<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Human Writes &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/series/human-writes/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/series/human-writes/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Feb 2021 14:06:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>&#8220;อ่านเยอะๆ นั่งลง แล้วเขียน&#8221; พิชญ สุดบรรทัด นักเขียนชาวไทยผู้อยู่ในภาวะกึ่งกลางบนพื้นที่วรรณกรรมโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pitchaya-sudbanthad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Nov 2019 11:36:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Human Writes]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Library]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[writer]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Bangkok Literature Festival]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Wakes to Rain]]></category>
		<category><![CDATA[พิชญ สุดบรรทัด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=78625</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา พี่ที่เป็นนักอ่านสายวรรณกรรมแนะนำนักเขียนหน้าใหม่พร้อมกับหนังสือเล่มแรกของเขาให้ฉันได้ทำความรู้จัก ชื่อของเขาคือ พิชญ สุดบรรทัด เจ้าของผลงานหนังสือ Bangkok Wakes to Rain รวมเรื่องสั้นที่มีตัวเอกเป็นกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคต ความพิเศษของงานเขียนเล่มนี้คือการที่เขาสร้างสรรค์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดตั้งแต่ต้น ทั้งยังจัดพิมพ์กับสำนักพิมพ์ทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษ นับว่าเป็นนักเขียนไทยไม่กี่คนที่ทำแบบนี้ได้ แม้ชื่อเสียงเรียงนามและสายเลือดของเขาจะมีความเป็นไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งยังแวะเวียนกลับมาที่ประเทศบ้านเกิดอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยความที่พิชญใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่อเมริกา พูดและใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ทั้งยังเสพสื่อที่หลากหลายทั้งฟากตะวันตกและตะวันออก จึงทำให้เขาอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นคนนอกคนในทั้งสองประเทศ ครั้งนี้เขากลับมาเมืองไทยเพื่อมาเยี่ยมครอบครัว และเป็นหนึ่งในผู้ที่มาร่วมเสวนาในงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันได้พูดคุยกับเขาแบบตัวต่อตัว ไม่เหมือนกับนักเขียนคนอื่นๆ ที่ต้องพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ อยากให้เล่าถึงที่มาที่ไปในการเขียนหนังสือ ปกติเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมากตั้งแต่เด็กแล้ว เริ่มจากการอ่านการ์ตูนก่อน พอย้ายจากเมืองไทย คุณแม่ก็ใช้หนังสือการ์ตูนภาษาไทยอย่างโดราเอมอน โคทาโร่ อาราเล่ เพื่อให้เราเรียนรู้ภาษาไทยตอนไปอยู่ต่างประเทศ ถ้าเราอยากอ่านคุณแม่จะไม่ยอมแปลให้ เลยต้องฝึกอ่านภาษาไทยเอง ทำให้อ่านหนังสือภาษาไทยได้ค่อนข้างคล่องแคล่ว พออ่านหนังสือเยอะก็ทำให้เกิดความอยากเขียนขึ้นมา แต่กว่าจะเป็นนักเขียนได้ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะได้เป็นนักเขียนจริงๆ ไหม ตอนนั้นก็คิดว่าอยากทำงานด้านจิตรกรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pitchaya-sudbanthad/">&#8220;อ่านเยอะๆ นั่งลง แล้วเขียน&#8221; พิชญ สุดบรรทัด นักเขียนชาวไทยผู้อยู่ในภาวะกึ่งกลางบนพื้นที่วรรณกรรมโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา พี่ที่เป็นนักอ่านสายวรรณกรรมแนะนำนักเขียนหน้าใหม่พร้อมกับหนังสือเล่มแรกของเขาให้ฉันได้ทำความรู้จัก</p>
<p>ชื่อของเขาคือ <strong>พิชญ สุดบรรทัด</strong> เจ้าของผลงานหนังสือ<em> Bangkok Wakes to Rain</em> รวมเรื่องสั้นที่มีตัวเอกเป็นกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคต ความพิเศษของงานเขียนเล่มนี้คือการที่เขาสร้างสรรค์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดตั้งแต่ต้น ทั้งยังจัดพิมพ์กับสำนักพิมพ์ทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษ นับว่าเป็นนักเขียนไทยไม่กี่คนที่ทำแบบนี้ได้</p>
<p>แม้ชื่อเสียงเรียงนามและสายเลือดของเขาจะมีความเป็นไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งยังแวะเวียนกลับมาที่ประเทศบ้านเกิดอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยความที่พิชญใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่อเมริกา พูดและใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ทั้งยังเสพสื่อที่หลากหลายทั้งฟากตะวันตกและตะวันออก จึงทำให้เขาอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นคนนอกคนในทั้งสองประเทศ</p>
<p>ครั้งนี้เขากลับมาเมืองไทยเพื่อมาเยี่ยมครอบครัว และเป็นหนึ่งในผู้ที่มาร่วมเสวนาในงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันได้พูดคุยกับเขาแบบตัวต่อตัว ไม่เหมือนกับนักเขียนคนอื่นๆ ที่ต้องพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-78640 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>อยากให้เล่าถึงที่มาที่ไปในการเขียนหนังสือ</strong></h4>
<p>ปกติเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมากตั้งแต่เด็กแล้ว เริ่มจากการอ่านการ์ตูนก่อน พอย้ายจากเมืองไทย คุณแม่ก็ใช้หนังสือการ์ตูนภาษาไทยอย่างโดราเอมอน โคทาโร่ อาราเล่ เพื่อให้เราเรียนรู้ภาษาไทยตอนไปอยู่ต่างประเทศ ถ้าเราอยากอ่านคุณแม่จะไม่ยอมแปลให้ เลยต้องฝึกอ่านภาษาไทยเอง ทำให้อ่านหนังสือภาษาไทยได้ค่อนข้างคล่องแคล่ว พออ่านหนังสือเยอะก็ทำให้เกิดความอยากเขียนขึ้นมา แต่กว่าจะเป็นนักเขียนได้ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะได้เป็นนักเขียนจริงๆ ไหม ตอนนั้นก็คิดว่าอยากทำงานด้านจิตรกรรม หนัง หรืออะไรอย่างอื่น เพราะตัวเองมีความสนใจด้านศิลปะและด้าน storytelling อยู่แล้ว แต่พอไปอยู่นิวยอร์กก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดคือการเขียน เลยโฟกัสด้านนี้ จากเขียนแย่ กว่าจะเขียนได้โอเคและดีขึ้นก็ใช้เวลาเป็นปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ทำไมถึงเลือกเขียนถึงประเทศไทย</strong></h4>
<p>ตอนแรกไม่อยากเขียนถึงเมืองไทยเท่าไหร่ แต่การที่เรามีความสงสัยกับเมืองที่ให้กำเนิดโดยที่เราอยู่ต่างประเทศ รวมถึงได้ยินเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องที่ญาติพี่น้องเล่าถึง ทั้งเรื่องที่อ่านในหนังสือประวัติศาสตร์ ก็ทำให้เกิดการฝังและปลูกไปในตัวจนกระทั่งพยายามเริ่มเขียนก็รู้สึกว่าตัวเองเขียนเรื่องเกี่ยวกับกรุงเทพฯ กับเมืองไทยเสมอ หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่เซตติ้งอยู่ต่างประเทศแต่จะมีจุดเชื่อมถึงเมืองไทยสักอย่างหนึ่ง พอเขียนไปเขียนมาเรื่องก็ดึงเข้าหากัน จนกลายเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-78641 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>ตอนนั้นรู้ได้ยังไงว่าการเขียนหนังสือคือทางของเรา</strong></h4>
<p>ที่จริงก็ไม่รู้ เพราะการเขียนหนังสือมันค่อนข้างโดดเดี่ยว เราเหมือนเขียนในความมืดมาตลอดจนกระทั่งนำสิ่งที่เขียนมาสู่ความสว่างให้คนอื่นได้อ่านนั่นแหละ ซึ่งเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนจะชอบหรือไม่ชอบ แต่เราต้องเขียนเพื่อตัวเองก่อน เขียนด้วยความเอนเตอร์เทนตัวเองเสียเป็นส่วนมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ก่อนหน้านั้นอ่านหนังสืออะไรบ้าง</strong></h4>
<p>ความจริงก็อ่านมาหลายอย่าง ตอนเมืองไทยก็อ่าน <em>ต่วยตูน</em> อ่านวรรณกรรมของไทยบ้าง แต่พออยู่ที่อเมริกาก็อ่านวรรณกรรมทั้งของอเมริกาและยุโรป พอได้ออกไปข้างนอกหน่อยก็อ่านวรรณกรรมของโลก ซึ่งนอกจากพวกวรรณกรรมตะวันตก ก็มีพวกวรรณกรรมจากญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะวรรณกรรมเหล่านี้มี visibility มากกว่าของไทย เราก็สามารถอ่านเพื่อเป็นการเรียนรู้ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ใช้เวลาเขียน </strong><strong><em>Bangkok Wakes to Rain</em> นานแค่ไหน</strong></h4>
<p>เล่มนี้ถ้าลองประมาณการดูก็ประมาณ 5 ปี แต่ก็มีเวลามากกว่านั้นที่ต้องรีเสิร์ชเพิ่ม ทั้งต้องอีดิตอะไรต่อมิอะไร กว่าจะเป็นแค่ดราฟต์แรกก็ใช้เวลานานพอสมควร</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-78647 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>ด้วยความที่เป็นคนไทยที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยแต่เขียนในอีกภาษา คุณมีมุมมองตอนเขียนยังไงบ้าง</strong></h4>
<p>ตั้งแต่เติบโตมาเราใช้เวลาทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ รู้สึกว่าตัวเองก็เหมือนนักเขียนหลายคนที่อยู่ในภาวะ in-between แน่นอนว่าเวลาเขียน เราคิดถึงแต่ตัวเองเสียส่วนมาก แต่หากถามว่าเราเขียนให้ใครอ่านก็ไม่ได้มีการเฉพาะเจาะจง เพราะเวลากลับมาเมืองไทยก็กลับมาในแง่เข้าไปอยู่ในชีวิตของครอบครัวญาติพี่น้อง รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นความคุ้นเคย เราก็จอยกับความเป็นไทย แต่ก็พอจะมองเห็นที่นี่ในมุมมองที่เป็นระยะห่างออกมาด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งพอไปอยู่ต่างประเทศก็จะมองเมืองไทยด้วยความรู้สึกใกล้ชิดและมีระยะห่าง มีความอยู่กึ่งกลางๆ นั่นเป็นมุมมองที่เราใช้เวลาเขียนถึงเมืองไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แล้วการเป็น </strong><strong>in-between </strong><strong>มันมีข้อดีข้อเสียแบบไหนในสายตาคุณ</strong></h4>
<p>มันเป็นมุมมองที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่ต้น เราต้องหา comfort กับมัน แต่หากพูดถึงแง่ที่มันส่งผล เราคิดว่านักเขียนโดยมากก็จะมีความรู้สึกแปลกแยกอยู่แล้วไม่น้อยก็มาก ซึ่งนั่นทำให้เกิดการสงสัย การคิดต่อ เราเองพออยู่ในที่ที่เป็น in-between เราก็ชอบที่มีความรู้สึกใกล้ชิดและความมีระยะห่าง คิดว่ามันค่อนข้างที่จะช่วยทำให้มุมมองเราไม่เหมือนใคร บางทีคนที่อยู่ในสถานการณ์จะไม่รู้มุมมองของคนข้างนอก ส่วนคนอยู่ข้างนอกก็จะมองเข้ามาแบบผิวเผิน เห็นกรุงเทพฯ แบบโบรชัวร์การท่องเที่ยวที่ทำเป็น land of smile หรือ land of street food ฉะนั้นเราที่อยู่ในความกึ่งๆ มันเป็น insightful perspective เหมือนกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-78643 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>ในแง่คนเขียนหนังสือ คุณมองเมืองไทยในแง่วัตถุดิบการเขียนยังไงบ้าง</strong></h4>
<p>เมืองไทยเป็นโลกเล็กๆ โลกหนึ่งที่มีความตรงข้ามกันค่อนข้างสูง ทั้งความมั่งมีและความไม่มี ความสงบและความพลุกพล่าน ทั้งสิ่งที่เก่าและสิ่งที่ใหม่ เมืองไทยกำลังมุ่งไปในอนาคตโดยที่มีสัมภาระของอดีตของความเชื่อหลายอย่าง แทนที่จะกลายเป็นอีกอย่าง ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำจากหลายอย่างขึ้นมาแทน เป็นเมืองที่มีความหลากหลาย ทำให้เซตติ้งนี้น่าสนใจสำหรับการสร้างเรื่องราว และการมีหลายอย่างผสมๆ กันมันทำให้เกิดความตึงเครียด ความขัดแย้ง ซึ่งเรื่องราวส่วนใหญ่ก็ถือกำเนิดจากปมประเด็นเหล่านี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ผลตอบรับจากนักอ่านต่างประเทศดีไหม</strong></h4>
<p>ตอนแรกไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่พอมีรีวิวออกมาก็เห็นว่ามีความชอบและสนับสนุน รู้สึกว่าโอเค กับนักอ่านต่างประเทศเราไม่ค่อยห่วง ที่ห่วงที่สุดคือคนไทยจะคิดยังไง ซึ่งพอมีคนไทยอ่านก็บอกว่านี่คือเมืองไทยที่เขา recognize เพราะปกติเมืองไทยที่เขียนหรืออยู่ในวรรณกรรมของต่างชาติจะไม่เป็นที่ recognize บางทีก็เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโสเภณีหรือเรื่องอื่นๆ ที่พอเราไปอ่านแล้วมันไม่ทำให้เกิดความรู้สึกระลึกจดจำเมืองไทยได้ เลยดีใจที่เวลาเห็นคนไทยอ่านงานเราแล้วบอกว่านี่คือเมืองไทยที่เขา recognize แม้คนต่างชาติอ่านจะไม่เข้าใจก็ตาม แต่คนไทยจริงๆ จะรู้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-78645 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>กระบวนการทำงานกับสำนักพิมพ์ต่างประเทศเป็นยังไง พอจะเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม</strong></h4>
<p>publishing ของทุกประเทศแตกต่างกัน วัฒนธรรมที่อเมริกาจะมีคนเขียน มีเอเจนซีที่คอยส่งต้นฉบับไปที่สำนักพิมพ์ แล้วแต่ว่าจะมีใครซื้อหรือไม่ซื้อ ถ้ามีคนซื้อก็จะมีการอีดิตอีกหลายกระบวนการกว่าจะออกมาเป็นหนังสือ ซึ่งค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร เวลาไปงานหนังสือที่เมืองไทยจะเห็นทั้งหนังสือแปลต่างประเทศและหนังสือในประเทศในสัดส่วนที่เยอะทั้งคู่ มีสำนักพิมพ์อิสระมากพอสมควร นับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะทั้งที่อเมริกาและที่นี่ก็มีทั้งเจ้าใหญ่และเจ้าเล็กเหมือนกัน หวังว่าจะมีความแตกต่างในวัฒนธรรม การคิด และเรื่องราว เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญที่เสียงทุกเสียงน่าจะมีโอกาสได้แสดงออกมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>คิดว่าพื้นที่วรรณกรรมไทยในพื้นที่วรรณกรรมโลกจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นไหม</strong></h4>
<p>ถ้ามีการส่งเสริมก็เป็นไปได้ เราอยู่ที่อเมริกาจะเห็นว่ามีการแปลงานญี่ปุ่น เกาหลี จีน ค่อนข้างเยอะ เพราะเขามีการส่งเสริม มีทุนพิเศษ เพื่อให้มีการแปลเกิดขึ้น มีการสร้างโอกาสให้วรรณกรรมได้แบ่งปันพื้นที่กัน และหวังว่าสิ่งแบบนั้นจะเกิดขึ้นในไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คำแนะนำสำหรับนักอยากเขียน</strong></p>
<p>อยากให้อ่านเยอะๆ อ่านทุกอย่าง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนั่งลงแล้วเขียน เขียนเพื่อตัวเอง ไม่ต้องไปเทียบกับคนอื่น ไม่ต้องไปห่วงอะไร เขียนให้ตัวเองแล้วงานจะไปของมันเอง ไม่ว่าจะไปไหนก็ไม่รู้ แต่แค่ขอให้มีความพึงพอใจในการเขียนเพื่อตัวเองก็พอ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-78644 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/พิชญา-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p>ดูรายละเอียดงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ เพิ่มเติมได้ที่ <a href="http://web.neilsonhayslibrary.com" target="_blank" rel="noopener">web.neilsonhayslibrary.com</a><br />
และเฟซบุ๊กเพจ <a href="https://www.facebook.com/NeilsonHaysLibrary" target="_blank" rel="noopener">Neilson Hays Library</a></p>
<div style="overflow: hidden; height: 1px;">
<p>Novell is a pioneer in information technology (IT) and information systems (IS) training and education certification, and has been training IT/IS professionals for 10 years. Formal courses licensed and designed by Novell directly help design courses. Novell certifications help you demonstrate your capabilities to your supervisor, including solutions for complex network environments and multi-vendor platforms, installation and provision of technical support for Novell products, and maintenance. Network, manage and maintain effective Web sites, etc. Obtaining a Novell license will give you a better career opportunity. As the firewall leader of the year, CheckPoint certification can not be ignored in the security industry. but. OCP (OracleCertiliedProfessional) is an authoritative professional technical standard promulgated and implemented by Oracle Corporation. It is designed for professionals who are able to meet the services and support of Oracle&#8217;s core products, and have the skills and extensive theoretical knowledge. Once certified, On Sale professional qualifications in the industry will be confirmed, making individuals or companies more competitive. Exam: The difficulty of CCSP Online Training exam is still relatively large. I participated in the 3.0 version of the exam, and I have already added Flash-based hands-on questions Answers to each exam. The theoretical content is also very detailed, and the scope of the exam is wide. It took me 3 months. Time, because there is no textbook, read the Document on Free Braindumps the Cisco website. Of course, there are more reference books now, and it won&#8217;t be so hard, but the difficulty of the exam is not low. Passing the exam and truly having practical experience is very valuable to the individual. Take myself as an example. I am currently working at Cisco Gold. I am mainly responsible for technical support in network security. The company has N CCIEs (I am not), but this part of security can only be taken care of. Since the year was Document, the energy spent gave me a big reward. H3C certification is similar to Cisco certification. It belongs to network hardware certification training, including H3CNE, H3CSE, H3CTE, H3CIE, etc. In fact, his predecessor was Huawei&#8217;s HCNE and HCSE (the reason for <a href="http://www.itcertlearn.com/IIA-CIA-PART3.html">IIA-CIA-PART3 Braindumps Pdf</a> <a href="http://www.itcertlearn.com/">Practice Test</a> the change involves the merger of Exam Guide Huawei and 3COM). H3C certification belongs to HP. Exam: There is nothing too much to gain, a certificate with a low gold content, but it is a good start. CISA is another IASCA certification, and CISA requires information systems auditors to have the necessary skills to evaluate systems and follow Certification Exam best practices to &#8220;support the trust and value of information systems.&#8221; The average salary of CISA holders is $106,181. CCSA/CCSE. CheckPoint Certified Security Admin/Engineer (also known as Expert), is the CheckPoint certification, the main content is two courses, that is, two books, the first, CCSA textbooks, mainly for Certificate the firewall, PDF tells the work of CheckPoint single firewall , installation, maintenance, configuration and fault analysis, etc., called Admin, is also a simple management of software. After reading this book, take a test and pass it is CCSA. The second, CCSE textbook, is mainly set up for multiple firewalls (enterprise-level deployment) for high-level applications and maintenance such as comprehensive centralized management, VPN configuration and maintenance, and load balancing. (Sorry, I took the test earlier, and now CheckPoint&#8217;s features and exam content have been greatly enriched, please refer to its official website). After taking the CCSA, I will take another test. The pass is CCSE. Pass Rate This series of exams is mainly provided by the manufacturer because it is provided by the manufacturer. If you work in a CP integrator or a large customer, the exam is valuable. The PMP annual salary averages $109,405, and the Project Management Institute (PMI) ranks fourth in PMP certification. PMP certification requires holders to understand the various programming languages ​​of project management. In terms of difficulty, I talk about my <a href="http://www.itcertlearn.com/300-320.html">300-320 Professional certification exam</a> feelings. The downside of vendor certification is that it only works when it is used. If you work. SCJP can be Exam Dumps said to be the basis of various Java certifications. Compared to SCJD, SCJP is more focused on testing your Java programming concepts and capabilities. The Exam Guide content is biased towards Java syntax and JDK content. The corresponding major course of study is the SL-275. The SCJP study/exam dumps free process is relatively relatively clear. First, the participants participate in the SL-275 training course (standard cost <a href="http://www.itcertlearn.com/810-403.html">810-403 It certification</a> is roughly RMB 2,600, including exam vouchers, teaching materials), and can also be purchased separately. How to slap Cisco, compared to its exam is still <a href="http://www.itcertlearn.com/700-260.html">700-260 High Exam Pass Rate</a> very reasonable, want to Cisco friends, you can. Exam: There is nothing too much to gain, a certificate with a low gold content, but it is a lab practice good start. In my personal experience, comment on the value of several exams, for reference only. CISM certification requires that holders are very skilled in information security management, which manages, designs, and evaluates information about specific organizations. There are some prerequisites for this type of certification, such as holding another certificate (for example, GIAC). The report shows that holders of the certificate have an average annual salary of $118,348.</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pitchaya-sudbanthad/">&#8220;อ่านเยอะๆ นั่งลง แล้วเขียน&#8221; พิชญ สุดบรรทัด นักเขียนชาวไทยผู้อยู่ในภาวะกึ่งกลางบนพื้นที่วรรณกรรมโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;แด่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็น&#8217; คุยเรื่องหัวใจของนักเล่านิทานกับ Mike Curato</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mike-curato/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฟาน.ปีติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Oct 2019 10:52:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Human Writes]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Library]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์]]></category>
		<category><![CDATA[Mike Curato]]></category>
		<category><![CDATA[นิทาน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือนิทาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Little Elliot BIG CITY]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=77628</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่วัยเกือบ 30 ปีอย่างฉันรู้สึกสั่นสะเทือนในใจ น่าแปลกที่มันไม่ใช่วรรณกรรมเล่มหนาหรือนวนิยายที่ซับซ้อนอะไร แต่เป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็กเล็กที่มีเนื้อเรื่องเรียบง่าย บทบรรยายแสนสั้น พร้อมภาพประกอบอุ่นละมุน&#160; หน้าแรกของหนังสือเขียนไว้ว่า &#8216;แด่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็น&#8217; &#160; มันคือเรื่องราวของลูกช้างลายจุดที่มีชื่อว่า Elliot ผู้อาศัยอยู่ในเมืองนิวยอร์ก สำหรับลูกช้างตัวจิ๋วการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ช่างยากเย็น เมื่อเอลเลียตอยากซื้อคัพเค้ก ของหวานที่ชอบที่สุด เขาก็ทำไม่ได้เพราะตัวที่เล็กจนคนขายมองไม่เห็น&#160; แล้ววันหนึ่งเอลเลียตได้พบหนูขาวตัวจิ๋วยิ่งกว่าเขาซึ่งกำลังเจอปัญหาที่ใหญ่กว่า เจ้าหนูขาวหยิบอาหารไม่ถึงเพราะตัวเล็กเกินไป&#160; “ฉันช่วยได้นะ” เอลเลียตตอบ&#160; ทันทีที่ได้หยิบพิซซ่าให้หนูขาว เอลเลียตก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นช้างที่สูงที่สุดในโลก&#160; วันต่อมา เอลเลียตกับเจ้าหนูก็ไปซื้อคัพเค้กด้วยกัน และในที่สุดเอลเลียตก็ได้คัพเค้ก&#160; และบางอย่างที่ดีกว่านั้นอีก ที่หน้าปกหนังสือมีตัวอักษรตัวใหญ่เขียนว่า &#8216;Little Elliot, BIG CITY by Mike Curato&#8217; เมื่อลองค้นหาเพิ่มเติมจึงพบว่าคูราโต้คือนักเขียนและนักวาดหนังสือเด็กชื่อดัง หนังสือเล่มแรกในชีวิตเขาคือเล่มที่ฉันเพิ่งอ่านจบไปเล่มนี้ที่ได้ทั้งรางวัลและคำชื่นชมมากมาย ได้รับการแปลไปแล้ว 12 ภาษาทั่วโลก และเรื่องราวของช้างลายจุดยังมีหนังสือเป็นซีรีส์ต่อยอดออกมาอีก 4 เล่ม &#160; แม้จะเป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็ก แต่ทุกเล่มล้วนบอกเล่าความรู้สึกที่ซับซ้อน อย่างความต้องการได้รับการยอมรับ ความหมายของครอบครัว ไปจนถึงความหมายของชีวิต นอกจากนั้นคูราโต้ยังได้วาดภาพประกอบให้หนังสือสำหรับเด็กอีกหลายเล่ม อย่างเช่น Worm Loves Worm [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mike-curato/">&#8216;แด่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็น&#8217; คุยเรื่องหัวใจของนักเล่านิทานกับ Mike Curato</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่วัยเกือบ 30 ปีอย่างฉันรู้สึกสั่นสะเทือนในใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าแปลกที่มันไม่ใช่วรรณกรรมเล่มหนาหรือนวนิยายที่ซับซ้อนอะไร แต่เป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็กเล็กที่มีเนื้อเรื่องเรียบง่าย บทบรรยายแสนสั้น พร้อมภาพประกอบอุ่นละมุน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าแรกของหนังสือเขียนไว้ว่า <em>&#8216;แด่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็น&#8217;</em></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-78325" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-11-1.jpg" alt="" width="675" height="437" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-11-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-11-1-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-11-1-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-78327" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/20-21.jpg" alt="" width="675" height="437" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/20-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/20-21-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/20-21-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันคือเรื่องราวของลูกช้างลายจุดที่มีชื่อว่า Elliot ผู้อาศัยอยู่ในเมืองนิวยอร์ก สำหรับลูกช้างตัวจิ๋วการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ช่างยากเย็น เมื่อเอลเลียตอยากซื้อคัพเค้ก ของหวานที่ชอบที่สุด เขาก็ทำไม่ได้เพราะตัวที่เล็กจนคนขายมองไม่เห็น&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้ววันหนึ่งเอลเลียตได้พบหนูขาวตัวจิ๋วยิ่งกว่าเขาซึ่งกำลังเจอปัญหาที่ใหญ่กว่า เจ้าหนูขาวหยิบอาหารไม่ถึงเพราะตัวเล็กเกินไป&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฉันช่วยได้นะ” เอลเลียตตอบ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทันทีที่ได้หยิบพิซซ่าให้หนูขาว เอลเลียตก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นช้างที่สูงที่สุดในโลก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันต่อมา เอลเลียตกับเจ้าหนูก็ไปซื้อคัพเค้กด้วยกัน และในที่สุดเอลเลียตก็ได้คัพเค้ก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบางอย่างที่ดีกว่านั้นอีก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-78329" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/30-31.jpg" alt="" width="675" height="437" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/30-31.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/30-31-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/30-31-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่หน้าปกหนังสือมีตัวอักษรตัวใหญ่เขียนว่า <em>&#8216;Little Elliot, BIG CITY by Mike Curato&#8217;</em></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อลองค้นหาเพิ่มเติมจึงพบว่าคูราโต้คือนักเขียนและนักวาดหนังสือเด็กชื่อดัง หนังสือเล่มแรกในชีวิตเขาคือเล่มที่ฉันเพิ่งอ่านจบไปเล่มนี้ที่ได้ทั้งรางวัลและคำชื่นชมมากมาย ได้รับการแปลไปแล้ว 12 ภาษาทั่วโลก และเรื่องราวของช้างลายจุดยังมีหนังสือเป็นซีรีส์ต่อยอดออกมาอีก 4 เล่ม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-78330" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-13.jpg" alt="" width="450" height="582" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-13.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-13-232x300.jpg 232w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77722" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/11-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/11-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/11-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/11-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77721" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/10-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็ก แต่ทุกเล่มล้วนบอกเล่าความรู้สึกที่ซับซ้อน อย่างความต้องการได้รับการยอมรับ ความหมายของครอบครัว ไปจนถึงความหมายของชีวิต นอกจากนั้นคูราโต้ยังได้วาดภาพประกอบให้หนังสือสำหรับเด็กอีกหลายเล่ม อย่างเช่น <em>Worm Loves Worm</em> ที่พูดถึงความรักของเพศเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาฉันได้สัมภาษณ์นักเล่าเรื่องจากนิวยอร์กคนนี้ผ่านทางวิดีโอคอล&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">เนื่องในวาระที่เขากำลังจะมาร่วมเสวนาในเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘</span><a href="https://www.facebook.com/NeilsonHaysLibrary"><span style="font-weight: 400;">Neilson Hays Bangkok Literature Festival</span></a><span style="font-weight: 400;">’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2562 ที่</span><span style="font-weight: 400;">ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทสนทนาที่เราคุยกันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้อ่านนิทานว่าด้วยชีวิตและความคิดของคูราโต้ แม้นี่จะเป็นคำพูดของคนแปลกหน้าจากอีกซีกโลก แต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและมีพลังอย่างประหลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และต่อจากนี้คือหัวใจของนักเล่านิทานที่ซ่อนอยู่ในบทสนทนาของเรา</span></p>
<div id="attachment_77854" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-77854" class="wp-image-77854 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/elliot2.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/elliot2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/elliot2-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/elliot2-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-77854" class="wp-caption-text">photo credit: Dylan Osborne</p></div>
<p><b>คุณเคยบอกว่าการทำหนังสือเด็กเป็นความฝันของคุณเสมอ ช่วยเล่าความพิเศษของหนังสือเด็กให้ฟังหน่อยได้ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่ผมอยู่มหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่นักศึกษาทุกคนกำลังค้นหาว่าจะโฟกัสการทำงานศิลปะไปในทิศทางไหน ช่วงนั้นผมดูงานภาพประกอบหลากหลายมาก แล้วผมก็พบว่างานส่วนใหญ่ที่ชอบมักเป็นภาพประกอบหนังสือเด็ก ในหนังสือเหล่านั้นผมพบเศษเสี้ยวของวัยเด็กหลบซ่อนอยู่ การอ่านเลยเป็นเหมือนการได้รื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นกลับขึ้นมา ผมรู้สึกสั่นสะเทือนและบางครั้งถึงกับร้องไห้ให้กับเรื่องราวเหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่าหนังสือที่ดีจะบอกเล่าความจริงบางอย่างที่เป็นเรื่องสากลในจักรวาล ซึ่งหนังสือภาพสำหรับเด็กพิเศษมากเพราะเป็นสิ่งที่ทุกช่วงวัยเข้าถึงได้และรับรู้ประสบการณ์นั้นได้เหมือนกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77716" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-12.jpg" alt="" width="675" height="521" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-12-300x232.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-12-600x463.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คุณเคยพูดว่าศิลปะคือสิ่งที่ช่วยให้เด็กๆ แสดงความรู้สึกออกมา แล้วตัวคุณในตอนเด็กแสดงความรู้สึกอะไรออกมาบ้างผ่านงานศิลปะ&nbsp;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวาดรูปเป็นความสนใจโดยธรรมชาติของผมมาตั้งแต่เด็กๆ มันคือความนึกคิดของผมตั้งแต่จำความได้ ผมวาดรูปบนกระดาษปูโต๊ะในร้านอาหาร และมักมีสีเทียนหรือปากกามาร์กเกอร์ติดตัวเสมอ สำหรับผมมันคือวิธีที่ใช้แสดงออกความเป็นตัวเอง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีครั้งหนึ่งตอนอายุ 4 ขวบ พ่อแม่ส่งผมไปเข้าทีมบาสเกตบอล ตอนนั้นผมไม่อยากเล่นเลย ผมอารมณ์เสียมากและร้องไห้ พ่อแม่เลยถามว่า “งั้นลูกอยากทำอะไรล่ะ” ผมตอบว่า “ผมอยากทำงานศิลปะ”&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่ากำลังสื่อสารอารมณ์อะไรออกไปเหมือนกัน รู้แค่ว่ามันเป็นสิ่งที่ผมชอบทำเท่านั้น แต่ตอนนี้ผมคิดว่าหนังสือของผมสะท้อนความรู้สึกในวัยเด็กออกมา อย่างเรื่องราวของความเหงา ความกลัว หรือความรู้สึกที่ว่าเราตัวเล็กมากๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ความรู้สึกในอดีตเหล่านี้เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนังสือเล่มแรกของคุณ </b><strong><em>Little Elliot, BIG CITY</em></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่แล้ว จำได้เลยว่าตอนเป็นเด็ก วันหนึ่งแม่ให้ผมรีบไปซื้ออาหารมาให้ที่บ้าน ผมต่อคิวเพื่อจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ซึ่งเคาน์เตอร์ในร้านนั้นสูงมาก ส่วนผมก็ตัวเล็กมาก คนขายจึงมองไม่เห็น ลูกค้าหลายคนแซงคิวผมไป พวกเขาคงไม่คิดว่าผมสำคัญพอหรือไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ ในตอนนั้นผมพยายามมากเพื่อซื้ออาหารให้ครอบครัว แล้วในที่สุดก็มีลูกค้าในแถวคนหนึ่งมองเห็นและช่วยผมไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณจำได้ในหนังสือก็มีฉากที่เอลเลียตซื้อคัพเค้กจากร้านไม่ได้เพราะเขาตัวเล็กเกินไป ใช่ นั่นคือตัวผมเองตอนเด็ก (หัวเราะ) มันคือความทรงจำที่ยังติดอยู่กับผมมาจนถึงตอนนี้ และนี่คือตัวอย่างของเรื่องที่ผู้ใหญ่อาจมองว่าไม่ได้สำคัญอะไร เพราะสุดท้ายก็มีคนมาช่วยไม่ใช่เหรอ แต่สำหรับผมในเวลานั้นมันเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากๆ ผมคิดว่าผมคงไม่มีทางตัวโตกว่านี้ แล้วอย่างนี้จะมีใครมองเห็นผมไหม&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเชื่อว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเราในวัยเด็ก ไม่ว่าเราจะเติบโตจากที่ไหน มีพื้นฐานยังไง เราต่างเคยเจอประสบการณ์ที่รู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็น ไม่มีพลัง และไม่สลักสำคัญ แม้ว่าทุกวันนี้คุณกับผม เราต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เราก็ยังต้องพบเจอความรู้สึกแบบนี้อยู่ โดยเฉพาะโลกที่เราอยู่กันทุกวันนี้ที่บางครั้งก็เกินการควบคุมของเรา และบางครั้งมันก็ทำให้เรารู้สึกหลงทางและตัวเล็กเหลือเกิน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-78326" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/12-13.jpg" alt="" width="675" height="437" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/12-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/12-13-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/12-13-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วคาแร็กเตอร์เอลเลียตล่ะ คุณได้แรงบันดาลใจเรื่องเจ้าช้างลายจุดมาจากไหน&nbsp;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณรอผมแป๊บหนึ่งได้ไหม (เดินไปหยิบของจากชั้นวางของในห้อง) นี่คือตุ๊กตาช้างที่คุณยายให้ผมตอนยังเป็นทารก และพอผมโตขึ้นมานิดหน่อยก็มีแอนิเมชั่นเรื่อง <em>Rudolph the Red-Nosed Reindeer</em> ที่มีตัวละครที่เป็นช้างสีขาวลายจุดสีแดง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอลเลียตเป็นเหมือนส่วนผสมของช้างสองตัวนี้ พวกเขาทำให้ผมย้อนนึกถึงวัยเด็กของตัวเองได้เสมอ เอลเลียตเกิดมาจากตอนที่ผมคิดว่าตัวละครสำหรับหนังสือเด็กที่ดีจะเป็นยังไงนะ แล้วผมก็เริ่มต้นวาดช้างลายจุดเล่นๆ ในสมุดสเกตช์ ผมวาดเล่นแบบนี้มาหลายปีเพื่อเก็บไว้ดูเองเท่านั้นแหละ&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77724" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Elephant_stuffedanimal.jpg" alt="" width="675" height="479" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Elephant_stuffedanimal.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Elephant_stuffedanimal-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Elephant_stuffedanimal-600x426.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77719" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-9.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-9-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-9-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แปลว่าเอลเลียตเกิดขึ้นมานานก่อนที่คุณจะเริ่มต้นเขียนหนังสือเหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่แล้ว ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นหนังสือขึ้นมาจริงๆ ตอนเรียนจบปริญญาผมอยากเป็นคนทำหนังสือเด็ก ผมลองเสนองานไปหลายสำนักพิมพ์ แต่ก็หางานด้านนี้ไม่ได้ ผมเลยต้องทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์เพื่อหาเลี้ยงชีพ และตั้งใจทำงานกราฟิกอยู่หลายปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการออกแบบกราฟิก เราทำงานเพื่อเล่าเรื่องของลูกค้า ทุกอย่างที่เราทำจะเป็นงานเพื่อลูกค้า แล้ววันหนึ่งผมก็นึกขึ้นได้ว่าผมทำงานจนลืมสร้างงานศิลปะเพื่อตัวเอง ผมอยากบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองบ้าง (หัวเราะเขินๆ) </span><span style="font-weight: 400;">ผมเลยเริ่มต้นจากการกลับมาดูสเกตช์เก่าๆ แล้วก็ได้พบกับเอลเลียตอีกครั้ง ผมอยากสร้างเรื่องราวและตอนจบให้กับเขา การทำงานนี้เหมือนได้พาผมย้อนกลับไปมีความสุขเหมือนวัยเด็ก ช่วงเวลาที่รู้สึกตื่นเต้นเพราะจะได้สร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นผมไปติดต่อร้านคัพเค้กร้านโปรดเพื่อจัดแสดงภาพวาดชุดนี้ แล้วผลตอบรับจากโชว์ก็ดีพอสมควรเลย ในช่วงนั้นผมไปเข้าร่วมกิจกรรมอ่านหนังสือโดยเอา <em>Little Elliot, BIG CITY</em>&nbsp;ของผมไปอ่านให้เด็กๆ ฟัง แล้วหนึ่งในผู้เข้าร่วมงานวันนั้นที่ทำงานในธุรกิจหนังสือก็แนะนำให้ผมเอาหนังสือเล่มนี้ไปโชว์ที่งาน SCBWI (</span><span style="font-weight: 400;">The Society of Children’s Book Writers and Illustrators)</span><span style="font-weight: 400;"> ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นงานประชุมเกี่ยวกับหนังสือเด็กที่ใหญ่มากและมีกิจกรรมประกวดพอร์ตโฟลิโอสำหรับนักวาดหน้าใหม่ ซึ่งแน่นอนว่ามีอาร์ตไดเรกเตอร์และบรรณาธิการสำนักพิมพ์มากมายมาร่วมงานนี้ ผมเลยไปแม้การเข้าร่วมจะราคาแพงไม่น้อยเลย แต่ก็คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้รู้จักผู้คนในวงการและทำความฝันนี้ให้เกิดขึ้นจริงสักที&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพทั้งหมดที่ผมเพิ่งวาดเพื่อแสดงในร้านคัพเค้กกลายเป็นพอร์ตของผม และสุดท้ายผลงานชิ้นนี้ก็ได้รับรางวัลที่ 1 หลังประกาศผลผมกลายเป็นจุดสนใจทันที ทุกคนเอาแต่ถามถึงเอลเลียต และนั่นทำให้ผมได้เซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์และมีหนังสือเด็กเป็นของตัวเองจริงๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77717" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-11.jpg" alt="" width="675" height="549" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-11-300x244.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-11-600x488.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>หนังสือที่คุณทำมักบอกเล่าความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความเหงา การโหยหาการยอมรับ หรือแม้กระทั่งความหมายของชีวิต คุณคิดว่าทำไมเด็กเล็กๆ ถึงควรเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ในวัยเพียงแค่นี้ล่ะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่ามีเหตุผลอยู่ 2 ข้อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลแรกคือ ตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ สมองของเราจะเหมือนฟองน้ำที่เรียนรู้อะไรง่ายและเร็วกว่าตอนเป็นผู้ใหญ่มาก และข้อสอง เพราะทุกประสบการณ์ที่เด็กๆ ได้พบล้วนเป็นครั้งแรก และบางครั้งประสบการณ์เหล่านั้นก็น่ากลัวและท่วมท้นจนทำให้เขาสับสน บางสิ่งที่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ใหญ่อย่างเราอาจเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาก็ได้&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างเวลาเด็กน้อยคนหนึ่งสะดุดล้ม เขาที่ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดมาก่อนก็จะตกใจและกรีดร้อง เพราะเขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร ซึ่งนี่เป็นช่วงเวลาที่จิตใจบอบช้ำมาก ถ้าเป็นผู้ใหญ่แบบคุณกับผม เราจะบอกเด็กว่า “โอ๋ ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวอีกไม่กี่นาทีเธอจะดีขึ้น แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย” แม้เราจะรู้กันเองในใจว่าชีวิตยังมีเรื่องเลวร้ายให้พบเจออีกมาก หนูน้อย (หัวเราะ)&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลานั้นเรากำลังพยายามทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัว มันเลยสำคัญมากที่เด็กๆ จะรู้สึกว่าพวกเขาถูกมองเห็น รู้สึกว่ามีใครสักคนเข้าใจ เพื่อให้พวกเขามีพลังพอที่จะก้าวผ่านเรื่องเหล่านี้ไปได้ด้วยตัวเอง ผมเลยคิดว่ามันช่วยได้มากเลยเวลาใครสักคนมาบอกเราว่า “ไม่เป็นไรนะ มันโอเค คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้” ซึ่งหนังสือนิทานทำหน้าที่นี้ได้ เรื่องราวในหนังสือไม่ใช่แค่สอนพวกเขา แต่ยังช่วยปลอบประโลมจิตใจด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77723" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9780805098266.IN07.jpg" alt="" width="450" height="583" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9780805098266.IN07.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9780805098266.IN07-232x300.jpg 232w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>แต่การให้กำลังใจและปลอบประโลมแบบนี้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ก็บอกเด็กๆ ได้เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้หนังสือภาพสำหรับเด็กแตกต่างออกไปคืออะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่านั่นคือความสวยงามของหนังสือที่ทำให้ผู้อ่านรับรู้ประสบการณ์ได้จากภายใน เมื่อเด็กๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวและภาพเข้าด้วยกันมันจะกลายเป็นความรู้สึกที่ทรงพลังมาก เทียบกับเมื่อมีใครสักคนบอกสิ่งเดียวกันมันก็อาจจะมีพลัง แต่ผมคิดว่าคงไม่เท่ากัน เหมือนกับว่าภาพและเรื่องราวเหล่านั้นได้กลายเป็นประสบการณ์ของพวกเขาขึ้นมาจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผมเองก็มีนิทานหลายเรื่องที่ยังอยู่ในใจมาจนถึงตอนนี้ บางครั้งตอนเป็นเด็กเราอาจยังไม่เข้าใจมันทั้งหมด แต่พอเป็นผู้ใหญ่เราจะค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นว่าแม้เรื่องราวเหล่านั้นจะเรียบง่ายแต่ก็มีความหมายที่ยิ่งใหญ่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณฟังดูเป็นคนที่รักเด็กๆ และห่วงใยความรู้สึกของพวกเขามากๆ มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า&nbsp;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่าในตัวผู้ใหญ่ทุกคนต่างมีตัวตนวัยเด็กซ่อนอยู่ และในตัวผมเองก็เหมือนกัน เวลาที่เราย้อนกลับไปคิดถึงตัวเองวัยเด็กมันจะมีความรู้สึกไม่มั่นคงบางอย่าง มีบาดแผลหรือความเจ็บปวดที่ยังเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งผู้ใหญ่ควรจะจำความรู้สึกเหล่านั้นได้ว่าเป็นยังไง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อมีคำถามว่าถ้ากลับไปพูดกับตัวเองในวัยเด็กได้เราจะบอกอะไร การพยายามตอบคำถามนี้จึงเป็นเหมือนการได้ดูแลใจตัวเอง ณ ปัจจุบันด้วย เหมือนเรากำลังรักษาบาดแผลเหล่านั้น ทำให้เด็กคนนั้นรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยหรือมีคุณค่า&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันไม่ใช่ว่าตอนเด็กผมมีช่วงเวลาที่เลวร้ายหรือไม่มีใครรักหรอกนะ แต่ผมคิดว่าเราต่างเคยมีประสบการณ์ระหว่างการเติบโตที่สร้างบาดแผลให้ทั้งนั้น การเขียนหนังสือสำหรับเด็กของผมเลยไม่ใช่แค่การทำเพื่อเด็กๆ อย่างเดียว แต่ยังเป็นการกลับไปดูแลเด็กน้อยของผมในเวลาเดียวกันด้วย&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77713" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-11.jpg" alt="" width="450" height="594" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-11.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-11-227x300.jpg 227w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>หนังสือของคุณบอกเล่าความรู้สึกเจ็บปวดที่ซ้บซ้อนของเด็กๆ ออกมาได้อย่างเรียบง่ายและอบอุ่นมาก คุณมีวิธีการทำงานยังไง มีเทคนิคอะไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ผมได้บอกไปเลย ข้อแรกคือการลองคิดว่าถ้ากลับไปบอกตัวเองในวัยเด็กได้เราจะบอกอะไร แต่เหนือไปกว่านั้นสิ่งที่ผมจะแนะนำได้คือการดึงความรู้สึกไม่มั่นคง อ่อนแอ ในเวลานั้นออกมา ซึ่งมันเป็นขั้นตอนที่ emotional มาก ให้เราลองย้อนกลับไปในสถานที่หรือช่วงเวลาที่เจ็บปวด หวาดกลัว หรือความรู้สึกอะไรก็ตามที่เราอยากบอกเล่า ความรู้สึกซึ่งแม้ตัวเราในปัจจุบันก็ยังกลัวที่จะกลับไปอีกครั้ง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเคยสอนในเวิร์กช็อปและพูดให้นักเขียนหนังสือเด็กฟังว่า &#8220;ถ้าเราเองยังไม่รู้สึกกับเรื่องของตัวเอง ก็จะไม่มีใครรู้สึกกับมันเช่นกัน&#8221; ถ้าเราอยากจะเชื่อมต่ออารมณ์ความรู้สึกกับผู้อ่าน สิ่งที่เราจะเล่าเลยต้องมาจากด้านที่อ่อนโยนเปราะบางในใจ&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณคิดและตั้งใจทำหนังสือขนาดนี้ เป้าหมายสูงสุดที่คุณอยากไปถึงคืออะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมอยากจะถ่ายทอดเรื่องสำคัญออกมา ในโลกทุนนิยมใบนี้เราผลิตสินค้าผิวเผินออกมามากมาย การทำหนังสือสักเล่มเราต้องตัดต้นไม้ ใช้พลังงานในการพิมพ์และการขนส่งมันไปทั่วโลก ผมคิดว่าอย่างน้อยมันต้องมีความหมายบางอย่างใช่ไหม ผมอยากทำงานที่สร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลก ไม่ได้อยากสร้างสิ่งที่สุดท้ายแล้วจะถูกฝังกลบในบ่อขยะ เพียงเพื่อให้ได้เงินทำสิ่งเดิมต่อไปเรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ ผมคิดว่าเป้าหมายของผมทุกวันนี้คือการถ่ายทอดเรื่องสำคัญออกไปนี่แหละ&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คำว่า ‘เรื่องสำคัญ’ ของคุณหมายถึงอะไร ช่วยอธิบายเพิ่มได้ไหม&nbsp;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมอยากจะทำหนังสือที่ผู้อ่านรู้สึกว่ามีใครบางคนเข้าใจพวกเขาอยู่ แม้ผมจะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม ผมคิดว่ามีผู้คนมากมายในโลกที่รู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็น พวกเขาเลยคิดว่าตัวเองไม่สำคัญ และถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ เราจะไม่ให้อะไรคืนกับโลก เราจะไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรอีกแล้ว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อเราเจอใครบางคนที่มีประสบการณ์คล้ายกัน มันจะทรงพลังมากเพราะทำให้เรามีความหวัง ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนที่ผ่านมันไปได้และฉันก็จะผ่านมันไปได้เช่นกัน และนี่คือความหมายของหนังสือที่บอกเล่าสิ่งสำคัญ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมอยากให้คนอ่านรู้ว่าพวกเขาทุกคนเป็นคนสำคัญ&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77712" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-11.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-11-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-11-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-11-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-11-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-11-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-11-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ถ้าวันหนึ่งเด็กๆ ที่อ่านหนังสือของคุณโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ คุณคาดหวังให้พวกเขาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องอันตรายนะที่จะคาดหวังจากเด็กๆ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเขาอยากเป็นอะไรและเราควรให้อิสระแก่เขา ผมแค่หวังว่านักอ่านตัวน้อยๆ ของผมจะเติบโตขึ้นพร้อมมอบความรักมาสู่โลกใบนี้ล่ะมั้ง ไม่ว่าพวกเขาจะทำอาชีพอะไร อยู่ที่ไหน แต่งงานกับใคร ผมหวังว่าพวกเขาจะเป็นคนที่รักและเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ก็พอแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-78328" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/26-27.jpg" alt="" width="675" height="437" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/26-27.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/26-27-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/26-27-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mike-curato/">&#8216;แด่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็น&#8217; คุยเรื่องหัวใจของนักเล่านิทานกับ Mike Curato</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Adam Johnson นักเขียนชาวอเมริกันผู้คว้ารางวัลพูลิตเซอร์จากนวนิยายว่าด้วยประเทศเกาหลีเหนือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/adam-johnson/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Oct 2019 16:54:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Human Writes]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์]]></category>
		<category><![CDATA[Adam Johnson]]></category>
		<category><![CDATA[Pulitzer]]></category>
		<category><![CDATA[The Orphan Master’s Son]]></category>
		<category><![CDATA[The Aquarium of Pyongyan]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Library]]></category>
		<category><![CDATA[American Literature]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรมอเมริกัน]]></category>
		<category><![CDATA[เกาหลีเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[พูลิตเซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Bangkok Literature Festival]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=76999</guid>

					<description><![CDATA[<p>Adam Johnson เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน แต่ The Orphan Master’s Son นวนิยายที่ส่งให้เขาคว้ารางวัลพูลิตเซอร์&#160;ประจำปี 2013 มาได้นั้นเป็นเรื่องราวของเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือ ก่อนที่เราจะได้สนทนากับเขา คำถามที่ผมตั้งมั่นว่าจะถามจอห์นสันคือ เป็นไปได้ยังไงที่นักเขียนอเมริกันจะถ่ายทอดสภาพความเป็นจริงของประเทศอันแสนลึกลับในอีกฟากฝั่ง แต่หลังจากที่ได้พูดคุย ผมจึงได้คำตอบว่า ใช่–มันเป็นไปได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยกระบวนการค้นคว้าที่หนักหนาและยาวนานอยู่สักหน่อยก็ตาม เรานัดสนทนากันผ่านช่องทางออนไลน์เนื่องในวาระที่เขาคือหนึ่งในผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่&#160;16-17&#160;พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์&#160; และนี่คือเรื่องราวของอาดัม จอห์นสัน&#160;นักเขียนชาวอเมริกันผู้บอกเล่าชีวิตอันทุกข์ยากและบอบช้ำของเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือ 1 “ผมเติบโตที่แอริโซนา ท่ามกลางความแห้งแล้งและทะเลทราย” จอห์นสันเริ่มต้นเล่าโดยมีฉากเป็นห้องทำงานส่วนตัวที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด&#160; “ผมเป็นนักอ่านนะ แต่ผมมักจะมองว่าหนังสือน่ะต้องถูกเขียนขึ้นจากพวกคนฉลาดๆ ที่อยู่บนหอสูงมากกว่าคนธรรมดาๆ อย่างผม” ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความหลงใหลต่อเรื่องเล่าของจอห์นสันไม่ได้มีผลมาจากแค่การอ่านหนังสือ แต่เพราะผู้คนรอบๆ ตัวต่างเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอด นี่เองจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาคุ้นเคยกับศิลปะของการเล่าเรื่องตั้งแต่เด็กๆ “ผมมีญาติที่เคยผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มา เขามักเล่าเรื่องราวของสงครามให้ฟัง มีทวดที่มีประสบการณ์ในช่วง The Great Depression และท่านก็มักเล่าถึงความลำบากยากจนของชาวเมริกันในตอนนั้น ผมยังได้ฟังเรื่องพายุทอร์นาโดถล่ม น้ำท่วมครั้งใหญ่ ความหิวโหยของผู้คนในอดีต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/adam-johnson/">Adam Johnson นักเขียนชาวอเมริกันผู้คว้ารางวัลพูลิตเซอร์จากนวนิยายว่าด้วยประเทศเกาหลีเหนือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p2"><strong><span class="s1">Adam Johnson </span></strong><span class="s2">เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน</span> <span class="s2">แต่</span><em><span class="s1"> The Orphan Master’s Son </span></em><span class="s2">นวนิยายที่ส่งให้เขาคว้า</span><span class="s1">รางวัลพูลิตเซอร์&nbsp;</span><span class="s2">ประจำปี</span><span class="s1"> 2013 </span><span class="s2">มาได้นั้น</span><span class="s2">เป็นเรื่องราวของเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือ</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ก่อนที่เราจะได้สนทนากับเขา</span> <span class="s2">คำถามที่ผมตั้งมั่นว่าจะถาม</span><span class="s1">จอห์นสัน</span><span class="s2">คือ</span> <span class="s2">เป็นไปได้ยังไงที่นักเขียนอเมริกัน</span><span class="s2">จะถ่ายทอดสภาพความเป็นจริงของประเทศอันแสนลึกลับในอีกฟากฝั่ง</span> <span class="s2">แต่หลังจากที่ได้พูดคุย</span> <span class="s2">ผมจึงได้คำตอบว่า</span> <span class="s2">ใช่–</span><span class="s2">มันเป็นไปได้</span> <span class="s2">แม้จะต้องแลกมาด้วยกระบวนการค้นคว้าที่หนักหนาและยาวนานอยู่สักหน่อยก็ตาม</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เรานัดสนทนากันผ่านช่องทางออนไลน์เนื่องในวาระที่เขาคือหนึ่งในผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ</span><span class="s1"> ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ </span><span class="s2">ที่จะจัดขึ้นในวันที่</span><span class="s1">&nbsp;16-17&nbsp;</span><span class="s2">พฤศจิกายน</span><span class="s1"> 2562 </span><span class="s2">ที่ห้องสมุดเนียลสัน</span> <span class="s2">เฮส์</span><span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">และนี่คือเรื่องราวของ</span><span class="s1">อาดัม จอห์นสัน&nbsp;</span><span class="s2">นักเขียนชาวอเมริกัน</span><span class="s2">ผู้บอกเล่าชีวิตอันทุกข์ยาก</span><span class="s2">และบอบช้ำของเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-77016" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Author-Photo-Large-683x1024.jpeg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Author-Photo-Large-683x1024.jpeg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Author-Photo-Large-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Author-Photo-Large-768x1152.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Author-Photo-Large-600x900.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Author-Photo-Large.jpeg 1800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<h3 class="p2"><span class="s2">1</span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ผมเติบโตที่แอริโซนา</span> <span class="s2">ท่ามกลางความแห้งแล้ง</span><span class="s2">และทะเลทราย</span><span class="s1">” จอห์นสัน</span><span class="s2">เริ่มต้นเล่าโดยมีฉากเป็นห้องทำงานส่วนตัวที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด</span><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ผมเป็นนักอ่านนะ</span> <span class="s2">แต่ผมมักจะมองว่า</span><span class="s2">หนังสือน่ะต้องถูกเขียนขึ้นจากพวกคนฉลาดๆ</span> <span class="s2">ที่อยู่บนหอสูง</span><span class="s2">มากกว่าคนธรรมดาๆ</span> <span class="s2">อย่างผม</span><span class="s1">”</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความหลงใหลต่อเรื่องเล่าของ</span><span class="s1">จอห์นสัน</span><span class="s2">ไม่ได้มีผลมาจากแค่การอ่านหนังสือ</span> <span class="s2">แต่เพราะผู้คนรอบๆ</span> <span class="s2">ตัวต่างเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอด</span> <span class="s2">นี่เองจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาคุ้นเคยกับศิลปะของการเล่าเรื่องตั้งแต่เด็กๆ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ผมมีญาติที่เคยผ่านสงครามโลกครั้งที่</span><span class="s1"> 2 </span><span class="s2">มา</span> <span class="s2">เขามักเล่าเรื่องราวของสงครามให้ฟัง</span> <span class="s2">มีทวดที่มีประสบการณ์ในช่วง The</span><span class="s1"> Great Depression </span><span class="s2">และท่านก็มักเล่าถึงความลำบากยากจนของชาวเมริกันในตอนนั้น</span> <span class="s2">ผมยังได้ฟังเรื่องพายุทอร์นาโดถล่ม</span> <span class="s2">น้ำท่วมครั้งใหญ่</span> <span class="s2">ความหิวโหยของผู้คนในอดีต</span> <span class="s2">เรื่องราวเหล่านี้แหละที่ผู้คนมักจดจำ</span><span class="s2">และเล่าต่อ</span> <span class="s2">ถ้าคุณเคยอดอยาก</span> <span class="s2">คุณจะไม่มีทางลืมความอดอยากนั้นหรอก</span><span class="s1">”</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แต่อย่างที่ว่าไว้</span> <span class="s2">แม้เติบโตขึ้นท่ามกลางเรื่องเล่าแต่จอห์นสันก็</span><span class="s2">ไม่ได้มีความคิดว่าจะเป็นนักเขียนตั้งแต่แรก</span> <span class="s2">ความฝันจริงๆ</span> <span class="s2">ของเขาคือการเป็นวิศวกร</span> <span class="s2">แต่เพราะความยากของวิชาคณิตศาสตร์</span><span class="s2">และฟิสิกส์</span>&nbsp;<span class="s2">เขาจึงต้องลงเรียนวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์</span><span class="s1"> (creative writing) </span><span class="s2">เพื่อช่วยกระตุ้นผลการเรียน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ผมลงเรียนวิชานี้เพราะหวังว่าจะได้</span><span class="s1"> A </span><span class="s2">แล้วผมก็ได้พบว่า</span><span class="s2">วรรณกรรมมีพลังที่จะช่วยรักษาและเยียวยาชีวิตในระดับที่เกินกว่าอะไรใดๆ</span> <span class="s2">ในชีวิตผมจะเทียบเคียงได้</span> <span class="s2">ผมไม่ได้เรียนดี</span> <span class="s2">แต่ผมก็รักวิชานี้</span> <span class="s2">แม้ว่าการเขียนจะทำให้ผมไส้แห้งก็ตาม</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">หัวเราะ</span><span class="s1">)”</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แต่เพราะยังไม่มั่นใจว่า</span><span class="s2">การเขียนเรื่องสั้นจะเพียงพอต่อการหาเลี้ยงปากท้อง</span><span class="s1"> จอห์นสัน</span><span class="s2">จึงเลือกที่จะเรียนด้านวารสารศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">วารสารศาสตร์ฝึกให้ผมเขียนอย่างระมัดระวัง</span> <span class="s2">ชัดถ้อยชัดคำ</span> <span class="s2">และเคารพเดดไลน์</span> <span class="s2">แต่เพราะข้อเท็จจริงใหม่ๆ</span> <span class="s2">มักจะโผล่ขึ้นมาท้าทายความจริงอยู่เสมอ</span> <span class="s2">สำหรับผม&nbsp;</span><span class="s2">ในขณะที่หน้าที่ของนักข่าวคือการเสนอข้อเท็จจริง</span><span class="s2">แล้วปล่อยให้คนอ่านตัดสิน</span> <span class="s2">แต่วรรณกรรมคือการไล่ตามความจริงของมนุษย์</span> <span class="s2">มีความจริงบางอย่างที่สามารถถ่ายทอดได้ผ่านวรรณกรรมเท่านั้น</span> <span class="s2">ผมคิดว่า</span><span class="s2">การเล่าเรื่องราวจากจินตนาการแต่ผู้อ่านกลับรู้สึกได้ว่ามันจริงมีคุณค่ามากนะ</span> <span class="s2">แต่ถึงอย่างนั้น</span><span class="s2">สิ่งหนึ่งที่ผมรักในวารสารศาสตร์คือ</span> <span class="s2">ผมมักจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ</span> <span class="s2">เสมอผ่านผู้คนมากมายที่ผมได้รู้จัก</span> <span class="s2">แม้กระทั่งในการเขียนฟิกชั่น</span> <span class="s2">ผมก็มักหาข้อมูลโดยการสัมภาษณ์อยู่เสมอ</span> <span class="s2">เพราะผมสนใจความรู้สึก</span><span class="s2">และประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา</span><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">การเขียนฟิกชั่นทำให้ผมสามารถสร้างโลกอันเฉพาะเจาะจงขึ้นมาได้</span> <span class="s2">โลกที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์พิเศษ</span><span class="s2">และผู้คนที่น่าสนใจ</span> <span class="s2">ผมจะใช้จินตนาการประกอบสร้างโลกใบนี้</span> <span class="s2">เขียนถึงมันกระทั่งถึงจุดที่ผมเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจ</span><span class="s2">ว่าจะเขียนต่อได้</span> <span class="s2">เกาหลีเหนือคือตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการเขียนถึงโลกที่เราไม่รู้จัก</span> <span class="s2">เพราะเมื่อผมเขียนไปเรื่อยๆ</span> <span class="s2">จนไม่รู้ว่าคนเกาหลีเหนือกินอะไรเป็นอาหารเช้า</span> <span class="s2">ผมก็ต้องกลับไปสู่กระบวนการสัมภาษณ์อีกครั้ง</span> <span class="s2">มองหาใครสักคนที่จะให้คำตอบนี้ได้</span> <span class="s2">ข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัดของเกาหลีเหนือทำให้ผมต้องค้นคว้าอย่างหนัก</span><span class="s1">”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p2"><span class="s2">2</span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ใครๆ</span> <span class="s2">ต่างก็สนใจใคร่รู้</span> <span class="s2">แต่ถึงอย่างนั้นผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า</span><span class="s2">อะไรทำให้นักเขียนอเมริกันคนนี้เลือกเกาหลีเหนือเป็นฉากหลังของนวนิยาย</span> <span class="s2">จะไม่ง่ายกว่าหรือหากเป็นที่อื่นที่เปิดเผยกว่า</span> <span class="s2">จับต้องได้</span> <span class="s2">และเข้าถึงง่ายกว่าประเทศเล็กๆ</span> <span class="s2">ที่เป็นดั่งดินแดนสนธยาแห่งนี้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ชาวอเมริกันมักจะเขียนหนังสือที่ผมเรียกว่า</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">หน่วยอาสาสมัครเพื่อสันติภาพ</span><span class="s1"> (Peace Corps)’ </span><span class="s2">ในความหมายที่ว่า</span><span class="s2">ชาวอเมริกันเดินทางไปยังประเทศหนึ่งๆ</span> <span class="s2">เช่น</span> <span class="s2">แอฟริกาใต้</span><span class="s2">หรือไทย</span> <span class="s2">พวกเขาก็จะได้รับประสบการณ์ที่แสนวิเศษจากประเทศนั้นๆ</span> <span class="s2">มันเปลี่ยนแปลงชีวิต</span> <span class="s2">แล้วพวกเขาก็อยากเขียนถึงวัฒนธรรมที่น่าทึ่งที่ได้พบพาน</span> <span class="s2">แต่ปัญหาคือ</span><span class="s2">เรื่องราวต่างๆ</span> <span class="s2">นี้ล้วนมีชาวอเมริกันเป็นศูนย์กลาง</span> <span class="s2">มันไม่ใช่เรื่องผิดนะ</span> <span class="s2">เพียงแต่ผมคิดว่าเรื่องราวจะน่าสนใจขึ้นมากถ้าไม่มีชาวอเมริกันอยู่ในนั้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ผมจำได้ว่า</span><span class="s2">หนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับเกาหลีเหนือที่ผมอ่านคือ</span><span class="s1"> ‘The Aquarium of Pyongyang’ </span><span class="s2">ว่าด้วยค่ายกักกันในเกาหลีเหนือ</span> <span class="s2">หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้รู้ว่า</span><span class="s2">ที่เกาหลีเหนือน่ะ</span> <span class="s2">การทำผิดของคนคนเดียวจะทำให้คนอื่นๆ</span> <span class="s2">ในครอบครัวต้องพลอยติดคุกไปด้วย</span> <span class="s2">ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า</span><span class="s2">มันมีอะไรแบบนี้ในโลกด้วย</span> <span class="s2">หลังจากนั้นผมใช้เวลาหนึ่งปีเต็มๆ</span> <span class="s2">อ่านทุกอย่างที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือ</span><span class="s1">”</span><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้ว่าหนังสือที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือจะมีให้อ่านอยู่บ้าง</span> <span class="s2">แต่หนังสือเหล่านั้นถ้าไม่เกี่ยวกับการเมือง</span><span class="s2">หรือเศรษฐศาสตร์</span> <span class="s2">ก็เป็นเรื่องกองทัพ</span> <span class="s2">แต่ประเด็นที่</span><span class="s1">จอห์นสัน</span><span class="s2">สนใจไม่ใช่เรื่องราวเหล่านี้แต่อย่างใด</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">สิ่งที่ผมสนใจคือเรื่องราวพื้นๆ</span> <span class="s2">ในชีวิตประจำวัน</span> <span class="s2">เช่น</span> <span class="s2">เด็กๆ</span> <span class="s2">ในเกาหลีเหนือไปโรงเรียนกันยังไง</span> <span class="s2">เขากินอะไรเป็นอาหารเช้า</span> <span class="s2">ทิวทัศน์อะไรที่มองเห็นได้นอกหน้าต่าง</span> <span class="s2">หรือการเป็นพ่อในเกาหลีเหนือมันต่างออกไปไหม</span> <span class="s2">แต่ในช่วงเวลานั้น</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">ค</span><span class="s1">.</span><span class="s2">ศ</span><span class="s1">. 2004) </span><span class="s2">ข้อมูลทำนองนี้หาได้ยากมาก</span> <span class="s2">ผมคิดนะว่า</span><span class="s2">หรือจริงๆ</span> <span class="s2">มันไม่ควรจะหายากขนาดนี้</span> <span class="s2">เพราะเรื่องราวของชาวเกาหลีเหนือสักคนที่หนีออกมาได้ย่อมเป็นเรื่องสำคัญ</span> <span class="s2">ใครๆ</span> <span class="s2">ก็อยากรู้ว่า</span><span class="s2">การมีชีวิตอยู่ในประเทศที่คุณถูกควบคุมทางความคิดอย่างหนักหน่วงเป็นยังไง</span> <span class="s2">เพียงแต่พอมาลองคิดดู</span> <span class="s2">สำหรับชาวเกาหลีเหนือที่ต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อแลกกับการหลบหนี</span> <span class="s2">พวกเขาจะอยากย้อนกลับไปนึกถึงอดีตอันแสนเจ็บปวดเหรอ</span> <span class="s2">เป็นใครก็คงอยากจะมองไปข้างหน้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กันทั้งนั้น</span><span class="s1">”</span><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แม้ข้อมูลจะหาได้ยาก</span> <span class="s2">แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดจอห์นสันจ</span><span class="s2">ากความสนใจที่มีต่อประเทศนี้ได้</span> <span class="s2">เขายังคงพยายามค้นคว้าต่อไป</span> <span class="s2">กระทั่งวันหนึ่งจอห์นสัน</span><span class="s2">ก็มีโอกาสได้สัมภาษณ์ชาวเกาหลีเหนือตัวจริง</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ชาวเกาหลีเหนือคนแรกที่ผมได้สัมภาษณ์เขากำพร้าพ่อแม่</span> <span class="s2">เราพูดคุยกันยาวทีเดียวว่าการเป็นเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือเป็นยังไง</span> <span class="s2">ทั้งการที่ไม่มีใครคอยเลี้ยงดู</span> <span class="s2">การถูกเอาเปรียบ</span> <span class="s2">และความรู้สึกเปราะบางในชีวิต</span> <span class="s2">เรื่องราวของเขาทรงพลังมากๆ</span> <span class="s2">ถึงขนาดทำให้ผมตัดสินใจทันทีว่า</span> <span class="s2">ตัวละครหลักในหนังสือของผมต้องเป็นเด็กกำพร้า</span> <span class="s2">และผมจะต้องสร้างความชอบธรรมให้กับเรื่องนี้ให้ได้</span> <span class="s2">ในฐานะนักเขียน</span> <span class="s2">เมื่อคุณได้รับรู้ความทุกข์ยากของใครสักคนหนึ่ง</span> <span class="s2">สิ่งที่คุณทำได้</span><span class="s2">คือเขียนถึงมันอย่างสุดความสามารถ</span><span class="s1">”</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">จริงอยู่ที่การสัมภาษณ์ชาวเกาหลีเหนือโดยตรงจะช่วยให้จอห์นสัน</span><span class="s2">ได้รับรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงขึ้นของประเทศแห่งนี้</span> <span class="s2">แต่ถึงที่สุดแล้ว</span><span class="s2">การฟังก็ไม่อาจเทียบเท่าได้กับการเห็นด้วยตา</span> <span class="s2">เพื่อเข้าใจว่า</span><span class="s2">เกาหลีเหนือจริงๆ</span> <span class="s2">เป็นยังไง จอห์นสัน</span><span class="s2">จึงจำเป็นต้องไปที่นั่น</span> <span class="s2">การเดินทางไปเกาหลีเหนือคือกระบวนการสุดท้ายของการเก็บข้อมูล</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">จะว่าไป</span><span class="s2">การศึกษาเรื่องเกาหลีเหนือก็คล้ายๆ</span> <span class="s2">กับการเป็นนักบินอวกาศนะ</span>&nbsp;<span class="s2">คุณเหม่อมองดูท้องฟ้าทุกวัน</span> <span class="s2">แต่ทั้งชีวิตคุณกลับไม่เคยไปเหยียบดวงดาวเหล่านั้นเลย</span> <span class="s2">นักวิชาการมากมายที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเกาหลีเหนือไม่เคยมีโอกาสไปเหยียบประเทศแห่งนั้น</span> <span class="s2">เพราะเนื้อหาที่เขียนทำให้พวกเขาไม่ได้รับวีซ่า</span> <span class="s2">แต่โชคดีว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ</span> <span class="s2">ผมเลยไม่มีประวัติใดๆ</span> <span class="s2">ที่รัฐบาลเกาหลีเหนือจะมองว่าเป็นศัตรู</span><span class="s1">”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1"><span class="s2">ถึงอย่างนั้น</span> <span class="s2">กว่าที่</span><span class="s1">จอห์นสัน</span><span class="s2">จะได้ไปเยือนเกาหลีเหนือก็ไม่ใช่เรื่องง่าย</span> <span class="s2">เขาเล่าว่า</span><span class="s2">แรกทีเดียว&nbsp;</span><span class="s2">เขายื่นเรื่องขอไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยคิมอิลซุงในกรุงเปียงยาง</span> <span class="s2">แต่ถูกปฏิเสธ</span> <span class="s2">ต่อมาเขาพยายามยื่นเรื่องเชิญศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปียงยาง</span><span class="s2">ให้มาเยือนมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดบ้าง</span> <span class="s2">แต่ก็ไม่สำเร็จ</span> <span class="s2">กระทั่งวันหนึ่ง</span><span class="s2">เขาก็ได้พบกับชายอเมริกันเชื้อสายเกาหลีคนหนึ่ง</span><span class="s2">ที่เดินทางไปเกาหลีเหนืออยู่บ่อยๆ</span> <span class="s2">และพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง&nbsp;</span><span class="s2">โชคคล้ายจะเข้าข้างเมื่อชายคนนี้บอกว่า</span> <span class="s2">เขารู้ว่าจอห์นสัน</span><span class="s2">กำลังเขียนนวนิยายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">เขาบอกผมว่า</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">ไม่มีใครเขียนหนังสืออย่างที่คุณกำลังเขียน</span> <span class="s2">ผมจะพาคุณไปที่นั่นเอง</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">ชายคนนี้ยอมเสี่ยงชื่อเสียงทั้งหมดที่เขามี</span><span class="s2">เพื่อแลกมาด้วยวีซ่าของผม</span> <span class="s2">แต่อย่างที่คุณก็คงรู้</span> <span class="s2">เมื่อเราไปถึงเกาหลีเหนือ</span> <span class="s2">สิ่งที่รอผมอยู่คือทัวร์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดจากเจ้าหน้าที่รัฐ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">เพราะการเดินทางในเกาหลีเหนือถูกควบคุมอย่างเคร่งครัด</span> <span class="s2">คุณเลยจะไม่ได้เห็นอะไรที่ทำให้พวกเขาดูแย่หรอก</span> <span class="s2">เจ้าหน้าที่ที่ร่วมเดินทางกับผมในทริปนั้นมีทั้งผู้คุม</span> <span class="s2">ผู้ช่วยผู้คุม</span> <span class="s2">คนขับรถ</span> <span class="s2">เจ้าหน้าที่จากบริษัทการท่องเที่ยวเกาหลีเหนือ</span><span class="s1"> (KITC) </span><span class="s2">ที่คอยควบคุมผู้คุมอีกทอดหนึ่ง</span> <span class="s2">รวมถึงชายอีกคนที่อ้างว่า</span><span class="s2">มาบันทึกวิดีโอให้กับทริปนี้</span> <span class="s2">มันตึงเครียดมากนะ</span><span class="s1">”</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">แต่เพราะก่อนหน้าที่จะมาถึงเกาหลีเหนือ</span><span class="s1">&nbsp;จอห์นสันไ</span><span class="s2">ด้เริ่มเขียนหนังสือไปแล้วบางส่วน</span> <span class="s2">เขาพอจะมีภาพร่างคร่าวๆ</span> <span class="s2">แล้วว่า</span><span class="s2">เป้าหมายสำหรับทริปนี้คืออะไร</span> <span class="s2">การเดินทางมาเกาหลีเหนือครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความถูกต้องของคำบรรยายสถานที่ต่างๆ</span> <span class="s2">ที่จะปรากฏอยู่ในเรื่องนั้น</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">พวกผู้คุมตื่นเต้นกันมากพอผมบอกว่า</span><span class="s2">อยากจะไปดูพวกอนุสาวรีย์&nbsp;</span><span class="s2">หรือในฉากหนึ่งของหนังสือ</span><span class="s2">มีการพูดถึงสุสานวีรบุรุษของชาวเกาหลีเหนือ</span> <span class="s2">พอผมถามว่าไปได้ไหม</span> <span class="s2">พวกผู้คุมก็ชอบใจกันใหญ่</span> <span class="s2">ทีนี้มันมีสวนสนุกร้างอยู่แห่งหนึ่งที่มีโรลเลอร์โคสเตอร์สนิมเขรอะ</span> <span class="s2">ผมรบเร้าขอให้พาไป</span> <span class="s2">แต่ต่อให้พยายามแค่ไหนพวกเขาก็ไม่ยอม</span> <span class="s2">สุดท้ายผมเลยต้องจำใจตัดสวนสนุกร้างแห่งนั้นออกจากหนังสือเพราะไม่มั่นใจว่าผมจะให้ภาพได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">อีกเรื่องคือ&nbsp;</span><span class="s2">มีกฎที่ห้ามประชาชนเกาหลีเหนือพูดคุยกับชาวต่างชาติ</span> <span class="s2">ถ้าใครฝ่าฝืนจะถือเป็นอาชญากรรมโดยทันที</span> <span class="s2">ชาวเกาหลีเหนือที่คุณคุยด้วยได้จึงมีแค่เจ้าหน้าที่รัฐ</span><span class="s2">และผู้คุมเท่านั้น</span> <span class="s2">เมื่อไปเกาหลีเหนือ</span> <span class="s2">คุณจึงเตรียมใจได้เลยว่า</span><span class="s2">จะไม่มีโอกาสได้มีปฏิสัมพันธ์โดยเนื้อแท้กับประชาชนที่นั่นหรอก</span> <span class="s2">ต่อเมื่อชาวเกาหลีเหนือหลบหนีออกจากประเทศเท่านั้น</span> <span class="s2">คุณถึงจะคุยกับเขาได้จริงๆ</span> <span class="s2">ผมไปโดยไม่ได้คาดหวังอะไรเหล่านี้</span> <span class="s2">หันไปให้ความสนใจกับสิ่งเล็กๆ</span> <span class="s2">น้อยๆ</span> <span class="s2">เช่น</span> <span class="s2">สวนสาธารณะมีหน้าตาเป็นยังไง</span> <span class="s2">ผมจะได้กลิ่นบนท้องถนน</span> <span class="s2">หรือระหว่างที่นั่งรถรอบๆ</span> <span class="s2">กรุงเปียงยาง ผมถามผู้คุมว่า</span><span class="s2">สถานีดับเพลิงอยู่ที่ไหน</span> <span class="s2">เขาบอกผมว่า</span><span class="s2">ประเทศนี้ไม่มีไฟไหม้หรอก</span> <span class="s2">หรืออีกครั้งที่ผมสงสัยว่า</span><span class="s2">กล่องไปรษณีย์หน้าตาเป็นยังไง</span> <span class="s2">แต่คำตอบที่ได้คือ</span><span class="s2">ประเทศเรามีระบบไปรษณีย์ที่ดีที่สุดในโลก</span> <span class="s2">กล่องไปรษณีย์น่ะไม่มีความจำเป็นหรอก</span> <span class="s2">การเดินทางไปเกาหลีเหนือช่วยให้ผมได้คิด</span><span class="s2">และสงสัยในสิ่งที่ผมจะไม่มีโอกาสได้คิด</span><span class="s2">และสงสัยเลยถ้าไม่ไดัไปเหยียบที่นั่น</span><span class="s1">”</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">จอห์นสัน</span><span class="s2">เริ่มสนใจเกาหลีเหนือในปี</span><span class="s1"> 2004 </span><span class="s2">เขาหมกมุ่นอยู่กับประเทศแห่งนี้นานกว่า</span><span class="s1"> 8 </span><span class="s2">ปี</span> <span class="s2">กระทั่งในปี</span><span class="s1"> 2012 <i>The Orphan Master’s Son</i> </span><span class="s2">ก็วางขายในร้านหนังสือ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77012" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ADAM-JOHNSON-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ADAM-JOHNSON-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ADAM-JOHNSON-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/ADAM-JOHNSON-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ระหว่างที่ผมเขียนหนังสือเล่มนี้</span> <span class="s2">ใครๆ</span> <span class="s2">ก็หาว่าผมบ้า</span> <span class="s2">พวกเขาบอกว่า</span><span class="s2">ไม่มีใครจะพิมพ์นวนิยายเกาหลีเหนือของผมหรอก</span> <span class="s2">แต่แล้ว</span><span class="s1"><i> The Orphan Master’s Son </i></span><span class="s2">ก็ได้ตีพิมพ์</span> <span class="s2">อีกทั้งยังมีคนอ่าน</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">เรื่องเหลือเชื่ออีกอย่างคือ&nbsp;</span><span class="s2">หนังสือเล่มนี้ทำให้สำนักพิมพ์ในอเมริกามองเห็นว่า</span><span class="s2">พวกเขาสามารถสร้างกำไรจากเรื่องราวทำนองนี้ได้</span> <span class="s2">กลายเป็นว่า</span><span class="s2">หลังจากนั้นเลยมีหนังสือบันทึกความทรงจำที่เขียนโดยชาวเกาหลีเหนือจริงๆ</span> <span class="s2">พิมพ์ออกมาเพียบ</span> <span class="s2">ผมดีใจนะ</span> <span class="s2">เพราะนั่นเท่ากับว่า</span><span class="s2">ผู้อ่านสามารถเลือกได้ว่า</span><span class="s2">เขาจะอ่านเกาหลีเหนือจากจินตนาการของผม</span><span class="s2">หรือจากคำบอกเล่าโดยตรงของผู้คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น</span><span class="s1">”</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">คุณเคยเจอชาวเกาหลีเหนือที่อ่านหนังสือของคุณไหม</span><span class="s1">” </span><span class="s2">ผมถามกลับไปทันควัน</span><span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">มีนะ</span> <span class="s2">แต่แค่ไม่กี่คนหรอก</span> <span class="s2">อย่างคนแรกที่ผมเจอ</span> <span class="s2">ผมกระวนกระวายมากๆ</span> <span class="s2">ในทางหนึ่ง</span> <span class="s2">ผมตื่นเต้นที่จะได้พบกับชาวเกาหลีเหนือจริงๆ</span> <span class="s2">ที่ได้อ่านงานของผม</span> <span class="s2">แต่ก็กลัวเขาจะบอกกับผมว่า</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">คุณรู้ไหม</span> <span class="s2">หนังสือของคุณน่ะไม่มีจุดไหนตรงกับความจริงเลย</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">แต่พอเราได้พบกัน</span> <span class="s2">ชายคนนั้นกลับโผเข้ากอดผมทันที</span> <span class="s2">ก่อนจะบอกกับผมว่า</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">ตัวละครหลักของเรื่องน่ะ</span><span class="s2">คือชีวิตผมเลยนะ</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">คำพูดของเขาทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ</span><span class="s1">” จอห์นสัน</span><span class="s2">เล่าด้วยรอยยิ้มกว้าง</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<h3 class="p2"><span class="s2">3</span></h3>
<p class="p1"><span class="s2">ในปี</span><span class="s1"> 2013 </span><span class="s2">หนึ่งปีหลังจากที่</span><span class="s1"> <i>The Orphan Master’s Son</i> </span><span class="s2">วางขาย</span> <span class="s2">หนังสือเล่มนี้ก็ส่งให้</span><span class="s1">จอห์นสัน</span><span class="s2">คว้า</span><span class="s1">รางวัลพูลิตเซอร์&nbsp;</span><span class="s2">หนึ่งในรางวัลทางการเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">การคว้า</span><span class="s1">พูลิตเซอร์</span><span class="s2">มาได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก</span> <span class="s2">อาจเป็นเพราะว่าในช่วงประกาศรางวัล</span> <span class="s2">ภรรยาของผมกำลังป่วยเป็นมะเร็ง</span> <span class="s2">ครอบครัวของผมเลยมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าให้ต้องกังวล</span> <span class="s2">จริงๆ</span> <span class="s2">แล้วในวันที่มีโทรศัพท์โทรมาแจ้งว่า</span><span class="s2">ผมได้รับรางวัล</span> <span class="s2">ผมยังนึกว่าต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับภรรยาผมแน่ๆ</span> <span class="s2">ด้วยซ้ำ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ผมจำได้ว่าคืนนั้น</span><span class="s2">ผมกับภรรยานั่งคุยกันว่า</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">คุณรู้ไหม</span> <span class="s2">ต่อจากนี้ชีวิตของเราอาจต้องเปลี่ยนไป</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">แต่ภรรยาผมบอกว่า</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">ฉันไม่อยากให้อะไรเปลี่ยนไป</span> <span class="s2">ฉันรักลูกๆ</span> <span class="s2">ของเรา</span> <span class="s2">รักบ้านที่เราอยู่</span> <span class="s2">แล้วฉันก็ชอบอาชีพครูของฉัน</span> <span class="s2">ถ้าเราแสร้งทำเป็นว่ารางวัลนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจะได้ไหม</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">ผมเลยบอกว่า</span><span class="s1"> ‘</span><span class="s2">โอเค</span> <span class="s2">งั้นเรามาทำเหมือนกับว่าผมไม่เคยได้รางวัลนี้ก็แล้วกัน</span><span class="s1">’ </span><span class="s2">แต่ถึงครอบครัวของเราจะคิดเช่นนั้น</span> <span class="s2">สุดท้ายแล้วก็จะมีคนอื่นๆ</span> <span class="s2">มาคอยย้ำเตือนผมอยู่เสมอว่า</span> <span class="s2">หนังสือที่ผมเขียนคว้ารางวัล</span><span class="s1">พูลิตเซอร์</span><span class="s2">มาได้</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">อย่างคุณเป็นต้น</span><span class="s1">” จอห์นสัน</span><span class="s2">แหย่ผมด้วยอารมณ์ขัน</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-77011" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Adam-Johnson-by-David-Gonzales-819x1024.jpg" alt="" width="819" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Adam-Johnson-by-David-Gonzales-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Adam-Johnson-by-David-Gonzales-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Adam-Johnson-by-David-Gonzales-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Adam-Johnson-by-David-Gonzales-600x750.jpg 600w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">ปัจจุบัน</span> <span class="s2">ไม่เพียงแต่จอห์นสัน</span><span class="s2">จะกำลังซุ่มเขียนหนังสือเล่มใหม่</span> <span class="s2">แต่เขายังสอนวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัย</span><span class="s1">สแตนฟอร์ด</span><span class="s2">อีกด้วย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ถึงจะได้รางวัล</span><span class="s1">พูลิตเซอร์&nbsp;</span><span class="s2">แต่สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้คือการเขียนถึงเรื่องราวประหลาดๆ</span> <span class="s2">ที่ผมชื่นชอบต่อไป</span> <span class="s2">ผมดีใจนะที่ผู้อ่านหลายๆ</span> <span class="s2">คนรู้สึกสั่นสะเทือนไปกับเรื่องราวของ</span><span class="s1"> <i>The Orphan Master’s Son</i> </span><span class="s2">แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า</span><span class="s2">หนังสือเล่มต่อๆ</span> <span class="s2">ไปของผมจะเชื่อมโยงกับผู้อ่านได้เหมือนเล่มนี้</span><span class="s1">&nbsp;พูลิตเซอร์</span><span class="s2">เป็นรางวัลที่มีเกียรติมากๆ</span> <span class="s2">ข้อดีอีกอย่างที่รางวัลนี้มอบให้คือ</span> <span class="s2">ผมคิดว่านักเรียนของผมตั้งใจฟังผมมากขึ้นน่ะ</span><span class="s1"> (</span><span class="s2">หัวเราะ</span><span class="s1">)</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">“</span><span class="s2">ผมเขียนเพราะผมสงสัย</span> <span class="s2">แล้วผมก็หลงใหลในเรื่องราวที่สูญหายไป</span> <span class="s2">เรื่องราวที่ไม่มีใครเขียนถึง</span> <span class="s2">เกาหลีเหนือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง</span> <span class="s2">หรืออย่างหนังสือที่ผมกำลังเขียนอยู่ตอนนี้</span> <span class="s2">ผมคิดว่าก็ไม่เคยเห็นนักเขียนคนไหนบนโลกนี้เขียนถึง</span> <span class="s2">นั่นเท่ากับว่า</span><span class="s2">ถ้าผมไม่เขียนถึงมัน</span> <span class="s2">เรื่อง</span><span class="s2">นี้ก็อาจจะไม่มีตัวตนอยู่เลย</span> <span class="s2">ผมชอบนะการได้เติมเรื่องราวใหม่ๆ</span> <span class="s2">ลงไปในช่องว่างแบบนี้</span><span class="s1">”</span></p>
<hr>
<p class="p2"><em><span class="s3">ดูรายละเอียดงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ</span><span class="s4"> ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ </span><span class="s3">เพิ่มเติมได้ที่</span><span class="s4">&nbsp;<a href="http://web.neilsonhayslibrary.com/"><span class="s5">neilsonhayslibrary.com</span></a>&nbsp;</span><span class="s3">และเฟซบุ๊กเพจ</span></em><span class="s4"><em><b>&nbsp;</b></em><a href="https://www.facebook.com/NeilsonHaysLibrary"><span class="s5"><em>Neilson Hays Library</em></span></a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/adam-johnson/">Adam Johnson นักเขียนชาวอเมริกันผู้คว้ารางวัลพูลิตเซอร์จากนวนิยายว่าด้วยประเทศเกาหลีเหนือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ฉันแค่ต้องการจะล้มล้างระบอบที่ไม่เป็นธรรม” คุยกับ Ma Thida นักเขียนชาวเมียนมาผู้ติดคุกเพราะต้านเผด็จการ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ma-thida/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Oct 2019 10:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Human Writes]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[writer]]></category>
		<category><![CDATA[Ma Thida]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Bangkok Literature Festival]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Library]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=76216</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 1993 Ma Thida ถูกคุมขังในเรือนจำย่างกุ้ง หากคุณสงสัยถึงสาเหตุ ถ้าถามรัฐบาลเมียนมา ณ ตอนนั้น คำตอบที่ได้ปรากฏชัดอยู่ในส่วนหนึ่งของคำพิพากษาที่ว่า ‘เป็นอันตรายต่อความสงบของชาติ’ แต่ถ้าถามผู้ถูกคุมขัง เธอบอกกับผมว่า “ฉันแค่ต้องการจะล้มล้างระบอบที่ไม่เป็นธรรม” เผด็จการทหารคือระบอบที่ไม่เป็นธรรมที่เธอต่อต้าน 6 ปีให้หลัง Ma Thida ถูกปล่อยตัวในปี 1999 แต่เพราะเมียนมายังคงอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการภารกิจการต่อต้านของเธอจึงยังต้องดำเนินต่อ กว่าสามสิบปีที่ Ma Thida ขับเคลื่อนทางการเมืองอย่างไม่ลดละ เธอพูดติดตลกระหว่างการพูดคุยว่า “ใครจะไปนึกว่าระบอบแย่ๆ นั่นจะอยู่นานถึงเพียงนี้” ในความหมายที่ว่า แม้เมียนมาทุกวันนี้จะเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศประชาธิปไตย หากมรดกที่เผด็จการทหารทิ้งไว้ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในสังคมเมียนมาปัจจุบัน ถึงตรงนี้คุณอาจมองภาพ Ma Thida เป็นนักกิจกรรมเลือดร้อน แต่ผมขอบอกว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นศัลยแพทย์มาก่อน ชอบอ่านวรรณกรรมและรักการเขียนเรื่องสั้นเป็นชีวิตจิตใจ เธอยิ้มเก่ง สงบเย็น หัวเราะง่าย เรานัดสนทนากันเนื่องในวาระที่เธอคือหนึ่งในผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์  ด้วยความแตกต่างทางเวลาที่ห่างกันเพียงครึ่งชั่วโมงระหว่างเมียนมากับไทย การนัดแนะสัมภาษณ์ผ่าน Skype [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ma-thida/">“ฉันแค่ต้องการจะล้มล้างระบอบที่ไม่เป็นธรรม” คุยกับ Ma Thida นักเขียนชาวเมียนมาผู้ติดคุกเพราะต้านเผด็จการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 1993 Ma Thida ถูกคุมขังในเรือนจำย่างกุ้ง</p>
<p>หากคุณสงสัยถึงสาเหตุ ถ้าถามรัฐบาลเมียนมา ณ ตอนนั้น คำตอบที่ได้ปรากฏชัดอยู่ในส่วนหนึ่งของคำพิพากษาที่ว่า ‘เป็นอันตรายต่อความสงบของชาติ’ แต่ถ้าถามผู้ถูกคุมขัง เธอบอกกับผมว่า “ฉันแค่ต้องการจะล้มล้างระบอบที่ไม่เป็นธรรม”</p>
<p>เผด็จการทหารคือระบอบที่ไม่เป็นธรรมที่เธอต่อต้าน</p>
<p>6 ปีให้หลัง Ma Thida ถูกปล่อยตัวในปี 1999 แต่เพราะเมียนมายังคงอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการภารกิจการต่อต้านของเธอจึงยังต้องดำเนินต่อ กว่าสามสิบปีที่ Ma Thida ขับเคลื่อนทางการเมืองอย่างไม่ลดละ เธอพูดติดตลกระหว่างการพูดคุยว่า “ใครจะไปนึกว่าระบอบแย่ๆ นั่นจะอยู่นานถึงเพียงนี้” ในความหมายที่ว่า แม้เมียนมาทุกวันนี้จะเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศประชาธิปไตย หากมรดกที่เผด็จการทหารทิ้งไว้ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในสังคมเมียนมาปัจจุบัน</p>
<p>ถึงตรงนี้คุณอาจมองภาพ Ma Thida เป็นนักกิจกรรมเลือดร้อน แต่ผมขอบอกว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นศัลยแพทย์มาก่อน ชอบอ่านวรรณกรรมและรักการเขียนเรื่องสั้นเป็นชีวิตจิตใจ เธอยิ้มเก่ง สงบเย็น หัวเราะง่าย เรานัดสนทนากันเนื่องในวาระที่เธอคือหนึ่งในผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘<a href="https://www.facebook.com/NeilsonHaysLibrary">Neilson Hays Bangkok Literature Festival</a>’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2562 ที่<a href="http://web.neilsonhayslibrary.com">ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ </a></p>
<p>ด้วยความแตกต่างทางเวลาที่ห่างกันเพียงครึ่งชั่วโมงระหว่างเมียนมากับไทย การนัดแนะสัมภาษณ์ผ่าน Skype จึงเป็นเรื่องง่าย ย่างกุ้งกับที่ที่ผมอยู่ไม่ได้ห่างไกลกันขนาดนั้น</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-76242 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><strong>บรรยากาศของเมียนมาในวัยเด็กของคุณเป็นอย่างไร พูดได้ไหมว่าคุณเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการเซนเซอร์โดยรัฐ</strong></p>
<p>ใช่ ฉันเกิดในปี 1966 การเซนเซอร์โดยรัฐเริ่มต้นขึ้นในปี 1962 ส่วนฉันเกิดในปี 1966 มันเป็นช่วงเวลาที่ยาก เพราะการเซนเซอร์เป็นไปอย่างหนักหน่วงมาก เช่นเรามีกลุ่มชาติพันธุ์มากมายในเมียนมา แต่เรากลับมีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะเรียนรู้เรื่องราวของกันและกัน หรือการที่ชาวเมียนมาในตอนนั้นไม่มีไอเดียเลยว่าข้างนอกประเทศจริงๆ เป็นอย่างไร แล้วเมียนมาเองก็ไม่ได้มีแค่การเซนเซอร์อย่างเดียว แต่ยังมีโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ (propaganda) มีสื่อที่เป็นของรัฐซึ่งคอยกำหนดความคิดของผู้คนผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐต้องการ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้เราเลยไม่มีความรู้ในเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตยแต่เรากลับได้เห็นข่าวสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง เพราะนั่นคือสิ่งที่รัฐต้องการให้เห็น มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเราที่จะเข้าใจว่าอะไรคือประชาธิปไตย ฉันมักจะพูดอยู่เสมอว่า คนเมียนมาถูกทำให้ตาบอดทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งบอดจากการเซนเซอร์ ส่วนอีกข้างก็บอดเพราะโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ</p>
<p>แต่เป็นโชคดีของฉันที่คุณปู่ท่านเป็นหนอนหนังสือ ท่านอ่านหนังสือเยอะมากทั้งที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาเมียนมา ฉันเลยมีโอกาสได้อ่านหนังสือมากมายจากตู้หนังสือของท่านผ่านการอ่านหนังสือและวรรณกรรมนี่แหละที่ทำให้ฉันเพิ่มพูนความรู้ไปพร้อมๆ กับความสามารถที่พอจะวิเคราะห์สภาพสังคมรอบๆ ตัวได้</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></p>
<p><strong>แล้วทำไมถึงคุณตัดสินใจจะเรียนหมอแทนที่จะเลือกศึกษาด้านวรรณกรรมล่ะ</strong></p>
<p>ถึงตอนเด็กๆ ฉันจะอ่านหนังสือเยอะแต่ฉันอยากจะเป็นหมอมาโดยตลอดเพราะฉันคิดว่าการเป็นหมอจะช่วยผู้คนได้ ฉันรักอาชีพหมอนะ แม้ว่าในชีวิตจริงฉันจะประสบความสำเร็จจากการเขียนมากกว่าก็เถอะ (หัวเราะ) ฉันมองว่าศัลยแพทย์ไม่สามารถทำงานลำพังได้แต่ต้องทำงานเป็นทีม ในขณะที่นักเขียนมักจะทำงานคนเดียว ซึ่งถ้าถามฉันฉันชอบทำงานเป็นทีมมากกว่า ทุกวันนี้ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้เป็นหมอแล้วแต่ฉันก็ยังคิดถึงอาชีพนี้นะ</p>
<p>แต่จริงๆ แล้วฉันไม่ได้คิดว่าการเขียนเป็นงานที่สันโดษหรอก เพราะไม่ว่าจะเป็นคำที่เราเลือกใช้หรือประโยคที่เราเลือกเขียนก็ล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงสังคมรอบๆ ตัวเรา การเขียนลำพังคนเดียวไม่ได้แปลว่างานของเราจะต้องโดดเดี่ยว</p>
<p><b><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></b></p>
<p><strong>คุณหันมาสนใจการเมืองได้อย่างไร</strong></p>
<p>ในขณะที่ฉันยังเป็นหมอฉันมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ความเจ็บปวดและทุกข์ทนจากผู้ป่วยหลายๆ คนของฉันผ่านการรับรู้บาดแผลต่างๆ ในสังคม ฉันจึงเริ่มเข้าใจถึงปัญหาของประเทศนี้ ผู้ป่วยของฉันหลายคนไม่ได้อาศัยอยู่ในย่างกุ้ง บ้างก็มาจากชาติพันธ์อื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป หลังจากที่ฉันได้รับฟังเรื่องราวมากมายจากพวกเขาถึงจุดหนึ่งฉันจึงรู้สึกว่าต้องสะท้อนบาดแผลและความทุกข์ทนนี้ออกไปผ่านการเขียน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันเขียนเรื่องสั้นหลายๆ เรื่อง เรื่องสั้นที่ล้วนแต่พูดถึงคนอื่นไม่ใช่ตัวฉัน</p>
<p>ในฐานะหมอเรารู้วิธีที่จะรักษาผู้ป่วย ขณะเดียวกันเรื่องสั้นของฉันก็เขียนขึ้นภายใต้ฐานคิดนี้ คือไม่ใช่เขียนแค่เพื่อบรรยายว่าโรคคืออะไรหรือสาเหตุของความทุกข์ทนในมนุษย์คนหนึ่งๆ แต่เขียนเพื่อนำเสนอทางออกที่จะช่วยให้สังคมหายจากอาการป่วยไข้ ทว่าถึงที่สุดแล้วการเป็นหมอกับนักเขียนก็ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ฉันจึงต้องเป็นนักกิจกรรมพร้อมๆ กันไปด้วย</p>
<p>เอาเข้าจริงความเกี่ยวข้องระหว่างฉันกับการเมืองเป็นเรื่องบังเอิญอยู่เหมือนกันนะ ด้วยความที่ฉันอ่านหนังสืออัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญทั่วโลกหลายเล่ม ฉันพบว่าพวกเขาล้วนเคยผ่านการปฏิวัติอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ฉันเลยเฝ้ารอโอกาสที่สักวันจะได้เข้าร่วมเหตุการณ์ทางการเมืองบ้าง ในปีสุดท้ายที่ฉันกำลังจะเรียนจบเผอิญว่าเกิดเหตุการณ์ ‘การก่อการกำเริบ 8888’ แล้วเมื่อมีการชุมนุมเกิดขึ้นทำไมฉันจะไม่เข้าร่วมล่ะ (หัวเราะ) แต่จริงๆ มันไม่ใช่แค่นั้นหรอก ฉันเองก็อยากจะมีส่วนร่วมในการล้มล้างระบอบที่ไม่เป็นธรรม เพียงแต่ปัญหาคือระบอบที่ไม่เป็นธรรมกลับยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ฉันเลยต้องผูกมัดตัวเองเข้ากับการปฏิวัติยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ถึงทุกวันนี้ก็ 30 ปี แล้ว แต่ฉันก็ไม่มีความคิดจะเกษียณตัวเองออกจากการเปลี่ยนแปลงสังคมหรอกนะ</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> <img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-76241 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><strong>สองปีก่อนบนเวที TEDxYangoon คุณพูดว่าคนเมียนมาอาศัยอยู่ในโลกเสมือน (virtual world) ช่วยอธิบายประเด็นนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหม</strong></p>
<p>ฉันคิดว่าการขาดแคลนข้อมูลคือโรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโรคหนึ่งของเมียนมา เพราะข้อมูลข่าวสารแทบจะทั้งหมดถ้าไม่ถูกบิดเบือนก็ถูกแบน คนเมียนมาไม่มีสิทธิรู้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแม้เราจะเชื่อว่าเราอาศัยอยู่ในโลกจริงๆ แต่สำหรับฉันมันฟังดูเหมือนโลกเสมือนมากกว่าเราไม่รู้ว่า ‘ความเป็นจริง’ คืออะไร ยิ่งพอไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ทั้งเรื่องของอดีตและปัจจุบันเราเลยไม่สามารถที่จะคิดไปถึงอนาคตได้ ไม่มีอะไรเชื่อถือได้เลยสำหรับเรา</p>
<p>การขาดแคลนข้อมูลทำให้คนเมียนมาไม่อาจตัดสินใจได้ แม้ว่าเรามีโอกาสที่จะเลือกแต่เราก็เลือกที่จะไม่เลือก ถึงขนาดมีคำพูดว่าระหว่างเลือกคิดกับเลือกตาย คนเมียนมาขอเลือกตายดีกว่า เราพิการทางความคิด เพราะฉะนั้นการจะสร้างความคิดในแบบของเราหรือเสนอความคิดเห็นในแบบของเราจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนเมียนมาเพราะเราไม่เคยได้รับโอกาสนี้ การศึกษาไม่เคยสร้างปัญญา การเซนเซอร์มีแต่จะพันธนาการเราให้มืดบอด แล้วไหนจะมีโฆษณาชวนเชื่อของรัฐที่คอยกล่อมเกลาประชาชนอีกล่ะ</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></p>
<p><strong>แม้กระทั่งกับรัฐบาลปัจจุบันคุณก็ไม่เห็นว่าประเด็นเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปเลยเหรอ</strong></p>
<p>เล็กน้อยนะ แต่ไม่ใช่แค่เพราะรัฐบาลปัจจุบันหรอกแต่เป็นเทคโนโลยีมากกว่า เมื่อก่อนแค่ส่งอีเมลฉบับเดียวเรายังต้องใช้ proxy แต่ทุกวันนี้เรามีเฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์แล้ว พอมีแพลตฟอร์มเหล่านี้แหละคนเมียนมาถึงได้เรียนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศและนอกประเทศของเรา</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></p>
<p><strong>คุณคิดว่ายุคสมัยแห่งการเซนเซอร์ในอดีตได้สร้างมรดกอะไรให้กับสังคมเมียนมาในปัจจุบันบ้าง</strong></p>
<p>ผลกระทบจากการเซนเซอร์นั้นเลวร้ายมาก เป็นเพราะการเซนเซอร์นี่แหละที่หลายๆ ปัญหาขาดวาระที่จะถูกพูดถึง เช่นประเด็นการยึดที่ดินหรือประเด็นการใช้ความรุนแรงของกองทัพ ถึงแม้ว่าการเซนเซอร์จะหยุดไปแล้วในปัจจุบันแต่คนเมียนมาก็ไม่เคยจะฉุกคิดว่าประเด็นต่างๆ นี้ควรจะถูกเขียนถึงผ่านคำพูดพวกเขา แม้กระทั่งนักเขียนดังๆ หลายคนก็ไม่เห็นว่าปัญหาเหล่านี้ควรจะถูกสะท้อนผ่านนิยายของพวกเขา ฉันคิดว่าความเป็นไปเช่นนี้คือรูปแบบหนึ่งอันแนบเนียนของการเซนเซอร์ที่ยังตกค้างอยู่</p>
<p><b><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></b></p>
<p><strong>ถ้าอย่างนั้นทุกวันนี้คนเมียนมายังมองสื่อว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อของรัฐอยู่ไหม</strong></p>
<p>มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปนะ เพียงแต่เมื่อผู้คนคุ้นเคยกับโฆษณาชวนเชื่อของรัฐมาก่อนถึงแม้ว่าจะไม่ชอบแต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันยังมีเส้นทางอื่นๆ อยู่อีก</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-76247 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/BOOKMA-THIDA1.jpg" alt="" width="675" height="482" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/BOOKMA-THIDA1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/BOOKMA-THIDA1-300x214.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/BOOKMA-THIDA1-600x428.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><strong>พูดได้ไหมว่าฟิกชั่นคือเส้นทางหนึ่งของการเขียนถึงความจริง</strong></p>
<p>ใช่ ฉันคิดอย่างนั้น เพราะฟิกชั่นและวรรณกรรมนี่แหละที่ต่อสู้กับการเซนเซอร์มาโดยตลอด บทกวีก็เช่นกัน ฉันมองว่างานเขียนเหล่านี้คือพื้นที่ที่ดีมากๆ ในการสะท้อนถึงสภาพความเป็นจริง</p>
<p>ฉันคิดว่านักเขียนเมียนมารุ่นใหม่เขียนเรื่องราวว่าด้วยความเป็นไปของสังคมในลักษณะที่ลึกขึ้นจากมุมมองของพวกเขา นี่เป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับพวกเรา และถึงแม้ว่าพวกเขาอาจไม่ได้วิพากษ์รัฐบาลทหารโดยตรงแต่มันก็แสดงให้เห็นถึงปัญหาในสังคมปัจจุบัน อีกเรื่องหนึ่งที่น่ายินดีคือเริ่มจะมีนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ได้มาจากเมืองใหญ่ๆ เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></p>
<p><strong>แปลว่ามีนักเขียนที่เป็นชนกลุ่มน้อยมากขึ้น</strong></p>
<p>ใช่</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></p>
<p><strong>ทราบมาว่าคุณเป็นผู้ก่อตั้ง PEN Myanmar ด้วย เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า PEN Myanmar ก่อตั้งขึ้นได้ยังไง แล้วจัดกิจกรรมอะไรบ้าง</strong></p>
<p>ฉันได้รู้จัก PEN International ครั้งแรกในปี 1990 พอฉันถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ (1999) ฉันก็พยายามติดต่อกับ PEN ทันที เพียงแต่เมียนมาในช่วงนั้นยังไม่สามารถก่อตั้งองค์กรใดๆ ได้ มีแค่สมาคมนักเขียนกับสมาคมสื่อมวลชนอยู่อย่างละที่ ซึ่งล้วนเป็นของรัฐ ในปี 2013 เมื่อรัฐสภาได้ผ่านกฎหมายเสรีภาพในการสมาคม ฉันถึงได้ลองติดต่อ PEN International อีกครั้งและเราก็ได้จัดตั้ง PEN Myanmar ในที่สุด</p>
<p>PEN International ก่อตั้งขึ้นในปี 1921 ถึงทุกวันนี้ก็เกือบจะร้อยปี มีสมาชิกทั่วโลกแล้วกว่า 60 ประเทศ รูปแบบองค์กร PEN ก็คล้ายสมาพันธ์ คือแต่ละศูนย์จะมีอิสระในตนเองและเราก็จะแชร์ข่าวสารและกิจกรรมระหว่างกัน โดยหัวใจสำคัญของ PEN อยู่ที่เสรีภาพการแสดงออก (Freedom of Expression) หลังจากที่ PEN Myanmar จัดตั้งขึ้นในปี 2013 เราได้จัดกิจกรรมขึ้นมามากมาย ทั้งจัดประกวดแข่งขันการเขียนเพื่อเสรีภาพ กิจกรรมเฝ้าระวังการทำงานสื่อและ hate speech รวมถึงจัดเวิร์กช็อปในประเด็นเรื่องเสรีภาพการแสดงออก ในส่วนของกิจกรรมที่เรากำลังทำกันอยู่ในขณะนี้คือการฝึกฝนประเด็นเสรีภาพให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยผ่านเวิร์กช็อปชื่อ ‘Literature for Everyone’ เวิร์กช็อปนี้จัดขึ้นเพราะเราตระหนักว่าในกิจกรรมที่ผ่านๆ มาเราไม่ค่อยได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พูดนัก จะเป็นไปในลักษณะของเลกเชอร์จากวิทยากรเพียงฝั่งเดียวมากกว่า Literature for Everyone เลยเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้อ่านเรื่องสั้นหรือบทกวีที่เขียนให้กับผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ฟังโดยที่เราก็จะสนับสนุนให้ผู้ฟังได้วิพากษ์วิจารณ์ต่อสิ่งที่เพิ่งได้ฟัง นี่คือหนึ่งในวิธีที่เราจะได้ฝึกฝนสิทธิและเสรีภาพการแสดงออกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งพวกเขาก็มีความสุขมากนะ นั่นเพราะพื้นที่นี้ทำให้เสียงของพวกเขาได้ถูกรับฟังโดยคนอื่น</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></p>
<p><strong>หรือจริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าคนเมียนมาพูดไม่ได้แต่เพราะไม่มีพื้นที่ที่จะสื่อสารในสิ่งที่เขาคิดหรือรู้สึกออกมามากกว่า</strong></p>
<p>จริงนะ ทุกๆ คนต่างพยายามที่จะพูดกับใครสักคน แต่ใครเหล่านั้นกลับไม่มีโอกาสหรือพื้นที่ที่จะฝึกฝนการแสดงออกทางความคิด</p>
<p><b><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></b></p>
<p><strong>แต่พอเป็นเมียนมาเสรีภาพการแสดงออกก็ซับซ้อนอยู่เหมือนกันนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ ในประเทศ คุณมองประเด็นนี้เป็นความท้าทายหนึ่งของ Pen Myanmar ไหม</strong></p>
<p>ถูกต้องเลย ด้วยเหตุนี้เราเลยพยายามจะผลักดันประเด็น ‘สิทธิทางภาษา’ เราพยายามที่จะติดต่อกับกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ เรียนรู้วรรณกรรมและวัฒนธรรมของพวกเขา เราพยายามกระตุ้นให้พวกเขาจัดกิจกรรมคล้ายๆ PEN Myanmar เหมือนกัน แต่มันยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐเองยังไม่ให้การสนับสนุนเรามากนัก แต่เราก็ให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิทางภาษามาก เพราะนั่นคือเสรีภาพทางการแสดงออกของพวกเขา</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></p>
<p><strong>โดยการสนับสนุนให้พวกเขาเขียนในภาษาของพวกเขาเองด้วยไหม</strong></p>
<p>ใช่ เราสนับสนุนให้พวกเขาเขียนผ่านภาษาของตัวเอง โดยที่เราก็หวังว่าหากมีทุนเพียงพอเราก็อยากจะแปลเรื่องราวของพวกเขานะ</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"> </span></p>
<p><strong>คุณคิดว่าวรรณกรรมสามารถช่วยทำให้สังคมดีขึ้นได้ไหม</strong></p>
<p>วรรณกรรมสามารถสะท้อนหัวใจของสังคมได้ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องข้อมูลและตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกและประสบการณ์ วรรณกรรมจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศ บาดแผลของสังคมคืออะไร เพื่อที่เราจะได้วินิจฉัยความป่วยไข้เหล่านั้น ฉันคิดว่าวรรณกรรมไม่เพียงแต่จะช่วยให้สังคมเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งผ่านความรักและความเมตตาระหว่างกันด้วย สำหรับฉันแล้ววรรณกรรมจึงไม่ใช่แค่การวินิจฉัยโรคในสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเยียวยารักษาโรคภัยนั้นๆ ให้กับสังคมด้วย</p>
<p><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-76243 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-4.jpg" alt="" width="620" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-4.jpg 620w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-4-276x300.jpg 276w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Ma-Thida-4-600x653.jpg 600w" sizes="(max-width: 620px) 100vw, 620px" /></span></p>
<p><strong>ดูรายละเอียดงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ เพิ่มเติมได้ที่ </strong><a href="http://web.neilsonhayslibrary.com/">web.neilsonhayslibrary.com</a><br />
<strong>และเฟซบุ๊กเพจ </strong><a href="https://www.facebook.com/NeilsonHaysLibrary">Neilson Hays Library</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ma-thida/">“ฉันแค่ต้องการจะล้มล้างระบอบที่ไม่เป็นธรรม” คุยกับ Ma Thida นักเขียนชาวเมียนมาผู้ติดคุกเพราะต้านเผด็จการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับ นลิน วนาสิน เรื่องเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติและลมหายใจของห้องสมุด Neilson Hays</title>
		<link>https://adaymagazine.com/neilson-hays-library/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Oct 2019 13:54:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Human Writes]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays Library]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นลิน วนาสิน]]></category>
		<category><![CDATA[นลิน]]></category>
		<category><![CDATA[Neilson Hays]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=74156</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในชีวิตผมไปเยือนห้องสมุดมาหลายแห่ง บางแห่งมากกว่าหนึ่งหน แต่มีไม่กี่ห้องสมุดที่ติดค้างอยู่ในความทรงจำและรู้สึกว่ามันมีมนตร์พิเศษ หนึ่งในนั้นคือ Neilson Hays Library–ห้องสมุดอายุหลักร้อยปีบนถนนสุรวงศ์ ด้วยสถาปัตยกรรมผลงานการออกแบบของ Mario Tamagno สถาปนิกชาวอิตาเลียนผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญหลายแห่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ร่มเงาของต้นไม้ บรรยากาศอันแสนสงบ ทำให้ห้องสมุดแห่งนี้เป็นมากกว่าที่ยืมหรือคืนหนังสือ ล่าสุดเมื่อทราบข่าวคราวว่าวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2019 ห้องสมุดแห่งนี้กำลังจะจัดเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ เนื่องในโอกาสที่สมาคมหอสมุดมีอายุครบ 150 ปี ผมจึงนัดพบกับ นลิน วนาสิน ประธานคณะกรรมการบริหาร สมาคมหอเนียลสัน เฮส์ ผู้อยู่เบื้องหลังห้องสมุดที่หลายคนผูกพันและเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติที่กำลังจะจัดขึ้น ความพิเศษของงานเทศกาลวรรณกรรมครั้งนี้คือมีนักเขียนระดับโลกหลายคนตอบรับคำเชิญมาร่วมงานเสวนา อาทิ Adam Johnson นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์, Ma Thida นักเขียนและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมา, Melissa Lucashenko นักเขียนเชื้อสายอะบอริจินจากออสเตรเลีย ที่ใช้งานเขียนสื่อสารความเหลื่อมล้ำทางสังคม เจ้าของรางวัล&#160;Miles Franklin Award ปีล่าสุด ยังไม่นับนักเขียนไทยอีกหลายชีวิตที่แต่ละคนจะมาพูดคุยกันถึงเบื้องหลังผลงานของตัวเอง ในห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ บทสนทนาว่าด้วยการคงอยู่ของห้องสมุดในปัจจุบัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/neilson-hays-library/">คุยกับ นลิน วนาสิน เรื่องเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติและลมหายใจของห้องสมุด Neilson Hays</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในชีวิตผมไปเยือนห้องสมุดมาหลายแห่ง บางแห่งมากกว่าหนึ่งหน แต่มีไม่กี่ห้องสมุดที่ติดค้างอยู่ในความทรงจำและรู้สึกว่ามันมีมนตร์พิเศษ</p>
<p>หนึ่งในนั้นคือ Neilson Hays Library–ห้องสมุดอายุหลักร้อยปีบนถนนสุรวงศ์</p>
<p>ด้วยสถาปัตยกรรมผลงานการออกแบบของ Mario Tamagno สถาปนิกชาวอิตาเลียนผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญหลายแห่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ร่มเงาของต้นไม้ บรรยากาศอันแสนสงบ ทำให้ห้องสมุดแห่งนี้เป็นมากกว่าที่ยืมหรือคืนหนังสือ</p>
<p>ล่าสุดเมื่อทราบข่าวคราวว่าวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2019 ห้องสมุดแห่งนี้กำลังจะจัดเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ เนื่องในโอกาสที่สมาคมหอสมุดมีอายุครบ 150 ปี ผมจึงนัดพบกับ <strong>นลิน วนาสิน </strong>ประธานคณะกรรมการบริหาร สมาคมหอเนียลสัน เฮส์ ผู้อยู่เบื้องหลังห้องสมุดที่หลายคนผูกพันและเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติที่กำลังจะจัดขึ้น</p>
<p>ความพิเศษของงานเทศกาลวรรณกรรมครั้งนี้คือมีนักเขียนระดับโลกหลายคนตอบรับคำเชิญมาร่วมงานเสวนา อาทิ Adam Johnson นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์, Ma Thida นักเขียนและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมา, Melissa Lucashenko นักเขียนเชื้อสายอะบอริจินจากออสเตรเลีย ที่ใช้งานเขียนสื่อสารความเหลื่อมล้ำทางสังคม เจ้าของรางวัล&nbsp;Miles Franklin Award ปีล่าสุด ยังไม่นับนักเขียนไทยอีกหลายชีวิตที่แต่ละคนจะมาพูดคุยกันถึงเบื้องหลังผลงานของตัวเอง</p>
<p>ในห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ บทสนทนาว่าด้วยการคงอยู่ของห้องสมุดในปัจจุบัน พลังของวรรณกรรม และเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติดำเนินไปโดยไม่มีอะไรรีบร้อน</p>
<p>โลกที่ถูกห้อมล้อมด้วยหนังสือเป็นเช่นนี้เสมอ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74176 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>คุณผูกพันกับห้องสมุด</strong><strong>เนียลสัน เฮส์</strong><strong>มาตั้งแต่เมื่อไหร่</strong></p>
<p>เราชอบที่นี่ตั้งแต่เด็ก ชอบลักษณะอาคาร พอเดินเข้าไปแล้วเรารู้สึกสงบ ได้เข้าไปอ่านหนังสือ แล้วโตมาเราก็ห่างเหินไปนาน จนประมาณ 4-5 ปีที่แล้วกรรมการท่านหนึ่งก็ชักชวนเรามาเป็นกรรมการเพราะเห็นว่าเราเป็นคนที่รักการอ่าน และเราก็เป็นคนที่รักโบราณสถาน ก็เลยเข้ามาทำงานให้ห้องสมุดจนได้มาเป็นประธาน</p>
<p>เรารู้สึกว่านอกจากเรื่องการอ่าน เรายังได้ดูแลรักษาสมบัติของชาติด้วย ในฐานะที่สถานที่แห่งนี้เป็นโบราณสถาน มีประวัติศาสตร์ โอเค มันอาจจะไม่ได้เป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย แต่มันก็มีเสน่ห์ ตั้งแต่ประวัติการก่อตั้ง เรื่องราวของ ดร.เฮส์ กับเจนนี่ เนียลสัน ซึ่งเป็นอะไรที่เศร้าแต่ก็โรแมนติก เพื่อที่จะแสดงความรักของ ดร.เฮส์ ให้กับภรรยาผู้ล่วงลับ เขาจึงตั้งใจที่จะสร้างตึกนี้ขึ้นมาเพราะว่าเป็นสิ่งที่ภรรยารัก แล้วก็ทำงานเพื่อสมาคมนี้ตลอดชีวิตของเขา ในขณะเดียวกันเรื่องที่ ดร.เฮส์ สนับสนุนอย่างเรื่องการศึกษาก็ตรงกับความสนใจของเราที่มีมาตลอดอยู่แล้ว เราพยายามคิดว่าจะทำยังไงให้เกิดการสนับสนุนและพัฒนาทางด้านการศึกษา ถึงแม้เราจะเป็นแค่เอกชน เป็นแค่สมาคมเล็กๆ แห่งหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ห้องสมุด</strong><strong>เนียลสัน เฮส์</strong><strong>ทำอะไรเพื่อการศึกษาบ้าง</strong></p>
<p>เราจัดโครงการ Neilson Hays Young Writers Awards ทุกปี เป็นการประกวดการเขียนนิทาน เรื่องสั้นภาษาอังกฤษของเด็กตั้งแต่ 10-18 ปี นอกจากนั้นตอนนี้เรามี Creative Writing Workshop ให้กับเด็กๆ ประมาณเดือนละครั้งสองครั้ง เป็นการเวิร์กช็อปกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 10-15 คน เข้ามาฝึกการเขียน นอกจากนั้นเรามี school visit โรงเรียนที่สนใจสามารถติดต่อแล้วพาเด็กเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ห้องสมุด เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของห้องสมุด หรือมาอ่านหนังสือร่วมกัน</p>
<p>นอกจากนั้นเรายังมีโปรแกรม visit ที่ทำให้ผู้ลี้ภัย ซึ่งปกติเขาไม่มีโอกาสที่จะได้มาห้องสมุด เนื่องจากเด็กเหล่านี้บางคนก็ไม่ได้ไปโรงเรียน เขาก็ได้เข้ามาเนียลสัน เฮส์ มันเป็นการเยียวยาอย่างหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นที่ที่ปลอดภัยและสงบ ซึ่งสำหรับพวกเราอาจถือเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าชีวิตเราไม่ได้มีอันตรายมาคุกคาม แต่ว่าเด็กเหล่านี้เขาไม่มีโอกาส นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่เราทำ และตอนนี้เราก็พยายามที่จะขยายในการให้การศึกษากับเด็กด้อยโอกาส</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74168 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74167 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ในมุมมองของคุณบทบาทของห้องสมุดในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อนไหม</strong></p>
<p>จะว่าเปลี่ยนก็เปลี่ยน จะว่าไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน คือห้องสมุดไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม มันก็คือ community center ทั้งนั้น ตั้งแต่สมัยโบราณคนก็เอาลูกหลานมาวิ่งเล่น เป็นการใช้เวลาแบบสโลว์ไลฟ์ซึ่งสมัยนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือการจัดกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งสมัยก่อนกิจกรรมที่ห้องสมุดจัดอาจจะค่อนข้างที่จะจำกัดอยู่ในเรื่องของหนังสือ แต่สมัยนี้เรามีการเพิ่มพันธกิจ เราจัดคอนเสิร์ตด้วย จัด performance ด้วย อย่างปีที่แล้วเราก็จัดการแสดงเป็น contemporary dance กับคุณจิตติ ชมพี ในห้องสมุดเลย ซึ่งเป็นอะไรที่สมัยก่อนห้องสมุดไม่ได้ทำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทำไมห้องสมุดต้องทำอะไรเยอะขนาดนี้</strong></p>
<p>ทำแต่เรื่องหนังสืออย่างเดียวอาจจะไม่พอ แน่นอน คนที่เป็นสมาชิกห้องสมุดมันน้อยลง ซึ่งเราไม่ได้พูดถึงเรื่องผลกระทบจาก eBook อย่างเดียว แต่ว่าตอนนี้คนยุคเรามีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย สมัยก่อนคนไม่ได้มีอะไรทำมากก็มาเป็นสมาชิกห้องสมุด แต่เดี๋ยวนี้มีกิจกรรมมากขึ้น ถ้าเราทำแค่ให้ยืมหนังสือมันคงไม่พอ เราต้องปรับตัวไปกับยุคสมัย</p>
<p>เวลามีพาร์ตเนอร์อยากมาจัดกิจกรรมต่างๆ เราก็ยินดี เพราะเราสนับสนุนเรื่องของศิลปวัฒนธรรมอยู่แล้ว ถ้าใครคิดว่าห้องสมุดของเราเป็นสถานที่ที่เหมาะเราก็ยินดี เพราะว่ากลุ่มสมาชิกของเราเขาก็มองหาอะไรที่เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ</p>
<p>เราคิดว่าที่นี่มันเป็น unique site มันให้ประสบการณ์ที่แตกต่าง ถ้าคุณไปดูการแสดงบนเวทีในโรงละครทั่วไป มันอาจจะได้ในเรื่องของแสงสี ซึ่งสถานที่ของเราอาจจะไม่ได้ให้ตรงนั้น แต่ว่าสิ่งที่ได้มันเป็นประสบการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งสมัยนี้ไม่ว่าการแสดงหรือคอนเสิร์ต คนเราก็อยากจะมองหาประสบการณ์ที่มันไม่ได้จำกัดในรูปแบบเดิมๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74198 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-39.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-39.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-39-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>เคยคุยกับคนที่มาไหมว่าทำไมทุกวันนี้เขายังมาห้องสมุด ทั้งที่หนังสือหลายๆ เล่มก็หาอ่านได้ข้างนอก</strong></p>
<p>หนังสือที่เราเลือกเข้ามาในห้องสมุดเป็นวรรณกรรมที่ดี ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ เป็นเรื่องราวที่ตรงกับประเด็นที่คนในปัจจุบันเขาตระหนัก หรือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ หนังสือหลายๆ เล่มบางครั้งร้านหนังสือในเมืองไทยก็ไม่ได้เอาเข้ามาขาย โอเค คนอาจจะซื้อใน Kindle ได้แหละ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนเขาต้องการอ่านผ่าน eBook หลายๆ คนยังชอบที่จะจับต้องหนังสืออยู่ แล้วเราก็รู้สึกว่าประสบการณ์ในการอ่านหนังสือเล่มมันไม่เหมือนกับการอ่านในจอ</p>
<p>ตอนนี้สมาชิกเราเป็นครอบครัวและเด็กค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นเด็กอ่านผ่าน eBook ไม่ได้อยู่แล้ว คืออ่านได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ต่อการเรียนรู้ของเด็กมันไม่เท่ากับการจับต้องหนังสือแล้วนั่งอ่านกับผู้ปกครอง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยังมาห้องสมุด</p>
<p>แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ การเดินเข้ามาที่นี่มันดีต่อใจนะ รู้สึกไหม หรือเราอาจจะเข้าข้างตัวเอง (หัวเราะ) &nbsp;มันเป็นสเปซที่มีความเขียว มีต้นไม้ เข้าไปในห้องสมุดก็เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น มีประวัติศาสตร์ คนเข้ามาแล้วเขารู้สึกว่ามันสงบ เป็นที่ที่เขาอยากจะมานั่งใช้เวลาอ่านหนังสือ นั่งคิดนั่งไตร่ตรองเพื่อที่จะทำงาน สถานที่แบบนี้ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74188 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-29.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-29.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-29-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-29-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74200 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-41.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-41.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-41-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>แล้วโดยส่วนตัวคุณเชื่ออะไรในหนังสือ เชื่ออะไรในวรรณกรรม</strong></p>
<p>ส่วนตัวเราคิดว่าการอ่านวรรณกรรมมันทำให้เราสามารถเข้าใจคนอื่นๆ ที่แตกต่างจากเราได้ มันทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีขึ้น มันเป็นสื่อที่สามารถสร้างจินตนาการได้ดีมากๆ มันละเอียดอ่อนและมีแง่มุมที่ลึกล้ำ สำหรับตัวเรานี่เป็นสาเหตุที่รักการอ่าน แต่นอกจากนั้นแล้ว แน่นอนว่าการอ่านหนังสือมันก็มีประโยชน์อื่น เช่น หนังสือบางเล่มผู้เขียนเขาเก็บข้อมูลมาตั้ง 2 ปีกว่าจะเขียนออกมาได้ แทนที่เราจะต้องไปค้นคว้าหาข้อมูลแบบนั้น ทุกอย่างมันถูกย่อมาอยู่ในหนังสือเล่มนั้นแล้ว ซึ่งเป็นการหาความรู้ที่ดีมาก</p>
<p>นอกจากอ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ แน่นอนว่าหนังสือก็เป็นอะไรที่สามารถทำให้เราหลบออกจากโลกแห่งความเป็นจริงได้ชั่วขณะ ทุกวันนี้คนเรามีความเครียด มีความกดดันเรื่องการงาน และมีการใช้ชีวิตลำบากยากเข็ญขึ้นเรื่อยๆ การอ่านหนังสือก็สามารถทำให้เราผ่อนคลาย</p>
<p>อีกอย่างหนังสือมีพลังที่จะทำให้เราเกิดจุดเปลี่ยนในความคิด บางครั้งหนังสือส่องไฟให้เราเห็นอะไรที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ทำให้เราคลิกขึ้นมาได้ว่าสิ่งนี้เป็นความจริง หนังสือสามารถแสดงความจริงที่บางครั้งแค่การอ่านข่าวมันไม่ได้ โดยเฉพาะอะไรที่มันเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ หนังสือมันทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ได้ดีขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทำไมเวลาอ่านข่าวจึงไม่ทำให้เราเข้าใจความจริงได้เท่าการอ่านเรื่องแต่งอย่างวรรณกรรม</strong></p>
<p>เพราะว่านักเขียนเขาต้องการจะสื่อสารบางความจริงให้กับเรา เพราะฉะนั้นวิธีการร้อยเรื่อง วิธีการสร้างตัวละครขึ้นมา หรือการแต่งเรื่องราว มันเป็นศิลปะที่เขาตั้งใจจะสื่อสารความจริงอะไรบางอย่างกับเรา มันไม่ใช่ความบังเอิญ มันก็เลยได้ผลดีกว่าเวลาเราไปดูข่าว ที่มันอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่ว่ามันเป็นแต่เรื่องจริงจากแง่มุมเดียว บางครั้งปัจจัยมันไม่ครบ เลยไม่ได้ก่อให้เกิดความคิดหรือความตระหนักถึงความจริงแท้ หรือความจริงที่เป็นภาพใหญ่ ที่เป็น Truth with the capital T</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วเชื่ออะไรในงานเทศกาลวรรณกรรม จึงลุกขึ้นมาจัดงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติครั้งแรก</strong></p>
<p>อาจจะเป็นแพสชั่นส่วนตัว เพราะว่าเราได้ไปเทศกาลวรรณกรรมประเทศอื่นๆ แล้วมันเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมาก สนุก รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ คือหลายๆ เมืองเขาก็มีกันหมดแล้ว เราก็อยากจะให้เมืองไทยมีบ้าง เราก็เลยตัดสินใจลองพยายามหาพาร์ตเนอร์เพื่อทำให้มันเกิดในบ้านเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74162 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>แล้วงานนี้ต่างจากงานหนังสือที่จัดอยู่แล้วปีละ </strong><strong>2 ครั้งยังไง</strong></p>
<p>แตกต่างที่โฟกัส คือการที่คนตื่นตัวแล้วไปซื้อหนังสือมาอ่านมันดีอยู่แล้วแหละ เราในฐานะคนรักหนังสือคนหนึ่งก็ชื่นใจ แต่ว่างานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติของเราอาจจะโฟกัสไปที่การแลกเปลี่ยนความคิดไอเดีย ก็คือที่งานพูดคุยเสวนา</p>
<p>เราเน้นให้นักเขียนแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แล้วให้ผู้อ่านมารับรู้การแลกเปลี่ยนนี้ด้วย ซึ่งรูปแบบก็จะแตกต่างจากการที่ผู้อ่านได้รับรู้จากการอ่านงานของเขา อันนี้เราได้รับรู้จากปากของผู้เขียนเอง ซึ่งมันก็จะมีแง่มุมส่วนตัวที่บางทีเขาไม่ได้เล่าไว้ในหนังสือ มันทำให้เรารู้จักนักเขียนในอีกแบบ เราอยากรู้จัก The man behind the art คนแบบไหนกันที่สามารถผลิตงานศิลปะแบบนี้ออกมาได้ เป็นความข้องใจของเราในฐานะคนที่เสพงานวรรณกรรมว่ากว่าจะผลิตงานนี้ออกมาได้ มันมีขั้นตอนแบบไหน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นักเขียนที่มามีใครที่ชีวิตน่าสนใจบ้าง</strong></p>
<p>อย่าง Adam Johnson เราก็คิดว่าน่าสนใจ เพราะวิธีการเขียนเรื่องของเขามันเต็มไปด้วยจินตนาการ ในขณะเดียวกันหลายๆ แง่มุมที่เขาใช้มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเกาหลีเหนือ ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งเรื่องสังคม เรื่องรัฐบาล ซึ่งสิ่งนี้น่าสนใจมากๆ</p>
<p>หรืออย่างคุณพิชญา สุดบรรทัด ก็น่าสนใจ เขาเป็นคนไทยที่สร้างงานอยู่ต่างประเทศ ซึ่งหลายๆ ครั้งงานของนักเขียนไทยไม่ค่อยได้ออกไปสู่โลกภายนอกมากนัก เราก็อยากจะฟังมุมมองของเขาว่านักอ่านต่างประเทศเขาตอบรับเรื่องราวของไทยยังไงบ้าง</p>
<p>Ma Thida ก็น่าสนใจ เขาเป็น activist ในพม่าที่เคยถูกจำคุกเพราะความเชื่อและหลักการ มันเป็น amazing story เราอยากฟังจากเขาว่าอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอุทิศตนขนาดนั้น แล้วประสบการณ์มันมีผลกระทบกับตัวบุคคลยังไงบ้าง</p>
<p>และแน่นอน นักเขียนไทยที่เราเชิญมาคนในวงการก็เคารพนับถือกันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นคุณเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ซึ่งน่าสนใจด้วยว่านอกจากจะเป็นกวีแล้ว เขายังได้ไปเป็น artist-in-residence ในไต้หวัน ได้ไปเผยแพร่วรรณกรรมไทยในอีกรูปแบบหนึ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74172 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74192 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-33.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-33.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-33-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>สุดท้ายงานนี้จะช่วยอะไรวงการวรรณกรรมบ้านเราบ้างไหม</strong></p>
<p>เราหวังว่ามันจะเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยผลักดันให้คนอ่านตื่นตัว อยากที่จะอ่านมากขึ้น เพราะเวลามีใครจัดงานขึ้นมาหนึ่งงาน มันก็เหมือนกับการฉายสปอตไลต์ให้วงการวรรณกรรม</p>
<p>มันก็เหมือนที่คุณอุทิศ เหมะมูลว่าไว้ งานศิลปะแขนงอื่นๆ มันมีกิจกรรมที่แพร่หลายไปในวงกว้างและวงนานาชาติมากกว่าวรรณกรรมเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นทัศนศิลป์ หรือว่าภาพยนตร์ แต่ว่าวรรณกรรมของประเทศของเรายังค่อนข้างที่จะอยู่วงแคบ บางครั้งมันไม่ได้มีสิ่งที่ให้คนอ่านได้มามีปฏิสัมพันธ์กับวรรณกรรมมากมายนักนอกเหนือจากการเดินเข้าไปในร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือ</p>
<p>เราเองไม่ได้เป็นนักเขียน ถ้าเราจะชักชวนให้คนอ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ เราเองก็สื่อสารได้ไม่ดีเท่ากับตัวนักเขียนเอง ซึ่งการที่เรามาพบปะกับตัวนักเขียนได้โดยตรง มาฟังเสวนา หรือว่าการได้มาเห็นนักเขียนเขาอ่านบทความของเขา มันก่อให้เกิดแรงบันดาลใจได้ดีกว่า เหมือนเป็นการย่นระยะเวลาที่จะสร้างความสนใจเรื่องการอ่านกับคนในวงกว้าง</p>
<p>และที่สำคัญ คนที่จะเป็นนักเขียนได้ เขาต้องไตร่ตรองประเด็นต่างๆ ที่เขียนมาเยอะมาก เขาอยู่กับข้อมูล วัตถุดิบ นานมาก เยอะมาก เพราะฉะนั้นการที่เราได้มาฟังนักเขียนพูดถึงประเด็นต่างๆ ที่เขาได้ขลุกอยู่กับมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพของสตรี เรื่องประชาธิปไตย เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หรือว่าความรุนแรงในสังคม การได้ฟังนักเขียนพูดจะทำให้เรามีความคิดเกี่ยวกับเรื่องประเด็นต่างๆ ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นวิธีการเลือกนักเขียนเราจึงไม่ได้เลือกเพียงแต่นักเขียนที่เก่งในเรื่องศิลปะการเขียนเท่านั้น แต่เราเลือกนักเขียนโดยการพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่แทรกซ้อนอยู่ในวรรณกรรมของเขาด้วย ถ้าไปดูหัวข้อการเสวนาจะเห็นว่ามีประเด็นต่างๆ ที่เป็นเรื่องราวที่สังคมกำลังดิ้นรนต่อสู้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การหยิบยกประเหล่านี้มาพูดคุยในงานสำคัญยังไง</strong></p>
<p>โอเค บางคนอาจจะบอกว่ามันหนักไป อ่านหนังสือแล้วไม่อยากเครียด แต่ไม่รู้สิ อาจจะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้จัด เรารู้สึกว่าตอนนี้โลกเรามีปัญหามากมาย ซึ่งแต่ก่อนคนเราก็อาจจะอยู่ในวงแคบๆ ของครอบครัวเรา หรือประเทศเรา แต่ตอนนี้เรามีความรู้สึกว่าเราปลีกตัวออกมาอยู่ในวงแคบๆ ของเราไม่ได้แล้ว คือโลกเรามันเชื่อมโยงกันหมด ไม่ว่ายังไงมันก็มีผลกระทบกับเราอยู่แล้ว เหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นในอเมริกา ยุโรป หรือในเมืองจีน แต่มันก็มีผลกระทบกับเรา</p>
<p>อีกอย่างคือเราเกิดขึ้นมาเป็นคน เราก็ควรที่จะมีความเป็นห่วงเป็นใยหรือว่ามีเยื่อใยกับมนุษย์ เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นประเด็นในที่ต่างๆ ของโลก อย่างน้อยหน้าที่ของเราก็คือทำความเข้าใจกับมัน ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วคุณเชื่อว่าวรรณกรรมมันช่วยคลี่คลายประเด็นปัญหาที่ว่ามาได้หรือเปล่า</strong></p>
<p>เราเชื่อมากๆ เลยนะ เพราะหนังสือมันเป็นสื่อที่สามารถเชื่อมคนเข้าด้วยกัน บางครั้งคนมาพูดจากันอาจจะมีกำแพงบางอย่างที่ทำให้เราฟังกันไม่ได้ยิน เราไม่ได้ฟังกันจริงๆ แต่ว่าเวลามันบอกเล่าผ่านวรรณกรรม มันเหมือนเราสามารถที่จะทำลายกำแพงอะไรบางอย่าง มันช่วยลดทิฐิ ลดความโกรธ และเสริมสร้างความเข้าใจ</p>
<p>เราเชื่อมากๆ ว่าความเข้าใจมันจะนำไปสู่สิ่งต่างๆ ที่ดีขึ้น</p>
<p><a href="https://web.neilsonhayslibrary.com/"><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-74181 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Nailson-Hay-Libraly-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></strong></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่&nbsp;</strong><a href="http://web.neilsonhayslibrary.com">web.neilsonhayslibrary.com</a></p>
<p><strong>และเฟซบุ๊กเพจ&nbsp;</strong><a href="https://www.facebook.com/NeilsonHaysLibrary">Neilson Hays Library</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/neilson-hays-library/">คุยกับ นลิน วนาสิน เรื่องเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติและลมหายใจของห้องสมุด Neilson Hays</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
