนเริ่มขึ้นจากตรงนั้นเอง ตรงที่เขาตระหนักได้ว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างกายที่ทรยศนี้กำลังจะแยกเขาห่างออกจากตัวตนและสิ่งที่เขารักจนกลายเป็นชีวิตอย่างการเป็นนักดนตรี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-129869" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/thumb_3D12769E-42B0-44F9-86F0-549EE44829A5.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>Sound of Metal </em>(2019) คืองานกำกับหนังยาวเรื่องแรกของ Darius Marder ภายหลังจากที่กำกับ <em>Loot</em> (2008) สารคดีว่าด้วยช่วงเวลา 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นายทหารสองคนหวนกลับไปยังสมรภูมิเพื่อขุดเอาสมบัติที่ฝังไว้กลับมา และเขียนบทร่วมเป็นครั้งแรกใน <em>The Place Beyond the Pines </em>(2012) ซึ่งส่งให้มาร์เดอร์กลายเป็นที่รู้จักในฐานะคนเขียนบทหน้าใหม่ทันที ทว่าหลังจากผลงานสองเรื่องนั้น เขาก็เว้นว่างไปนานและหวนกลับคืนสังเวียนอีกครั้งกับ <em>Sound of Metal </em>หนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ 6 สาขา รวมถึงสาขาเขียนบทยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม</p>



<p>หนังขับเน้นให้เห็นว่าภาวะหูหนวกที่รูเบนค่อยๆ เผชิญนั้นคุกคามเขาหลายระดับด้วยกัน ระดับแรกคือการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งเขาต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด แม้แต่การสื่อสารกับลูที่ต้องผ่านการเขียนหวัดๆ บนกระดาษโน้ตหรือผ่านโทรศัพท์ที่สุดท้ายแล้วก็มีประโยชน์แค่ใช้ส่งข้อความ ระดับต่อมาคือความหวาดหวั่นว่าเขาอาจกลับไปประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีไม่ได้อีก นำไปสู่การคุกคามระดับสุดท้าย คือการที่ความหมายของชีวิตที่สั่งสมมา สิ่งที่เขานิยามตัวเองว่าเป็นนักดนตรี เรื่องราวต่างๆ ที่เคียงคู่ร่วมวงกับลูอาจกลายเป็นแค่อดีตที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป และนั่นอาจหมายถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะสั่นสะเทือนไปจนถึงระดับฐานรากของชีวิตรูเบน เพื่อจะแก้ไขปัญหานี้ ลูจึงส่งรูเบนไปอยู่กับชุมชนคนหูหนวกในป่ากว้าง ซึ่งแม้จะคัดค้านวิธีการนี้หัวชนฝา แต่รูเบนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำยอมเข้าร่วมไปอยู่กับชุมชนดังกล่าว เฝ้ามองแฟนสาวที่ต้องแยกห่างเพื่อกลับไปใช้ชีวิตกับพ่อและครอบครัวเดิมของเธอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="429" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-1024x429.jpeg" alt="" class="wp-image-129867" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-1024x429.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-300x126.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-768x322.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-1536x643.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924-600x251.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a924.jpeg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในชุมชนแห่งนั้น รูเบนได้เจอกับ Joe (Paul Raci) ชายสูงวัยที่เป็นเสมือนผู้นำชุมชนและสมาชิกที่บกพร่องทางการได้ยินอีกจำนวนหนึ่ง โจบอกว่าเขาเสียการได้ยินไปจากการออกรบในสงครามเวียดนามก่อนที่จะโดนเมียบอกเลิกพร้อมหอบลูกน้อยหนีหายไปจากชีวิต &#8220;แต่ไม่ใช่เพราะฉันหูหนวกหรอกนะ&#8221; โจบอก &#8220;เธอจากไปเพราะฉันติดเหล้าต่างหาก&#8221;</p>



<p>ในขณะที่รูเบนรังเกียจเดียดฉันท์ภาวะหูหนวกราวกับมันเป็นโรคร้ายของชีวิต โจ–และอาจจะรวมถึงคนอื่นๆ ในชุมชนกลับเปิดใจยอมรับจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับภาวะนี้ พวกเขาใช้ภาษามือในการสื่อสาร พบปะสังสรรค์ และร่วมไปโบสถ์ด้วยกันทุกสุดสัปดาห์เพื่อแสดงความขอบคุณพระเจ้าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต แน่นอนว่ารวมถึงอาการหูหนวกด้วย สวนทางกับรูเบนที่ต้องดิ้นรนต่อต้านทุกลมหายใจ และแม้ว่าจะเรียนรู้ภาษามือได้คล่องแคล่ว สนิทสนม และเป็นที่รักของคนในชุมชนแล้วก็ตาม แต่เป้าหมายเดียวที่เขาเก็บงำไว้ไม่บอกใครคือการเข้ารับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="429" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-1024x429.jpg" alt="" class="wp-image-129868" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-1024x429.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-300x126.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-768x322.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-1536x644.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-2048x858.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound1-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มีฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือหลังการเรียนภาษามือหรือสังสรรค์กับคนอื่นๆ ในชุมชน รูเบนก็ว่างจนหอบเอาอุปกรณ์ช่างออกมานอกอาคารไปยืนซ่อมหลังคาเพียงลำพังเพื่อฆ่าเวลาทิ้ง ในตอนนั้นเองโจได้เดินมาบอกเขาว่า &#8220;นายไม่จำเป็นต้อง &#8216;ซ่อม&#8217; อะไรหรอก&#8221; ก่อนจะออกคำสั่งว่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป รูเบนต้องไปใช้เวลาช่วงเช้านั่งนิ่งๆ ในห้องที่โจจัดเตรียมไว้ให้ พร้อมสมุดบันทึกหนึ่งเล่มที่รูเบนจะเขียนหรือวาดอะไรลงไปก็ได้ &#8220;ไม่มีใครอ่านหรอก&#8221; โจบอก &#8220;แต่คุณจงเขียนเถอะ&#8221; ในวันแรก รูเบนจึงต้องเผชิญกับ &#8216;ความเงียบ&#8217; ที่ถั่งโถมเข้าหาเมื่อเขานั่งอยู่ลำพังในห้องเล็กๆ จนต้องระเบิดอารมณ์อย่างกราดเกรี้ยว ไม่อาจยอมรับความเงียบสงัดสุดขีดที่เกิดขึ้นในห้องนั้นได้แม้ตัวเองจะอยู่ในภาวะหูหนวกก็ตามที&nbsp;</p>



<p><em>&#8216;พระยาห์เวห์จึงตรัสกับโมเสสว่า ใครเล่าสร้างปากมนุษย์หรือทำให้เป็นใบ้ หูหนวก ตาดี หรือตาบอด? เรา ยาห์เวห์ เป็นผู้ทำไม่ใช่หรือ?&#8217; อพยพ 4:11</em></p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับโจและคนอื่นๆ ภาวะหูหนวกนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้ามอบให้และไม่ส่งผลอันใดต่อความพินาศต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมียทิ้งหรือลูกหนีหายก็ตาม สิ่งที่สร้างความพินาศนั้นคือสิ่งที่ &#8216;มนุษย์&#8217; เป็นคนลงมือทำเองอย่างการติดเหล้าต่างหาก ในมุมกลับกัน รูเบนซึ่งไม่ได้เชื่อในพระเจ้ามาตั้งแต่ต้น เล่าให้โจฟังว่าเขาเคยติดเฮโรอีนอย่างหนักก่อนจะเลิกขาดเมื่อสี่ปีก่อนสมัยที่เริ่มคบกับลู และชีวิตก็เริ่มไปได้สวยในเส้นทางดนตรีหรือแม้แต่มิติอื่นๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังพินาศต่อหน้าเมื่อวันหนึ่ง ร่างกายของเขาก็ทรยศขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่รูเบนไม่อาจยอมรับได้จนต้องดั้นด้นเอาทรัพย์สินที่มีไปจำนำเพื่อเอาเงินก้อนไปผ่าตัด&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="427" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-1024x427.jpg" alt="" class="wp-image-129870" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-1024x427.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-768x320.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-1536x640.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1-600x250.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BZmMwNTgzZDUtMzBlZi00Y2Y3LWEyNjktZjVjODRlMzdjYjVmXkEyXkFqcGdeQXVyNzgxMzc3OTc@._V1_1.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ประโยค &#8220;นายไม่จำเป็นต้อง &#8216;ซ่อม&#8217; อะไรหรอก&#8221; ของโจจึงไม่ได้หมายถึงแค่หลังคาหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ เท่านั้น แต่มันยังหมายรวมถึงสิ่งที่รูเบนนิยามว่าเป็นความบกพร่องของชีวิต นั่นคือสภาวะหูหนวก สำหรับโจและคนอื่นๆ ในโบสถ์ ความเงียบงันที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบให้และมนุษย์ไม่มีสิทธิใดไปเอื้อมมือเปลี่ยนแปลงมัน เพราะหากทำเช่นนั้นเท่ากับว่ามนุษย์ปฏิเสธพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนสิ่งที่พระองค์อยากให้มนุษย์ได้เรียนรู้ &#8220;ทุกเช้าที่นายไปนั่งในห้องนั้นตามที่ฉันแนะนำ นายได้เรียนรู้ถึงความสงบเงียบ (stillness) บ้างไหม เพราะอันที่จริงแล้วนายพูดถูกเลย รูเบน&#8221; โจกล่าว &#8220;โลกนี้มันขยับไปเรื่อยๆ และมันก็อาจกลายเป็นพื้นที่อันโหดร้ายก็ได้ แต่สำหรับฉัน ช่วงเวลาแห่งความสงบนั้น พื้นที่แห่งนั้น คืออาณาจักรของพระเจ้า อันเป็นพื้นที่ซึ่งจะไม่มีวันทอดทิ้งนายเป็นอันขาด&#8221;</p>



<p>แต่ถึงที่สุดแล้ว รูเบนก็ตัดสินใจเดินออกจาก &#8216;อาณาจักรของพระเจ้า&#8217; ด้วยการเข้ารับการผ่าตัดและนั่นทำให้เขาอยู่ในชุมชนผู้พิการทางการได้ยินไม่ได้อีกต่อไป</p>



<p><em>&#8216;พวกเขาพาชายหูหนวกพูดติดอ่างคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ และทูลขอให้พระองค์วางพระหัตถ์บนคนนั้น พระองค์จึงทรงพาคนนั้นออกห่างจากฝูงชนไปอยู่ตามลำพัง แล้วทรงเอานิ้วพระหัตถ์แยงเข้าที่หูทั้งสองของชายคนนั้น และทรงบ้วนน้ำลาย เอานิ้วพระหัตถ์จิ้มแตะลิ้นของคนนั้น แล้วพระองค์แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ ถอนพระทัยและตรัสกับคนนั้นว่า เอฟฟาธา แปลว่า จงเปิดออก แล้วหูของคนนั้นก็ปกติ สิ่งที่ขัดลิ้นนั้นก็หลุดและเขาพูดได้ชัด&#8217; มาระโก 7:32–36</em></p>



<p>สำหรับหลายคน การพยายามแก้ไข ดัดแปลงสภาวะบางอย่างของร่างกายนั้นถือเป็นการท้าทายธรรมชาติและอาจหมายถึงการล้ำเส้นความสามารถของพระผู้เป็นเจ้าอย่างที่เคยเป็นข้อถกเถียงกันว่าการทำศัลยกรรมนั้นถือว่าผิดหลักศาสนาคริสต์หรือไม่ หากเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าคือผู้สร้างมนุษย์ มนุษย์มีสิทธิให้มนุษย์ด้วยกัน (แพทย์) ดัดแปลงร่างกายเราหรือไม่ ใครคือเจ้าของอภิสิทธิ์เหนือร่างกายเราอย่างแท้จริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="569" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-1024x569.jpg" alt="" class="wp-image-129872" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-1024x569.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-300x167.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-768x427.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal-600x334.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/sound-of-metal.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สำหรับโจ การที่รูเบนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดประสาทหูเทียมเพื่อจะกลับไปยังโลกใบเดิมของเขาอีกครั้งจึงเท่ากับการไม่ยอมรับสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ และทำให้เขาจำต้องขับรูเบนออกจากชุมชนผู้บกพร่องทางการได้ยินอย่างขมขื่น ฟากรูเบนนั้นก็ได้รู้ว่าแม้จะเข้ารับการผ่าตัดแล้ว แต่เสียงที่เขาได้ยินนั้นไม่ใช่เสียงเดิมอีกต่อไป และโลกใบเก่าของเขาก็ไม่อาจกลับมาได้อีกตลอดกาล</p>



<p>หากเราจะมองมันผ่านสายตาของโจผู้เคร่งครัดในศาสนา เราอาจบอกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ไม่มีทางทัดเทียมพระผู้เป็นเจ้าไม่ว่าจะในแง่ของการดัดแปลงหรือแก้ไขสิ่งใด และก็อาจจะบอกได้อีกเช่นกันว่าในภาวะช่วงเวลาแห่งการดิ้นรนต่อสู้กับความเงียบงันที่พระเจ้ามอบให้นั้น ที่สุดแล้วรูเบนก็ได้พบกับความสงบเงียบอย่างที่โจพยายามพร่ำบอกเขามาโดยตลอด เมื่อเขาดั้นด้นไปหาคนรักถึงฝรั่งเศสเพียงเพื่อจะพบว่าไม่มีอะไรจะกลับมาเหมือนเดิมอย่างที่เขาปรารถนาอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการได้ยินของตัวเอง วงดนตรี หรือลู</p>



<p>ฉากสุดท้ายที่เขาตัดสินใจปล่อยมือจากโลกที่ &#8216;ขยับไปเรื่อยๆ และมันก็อาจกลายเป็นพื้นที่อันโหดร้าย&#8217; ด้วยการปลดอุปกรณ์ผ่าตัดที่แนบติดอยู่กับหูออกแล้วปล่อยตัวเองล่องลอยอยู่ในความเงียบสงัดและนิ่งสงบ นั่นจึงอาจหมายถึงการที่เขาได้พบกับอาณาจักรของพระเจ้าที่โจเคยเอ่ยถึงแล้วก็เป็นได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="976" height="549" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3.jpeg" alt="" class="wp-image-129873" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3.jpeg 976w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/117726872_soundofmetalrizondrumssom_still_pre-selectedfortiff-3-600x338.jpeg 600w" sizes="(max-width: 976px) 100vw, 976px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sound-of-metal/">ความสงบเงียบบนโลกที่โหดร้าย ‘Sound of Metal’ ชีวิตของมือกลองที่ไม่อาจได้ยินเสียงใด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Trial of the Chicago 7 ว่าด้วยศาลที่เอียงไม่เป็นท่าและอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่หายไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-trial-of-the-chicago-7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Apr 2021 07:45:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Aaron sorkin]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[the trial of the Chicago 7]]></category>
		<category><![CDATA[United States of America]]></category>
		<category><![CDATA[leftist]]></category>
		<category><![CDATA[Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[oscars 2021]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[chicago]]></category>
		<category><![CDATA[justice]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=129275</guid>

					<description><![CDATA[<p>the trial of the chicago 7 ภาพยนตร์ บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ 1. สำหรับสหรัฐอเมริกา ปี 1968 มีนัยสำคัญทั้งในระดับการเมืองและในระดับวัฒนธรรม มันเป็นปีที่สงครามเวียดนามซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1955 (และสิ้นสุดลงในปี 1975) ได้ถูกจดจำในฐานะสงครามที่ยาวนานที่สุดของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เป็นปีที่ Martin Luther King Jr. ถูกลอบสังหาร และเป็นปีที่ Lyndon B. Johnson ประธานาธิบดีคนที่ 36 และตัวแทนจากพรรคเดโมแครตประกาศว่าเขาจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยถัดไปอีก ภายหลังจากคำประกาศของจอห์นสัน Robert F. Kennedy อดีตอัยการสูงสุดของสหรัฐอเมริกาและน้องชายของอดีตประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้ตัดสินใจลงแข่งหวังชิงเก้าอี้ตัวแทนพรรคเดโมแครตเพียงเพื่อจะถูกลอบสังหารในเดือนเมษายน ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน พรรคเดโมแครตก็จัดงานประชุม Democratic National Convention (DNC) ที่เมืองชิคาโก เพื่อกำหนดตัวแทนพรรคที่จะลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไป สหรัฐอเมริกาในเวลานั้นปกคลุมไปด้วยความตึงเครียด ทั้งต่ออนาคตที่ไม่รู้จะยังไงดีของการเมืองภายในประเทศ และต่อความพิพักพิพ่วนทางศีลธรรมจากการรบราฆ่าฟันในต่างแดน ไม่มีใครสามารถตอบได้เลยว่าพญาอินทรีควรจะสยายปีกไปในทิศทางใด ท่ามกลางความวุ่นวายและเอาแน่เอานอนไม่ได้นี้ กลุ่ม National [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-trial-of-the-chicago-7/">The Trial of the Chicago 7 ว่าด้วยศาลที่เอียงไม่เป็นท่าและอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่หายไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div style="display: none;">
<p style="display: none;">the trial of the chicago 7 ภาพยนตร์</p>
<p style="display: none;"><a href="https://adaymagazine.com/"></a></p>
<p style="display: none;"><a href="https://www.imdb.com/title/tt1070874/"></a></p>
</div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading">บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์</h4>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>1.</strong></h3>



<p>สำหรับสหรัฐอเมริกา ปี 1968 มีนัยสำคัญทั้งในระดับการเมืองและในระดับวัฒนธรรม มันเป็นปีที่สงครามเวียดนามซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1955 (และสิ้นสุดลงในปี 1975) ได้ถูกจดจำในฐานะสงครามที่ยาวนานที่สุดของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เป็นปีที่ Martin Luther King Jr. ถูกลอบสังหาร และเป็นปีที่ Lyndon B. Johnson ประธานาธิบดีคนที่ 36 และตัวแทนจากพรรคเดโมแครตประกาศว่าเขาจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยถัดไปอีก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="780" height="405" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/LBJ-780x405-1.jpeg" alt="" class="wp-image-129278" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/LBJ-780x405-1.jpeg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/LBJ-780x405-1-300x156.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/LBJ-780x405-1-768x399.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/LBJ-780x405-1-600x312.jpeg 600w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /><figcaption>Lyndon B. Johnson</figcaption></figure></div>



<p>ภายหลังจากคำประกาศของจอห์นสัน Robert F. Kennedy อดีตอัยการสูงสุดของสหรัฐอเมริกาและน้องชายของอดีตประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้ตัดสินใจลงแข่งหวังชิงเก้าอี้ตัวแทนพรรคเดโมแครตเพียงเพื่อจะถูกลอบสังหารในเดือนเมษายน ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน พรรคเดโมแครตก็จัดงานประชุม Democratic National Convention (DNC) ที่เมืองชิคาโก เพื่อกำหนดตัวแทนพรรคที่จะลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไป สหรัฐอเมริกาในเวลานั้นปกคลุมไปด้วยความตึงเครียด ทั้งต่ออนาคตที่ไม่รู้จะยังไงดีของการเมืองภายในประเทศ และต่อความพิพักพิพ่วนทางศีลธรรมจากการรบราฆ่าฟันในต่างแดน ไม่มีใครสามารถตอบได้เลยว่าพญาอินทรีควรจะสยายปีกไปในทิศทางใด</p>



<p>ท่ามกลางความวุ่นวายและเอาแน่เอานอนไม่ได้นี้ กลุ่ม National Mobilization Committee to End the War in Vietnam (MOBE) ขบวนการที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านสงครามเวียดนาม และกลุ่ม Youth International Party (YIP) หรือที่เรียกกันอย่างติดปากว่า Yippies กลุ่มพลังคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าที่ก่นด่าระบบ ความเหลื่อมล้ำ และศรัทธาในการปฏิวัติวัฒนธรรม ได้ร่วมกันวางแผนว่าจะใช้วาระการประชุม DNC ที่เมืองชิคาโกในการป่าวประกาศถ้อยคำต่อต้านสงครามเวียดนามตลอดจนเหล่าผู้มีอำนาจและชนชั้นนำ พร้อมกับแผนของกลุ่มพลังเยาวชนอีกสองกลุ่มคือ Black Panther Party กลุ่มพลังทางการเมืองของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และกลุ่ม Southern Christian Leadership Conference ที่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติก็หวังจะใช้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีในการอ่านแถลงการณ์ของพวกเขาต่อหน้าสาธารณชน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="536" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5f4922fd50c23.image_.jpg" alt="" class="wp-image-129280" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5f4922fd50c23.image_.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5f4922fd50c23.image_-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5f4922fd50c23.image_-768x515.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5f4922fd50c23.image_-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5f4922fd50c23.image_-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/5f4922fd50c23.image_-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>



<p>เป็นปี 1968 ที่เมืองชิคาโกนี่เองที่เรื่องราวของ <em>The Trial of the Chicago 7</em> ได้เริ่มต้นขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>2.</strong></h3>



<p><em>The Trial of the Chicago 7</em> คือภาพยนตร์ที่กำกับและเขียนบทโดย Aaron Sorkin ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยผลงานในฐานะนักเขียนบทภาพยนตร์มากกว่าจากผลงาน<em> The Social Network</em> (2010) และซีรีส์เรื่อง<em> The Newsroom</em> (2012-2014)&nbsp;ถึงอย่างนั้น <em>The Trial of the Chicago 7</em> ก็ไม่ใช่ผลงานการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของซอร์กิน ก่อนหน้านี้เขาเคยกำกับภาพยนตร์ดราม่า-อาชญากรรมเรื่อง <em>Molly’s Game</em> (2017) ที่เล่าเรื่องราวชีวิตของ Molly Bloom นักสกีชาวอเมริกันผู้ได้รับบาดเจ็บกะทันหันก่อนจะได้คัดตัวไปแข่งโอลิมปิก ผลงานการกำกับครั้งแรกของซอร์กินกวาดคำชื่นชมไปไม่น้อย เช่นเดียวกับ<em> The Trial of the Chicago 7</em> ที่ก็ได้รับเสียงปรบมืออย่างพร้อมเพรียงทั้งจากเหล่าคนดูและบรรดานักวิจารณ์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/AAAABT8eV11hrqRnzOmgzzv-WJ0bEbPDPG3VG_CWQ58zz6i0HFCB1NySlIFAgX86DxjlarN0GJozLcFaK3M8CXIIaiVSDbq0-1024x576.jpg" alt="The Trial of the Chicago 7" class="wp-image-129283" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/AAAABT8eV11hrqRnzOmgzzv-WJ0bEbPDPG3VG_CWQ58zz6i0HFCB1NySlIFAgX86DxjlarN0GJozLcFaK3M8CXIIaiVSDbq0-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/AAAABT8eV11hrqRnzOmgzzv-WJ0bEbPDPG3VG_CWQ58zz6i0HFCB1NySlIFAgX86DxjlarN0GJozLcFaK3M8CXIIaiVSDbq0-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/AAAABT8eV11hrqRnzOmgzzv-WJ0bEbPDPG3VG_CWQ58zz6i0HFCB1NySlIFAgX86DxjlarN0GJozLcFaK3M8CXIIaiVSDbq0-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/AAAABT8eV11hrqRnzOmgzzv-WJ0bEbPDPG3VG_CWQ58zz6i0HFCB1NySlIFAgX86DxjlarN0GJozLcFaK3M8CXIIaiVSDbq0-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/AAAABT8eV11hrqRnzOmgzzv-WJ0bEbPDPG3VG_CWQ58zz6i0HFCB1NySlIFAgX86DxjlarN0GJozLcFaK3M8CXIIaiVSDbq0.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ความเก่งกาจของซอร์กินยังคงปรากฏให้เห็นอย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านบทสนทนาระหว่างตัวละครในเรื่องที่ฉับไว ลื่นไหล และคมคาย ยิ่งเมื่อฉากหลังของภาพยนตร์เรื่องนี้โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ของศาลด้วยแล้ว ‘คำพูด’ จึงไม่เพียงสะท้อนทัศนคติของตัวละครในเรื่องมากกว่าการกระทำ แต่ยังเป็นพลังสำคัญที่คอยขับเคลื่อนภาพยนตร์เรื่องนี้</p>



<p><em>The Trial of the Chicago 7</em> เล่าเรื่องราวของ 7 ชีวิตที่โดนตั้งข้อหาว่าเป็นแกนนำในการก่อจลาจลระหว่างการประชุม DNC จนนำมาซึ่งความวุ่นวายใหญ่โต 7 ชีวิตที่ว่านี้ประกอบด้วย Tom Hayden (Eddie Redmayne) จากกลุ่ม Students for a Democratic Society (SDS), Rennie Davis (Alex Sharp) กับ David Dellinger (John Carroll Lynch) จากกลุ่ม MOBE, Abbie Hoffman (Sacha Baron Cohen) กับ Jerry Rubin (Jeremy Strong) จากกลุ่ม Yippies และ Lee Weiner (Noah Robbins) กับ John Froines (Daniel Flaherty) ที่เป็นผู้ร่วมชุมนุม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="430" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/chicago-7-1024x430.jpg" alt="The Trial of the Chicago 7" class="wp-image-129282" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/chicago-7-1024x430.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/chicago-7-300x126.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/chicago-7-768x322.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/chicago-7-600x252.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/chicago-7.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>พ้นไปจากบุคคลทั้ง 7 Bobby Seale (Yahya Abdul-Mateen II) จากกลุ่ม Black Panther ซึ่งอ้างว่าเขาไม่ได้อยู่ในชิคาโกระหว่างการจลาจลด้วยซ้ำกลับโดนหางเลข ถูกจับรวบมาพิจารณาคดีร่วมกับแกนนำทั้ง 7 ด้วย <em>The Trial of the Chicago 7</em> จึงเป็นเรื่องราวการฟาดฟันระหว่างผู้ต้องหา 8 คนกับ Julius Hoffman (Frank Langella) ผู้พิพากษาที่แสดงอคติอย่างชัดเจนว่ายืนอยู่คนละฝั่งกับผู้ต้องหาและต้องการจะเอาผิดพวกเขาให้ได้</p>



<p><em>The Trial of the Chicago 7</em> นั้นตัดสลับอยู่ระหว่างช่วงเวลาที่แกนนำทั้ง 7 กำลังถูกดำเนินคดีบนชั้นศาลและเหตุการณ์จลาจลระหว่างการประชุม DNC โดยที่ซอร์กินพยายามฉายภาพให้เห็นว่าตำแหน่งแห่งที่ของตัวละครทั้ง 7 อยู่ตรงไหน ตลอดจนกำลังทำอะไรอยู่ก่อนหน้า และในจังหวะการปะทะกันระหว่างมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอ้างว่ามาดูแลรักษาความปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นชนวนสำคัญที่ปลุกให้การประท้วงอย่างสันติกลายเป็นการจลาจลขึ้นมา</p>



<p>ว่ากันตรงๆ ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือท่าทีของซอร์กินซึ่งดูจะเข้าอกเข้าใจผู้ชุมนุมประท้วงและยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเขามากกว่าจะเลือกวางตัวเป็นกลาง ตัวละครในเรื่องต่างยืนยันชัดเจนว่าการพิพากษาครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องของความยุติธรรม ซึ่งซอร์กินแสดงให้เห็นท่าทีเลือกปฏิบัติของศาลอย่างแจ่มชัด ไม่พยายามจะหาเหตุผลมาสนับสนุนความเอียงกระเท่เร่ของศาลแต่อย่างใด เช่นนี้แล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนชั้นศาลจึงชัดเจนในตัวมันเองนับตั้งแต่นาทีแรกจนกระทั่งนาทีสุดท้ายว่าไม่มีความยุติธรรมอยู่ในพื้นที่ของศาล สิ่งที่พอจะมีก็เพียงแค่ผู้พิพากษาที่ตีฆ้องร้องเต้นไม่ต่างอะไรกับจำอวด โอ้อวดอำนาจที่อันตรธานหายไปจากสายตาคนดูแทบจะในทันทีที่ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="515" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/the-trial-of-the-chicago-7-1-1024x515.jpg" alt="The Trial of the Chicago 7" class="wp-image-129285" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/the-trial-of-the-chicago-7-1-1024x515.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/the-trial-of-the-chicago-7-1-300x151.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/the-trial-of-the-chicago-7-1-768x386.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/the-trial-of-the-chicago-7-1-600x302.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/the-trial-of-the-chicago-7-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในแง่นี้<em> The Trial of the Chicago 7 </em>จึงเป็นภาพยนตร์ที่น่าพึงพอใจอย่างที่สุดเมื่อพิจารณาจากบรรยากาศของสังคมในปัจจุบันที่ผู้พิพากษา อำนาจศาล และความยุติธรรมไม่เพียงแต่จะโดนตั้งคำถาม หากยังถูกสบถและด่ากราดไม่เว้นวัน แต่ถึงอย่างนั้น แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายภาพความเน่าหนอนผุพังของความยุติธรรมในสหรัฐอเมริกาอย่างเข้าอกเข้าใจ แต่กลับมีข้อเท็จจริงหนึ่งที่ซอร์กินเลือกจะบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่พาดเกี่ยวอยู่กับเหตุการณ์</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3.</strong></h3>



<p>อย่างที่ได้เกริ่นไว้คร่าวๆ ว่าแอ็บบี้ ฮอฟฟ์แมน คือตัวแทนจากกลุ่ม Yippies ซึ่งศรัทธาในอุดมการณ์มาร์กซิสต์ และปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับระบบ ในหลายฉากซอร์กินพยายามแสดงให้เห็นการปะทะกันทางความคิดระหว่างเฮย์เดนจากกลุ่ม Students for a Democratic Society หรือกลุ่มเพื่อประชาธิปไตยกับฮอฟฟ์แมนอยู่บ่อยๆ ด้วยเพราะฝ่ายหนึ่งดูจะยังศรัทธาในระบบและการเลือกตั้งอยู่บ้าง ในขณะที่อีกฝั่งกลับหมดศรัทธาต่อระบบการปกครองอันเน่าหนอนและมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้จากการปฏิวัติวัฒนธรรมเท่านั้น</p>



<p>ในฉากหนึ่ง เฮย์เดนตอกกลับฮอฟฟ์แมนว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เขาพร่ำพูดซ้ำๆ นี้เป็นเพียงแค่การ ‘ไขว้เขวไปจากการปฏิวัติที่แท้จริง (real revolution)’ แน่นอนว่าความขัดแย้งกันทางความหมายของการปฏิวัติในลักษณะนี้น่าสนใจและชวนให้อยากติดตามต่อไปว่าซอร์กินจะฉายภาพนิยามของการปฏิวัติที่แตกต่างกันของตัวละครทั้งสองยังไง แต่มันกลับเป็นเรื่องน่าเสียดายเมื่อหนังไม่ได้อธิบายให้เราเข้าใจจริงๆ ว่าการปฏิวัติที่เฮย์เดนกับฮอฟฟ์แมนยึดถือต่างกันคืออะไรกันแน่&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-1024x683.jpg" alt="The Trial of the Chicago 7" class="wp-image-129286" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/merlin_177480780_3979d30c-e7b3-44ef-926b-16ca30276640-superJumbo.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มากไปกว่านั้น เรื่องราวของหนังกลับคลี่คลายในทิศทางที่สับสนไปกันใหญ่ เมื่อในฉากสุดท้ายก่อนที่หนังจะจบลง ฮอฟฟ์แมนผู้ประกาศตนว่ามุ่งมั่นจะโค่นล้มระบบกลับอธิบายกับศาลว่า ‘การโค่นล้มรัฐบาล’ ที่เขาหมายถึง แท้ที่จริงแล้วคือกระบวนการที่จะเกิดขึ้นทุกๆ 4 ปีอยู่แล้วในสหรัฐอเมริกา นั่นคือ ‘การเลือกตั้ง’ ฮอฟฟ์แมนยืนยันว่า “ผมคิดว่าระบอบประชาธิปไตยของเราเป็นเรื่องอัศจรรย์ แต่ตอนนี้กลับถูกหยิบใช้โดยคนน่ารังเกียจ” พูดอีกอย่างคือในท้ายที่สุดแล้ว อุดมการณ์ของฮอฟฟ์แมนได้พลิกกลับมาสมาทานระบบที่ครั้งหนึ่งเขาเคยก่นด่าอย่างเกลียดชัง มิหนำซ้ำ นอกจากหนังจะไม่อธิบายว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ฮอฟฟ์แมนพร่ำบ่นตลอดเรื่องคืออะไรแล้ว ซอร์กินยังเลือกจะขยำทิ้งอุดมการณ์ของตัวละครที่ไม่เคยจะอธิบายให้เข้าใจนี้ทิ้งไปอย่างไม่ใยดีเพื่อบทสรุปที่ ‘ประนีประนอมพอ’</p>



<p>เราอาจแยกความน่ากังขาของฉากนี้เป็น 2 ระดับด้วยกัน ระดับแรกคือความไม่แน่ชัดทางความคิดของตัวละครฮอฟฟ์แมนที่อยู่ดีๆ ก็พลิกกลับมาสมาทานอุดมการณ์ทางการเมืองที่เขาปฏิเสธอย่างแข็งขันแทบจะตลอดเรื่อง ส่วนในระดับที่สองซึ่งสอดคล้องกับระดับแรกคือตัวละครฮอฟฟ์แมนที่ซอร์กินเขียนขึ้นนี้แตกต่างจากฮอฟฟ์แมนในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง</p>



<p>อย่างที่รู้กันว่า <em>The Trial of the Chicago 7</em> สร้างขึ้นจากเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ นั่นจึงทำให้ตัวละครทั้งหมดในเรื่องล้วนมีตัวตนจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่ฮอฟฟ์แมน ซึ่งกว่าครึ่งค่อนเรื่องซอร์กินก็ดูจะถ่ายทอดชีวิตและอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวละครนี้ออกมาอย่างซื่อสัตย์และตรงตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ทว่าเป็นในฉากท้ายๆ เรื่องที่ฮอฟฟ์แมนดูจะเลิกศรัทธาในการปฏิวัติวัฒนธรรมและการโค่นล้มระบอบเอาเสียดื้อๆ นี่เองที่ขัดแย้งกับตัวตนของฮอฟฟ์แมนในความเป็นจริงอย่างรุนแรง ถึงขนาดที่ Ben Burgis คอลัมนิสต์ประจำ <em>Jacobin</em> นิตยสารฝ่ายซ้ายของสหรัฐอเมริกาเขียนว่าฮอฟฟ์แมนตัวจริงไม่มีทางที่จะพูดทำนองว่าเขาศรัทธาในการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาออกมาแน่ๆ “สำหรับฝ่ายซ้ายแล้ว ฉากจบของภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความรำคาญใจต่อการที่ซอร์กินนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นในชิคาโกผ่านมุมมองใหม่ที่ประนีประนอมความเห็นอกเห็นใจของเขาต่อผู้ประท้วงกับทัศนคติที่ ‘เป็นกลาง&#8217; (centrist) ของเขา”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="625" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Vanity_Fair-1-1024x625.jpg" alt="The Trial of the Chicago 7" class="wp-image-129287" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Vanity_Fair-1-1024x625.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Vanity_Fair-1-300x183.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Vanity_Fair-1-768x469.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Vanity_Fair-1-1536x938.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Vanity_Fair-1-600x366.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Vanity_Fair-1.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สำหรับเบอร์กิสแล้ว คำว่าเป็นกลางที่เขาหมายถึงคืออุดมการณ์ทางการเมืองของซอร์กินที่จัดวางตัวเองอยู่ระหว่างเสรีนิยมและอนุรักษนิยม มุ่งหวังว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากการประนีประนอมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ทว่าฮอฟฟ์แมนในความเป็นจริงไม่ใช่บุคคลที่จะสมาทานการประนีประนอมอย่างที่ซอร์กินนำเสนอแต่อย่างใด และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่เขาหมายถึงก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่คือการปฏิวัติจริงๆ มันคือการถอนรากถอนโคนระบบและโค่นล้มชนชั้นนำอย่างถึงแก่น ไม่ใช่การพูดลอยๆ ว่า ‘ที่ระบบมีปัญหาเป็นเพราะคนเลวไม่กี่คน’ อย่างที่หนังพยายามเล่า</p>



<p>น่าเสียดายว่า ในขณะที่ <em>The Trial of the Chicago 7</em> พยายามจะแสดงความเข้าอกเข้าใจอุดมการณ์ของฝ่ายซ้าย แต่กลับเป็นความเข้าอกเข้าใจต่ออุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่สูญหายไปจากความจริง แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะถึงที่สุดแล้วนี่คือภาพยนตร์ที่มีเป้าหมายคือการฉายภาพความอยุติธรรมในสหรัฐอเมริกาผ่านการฟาดฟันกันอย่างตรงไปตรงมาระหว่าง ‘ธรรมะ’ ในนามของปวงประชากับ ‘อธรรม’ ในฉากหน้าของความยุติธรรม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนบรรยากาศของโลกในปัจจุบันที่ผู้คนต่างพากันก่นด่ารัฐบาลและผู้มีอำนาจได้อย่างแม่นยำ ถึงอย่างนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าซอร์กินเลือกจะนำเสนออุดมการณ์ฝ่ายซ้ายอย่างไม่สลักสำคัญและเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของฮอฟฟ์แมนให้แตกต่างไปจากความเป็นจริงกลับแสดงให้เห็นความคิดทางการเมืองของซอร์กินได้อย่างน่าสนใจ</p>



<p>สำหรับซอร์กินแล้วระบบไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาคือตัวบุคคลต่างหาก ซึ่งต่อให้วัยรุ่นเลือดร้อนบางคนจะมองว่าการที่ประเทศจะก้าวต่อไปข้างหน้าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบอย่างถอนรากถอนโคน ซอร์กินก็เพียงแต่จะตบไหล่พวกเขาเบาๆ และบอกให้นั่งลงก่อน ใจเย็นไว้ อดใจรอแค่เพียง 4 ปีแล้วความผุพังของประเทศในตอนนี้ก็อาจถูกซ่อมแซมรักษา บูรณะขึ้นมาใหม่ สำหรับซอร์กินแล้วการพร่ำพูดถึงการปฏิวัติไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ถึงจุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฮอฟฟ์แมนหรือวัยรุ่นเลือดร้อนคนไหน ทุกคนก็เพียงแต่จะต้องสะดุ้งตื่นจากฝันเพื่อก้าวเดินเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง</p>



<p>กามันไปเรื่อยๆ อยู่อย่างนั้น พลางเฝ้าฝันว่าสักวันเราจะได้คนดีๆ มาเป็นผู้นำประเทศสักที</p>



<div style="display: none;">

<div style="display: none;">สำหรับสหรัฐอเมริกา ปี 1968 มีนัยสำคัญทั้งในระดับการเมืองและในระดับวัฒนธรรม มันเป็นปีที่สงครามเวียดนามซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1955 (และสิ้นสุดลงในปี 1975) ได้ถูกจดจำในฐานะสงครามที่ยาวนานที่สุดของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เป็นปีที่ Martin Luther King Jr. ถูกลอบสังหาร และเป็นปีที่ Lyndon B. Johnson ประธานาธิบดีคนที่ 36 และตัวแทนจากพรรคเดโมแครตประกาศว่าเขาจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยถัดไปอีก</div>

<div style="display: none;">สำหรับเบอร์กิสแล้ว คำว่าเป็นกลางที่เขาหมายถึงคืออุดมการณ์ทางการเมืองของซอร์กินที่จัดวางตัวเองอยู่ระหว่างเสรีนิยมและอนุรักษนิยม มุ่งหวังว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากการประนีประนอมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ทว่าฮอฟฟ์แมนในความเป็นจริงไม่ใช่บุคคลที่จะสมาทานการประนีประนอมอย่างที่ซอร์กินนำเสนอแต่อย่างใด และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่เขาหมายถึงก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่คือการปฏิวัติจริงๆ มันคือการถอนรากถอนโคนระบบและโค่นล้มชนชั้นนำอย่างถึงแก่น ไม่ใช่การพูดลอยๆ ว่า ‘ที่ระบบมีปัญหาเป็นเพราะคนเลวไม่กี่คน’ อย่างที่หนังพยายามเล่า</div>

<div style="display: none;">น่าเสียดายว่า ในขณะที่หนังพยายามจะแสดงความเข้าอกเข้าใจอุดมการณ์ของฝ่ายซ้าย แต่กลับเป็นความเข้าอกเข้าใจต่ออุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่สูญหายไปจากความจริง แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะถึงที่สุดแล้วนี่คือภาพยนตร์ที่มีเป้าหมายคือการฉายภาพความอยุติธรรมในสหรัฐอเมริกาผ่านการฟาดฟันกันอย่างตรงไปตรงมาระหว่าง ‘ธรรมะ’ ในนามของปวงประชากับ ‘อธรรม’ ในฉากหน้าของความยุติธรรม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนบรรยากาศของโลกในปัจจุบันที่ผู้คนต่างพากันก่นด่ารัฐบาลและผู้มีอำนาจได้อย่างแม่นยำ ถึงอย่างนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าซอร์กินเลือกจะนำเสนออุดมการณ์ฝ่ายซ้ายอย่างไม่สลักสำคัญและเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของฮอฟฟ์แมนให้แตกต่างไปจากความเป็นจริงกลับแสดงให้เห็นความคิดทางการเมืองของซอร์กินได้อย่างน่าสนใจ</div>

<div style="display: none;">สำหรับซอร์กินแล้วระบบไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาคือตัวบุคคลต่างหาก ซึ่งต่อให้วัยรุ่นเลือดร้อนบางคนจะมองว่าการที่ประเทศจะก้าวต่อไปข้างหน้าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบอย่างถอนรากถอนโคน ซอร์กินก็เพียงแต่จะตบไหล่พวกเขาเบาๆ และบอกให้นั่งลงก่อน ใจเย็นไว้ อดใจรอแค่เพียง 4 ปีแล้วความผุพังของประเทศในตอนนี้ก็อาจถูกซ่อมแซมรักษา บูรณะขึ้นมาใหม่ สำหรับซอร์กินแล้วการพร่ำพูดถึงการปฏิวัติไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ถึงจุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฮอฟฟ์แมนหรือวัยรุ่นเลือดร้อนคนไหน ทุกคนก็เพียงแต่จะต้องสะดุ้งตื่นจากฝันเพื่อก้าวเดินเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง</div>

<div style="display: none;">กามันไปเรื่อยๆ อยู่อย่างนั้น พลางเฝ้าฝันว่าสักวันเราจะได้คนดีๆ มาเป็นผู้นำประเทศสักที</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-trial-of-the-chicago-7/">The Trial of the Chicago 7 ว่าด้วยศาลที่เอียงไม่เป็นท่าและอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่หายไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อสังคมนี้ไม่มีที่ให้คนก้าวพลาด จาก Into the Wild สู่การร่อนเร่สุดท้ายใน Nomadland</title>
		<link>https://adaymagazine.com/nomadland-into-the-wild/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อภิโชค จันทรเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2021 18:18:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Oscars Awards]]></category>
		<category><![CDATA[ออสการ์]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[into the wild]]></category>
		<category><![CDATA[nomadland]]></category>
		<category><![CDATA[การร่อนเร่]]></category>
		<category><![CDATA[Golden Globe]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=126442</guid>

					<description><![CDATA[<p>nomadland</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nomadland-into-the-wild/">เมื่อสังคมนี้ไม่มีที่ให้คนก้าวพลาด จาก Into the Wild สู่การร่อนเร่สุดท้ายใน Nomadland</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p style="display: none;">nomadland</p>



<p>คุณเคยมีความรู้สึกอยากจะหนีไปจากทุกอย่างในชีวิตบ้างไหม หนีไปจากงานที่กองท่วมหัว จากความจำเจของชีวิต ออกไปผจญภัยในโลกกว้าง ไปสู่อิสระ</p>



<p>นั่นคือความรู้สึกของผมเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วขณะที่ต้องกักตัวนานนับเดือนในช่วงล็อกดาวน์ที่เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก มียอดคนติดเชื้อนับพัน ผู้เขียนขังตัวเองอยู่ในบ้าน ออกจากบ้านเพียงเพื่อซื้อของกินประทังชีวิตจากซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ ส่วนโรงหนัง พิพิธภัณฑ์ และห้างร้านทุกแห่ง ถ้าไม่ปิดตัวก็กลายเป็นสถานที่ความเสี่ยงสูงลิ่ว&nbsp;</p>



<p>หลังตื่นมาเจอผนังเดิมๆ ห้องเดิมๆ รูมเมตคนเดิมๆ เป็นเวลาห้าเดือนผมก็ถึงจุดที่ทนไม่ไหวอีกต่อไป</p>



<p>ผมชวนเพื่อนคนไทยหนึ่งคน (ที่ซักประวัติแล้วว่าป้องกันตัวเองจากโควิดอย่างเข้มงวดพอกัน) หนีไปให้ไกลจากแอลเอหนึ่งวัน</p>



<p>ว่าแต่จะไปไหนดี</p>



<p>แล้วอยู่ดีๆ ภาพกลุ่มรถบ้านในทะเลทรายของเหล่าฮิปปี้หน้าใสใจจริงผู้หนีจากระบบทุนนิยมสกปรกมาสร้างชุมชนอุดมคติใกล้ทะเลสาบ Salton Sea ทางใต้ของแอลเอในภาพยนตร์เรื่อง <em>Into the Wild </em>(2007) ที่เคยดูเมื่อหลายปีก่อนก็แล่นเข้ามาในหัว</p>



<p>จะมีที่ไหนเหมาะกับการหนีคนเท่าทะเลทรายอีก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="425" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-1024x425.jpg" alt="" class="wp-image-126545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-1024x425.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-768x319.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-600x249.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="425" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-1024x425.jpg" alt="" class="wp-image-126546" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-1024x425.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-768x319.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-600x249.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Into the Wild</em> (2007)</span></figcaption></figure></div>



<p>ค่อนวันและ 260 กว่ากิโลเมตรต่อมา ผมและเพื่อนพบตัวเองอยู่ที่ตีนของเนินเขาลูกเล็กหลากสีกลางทะเลทราย ทุกพื้นผิวบนเขาเต็มไปด้วยคำสอนต่างๆ จากคัมภีร์ไบเบิล มีซากรถ เรือ และสิ่งของต่างๆ รายล้อมทั่วบริเวณ นี่คือ Salvation Mountain ผลงานศิลปะของชายนาม Leonard Knight ผู้ต้องการเผยแผ่ความรักของพระเจ้าผ่านงานศิลป์ชิ้นยักษ์กลางทะเลทราย</p>



<p>ภูเขาแห่งนี้ตั้งอยู่หน้าทางเข้าของ Slab City ชุมชนรถบ้านที่ผมคิดว่าจะได้เห็นความเกื้อกูลนอกระบบสังคมเมือง ได้เห็นดินแดนของฮิปปี้ที่ออกตามหาความจริงของชีวิตเหมือนในหนัง แต่ตลอดทางผมกลับเจอแต่รถบ้านบุโรทั่งจอดเรียงรายกลางซากเมืองเก่าริมทะเลสาบ สภาพแต่ละคันไม่ต่างจากเมืองเก่าที่ผุพังอยู่รายล้อม บ้านสังกะสีพังมิพังแหล่ว่างโหวงไร้ผู้อยู่อาศัย ภายในเต็มไปด้วยขยะ ถุงยางเก่าๆ และซากเข็มฉีดยา คนที่ยังอยู่ล้วนแต่ผิวหยาบกร้านด้วยแดดทะเลทราย แววตาฝ้าฟาง สะโหลสะเหลไปมาจากรถบ้านคันหนึ่งสู่อีกคันด้วยแววตาไม่เป็นมิตร</p>



<p>เมื่อบวกกับอุณหภูมิร้อนระอุทะลุ 40 องศาเซลเซียสเมื่อตอนเที่ยงวัน ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่าภาพอันสวยหรูของสวรรค์ฮิปปี้อาจจะมีแค่ในหนัง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="428" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1.png" alt="" class="wp-image-126547" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1-300x125.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1-768x321.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1-600x251.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Salvation Mountain ใน </span><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color" style=""><i>Into the Wild</i></span><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em> </em>(<em>2007)</em></span></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-683x1024.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126584" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Salvation Mountain ของจริงในปี 2020 © Abhichoke Chandrasen</span></figcaption></figure></div>



<p>ทำไมคนเหล่านี้ถึงได้เลือกที่จะมาลำบากลำบนในทะเลทรายกันดารห่างไกลผู้คน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีตำรวจ ไม่มีโรงพยาบาล&nbsp;</p>



<p>คำตอบของคำถามนี้อาจจะหาได้จากภาพยนตร์เรื่อง <em>Nomadland</em> ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ Chloé Zhao ที่เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวที Golden Globes และเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 สาขา&nbsp;</p>



<p>คำตอบที่ว่าแท้จริงแล้วคนกลางทะเลทรายเหล่านี้หลายคนอาจจะไม่ได้ ‘เลือก’ มาอยู่ที่นี่ด้วยความสมัครใจ แต่กลับเป็นสังคมอเมริกันในศตวรรษที่ 21 ที่บีบให้ชีวิตห่างไกลความเจริญกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image is-style-default"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="369" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhWp2YWgAA_fcZ.jpg" alt="" class="wp-image-126569" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhWp2YWgAA_fcZ.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhWp2YWgAA_fcZ-300x163.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhWp2YWgAA_fcZ-600x326.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Nomadland</em> (2020)</span></figcaption></figure></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อเมริกา ดินแดนแห่งการร่อนเร่</strong></h2>



<p>ด้วยอะไรบางอย่าง ผืนแผ่นดินที่ต่อมากลายมาเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาดูเป็นดินแดนที่ถูกกำหนดมาให้เป็นดินแดนของคนเร่ร่อน นับแต่ชาวอินเดียนแดงผู้เป็นเจ้าของถิ่นฐานดั้งเดิมที่อพยพและกระจายตัวไปทั่วแดน ใช้ชีวิตท่ามกลางขุนเขาและทุ่งหญ้าบนหลังม้า ไปจนถึงผู้อพยพเชื้อสายสเปนและผู้อพยพชาวยุโรปอื่นๆ ที่ล่องเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจนมาถึงโลกใหม่</p>



<p>ผู้อพยพในยุคแรกหลายคนมาที่นี่เพื่ออิสรภาพทางศาสนา อีกมากมายข้ามทะเลมาเพื่อจับจองพื้นที่บน ‘โลกใหม่’ เป็นของตัวเอง (จนหลายครั้งแลกมาด้วยชีวิตของชนพื้นเมืองอย่างน่าอดสู) แต่อีกเหตุผลสำคัญที่ดึงให้หลายคนมาที่นี่ก็เพื่อหนีจากสังคมเมืองสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและระบบเศรษฐกิจเอารัดเอาเปรียบในบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อกลับสู่โลกธรรมชาติแท้ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร จนเกิดเป็นตัวละครนักบุกเบิก คาวบอย และโจรป่าที่เราเห็นในภาพยนตร์ตะวันตกต่างๆ</p>



<p>แต่แล้วโลกอารยะก็ยึดประเทศสหรัฐอเมริกาได้ในที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ในระหว่างที่คนส่วนใหญ่ของประเทศมุ่งหน้าเข้าสู่ชีวิตอารยะในเมืองใหญ่ คนบางกลุ่มยังรู้สึกว่าความปลอดภัยและสะดวกสบายของชีวิตอารยะทำให้มนุษย์ยุคใหม่ใช้ชีวิตอย่างไร้จิตวิญญาณและโหยหาชีวิตนอกสังคมท่ามกลางธรรมชาติ เกิดเป็นวิถีชีวิตของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 20 จนหลายเหตุการณ์ในช่วง 30s ผลักให้คนอเมริกันนับล้านกลับสู่ชีวิตเร่ร่อนเป็นประวัติการณ์</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-683x1024.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126585" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">© Abhichoke Chandrasen</span></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-683x1024.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126586" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">© Abhichoke Chandrasen</span></figcaption></figure></div>



<p>ปลายเดือนกันยายนปี 1929 ตลาดหุ้นอเมริกันตกหนักที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินสหรัฐฯ เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ผู้คนนับล้านตกงานและเสียบ้าน บวกกับภัยแล้งผิดธรรมชาติก่อให้เกิดพายุฝุ่นทั่วประเทศหลายปีจนอุตสาหกรรมการเกษตรเสียหายเป็นวงกว้าง ชาวอเมริกันนับล้านร่อนเร่ไปทั่วประเทศเพื่อหางานนับสิบปีจนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาถึงได้ฟื้นฟูสู่ภาวะปกติอีกครั้ง</p>



<p>นับแต่นั้น การเร่ร่อนก็กลายเป็นวัฏจักรของสังคมอเมริกันที่ผูกกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจของประเทศมั่นคง ระบบทุนนิยมทำงาน ชาวอเมริกันก็จะลงหลักปักฐาน เช่น ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในยุค 80s จนเมื่อระบบทุนนิยมเจริญถึงขีดสุดก็จะเกิดกลุ่มคนที่กังขากับความฟุ้งเฟ้อทางวัตถุและเศรษฐกิจ รู้สึกว่าชีวิตขาดจิตวิญญาณจนอยากออกร่อนเร่ตามหา ‘ความจริงของชีวิต’ เช่น กลุ่มนักเขียน beatnik ในยุค 50s อย่าง Jack Kerouac ที่ออกเดินทางข้ามอเมริกาและเขียนประสบการณ์ออกมาเป็นหนังสือเลื่องชื่ออย่าง<em> On the Road </em>หรือชาวบุปผาชนบางกลุ่มในปลายยุค 60s และต้น 70s ที่หนีออกจากเมืองเข้าป่าไปตั้ง ‘คอมมูน’ หรือชุมชนของตัวเองเพื่อหนีจากระบบทุนนิยมและการเกณฑ์ทหารไปรบในสงครามเวียดนาม ดังเห็นได้จากภาพยนตร์<em> Easy Rider</em> (1969) หรือ <em>Zabriskie Point</em> (1970)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-683x1024.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126589" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">© Abhichoke Chandrasen</span></figcaption></figure></div>



<p>ถึงอย่างนั้นชีวิตสมบุกสมบันนานปีกลางป่าเขาก็ผลักให้บางคนหันกลับสู่อ้อมกอดของชีวิตสะดวกสบายในสังคมเมือง คืนสู่ชีวิตอารยะ และเข้าสู่วัฏจักรทุนนิยมอีกครั้ง เหลือเพียงนักเร่ร่อน ‘ตัวจริง’ ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในชายขอบของสังคมอารยะอย่างสมัครใจทั่วอเมริกาในรถบ้าน ฟาร์ม หรือชุมชนเล็กๆ ตามป่าเขาและทะเลทรายต่างๆ จนคนรุ่นใหม่พบเจอความว่างเปล่าของโลกทุนนิยมอีกครั้ง วัฏจักรของคนเร่ร่อนถึงได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง</p>



<p>หนึ่งในคนรุ่นใหม่เหล่านั้นคือชายหนุ่มนาม Christopher McCandless ตัวละครเอกของหนังสือและภาพยนตร์ที่เรารู้จักกันในนาม<em> Into the Wild</em></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Into the Wild ทางเลือกของนักผจญภัยยุค</strong> 2000s</h2>



<p>คริสโตเฟอร์ แม็กแคนด์เลสส์ เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวอเมริกันมีฐานะ หลังเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Emory University ในปี 1990 เขาบริจาคเงินเก็บจำนวน 24,000 ดอลลาร์สหรัฐให้องค์กรการกุศลและออกเร่ร่อนไปในอเมริกา</p>



<p>ไม่มีใครรู้ว่าทำไมคริสถึงตัดสินใจทิ้งชีวิตสะดวกสบายไปเผชิญโลก แต่เพื่อนๆ และครูมัธยมของเขาสังเกตว่าคริส ‘ใช้ชีวิตเหมือนอยู่คนละคลื่นกับคนอื่น’ และบอกว่าเขาเคยบอกกับทีมวิ่งวิบากของโรงเรียนซึ่งเขาเป็นกัปตันทีมว่า ที่พวกเขาวิ่งก็เพื่อ ‘ต่อสู้กับความชั่วร้ายและความเกลียดชังในโลกใบนี้’</p>



<p>ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คริสออกจากบ้านไปในปี 1990 และไม่กลับไปบ้านอีกเลย เขาขับรถดัตสันคู่ใจผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย แอริโซนา และเซาท์ดาโคตา หาเลี้ยงชีพจากงานรับจ้างตามเรือกสวนไร่นาระหว่างทางและเรียกตัวเองว่า ‘Alexander Supertramp’ หรือ ‘อเลกซ์ ยอดนักพเนจร’</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="679" height="284" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwRRMhNWgAQjlA2.jpg" alt="" class="wp-image-126554" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwRRMhNWgAQjlA2.jpg 679w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwRRMhNWgAQjlA2-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwRRMhNWgAQjlA2-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 679px) 100vw, 679px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="679" height="282" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwX9RxoWEAIH3K2.jpg" alt="" class="wp-image-126556" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwX9RxoWEAIH3K2.jpg 679w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwX9RxoWEAIH3K2-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwX9RxoWEAIH3K2-600x249.jpg 600w" sizes="(max-width: 679px) 100vw, 679px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Into the Wild</em> (2007)</span></figcaption></figure></div>



<p>เขาเดินทางไปเรื่อยๆ จนไปถึงรัฐอะแลสกาในปี 1992 ท่ามกลางหิมะท่วมสูงเดือนเมษายน คริสเดินทางเข้าอุทยานแห่งชาติ Denali พร้อมปืนไรเฟิล อุปกรณ์ใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย และความมั่นใจเต็มเปี่ยมเพื่อใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในป่าสนของอะแลสกา&nbsp;</p>



<p>ศพของเขาถูกพบหกเดือนให้หลังในซากรถบัสกลางป่าโดยหนักเพียง 30 กิโลกรัม ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าเขาตายเพราะอดอาหารและสารพิษจากเมล็ดเบอร์รีมีพิษที่เขากินเข้าไปด้วยความไม่รู้&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวของคริสได้รับการถ่ายทอดเป็นหนังสือขายดีระดับโลกในปี 1993 หลายคนเห็นว่าความตายของคริสคือตัวอย่างของคนที่เพ้อฝันว่าการใช้ชีวิตชายขอบในป่าห่างไกลเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้จนตัวตาย แม้แต่คริสเองก็รู้ตัวว่าเขาทำผิดพลาดมหันต์ ไดอารีของเขาเผยว่าหลังจากที่เข้าป่ามาเพียงไม่กี่เดือน เขาป่วยหนักและต้องการเดินทางออกจากป่ากลับสู่สังคมมนุษย์ แต่เคราะห์ร้ายลำธารเล็กๆ ที่เขาข้ามในขามา เมื่อจะเดินทางกลับ มันกลับกลายเป็นแม่น้ำเชี่ยวกรากจากน้ำแข็งที่เพิ่งละลายจนเขาไม่มีทางเลือก ต้องอยู่ที่รถบัสต่อไปและถูกพบเป็นศพในเวลาต่อมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="564" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-1024x564.png" alt="" class="wp-image-126558" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-1024x564.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-300x165.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-768x423.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-600x330.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm.png 1130w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Chris McCandless ตัวจริง</span></figcaption></figure></div>



<p>แต่ด้วยการที่ทั้งหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง <em>Into the Wild</em> นำเสนอภาพการเดินทางเร่ร่อนของคริสให้ดูเป็นการเดินทางแสนวิเศษ ระหว่างทางเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและหอมหวาน ผู้คนที่พานพบล้วนช่วยเหลือให้เขาไปถึงจุดหมาย เมื่อรวมกับภูมิทัศน์อันหลากหลายสวยงามของอเมริกา ไม่แปลกที่คนจำนวนมากจะยกให้คริสเป็นสุดยอดนักพเนจรผู้หาญกล้าฉีกกฎสังคมสมัยใหม่แม้ต้องแลกมาด้วยชีวิต เขากลายเป็นฮีโร่ผู้จุดประกายให้ใครหลายๆ คนออกไปพเนจรในยุค 2000 ต้นๆ (นับแต่ปีที่คริสตาย นักเดินป่าจำนวนมากฝ่าฟันป่าอะแลสกาไปยังรถบัสที่คริสเสียชีวิตเพื่อเคารพสถานที่จนหลายคนตายระหว่างทาง ทำให้ทางการนำเฮลิคอปเตอร์ไปยกรถบัสออกจากพื้นที่ในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา)</p>



<p>น่าสังเกตว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานของ Sean Penn นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังผู้มีชีวิตแสนสบายในสังคมเมืองไม่ต่างจากคริสก่อนออกเดินทาง และภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดยทุนของแผนกหนังอินดี้ของสตูดิโอ Paramount จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพยนตร์ที่พูดเรื่องชีวิตนอกระบบทุนนิยมเรื่องนี้กลับถูกผลิตออกมาด้วยท่าที่ฝันหวานเพื่อดึงดูดคนดูเข้าโรงหนัง เพื่อให้ได้กำไรให้มากที่สุดตามระบบทุนนิยมอย่างสมบูรณ์&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="427" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-1024x427.jpg" alt="" class="wp-image-126559" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-1024x427.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-768x320.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-1536x640.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-600x250.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="427" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1.png" alt="" class="wp-image-126560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1-300x125.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1-768x320.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1-600x250.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Into the Wild </em>(2007)</span></figcaption></figure></div>



<p>ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี 2007 ในสมัยของประธานาธิบดี George W.&nbsp;Bush ที่นำเสนอภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลกว่าเป็นประเทศมหาอำนาจอันแข็งแกร่งด้วยสงครามอิรักและนโยบายต่างประเทศจำนวนมาก ในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศกลับค่อยๆ ชะลอตัวจนเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจซับไพรม์ปี 2008 ที่ส่งผลกระทบไปทั้งประเทศอย่างรุนแรง</p>



<p>เช่นเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อยุค 1930 เศรษฐกิจทั่วประเทศสะดุดกึก ชาวอเมริกันจำนวนมากตกงาน และ Fern ตัวเอกของภาพยนตร์เรื่อง <em>Nomadland</em> ก็เป็นหนึ่งในชาวอเมริกันนับล้านคนที่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Nomadland ทางออกสุดท้ายของผู้แพ้ในโลกทุนนิยม</strong></h2>



<p><em>Nomadland</em> เล่าเรื่องราวของเฟิร์น อดีตพนักงานวัยกลางคนของโรงงาน US Gypsum ที่ปิดตัวลงในปี 2011 จากผลพวงของวิกฤษเศรษฐกิจปี 2008 เธอเสียงาน เสียบ้านที่บริษัทเป็นเจ้าของ และร้ายที่สุด เสียสามีที่รักไปในเวลาใกล้ๆ กัน อายุวัยกลางคนของเธอทำให้โอกาสเริ่มใหม่ในระบบทุนนิยมดูยากเต็มทน เฟิร์นเลยลงเงินก้อนสุดท้ายซื้อรถตู้บุโรทั่งหนึ่งคันแล้วออกเร่ร่อนไปในอเมริกาเพื่อหางานทำประทังชีวิต&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="424" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-1024x424.jpeg" alt="" class="wp-image-126591" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-1024x424.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-300x124.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-768x318.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-1536x637.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-2048x849.jpeg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-600x249.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="744" height="308" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwJrc8wXAAgQL4m.jpg" alt="nomadland
" class="wp-image-126562" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwJrc8wXAAgQL4m.jpg 744w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwJrc8wXAAgQL4m-300x124.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwJrc8wXAAgQL4m-600x248.jpg 600w" sizes="(max-width: 744px) 100vw, 744px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em><em>Nomadland</em> </em>(2020)</span></figcaption></figure></div>



<p>ในปี 2011 แทนที่ท้องถนนจะมีเพียงวัยรุ่นผู้เสาะหาความหมายของชีวิตอย่างในสมัยของคริส เฟิร์นกลับพบว่าคนเร่ร่อนส่วนมากเป็นคนวัยเดียวกันกับเธอ หรือแม้แต่เป็นคนสูงวัยอายุแตะเลขแปด แต่ละคนมีเหตุผลที่ออกร่อนเร่แตกต่างกัน หลายคนเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้ายและเลือกออกไปเผชิญโลกแทนการนอนตายคาเตียงโรงพยาบาล แม้หลายคนจะเลือกชีวิตไร้บ้านด้วยความรักในเสรีภาพ แต่สุดท้ายแล้วกลุ่มผู้เร่ร่อนส่วนมากที่เฟิร์นได้เจอคือคนที่ถูกระบบสังคมอเมริกันยุคใหม่ที่ไม่มีที่ให้คนที่ก้าวพลาดผลักออกมา</p>



<p>ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 21 ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินและระบบความน่าเชื่อถือ หรือ ‘เครดิต’ ที่กำหนดทุกอย่างในชีวิตคนอย่างเข้มข้น ทุกคนต้องเข้าระบบธนาคารเพื่อสร้างเครดิตด้วยการจ่ายบัตรเครดิตและหนี้สินถูกต้องตามเวลา เครดิตนั้นจะถูกนำไปพิสูจน์กับสถาบันต่างๆ ว่าคุณมีความน่าเชื่อถือทางการเงินเพียงพอ นั่นแหละคุณถึงจะดาวน์รถ เช่าบ้าน หรือลงทุนได้ นั่นแปลว่าถ้าคนคนหนึ่งเกิดถูกไล่ออกจากงานกะทันหันและไม่มีเงินเก็บพอจ่ายหนี้สิ้นก่อนได้งานใหม่ ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน คะแนนเครดิตของเขาก็จะทิ้งดิ่งจนไม่สามารถเช่าบ้านหรือแม้แต่จะซื้อรถบ้านเพื่อใช้อยู่อาศัยได้อีกต่อไป</p>



<p>เมื่อบวกกับระบบครอบครัวของชาวอเมริกันที่เป็นระบบครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่และลูกๆ แยกบ้านกันอย่างชัดเจน น้อยครอบครัวนักที่พร้อมรับสมาชิกครอบครัวที่ตกระกำลำบากให้มาอยู่อาศัยด้วยกัน ก็ทำให้คนที่ก้าวพลาดในระบบทุนนิยมไม่สามารถพึ่งใครได้นอกจากตัวเอง และถ้าไม่จบลงที่ข้างถนนก็ต้องออกร่อนเร่อย่างเฟิร์นและคนอื่นๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="382" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnOWUAAg95Y.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126563" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnOWUAAg95Y.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnOWUAAg95Y-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnOWUAAg95Y-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="284" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhXhQXVIAQ4Yh5.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126564" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhXhQXVIAQ4Yh5.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhXhQXVIAQ4Yh5-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhXhQXVIAQ4Yh5-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Nomadland</em> (2020)</span></figcaption></figure></div>



<p>ถ้าการเร่ร่อนในยุค 90s คือ ‘ทางเลือก’ ของหนุ่มสาวที่อยากจะหนีออกจากระบบ การเร่ร่อนในช่วง 2010 กลับกลายเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ ของคนที่ตกร่องระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะคนในวัยกลางคน&nbsp;</p>



<p>ในโลกที่ระบบทุนนิยมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนอย่างลึกซึ้งจนการวิ่งหนีจากมันเป็นไปได้ยาก โลกชนบทของอเมริกาอย่างฟาร์มวัว ทุ่งข้าวโพด และเหมืองชุมชนของลุงป้าที่เคยเป็นช่องทางหาเงินประทังชีวิตของคนเร่ร่อนในอดีตถูกกลืนกินโดยเครื่องจักรทางการเกษตรและสายพานหุ่นยนต์ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่นที่เฟิร์นต้องไปทำงานแพ็กกล่องสินค้าให้บริษัท Amazon อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์</p>



<p>น่าสนใจว่า Chloé Zhao ผู้กำกับของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยตัวละครอเมริกันผิวขาวกลับเป็นชาวจีนที่ใช้ชีวิตร่อนเร่ไม่ต่างจากตัวละครในภาพยนตร์ของเธอ จากบ้านเกิดที่ประเทศจีน พ่อแม่ส่งไปเรียนมัธยมที่อังกฤษ ก่อนจะข้ามมาเรียนภาพยนตร์ในอเมริกา ภาพยนตร์สองเรื่องที่เธอทำก่อนหน้าล้วนเกี่ยวกับคนชายขอบกลางทะเลทรายของอเมริกา ทั้งภาพยนตร์ชีวิตอินเดียนแดง <em>Songs My Brothers Taught Me </em>(2015) และ <em>The Rider</em> (2017)</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ เราอาจพูดได้ว่าถ้าภาพยนตร์ <em>Into the Wild </em>คือการวาดภาพการใช้ชีวิตร่อนเร่ให้สวยหวานโดยคนมีโอกาสและสตูดิโอทุนหนา<em> Nomadland </em>ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการนำเสนอภาพจริงของการใช้ชีวิตบนท้องถนนในยุคปัจจุบัน จากคนที่เคยผ่านชีวิตนั้นมาด้วยตัวเองด้วยเงินทุนอิสระนอกระบบจนเกิดเป็นผลงานชิ้นโบแดงเรื่องนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="383" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnNXAAMgTfy.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126566" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnNXAAMgTfy.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnNXAAMgTfy-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnNXAAMgTfy-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Nomadland</em> (2020)</span></figcaption></figure></div>



<p></p>



<p>คืนนั้น ขณะที่ผมขับรถกลับจาก Salton Sea กลับแอลเอด้วยรถฮอนด้า CR-V ของตัวเอง ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกิดชะตากรรมของคนเร่ร่อนที่ผมได้พบเห็นเกิดขึ้นกับตัวผมเองในอเมริกา ถ้าสิ่งสุดท้ายที่ผมมีคือรถคันนี้ ผมจะทำอย่างไร และเมื่อได้ดู <em>Nomadland</em> ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าในโลกที่เชื้อโรคร้ายอย่างโควิด-19 สามารถแพร่สะพัดไปทั่วโลกได้ในไม่กี่เดือน ทำลายระบบเศรษฐกิจทั่วโลกให้ราบคาบ โลกที่ภูมิอากาศที่แปรปรวนมากขึ้นและน้ำทะเลสูงขึ้นทุกปีจากน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โลกอนาคตอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าอาจไม่ใช่โลกที่การร่อนเร่เป็นเพียงตัวเลือกอย่างใน <em>Into the Wild</em> แต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างใน <em>Nomadland</em></p>



<p>โลกที่การออกสู่ท้องถนน สู่ป่า สู่ธรรมชาติอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายของการใช้ชีวิต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nomadland-into-the-wild/">เมื่อสังคมนี้ไม่มีที่ให้คนก้าวพลาด จาก Into the Wild สู่การร่อนเร่สุดท้ายใน Nomadland</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Time&#8217; ในกระบวนการยุติธรรม เวลาเป็นเพียงแค่คำหลอก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/time/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชญานิน เตียงพิทยากร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Feb 2021 12:09:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Doc]]></category>
		<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[moderndoc]]></category>
		<category><![CDATA[time]]></category>
		<category><![CDATA[justice]]></category>
		<category><![CDATA[racism]]></category>
		<category><![CDATA[ชญานิน]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[documentary]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=124188</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังผ่านวงจรความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ มาถึงปีที่สิบ พวกเขาก็ตัดสินใจเลือกคนรักที่คบหากันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูลเป็นคู่ชีวิต–Sibil Fox Richardson และ Robert G. Richardson เลือกไม่ทุ่มกำลังทรัพย์จัดงานแต่งหรูหรา แต่หอบเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนทำธุรกิจ วาดหวังให้แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ฮิปฮอปที่จะเป็นเจ้าแรกแห่งเมือง Shreveport เป็นประตูสู่เป้าหมาย ความฝัน และการสร้างเนื้อสร้างตัวให้ครอบครัวได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง แล้วทุกอย่างก็สิ้นหวังพังลงไม่ถึงเดือนก่อนวันเปิดร้าน เมื่อนายทุนที่ลงหุ้นใหญ่ด้วยกันเปลี่ยนใจถอนเงินออกทั้งหมด มืดแปดด้านไร้ทางออกสำหรับผัวเมียหมาดใหม่ที่ฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับร้านเสื้อ 16 กันยายน 1997 ซิบิลหรือ ‘ฟอกซ์ริช’ ขับรถไปส่งร็อบกับหลานชายวัยรุ่นหน้าเครดิตยูเนียนใกล้บ้าน ใต้มวลหนาหนักของความรู้สึกหมดสิ้นหนทางที่ปกคลุมทุกความเป็นไปได้ ครอบครัวนี้ตัดสินใจปล้นธนาคารเพื่อเอาเงินก้อนมาต่อชีวิตและธุรกิจ ฟอกซ์เขียนไว้ในหนังสือและเล่าซ้ำด้วยเสียงเมื่อได้ขึ้นพูดต่อสาธารณชน เธอบอกว่าเธอรู้ตัวทันทีที่ก้าวลงจากรถพร้อมปืน รู้ว่าทุกคนกำลังก้าวเข้าสู่โลกอีกใบที่ต้องจำไปจนตาย&#160; ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่ยอดโจรคู่ขวัญบอนนีกับไคลด์ถูกตำรวจจับตาย ฟอกซ์และร็อบถูกจับเป็นด้วยข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ–พวกเขาปล้นเงินมาได้ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่มีพนักงานธนาคารหรือลูกค้าได้รับบาดเจ็บ ฟอกซ์ถูกตัดสินจำคุก 13 ปีแต่ได้กลับบ้านหลังติดคุกจริงเพียง 3 ปีครึ่ง แต่ข้อตกลงระหว่างอัยการกับศาลของร็อบเกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนจนผิดพลาดและยืดเยื้อจนหมดเงินจ้างทนายความ เขาจึงถูกตัดสินจำคุกถึง 60 ปีโดยไม่รอลงอาญา ไม่สามารถยื่นลดหย่อนโทษขอทัณฑ์บนหรือรับโทษด้วยการคุมประพฤตินอกเรือนจำได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่กินเวลากว่า 20 ปีของนางจิ้งจอก เพื่อทวงคืนชีวิตกับเวลาของสามี พ่อของลูก และครอบครัวที่เธอเพิ่งได้เริ่มสร้าง นอกจากเขียนหนังสือและบอกเล่าการต่อสู้ในคดีของร็อบ ชีวิตทางการเมืองของฟอกซ์เดินหน้าไปในฐานะแอ็กทิวิสต์ เธอมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวทั้งเพื่อการปฏิรูปคุก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/time/">&#8216;Time&#8217; ในกระบวนการยุติธรรม เวลาเป็นเพียงแค่คำหลอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลังผ่านวงจรความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ มาถึงปีที่สิบ พวกเขาก็ตัดสินใจเลือกคนรักที่คบหากันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูลเป็นคู่ชีวิต–Sibil Fox Richardson และ Robert G. Richardson เลือกไม่ทุ่มกำลังทรัพย์จัดงานแต่งหรูหรา แต่หอบเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนทำธุรกิจ วาดหวังให้แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ฮิปฮอปที่จะเป็นเจ้าแรกแห่งเมือง Shreveport เป็นประตูสู่เป้าหมาย ความฝัน และการสร้างเนื้อสร้างตัวให้ครอบครัวได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124215" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แล้วทุกอย่างก็สิ้นหวังพังลงไม่ถึงเดือนก่อนวันเปิดร้าน เมื่อนายทุนที่ลงหุ้นใหญ่ด้วยกันเปลี่ยนใจถอนเงินออกทั้งหมด มืดแปดด้านไร้ทางออกสำหรับผัวเมียหมาดใหม่ที่ฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับร้านเสื้อ</p>



<p>16 กันยายน 1997 ซิบิลหรือ ‘ฟอกซ์ริช’ ขับรถไปส่งร็อบกับหลานชายวัยรุ่นหน้าเครดิตยูเนียนใกล้บ้าน ใต้มวลหนาหนักของความรู้สึกหมดสิ้นหนทางที่ปกคลุมทุกความเป็นไปได้ ครอบครัวนี้ตัดสินใจปล้นธนาคารเพื่อเอาเงินก้อนมาต่อชีวิตและธุรกิจ ฟอกซ์เขียนไว้ในหนังสือและเล่าซ้ำด้วยเสียงเมื่อได้ขึ้นพูดต่อสาธารณชน เธอบอกว่าเธอรู้ตัวทันทีที่ก้าวลงจากรถพร้อมปืน รู้ว่าทุกคนกำลังก้าวเข้าสู่โลกอีกใบที่ต้องจำไปจนตาย&nbsp;</p>



<p>ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่ยอดโจรคู่ขวัญบอนนีกับไคลด์ถูกตำรวจจับตาย ฟอกซ์และร็อบถูกจับเป็นด้วยข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ–พวกเขาปล้นเงินมาได้ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่มีพนักงานธนาคารหรือลูกค้าได้รับบาดเจ็บ ฟอกซ์ถูกตัดสินจำคุก 13 ปีแต่ได้กลับบ้านหลังติดคุกจริงเพียง 3 ปีครึ่ง แต่ข้อตกลงระหว่างอัยการกับศาลของร็อบเกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนจนผิดพลาดและยืดเยื้อจนหมดเงินจ้างทนายความ เขาจึงถูกตัดสินจำคุกถึง 60 ปีโดยไม่รอลงอาญา ไม่สามารถยื่นลดหย่อนโทษขอทัณฑ์บนหรือรับโทษด้วยการคุมประพฤตินอกเรือนจำได้</p>



<p>นั่นคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่กินเวลากว่า 20 ปีของนางจิ้งจอก เพื่อทวงคืนชีวิตกับเวลาของสามี พ่อของลูก และครอบครัวที่เธอเพิ่งได้เริ่มสร้าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124214" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นอกจากเขียนหนังสือและบอกเล่าการต่อสู้ในคดีของร็อบ ชีวิตทางการเมืองของฟอกซ์เดินหน้าไปในฐานะแอ็กทิวิสต์ เธอมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวทั้งเพื่อการปฏิรูปคุก (prison reform–เรียกร้องให้ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และสิทธิมนุษยชนในคุก) และเพื่อล้มเลิกเรือนจำ (prison abolition movement–เรียกร้องให้ลดขนาดคุกกับจำนวนนักโทษ หรือยกเลิกอำนาจของเรือนจำทั้งระบบ แล้วแทนด้วยกระบวนการที่เน้นบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังมากกว่าสำเร็จโทษ) เธอนิยามตัวเองเป็น abolitionist หรือผู้สนับสนุนการล้มเลิกระบบทาส</p>



<p>ต่างไปจาก abolitionist สมัยค้าทาสที่ต่อต้านระบบทาสอย่างตรงไปตรงมา หรือการต่อสู้ในประเด็นแรงงานทาสสมัยใหม่ (modern slavery) เพราะกลุ่มผู้ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิคนผิวดำในสหรัฐอเมริกามองว่าคุกอเมริกันที่ถูกแปรรูปจนมีลักษณะคล้ายอุตสาหกรรมเอกชน และทำงานสอดรับกับอคติทางเชื้อชาติสีผิวในกระบวนการยุติธรรมอเมริกันทั้งระบบ (ตำรวจ, อัยการ, ศาล) ที่มองคนผิวดำเป็นอาชญากร คือการใช้กฎหมายสร้างสถานะนักโทษเพื่อเกณฑ์พวกเขากลับสู่ความเป็นทาส แม้จะเลิกทาสไปแล้วตั้งแต่สมัยลินคอล์น–หนังสารคดีอย่าง <a href="https://tubitv.com/movies/372320" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>The House I Live In</em></a> (2012) หรือ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=krfcq5pF8u8" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>13<sup>th</sup></em></a> (2016) ไล่เรียงเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ นำเสนอข้อมูลสถิติ และเจาะประเด็นปัญหาของคุกอเมริกันที่สัมพันธ์กับเชื้อชาติสีผิวในระดับมหภาคไว้ได้อย่างทรงพลัง</p>



<p>ข้อถกเถียงภายใต้บริบทประวัติศาสตร์เหล่านี้แข็งแรงพอ (ยิ่งอยู่ภายใต้อุณหภูมิทางการเมืองยุคทรัมป์) ที่จะดำรงอยู่อย่างบรรยากาศเบื้องหลัง ไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำประเด็นเชื้อชาติสีผิวให้ชัดเจน และนั่นทำให้ Garrett Bradley ตัดสินใจเปลื้องข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย วันเดือนปี หรือกระทั่งท่าทีที่สังคมมีต่อคนผิวดำที่มักเห็นในหนังการเมืองปลุกใจเรียกร้องสิทธิทั่วไปออกจากชีวิตของฟอกซ์แทบทั้งหมด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124213" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ด้วยสายตากับน้ำหนักมือละเอียดอ่อน เธอเลือกสังเกต บอกเล่า ร่วมเป็นผู้บันทึกชีวิต และ “เวลา”</p>



<p>มากกว่าความเป็นแอ็กทิวิสต์อย่างในหนังเรียกร้องสิทธิส่วนใหญ่ เราได้เห็นตัวตนของฟอกซ์ ริช ในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกชายต่างวัยถึงหกคน เป็นเมียที่เฝ้ารอการกลับบ้านของสามี เป็นลูกสาวของแม่ที่เริ่มเฒ่าชรา เป็นสมาชิกคนหนึ่งของชุมชนที่มีโบสถ์คริสต์เป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่ทำทุกอย่างเพื่อประคองโครงสร้างทั้งหมดในชีวิตไว้ระหว่างการต่อสู้อันยาวนาน อาจพูดได้ว่าถ้าไม่ต้องต่อสู้ยาวนานเพื่ออิสรภาพของสามี เธอก็คือผู้หญิงที่ทำงานธรรมดาคนหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน การดำรงตนอย่างผู้หญิงทำงานและแม่ที่ดีก็คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดของการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในการกลับบ้านของร็อบ</p>



<p>บางเสี้ยวส่วนของชีวิตก็แหลมคมประหนึ่งการเทียบแทนสื่อความของวรรณกรรม ลูกแฝดของฟอกซ์อายุเพียงไม่กี่วันในวันที่แม่เดินเข้าห้องขังและพ่อยังเผชิญกับตัวเลข 60 ปีอย่างมองไม่เห็นทางออก เธอตั้งชื่อพวกเขาว่า Freedom กับ Justus–ทำไมถึงไม่ใช่ Justice เจ้าของชื่อเคยถามในวัยอนุบาล ก็เพราะเราต้องการอิสรภาพ แต่ชีวิตตอนนี้ไม่มีความยุติธรรม เราก็มีแค่เรา (just us) เธอตอบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124212" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แบรดลีย์พบฟอกซ์ครั้งแรกเมื่อปี 2016 ขณะถ่ายสารคดีสั้นเรื่อง <a href="https://vimeo.com/241579722" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Alone</em></a> (2017) ซึ่งเปรียบเสมือนอารัมภบทของ <em>Time</em> ทั้งด้วยประเด็นและสายตาของผู้เล่าเรื่อง (แถมยังมีเสี้ยวส่วนอย่างวรรณกรรมคล้ายกัน) และคล้ายภาคต่อของ <a href="https://play.google.com/store/movies/details/Below_Dreams?gl=US&amp;hl=en&amp;id=VBmXTr714Fg" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Below Dreams</em></a> (2014) สารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของเธอ (คนรักของตัวละครหลักใน <em>Below Dreams</em> คือโฟกัสของ<em> Alone</em> หลังฝ่ายชายติดคุกและตกลงแต่งงานกัน) หนังตีแผ่ผลกระทบของคุกที่มีต่อชุมชนคนผิวดำโดยมุ่งสนใจอารมณ์ความรู้สึกอย่างมนุษย์ ปล่อยรายละเอียดวิชาการประวัติศาสตร์เป็นบริบทเบื้องหลังชีวิต และพลังในถ้อยคำของฟอกซ์ผู้ยืนหยัดต่อสู้มาแล้ว 18 ปีในวันที่ทั้งคู่พบกันทำหน้าที่ดังกล่าวได้หมดจด (“แทนที่จะใช้แส้ฟาด พวกนั้นใช้เวลา ใช้ความยากลำบาก”) จนผู้กำกับหญิงตัดสินใจทำสารคดีสั้นอีกเรื่องเพื่อเล่าถึงฟอกซ์โดยตรง</p>



<p>หลังปิดกล้อง แบรดลีย์ได้รับมอบ ‘แคปซูลเวลา’ ของครอบครัวริชาร์ดสัน ตรงข้ามกับความขมขื่นที่ฟอกซ์เลือกบันทึกย้ำเตือนไว้ในการตั้งชื่อลูกแฝดคนเล็ก ม้วนเทป Mini DV ความยาวร่วม 100 ชั่วโมงในกระเป๋าเดินทางสีดำคือความหวังที่เธอไม่ยอมทอดทิ้งตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษของการรอคอย ย้อนไกลไปถึงวันที่เธอจูบกับร็อบต่อหน้ากล้องบนรถยนต์ก่อนต้องเดินเข้าคุก ทั้งหมดถูกบันทึกไว้เพื่อชดเชยเวลาที่ร็อบสูญเสียไปในเรือนจำ บันทึกสิ่งที่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสหรือมีประสบการณ์ร่วม ภาพเคลื่อนไหวแห่งชีวิตที่ฟอกซ์ไม่เคยเปิดดูเองแม้แต่ครั้งเดียวกลายเป็นชิ้นส่วนและเครื่องมือสำคัญที่แบรดลีย์ใช้พัฒนาสารคดีสั้นเรื่องนี้จนกลายเป็นหนังยาวเรื่อง <em>Time</em>&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124208" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&#8216;do time&#8217; และ &#8216;serve time&#8217; คือคำสแลงภาษาอังกฤษทั่วไปที่ใช้แทนการพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าติดคุก (เริ่มใช้แพร่หลายในโลกใต้ดินอเมริกันช่วงทศวรรษ 1860 ทศวรรษเดียวกับที่ลินคอล์นชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีและแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สหรัฐอเมริกาล้มเลิกระบบทาส) การมองเรื่องราวทั้งหมดให้เห็นชีวิตด้วยความใกล้ชิดและสายตาอันละเอียดอ่อนของแบรดลีย์ยิ่งน่าชื่นชม เมื่อเธอเปิดโอกาสให้อารมณ์และความรู้สึกนำพาเรื่องราวทั้งหมด แสดงให้ผู้ชมได้เห็นชัดเจนตรงหน้าว่าไม่ได้มีแค่คนคุกที่ต้อง ‘ชดใช้เวลา’ แต่คนใกล้ชิดรอบข้างผู้ต้องโทษ โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัว ต่างก็ต้องชดใช้เวลาเช่นกัน ไม่ว่าจะด้วยความหวังเปี่ยมล้น อดทนยืนหยัดสู้ หรือต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน</p>



<p>จากภาพชีวิตที่แบรดลีย์บันทึกเพิ่มเติมเพื่อเสริมเรื่องราวจากม้วนเทปแห่งอดีต เราอาจกล่าวได้ว่าครอบครัวริชาร์ดสันคือบุคคลตัวอย่างในกรณีนี้ พวกเขาชดใช้เวลาด้วยการสร้างครอบครัวให้มั่นคง สร้างชีวิตที่ดีให้ประจักษ์ชัด กิจการของฟอกซ์ดำเนินไปเพื่อการศึกษาของลูกทุกคน (ลูกชายคู่แฝดเรียนมหาวิทยาลัย ลูกชายคนเล็กเป็นนักกีฬาที่เริ่มสร้างชื่อให้โรงเรียน) เพื่อหาเงินจ้างทนายความในการสู้คดี หรืออาจกระทั่งเพื่อสถานะทางสังคมที่จะทำให้ศาลมองพวกเขาต่างจากคนผิวดำอื่นๆ ที่อคติดั้งเดิมบอกว่าเป็นครอบครัวขี้คุกหรืออาชญากรไร้อนาคต</p>



<p>แม้จะรักษาระดับความหวังและต่อสู้อย่างไม่ยี่หระ จนหลายเสียง (รวมถึงแบรดลีย์และหนังเรื่องนี้) ยกย่องเลือดนักสู้ของเธอ แต่การที่ฟอกซ์ต้องเผชิญบททดสอบความอดทนที่กินเวลายาวนานย่อมส่งผลกับสภาพจิตใจ (ในฉากหนึ่งเธอระบายอารมณ์อย่างเต็มที่ต่อหน้ากล้องหลังคุยโทรศัพท์กับเสมียนศาลด้วยบุคลิกและเสียงที่ผ่านการควบคุมให้ไร้อารมณ์มากที่สุด) ความยอดเยี่ยมของ <em>Time</em> จึงไม่ใช่การยกย่องฟอกซ์ขึ้นเป็นกรณีพิเศษหรือข้อยกเว้น แต่เผยให้เห็นมิติความเป็นมนุษย์ที่สะท้อนไกลไปถึงอีกหลายร้อยหลายพันครอบครัวของผู้ต้องขัง ไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดจริง ถูกใส่ความ ศาลตัดสินผิดพลาด หรือเผชิญผลของอคติในระบบกฎหมาย พวกเขาล้วนต้องชดใช้เวลา และหลายครั้งเวลาที่แต่ละชีวิตมีก็น้อยเกินกว่าจะยืนหยัดต้านทานได้นานพอ ก่อนที่ทุกสิ่งจะแตกสลายลงไปตรงหน้า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124210" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในโลกภาษาอังกฤษที่กระแสหลักคือน้ำเสียงแบบอเมริกัน ย่อมมีแนวโน้มที่จะอ่าน <em>Time</em> โดยผูกโยงกับบริบทอเมริกัน (เช่นเดียวกับช่วงต้นของบทความนี้ คำถามที่นักข่าวใช้สัมภาษณ์แบรดลีย์ รวมถึงคำตอบเกือบทั้งหมดของเธอเอง) ร็อบกลายเป็นภาพแทนของคนผิวดำที่เผชิญอคติทางเชื้อชาติฝังรากลึก ซึ่งส่งผลเป็นอัตราโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับความผิด และทัศนคติของกระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ ที่ไม่เห็นโอกาสว่าเขาจะกลับคืนสู่สังคมได้–แต่เมื่อ <em>Time</em> เลือกวางตัวเองอยู่อีกด้านของเหรียญในบริบทเดียวกัน การอ่านหนังแบบคนไกลที่อยู่นอกบริบทจึงยิ่งน่าสนใจ</p>



<p>แน่นอนที่สุดว่าการพิจารณาบริบทอย่างตระหนักรู้เป็นคุณสมบัติด้านบวก และสำหรับหลายต่อหลายกรณีการตระหนักรู้คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดจนไม่อาจละทิ้งได้ แต่กำแพงในนามของบริบทก็ปรากฏขึ้นได้เสมอ (กระทั่งกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในบริบทสังคมนั้นๆ เช่น&nbsp;ชาวอเมริกันผิวขาวปัจจุบันบางส่วนสบายใจเมื่อเห็นภาพการเหยียดผิวในหนังที่เล่าเรื่องย้อนยุค เพราะเกิดกำแพงบริบททางความรู้สึกขึ้นว่าความเลวร้ายเหล่านั้นเป็นเรื่องในอดีต) เมื่อแบรดลีย์เลือกปลดเปลื้องบริบทและข้อมูลสถิติออก และประสบความสำเร็จในการเล่าเรื่องของฟอกซ์กับร็อบด้วยน้ำเสียงสากล การต่อสู้ของพวกเขาจึงเป็นเรื่องของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับระบบยุติธรรมที่กำลังสำแดงข้อบกพร่องจากเนื้อใน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124209" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ต่างจากหลายกรณี &#8216;พิเศษ&#8217; หรือ &#8216;ข้อยกเว้น&#8217; ที่เพียบพร้อมน่าสนใจจนถูกหยิบยกมาทำหนังหรือสารคดี หลายครั้งผู้ชมเชื่อมโยงกรณีเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่าเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ในระบบอันส่งผลเฉพาะต่อกรณีนั้นๆ หรือใกล้เคียงกัน (เช่น ตำรวจเหยียดผิว, ผู้พิพากษาอคติ, จับผิดตัว หรือเก็บหลักฐานไม่ครบถ้วน ซึ่งต้องแก้ไขเพื่อให้ระบบกลับมาเป็นธรรม–หรือในกรณีหนังเรียกร้องสิทธิ ที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกแวบแรกว่าเป็นเรื่องของ ‘ที่อื่น’) แต่คดีของฟอกซ์กับร็อบไม่เข้าคุณสมบัติเหล่านั้น พวกเขาปล้นธนาคารจริง ทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา รับสารภาพ และไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจผ่านภาษาแบบนักรณรงค์หรือสื่อมวลชน (เช่น แม่ที่ขโมยนมผงเพราะความขัดสน หรือคนจนที่ติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ) อัตราโทษ 60 ปีที่ร็อบได้รับก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะศาลทำเกินอำนาจหน้าที่ (กฎหมายรัฐลุยเซียนาขณะนั้นระวางโทษจำคุกคดีปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธไว้ที่ 5-99 ปี)</p>



<p>การปลดเปลื้องบริบทของแบรดลีย์จึงท้าทายให้เราจับจ้องความเปลือยเปล่าของข้อเท็จจริง เรารู้สึกอย่างไรที่ได้เห็น ‘มนุษย์’ ซึ่ง ‘ทำผิดจริง’ ถูก ‘กระบวนการยุติธรรม’ ตัดสินให้ ‘ชดใช้เวลา’ ด้วยการจำคุกเป็นเวลา 60 ปี และได้เห็นมนุษย์คนอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเวลาที่เขาต้องชดใช้ เรารู้สึกอย่างไรที่กระบวนการยุติธรรมได้พรากเวลาเกือบทั้งชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง</p>



<p>ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อตัวหนังได้ข้ามบริบทต้นทางมาถึงอีกซีกโลกหนึ่งแล้ว ในขณะเดียวกันกับที่หนังของแบรดลีย์สามารถสื่อสารเรื่องราวของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกาอย่างได้ผล เรามองเห็นความสากลของบริบทในรูปแบบใด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124211" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>คุกอเมริกันอาจมีประวัติศาสตร์และคุณสมบัติพิเศษไม่เหมือนคุกไหนในโลก ร็อบอาจเป็นคนอเมริกันผิวดำผู้มีชีวิตในบริบทที่ไม่เหมือนชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติสีผิวในประเทศอื่น แล้วคุกของเรามีประวัติศาสตร์อย่างไร นักโทษที่ถูกจองจำส่วนใหญ่ของเราเป็นใคร ตำรวจหรือแขนขาในกระบวนการยุติธรรมของเรามีอคติหรือทำงานเก่งกับผู้ต้องหากลุ่มใดเป็นพิเศษ–เรามองเห็นระบบที่บิดเบี้ยวบกพร่องในบริบทของตัวเองหรือไม่ ความบกพร่องแบบเดียวกับที่ฟอกซ์และแบรดลีย์พูดย้ำเสมอว่าเป็น ‘ชีวิตปกติ’ เมื่อคุณเกิดเป็นคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา</p>



<p>เชื้อชาติ สีผิว ชนชั้น หรือความคิดทางการเมืองแบบใดในบริบทของเราที่กระบวนการยุติธรรมได้ขีดเส้นไว้ให้ชีวิตของพวกเขาต้องสัมพันธ์กับเรือนจำเป็นพิเศษ? พวกเขาอาจเป็นนักโทษคดียาเสพติด พวกเขาอาจเป็นคนจน พวกเขาอาจเป็นคนในกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขาอาจเป็นคนไม่มีสัญชาติที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย พวกเขาอาจเป็นนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ–อะไรก็ตามที่เราอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องของ ‘คนอื่น’</p>



<p>และในสังคมที่อาจมองไม่เห็น หรืออาจมองเห็น ตระหนักรู้ แต่ไม่อยู่ในสถานะที่สามารถทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้ กระทั่งเกิดสภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่เสมอมาและเสมอไปในกระบวนการยุติธรรม เราทุกคนต่างก็ต้องชดใช้เวลาเช่นเดียวกับ ‘คนอื่น’ เหล่านั้น–We’re all doing time.</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/time/">&#8216;Time&#8217; ในกระบวนการยุติธรรม เวลาเป็นเพียงแค่คำหลอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Soul&#8217; บนโลกทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงความสุขได้จริงๆ หรือ?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soul/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Jan 2021 10:11:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[Animation]]></category>
		<category><![CDATA[soul]]></category>
		<category><![CDATA[Pixar]]></category>
		<category><![CDATA[neoliberalism]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118376</guid>

					<description><![CDATA[<p>Soul 1. Soul คือเรื่องราวของ Joe Gardner (ให้เสียงโดย Jamie Foxx) ครูสอนดนตรีชั้นมัธยมศึกษาในเมืองนิวยอร์กที่ไม่ค่อยจะพึงพอใจกับชีวิตและหน้าที่การงานของเขาสักเท่าไหร่ ด้วยความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักดนตรีแจ๊สที่พอจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกับเขาบ้าง หากในความเป็นจริงเขากลับต้องจมปลักอยู่กับการสอนเด็กๆ ในโรงเรียนไปวันๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้นไปกว่านั้น น่าเบื่อ ซ้ำซาก ซังกะตาย กระทั่งวันหนึ่ง ลูกศิษย์คนหนึ่งที่โจเคยสอนซึ่งปัจจุบันเป็นมือกลองในวงดนตรีแจ๊สชื่อดังก็โทรมาชวนเขาให้ลองมาเล่นเปียโนร่วมกับวงดูสักที โดยที่ไม่แน่ว่า หากฝีมือของโจโดดเด่นเข้าตาหัวหน้าวง เขาก็อาจจะได้ตำแหน่งมือเปียโนประจำวงไปเลยก็ได้ โจตกปากรับคำทันทีโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด และมุ่งตรงไปยังบาร์แจ๊สอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อที่จะได้นั่งพรมนิ้วทั้งสิบบนเปียโน โชว์พรสวรรค์ทางดนตรีอันเหลือล้น จนหัวหน้าวงถึงกับต้องเอ่ยปากชวนเข้าวงแทบจะทันที พริบตาที่ตระหนักว่าความฝันอยากจะเป็นนักดนตรีแจ๊สกำลังจะกลายเป็นความจริง โจลิงโลดจนเนื้อเต้น แต่แล้วในขณะที่เขากระโดดโลดเต้นกลับบ้านเพื่อจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสูทสำหรับโชว์แรกในค่ำวันนั้น โจก็ร่วงตกลงไปในท่อระบายน้ำจนวิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างในทันที กายเนื้อพลันเปลี่ยนไปเป็นวิญญาณสีเขียวอมฟ้า ยืนมึนตึงอยู่ตรงตีนบันไดสีขาวทอดยาวสุดลูกหูลูกตาที่จะพาดวงวิญญาณนับล้านไปสู่การหลุดพ้น นิพพาน หรืออะไรก็ตามที่ยิ่งใหญ่และห่างไกลออกไป ไม่เชื่อว่าตัวเองได้ตายไปแล้วจริงๆ! เรื่องราวต่อจากนี้ของ Soul จึงเป็นความพยายามของโจที่จะพาดวงวิญญาณของตัวเองหวนกลับไปหากายหยาบที่เขาเชื่อว่ายังอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกมนุษย์ ความน่าสนใจของแอนิเมชั่นเรื่องนี้อยู่ที่ว่าแทนที่หนังจะเลือกโฟกัสที่ ‘พื้นที่หลังความตาย’ Soul กลับพาเราไปรู้จักกับ ‘พื้นที่ก่อนการเกิด’ (The Great Before) ดินแดนซึ่งโจได้หลุดเข้าไปโดยบังเอิญขณะที่เขาพยายามหาทางหลบหนีจากบันไดสีขาวหลังความตาย 2. 2. อาจกล่าวได้ว่า คอนเซปต์ของ The Great Before คือพื้นที่สำหรับจัดเตรียมประชากรรุ่นใหม่ที่กำลังจะลงไปเกิดบนโลกมนุษย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soul/">&#8216;Soul&#8217; บนโลกทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงความสุขได้จริงๆ หรือ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;"> Soul </span><span style="font-weight: 400;">1.</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> คือเรื่องราวของ Joe Gardner (ให้เสียงโดย Jamie Foxx) ครูสอนดนตรีชั้นมัธยมศึกษาในเมืองนิวยอร์กที่ไม่ค่อยจะพึงพอใจกับชีวิตและหน้าที่การงานของเขาสักเท่าไหร่ ด้วยความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักดนตรีแจ๊สที่พอจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกับเขาบ้าง หากในความเป็นจริงเขากลับต้องจมปลักอยู่กับการสอนเด็กๆ ในโรงเรียนไปวันๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้นไปกว่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าเบื่อ ซ้ำซาก ซังกะตาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระทั่งวันหนึ่ง ลูกศิษย์คนหนึ่งที่โจเคยสอนซึ่งปัจจุบันเป็นมือกลองในวงดนตรีแจ๊สชื่อดังก็โทรมาชวนเขาให้ลองมาเล่นเปียโนร่วมกับวงดูสักที โดยที่ไม่แน่ว่า หากฝีมือของโจโดดเด่นเข้าตาหัวหน้าวง เขาก็อาจจะได้ตำแหน่งมือเปียโนประจำวงไปเลยก็ได้ โจตกปากรับคำทันทีโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด และมุ่งตรงไปยังบาร์แจ๊สอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อที่จะได้นั่งพรมนิ้วทั้งสิบบนเปียโน โชว์พรสวรรค์ทางดนตรีอันเหลือล้น จนหัวหน้าวงถึงกับต้องเอ่ยปากชวนเข้าวงแทบจะทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-118391 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-online-use-s464-57a-pub-pub16-1794.jpg" alt="" width="2500" height="1047" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-online-use-s464-57a-pub-pub16-1794.jpg 2500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-online-use-s464-57a-pub-pub16-1794-300x126.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-online-use-s464-57a-pub-pub16-1794-768x322.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-online-use-s464-57a-pub-pub16-1794-1024x429.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-online-use-s464-57a-pub-pub16-1794-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พริบตาที่ตระหนักว่าความฝันอยากจะเป็นนักดนตรีแจ๊สกำลังจะกลายเป็นความจริง โจลิงโลดจนเนื้อเต้น แต่แล้วในขณะที่เขากระโดดโลดเต้นกลับบ้านเพื่อจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสูทสำหรับโชว์แรกในค่ำวันนั้น โจก็ร่วงตกลงไปในท่อระบายน้ำจนวิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างในทันที กายเนื้อพลันเปลี่ยนไปเป็นวิญญาณสีเขียวอมฟ้า ยืนมึนตึงอยู่ตรงตีนบันไดสีขาวทอดยาวสุดลูกหูลูกตาที่จะพาดวงวิญญาณนับล้านไปสู่การหลุดพ้น นิพพาน หรืออะไรก็ตามที่ยิ่งใหญ่และห่างไกลออกไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เชื่อว่าตัวเองได้ตายไปแล้วจริงๆ! เรื่องราวต่อจากนี้ของ </span><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> จึงเป็นความพยายามของโจที่จะพาดวงวิญญาณของตัวเองหวนกลับไปหากายหยาบที่เขาเชื่อว่ายังอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกมนุษย์ ความน่าสนใจของแอนิเมชั่นเรื่องนี้อยู่ที่ว่าแทนที่หนังจะเลือกโฟกัสที่ ‘พื้นที่หลังความตาย’ </span><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> กลับพาเราไปรู้จักกับ ‘พื้นที่ก่อนการเกิด’ (The Great Before) ดินแดนซึ่งโจได้หลุดเข้าไปโดยบังเอิญขณะที่เขาพยายามหาทางหลบหนีจากบันไดสีขาวหลังความตาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118386 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-asset.jpg" alt="" width="1920" height="1080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-asset.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-asset-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-asset-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-asset-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-asset-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></p>
<h2 style="display: none;">2.</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">2.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจกล่าวได้ว่า คอนเซปต์ของ The Great Before คือพื้นที่สำหรับจัดเตรียมประชากรรุ่นใหม่ที่กำลังจะลงไปเกิดบนโลกมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ดินแดนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยวิญญาณของเด็กๆ ที่จะถูกกำหนดบุคลิกลักษณะและนิสัยใจคอก่อนที่พวกเขาจะถือกำเนิดเป็นมนุษย์ เพียงแต่บุคลิกลักษณะและนิสัยใจคอเหล่านี้ วิญญาณของเด็กๆ กลับไม่มีสิทธิจะกำหนดเอง แต่เป็น ‘Jerry’ สิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายกับเส้นแสงและเปลี่ยนรูปร่างไปมาได้ต่างหากที่ทำหน้าที่คัดเลือกว่าเด็กๆ คนไหน ‘เหมาะสม’ กับบุคลิกลักษณะแบบใด ในแง่หนึ่ง หน้าที่ของเจอร์รีจึงเป็นการออกแบบว่าเด็กๆ ควรจะไปเกิดเป็นมนุษย์แบบไหน แต่พร้อมๆ กันเจอร์รียังมีบทบาทเป็นดั่งพี่เลี้ยงและคุณครูที่คอยดูแล สอดส่อง และควบคุมพฤติกรรมของเด็กๆ ว่าอะไรที่พวกเขาทำได้และอะไรที่พวกเขาทำไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะดูราวกับว่าเจอร์รีคือผู้ที่มีสิทธิกำหนดทุกอย่างแต่นั่นก็ไม่ใช่ความจริงเสียทีเดียว เพราะก่อนหน้าที่วิญญาณของเด็กๆ จะสามารถไปเกิดบนโลกมนุษย์ได้ พวกเขาจำเป็นจะต้องค้นพบ ‘เป้าหมาย’ (purpose) ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปของวิญญาณแต่ละดวง เป้าหมายที่ว่านี้จะไม่มีใครคอยคัดเลือกหรือกำหนดให้ แต่เป็นหน้าที่ของวิญญาณเด็กๆ และ ‘พี่เลี้ยง’ (mentor)–ดวงวิญญาณของผู้คนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่บนโลกมนุษย์ที่ถูกจับคู่เข้าด้วยกันเพื่อช่วยกันตามหาว่าอะไรคือเป้าหมายในชีวิตของเด็กๆ แต่ละคน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118393 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-2.jpg" alt="" width="2000" height="837" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-2.jpg 2000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-2-300x126.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-2-768x321.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-2-1024x429.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/image-2-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 2000px) 100vw, 2000px" /></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> คือภาพยนตร์ที่เชื่อว่า–ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่–มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับเป้าหมายในชีวิต เช่นที่ใครสักคนหนึ่งอาจเกิดมาพร้อมเป้าหมายในการเป็นนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ ขณะที่เป้าหมายของใครอีกคนอาจไม่ใช่อะไรมากมาย เป็นแค่เรื่องง่ายๆ อย่างการตื่นมามีความสุขในทุกเช้า และแม้เรื่องราวของหนังจะพูดถึงการวิ่งไล่ตามความฝันในการเป็นนักดนตรีแจ๊สของโจ หากถึงที่สุดแล้ว </span><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> ก็ไม่ได้กำลังจะบอกกับเราว่า จงออกไปค้นหาเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง แต่คือการแสดงให้เห็นระดับความหลากหลายต่อการตีความคำว่า ‘เป้าหมาย’ ของมนุษย์ต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่แต่ละคนมองเห็นคุณค่าในเป้าหมายที่แตกต่างกันไป และภาคภูมิใจกับเป้าหมายของตัวเองได้อย่างไม่จำเป็นต้องคิดเปรียบเทียบกับใครๆ ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญซึ่งแอนิเมชั่นเรื่องนี้บอกกับคนดู</span></p>
<h2 style="display: none;">3.</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">3.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แอนิเมชั่นของ <a href="https://adaymagazine.com/search/pixar" target="_blank" rel="noopener">Pixar</a> มักจะสะท้อนมายาคติของสังคมอเมริกันในหลายๆ มิติ หากลองย้อนกลับไปดูผลงานเรื่องก่อนๆ เราอาจกล่าวได้ว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">Ratatouille</span></i><span style="font-weight: 400;"> (2007) คือภาพสะท้อนต่อมายาคติ ‘จากยาจกสู่เศรษฐี’ (From rags to riches) ซึ่งถ่ายทอดผ่านการไต่เต้าขึ้นเป็นยอดเชฟของ ‘Remy’ หนูท่อผู้มีพรสวรรค์ในการทำอาหาร ส่วน </span><i><span style="font-weight: 400;">The Incredibles</span></i><span style="font-weight: 400;"> (2014) ก็ตอกย้ำถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ในลักษณะเดียวกัน เรื่องราวของ </span><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> ก็ฉาบเคลือบด้วยหนึ่งในอุดมการณ์สำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมอเมริกาในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อุดมการณ์ที่ว่าคือ ‘เสรีนิยมใหม่’ หรือ neoliberalism</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118387 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/reagan.jpg" alt="" width="1280" height="719" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/reagan.jpg 1280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/reagan-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/reagan-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/reagan-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/reagan-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราคงจะเคยได้ยินว่าเสรีนิยมใหม่คือแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ผงาดขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อ Margaret Thatcher นายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษและ Ronald Reagan ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นสู่อำนาจ ภายใต้การปกครองประเทศของบุคคลทั้งสอง เสรีนิยมใหม่ได้กลายเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดบทบาทของรัฐให้น้อยที่สุด เพิ่มบทบาทให้กับการทำงานของตลาดเสรี เปิดเสรีให้กับการค้า การลงทุน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้กลายเป็นของเอกชน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่หนึ่ง เสรีนิยมใหม่คืออุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ หากนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพลังของแนวคิดนี้จะปรากฏอยู่เฉพาะในขอบเขตของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นั่นเพราะอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตทางสังคมของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นให้ปัจเจกบุคคลรับรู้ตัวตนของเขาในลักษณะของ ‘ตัวตนประกอบการ’ (entrepreneurial self)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดเสรีนิยมใหม่เรียกร้องให้ปัจเจกบุคคลดำเนินชีวิตในลักษณะของ ‘องค์กร’ (enterprise) นั่นหมายความว่า รูปแบบการดำเนินชีวิตของบุคคลหนึ่งๆ จะถูกชี้นำจากวิธีคิดแบบองค์กรซึ่งประกอบด้วย ความทะเยอทะยาน (ambition) การคิดคำนวณ (calculation) และเป้าหมาย (purpose)&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายใต้การดำเนินชีวิตในลักษณะนี้ พฤติกรรมและทัศนคติต่อชีวิตของปัจเจกบุคคลจึงปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่สอดรับกับอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ นั่นคือ ความกระตือรือร้น (active) การพึ่งพาตัวเอง (self-reliant) และความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง พูดให้ชัดขึ้นคือ ในสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ปัจเจกบุคคลจะถูกปลูกฝังแนวคิดของการค้นหาตัวเอง (self-discovery) การพัฒนาตัวเอง (self-improvement) และศรัทธาในตัวเอง (self-belief)&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118404 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_second_trailer.jpg" alt="Soul" width="1280" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_second_trailer.jpg 1280w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_second_trailer-300x141.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_second_trailer-768x360.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_second_trailer-1024x480.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_second_trailer-600x281.jpg 600w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<h2 style="display: none;">4. Soul</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">4.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองเผินๆ พลังของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ในลักษณะนี้ก็ดูจะเป็นเรื่องดี ไม่เห็นจะมีอะไรผิดตรงไหน แต่ปัญหาของการปลูกฝังแนวคิดแบบนี้อยู่ที่ว่าภายใต้ฉากหน้าที่ดูเหมือนจะส่งเสริมความหลากหลายของปัจเจกบุคคล ปัญหาหนึ่งที่มักจะถูกมองข้ามไปคือมนุษย์ทุกคนไม่ได้มีสิทธิที่จะเข้าถึงโอกาสในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตัวเองในลักษณะองค์กรได้อย่างเท่าเทียมกันอย่างที่เสรีนิยมใหม่พยายามจะปลูกฝัง โดยที่ความไม่เท่าเทียมกันของโอกาสก็ไม่ได้หมายถึงแค่มิติทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว (เกิดมารวย-จน) แต่ยังรวมถึงมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ (race) เพศภาวะ (gender) และชนชั้น (class)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสังคมอเมริกา มิติต่างๆ นี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมกันในสังคมจนคล้ายจะเป็นสภาวะปกติที่ง่ายดายเสียเหลือเกินต่อการมองผ่านหรือแสร้งทำเป็นว่าไม่เห็น สหรัฐอเมริกาที่หรี่ตามองด้วยดวงตาเพียงหนึ่งข้างแทบจะไม่ต่างอะไรกับ The Great Before ในฐานะพื้นที่ฉ่ำหวานเคลือบน้ำตาลที่พนักงานของรัฐพยายามจะเป่าหูประชาชนปาวๆ ว่าเงื่อนไขพื้นฐานของการจะไปเกิดเป็นมนุษย์คือการค้นพบเป้าหมายในชีวิต เพราะไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะยิ่งใหญ่หรือเล็กจ้อยกระจิริด ขอแค่มีเป้าหมาย คุณก็พร้อมจะดำเนินชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นคือนัยที่อยู่เบื้องหลังคำพูดที่เจอร์รีบอกกับวิญญาณของเด็กๆ คือความหมายที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังกระบวนการออกแบบพลเมืองใน The Great Before ที่จะผลิตสร้างปัจเจกบุคคลซึ่งจะเกิดมาเพื่อตามหาเป้าหมายอะไรสักอย่างในชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิญญาณของเด็กๆ ค้นพบเป้าหมายส่วนตัวของพวกเขาจากนั้นถึงค่อยไปเกิด คำถามคือ แล้วสังคมแบบไหนกันล่ะที่รอเด็กๆ อยู่บนโลกมนุษย์? นั่นคือปริศนาที่ </span><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> ไม่เคยบอกให้เราได้รู้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118385 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_pixar_review_1.jpg" alt="Soul" width="1432" height="597" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_pixar_review_1.jpg 1432w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_pixar_review_1-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_pixar_review_1-768x320.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_pixar_review_1-1024x427.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul_pixar_review_1-600x250.jpg 600w" sizes="(max-width: 1432px) 100vw, 1432px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Luca Maveilli ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Kent ประเทศอังกฤษเสนอว่า “เสรีนิยมใหม่ปรับใช้ตรรกะแบบตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการเรื่องการแข่งขับกับทุกๆ มิติของชีวิตมนุษย์” เขาเห็นว่าเสรีนิยมใหม่ยังส่งผลให้รัฐปฏิบัติตัวในลักษณะที่เป็นผู้ประกอบการผ่านการพยายาม ‘ทำให้เกิดผลสูงสุด’ (maximize) ไม่ใช่แค่เฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงมิติอื่นๆ ด้วย Maveilli ชี้ว่า ในสายตารัฐ ประชาชนจึงไม่ต่างอะไรจาก ‘ทุน’ ที่จะสามารถ ‘ยกระดับได้’ ทั้งในแง่ของวัฒนธรรม อารมณ์ และชื่อเสียง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราลองพิจารณา The Great Before ในฐานะรัฐที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ เงื่อนไขที่ว่าวิญญาณของเด็กๆ ทุกคนจะต้องค้นพบเป้าหมายของตัวเองจึงเป็นโครงการยกระดับคุณค่าของปัจเจกบุคคล ที่ในท้ายที่สุดคุณลักษณะเหล่านี้จะกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับรัฐมากกว่าตัวปัจเจกบุคคลด้วยซ้ำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118390 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-pixar-2.jpg" alt="Soul" width="4342" height="1819" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-pixar-2.jpg 4342w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-pixar-2-300x126.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-pixar-2-768x322.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-pixar-2-1024x429.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-pixar-2-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 4342px) 100vw, 4342px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ ผ่านการลงทุนในโครงการยกระดับปัจเจกบุคคล ผลตอบแทนที่ The Great Before จะได้กลับมาอย่างแน่นอนคือ ‘ประสบการณ์’ ของปัจเจกที่จะกลายเป็น ‘คำแนะนำของพี่เลี้ยง’ เพื่อพัฒนาประชากรรุ่นถัดไป สายพานของการพัฒนานี้จะดำเนินไปโดยที่ประชากรรุ่นต่อๆ ไปก็ย่อมจะมีคุณภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับความมั่นคงและมั่งคั่งของรัฐที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาคือ สายตาของรัฐเพียงแต่จะมองไปที่ผลประโยชน์ซึ่งส่องสว่างตรงปลายทาง ทว่าในระหว่างทาง รัฐกลับไม่รับรู้หรือคิดจะรับผิดชอบต่อความเสี่ยง บาดแผล และ</span><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบใดๆ ที่ปัจเจกบุคคลจะได้รับจากการแสวงหาเป้าหมายในชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่นี้เจอร์รีจึงไม่ต่างอะไรจากตัวแทนของรัฐ ที่ภายใต้ประโยคซึ่งคอยตอกย้ำกับวิญญาณของเด็กๆ ว่า ชีวิตมนุษย์ต้องมีเป้าหมาย กลับไม่ได้สนใจจริงๆ หรอกว่า กว่าที่ใครสักคนหนึ่งจะค้นพบเป้าหมายที่ว่านั้นได้ พวกเขาต้องพบเจอกับอะไร&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อให้ในช่วงท้ายที่หนังจะพยายามบอกว่า คุณค่าทั้งหมดของชีวิตไม่ใช่การมีเป้าหมายแต่คือการค้นพบความสุขในการมีชีวิตต่างหาก&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ทว่าคำปลอบประโลมนี้ก็เป็นเพียงแค่การกระตุ้นเตือนให้ปัจเจกบุคคล</span><span style="font-weight: 400;">มีความสุขกับชีวิตโดยปฏิเสธที่จะคำนึงถึงความไม่เท่าเทียมกันของโอกาสในการจะมีความสุขกับชีวิตของแต่ละปัจเจกบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รัฐไม่ได้สนใจหรอกว่า–บนโลกมนุษย์–วิญญาณของเด็กๆ แต่ละคนจะสะบักสะบอมสักแค่ไหน รัฐไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าแม้จะมีคนนับล้านๆ ตายจากไปโดยยังไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะค้นพบเป้าหมาย หรือเพียงจะพูดได้ว่า ชีวิตที่เกิดมาของพวกเขามีความสุขดีแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118402 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-4.jpg" alt="Soul" width="1400" height="700" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-4.jpg 1400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-4-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-4-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-4-1024x512.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/soul-4-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลกร้ายอยู่ตรงที่ว่า แม้ </span><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> จะเป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกของ Pixar ที่ตัวละครเอกเป็นคนผิวดำ แต่ในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำยังคงห่างไกลกันอยู่มาก สถิติหนึ่งระบุว่าแม้ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขความแตกต่างระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำที่เรียนจบไฮสกูลจะลดน้อยลงเป็นอย่างมากก็จริง แต่นั่นก็เป็นคนละเรื่องกับสถิติในระดับมหาวิทยาลัยที่คนผิวดำยังคงได้รับโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่าคนผิวขาว เช่นเดียวกับอัตราการตกงานระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เปิดเผยให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติยังคงฝังรากแน่นอยู่ในสังคมอเมริกา นี่ยังไม่รวมการเสียชีวิตของ <a href="https://www.google.com/search?q=george+floyd&amp;oq=George+floyd&amp;aqs=chrome.0.0i131i355i433j46i131i433j0i131i433j0l4j69i60.4741j0j4&amp;sourceid=chrome&amp;ie=UTF-8" target="_blank" rel="noopener">George Floyd</a> ที่ได้กลายเป็นชนวนสำคัญในการประท้วงใหญ่เมื่อกลางปี 2020 ที่ผ่านมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118384 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2020-06-15T010524Z_489958633_RC2D9H9RAS3Z_RTRMADP_3_MINNEAPOLIS-POLICE-PROTESTS-WASHINGTON-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2020-06-15T010524Z_489958633_RC2D9H9RAS3Z_RTRMADP_3_MINNEAPOLIS-POLICE-PROTESTS-WASHINGTON-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2020-06-15T010524Z_489958633_RC2D9H9RAS3Z_RTRMADP_3_MINNEAPOLIS-POLICE-PROTESTS-WASHINGTON-1024x683-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2020-06-15T010524Z_489958633_RC2D9H9RAS3Z_RTRMADP_3_MINNEAPOLIS-POLICE-PROTESTS-WASHINGTON-1024x683-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2020-06-15T010524Z_489958633_RC2D9H9RAS3Z_RTRMADP_3_MINNEAPOLIS-POLICE-PROTESTS-WASHINGTON-1024x683-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2020-06-15T010524Z_489958633_RC2D9H9RAS3Z_RTRMADP_3_MINNEAPOLIS-POLICE-PROTESTS-WASHINGTON-1024x683-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2020-06-15T010524Z_489958633_RC2D9H9RAS3Z_RTRMADP_3_MINNEAPOLIS-POLICE-PROTESTS-WASHINGTON-1024x683-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/2020-06-15T010524Z_489958633_RC2D9H9RAS3Z_RTRMADP_3_MINNEAPOLIS-POLICE-PROTESTS-WASHINGTON-1024x683-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่ </span><i><span style="font-weight: 400;">Soul</span></i><span style="font-weight: 400;"> คือเรื่องราวของการแสวงหาเป้าหมายในชีวิต แอนิเมชั่นเรื่องนี้กลับมองข้ามข้อเท็จจริงที่สร้างข้อจำกัดในการแสวงหาเป้าหมายในชีวิตของผู้คนนับล้านๆ แน่นอนว่าประเด็นนี้คงจะเป็นเรื่องที่พออ้อมแอ้มได้บ้างหากตัวละครเอกของเรื่องเป็นคนผิวขาว แต่เมื่อโจเป็นคนผิวดำ ปัญหาเชิงโครงสร้างกับชีวิตประจำวันย่อมเป็นสองสิ่งที่แยกกันไม่ขาด และการจะมองเห็นแง่งามจากอะไรเล็กๆ ง่ายๆ รอบตัวก็ดูจะไม่ใช่อะไรที่เชื่อได้อย่างสนิทใจนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอน การมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัวไม่ใช่เรื่องผิด เช่นเดียวกับการมีความฝันใหญ่ๆ ในชีวิตก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่คำถามคือ โครงสร้างของสังคมทุกวันนี้อนุญาตให้เรามีเป้าหมายในชีวิตสักแค่ไหน? หรือต่อให้เป้าหมายในชีวิตจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างก็มีได้ แต่การจะได้มาซึ่งเป้าหมายที่ว่านั้นยาก-ง่ายต่างกันสักแค่ไหนล่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะลำพังแค่การจะมองเห็นแง่งามของใบไม้ที่ร่วงหล่นจากฟ้ามันคือความสุขเล็กๆ ง่ายๆ ที่มนุษย์ทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้จริงๆ หรือ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118388 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Disney-Investor-Day-Soul-Image-courtesy-of-Pixar-Animation-Studios.jpg" alt="" width="1807" height="776" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Disney-Investor-Day-Soul-Image-courtesy-of-Pixar-Animation-Studios.jpg 1807w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Disney-Investor-Day-Soul-Image-courtesy-of-Pixar-Animation-Studios-300x129.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Disney-Investor-Day-Soul-Image-courtesy-of-Pixar-Animation-Studios-768x330.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Disney-Investor-Day-Soul-Image-courtesy-of-Pixar-Animation-Studios-1024x440.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/Disney-Investor-Day-Soul-Image-courtesy-of-Pixar-Animation-Studios-600x258.jpg 600w" sizes="(max-width: 1807px) 100vw, 1807px" /></p>
<div style="display:none">
<span style="font-weight: 400;">เราคงจะเคยได้ยินว่าเสรีนิยมใหม่คือแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ผงาดขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อ Margaret Thatcher นายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษและ Ronald Reagan ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นสู่อำนาจ ภายใต้การปกครองประเทศของบุคคลทั้งสอง เสรีนิยมใหม่ได้กลายเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดบทบาทของรัฐให้น้อยที่สุด เพิ่มบทบาทให้กับการทำงานของตลาดเสรี เปิดเสรีให้กับการค้า การลงทุน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้กลายเป็นของเอกชน</span><br />
<span style="font-weight: 400;">ในแง่หนึ่ง เสรีนิยมใหม่คืออุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ หากนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพลังของแนวคิดนี้จะปรากฏอยู่เฉพาะในขอบเขตของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นั่นเพราะอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตทางสังคมของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นให้ปัจเจกบุคคลรับรู้ตัวตนของเขาในลักษณะของ ‘ตัวตนประกอบการ’ (entrepreneurial self)</span><br />
<span style="font-weight: 400;">เราคงจะเคยได้ยินว่าเสรีนิยมใหม่คือแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ผงาดขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อ Margaret Thatcher นายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษและ Ronald Reagan ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นสู่อำนาจ ภายใต้การปกครองประเทศของบุคคลทั้งสอง เสรีนิยมใหม่ได้กลายเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดบทบาทของรัฐให้น้อยที่สุด เพิ่มบทบาทให้กับการทำงานของตลาดเสรี เปิดเสรีให้กับการค้า การลงทุน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้กลายเป็นของเอกชน</span><br />
<span style="font-weight: 400;">ในแง่หนึ่ง เสรีนิยมใหม่คืออุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ หากนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพลังของแนวคิดนี้จะปรากฏอยู่เฉพาะในขอบเขตของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นั่นเพราะอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตทางสังคมของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นให้ปัจเจกบุคคลรับรู้ตัวตนของเขาในลักษณะของ ‘ตัวตนประกอบการ’ (entrepreneurial self)</span></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soul/">&#8216;Soul&#8217; บนโลกทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงความสุขได้จริงๆ หรือ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
