<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปรมัตถ์ puzzle &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/movement/sc-puzzle/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/movement/sc-puzzle/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 27 Mar 2019 10:56:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสสำคัญอย่างไร? ว่าด้วยปริศนาสังคมสัตว์และเทคโนโลยีการแกะรอย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/animals-tracing-technology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 24 Mar 2019 17:47:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[แกะรอย]]></category>
		<category><![CDATA[รอยเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[ร่องรอย]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[the birds of america]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57506</guid>

					<description><![CDATA[<p>มนุษย์เรารู้จักการแกะรอยสัตว์ป่ามาตั้งแต่สมัยโบราณด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันออกไป นายพรานตามรอยสัตว์ป่าเพื่อการล่า ส่วนนักอนุรักษ์ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ พยายามตามหาสัตว์ป่าที่สนใจเพื่อศึกษาพฤติกรรมและถิ่นที่อยู่ วิธีการแกะรอยก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การตามรอยเท้า มองหาขนที่หลุดร่วง ร่องรอยตามต้นไม้ ไปจนถึงมูลของสัตว์ ใน ค.ศ. 1803 John James Audubon นักปักษีวิทยาผู้มีชื่อเสียงจากการเขียนหนังสือ The Birds of America รวมทั้งวาดภาพประกอบที่มีรายละเอียดระดับเหนือมนุษย์ พยายามพิสูจน์ว่าฝูงนกที่บินมายังฟาร์มของเขาในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นนกฝูงเดิมด้วยการจับนกเหล่านั้นมาผูกข้อเท้าของพวกมันด้วยเส้นด้าย หลังจากนั้นนับร้อยปี นักวิทยาศาสตร์เริ่มใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นในการติดตามสัตว์ป่า ทั้งการทดลองใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อถ่ายทำการเดินทางของพวกมัน รวมทั้งเครื่องส่งสัญญาณวิทยุเพื่อติดตามตำแหน่ง ในยุคปัจจุบัน นักวิจัยด้านสัตว์ป่าเริ่มทำงานกับวิศวกรมากขึ้นเพื่อพัฒนาการติดตามสัตว์ด้วยระบบดาวเทียม จีพีเอส เรดาร์ โดรน เครื่องวัดความเร่ง จนถึง การถอดรหัสดีเอ็นเอ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้มนุษย์เรามองเห็นสัตว์ป่า สัตว์ปีก รวมทั้งสัตว์ทะเลอย่างฉลาม เต่า ไปจนถึงวาฬ ได้ในระดับทะลุปรุโปร่งกว่าสมัยก่อนมาก คำถามคือ การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสมีความสำคัญอย่างไร? คำตอบคือ มันสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์สัตว์เหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษากายวิภาครวมทั้งพฤติกรรมของสัตว์แต่ละชนิดได้ด้วยการสังเกตพวกมันในสวนสัตว์หรือห้องทดลอง แต่พฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อพวกมันรวมกลุ่ม การสื่อสารติดต่อกันในฝูง จนถึงถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาในสภาวะธรรมชาติเท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น ยีราฟ Dr.Julian Fennessy ผู้คร่ำหวอดและหัวหอกด้านการอนุรักษ์ยีราฟ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/animals-tracing-technology/">การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสสำคัญอย่างไร? ว่าด้วยปริศนาสังคมสัตว์และเทคโนโลยีการแกะรอย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์เรารู้จักการแกะรอยสัตว์ป่ามาตั้งแต่สมัยโบราณด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันออกไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายพรานตามรอยสัตว์ป่าเพื่อการล่า ส่วนนักอนุรักษ์ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ พยายามตามหาสัตว์ป่าที่สนใจเพื่อศึกษาพฤติกรรมและถิ่นที่อยู่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการแกะรอยก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การตามรอยเท้า มองหาขนที่หลุดร่วง ร่องรอยตามต้นไม้ ไปจนถึงมูลของสัตว์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใน ค.ศ. 1803 John James Audubon นักปักษีวิทยาผู้มีชื่อเสียงจากการเขียนหนังสือ <em>The Birds of America</em> รวมทั้งวาดภาพประกอบที่มีรายละเอียดระดับเหนือมนุษย์ พยายามพิสูจน์ว่าฝูงนกที่บินมายังฟาร์มของเขาในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นนกฝูงเดิมด้วยการจับนกเหล่านั้นมาผูกข้อเท้าของพวกมันด้วยเส้นด้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้นนับร้อยปี นักวิทยาศาสตร์เริ่มใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นในการติดตามสัตว์ป่า ทั้งการทดลองใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อถ่ายทำการเดินทางของพวกมัน รวมทั้งเครื่องส่งสัญญาณวิทยุเพื่อติดตามตำแหน่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคปัจจุบัน นักวิจัยด้านสัตว์ป่าเริ่มทำงานกับวิศวกรมากขึ้นเพื่อพัฒนาการติดตามสัตว์ด้วยระบบดาวเทียม จีพีเอส เรดาร์ โดรน เครื่องวัดความเร่ง จนถึง การถอดรหัสดีเอ็นเอ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้มนุษย์เรามองเห็นสัตว์ป่า สัตว์ปีก รวมทั้งสัตว์ทะเลอย่างฉลาม เต่า ไปจนถึงวาฬ ได้ในระดับทะลุปรุโปร่งกว่าสมัยก่อนมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามคือ การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสมีความสำคัญอย่างไร?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคือ มันสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์สัตว์เหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษากายวิภาครวมทั้งพฤติกรรมของสัตว์แต่ละชนิดได้ด้วยการสังเกตพวกมันในสวนสัตว์หรือห้องทดลอง แต่พฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อพวกมันรวมกลุ่ม การสื่อสารติดต่อกันในฝูง จนถึงถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาในสภาวะธรรมชาติเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง เช่น ยีราฟ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Dr.</span><span style="font-weight: 400;">Julian Fennessy ผู้คร่ำหวอดและหัวหอกด้านการอนุรักษ์ยีราฟ พบว่าสัตว์อย่างยีราฟที่เห็นได้ทั่วไปในแอฟริกานั้นกำลังค่อยๆ สูญพันธ์ุอย่างเงียบๆ เขาพบว่ามันลดจำนวนลงเรื่อยๆ โดย ค.ศ. 1986 ถึงปัจจุบัน พวกมันลดจำนวนลงจาก 153,000 ตัว เป็น 100,000 ตัว และยีราฟใน 7 ประเทศหายไปอย่างไร้ร่องรอย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า ดร.จูเลียน</span><span style="font-weight: 400;">เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามสัตว์ด้วยระบบจีพีเอส ได้ทำการศึกษายีราฟร่วมกับทีมงานจนใน ค.ศ. 2016 พวกเขาพบว่ายีราฟบนโลกแบ่งเป็นชนิดหลักๆ ได้ 4 ชนิด (จากเดิมที่เคยเชื่อกันว่ายีราฟบนโลกหลงเหลือเพียงชนิดเดียว) งานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการศึกษากระจายตัวของยีราฟ แล้วนำกลุ่มตัวอย่างมาศึกษาดีเอ็นเอเพื่อแยกแยะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หลังจากงานวิจัยของดร.จูเลียน</span><span style="font-weight: 400;">ได้รบการตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology ได้เพียง 1 ปีก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แสดงความเคลือบแคลงออกมาผ่านงานวิจัยในวารสารเดียวกัน โดยนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่างานวิจัยของเขามีช่องโหว่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าความจริงเรื่องยีราฟจะยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ เทคนิคการติดตามรอยสัตว์ด้วยดาวเทียมนั้นทรงพลังมาก แต่วิธีนี้ก็มีความท้าทายหลายอย่าง เช่น การออกแบบวิธีการนำเครื่องติดตามไปติดบนตัวสัตว์ที่สนใจ</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57909" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-3.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิทยาศาสตร์พบว่าวาฬเป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสียงของสังคมมนุษย์ ทั้งเสียงจากเมืองและการประมง แต่มันส่งผลต่อการอพยพและพฤติกรรมแค่ไหนยังเป็นคำถามปลายเปิด นักวิจัยจึงใช้ฉมวกยิงเพื่อฝังเครื่องติดตามไว้ใต้ผิวหนังของพวกมันเพื่อศึกษารูปแบบการเดินทางของพวกมัน ซึ่งอาจแสดงให้เห็นการตอบสนองต่อการใช้เสียงของมนุษย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วอย่างแพลงก์ตอนสัตว์นั้นมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรอย่างยิ่ง แต่การจะนำเครื่องติดตามไปติดพวกมันเป็นโจทย์ที่โหดหิน ใน ค.ศ. 2013 ทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยลันด์ ประเทศสวีเดน ได้ออกแบบการทดลองติดตามแพลก์ตอน </span><i><span style="font-weight: 400;">daphnia magna </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่มีขนาดเล็กในระดับมิลลิเมตร (ตัวโตมากๆ ยังยาวแค่ 5 มม.เท่านั้น) ซึ่งเล็กเกินกว่าจะติดเซนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ลงไป พวกเขาจึงเคลือบมันด้วยอนุภาคนาโนเรืองแสง (ที่แพทย์ใช้อาจมันระบุตำแหน่งเซลล์มะเร็ง) เมื่อนักวิจัยส่องแสงบางอย่างใส่ สารดังกล่าวจะเรืองแสงออกมาทำให้พวกเขาใช้กล้องติดตามการเคลื่อนที่ของมันได้ โดยเบื้องต้นการทดลองนี้ยังเกิดขึ้นในระบบปิดอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอนาคต หากเราสามารถติดตามสัตว์ต่างๆ ได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น ย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจธรรมชาติของพวกมันยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งน่าจะช่วยให้มนุษย์เรารักษาพวกมันได้ดียิ่งๆ ขึ้นไปเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าทุกสิ่งอย่างย่อมเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ในทางกลับกัน ความรู้เรื่องตำแหน่งสัตว์อาจนำมาซึ่งการล่าและกวาดล้างเผ่าพันธุ์สัตว์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์เราไม่ใช่เหรียญ เราอยากให้เทคโนโลยีสร้างอนาคตแบบไหนให้กับเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเท่านั้นที่ให้คำตอบได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อ้างอิง</b></p>
<p><a href="https://www.cell.com/current-biology/fulltext/S0960-9822(16)30787-4"><span style="font-weight: 400;">cell.com/current-biology/fulltex</span></a></p>
<p><a href="https://www.cell.com/current-biology/fulltext/S0960-9822(16)31520-2?_returnURL=https%3A%2F%2Flinkinghub.elsevier.com%2Fretrieve%2Fpii%2FS0960982216315202%3Fshowall%3Dtrue"><span style="font-weight: 400;">cell.com/current-biology</span></a></p>
<p><a href="https://giraffeconservation.org/our-team/"><span style="font-weight: 400;">giraffeconservation.org/our-team</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ <em>Where the animal go</em></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/animals-tracing-technology/">การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสสำคัญอย่างไร? ว่าด้วยปริศนาสังคมสัตว์และเทคโนโลยีการแกะรอย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ว่ายน้ำในน้ำเชื่อมกับว่ายน้ำในน้ำเปล่า อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Nov 2018 23:20:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[science]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ว่ายน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[swimming]]></category>
		<category><![CDATA[syrup]]></category>
		<category><![CDATA[water]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=45093</guid>

					<description><![CDATA[<p>เชื่อไหมว่า คำถามสำคัญๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเรา หลายคำถามฟังดูบ้าบอ หลุดโลก และเพี้ยนสุดๆ อาจเป็นเพราะความบ้าบอนั้นมีข้อได้เปรียบตรงที่มันไร้กฎเกณฑ์และกรอบกรง ตัวอย่างเช่น ในสมัยกรีกโบราณเมื่อสองพันปีก่อน ชายคนหนึ่งถามขึ้นว่า “เป็นไปได้ไหมที่โลกจะมีลักษณะกลม?” แล้วเขาก็คิดหาหลักฐานมาสนับสนุนว่าโลกกลมจริงๆ ทั้งที่ในยุคนั้นใครๆ ก็คิดว่าโลกมีลักษณะเป็นแผ่นแบน เพราะมันชัดเจนในแบบที่เห็นๆ กันอยู่ และต่อให้โลกกลมจริงมันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ชายผู้นั้นมีชื่อว่า อริสโตเติล อีกหนึ่งตัวอย่างคือ นักตั้งคำถามเพี้ยนๆ ผู้มีนามว่า Richard Feynman เขาเป็นนักฟิสิกส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและอาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟิสิกส์มากมายมาจนถึงทุกวันนี้ เคยตั้งคำถามว่า ถ้าสปริงเคิลที่ถูกเปิดให้รดน้ำสนามหญ้าหมุนตามเข็มนาฬิกา แล้วมีคนนำมันไปวางไว้ก้นสระว่ายน้ำแล้วปลายสายยางต่อเข้ากับเครื่องสูบน้ำ มันจะหมุนทวนเข็มหรือตามเข็ม? คำถามบ้าๆ แบบนี้แม้จะไม่มีประโยชน์ในทางการประยุกต์ใช้ แต่มันเป็นแบบฝึกหัดชั้นดีสำหรับผู้ที่ต้องการขบคิดเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในฟิสิกส์หัวข้อกลศาสตร์และของไหล นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า การว่ายน้ำในน้ำเกลือนั้นจะทำให้ว่ายได้เร็วขึ้น เพราะน้ำเกลือมีความหนาแน่นสูงกว่าน้ำปกติ ทำให้มีแรงลอยตัวที่คอยพยุงร่างกายของนักว่ายน้ำมากกว่าน้ำปกติ (แต่การว่ายน้ำในทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นนั้นเป็นอีกเรื่อง) คำถามคือ แล้วถ้าว่ายในน้ำเชื่อมที่มีความหนืดมากกว่าน้ำปกติล่ะ เราจะว่ายได้เร็วขึ้นหรือช้าลง? นักฟิสิกส์ถกเถียงเรื่องนี้มานานแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ บ้างก็ว่าช้าลงเพราะความหนืดย่อมทำให้นักว่ายน้ำเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ยากขึ้น บ้างก็ว่าเร็วขึ้นเพราะมือจะพุ้ยน้ำได้ง่ายขึ้นส่งผลให้ร่างกายนักว่ายน้ำถูกดันให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น บ้างก็ว่าไม่ต่างกัน ความสงสัยนี้ส่งผลให้สองนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาและมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน พยายามทำการทดลองเพื่อหาคำตอบ การทดลองใหญ่ๆ แบบนี้ ไม่ใช่แค่ต้องมีความสามารถด้านวิชาการ แต่ต้องมีทักษะการบริหารจัดการที่ดีร่วมด้วย พวกเขาเริ่มต้นจากการเลือกใช้สารกัวกัม (guar gum) ซึ่งเป็นสารลักษณะเหมือนแป้งที่ใช้เพิ่มความหนืดของอาหาร รวมทั้งทำให้โลชั่น แชมพู หรือยาสีฟัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/">ว่ายน้ำในน้ำเชื่อมกับว่ายน้ำในน้ำเปล่า อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อไหมว่า คำถามสำคัญๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเรา หลายคำถามฟังดูบ้าบอ หลุดโลก และเพี้ยนสุดๆ</p>
<p>อาจเป็นเพราะความบ้าบอนั้นมีข้อได้เปรียบตรงที่มันไร้กฎเกณฑ์และกรอบกรง</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ในสมัยกรีกโบราณเมื่อสองพันปีก่อน ชายคนหนึ่งถามขึ้นว่า “เป็นไปได้ไหมที่โลกจะมีลักษณะกลม?” แล้วเขาก็คิดหาหลักฐานมาสนับสนุนว่าโลกกลมจริงๆ</p>
<p>ทั้งที่ในยุคนั้นใครๆ ก็คิดว่าโลกมีลักษณะเป็นแผ่นแบน เพราะมันชัดเจนในแบบที่เห็นๆ กันอยู่ และต่อให้โลกกลมจริงมันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>ชายผู้นั้นมีชื่อว่า อริสโตเติล</p>
<p>อีกหนึ่งตัวอย่างคือ นักตั้งคำถามเพี้ยนๆ ผู้มีนามว่า Richard Feynman เขาเป็นนักฟิสิกส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและอาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟิสิกส์มากมายมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>เคยตั้งคำถามว่า ถ้าสปริงเคิลที่ถูกเปิดให้รดน้ำสนามหญ้าหมุนตามเข็มนาฬิกา แล้วมีคนนำมันไปวางไว้ก้นสระว่ายน้ำแล้วปลายสายยางต่อเข้ากับเครื่องสูบน้ำ</p>
<p>มันจะหมุนทวนเข็มหรือตามเข็ม?</p>
<p>คำถามบ้าๆ แบบนี้แม้จะไม่มีประโยชน์ในทางการประยุกต์ใช้ แต่มันเป็นแบบฝึกหัดชั้นดีสำหรับผู้ที่ต้องการขบคิดเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในฟิสิกส์หัวข้อกลศาสตร์และของไหล</p>
<hr />
<p>นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า การว่ายน้ำในน้ำเกลือนั้นจะทำให้ว่ายได้เร็วขึ้น เพราะน้ำเกลือมีความหนาแน่นสูงกว่าน้ำปกติ ทำให้มีแรงลอยตัวที่คอยพยุงร่างกายของนักว่ายน้ำมากกว่าน้ำปกติ (แต่การว่ายน้ำในทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นนั้นเป็นอีกเรื่อง)</p>
<p><strong>คำถามคือ แล้วถ้าว่ายในน้ำเชื่อมที่มีความหนืดมากกว่าน้ำปกติล่ะ เราจะว่ายได้เร็วขึ้นหรือช้าลง?</strong></p>
<p>นักฟิสิกส์ถกเถียงเรื่องนี้มานานแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้</p>
<p>บ้างก็ว่าช้าลงเพราะความหนืดย่อมทำให้นักว่ายน้ำเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ยากขึ้น บ้างก็ว่าเร็วขึ้นเพราะมือจะพุ้ยน้ำได้ง่ายขึ้นส่งผลให้ร่างกายนักว่ายน้ำถูกดันให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น บ้างก็ว่าไม่ต่างกัน</p>
<p>ความสงสัยนี้ส่งผลให้สองนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาและมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน พยายามทำการทดลองเพื่อหาคำตอบ</p>
<p>การทดลองใหญ่ๆ แบบนี้ ไม่ใช่แค่ต้องมีความสามารถด้านวิชาการ แต่ต้องมีทักษะการบริหารจัดการที่ดีร่วมด้วย</p>
<p>พวกเขาเริ่มต้นจากการเลือกใช้สารกัวกัม (guar gum) ซึ่งเป็นสารลักษณะเหมือนแป้งที่ใช้เพิ่มความหนืดของอาหาร รวมทั้งทำให้โลชั่น แชมพู หรือยาสีฟัน หนืดขึ้น ในการเพิ่มความหนืดให้กับน้ำในสระแทนที่จะใช้น้ำเชื่อมเพราะมันปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์เรา</p>
<p>สารกัวกัม 310 กิโลกรัม ถูกเติมลงในสระน้ำโดยมีมอเตอร์และระบบปั๊มคอยปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งสระ ใช้เวลาไป 36 ชั่วโมง จึงได้ของเหลวที่หนืดกว่าน้ำเปล่าสองเท่า แต่มีความหนาแน่นไม่ต่างจากน้ำเปล่านัก</p>
<p>จากนั้นนำนักว่ายน้ำอาสาสมัครหลายคนมาทดลองว่าย โดยเริ่มจาก</p>
<ul>
<li>ว่ายน้ำในสระน้ำปกติ (ระยะทาง 23 เมตร)</li>
<li>แล้วมาว่ายในสระหนืดด้วยระยะทางเท่าเดิม</li>
<li>ว่ายสระหนืดเสร็จแล้วไปล้างตัว</li>
<li>จากนั้นกลับมาว่ายในสระปกติอีกครั้งด้วยระยะทางเดิม</li>
</ul>
<p>เมื่อว่ายเสร็จจากแต่ละสระ นักว่ายน้ำจะได้พัก 3 นาที ซึ่งนักว่ายน้ำบางคนต้องว่ายหลายเซตเพื่อนำเวลามาเปรียบเทียบ รวมทั้งทดสอบด้วยการว่ายทุกท่า ทั้งท่าผีเสื้อ กรรเชียง ฟรีสไตล์ และท่ากบ</p>
<p><strong>หลังจากการวิเคราะห์ผลพบว่า &#8216;การว่ายในน้ำหนืดนั้นไม่ได้ช้าลงหรือเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>พูดง่ายๆ ว่า จะว่ายน้ำเปล่าหรือน้ำเชื่อมก็แทบไม่ต่างกัน</strong></p>
<p>นักวิจัยยังคำนวณดูจนพบว่าต้องเพิ่มความหนืดขึ้นไปในหลักพันเท่าของน้ำเปล่าจึงจะเริ่มส่งผลต่อการว่ายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมีหลายจุดที่ไม่ได้ควบคุมตัวแปรไว้สมบูรณ์แบบ เช่น นักว่ายน้ำแต่ละคนมีรูปร่างและส่วนสูงไม่เท่ากัน อัตราการเผาผลาญของแต่ละคนก็แตกต่างกัน และต่างกันไปตามช่วงเวลาในการทดลอง แต่ถึงอย่างไร ตัวแปรอื่นๆ ที่สำคัญมากๆ ได้ถูกควบคุมไว้อย่างรัดกุมทีเดียว ส่งผลให้งานวิจัยนี้ได้รับรางวัล Ig Nobel สาขาเคมี ใน ค.ศ. 2005</p>
<p>เพราะคอนเซปต์ของรางวัล Ig Nobel คือ</p>
<p>&#8216;ฮาก่อน แล้วค่อยเกิดความคิด&#8217;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.nature.com/news/2004/040920/full/040920-2.html?fbclid=IwAR2T39vhJzekF9Kfia70_rVPtqjqX5opEkKvo9bkIi1uUtCVYo_mcKjDvvs">nature.com</a></p>
<p><a href="https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1002/aic.10389?fbclid=IwAR1sVtbG0V_YpUXSLe3bz3Y4ZDcCdnLC0kQDLJYIWcbJy3zbPh-AO7WsoEo">onlinelibrary.wiley.com</a></p>
<p><a href="https://web.archive.org/web/20081231080433/http://www1.umn.edu/umnnews/Feature_Stories/Swimming_in_goop_nets_researchers_an_Ig_Nobel_Prize.html">web.archive.org</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/">ว่ายน้ำในน้ำเชื่อมกับว่ายน้ำในน้ำเปล่า อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มนุษย์สำรวจจุดลึกสุดของทะเลน้อยกว่าเหยียบดวงจันทร์ แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ocean-secret/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/ocean-secret/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Sep 2018 07:38:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดำน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาสมุทร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=40496</guid>

					<description><![CDATA[<p>มนุษย์ในยุคนี้ผู้เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ดาวเทียม จีพีเอส และการเดินทางด้วยการคมนาคมอันสะดวกสบาย คงมีความรู้สึกว่าโลกของเรานั้นถูกสำรวจจนพรุนและไม่มีความลับใดๆ หลงเหลืออีกแล้ว แต่หากคิดให้ดีจะพบว่า ผิวโลกเราปกคลุมด้วยน้ำมากถึง 3/4 ส่วน และใต้ท้องทะเลนั้นเต็มไปด้วยความลับที่ยังรอให้เราไปสำรวจอีกมาก บริเวณที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรคือแชลเลนเจอร์ดีป (challenger deep) ที่ระดับความลึกเกือบ 11 กิโลเมตรจากผิวน้ำ บริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้กับหมู่เกาะมาเรียนาซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ระยะทาง 11 กิโลเมตรอาจฟังดูไม่ได้ไกลมาก มันเป็นเส้นตรงที่ลากจากเซ็นทรัลลาดพร้าวมายังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สำหรับมหาสมุทรแล้ว ความลึก 11 กิโลเมตรนั้นไม่ใช่ระยะทางน้อยๆ เลยสำหรับมนุษย์ ที่ร่างกายของเราไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับการดำรงชีวิตใต้น้ำ ขณะที่เราลงไปอยู่ใต้น้ำ หัวใจจะเริ่มเต้นช้าลง และเมื่ออยู่ที่ระดับลึกเกินกว่า 5 เมตร สมองอาจหยุดทำงานจนสลบได้ นอกจากนี้อวัยวะภายในอย่างปอดจะถูกบีบอัดจากแรงดันน้ำรอบๆ จนหดเล็กลง กีฬาดำน้ำแบบ freediving ซึ่งไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจนั้นมีหลายประเภท หนึ่งในนักกีฬาระดับโลกด้านนี้คือ Herbert Nitsch ชาวออสเตรีย สามารถดำน้ำแบบ no-limits apnea ได้ลึกถึง 214 เมตรจนเป็นสถิติโลก การดำน้ำประเภทนี้จะไม่จำกัดวิธีดำน้ำและวิธีขึ้นสู่ผิวน้ำ ผู้ดำน้ำมักจะใช้อุปกรณ์ช่วยในการดำลงไปและลอยตัวขึ้นมา แต่ที่เหลือก็คือใช้ร่างกายตัวเองล้วนๆ กีฬาประเภทนี้เป็นกิจกรรมที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีความเสี่ยงสูงมาก ที่ระดับความลึก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ocean-secret/">มนุษย์สำรวจจุดลึกสุดของทะเลน้อยกว่าเหยียบดวงจันทร์ แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มนุษย์ในยุคนี้ผู้เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ดาวเทียม จีพีเอส และการเดินทางด้วยการคมนาคมอันสะดวกสบาย คงมีความรู้สึกว่าโลกของเรานั้นถูกสำรวจจนพรุนและไม่มีความลับใดๆ หลงเหลืออีกแล้ว</p>
<p>แต่หากคิดให้ดีจะพบว่า ผิวโลกเราปกคลุมด้วยน้ำมากถึง 3/4 ส่วน และใต้ท้องทะเลนั้นเต็มไปด้วยความลับที่ยังรอให้เราไปสำรวจอีกมาก</p>
<p>บริเวณที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรคือแชลเลนเจอร์ดีป (challenger deep) ที่ระดับความลึกเกือบ 11 กิโลเมตรจากผิวน้ำ บริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้กับหมู่เกาะมาเรียนาซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก</p>
<p>ระยะทาง 11 กิโลเมตรอาจฟังดูไม่ได้ไกลมาก มันเป็นเส้นตรงที่ลากจากเซ็นทรัลลาดพร้าวมายังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สำหรับมหาสมุทรแล้ว ความลึก 11 กิโลเมตรนั้นไม่ใช่ระยะทางน้อยๆ เลยสำหรับมนุษย์ ที่ร่างกายของเราไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับการดำรงชีวิตใต้น้ำ</p>
<p>ขณะที่เราลงไปอยู่ใต้น้ำ หัวใจจะเริ่มเต้นช้าลง และเมื่ออยู่ที่ระดับลึกเกินกว่า 5 เมตร สมองอาจหยุดทำงานจนสลบได้ นอกจากนี้อวัยวะภายในอย่างปอดจะถูกบีบอัดจากแรงดันน้ำรอบๆ จนหดเล็กลง</p>
<p>กีฬาดำน้ำแบบ freediving ซึ่งไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจนั้นมีหลายประเภท หนึ่งในนักกีฬาระดับโลกด้านนี้คือ Herbert Nitsch ชาวออสเตรีย สามารถดำน้ำแบบ no-limits apnea ได้ลึกถึง 214 เมตรจนเป็นสถิติโลก</p>
<p>การดำน้ำประเภทนี้จะไม่จำกัดวิธีดำน้ำและวิธีขึ้นสู่ผิวน้ำ ผู้ดำน้ำมักจะใช้อุปกรณ์ช่วยในการดำลงไปและลอยตัวขึ้นมา แต่ที่เหลือก็คือใช้ร่างกายตัวเองล้วนๆ กีฬาประเภทนี้เป็นกิจกรรมที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีความเสี่ยงสูงมาก</p>
<p>ที่ระดับความลึก 11 กิโลเมตร แรงดันน้ำบีบอัด 1.2 ตันในทุกๆ พื้นที่ตารางเซนติเมตร ทำให้ยานพาหนะที่จะลงมาอยู่ที่ระดับความลึกนี้ได้ต้องแข็งแรงและได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี</p>
<p>ใน ค.ศ. 1960 เรือดำน้ำสำรวจที่มีชื่อว่า Bathyscaphe Trieste ได้พาวิศวกรและนักสมุทรศาสตร์สองคนดำดิ่งลงสู่แชลเลนเจอร์ดีปเป็นครั้งแรก จากนั้นในปี ค.ศ. 2012 ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง James Cameron ได้เดินทางลงสู่แชลเลนเจอร์ดีปอีกครั้ง ครั้งนี้มาพร้อมการติดตั้งกล้องเพื่อบันทึกภาพรวมทั้งเก็บตัวอย่างโคลนมาให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาด้วย</p>
<p>กล่าวได้ว่ามีคนเดินทางสู่แชลเลนเจอร์ดีปน้อยกว่าเดินทางไปยังดวงจันทร์เสียอีก และยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่เดินทางไปยังแชลเลนเจอร์ดีปก็ไม่ได้ก้าวเท้าออกนอกยานพาหนะ มาเหยียบบนพื้นผิวมหาสมุทรเหมือนนักบินอวกาศยืนบนดวงจันทร์ด้วย</p>
<p>ปัจจุบันยังมีพื้นที่อีกมากมายในแชลเลนเจอร์ดีปและก้นมหาสมุทรที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ</p>
<p>โครงการ Census of Marine Life ที่ทำการสำรวจมหาสมุทรอย่างเป็นระบบโดยนักวิจัยนานาชาติ เริ่มดำเนินการใน ค.ศ. 2000 มาจนถึง ค.ศ. 2010 ค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ ร่วม 20,000 ชนิด แต่กระนั้นการศึกษาตลอดระยะเวลาสิบปีดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของพื้นที่มหาศาลของมหาสมุทร</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่ามหาสมุทรที่ระดับความลึก 2-3 กิโลเมตร ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้เนื่องจากแสงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ถึง แต่การสำรวจอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นในช่วง ค.ศ. 1977 โดยเรือดำน้ำ DSV Alvin ได้เดินทางดำดิ่งลงไปสำรวจปล่องความร้อนใต้มหาสมุทร (hydrothermal vent) ซึ่งเป็นบริเวณที่พื้นมหาสมุทรเกิดรอยแยก ทำให้ความร้อนใต้โลกส่งผ่านมายังน้ำในมหาสมุทรจนดูเหมือนเป็นควันพวยพุ่งออกมา</p>
<p>วิทยาศาสตร์ได้พบว่าบริเวณนั้นมีสิ่งมีชีวิตมากมาย ทั้งกุ้ง ปู ดอกไม้ทะเล ปลาดาว หมึก ฯลฯ รวมกันอยู่จนเป็นระบบนิเวศทะเลลึก โดยมีแบคทีเรียที่สามารถเปลี่ยนสารเคมีให้กลายเป็นสารอาหารอย่างน้ำตาลได้ จากนั้นสัตว์เล็กๆ อย่างกุ้งจะมากินน้ำตาลและแบคทีเรีย แล้วสัตว์ที่ใหญ่ขึ้นอย่างปลาหรือหมึกจะมากินต่อเป็นทอดๆ</p>
<p>มันเหมือนเป็นโลกในความมืดที่ซ้อนอยู่ในโลกของเรา คำถามคือ ทำไมเราต้องสนใจทะเลลึกขนาดนี้ด้วย ในเมื่อการสำรวจแต่ละครั้งใช้งบประมาณมากมาย</p>
<p>คำตอบที่นอกเหนือจากความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์คงเป็นการพยายามมองหาแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ ประวัติศาสตร์ด้านการแพทย์บอกเราว่า สารเคมีที่มาจากสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติสามารถนำมาใช้ในการสกัดเป็นยาได้มากมายหลายขนาน</p>
<p>สารเคมีชื่อว่า scyllo-inositol ซึ่งเป็นหนึ่งในสารที่ช่วยในการรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้นพบได้ทั่วไปในพืชประเภทมะพร้าว แต่การสำรวจทะเลลึกทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าสารประเภทนี้มีอยู่ในสัตว์ทะเลลึกประเภทปลาดาวและหอยด้วย!</p>
<p>ใครเล่าจะรู้&#8230;โอสถวิเศษที่ปรุงสำเร็จแล้วหลายขนานอาจไม่ได้อยู่ในป่าดงดิบ แต่ซ่อนตัวอยู่ใต้มหาสมุทรแล้วรอให้ใครบางคนเดินทางไปค้นพบก็ได้</p>
<p><em><strong>อ้างอิง</strong></em><br />
<em><a href="http://www.herbertnitsch.com/herbert/biography.html">http://www.herbertnitsch.com/herbert/biography.html</a></em><br />
<em><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12443924">https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12443924</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ocean-secret/">มนุษย์สำรวจจุดลึกสุดของทะเลน้อยกว่าเหยียบดวงจันทร์ แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/ocean-secret/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิทยาศาสตร์ของ ‘การรู้ตัว’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Aug 2018 08:07:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ปริศนา]]></category>
		<category><![CDATA[puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=38703</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำว่า consciousness แปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า การมีสติ การรู้ตัว ซึ่งเป็นคำที่เราใช้กันอยู่บ่อยๆ และมนุษย์เราก็รู้ตัวอยู่ทุกวันในขณะที่ตื่นนอน แต่เชื่อไหมว่าการศึกษาเรื่องนี้เป็นเรื่องยากมากทางวิทยาศาสตร์ เพราะถึงแม้ว่าการรู้ตัวจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่มันไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้เชิงกายภาพ และไม่ใช่อาการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน นักคิดทั้งหลายสงสัยมานานแล้วว่า การรู้ตัวนั้นเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนไหนในร่างกาย? ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าการรู้ตัวเกิดขึ้นที่หัวใจ ช่วงศตวรรษที่ 17 นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้มีนามว่า René Descartes เชื่อว่าการรู้ตัวเกิดขึ้นที่ต่อมไพเนียลซึ่งเป็นต่อมเล็กๆ ขนาดพอๆ กับเมล็ดถั่วเขียวอยู่ตรงกลางของสมอง ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าอวัยวะที่รับผิดชอบการรู้ตัวของเราคือสมอง แต่ไม่ได้เกิดจากสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง การรู้ตัวเป็นผลมาจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองส่วนต่างๆ สมองนั้นเป็นอวัยวะที่หนักราว 1.3 กิโลกรัม แต่กลับเต็มไปด้วยปริศนา เมื่อศึกษาอย่างละเอียด นักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองส่วนคอร์เทกซ์ซึ่งเป็นสมองส่วนนอก (ที่เราเห็นเป็นรอยหยักๆ ในภาพสมอง) หลายส่วนทำงานสอดประสานจนก่อให้เกิดการรู้ตัว  โดยมีสมองส่วนทาลามัส ทำหน้าที่คอยควบคุมระดับการรู้ตัว ถ้าสมองส่วนทาลามัสเสียหายโดยเฉพาะส่วนสำคัญที่เรียกว่า centromedian nucleus อาจส่งผลให้คนๆ นั้นสูญเสียการรู้ตัวจนเกิดอาการสภาพผักเรื้อรัง (persistent vegetative state) ซึ่งผู้ป่วยจะนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาเหมือนเจ้าหญิง (ชาย) นิทราโดยไม่รู้สึกตัวเลย ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพผักเรื้อรังอาจจะกลอกตาไปมา ครางเบาๆ ในคอ ยิ้มที่มุมปาก แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดแบบสุ่มๆ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองใดๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/">วิทยาศาสตร์ของ ‘การรู้ตัว’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า consciousness แปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า การมีสติ การรู้ตัว ซึ่งเป็นคำที่เราใช้กันอยู่บ่อยๆ และมนุษย์เราก็รู้ตัวอยู่ทุกวันในขณะที่ตื่นนอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เชื่อไหมว่าการศึกษาเรื่องนี้เป็นเรื่องยากมากทางวิทยาศาสตร์ เพราะถึงแม้ว่าการรู้ตัวจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่มันไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้เชิงกายภาพ และไม่ใช่อาการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักคิดทั้งหลายสงสัยมานานแล้วว่า </span><b>การรู้ตัวนั้นเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนไหนในร่างกาย?</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าการรู้ตัวเกิดขึ้นที่หัวใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงศตวรรษที่ 17 นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้มีนามว่า René Descartes เชื่อว่าการรู้ตัวเกิดขึ้นที่ต่อมไพเนียลซึ่งเป็นต่อมเล็กๆ ขนาดพอๆ กับเมล็ดถั่วเขียวอยู่ตรงกลางของสมอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าอวัยวะที่รับผิดชอบการรู้ตัวของเราคือสมอง แต่ไม่ได้เกิดจากสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง การรู้ตัวเป็นผลมาจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองส่วนต่างๆ</span></p>
<p><b>สมองนั้นเป็นอวัยวะที่หนักราว 1.3 กิโลกรัม แต่กลับเต็มไปด้วยปริศนา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อศึกษาอย่างละเอียด นักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองส่วนคอร์เทกซ์ซึ่งเป็นสมองส่วนนอก (ที่เราเห็นเป็นรอยหยักๆ ในภาพสมอง) หลายส่วนทำงานสอดประสานจนก่อให้เกิดการรู้ตัว  โดยมีสมองส่วนทาลามัส</span> <span style="font-weight: 400;">ทำหน้าที่คอยควบคุมระดับการรู้ตัว ถ้าสมองส่วนทาลามัสเสียหายโดยเฉพาะส่วนสำคัญที่เรียกว่า centromedian nucleus อาจส่งผลให้คนๆ นั้นสูญเสียการรู้ตัวจนเกิดอาการสภาพผักเรื้อรัง (persistent vegetative state) ซึ่งผู้ป่วยจะนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาเหมือนเจ้าหญิง (ชาย) นิทราโดยไม่รู้สึกตัวเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพผักเรื้อรังอาจจะกลอกตาไปมา ครางเบาๆ ในคอ ยิ้มที่มุมปาก แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดแบบสุ่มๆ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองใดๆ ต่อสิ่งเร้าภายนอกอย่างแท้จริงเลย และน่าเศร้าที่ผู้ป่วยน้อยคนนักที่จะตื่นขึ้นมาจากสภาพนี้ได้</span></p>
<p><b>โลกแห่งการรู้ตัวจึงเป็นเรื่องลึกลับมากสำหรับผู้ป่วยในลักษณะนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี ค.ศ. 2006 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Adrian Owen ทำการศึกษาหญิงอายุ 26 ปีที่อยู่ในสภาพผักจากอุบัติเหตุรถยนต์ เขาสแกนสมองของเธอด้วยเครื่อง fMRI เพื่อดูว่าสมองส่วนใดยังแอ็กทีฟหรือมีการทำงานมากขึ้น เขาลองพูดกับเธอโดยขอให้เธอจินตนาการว่ากำลังเล่นเทนนิส จากนั้นให้จินตนาการว่ากำลังเดินไปรอบๆ บ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลจากการสแกนสมองนั้นสร้างความตื่นตะลึงไปทั่ววงการวิทยาศาสตร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้าการทดลองนี้ นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าการทำงานของสมองขณะเล่นเทนนิสนั้นแตกต่างจากการเดินรอบบ้านอย่างมาก กล่าวคือขณะเล่นเทนนิสนั้น เราต้องวางแผนการเคลื่อนไหวด้วยสมองส่วน motor cortex ส่วนการเดินไปรอบบ้านนั้นต้องใช้สมองส่วน parahippocampal gyrus ที่เกี่ยวข้องกับการระบุทิศทางและความจำด้านสถานที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการทดลองพบว่าสมอง motor cortex ทำงานแบบแอ็กทีฟขณะที่เธอถูกขอให้จินตนาการถึงการเล่นเทนนิส และ parahippocampal gyrus ทำงานขณะที่เธอถูกขอให้จินตนาการว่ากำลังเดินรอบบ้าน!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าสนใจคือสมองของเธอมีรูปแบบการทำงานแทบไม่ต่างจากสมองมนุษย์ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในสภาพผักเรื้อรังเลย ยิ่งไปกว่านั้นรูปแบบการทำงานของสมองยังค้างอยู่นานถึง 30 วินาทีจนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์เอ่ยขอให้เธอหยุดจินตนาการ รูปแบบการทำงานของสมองจึงกลับมาอยู่ในสภาพเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นหมายความว่าการทำงานของสมองทั้งสองส่วนนี้เป็นผลมาจากการร้องขอของนักวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน ไม่ใช่การส่งสัญญาณมั่วๆ ขึ้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก้าวต่อไป โอเวนทำการทดลองกับผู้ป่วยในสภาพผัก 54 คน แต่คราวนี้ทดลองถามโดยคำตอบมีแค่ ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่’</span> <span style="font-weight: 400;">แล้วดูคำตอบจากการสแกนสมอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลปรากฏว่ามีผู้ป่วย 5 คนที่ตอบคำถามต่างๆ ได้ถูกต้อง โดยหลายๆ คำถามเป็นคำถามเฉพาะที่มีเพียงแค่ผู้ป่วย เพื่อนสนิท หรือครอบครัวผู้ป่วยเท่านั้นที่รู้คำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่อาจเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์เข้าใจสมองของผู้ป่วยในสภาพผักได้ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันนำไปสู่คำถามมากมายทั้งในแง่การรักษา เช่น แพทย์อาจทดลองถามผู้ป่วยว่าต้องการอะไรบ้าง เจ็บปวดตรงไหนหรือไม่ และในแง่จริยศาสตร์ที่ว่าผู้ป่วยต้องการเครื่องช่วยพยุงชีพต่างๆ อยู่หรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ป่วยในสภาพผักรับรู้ความเป็นไปของโลกอย่างไร เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน ในเมื่อเราไม่ได้เป็นผู้ป่วยนั้นโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักปรัชญาชาวออสเตรเลียน David Chalmers กล่าวว่าการศึกษาการรู้ตัวนั้นแบ่งเป็นสองส่วนคือ ปัญหาอย่างง่ายและปัญหาอย่างยาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาระบุว่าการรู้ตัวนั้นเป็นคำที่มีความกำกวมพอสมควร เพราะมันประกอบไปด้วยการแสดงออกของอาการต่างๆ หลายอย่างมารวมกัน เช่น การรับสัมผัส การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม การคิดรวบรวมข้อมูลเป็นข้อสรุป การเข้าใจสภาพอารมณ์ของตนเอง การสื่อสาร การจดจ่อสนใจบางสิ่งบางอย่าง และการพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามเหล่านี้สามารถแยกตอบและศึกษาได้ไม่ยากเย็นนักในเชิงการศึกษาพฤติกรรมและชีววิทยา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนปัญหาอย่างยากนั้นค่อนข้างจะเป็นคำถามเชิงปรัชญาคือ เราจะวัดและเข้าใจการระลึกรู้ตัวของคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนนั้นเท่านั้น (เช่น คนที่เกลียดทุเรียนเข้าไส้จะพยายามทำความเข้าใจว่าคนชอบกินทุเรียนมีความรู้สึกอย่างไรย่อมเป็นเรื่องยากจนไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคนที่เกลียดทุเรียนไม่สามารถเข้าไปในหัวคนชอบกินทุเรียนได้)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมทั้งคำถามที่ว่าการระลึกรู้ตัวเกิดขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อใดและเกิดขึ้นได้อย่างไร ?</span></p>
<p>บางที นักวิทยาศาสตร์อาจยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนในช่วงชีวิตของเรา แต่อย่างน้อยๆ เราควรตอบตัวเองได้ว่าตอนนี้เรารู้สึกตัวอย่างลึกซึ้งแค่ไหน หรือเพียงแค่ใช้ชีวิตอย่างอัตโนมัติไปวันๆ</p>
<p>ถ้าคำตอบเป็นอย่างหลัง นั่นน่าจะเป็นปัญหาที่ใหญ่จริงของชีวิต</p>
<p><em><b>อ้างอิง</b></em></p>
<p><em><a href="https://www.sciencedirect.com/topics/neuroscience/parahippocampal-gyrus"><span style="font-weight: 400;">https://www.sciencedirect.com/topics/neuroscience/parahippocampal-gyrus</span></a></em></p>
<p><em><a href="https://www.nature.com/news/neuroscience-the-mind-reader-1.10816"><span style="font-weight: 400;">https://www.nature.com/news/neuroscience-the-mind-reader-1.10816</span></a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/">วิทยาศาสตร์ของ ‘การรู้ตัว’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญหาใหญ่ในกองส้มที่ทำเอานักคณิตศาสตร์ปวดหัวมากว่า 400 ปี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Aug 2018 19:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[คณิตศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ปริศนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-orange-pile-mathematics/</guid>

					<description><![CDATA[<p>400 ปีก่อนที่ประเทศเยอรมนี อัจฉริยะผู้มีนามว่า Johannes Kepler ใช้เวลาหลายปีขบคิดและวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งดาวอังคารที่เพื่อนร่วมงานของเขาได้ศึกษาไว้ก่อนตาย จนค้นพบกฎการโคจรของดาวเคราะห์ที่ทุกวันนี้เราเรียกกันว่า ‘กฎของเคปเลอร์’ ซึ่งเด็กสายวิทย์ทุกคนต้องเคยเรียน การวิเคราะห์ด้วยมันสมองเพียวๆ อย่างที่เคปเลอร์ทำนั้นเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการ สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ช่วงหนึ่งของชีวิต เคปเลอร์เคยเผชิญกับปัญหาข้อหนึ่งที่ยากเย็นอย่างยิ่ง มันคือปัญหาที่ว่าจะจัดเรียงลูกกระสุนปืนใหญ่ทรงกลมในลังอย่างไร จึงจะสามารถบรรจุลูกปืนใหญ่ได้จำนวนมากที่สุด? หากคิดโดยสามัญสำนึก คำตอบน่าจะเป็นการนำทรงกลมสามลูกมาเรียงชิดกัน แล้วนำลูกที่สี่มาไว้ซ้อนไว้ด้านบน จากนั้นเรียงในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆเหมือนกับที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเรียงผลไม้อย่างส้มเขียวหวานหรือแอปเปิลให้กองเป็นทรงพีระมิด การจัดเรียงในลักษณะนี้มีชื่อว่า ‘Hexagonal Close Packing’ ซึ่งเป็นการจัดเรียงที่มีประสิทธิภาพถึง 74.048 เปอร์เซ็นต์ (พูดอีกอย่างว่ามีที่ว่างเกิดจากการจัดเรียงนี้เกือบ 26 เปอร์เซ็นต์) แต่เนื่องจากเคปเลอร์เป็นนักคณิตศาสตร์ เขาคิดว่าคำตอบที่ได้มาจากการคาดการณ์แบบนี้อาจไม่ถูกต้องก็ได้ เพราะการจัดเรียงทรงกลมนั้นมีวิธีการเรียงนับอนันต์ วิธีที่จะมั่นใจได้อย่างสมบูรณ์แบบว่าวิธีการเรียงแบบพ่อค้าขายส้มเป็นวิธีที่ดีที่สุดจริง ต้องทำการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์! ปัญหาข้อนี้มีชื่อว่า ‘ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์ (Kepler Conjecture)’ เคปเลอร์เขียนถึงปัญหาข้อนี้ไว้ในหนังสือของเขาเมื่อ ค.ศ. 1611 ทว่าปัญหาที่ฟังดูเข้าใจได้ง่ายนี้กลับไม่สามารถแก้ได้โดยง่ายเลย เพราะหลังจากที่เคปเลอร์เสียชีวิต นักคณิตศาสตร์จำนวนมากพยายามแก้ปัญหานี้มาโดยตลอดแต่ไม่เคยมีใครแก้ได้ จนกระทั่งใน ค.ศ. 1900 David Hilbert นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะจับปัญหาข้อนี้รวบรวมไว้ในชุดปัญหา 24 ข้อที่ท้าทายนักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ให้มาขบคิด ต่อมาใน ค.ศ. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/">ปัญหาใหญ่ในกองส้มที่ทำเอานักคณิตศาสตร์ปวดหัวมากว่า 400 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>400 ปีก่อนที่ประเทศเยอรมนี อัจฉริยะผู้มีนามว่า Johannes Kepler ใช้เวลาหลายปีขบคิดและวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งดาวอังคารที่เพื่อนร่วมงานของเขาได้ศึกษาไว้ก่อนตาย จนค้นพบกฎการโคจรของดาวเคราะห์ที่ทุกวันนี้เราเรียกกันว่า ‘กฎของเคปเลอร์’ ซึ่งเด็กสายวิทย์ทุกคนต้องเคยเรียน</p>
<p>การวิเคราะห์ด้วยมันสมองเพียวๆ อย่างที่เคปเลอร์ทำนั้นเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการ</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ช่วงหนึ่งของชีวิต เคปเลอร์เคยเผชิญกับปัญหาข้อหนึ่งที่ยากเย็นอย่างยิ่ง มันคือปัญหาที่ว่าจะจัดเรียงลูกกระสุนปืนใหญ่ทรงกลมในลังอย่างไร จึงจะสามารถบรรจุลูกปืนใหญ่ได้จำนวนมากที่สุด?</p>
<p>หากคิดโดยสามัญสำนึก คำตอบน่าจะเป็นการนำทรงกลมสามลูกมาเรียงชิดกัน แล้วนำลูกที่สี่มาไว้ซ้อนไว้ด้านบน จากนั้นเรียงในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆเหมือนกับที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเรียงผลไม้อย่างส้มเขียวหวานหรือแอปเปิลให้กองเป็นทรงพีระมิด การจัดเรียงในลักษณะนี้มีชื่อว่า ‘Hexagonal Close Packing’ ซึ่งเป็นการจัดเรียงที่มีประสิทธิภาพถึง 74.048 เปอร์เซ็นต์ (พูดอีกอย่างว่ามีที่ว่างเกิดจากการจัดเรียงนี้เกือบ 26 เปอร์เซ็นต์)</p>
<p>แต่เนื่องจากเคปเลอร์เป็นนักคณิตศาสตร์ เขาคิดว่าคำตอบที่ได้มาจากการคาดการณ์แบบนี้อาจไม่ถูกต้องก็ได้ เพราะการจัดเรียงทรงกลมนั้นมีวิธีการเรียงนับอนันต์</p>
<p>วิธีที่จะมั่นใจได้อย่างสมบูรณ์แบบว่าวิธีการเรียงแบบพ่อค้าขายส้มเป็นวิธีที่ดีที่สุดจริง ต้องทำการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์!</p>
<p>ปัญหาข้อนี้มีชื่อว่า ‘ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์ (Kepler Conjecture)’ เคปเลอร์เขียนถึงปัญหาข้อนี้ไว้ในหนังสือของเขาเมื่อ ค.ศ. 1611</p>
<p>ทว่าปัญหาที่ฟังดูเข้าใจได้ง่ายนี้กลับไม่สามารถแก้ได้โดยง่ายเลย เพราะหลังจากที่เคปเลอร์เสียชีวิต นักคณิตศาสตร์จำนวนมากพยายามแก้ปัญหานี้มาโดยตลอดแต่ไม่เคยมีใครแก้ได้ จนกระทั่งใน ค.ศ. 1900 David Hilbert นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะจับปัญหาข้อนี้รวบรวมไว้ในชุดปัญหา 24 ข้อที่ท้าทายนักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ให้มาขบคิด</p>
<p>ต่อมาใน ค.ศ. 1998 นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน Thomas Callister Hales ประกาศว่าสามารถพิสูจน์ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์ได้ ด้วยบทพิสูจน์ที่ยาวกว่า 250 หน้า แต่การพิสูจน์ของเขาทำให้เกิดประเด็นดราม่าที่น่าสนใจขึ้น</p>
<p>เขาใช้วิธีพิสูจน์แบบที่ต้องพิสูจน์ไปทีละส่วน ซึ่งเป็นงานที่หนักหนามากๆ เขาจึงนำคอมพิวเตอร์มาช่วย แล้วส่งบทพิสูจน์นั้นไปยังวารสารวิชาการเพื่อรอรับการตีพิมพ์ คณะกรรมการจำนวน 12 คนได้ตรวจสอบความถูกต้องโดยใช้เวลานานกว่า 4 ปี จึงทำการประกาศผลว่า การพิสูจน์ของเขานั้นถูกต้องแน่ๆ 99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คณะกรรมการไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้</p>
<p>บทพิสูจน์ของเขาได้รับการตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2005 ในวารสาร Annals of Mathematics ซึ่งมีชื่อเสียงมากในโลกคณิตศาสตร์</p>
<p>เมื่อเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น โทมัส เฮลส์ ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ย่อมไม่พอใจและไม่สบายใจที่การพิสูจน์ของเขาไม่ได้รับการยอมรับสมบูรณ์แบบ เขาได้รวมทีมงานจำนวนหนึ่งมาทำโครงการที่มีชื่อว่า Flyspeck Project ซึ่งจะคอยตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้พิสูจน์ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์ทุกขั้นตอนอย่างละเอียด จนกระทั่ง ค.ศ. 2014 ทีมของเขาได้ประกาศว่าผลของความพยายามอันยาวนานได้สำเร็จ และเมื่อ ค.ศ. 2017 วารสารวิชาการด้านคณิตศาสตร์ Forum of Mathematics, Pi ได้มีการตีพิมพ์ผลงานการพิสูจน์ของเขาอีกครั้ง</p>
<p>ปัจจุบันนักคณิตศาสตร์จำนวนมากยอมรับว่าโทมัส เฮลส์ ได้พิสูจน์ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์แล้ว แต่บางส่วนก็อาจจะยังคลางแคลงใจ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักคณิตศาสตร์พยายามนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการคิดและพิสูจน์ทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์ ก่อนหน้านี้ใน ค.ศ. 1976 มีการใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยพิสูจน์ปัญหาทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการระบายสีในแผนที่มาแล้ว และการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการพิสูจน์ก็ไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย</p>
<p>คำถามจริงๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปัญหานี้คงเป็นคำถามที่ว่า ‘เราจะไว้ใจและเชื่อใจความคิดของคอมพิวเตอร์ได้แค่ไหน’ จนถึง ‘คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจแนวคิดเชิงนามธรรมทางคณิตศาสตร์ได้แค่ไหน’</p>
<p>นี่อาจเป็นปัญหาแท้จริงที่มนุษย์ต้องตอบให้ได้ก่อนที่คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรามากกว่านี้มากๆ ในอนาคตอันใกล้</p>
<p><strong><em>อ้างอิง</em></strong></p>
<p><a href="https://arxiv.org/pdf/1501.02155.pdf"><em>https://arxiv.org/pdf/1501.02155.pdf</em></a></p>
<p><em><a href="https://www.newscientist.com/article/dn26041-proof-confirmed-of-400-year-old-fruit-stacking-problem/" target="_blank" rel="noopener">https://www.newscientist.com/article/dn26041-proof-confirmed-of-400-year-old-fruit-stacking-problem/</a></em></p>
<p><em><a href="http://mathworld.wolfram.com/KeplerConjecture.html" target="_blank" rel="noopener">http://mathworld.wolfram.com/KeplerConjecture.html</a></em></p>
<p><em><a href="https://www.cambridge.org/core/journals/forum-of-mathematics-pi/article/formal-proof-of-the-kepler-conjecture/78FBD5E1A3D1BCCB8E0D5B0C463C9FBC" target="_blank" rel="noopener">https://www.cambridge.org/core/journals/forum-of-mathematics-pi/article/formal-proof-of-the-kepler-conjecture/78FBD5E1A3D1BCCB8E0D5B0C463C9FBC</a></em></p>
<p><em><a href="https://www.cambridge.org/core/services/aop-cambridge-core/content/view/78FBD5E1A3D1BCCB8E0D5B0C463C9FBC/S2050508617000014a.pdf/formal_proof_of_the_kepler_conjecture.pdf" target="_blank" rel="noopener">https://www.cambridge.org/core/services/aop-cambridge-core/content/view/78FBD5E1A3D1BCCB8E0D5B0C463C9FBC/S2050508617000014a.pdf/formal_proof_of_the_kepler_conjecture.pdf</a><br />
</em></p>
<p><a href="http://mathworld.wolfram.com/Four-ColorTheorem.html"><em>http://mathworld.wolfram.com/Four-ColorTheorem.html</em></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/">ปัญหาใหญ่ในกองส้มที่ทำเอานักคณิตศาสตร์ปวดหัวมากว่า 400 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เราจะเดินทางเร็วกว่าแสงได้หรือไม่?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-traveling-faster-light-speed/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-traveling-faster-light-speed/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Jun 2018 18:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[เอกภพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเร็วแสง]]></category>
		<category><![CDATA[เดินทางเร็วกว่าแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิสิกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-traveling-faster-light-speed/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เท่าที่นักฟิสิกส์รู้ตอนนี้ ความเร็วแสงเป็นความเร็วสูงสุดที่เอกภพยอมให้มีได้ พูดง่ายๆ ว่าไม่มีสิ่งใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง ความเร็วแสงที่เป็นความเร็วสูงสุดในเอกภพคือความเร็วแสงในสุญญากาศ ซึ่งมีค่า 299,792,458 เมตร/วินาที เป็นความเร็วที่สูงมากจนเราไม่น่าจะนึกภาพความเร็วขนาดนี้ออกได้ง่ายๆ ด้วยความเร็วขนาดนี้ แสงสามารถเดินทางรอบโลกได้เจ็ดรอบครึ่งในหนึ่งวินาที แต่เมื่อแสงเดินทางในตัวกลางต่างๆ เช่น ในน้ำ ในแก้ว ฯลฯ มันจะเคลื่อนที่ได้ช้าลง ฟิสิกส์แบบดั้งเดิมเชื่อว่าวัตถุจะมีความเร็วเท่าใดก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด ซึ่งสอดคล้องกับสามัญสำนึกที่ว่าความเร็วของวัตถุต่างๆ ควรจะเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ โดยไม่มีกำแพงใดๆ มาขวาง แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special relativity) ที่คิดขึ้นโดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทำให้นักฟิสิกส์รู้ว่า เมื่อวัตถุมีความเร็วสูงมากๆ จนเริ่มเข้าใกล้ระดับความเร็วแสง เราจะต้องใช้พลังงานมหาศาลในการเพิ่มความเร็วของวัตถุนั้นแม้เพียงเล็กน้อย จนสุดท้ายแล้วการจะทำให้วัตถุหนึ่งมีความเร็วเท่าความเร็วแสงจะต้องใช้พลังงานเป็นอนันต์ พูดง่ายๆ ว่ารวมเอาพลังงานของทั้งเอกภพมาเร่งความเร็วหินสักก้อน มันยังมีความเร็วไม่เท่าแสงเลย อย่างดีก็เข้าใกล้ความเร็วแสงมากๆ แต่ไม่เร็วเท่าแสงเสียที แนวคิดเรื่องความเร็วสูงสุดที่กล่าวมานี้มีหลักฐานการทดลองยืนยันมากมาย จนนักฟิสิกส์เชื่อว่ามันเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มีนักฟิสิกส์หลายคนพยายามหาทางออกว่า ถ้าวัตถุธรรมดาไม่สามารถเพิ่มความเร็วจนเท่าแสงได้ แล้วมีวัตถุที่มีความเร็วมากกว่าแสงอยู่แล้วหรือไม่? พูดง่ายๆ ว่ามันไม่เคยมีความเร็วต่ำกว่าความเร็วแสงเลย นักฟิสิกส์เรียกอนุภาคในจินตนาการที่มีความเร็วมากกว่าแสงอยู่ตลอดเวลาว่า ‘tachyon’ มีงานวิจัยมากมายที่พยายามอธิบายคุณสมบัติของ tachyon และเสนอว่าหาก tachyon มีอยู่จริงจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ถึงวันนี้ นักฟิสิกส์ก็ยังไม่เจอร่องรอยของ tachyon เลยแม้แต่น้อย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-traveling-faster-light-speed/">เราจะเดินทางเร็วกว่าแสงได้หรือไม่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เท่าที่นักฟิสิกส์รู้ตอนนี้ <strong>ความเร็วแสง</strong>เป็นความเร็วสูงสุดที่เอกภพยอมให้มีได้ พูดง่ายๆ ว่าไม่มีสิ่งใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง</p>
<p>ความเร็วแสงที่เป็นความเร็วสูงสุดในเอกภพคือความเร็วแสงในสุญญากาศ ซึ่งมีค่า 299,792,458 เมตร/วินาที เป็นความเร็วที่สูงมากจนเราไม่น่าจะนึกภาพความเร็วขนาดนี้ออกได้ง่ายๆ ด้วยความเร็วขนาดนี้ แสงสามารถเดินทางรอบโลกได้เจ็ดรอบครึ่งในหนึ่งวินาที แต่เมื่อแสงเดินทางในตัวกลางต่างๆ เช่น ในน้ำ ในแก้ว ฯลฯ มันจะเคลื่อนที่ได้ช้าลง</p>
<p>ฟิสิกส์แบบดั้งเดิมเชื่อว่าวัตถุจะมีความเร็วเท่าใดก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด ซึ่งสอดคล้องกับสามัญสำนึกที่ว่าความเร็วของวัตถุต่างๆ ควรจะเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ โดยไม่มีกำแพงใดๆ มาขวาง</p>
<p>แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special relativity) ที่คิดขึ้นโดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทำให้นักฟิสิกส์รู้ว่า เมื่อวัตถุมีความเร็วสูงมากๆ จนเริ่มเข้าใกล้ระดับความเร็วแสง เราจะต้องใช้พลังงานมหาศาลในการเพิ่มความเร็วของวัตถุนั้นแม้เพียงเล็กน้อย จนสุดท้ายแล้วการจะทำให้วัตถุหนึ่งมีความเร็วเท่าความเร็วแสงจะต้องใช้พลังงานเป็นอนันต์ พูดง่ายๆ ว่ารวมเอาพลังงานของทั้งเอกภพมาเร่งความเร็วหินสักก้อน มันยังมีความเร็วไม่เท่าแสงเลย อย่างดีก็เข้าใกล้ความเร็วแสงมากๆ แต่ไม่เร็วเท่าแสงเสียที</p>
<p>แนวคิดเรื่องความเร็วสูงสุดที่กล่าวมานี้มีหลักฐานการทดลองยืนยันมากมาย จนนักฟิสิกส์เชื่อว่ามันเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>แต่มีนักฟิสิกส์หลายคนพยายามหาทางออกว่า ถ้าวัตถุธรรมดาไม่สามารถเพิ่มความเร็วจนเท่าแสงได้ แล้วมีวัตถุที่มีความเร็วมากกว่าแสงอยู่แล้วหรือไม่? พูดง่ายๆ ว่ามันไม่เคยมีความเร็วต่ำกว่าความเร็วแสงเลย</p>
<p>นักฟิสิกส์เรียกอนุภาคในจินตนาการที่มีความเร็วมากกว่าแสงอยู่ตลอดเวลาว่า ‘tachyon’ มีงานวิจัยมากมายที่พยายามอธิบายคุณสมบัติของ tachyon และเสนอว่าหาก tachyon มีอยู่จริงจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ถึงวันนี้ นักฟิสิกส์ก็ยังไม่เจอร่องรอยของ tachyon เลยแม้แต่น้อย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/speed_1.jpg" /></p>
<p>ปัญหาหลักๆ ของการเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงคือ ด้วยความรู้ฟิสิกส์ที่เรารู้ทุกวันนี้ หากอนุภาคหรือวัตถุบางอย่างมีความเร็วมากกว่าแสง จะมีเหตุการณ์แปลกประหลาดสองอย่างเกิดขึ้น</p>
<p>เหตุการณ์แรกคือ เราจะพบว่าเหตุการณ์บางอย่างซึ่งอยู่ห่างไกลจากเราออกไปมากๆ สามารถส่งผลกระทบต่อเราได้ทันทีทันใด ซึ่งขัดกับสามัญสำนึกและธรรมชาติที่เรารู้จักอย่างมาก เรารู้ดีว่าอะไรที่เข้ามากระทบร่างกายของเราย่อมอยู่ไม่ห่างจากตัวเรา เป็นไปไม่ได้ที่ของบางอย่างที่ห่างตัวเราออกไป 10 กิโลเมตรจะกระทบตัวเราตอนที่มันอยู่ห่างจากเรามากขนาดนั้น เราเรียกหลักการนี้ว่า ‘Principle of Locality’</p>
<p>เหตุการณ์ที่สองคือ เราสามารถพบว่าผลของเหตุการณ์บางอย่างเกิดก่อนเหตุได้ ตัวอย่างเช่น เราสามารถเห็นลูกปืนกระทบเป้าก่อนที่มันจะถูกยิงออกจากปากกระบอกปืน หรือสังเกตเห็นแก้วแตกก่อนที่จะตกจากโต๊ะ หลักการเกี่ยวกับเหตุและผลต่างๆ ที่เรารู้จักจะพังทลายลง</p>
<p>ความประหลาดทั้งสองอย่างนี้ทำให้นักฟิสิกส์ไม่เชื่ออย่างว่ามีสิ่งที่เร็วกว่าแสงอยู่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเหตุและผลซึ่งนักฟิสิกส์เรียกว่า ‘Principle of Causality’ นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จะว่าไป มันเป็นหลักการที่ฝังอยู่ในวิธีคิดของมนุษย์เราและสร้างวิชาวิทยาศาสตร์ขึ้นมาด้วยซ้ำ การพยายามจินตนาการถึงเอกภพที่ไม่มีหลักแห่งเหตุผลนั้นดูไม่น่าจะเป็นไปได้</p>
<p>อันที่จริง เราสามารถพบเห็นปรากฏการณ์ที่เร็วกว่าแสงได้ ถ้ามันไม่ใช่การเคลื่อนที่ของวัตถุอย่างแท้จริงหรืออาจเป็นเพียงภาพลวงตา หรือไม่ก็เป็นความเร็วเกินกว่าแสงที่ไม่ใช่การส่งข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่นับว่าเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือแสง</p>
<p>สรุปแล้ว นักฟิสิกส์ในปัจจุบันไม่น่าจะมีใครคิดฝ่ากำแพงความเร็วแสงเลย แต่มีประเด็นเล็กๆ ที่เหลืออยู่ 3 เรื่องที่ทำให้นักฟิสิกส์ยังไม่ถึงกับวางมือในเรื่องนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์</p>
<p>เรื่องแรกคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่ความเร็วแสงจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา</p>
<p>นักฟิสิกส์หลายคนเชื่อว่าความเร็วแสงในช่วงที่เอกภพถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ๆ อาจไม่ใช่ความเร็วแสงในปัจจุบัน วิธีหาคำตอบคือการพยายามมองไปยังอดีตอันไกลโพ้นด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ประสิทธิภาพสูงส่องไปยังวัตถุที่อยู่ไกลมากๆ เพราะภาพที่เห็นในตอนนี้คือแสงจากอดีตกาลที่เพิ่งเดินทางมาถึงเรา หากความเร็วของแสงในอดีตเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาน่าจะตรวจจับความผิดปกติบางอย่างได้บ้าง แต่ก็ยังไม่มีใครพบหลักฐานยืนยันว่าความเร็วแสงมีการเปลี่ยนแปลง</p>
<p>เรื่องที่สองคือ ทำไมความเร็วแสงจึงเป็นความเร็วสูงสุดของเอกภพ ทำไมไม่เร็วกว่านี้หรือช้ากว่านี้ การพยายามเข้าใจคำถามที่ลึกซึ้งนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องที่ว่างและเวลาในฐานะที่มันเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของเอกภพ</p>
<p>เรื่องที่สามคือ ระยะทางระหว่างดาวฤกษ์แต่ละดวงนั้นยิ่งใหญ่มากสำหรับมนุษย์ พูดง่ายๆ ว่าจากดวงอาทิตย์ไปยังดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดอย่าง Proxima Centauri คือระยะทางราวๆ 4 ปีแสง นั่นหมายความว่าแม้แต่แสงยังต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 4 ปี ส่วนระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงกาแล็กซีแอนโดรเมดาซึ่งเป็นกาแล็กซีก้นหอยขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ทางช้างเผือกที่สุดก็ยังมากถึง 2 ล้านปีแสง</p>
<p>ด้วยเทคโนโลยีที่เรามีในตอนนี้ การเดินทางสำรวจเอกภพนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และต่อให้เรามีเทคนิคการแช่แช็งนักบินอวกาศที่ดีเยี่ยม การเดินทางข้ามห้วงอวกาศที่ต้องทิ้งอดีตมากมายและคนที่เรารักไว้เบื้องหลังก็เป็นราคาที่สูงมากสำหรับชีวิตมนุษย์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/sss.jpg" /></p>
<p>การวาร์ปหรือการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงด้วยเครื่องวาร์ปนั้นมีแค่ในนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนในทางปฏิบัติยังไม่มีใครรู้เลยว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเดินทางด้วยการวาร์ปได้</p>
<p>ส่วนรูหนอน (wormhole หรือ Einstein-Rosen bridge) ซึ่งเป็นเหมือนประตูเชื่อมระหว่างจุดสองจุดที่ห่างไกลกันในเอกภพให้กลายเป็นจุดเดียวกันนั้น แม้จะเป็นไปได้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่ารูหนอนมีจริงหรือไม่ และถ้าเราเจอมันแล้ว การเดินทางผ่านรูหนอนจะให้ผลลัพธ์อย่างไรกันแน่ รวมทั้งเราจะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร</p>
<p>ด้วยความรู้ที่มนุษย์เรามีในตอนนี้ การเดินทางท่องเอกภพจึงแทบจะเป็นเรื่องสิ้นหวัง</p>
<p>เราอาจไม่ต่างจากคนสมัยสองพันปีก่อนที่ได้แต่จินตนาการถึงการบินบนท้องฟ้าทั้งที่ไม่มีหนทางทำให้ความคิดนั้นเป็นจริงได้ในยุคสมัยของพวกเขา แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่าการสั่งสมความรู้อย่างต่อเนื่องนั้นไม่สูญเปล่า เพราะอย่างน้อยทุกวันนี้ เครื่องบินที่บินกันจนการจราจรทางอากาศคับคั่ง รวมถึงการส่งจรวด ยานอวกาศ และดาวเทียมเป็นผลลัพธ์ที่ยืนยันการผลิบานของความฝันที่รวมกันกับความรู้ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-traveling-faster-light-speed/">เราจะเดินทางเร็วกว่าแสงได้หรือไม่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-traveling-faster-light-speed/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปริศนาของแพลงก์ตอนพืชที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-paradox-of-plankton/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-paradox-of-plankton/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 May 2018 03:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[แพลงก์ตอน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาสมุทร]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[พืช]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ปริศนา]]></category>
		<category><![CDATA[แพลงก์ตอนพืช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-paradox-of-plankton/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สารคดีชีวิตสัตว์ชั้นนำของโลกชุด The Blue Planet ได้กล่าวเกริ่นนำภาพรวมของชีวิตบนโลกไว้อย่างน่าสนใจว่า ‘พื้นผิวโลกของเราปกคลุมด้วยผืนน้ำ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากเป็นมหาสมุทรที่ลึกลงไปนับกิโลเมตร ดังนั้นปริมาตรที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้บนโลกจึงเป็นน้ำไปเสียส่วนมาก’ ถ้าเราสืบสาวไปว่าสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร ตั้งแต่ปลาฉลามจนถึงวาฬสีน้ำเงินกินอะไรเป็นอาหาร และถามเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายคำตอบจะไปจบที่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่า แพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) แพลงก์ตอนพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะเห็นได้ด้วยตาเปล่าที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ แต่ถ้าพวกมันรวมตัวกันเป็นกลุ่มในปริมาณมหาศาลจะทำให้เราเห็นกลุ่มแพลงก์ตอนพืชลอยเป็นผืนแพอยู่บนผิวทะเล การที่พวกมันอาศัยเพียงแร่ธาตุ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในแหล่งน้ำที่อาศัยอยู่มาสร้างอาหารโดยใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน ทำให้พวกมันเป็นเหมือนโรงงานอาหารที่สำคัญของมหาสมุทรและทะเลสาบต่างๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่ดูเรียบง่ายเหล่านี้จะกลายมาเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ปวดหัวมาจนถึงทุกวันนี้ ปัญหาดังกล่าวมีชื่อว่า ‘Paradox of the Plankton’ ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาใน ค.ศ. 1961 โดยนักนิเวศวิทยาชาวอังกฤษนามว่า จี. เอเวอลีน ฮัตชินสัน (G. Evelyn Hutchinson) ผู้บุกเบิกองค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยาไว้มากจนได้รับขนานนามว่า ‘บิดาแห่งนิเวศวิทยายุคใหม่’ หลักการพื้นฐานข้อหนึ่งทางชีววิทยาคือ หากบริเวณแหล่งอาหารแหล่งหนึ่งมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ พวกมันจะแก่งแย่งแหล่งอาหารกันโดยจะมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดได้เปรียบชนิดอื่นๆ อยู่เล็กน้อยในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรนั้น ดังนั้นในระยะยาวสิ่งมีชีวิตที่เสียเปรียบจะค่อยๆ ล้มหายตายจากไปจนมีปริมาณน้อยมาก หรือไม่ก็วิวัฒนาการไปสู่แหล่งอาหารแหล่งใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น&#8230; กระรอกสีเทาเข้ามาบุกรุกประเทศอังกฤษแล้วขยายพันธุ์จนส่งผลให้กระรอกสีแดงซึ่งเป็นสัตว์ท้องถิ่นลดจำนวนลงอย่างมาก เพราะกระรอกสีเทานั้นตัวใหญ่ แข็งแรง และร่างกายเก็บสะสมไขมันในฤดูหนาวได้ดีกว่ากระรอกสีแดง ส่งผลให้พวกมันแย่งชิงทรัพยากรอาหารจากเจ้าถิ่นได้ดี จากนั้นก็ออกลูกออกหลานมากมายจนกระรอกสีแดงลดจำนวนลงอย่างน่าเป็นห่วง นกสองชนิดอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันมีลักษณะปากที่แตกต่างกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-paradox-of-plankton/">ปริศนาของแพลงก์ตอนพืชที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สารคดีชีวิตสัตว์ชั้นนำของโลกชุด <em>The Blue Planet</em> ได้กล่าวเกริ่นนำภาพรวมของชีวิตบนโลกไว้อย่างน่าสนใจว่า</p>
<p><em>‘พื้นผิวโลกของเราปกคลุมด้วยผืนน้ำ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากเป็นมหาสมุทรที่ลึกลงไปนับกิโลเมตร ดังนั้นปริมาตรที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้บนโลกจึงเป็นน้ำไปเสียส่วนมาก’</em></p>
<p>ถ้าเราสืบสาวไปว่าสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร ตั้งแต่ปลาฉลามจนถึงวาฬสีน้ำเงินกินอะไรเป็นอาหาร และถามเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายคำตอบจะไปจบที่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่า <strong>แพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) </strong></p>
<p>แพลงก์ตอนพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะเห็นได้ด้วยตาเปล่าที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ แต่ถ้าพวกมันรวมตัวกันเป็นกลุ่มในปริมาณมหาศาลจะทำให้เราเห็นกลุ่มแพลงก์ตอนพืชลอยเป็นผืนแพอยู่บนผิวทะเล</p>
<p>การที่พวกมันอาศัยเพียงแร่ธาตุ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในแหล่งน้ำที่อาศัยอยู่มาสร้างอาหารโดยใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน ทำให้พวกมันเป็นเหมือนโรงงานอาหารที่สำคัญของมหาสมุทรและทะเลสาบต่างๆ</p>
<p><strong>แต่ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่ดูเรียบง่ายเหล่านี้จะกลายมาเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ปวดหัวมาจนถึงทุกวันนี้</strong></p>
<p>ปัญหาดังกล่าวมีชื่อว่า <strong>‘Paradox of the Plankton’</strong> ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาใน ค.ศ. 1961 โดยนักนิเวศวิทยาชาวอังกฤษนามว่า จี. เอเวอลีน ฮัตชินสัน (G. Evelyn Hutchinson) ผู้บุกเบิกองค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยาไว้มากจนได้รับขนานนามว่า ‘บิดาแห่งนิเวศวิทยายุคใหม่’</p>
<p>หลักการพื้นฐานข้อหนึ่งทางชีววิทยาคือ หากบริเวณแหล่งอาหารแหล่งหนึ่งมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ พวกมันจะแก่งแย่งแหล่งอาหารกันโดยจะมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดได้เปรียบชนิดอื่นๆ อยู่เล็กน้อยในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรนั้น ดังนั้นในระยะยาวสิ่งมีชีวิตที่เสียเปรียบจะค่อยๆ ล้มหายตายจากไปจนมีปริมาณน้อยมาก หรือไม่ก็วิวัฒนาการไปสู่แหล่งอาหารแหล่งใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น&#8230;</p>
<ul>
<li>กระรอกสีเทาเข้ามาบุกรุกประเทศอังกฤษแล้วขยายพันธุ์จนส่งผลให้กระรอกสีแดงซึ่งเป็นสัตว์ท้องถิ่นลดจำนวนลงอย่างมาก เพราะกระรอกสีเทานั้นตัวใหญ่ แข็งแรง และร่างกายเก็บสะสมไขมันในฤดูหนาวได้ดีกว่ากระรอกสีแดง ส่งผลให้พวกมันแย่งชิงทรัพยากรอาหารจากเจ้าถิ่นได้ดี จากนั้นก็ออกลูกออกหลานมากมายจนกระรอกสีแดงลดจำนวนลงอย่างน่าเป็นห่วง</li>
</ul>
<ul>
<li>นกสองชนิดอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันมีลักษณะปากที่แตกต่างกัน หรือกินแมลงคนละชนิดกัน ในกรณีนี้ถือว่าพวกมันไม่ได้อาศัยแหล่งทรัพยากรอาหารร่วมกันทำให้สามารถกระจายพันธุ์อยู่ในบริเวณเดียวกันได้ในจำนวนพอๆ กัน</li>
</ul>
<p><strong>แต่แพลงก์ตอนพืชกลับเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่แปลก</strong> ทั้งที่พวกมันอาศัยแสงอาทิตย์ แร่ธาตุอาหาร และคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนกัน แต่ในมหาสมุทรกลับมีแพลงก์ตอนพืชอาศัยอยู่หลากหลายชนิดมากราวกับว่าพวกมันไม่มีการแก่งแย่งทรัพยากรกันเลย </p>
<p>แม้จะเป็นบริเวณเล็กๆ ในทะเลสาบก็ยังมีแพลงก์ตอนพืชอาศัยอยู่ 10-100 ชนิดในช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่มาก </p>
<p>ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? </p>
<p>ในตอนนี้แต่ละทฤษฎีก็มีคำตอบที่หลากหลาย </p>
<p>แนวคิดแรกคือ แพลงก์ตอนพืชชนิดที่มีปริมาณมากอาจติดเชื้อไวรัสหรือถูกแพลงก์ตอนสัตว์จับกินจนลดปริมาณลงเท่ากับชนิดอื่นๆ</p>
<p>แนวคิดที่สองคือ สารอาหารอาจจะไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในมหาสมุทร ทำให้บางเวลาจำนวนแพลงก์ตอนพืชชนิดหนึ่งมีมากกว่าอีกชนิด แต่เมื่อปริมาณสารอาหารเปลี่ยนแปลง พวกมันก็ลดจำนวนลง กล่าวแบบกว้างๆ ได้ว่าแหล่งน้ำนั้นไม่ได้อยู่ในภาวะสมดุลนานพอให้แพลงก์ตอนพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเพิ่มประชากรขึ้นจนเหนือกว่าชนิดอื่นๆ ได้ </p>
<p>แนวคิดที่สามคือ แพลงก์ตอนพืชหลายชนิดอาจมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันทำให้พวกมันไม่แข่งขันกันรุนแรงอย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p>แนวคิดที่สี่คือ เกิดความปั่นป่วนขึ้นเมื่อแพลงก์ตอนพืชหลายชนิดมาแก่งแย่งสารอาหารที่หลากหลาย ทำให้จำนวนแพลงก์ตอนพืชชนิดใดชนิดหนึ่งไม่นิ่ง</p>
<p>แนวคิดที่ห้าคือ  แพลงก์ตอนพืชแต่ละชนิดมีข้อได้เปรียบที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลให้แต่ละชนิดเข้าถึงอาหารได้ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน แต่ไม่ถึงกับทำให้ชนิดอื่นๆ ลดจำนวนลง ฯลฯ</p>
<p>ทำไมปัญหาข้อนี้ถึงสำคัญอย่างมาก? ก็เพราะการเข้าใจธรรมชาติของแพลงก์ตอนพืชอย่างลึกซึ้งนั้นเป็นความรู้พื้นฐานที่สุดของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรที่จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องอื่นๆ ในนิเวศวิทยาตามมา ที่สำคัญคือมันทำให้เราเข้าใจการแข่งขันในรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วยโดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจ</p>
<p>แต่ดูเหมือนว่าปัญหาข้อนี้จะยากกว่าที่คิด เพราะไม่ใช่แค่ธรรมชาติของแพลงก์ตอนพืชตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชากรแพลงก์ตอนพืชและปฏิสัมพันธ์ที่พวกมันมีต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่น่าแปลกใจที่แม้เวลาจะผ่านมานานราว 60 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน คำตอบที่เป็นไปได้อาจเกิดจากหลายๆ ปัจจัยที่กล่าวมานี้ประกอบกัน หรือไม่ก็เกิดจากปัจจัยอื่นก็ได้</p>
<p>คำถามที่ตามมาตอนนี้คือ ขนาดแพลงก์ตอนพืชที่มีลักษณะเรียบง่าย พอมารวมกันมากๆเข้ายังซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนี้ <strong>แล้วมนุษย์เราที่คนๆ เดียวยังแสนจะสลับซับซ้อน พอมารวมกันมากๆ แล้วจะซับซ้อนขนาดไหน?</strong></p>
<p><strong><em>อ้างอิง</em></strong></p>
<p><a href="https://www.sciencedirect.com/topics/agricultural-and-biological-sciences/paradox-of-the-plankton"><em>https://www.sciencedirect.com/topics/agricultural-and-biological-sciences/paradox-of-the-plankton</em></a></p>
<p><a href="https://phys.org/news/2018-04-mathematical-paradox-plankton.html"><em>https://phys.org/news/2018-04-mathematical-paradox-plankton.html</em></a></p>
<p><em><a href="https://arxiv.org/pdf/1711.00755.pdf">https://arxiv.org/pdf/1711.00755.pdf</a></em></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> ปัญญวัฒน์ พิทักษวรรณ </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-paradox-of-plankton/">ปริศนาของแพลงก์ตอนพืชที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-paradox-of-plankton/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมวันจึงเรียงลำดับจากอาทิตย์ จันทร์ อังคาร &#8230; อย่างที่เป็นอยู่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Apr 2018 04:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[วันในหนึ่งสัปดาห์]]></category>
		<category><![CDATA[ปริศนาวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เพลโต]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-day-order/</guid>

					<description><![CDATA[<p>มนุษย์เราทุกวันนี้แม้จะอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์เติบโตจนสร้างวิธีคิดใหม่ๆ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีมากมายให้เราได้ใช้งาน แต่หากมองให้ดีจะเห็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมและความเชื่อโบราณมากมายหลายอย่างที่ตกค้างมานานหลายพันปี และบางอย่างก็อยู่ในชีวิตประจำวันของเรามาเนิ่นนานโดยที่เราไม่รู้เหตุผลเลยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ดังเช่นคำถามที่ว่า ทำไมวันในหนึ่งสัปดาห์จึงเรียงจาก อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ ? ทั้งที่จริงๆ แล้วระบบสุริยะจักรวาลของเรา เรียงลำดับจากตรงกลางจะเป็นดังนี้คือ ดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน แม้จะลองย้อนกลับไปในสมัยของเพลโต นักปรัชญาชาวกรีกผู้เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ยังเรียงลำดับวงโคจรไล่จากตรงกลางดังนี้ โลก (ศูนย์กลาง) ดวงจันทร์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดวงอาทิตย์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ จะเห็นว่าการเรียงลำดับของเพลโตก็ไม่ได้ตรงกับการเรียงวันในสัปดาห์ทุกวันนี้ คำถามคือการเรียงวันในสัปดาห์ที่เราใช้กันมาจากไหนกันแน่ ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมใน 1 สัปดาห์มี 7 วัน ก่อนที่มนุษย์จะประดิษฐ์นาฬิกาความแม่นยำสูงใช้กันอย่างทุกวันนี้ สมัยโบราณ มนุษย์เราใช้การเปลี่ยนแปลงของวัตถุท้องฟ้ามากำหนดช่วงเวลา เราใช้การขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์มากำหนดระยะเวลา 1 วัน การเปลี่ยนลักษณะของดวงจันทร์มากำหนดระยะเวลา 1 เดือน และการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ไปตามกลุ่มดาวจักรราศี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/">ทำไมวันจึงเรียงลำดับจากอาทิตย์ จันทร์ อังคาร &#8230; อย่างที่เป็นอยู่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มนุษย์เราทุกวันนี้แม้จะอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์เติบโตจนสร้างวิธีคิดใหม่ๆ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีมากมายให้เราได้ใช้งาน แต่หากมองให้ดีจะเห็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมและความเชื่อโบราณมากมายหลายอย่างที่ตกค้างมานานหลายพันปี และบางอย่างก็อยู่ในชีวิตประจำวันของเรามาเนิ่นนานโดยที่เราไม่รู้เหตุผลเลยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ดังเช่นคำถามที่ว่า</p>
<p><strong>ทำไมวันในหนึ่งสัปดาห์จึงเรียงจาก อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ ? </strong></p>
<p>ทั้งที่จริงๆ แล้วระบบสุริยะจักรวาลของเรา เรียงลำดับจากตรงกลางจะเป็นดังนี้คือ ดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน </p>
<p>แม้จะลองย้อนกลับไปในสมัยของเพลโต นักปรัชญาชาวกรีกผู้เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ยังเรียงลำดับวงโคจรไล่จากตรงกลางดังนี้ </p>
<p>โลก  (ศูนย์กลาง)</p>
<p>ดวงจันทร์</p>
<p>ดาวพุธ</p>
<p>ดาวศุกร์ </p>
<p>ดวงอาทิตย์ </p>
<p>ดาวอังคาร</p>
<p>ดาวพฤหัสบดี</p>
<p>ดาวเสาร์</p>
<p>จะเห็นว่าการเรียงลำดับของเพลโตก็ไม่ได้ตรงกับการเรียงวันในสัปดาห์ทุกวันนี้ คำถามคือการเรียงวันในสัปดาห์ที่เราใช้กันมาจากไหนกันแน่</p>
<p><strong>ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมใน 1 สัปดาห์มี 7 วัน</strong></p>
<p>ก่อนที่มนุษย์จะประดิษฐ์นาฬิกาความแม่นยำสูงใช้กันอย่างทุกวันนี้ สมัยโบราณ มนุษย์เราใช้การเปลี่ยนแปลงของวัตถุท้องฟ้ามากำหนดช่วงเวลา เราใช้การขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์มากำหนดระยะเวลา 1 วัน การเปลี่ยนลักษณะของดวงจันทร์มากำหนดระยะเวลา 1 เดือน และการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ไปตามกลุ่มดาวจักรราศี กำหนดระยะเวลา 1 ปี</p>
<p>แต่การกำหนดระยะเวลา 1 สัปดาห์นั้นไม่ได้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของวัตถุท้องฟ้าใดๆ เลย </p>
<p>นักโบราณคดีเชื่อว่าการกำหนดสัปดาห์นั้นเริ่มต้นมาจากวัฒนธรรมบาบิโลนโบราณ แล้วค่อยๆ กระจายออกมาจนมาอยู่ในปฏิทินของจักรวรรดิโรมันทำให้กลายเป็นที่ยอมรับทั่วไป </p>
<p>ชาวบาบิโลนตั้งชื่อวันในสัปดาห์ตามชื่อของดาวเคราะห์ที่คนสมัยนั้นรู้จัก ดาวเคราะห์เหล่านี้คือเทพเจ้า แน่นอนว่าต้องเป็นดาวเคราะห์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเพราะในสมัยนั้นไม่มีกล้องโทรทรรศน์</p>
<p>ในสมัยนั้น ดาวเคราะห์มีทั้งหมด 7 ดวง ตามชื่อของวันในสัปดาห์ ทุกวันนี้เรารู้ว่าดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ไม่ใช่ดาวเคราะห์ เพราะดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ส่วนดวงจันทร์นั้นเป็นดาวบริวารของโลก แต่คนโบราณมองว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์ เนื่องจากสมัยก่อนมีการแบ่งวัตถุท้องฟ้าเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์</p>
<p>ดาวฤกษ์นั้นจะมีตำแหน่งเทียบกันและกันแล้วเหมือนเดิม ทำให้เราสามารถกำหนดเป็นกลุ่มดาวที่ชัดเจนลงไปได้ ส่วนดาวเคราะห์คือวัตถุท้องฟ้าที่เคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งไปบนกลุ่มดาวฤกษ์อีกที ดังนั้นคนสมัยนั้นจึงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์รวมทั้งรู้ว่าดาวฤกษ์ที่เรียงรายเป็นกลุ่มนั้นอยู่ห่างไกลจากโลกเรากว่าดาวเคราะห์มากๆ โดยลำดับที่เพลโตเรียงนั้นมาจาก<strong>ความเร็วของการเปลี่ยนตำแหน่งไปบนดาวฤกษ์พื้นหลังในแต่ละคืน</strong> ดาวเคราะห์ดวงไหนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเร็วก็แปลว่าดาวดวงนั้นอยู่ใกล้โลก ส่วนดาวดวงไหนที่เปลี่ยนตำแหน่งช้าก็แปลว่าดาวดวงนั้นอยู่ห่างไกลจากโลกออกไป</p>
<p>คนบาบิโลนสมัยโบราณยังเชื่ออีกว่า แต่ละชั่วโมงนั้นมีเทพเจ้าดาวเคราะห์คอยกำกับดูแลอยู่โดยจะเรียงจากไกลมาใกล้ เช่น</p>
<p>วันนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม<br />เวลา 07:00 น.เทพเจ้าศุกร์คุม<br />เวลา 08:00 น. เทพเจ้าพุธคุม<br />เวลา 09:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม<br />เวลา 10:00 น. เทพเจ้าเสาร์คุม<br />เวลา 11:00 น. เทพเจ้าพฤหัสบดีคุม<br />เวลา 12:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม</p>
<p>พอคุมกันจนครบก็จะวนกลับมาที่เทพเจ้าอาทิตย์อีกที่เวลา 13:00 น.</p>
<p>เมื่อไล่เรียงแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าที่เวลา 06:00 น. ซึ่งเป็นชั่วโมงแรกของวันจะถูกคุมเรียงดังนี้</p>
<p>วันนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม<br />วันพรุ่งนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม<br />วันมะรืนนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม</p>
<p>กล่าวคือคนในสมัยโบราณเรียกชื่อวันตามชื่อเทพเจ้าที่คุมชั่วโมงแรกของวันนั้นๆ การเรียงวันในลำดับเช่นนี้ได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันที่พวกเราใช้กัน ซึ่งสามารถเขียนสรุปอีกแบบได้โดยการนำดาวเคราะห์มาเรียงลำดับจากใกล้มาไกลบนวงกลมแล้วลากเส้นเชื่อมจนกลายเป็นดาว 7 แฉก ซึ่งการเรียงวันใน 1 สัปดาห์ก็จะเรียงจากการลากเส้นเป็นรูปดาว 7 แฉกนั่นเอง</p>
<p>หลายอย่างบนโลกใบนี้แม้จะดูไม่มีเหตุผล แต่พอศึกษาอย่างละเอียดเราอาจพบเหตุผลอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น</p>
<p>แต่เราต้องไม่ลืมว่าการค้นพบเหตุผลนั้นไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถทำใจรับเหตุผลนั้นได้เสมอไป</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> ณัชณิชา วงษา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/">ทำไมวันจึงเรียงลำดับจากอาทิตย์ จันทร์ อังคาร &#8230; อย่างที่เป็นอยู่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ทำไมฉันเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน’ ความลึกลับของเดจาวูกับโลกที่เลื่อนหลุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2018 02:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การทดลอง]]></category>
		<category><![CDATA[เดจาวู]]></category>
		<category><![CDATA[dejavu]]></category>
		<category><![CDATA[ความทรงจำ]]></category>
		<category><![CDATA[สมอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-dejavu/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยรู้สึกเหมือนกับประสบเหตุการณ์บางอย่างมาก่อน ทั้งที่จริงๆ ไม่เคยเจอเหตุการณ์นั้นเลยมั้ยครับ บางครั้งก็รู้สึกชัดเจนเหมือนว่าเคยเห็นโลกรอบตัวในลักษณะนี้มาแล้ว แต่กลับนึกไม่ออกว่าเห็นที่ไหนและเมื่อไหร่ ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลานี้เรียกว่า ‘เดจาวู (Déjà Vu)’ เป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ‘เคยเห็นมาแล้ว’ คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์เดจาวูยังเป็นเรื่องปลายเปิดที่ไม่มีคำตอบชัดเจนนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมอง ไม่ใช่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด อย่างน้อยๆ เดจาวูก็ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ช่วยให้เราทำนายอนาคตได้ แม้เราจะรู้สึกเหมือนเคยเห็นสิ่งนั้นมาแล้วก็ตาม แม้ปรากฏการณ์นี้จะดูจับต้องได้ยาก แต่นักวิทยาศาสตร์กลับทำการทดลองจนสาวไปถึงต้นกำเนิดของมันได้แล้วในระดับหนึ่ง Akira O’Connor นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ (University of St Andrews) สหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ เขาอ่านกลุ่มคำที่มีความเชื่อมโยงกันให้อาสาสมัครฟัง แต่จะไม่อ่านคำบางคำ เช่น อ่านคำว่า pillow (หมอน), dream (ฝัน), night (กลางคืน) ฯลฯ แต่จงใจไม่อ่านคำว่า sleep (นอนหลับ) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคำอื่นๆ อย่างชัดเจน จากนั้นเขาทำการทดลองถามอาสาสมัคร 2 รอบ รอบแรกถามว่า เมื่อสักครู่ได้ยินคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร s หรือไม่ แน่นอนว่าอาสาสมัครตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้ยิน แต่คำถามต่อมาคือการถามว่าได้ยินคำว่าอะไรบ้าง พอถามไปถามมา อาสาสมัครกลับรู้สึกคุ้นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/">‘ทำไมฉันเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน’ ความลึกลับของเดจาวูกับโลกที่เลื่อนหลุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยรู้สึกเหมือนกับประสบเหตุการณ์บางอย่างมาก่อน ทั้งที่จริงๆ ไม่เคยเจอเหตุการณ์นั้นเลยมั้ยครับ บางครั้งก็รู้สึกชัดเจนเหมือนว่าเคยเห็นโลกรอบตัวในลักษณะนี้มาแล้ว แต่กลับนึกไม่ออกว่าเห็นที่ไหนและเมื่อไหร่</p>
<p>ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลานี้เรียกว่า ‘เดจาวู (Déjà Vu)’ เป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ‘เคยเห็นมาแล้ว’</p>
<p>คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์เดจาวูยังเป็นเรื่องปลายเปิดที่ไม่มีคำตอบชัดเจนนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมอง ไม่ใช่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด อย่างน้อยๆ เดจาวูก็ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ช่วยให้เราทำนายอนาคตได้ แม้เราจะรู้สึกเหมือนเคยเห็นสิ่งนั้นมาแล้วก็ตาม</p>
<p>แม้ปรากฏการณ์นี้จะดูจับต้องได้ยาก แต่นักวิทยาศาสตร์กลับทำการทดลองจนสาวไปถึงต้นกำเนิดของมันได้แล้วในระดับหนึ่ง</p>
<p>Akira O’Connor นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ (University of St Andrews) สหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้</p>
<p>เขาอ่านกลุ่มคำที่มีความเชื่อมโยงกันให้อาสาสมัครฟัง แต่จะไม่อ่านคำบางคำ เช่น อ่านคำว่า pillow (หมอน), dream (ฝัน), night (กลางคืน) ฯลฯ แต่จงใจไม่อ่านคำว่า sleep (นอนหลับ) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคำอื่นๆ อย่างชัดเจน</p>
<p>จากนั้นเขาทำการทดลองถามอาสาสมัคร 2 รอบ</p>
<p>รอบแรกถามว่า เมื่อสักครู่ได้ยินคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร s หรือไม่ แน่นอนว่าอาสาสมัครตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้ยิน</p>
<p>แต่คำถามต่อมาคือการถามว่าได้ยินคำว่าอะไรบ้าง พอถามไปถามมา อาสาสมัครกลับรู้สึกคุ้นๆ ว่าได้ยินคำว่า sleep </p>
<p>กล่าวได้ว่าการทดลองง่ายๆ นี้กระตุ้นให้คนเราเกิดประสบการณ์เดจาวูขึ้นมาได้!</p>
<p>ที่น่าสนใจคือการทดลองไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะระหว่างที่อาสาสมัครเกิดอาการเดจาวูกับคำว่า sleep นักวิจัยได้อ่านคลื่นสมองของอาสาสมัครด้วยเครื่อง fMRI (functional magnetic resonance imaging) เพื่อดูว่าสมองส่วนไหนทำงานขณะเกิดเดจาวู</p>
<p>ในตอนแรกนักวิทยาศาสตร์คาดว่าสมองส่วนความทรงจำสักแห่งน่าจะรับผิดชอบต่ออาการเดจาวู แต่ผลลัพธ์ที่ได้ผิดกับที่คาดการณ์ไว้เพราะพบว่าสมองส่วนความทรงจำนั้นเงียบกริบ ไม่มีการส่งสัญญาณประสาทใดๆ มากขึ้น แต่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจกลับมีการส่งกระแสประสาทอย่างขวักไขว่</p>
<p>พูดง่ายๆ ว่า <strong>เดจาวูเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสมองส่วนการตัดสินใจ ไม่ใช่ความทรงจำ</strong></p>
<p>คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ สมองส่วนการตัดสินใจนั้นทำหน้าที่ตรวจสอบความทรงจำของเราเพื่อมองหาจุดไม่ชอบมาพากลเวลาเรารื้อฟื้นความทรงจำ และเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง จึงทำให้เกิดอาการเดจาวู</p>
<p>ทีมนักวิจัยเชื่อว่า การเกิดเดจาวูเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่าสมองส่วนการตัดสินใจที่คอยตรวจสอบยังทำงานได้ดีอยู่ ทฤษฎีนี้สอดคล้องกับการที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าคนวัยหนุ่มสาวนั้นมีโอกาสเกิดเดจาวูได้มากกว่าคนที่อายุมาก เพราะระบบตรวจสอบในสมองของคนอายุมากๆ ทั้งหลายนั้นอาจจะเริ่มทำงานน้อยลงแล้ว ดังนั้นผู้สูงอายุจึงไม่ค่อยเกิดอาการเดจาวูและมีการจำอะไรผิดพลาดบ่อยๆ </p>
<p>แต่ในอีกแง่หนึ่ง คนที่ไม่รู้สึกถึงเดจาวูก็อาจมีระบบสมองที่ดีมากเพราะระบบตรวจจับทำงานได้ดีจนไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรจึงไม่เกิดเดจาวู</p>
<p>ความจริงเป็นเช่นไรกันแน่ยังไม่มีใครรู้ คำอธิบายทั้งหลายที่กล่าวมานี้ยังต้องการการทดลองหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อจะนำมาซึ่งข้อสรุปที่ชัดเจนรัดกุมจริงๆ </p>
<p>ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าใช่แล้วด่วนสรุปไปเอง</p>
<p><em><strong>อ้างอิง </strong></em><a href="https://www.newscientist.com/article/2101089-mystery-of-deja-vu-explained-its-how-we-check-our-memories/" target="_blank"><em>newscientist.com</em></a><em><strong>, </strong><a href="http://journals.sagepub.com/doi/abs/10.1177/0956797617743018" target="_blank">sagepub.com</a></em></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> ณัชณิชา วงษา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/">‘ทำไมฉันเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน’ ความลึกลับของเดจาวูกับโลกที่เลื่อนหลุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-shortest-way-to-go/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-shortest-way-to-go/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Feb 2018 01:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทาง]]></category>
		<category><![CDATA[puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[จุด]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะทาง]]></category>
		<category><![CDATA[สั้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-shortest-way-to-go/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลองถามใครๆ ดูก็ได้ว่า ‘เส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุดมีลักษณะอย่างไร’ เรารู้ได้โดยสามัญสำนึกว่าคำตอบคือเส้นตรง แต่เหล่านักคณิตศาสตร์จะถามเรากลับว่ามั่นใจได้อย่างไรว่าคำตอบของเราถูกต้อง ในเมื่อเรายังไม่ได้ลองลากเส้นทุกเส้นที่เป็นไปได้ การไม่เห็นเส้นทางอื่น ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางอื่นไม่มีจริง ****** เมื่อสามร้อยปีก่อน นักคณิตศาสตร์ชาวสวิสนามว่า โยฮันน์ แบร์นูลลี (Johann Bernoulli) ได้ตั้งกระทู้ถามในวารสารวิชาการว่า ‘หากต้องการสร้างรางเชื่อมระหว่างจุดสองจุด แล้วกลิ้งวัตถุเล็กๆ มาตามราง รางต้องมีลักษณะอย่างไรเพื่อให้วัตถุใช้เวลาน้อยที่สุดในการกลิ้งจากจุดหนึ่งมายังอีกจุดหนึ่ง’ ปัญหานี้มีชื่อว่า Brachistochrone Problem ซึ่งหากคิดด้วยสามัญสำนึกอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจจะตอบว่ารางควรจะเป็นเส้นตรงเชื่อมระหว่างสองจุด เมื่อกลิ้งวัตถุลงมาแล้วจึงจะใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ในความเป็นจริง นักคณิตศาสตร์หลายคนในยุคนั้นคำนวณจนพบคำตอบว่ารางที่เป็นเส้นโค้งไซคลอยด์ (cycloids) ต่างหากที่จะทำให้วัตถุกลิ้งโดยใช้เวลาน้อยที่สุด ในภาพนี้โค้งไซคลอยด์คือเส้นสีแดง ซึ่งวัตถุจะกลิ้งลงมาอย่างรวดเร็วเนื่องจากถูกแรงโน้มถ่วงดึงจนความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้มาถึงปลายทางก่อนเส้นตรงที่วัตถุจะกลิ้งมาแบบสบายๆ แต่ถ้าใช้โค้งลักษณะอื่นที่โค้งมากกว่าไซคลอยด์จะพบว่าต้องใช้เวลามากขึ้นเพราะระยะทางที่เพิ่มมากจนส่งผลให้มันถึงจุดหมายช้าลงนั่นเอง เรื่องน่าสนใจอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์คือ ในขณะที่นักคณิตศาสตร์คนอื่นๆ พยายามแก้ปัญหานี้ มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งคำตอบมายังแบร์นูลลีอย่างรวดเร็ว ชายผู้นี้เห็นคำถามนี้ในช่วงเวลาเย็นและใช้เวลาทั้งคืนคิดหาคำตอบ (ในขณะที่นักคณิตศาสตร์คนอื่นในยุคนั้นใช้เวลาร่วมปี) ที่น่าทึ่งที่สุดคือวิธีการที่ชายผู้นี้ใช้แก้ปัญหาข้อนี้เป็นคณิตศาสตร์แขนงใหม่ที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน ชายผู้นี้มีนามว่า เซอร์ ไอแซก นิวตัน ผู้คิดค้นคณิตศาสตร์สาขาที่เรียกว่า แคลคูลัสของการแปรผัน (calculus of variations) มาแก้ปัญหาข้อนี้ภายในเวลาหนึ่งคืน วิชาแคลคูลัสของการแปรผันสามารถใช้พิสูจน์ได้ว่าเส้นที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุดคือเส้นตรง และยังพิสูจน์ได้ด้วยว่าถ้าจุดสองจุดนี้ไม่อยู่บนแผ่น แต่ไปอยู่บนผิวลักษณะอื่นๆ อย่างทรงกระบอก เส้นที่สั้นที่สุดระหว่างสองจุดจะเป็นโค้งรูปอะไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-shortest-way-to-go/">เส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลองถามใครๆ ดูก็ได้ว่า <strong>‘เส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุดมีลักษณะอย่างไร’</strong></p>
<p>เรารู้ได้โดยสามัญสำนึกว่าคำตอบคือเส้นตรง แต่เหล่านักคณิตศาสตร์จะถามเรากลับว่ามั่นใจได้อย่างไรว่าคำตอบของเราถูกต้อง ในเมื่อเรายังไม่ได้ลองลากเส้นทุกเส้นที่เป็นไปได้</p>
<p>การไม่เห็นเส้นทางอื่น ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางอื่นไม่มีจริง</p>
<p style="text-align: center">******</p>
<p>เมื่อสามร้อยปีก่อน นักคณิตศาสตร์ชาวสวิสนามว่า โยฮันน์ แบร์นูลลี (Johann Bernoulli) ได้ตั้งกระทู้ถามในวารสารวิชาการว่า ‘หากต้องการสร้างรางเชื่อมระหว่างจุดสองจุด แล้วกลิ้งวัตถุเล็กๆ มาตามราง รางต้องมีลักษณะอย่างไรเพื่อให้วัตถุใช้เวลาน้อยที่สุดในการกลิ้งจากจุดหนึ่งมายังอีกจุดหนึ่ง’</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ab.jpg"></p>
<p>ปัญหานี้มีชื่อว่า Brachistochrone Problem ซึ่งหากคิดด้วยสามัญสำนึกอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจจะตอบว่ารางควรจะเป็นเส้นตรงเชื่อมระหว่างสองจุด <strong>เมื่อกลิ้งวัตถุลงมาแล้วจึงจะใช้เวลาน้อยที่สุด</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ab2.jpg"></p>
<p>แต่ในความเป็นจริง นักคณิตศาสตร์หลายคนในยุคนั้นคำนวณจนพบคำตอบว่ารางที่เป็นเส้นโค้งไซคลอยด์ (cycloids) ต่างหากที่จะทำให้วัตถุกลิ้งโดยใช้เวลาน้อยที่สุด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/dots3.jpg"></p>
<p>ในภาพนี้โค้งไซคลอยด์คือเส้นสีแดง ซึ่งวัตถุจะกลิ้งลงมาอย่างรวดเร็วเนื่องจากถูกแรงโน้มถ่วงดึงจนความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้มาถึงปลายทางก่อนเส้นตรงที่วัตถุจะกลิ้งมาแบบสบายๆ แต่ถ้าใช้โค้งลักษณะอื่นที่โค้งมากกว่าไซคลอยด์จะพบว่าต้องใช้เวลามากขึ้นเพราะระยะทางที่เพิ่มมากจนส่งผลให้มันถึงจุดหมายช้าลงนั่นเอง</p>
<p>เรื่องน่าสนใจอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์คือ ในขณะที่นักคณิตศาสตร์คนอื่นๆ พยายามแก้ปัญหานี้ มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งคำตอบมายังแบร์นูลลีอย่างรวดเร็ว ชายผู้นี้เห็นคำถามนี้ในช่วงเวลาเย็นและใช้เวลาทั้งคืนคิดหาคำตอบ (ในขณะที่นักคณิตศาสตร์คนอื่นในยุคนั้นใช้เวลาร่วมปี) ที่น่าทึ่งที่สุดคือวิธีการที่ชายผู้นี้ใช้แก้ปัญหาข้อนี้เป็นคณิตศาสตร์แขนงใหม่ที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน</p>
<p>ชายผู้นี้มีนามว่า เซอร์ ไอแซก นิวตัน ผู้คิดค้นคณิตศาสตร์สาขาที่เรียกว่า แคลคูลัสของการแปรผัน (calculus of variations) มาแก้ปัญหาข้อนี้ภายในเวลาหนึ่งคืน</p>
<p>วิชาแคลคูลัสของการแปรผันสามารถใช้พิสูจน์ได้ว่าเส้นที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุดคือเส้นตรง และยังพิสูจน์ได้ด้วยว่าถ้าจุดสองจุดนี้ไม่อยู่บนแผ่น แต่ไปอยู่บนผิวลักษณะอื่นๆ อย่างทรงกระบอก เส้นที่สั้นที่สุดระหว่างสองจุดจะเป็นโค้งรูปอะไร</p>
<p>ลองดูปัญหาคลาสสิกอีกข้อหนึ่ง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/dots5.jpg"></p>
<p><strong>ถ้าม้าตัวหนึ่งยืนที่จุด A และต้องการวิ่งมากินอาหารที่จุด B เส้นทางการวิ่งของมันจะต้องเป็นอย่างไร หากในบริเวณสีน้ำตาลที่มันยืนอยู่ในตอนแรกนั้น เป็นพื้นดินที่มันสามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็วด้วยความเร็วคงที่ค่าหนึ่ง แต่เมื่อวิ่งเข้าสู่บริเวณสีฟ้า มันจะวิ่งได้ช้าลงเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีน้ำขัง</strong></p>
<p>หากคิดเร็วๆ อาจจะตอบว่าม้าก็ควรจะวิ่งเป็นเส้นตรงจาก A มา B (เส้นสีชมพู) แต่หากใช้วิชาแคลคูลัสของการแปรผันมาคำนวณจะพบว่าคำตอบที่ได้เป็นเส้นสีแดง คือม้าจะต้องวิ่งในพื้นที่สีชมพูที่วิ่งได้เร็วให้มากกว่าไปวิ่งในพื้นที่สีฟ้าที่ตนวิ่งได้ช้า (แต่แน่นอนว่าต้องไม่วิ่งในพื้นที่สีชมพูมากเกินไปจนเสียเวลาไปกับระยะทาง)</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/horse.jpg"></p>
<p>ความน่าสนใจคือ เส้นสีแดงที่ม้าวิ่งนั้น เป็นไปตามกฎฟิสิกส์เดียวกับการวิ่งของแสงจากอากาศแล้วผ่านลงไปในน้ำ แล้วเกิดการหักเหอย่างพอดี</p>
<p>ดาวิด ฮิลแบร์ท (David Hilbert) นักคณิตศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องชาวเยอรมันผู้ค้นพบสมการหลักในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปก่อนไอน์สไตน์ (แต่เขาให้เครดิตไอน์สไตน์เพราะไอน์สไตน์เป็นผู้เกาะติดเรื่องนี้มาโดยตลอด) กล่าวในช่วงปี 1900 ว่านักคณิตศาสตร์ควรพัฒนาแคลคูลัสของการแปรผันให้ก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีงานวิจัยใหม่ๆ ในเรื่องนี้มากนัก</p>
<p>เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้อาจเป็นเพียงแนวคิดสนุกๆ ของนักคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตประจำวันของเรา แต่หากมองให้ดีจะพบว่าสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ในเรื่องนี้คือ ระยะทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุดนั้นเป็นเส้นตรงแน่ๆ</p>
<p><strong>แต่เส้นตรงอาจไม่ใช่หนทางที่เร็วที่สุดเสมอไป</strong></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ </strong>ฟาน.ปีติ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-shortest-way-to-go/">เส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-shortest-way-to-go/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
