<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>The Conversation &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/the-conversation/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/the-conversation/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 22 Nov 2023 04:22:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เปิดปากกับภาคภูมิ กับการพัฒนาตัวเองในฐานะคนข่าว “งานข่าวคืองานที่ต้องทำวันนี้ให้ดีขึ้นเลย รอพรุ่งนี้ไม่ได้”</title>
		<link>https://adaymagazine.com/phakphoom-phansatit-thairath/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a day]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Oct 2023 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[The Conversation]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[Thairath]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดปากกับภาคภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยรัฐ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=171454</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครเกาะติดหน้าจอรอดูข่าวหรือรักในการเสพข่าวเป็นชีวิตจิตใจ ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ น่าจะเป็นคำตอบแรกๆ ที่หลายคนคิดถึง&#160; ทั้งเนื้อหาข่าว สไตล์การอ่านข่าวของพิธีกรที่เอาอยู่ในทุกรูปแบบ และที่ขาดไม่ได้ก็คือกราฟิกในห้องส่งที่ใช้เทคโนโลยีแบบ Immersive จำลองเหตุการณ์เสมือนจริง ชนิดที่ว่าข่าวเกิดขึ้นที่ไหน คนดูไม่ต้องจินตนาการเองเพราะไทยรัฐทีวีเขาจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงให้เห็นแบบครบทุกเรื่อง เก็บทุกเม็ด&#160; และเมื่อพูดถึงผู้ประกาศข่าวช่องไทยรัฐทีวี ชื่อของ อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ต้องมาแล้ว สุ้มเสียง ลีลา ท่าทางการอ่านข่าวที่ไม่ว่าจะประกบคู่กับผู้ประกาศหญิงคนไหนก็เติมเต็มกันได้เหมาะเจาะลงตัว หรือถ้าให้เขาเล่าข่าวประกอบภาพ ก็ อุ๋ย ภาคภูมิ อีกนั่นแหละ ที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ลงทุนคลานในกรีนสกรีนออกมาจากกราฟิกจำลองถ้ำหลวง ตอนที่ทุกช่องรายงานข่าวทีมหมูป่าติดอยู่ในถ้ำกันอย่างครึกโครม&#160; ได้ทั้งความสมจริงและได้ใจคนดู รสชาติข่าวที่หลายคนติดใจล้วนเริ่มจากผู้ประกาศนี่เอง&#160; ไม่ใช่แค่ ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ ที่ออกอากาศทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00 น. แต่ ‘เปิดปากกับภาคภูมิ’ ออกอากาศทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.30 น. ก็เป็นอีกรายการทอล์กที่หลายคนต้องเปิดดู เพราะนั่นคือการขยี้ประเด็นสำคัญในแต่ละเรื่องให้หายคาใจ&#160; เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ อุ๋ย ภาคภูมิ ในรายการ The Conversation ไม่นานมานี้ และก่อนที่เราจะได้ดูรายการกันแบบเต็มๆ นี่คือการเก็บตกบทสนทนาบางตอนมาเล่าสู่กันฟัง ถือว่าเรามาเปิดปากกับภาคภูมิ โดยมีภาคภูมิเป็นฝ่ายตอบก็แล้วกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/phakphoom-phansatit-thairath/">เปิดปากกับภาคภูมิ กับการพัฒนาตัวเองในฐานะคนข่าว “งานข่าวคืองานที่ต้องทำวันนี้ให้ดีขึ้นเลย รอพรุ่งนี้ไม่ได้”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ใครเกาะติดหน้าจอรอดูข่าวหรือรักในการเสพข่าวเป็นชีวิตจิตใจ ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ น่าจะเป็นคำตอบแรกๆ ที่หลายคนคิดถึง&nbsp;</p>



<p>ทั้งเนื้อหาข่าว สไตล์การอ่านข่าวของพิธีกรที่เอาอยู่ในทุกรูปแบบ และที่ขาดไม่ได้ก็คือกราฟิกในห้องส่งที่ใช้เทคโนโลยีแบบ Immersive จำลองเหตุการณ์เสมือนจริง ชนิดที่ว่าข่าวเกิดขึ้นที่ไหน คนดูไม่ต้องจินตนาการเองเพราะไทยรัฐทีวีเขาจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงให้เห็นแบบครบทุกเรื่อง เก็บทุกเม็ด&nbsp;</p>



<p>และเมื่อพูดถึงผู้ประกาศข่าวช่องไทยรัฐทีวี ชื่อของ อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ต้องมาแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171495" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สุ้มเสียง ลีลา ท่าทางการอ่านข่าวที่ไม่ว่าจะประกบคู่กับผู้ประกาศหญิงคนไหนก็เติมเต็มกันได้เหมาะเจาะลงตัว หรือถ้าให้เขาเล่าข่าวประกอบภาพ ก็ อุ๋ย ภาคภูมิ อีกนั่นแหละ ที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ลงทุนคลานในกรีนสกรีนออกมาจากกราฟิกจำลองถ้ำหลวง ตอนที่ทุกช่องรายงานข่าวทีมหมูป่าติดอยู่ในถ้ำกันอย่างครึกโครม&nbsp;</p>



<p>ได้ทั้งความสมจริงและได้ใจคนดู รสชาติข่าวที่หลายคนติดใจล้วนเริ่มจากผู้ประกาศนี่เอง&nbsp;</p>



<p>ไม่ใช่แค่ ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ ที่ออกอากาศทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00 น. แต่ ‘เปิดปากกับภาคภูมิ’ ออกอากาศทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.30 น. ก็เป็นอีกรายการทอล์กที่หลายคนต้องเปิดดู เพราะนั่นคือการขยี้ประเด็นสำคัญในแต่ละเรื่องให้หายคาใจ&nbsp;</p>



<p>เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ อุ๋ย ภาคภูมิ ในรายการ The Conversation ไม่นานมานี้ และก่อนที่เราจะได้ดูรายการกันแบบเต็มๆ นี่คือการเก็บตกบทสนทนาบางตอนมาเล่าสู่กันฟัง ถือว่าเรามาเปิดปากกับภาคภูมิ โดยมีภาคภูมิเป็นฝ่ายตอบก็แล้วกัน</p>



<p>เปิดปากเรื่องแรก อุ๋ย ภาคภูมิ บอกเราว่า เขาทำงานกับไทยรัฐทีวีมาราวๆ 6-7 ปี และที่เลือกมาทำงานกับที่นี่ ก็เพราะเอกลักษณ์ของช่องที่เน้นหนักไปทางข่าว&nbsp;</p>



<p>“ไทยรัฐเขาประมูลช่อง HD มาเพื่อทำข่าว เพราะเขาอยากให้คนดูข่าวแบบชัดๆ เขาต้องการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการนำเสนอข่าว แล้วก็มี Immersive Graphic หรือ Infographic ต่างๆ มาช่วยเยอะมาก คิดดูว่าผังรายการของไทยรัฐทีวี 80-90% คือข่าว เพราะฉะนั้น เมื่อเราเติบโตมากับการเป็นนักข่าว การจะไปเป็นผู้ประกาศข่าวหรือบรรณาธิการข่าว เราก็รู้สึกว่าแนวทางนี้มันเข้ากับตัวตนของเรา</p>



<p>ถามว่าชอบข่าวแบบเข้าเส้นเลยไหมอันนี้ก็ไม่แน่ใจ รู้แต่หายใจเข้าออกเป็นข่าวไปแล้ว จะเดินไปเดินมา นั่งคิดนอนคิด วันหยุดหรือไม่หยุดก็แล้วแต่ พอเราเห็นอะไรผ่านหูผ่านตาที่จะมาเป็นคอนเทนต์ข่าวของเราได้ มันจะคิดต่อยอดทันที แล้วต้องทำ ต้องพูด ต้องคุยกับทีมงาน กับกองบรรณาธิการทันที แต่ไม่ได้ถึงขั้นที่ว่าเหน็ดเหนื่อยสาหัส เบื่อเหลือเกิน มันไม่ใช่ รู้แต่ว่ามันเป็นชีวิตจิตใจไปแล้ว”&nbsp;</p>



<p>เจ้าตัวย้ำว่า มีเวลาพักผ่อน ดูหนัง ฟังเพลง เหมือนกับทุกคน แต่ความสุขของเขาก็คือการรับรู้ข่าวสาร และได้นำเสนอข่าวในรูปแบบที่เขาและทีมงานเชื่อนั่นเอง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-1-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-171500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-1-1-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-1-1-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-1-1-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-1-1-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-1-1.jpg 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure></div>



<p>“ทำงานแล้วมีความสุข ถ้าให้หยุดไปพักเฉยๆ แบบนี้ไม่ไหว ผมอยู่ไม่สุข ไม่มีความสุขเลย” ภาคภูมิส่ายหน้าประกอบเมื่อเราถามว่าอยากหยุดพักไปนอนเล่นบ้างไหม</p>



<p>สนุกกับข่าวสารขนาดนี้ แน่นอนว่าเขาต้องรู้ว่า DNA ของคนข่าวที่แท้อยู่ตรงไหนและอะไรที่ไม่ใช่&nbsp;</p>



<p>“น่าจะเป็นเรื่องของ ความกระหาย ความใฝ่รู้ เห็นข่าวอะไรสักอย่างแล้วรู้สึกมีแพสชัน อยากจะรู้ว่า จริงๆ แล้วมันคืออะไร เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเห็นอะไรสักอย่างแล้วเฉยๆ ผ่านๆ อันนี้ก็อาจจะไม่ใช่ละ เพราะถ้ามีความกระหาย มันก็จะต่อยอดมาสู่ความรู้สึกอยากจะไปตามเรื่องนี้ต่อ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171498" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-3-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ผมว่าธรรมชาติของคนข่าวทุกคนมันมาโดยไม่รู้ตัวอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง นักข่าวทุกคนจะรู้โดยจมูกข่าว โดยสัญชาตญาณข่าวว่าน่าทำ เรื่องนี้คือเรื่องใหญ่&nbsp;คนสนใจแน่ๆ มันจะต้องไปหาคำตอบมาให้เขาให้ได้อะไรอย่างนี้ ถามว่าความท้าทายในการทำงานอยู่ตรงไหน ผมว่ามันท้าทายยากง่ายแตกต่างกันไปในแต่ละคน เพราะว่างานข่าวมันก็แบ่งแยกออกเป็นหลายแขนง ในแต่ละแขนงก็มีแต่ละหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันไป</p>



<p>“ถ้าถามผม ในฐานะผู้ประกาศ มันก็อาจจะเป็นเรื่องของสถานการณ์ข่าวที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน การตัดสินใจมันก็ต้องฉับพลันไปด้วย เวลาเตรียมตัวอาจจะน้อยหน่อยเพราะต้องแข่งขันกับเวลา เช่น มีระเบิดตูมตาม อุบัติเหตุใหญ่ คดีอาชญากรรม หรือว่าเหตุด่วนเหตุร้ายอะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้มันต้องใช้ประสบการณ์ของกองบรรณาธิการข่าวทั้งกองที่จะต้องเข้ามาช่วยกันในการที่จะนำเสนอเรื่องนี้ออกหน้าจอ”&nbsp;</p>



<p>คนดูอาจไม่รู้ว่า การทำงานเบื้องหลังเป็นอย่างไร ทำอะไรกันบ้าง แต่คนหน้าจอนั้นปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้&nbsp;</p>



<p>“เมื่อผ่านกระบวนการคิด การตัดสินใจ ของทีมงานทั้งหมดมาแล้ว เราต้องทำให้ดีที่สุดเวลาออนแอร์หน้าจอ ผู้ประกาศข่าว ณ ขณะนั้นเหมือนเป็น Gatekeeper เป็นประตูด่านสุดท้าย ก่อนนำเสนอข่าวออกไปสู่สายตาคนดู บางทีต้องคิดไม่กี่นาทีก่อนออนแอร์ หรือในระหว่างออนแอร์ด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้ควรพูดหรือไม่ควรพูด ควรพูดมากน้อยขนาดไหน ต้องระวังผลกระทบกับหลายฝ่าย เพราะบางเหตุการณ์มันเป็นชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครอีก อย่างตอนที่ทำข่าวทีมหมูป่าติดถ้ำที่ขุนน้ำนางนอน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-7-1-1024x575.jpg" alt="" class="wp-image-171545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-7-1-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-7-1-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-7-1-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-7-1-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-7-1.jpg 1427w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“หรือเหตุการณ์ที่ใกล้กว่านั้นก็การเลือกตั้ง 66 ต้องบอกว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีประเด็นต่อเนื่องยาวนานไปถึงช่วงหลังเลือกตั้ง โอ้โห มันเป็นการเมืองที่เราก็ไม่เคยได้สัมผัสแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน ไหนจะพรรคการเมืองเอง ความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบของการหาเสียง กฎกติกา รัฐธรรมนูญ อะไรอีกต่างๆ มันก็ถือเป็นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง เราต้องหาข้อมูล ต้องแม่นเรื่องกฎหมาย ไหนจะมีการ Debate กันอีก”</p>



<p>เรียกว่าเป็นสถานีที่จริงจังตั้งใจในการนำเสนอข่าวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้&nbsp;</p>



<p>เพราะถ้าคุณมาเกาะติดหน้าจอไทยรัฐนิวส์โชว์ตั้งแต่หนึ่งทุ่ม คุณจะรับรู้ข่าวสารยาวไปจนถึงราวๆ เกือบ 5 ทุ่ม&nbsp;</p>



<p>เพราะเราคือสถานีข่าว ถ้าท่านชอบดูข่าว ท่านก็มาดูเรา&nbsp;ไม่ต้องมาอยู่กับผม 3-4 ชั่วโมงก็ได้ แต่อยากดูข่าวเรื่องไหนประเด็นไหน ขอให้แวะเวียนมาดูที่เราก็แล้วกัน (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>ลงท้ายแล้ว เขาเชื่อว่าแม้โลกจะเปลี่ยนไป และโซเชียลมีเดียได้รับความนิยมมากขึ้น แต่คนดูก็ยังชอบติดตามข่าวสารและผู้ประกาศที่เขาเชื่อถือและชื่นชอบในอรรถรสลีลาการนำเสนอข่าวของแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>“แม้ทุกวันนี้ทุกคนสามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นพิธีกร นักข่าวกันได้ง่ายๆ แต่สุดท้ายก็ต้องสร้างความโดดเด่นขึ้นมา โอเค ถ้าในแง่การดูข่าว แน่นอนว่าคนดูย่อมต้องการความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง ชัดเจน แต่ในยุคสมัยนี้ผู้ประกาศก็ต้องเติมอรรถรส ลีลา หรือว่าคาแรกเตอร์ของแต่ละคนที่จะทำให้คนรู้สึกว่าสื่อสารกันได้&nbsp; จับต้องได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนเป็นแบบไหน และคนจะชอบไม่ชอบ ก็ไม่มีใครตัดสินเราได้หรอก ตัวเราเองก็ตัดสินไม่ได้ เพื่อนรอบข้างก็ตัดสินไม่ได้ ไม่มีใครตัดสินเราได้ นอกจากคนดู</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171502" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/Inside-Photo-6-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ทุกวันนี้ ทำงานเหมือนไปสอบทุกวัน มีผลคะแนนออกทุกวัน ผมจัดรายการข่าวเมื่อวานกับจัดตอนค่ำอีกหนึ่งรายการ ตอนเที่ยงวันนี้รู้แล้วว่าเรตติ้งได้เท่าไหร่ แล้วคู่แข่งในเวลาเดียวกันหรือรายการประเภทเดียวกันได้เท่าไหร่&nbsp;ตัวเลขมันไม่เคยโกหกใคร เราต้องมาวิเคราะห์ว่า ทำไมเราได้มากได้น้อย เพราะคอนเทนต์ เพราะพิธีกร หรืออะไร เพราะฉะนั้นผมว่าคนข่าวในยุคนี้ไม่ง่ายที่จะโดดเด่นขึ้นมา หรือว่าถูกใจคนดูคนฟัง แต่ถ้าถามว่ามันยากเกินไปไหม ก็คงไม่ใช่ แต่ถามว่าเครียดกับตัวเลขไหม ก็เครียดแป๊บเดียว (หัวเราะ)​</p>



<p>“งานข่าวทำให้ผมรู้ว่า ผมจะไปรอทำพรุ่งนี้ให้ดีขึ้นไม่ได้หรอก วันนี้ บ่ายนี้ ค่ำนี้ ผมต้องทำให้มันดีขึ้นเลย เราต้องวิเคราะห์ในเชิงกลยุทธ์การนำเสนอข่าวด้วย การทำงานข่าวต้องยึดหลักจริยธรรมของสื่อมวลชน แต่ก็ต้องควบคู่ไปกับเรื่องของอรรถรสในการนำเสนอข่าว เราต้อง balance กันให้ดี ระหว่างเรื่องที่คนดูอยากดูกับเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะต้องยอมรับว่าข่าวมันก็มีทั้งแบบที่คนดูอยากรู้&nbsp; กับเรื่องที่เขาควรต้องรู้ บางเรื่องไม่ได้ตอบโจทย์เรตติ้งแต่ตอบโจทย์เรื่องประโยชน์ของคนดูและสังคม”</p>



<p>สำหรับแฟนๆ รายการของ อุ๋ย–ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ สามารถอัปเดตเรื่องราวส่วนตัวของเขาทางโซเชียลมีเดียได้ที่ <a href="https://www.tiktok.com/@auiphakphoom">TikTok</a>, <a href="https://www.instagram.com/auiphakphoom">Instagram</a> และ <a href="https://www.facebook.com/profile.php?id=100083100080454">Facebook อุ๋ย ภาคภูมิ ยามเฝ้าข่าว</a> และติดตามผลงานได้ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 และทุกช่องทางออนไลน์</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม  ถ่ายภาพ: ธีรเมธ เชิดวงศ์ตระกูล</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/phakphoom-phansatit-thairath/">เปิดปากกับภาคภูมิ กับการพัฒนาตัวเองในฐานะคนข่าว “งานข่าวคืองานที่ต้องทำวันนี้ให้ดีขึ้นเลย รอพรุ่งนี้ไม่ได้”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับ อุ๋ย นนทรีย์ และ ‘มนต์รักนักพากย์’ ในวันที่กลับมาทำสิ่งที่ฝันด้วยความรัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/nonzee-nimibutr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a day]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Oct 2023 10:05:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[The Conversation]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[นนทรีย์ นิมิบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[อุ๋ย นนทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[มนต์รักนักพากย์]]></category>
		<category><![CDATA[Once Upon A Star]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=171326</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘มนต์รักนักพากย์’ คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร ที่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับ a day ว่าเป็นงานที่มาถูกที่ ถูกเวลา ที่สุด&#160; เหตุผลเพราะว่า นี่คือภาพยนตร์ในฝันที่เขารอคอยให้มันเป็นความจริงมานานแสนนาน และถ้านับจากภาพยนตร์เรื่องล่าสุดเมื่อปี 2557 อย่าง Timeline จดหมาย ความทรงจำ ด้วยแล้ว ต้องถือเป็นการกลับมากำกับภาพยนตร์ในรอบ 6 ปี และเป็นภาพยนตร์ที่ฉายกับสตรีมมิงค่ายดังอย่าง Netflix อีกด้วย&#160; เขานิยาม ‘มนต์รักนักพากย์’ ว่าเป็นจดหมายรักถึงภาพยนตร์ไทย&#160; ถ้าพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไปกว่านั้น เขากำลังหมายถึงหนังไทยในช่วงปี 2513 ซึ่งเป็นยุคที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟู ไม่เพียงแต่หนังไทยในโรงหนังเท่านั้น แต่หนังกลางแปลง หนังเร่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของหนังขายยา หรือหนังล้อมผ้า ก็พาเหรดกันมาเป็นความบันเทิงหลักของคนไทยในสมัยนั้น&#160; ไม่ใช่แค่เรื่องราวบนจอเท่านั้นที่บันเทิง แต่ส่วนสำคัญที่ช่วยเติมรสชาติในการรับชมที่จะขาดเสียไม่ได้เลยก็คือ บรรดาทีมงานนักพากย์สด ที่แต่ละคนก็ล้วนมีลีลาแพรวพราวกินกันไม่ลง แม้จะแทรกด้วยการพักโฆษณาขายยากันเป็นพักๆ แต่เมื่อไหร่ที่พากย์จนเรื่องพลิ้ว ก็ต้องนับเป็น Magic Moment ที่ทำให้คนดูพร้อมใจกันนั่งดูแบบตาไม่กะพริบ ตัวไม่ขยับ โดยเฉพาะถ้าหนังเรื่องนั้นมี มิตร ชัยบัญชา พระเอกขวัญใจคนดูในยุคนั้นแล้วละก็ แทบจะการันตีได้เลยว่าเรียกคนดูได้เนืองแน่นเต็มลานหนังกลางแปลง&#160; แต่ก็เป็นปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nonzee-nimibutr/">คุยกับ อุ๋ย นนทรีย์ และ ‘มนต์รักนักพากย์’ ในวันที่กลับมาทำสิ่งที่ฝันด้วยความรัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>‘มนต์รักนักพากย์’</em> คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร ที่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับ a day ว่าเป็นงานที่มาถูกที่ ถูกเวลา ที่สุด&nbsp;</p>



<p>เหตุผลเพราะว่า นี่คือภาพยนตร์ในฝันที่เขารอคอยให้มันเป็นความจริงมานานแสนนาน และถ้านับจากภาพยนตร์เรื่องล่าสุดเมื่อปี 2557 อย่าง <em>Timeline จดหมาย ความทรงจำ</em> ด้วยแล้ว ต้องถือเป็นการกลับมากำกับภาพยนตร์ในรอบ 6 ปี และเป็นภาพยนตร์ที่ฉายกับสตรีมมิงค่ายดังอย่าง Netflix อีกด้วย&nbsp;</p>



<p>เขานิยาม <em>‘มนต์รักนักพากย์’</em> ว่าเป็นจดหมายรักถึงภาพยนตร์ไทย&nbsp;</p>



<p>ถ้าพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไปกว่านั้น เขากำลังหมายถึงหนังไทยในช่วงปี 2513 ซึ่งเป็นยุคที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟู ไม่เพียงแต่หนังไทยในโรงหนังเท่านั้น แต่หนังกลางแปลง หนังเร่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของหนังขายยา หรือหนังล้อมผ้า ก็พาเหรดกันมาเป็นความบันเทิงหลักของคนไทยในสมัยนั้น&nbsp;</p>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องราวบนจอเท่านั้นที่บันเทิง แต่ส่วนสำคัญที่ช่วยเติมรสชาติในการรับชมที่จะขาดเสียไม่ได้เลยก็คือ บรรดาทีมงานนักพากย์สด ที่แต่ละคนก็ล้วนมีลีลาแพรวพราวกินกันไม่ลง แม้จะแทรกด้วยการพักโฆษณาขายยากันเป็นพักๆ แต่เมื่อไหร่ที่พากย์จนเรื่องพลิ้ว ก็ต้องนับเป็น Magic Moment ที่ทำให้คนดูพร้อมใจกันนั่งดูแบบตาไม่กะพริบ ตัวไม่ขยับ โดยเฉพาะถ้าหนังเรื่องนั้นมี มิตร ชัยบัญชา พระเอกขวัญใจคนดูในยุคนั้นแล้วละก็ แทบจะการันตีได้เลยว่าเรียกคนดูได้เนืองแน่นเต็มลานหนังกลางแปลง&nbsp;</p>



<p>แต่ก็เป็นปี 2513 นั่นเอง ที่ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต ในวันที่ 8 ตุลาคม จากอุบัติเหตุพลัดหล่นจากบันไดเฮลิคอปเตอร์ ระหว่างขึ้นบินถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ‘อินทรีย์ทอง’ ที่เป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในชีวิตที่เขาฝากไว้ในวงการภาพยนตร์ไทย</p>



<p>นักพากย์-มิตร ชัยบัญชา-จดหมายรักถึงหนังไทย ทั้งหมดนี้ คนดูสามารถดูได้อย่างเต็มอิ่มใน <em>‘มนต์รักนักพากย์’</em> ที่จะฉายพร้อมกันครั้งแรกในวันที่ 11 ตุลาคม ทาง Netflix&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171331" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C04-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่สำหรับบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ นี่คือเรื่องราวของผู้กำกับภาพยนตร์ที่เชื่อว่า ‘เราควรค้นหาสิ่งที่เรารัก ก่อนที่เราจะเริ่มต้นฝัน’&nbsp;</p>



<p>นี่คือคนที่ทุ่มชีวิตจิตใจให้หนังไทย ชนิดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นหนังไทย ขี่จักรยานไปไหนก็คอยแต่จะคิดว่า ซีนนี้น่าเอาไปใส่ในหนังสักเรื่อง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>คนที่เขียนบทหนังเก็บไว้ตลอดเวลา เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเขาจะได้ทำหนังเรื่องนั้น “เราต้องทำตัวให้พร้อม เพราะไม่รู้ว่าโอกาสของเราจะมาถึงเมื่อไหร่” และ&nbsp;</p>



<p>“ผมเชื่อเรื่อง Timing แต่ที่เชื่อที่สุดคือการลงมือทำในสิ่งที่เรารัก”&nbsp;</p>



<p>คนที่มักจะยอมเอาค่าตัวของตัวเองเทลงไปในหนัง เพียงเพราะอยากจะเห็นหนังเรื่องนั้นออกมาในแบบที่เขาต้องการ&nbsp;</p>



<p>ไม่รักกันจริง เราก็ว่ายากที่ใครสักคนจะทุ่มเททำอะไรแบบนี้…&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หนังที่อุทิศ ให้มิตร ชัยบัญชา</strong></h3>



<p>“ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมทำ <em>‘มนต์รักนักพากย์’</em> อุทิศให้ คุณมิตร ชัยบัญชา และตั้งใจฉายหนังเรื่องนี้ใกล้ๆ กับวันครบรอบวันเสียชีวิตของคุณมิตร&nbsp;คือผมโตมากับหนังของคุณมิตร เพราะตอนที่เขาเสียตอนปี 2513 ผมอายุประมาณ 10 ปีเอง</p>



<p>การตายของคุณมิตรในตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับประเทศไทย ทุกคนต้องพูดถึงเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์ลงข่าวอยู่เป็นเดือนๆ ถ้าใครเคยดูคลิปวีดีโอเก่าๆ เกี่ยวกับงานศพคุณมิตร จะรู้ว่าตอนนั้นคนไม่เชื่อว่าเขาเสียชีวิตจริงๆ เพราะเป็นยุคที่การรับรู้ข่าวสารจำกัดมาก ไม่มีโซเชียลมีเดียที่ออกข่าวไวอย่างสมัยนี้ แฟนๆ แห่กันไปวัดแค นางเลิ้ง ที่เขานำศพคุณมิตรไปไว้ที่นั่น แล้วความที่คนไม่เชื่อว่าเขาตาย เจ้าหน้าที่เลยต้องยกร่างเขาขึ้นมาให้คนเห็นน่ะ จำได้ว่าตอนที่เราไปคุยกับคุณต้น ลูกชายคุณมิตร (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)​ เขาบอกเลยว่าสิ่งที่เขารู้สึกแย่ที่สุดก็คือตอนที่เขาเห็นร่างพ่อเขาถูกยกขึ้นมาให้คนดู ตอนนั้นเขากับแม่ร้องไห้กันหนักมาก เพราะมันเป็นภาพที่ไม่เคยมีที่ไหนในโลกเขาทำกันน่ะ แต่ก็เข้าใจว่าตอนนั้นแฟนๆ ก็ยอมรับความจริงไม่ได้และอยากเห็นคุณมิตรอีกสักครั้ง”&nbsp;</p>



<p>นั่นน่าจะเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพลังความรักที่แฟนๆ มีให้กับนักแสดงในดวงใจอย่าง มิตร ชัยบัญชา ที่จะว่าไปแล้ว แม้เวลาจะผ่านมายาวนานถึง 53 ปีแล้ว แต่ความรักนั้นก็ยังฝังแน่นไม่เสื่อมคลาย&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171332" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C05-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ภาพของคุณมิตรและเรื่องราวของเขาตลอดเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ มันเป็นภาพบวกตลอดเวลา เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้ให้กับคนอื่นตลอดเวลา ปีใหม่ก็ทำ สคส. แจก ตอบจดหมายด้วยตัวเองทุกวัน คือความที่เขาเป็นคนแบบนั้น คนก็เลยรักเขามากๆ อีกอย่าง พระเอกบ้านเรามีน้อย ยุคนั้นใครๆ ก็ต้องดูหนังคุณมิตร หนังเรื่องไหนไม่มีคุณมิตร ก็เจ๊งน่ะ ว่าง่ายๆ เขาเป็นขวัญใจคนดูจริงๆ เขายอมเล่นหนังวันละ 3-4 เรื่อง ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ก็ถือเป็นความเสียสละให้กับวงการ แล้วเขาเป็นคนแรกที่ได้รางวัลดาราทองจาก พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่เคยมีใครได้อีกเลย มีรางวัลเดียวและเป็นคนเดียวที่ได้&nbsp;</p>



<p>ผมว่าเขาเกิดมาเป็นไอคอนของวงการ และแม้กระทั่งวันนี้ก็ยังมีชมรมคนรักคุณมิตรอยู่ในเพจเต็มไปหมด ความนิยมในตัวเขายังไม่ได้หายไปไหน เราเลยรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่ๆ ที่อายุ 40 ลงไปก็แทบจะไม่รู้จักคุณมิตรแล้ว เลยคิดว่าอยากทำหนังเรื่องนี้ อยากเห็นเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง อยากให้เขาเป็นตัวละครในหนังของเรา”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นักพากย์สด คือคนที่สร้างชีวิตชีวาให้ตัวละคร</strong></h3>



<p>“พอเราคิดจะทำหนังที่เกี่ยวกับคุณมิตร สิ่งที่จะตามมาในประวัติศาสตร์หนังไทยช่วงนั้นก็คือการพากย์หนังแบบสดๆ&nbsp; เพราะยุคนั้นมันเป็นยุคของการมีหนังเร่ หนังขายยา เราก็เลยไปค้นคว้าหาข้อมูล ไปพูดคุยกับนักพากย์เก่าๆ ที่รู้จักเรื่องราวในตอนนั้น ซึ่งก็แก่กันมากแล้ว คุยไปคุยมา เราก็อินกับเรื่องนี้หนักขึ้นเรื่อยๆ พอเราอยากนำชีวิตคุณมิตรย้อนกลับมาในหนัง ก็เลยคิดว่าน่าจะเอาหนังไทยในยุคนั้นทั้งระบบ ย้อนกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับพูดถึงความล่มสลายของมันไปด้วยในคราวเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>ผมว่าเสน่ห์ที่มันไม่มีอีกแล้วของหนังยุคนั้นคือการพากย์สดนี่แหละ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีในทุกประเทศ นอกจากไทยก็มีอินเดียนี่แหละที่เป็นหลัก เมื่อก่อนเขาพากย์กันสดๆ กลางแปลงเลย แต่พอหนังขายยาล่มสลายไป ก็มาพากย์กันสดๆ ในโรงหนัง นักพากย์เด่นๆ ในยุคนั้นก็เช่น คุณรุจิรา มารศรี อะไรพวกนี้ แล้วนักพากย์นี่ถือว่าเป็นจุดขายพอๆ กับนักแสดงเลย บางทีหนังต่างประเทศ คนดูไม่รู้จักนักแสดงหรอก แต่เขารู้จักนักพากย์ ถ้าชื่อนักพากย์สดคนนี้มา ถือว่าเรียกคนดูได้เลย&nbsp;</p>



<p>ซึ่งสกิลที่ผมทึ่งที่สุดก็คืออะไรรู้ไหม คือการพากย์ห้าเสียง (หัวเราะ)​ คือ ผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ เด็ก ผู้ร้าย พระเอก เขาพากย์ได้หมด ผมว่าสกิลนี้มันไม่ธรรมดา แล้วคนพวกนี้ไม่มีบทพากย์ด้วยนะ เพราะพากย์กันมาหลายรอบจนท่องได้หมด ยิ่งวันไหนนักพากย์อารมณ์ดี หนังก็จะตลกขึ้นกว่าเดิม สนุกขึ้นกว่าเดิม มีแซวคนดูคนนั้นคนนี้ สกิลนี้ผมว่ามันมาจากการชอบเล่าเรื่อง ชอบประดิษฐ์คำ ชอบคิดมุกสดๆ เล่นกับคนดู ความสนุกของมันอยู่ตรงนี้แหละ ตรงที่มันสด คนพากย์เขาเล่าให้ฟังว่า บางทีเขาเจอวันที่ญาติเสีย เขาก็ต้องทำให้มันสนุกทั้งที่ข้างในเขาขื่นมากเลยก็มี&nbsp;</p>



<p>จริงๆ ผมว่าหนังคือ Magic Moment โดยเฉพาะเวลาที่คนได้ดูหนังเร่ หนังกลางแปลง เพราะตอนนั้นมันไม่ค่อยมีสื่ออย่างอื่น ทีวีก็แทบจะยังไปไม่ถึง ดังนั้นหนังกลางแปลงเลยเป็นสิ่งที่คนดูโหยหา แล้วหนังจะไปถึงชาวบ้านได้ก็เพราะหนังขายยาพวกนี้นี่แหละ เพราะจะไปฉายที่ไหนก็ได้ แล้วดูฟรีด้วย จริงๆ รถเร่ขายยานี่เป้าประสงค์ของเขาคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์เลยนะ เทียบกับสมัยนี้ก็คือโซเชียลมีเดีย แล้วตอนนั้นมันเป็นสื่อที่ไปถึงตัวคนได้เลย อำเภอเล็กๆ ที่ไหนเขาก็ไป”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171334" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C01-3-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘มนต์รักนักพากย์’ มนต์รักของการทำภาพยนตร์</strong></h3>



<p>อุ๋ย นนทรีย์ เล่าให้เราฟังว่า เขาเขียนบทเรื่อง <em>‘มนต์รักนักพากย์’</em> เก็บไว้นานแล้ว ถือเป็นหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่เขาเขียนบทเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนภาพฝันให้กลายเป็นจริง&nbsp;</p>



<p>จะว่าไปก็คงไม่ต่างอะไรจากการต้องมนต์สะกดของการทำภาพยนตร์ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน มนต์รักนี้ก็ไม่เคยเสื่อมคลาย&nbsp;</p>



<p>“หนังเรื่องนี้ห่างจากเรื่องที่แล้ว (<em>Timeline จดหมาย ความทรงจำ</em>)​ ของผมนานพอสมควร แต่ระหว่างนั้นผมก็เขียนบทเก็บๆ ไว้อยู่แล้ว เขียนไว้หลายเรื่อง คิดอะไรออกก็เขียนบทสะสมไว้ โดยยังไม่ได้คิดว่าจะทำหนังกับใคร เมื่อไหร่&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่ที่ผ่านมาคิดว่าวงการภาพยนตร์ยังไม่พร้อมสำหรับเรา ไม่ใช่เราไม่พร้อมนะ เพราะตัวเราก็พร้อมตลอดเวลานั่นแหละ เพียงแต่ในวงการเขามีงบทำหนังกันสิบกว่าล้าน ถ่ายสิบวันเสร็จ ซึ่งเราทำไม่เป็น เราทำไม่ได้ ถ้าต้องทำแบบนั้นก็อย่าเพิ่งทำดีกว่า เพราะหนังเกือบทุกเรื่องที่เขียนบทไว้ มันต้องลงทุนเยอะ แล้วเราก็รู้สึกว่าบางเรื่องสตูดิโอในเมืองไทยยังไม่น่าทำได้ เพราะเขาก็อาจจะมองว่าหนังมันไม่น่าทำเงิน โดยเฉพาะหนังแบบ <em>‘มนต์รักนักพากย์’&nbsp;</em></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C12-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-171335" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C12-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C12-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C12-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C12-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C12-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C12-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>แต่เขาไม่ได้คิดเหมือนเราว่า หนังมันมีเสน่ห์ของมัน อย่างเรื่องนี้ มันทำให้คนระลึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ของวงการหนังไทย ทำให้คนที่ไม่เคยเห็น ได้เห็น ส่วนคนที่เคยเห็นก็จะระลึกถึงได้&nbsp; แล้วอย่างที่บอกว่า ผมเขียนบทเก็บไว้เยอะ ตอนนำเสนอเน็ตฟลิกซ์นี่เป็นบทหนังเรียบร้อยแล้ว เพราะเชื่อว่าหนังแต่ละเรื่องมันต้องมีเวลาของมัน เดี๋ยวถึงเวลาก็จะได้ทำเอง ผมเชื่อเรื่อง Timing มากๆ เพราะหนังแบบนี้ต้องลงทุนเยอะ ทั้งค่าตัวนักแสดง แล้วไหนจะเอาบรรยากาศของปี 2513 กลับมาอีก เราทำพร็อพหลายๆ อย่างในหนังขึ้นมาเองหมด รถขายยาเก่าๆ ในหนัง ก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งคัน ราคารถอย่างเดียวก็เป็นล้านแล้ว มันเลยเป็นเรื่องยากที่สตูดิโอในเมืองไทยจะทำได้&nbsp;</p>



<p>แต่ก็คิดในใจว่าไม่เป็นไร ถึงเวลาของมันก็คงได้ทำ เหมือนสิ่งที่ผมบอกในหนังเกี่ยวกับความรักกับความฝันนั่นแหละ บางคนอาจจะคิดว่า ชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้ อยากทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เขาอาจจะไม่แน่ใจว่ารักมันจริงหรือเปล่า&nbsp;คนเราฝันได้ แต่เราอาจจะไม่รู้ว่าชอบและอยากทำมันจริงไหม ดังนั้นสิ่งที่แยกระหว่างความรักกับความฝันก็คือการลงมือทำ อย่างตัวผมเองผมรู้ว่ารักการทำหนัง เพราะฉะนั้นความฝันของผมคือการได้ทำหนังไปตลอด ผมก็จะสนุกกับการได้เขียนบทหนัง คิดพล็อตไปเรื่อยๆ ตอนนี้มีบทหนังเต็มลิ้นชักเพราะผมฝันอยากเห็นมันเป็นหนังจริงๆ บางเรื่องรู้นะว่ามันยาก แต่ก็เขียนเก็บไว้ ไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ แต่ประเด็นคือเราต้องทำตัวให้พร้อมตลอดเวลา เพราะถ้าจังหวะมาแล้วเราไม่พร้อม ก็ต้องมานั่งคิดบทเสนอกันใหม่อีก ดังนั้นการเขียนบทสะสมไว้ ก็แปลว่าเราได้ทำตามความฝันของเราทุกวัน&nbsp;</p>



<p>ผมเชื่อว่าถ้าอยากพิสูจน์ว่าเรารักที่จะทำอะไรจริงๆ ก็ต้องทุ่มเทกับมัน เหมือนคนที่อยากเป็นนักเขียน แล้วชอบไปถามนักเขียนว่า ทำยังไงจะได้เป็นนักเขียน เขาก็จะตอบว่า อยากเขียนก็ต้องเขียน มันไม่มีทางอื่น คุณต้องเขียนออกมาเท่านั้น”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ใช้ความอยากรู้อยากเห็นเป็นสารตั้งต้น</strong></h3>



<p>เราถามเขาต่อไปว่า แล้ว Magic Moment ที่คิดว่าต้องเขียนบทเรื่องนี้แล้วคือตอนไหน?​&nbsp;</p>



<p>“มันไม่ได้อยู่ๆ โผล่มา แต่เพราะเราได้ไปคุยกับนักพากย์หนังสด ขับรถไปนั่งคุยกับเขาที่ต่างจังหวัดกันคนละ 3-4 วัน เพราะอยากรู้ตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าจะเขียนไปทำอะไรด้วยซ้ำ คือจะบอกว่า หนังทุกเรื่องเกิดจากความอยากรู้ทั้งนั้น เช่น ตอนทำ <em>นางนาก</em> (2542)&nbsp; เราก็อยากรู้ว่าถ้านางนากไม่ใช่แบบนี้ จะออกมาเป็นแบบไหน อยากรู้ว่าถ้าทำนางนากเป็นหนังรัก จะเป็นยังไง พอเราเริ่มต้นจากความอยากรู้ปั๊บ กระบวนการต่อมาของเราก็คือการหาข้อมูล เช่น เราอยากรู้เรื่องราวของวงการหนังไทยในยุคคุณมิตร เราก็ไปหาคนพากย์หนัง คุยไปคุยมา&nbsp;ก็รู้สึกว่า เฮ้ย ข้อมูลแม่งดีว่ะ มันเป็นหนังได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171336" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C02-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หนังเรื่องนี้มันเลยมาจากประสบการณ์ที่เราไปสัมภาษณ์มาทั้งนั้น ชื่อตัวละครในหนัง คุณมานิตย์ คุณเรืองแข นี่ก็คือชื่อจริง มีตัวตนอยู่จริง เราเอาชื่อมาไว้ในหนังเพื่อขอบคุณที่เขาให้ข้อมูล</p>



<p>พอได้ข้อมูลมาทั้งหมด เราก็มานั่งดูว่าเราจะร้อยเรียงมันยังไง จะว่าผมบ้าก็ได้นะ แต่ผมว่าความบ้ามันจำเป็นในกระบวนการทำงาน ความบ้า ความอยากรู้ ความสงสัย มันเป็นเชื้อที่ดีมากๆ ในการทำงาน เพราะเราเป็นคนที่ถ้าสงสัยแล้วไม่รู้ไม่ได้ สงสัยแล้วต้องรู้ แค่ไปนั่งคุยกัน มันไม่มีอะไรเสียหายนี่ กลับมาไม่ได้อะไรเลยก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้รู้ ได้คุย อย่างน้อยมันก็ตอบข้อสงสัยของเราไปได้ หลายอย่าง”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์ม ทำตัวเป็นน้ำที่อยู่ได้ในทุกภาชนะ</strong></h3>



<p>ความเปลี่ยนแปลงในวงการภาพยนตร์ไทย น่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบรุนแรงและเห็นภาพชัดเจนไม่แพ้วงการอื่นเช่นกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องรสนิยมของคนดู ไปจนถึงแพลตฟอร์มในการดูภาพยนตร์</p>



<p>“ผมเฝ้ามองวงการหนังไทยมาโดยตลอด ทั้งเป็นผู้เล่นเองและเป็นผู้ดูด้วย ในฐานะผู้เล่นเราก็ลงไปทำทุกอย่างเต็มที่ที่สุด ผมว่าผมไม่เคยได้ค่าตัวในการทำงานเลยสักครั้ง พูดแบบนั้นดีกว่า ไม่ใช่เขาไม่ให้นะ เขาให้ค่ากำกับ แต่มันจะกลับไปอยู่ในหนังเสมอแทบจะทุกเรื่อง เราอยากเห็นอะไรในหนัง เราก็ใช้เงินตัวเองเพิ่มเข้าไป เงินไม่พอ เราก็ไปเอาเงินเก็บมาใช้ เพราะเรารู้สึกรักหนังเหมือนลูกน่ะ เราต้องคิดว่าทำยังไงเราจะเลี้ยงลูกของเราให้ดีที่สุด ด้วยวิธีอะไร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171337" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C10-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เราอยากเห็นสิ่งที่มันดีที่สุด ถ้ามันต้องใช้เงินใส่ลงไป ก็ได้สิ ไม่เป็นไร เงินมันหาใหม่ได้ แต่ประเด็นคือ ถ้าหนังมันไม่ได้อย่างที่คิด คุณกล้าให้มันฉายในโรงหนังเหรอ เพราะบางคนทำเสร็จแล้วไม่กล้าบอกว่านี่หนังกูด้วยซ้ำ แต่เราต้องทำเต็มที่แบบที่กล้าเอาหนังไปฉายในโรงได้ทุกเรื่อง เพราะเรารักมันจริงๆ ดังนั้นเวลาหนังโดนเซนเซอร์แต่ละที มันเลยเหมือนใครมาตัดแขนตัดขาลูกเราเลย นี่พูดในฐานะคนทำนะ&nbsp;</p>



<p>แต่ในฐานะคนดู เราก็รู้สึกว่าวงการหนังไทย มันก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด เพราะคนที่เป็นผู้สร้างหนังไทยมันน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แล้วยังมาถูกตัดสินด้วยคนแค่ห้าคนหกคนในประเทศ ที่จะบอกว่าเราจะได้ดูหนังเรื่องอะไร และไม่ได้ดูเรื่องอะไร หนังมีน้อยแล้ว คนทำหนังยังไม่รวมตัวกันอีก คือเราไม่รักกันน่ะ พูดง่ายๆ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ พอเรื่องไหนสำเร็จ ก็ทำตามๆ กันไป มันไม่มีความหลากหลาย”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าสตรีมมิงมาถูกเวลาไหม?</strong></h3>



<p>“โป๊ะเชะเลยครับ ถูกที่ถูกทางมาก อาจจะมีคนบอกว่าผมไม่ทำหนังโรงแล้ว ผมไม่รักหนังไทยแล้ว มันไม่เกี่ยวนะ นี่ก็หนังไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ โคตรจะไทยเลย แต่การมีสตรีมมิงเข้ามา ผมกลับมองว่านี่คือโอกาสที่หนังไทยในอีกรสชาติหนึ่งมันจะไปได้ทั่วโลก ผมไม่เคยยึดติดกับแพลตฟอร์ม ใครจะบอกว่าผมทำหนังมือถืออะไรก็พูดไปเถอะ ผมไม่ได้มองแบบนั้น ผมมองว่าทำยังไงถึงจะส่งเสริมให้หนังไทยมันไปไกลที่สุดได้&nbsp;</p>



<p>อีกอย่างสตรีมมิงมันทำให้เราไม่มีความกดดันในการทำหนัง เพราะเราไม่ต้องลุ้นตัวเลขในโรงหนัง ไม่ต้องลุ้นว่าจะเจ๊งไม่เจ๊ง ผมมองว่ามันเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได้ ผมไม่ถือว่ามันเป็นการ Disrupt นะ เพราะเราจะทำหนังฉายในโรงไปได้ยังไง ถ้ามีเงินทุนให้เราแค่สิบห้าล้าน ยี่สิบล้าน มันทำไม่ได้ สิ่งที่เราเขียนไว้ทั้งหมดมันทำไม่ได้ ดังนั้นเราก็จะไม่ไปเรียกร้อง ไม่ไปต่อว่าอะไรใคร เพราะเราเล่นใหญ่เอง เราก็ต้องรอเวลาที่เหมาะสมและเป็นไปได้ จะดันทุรังไปยังไง ถ้ายอมทำในงบที่ไม่เหมาะสม หนังมันจะออกมาเป็นยังไง ดังนั้น เราต้องซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรารักสิ่งที่เราฝันไว้ก่อน แล้วเราก็ต้องรอเวลา ซึ่งเรารอได้ เพราะเดี๋ยวมันก็จะถึงเวลาของมันเอง</p>



<p>การกลับมาทำหนังอีกครั้ง มันทำให้ผมมีชีวิตชีวา เหมือนได้สานต่อในสิ่งที่ฝันไว้ แล้วเราก็ได้ทำงานบนงบประมาณที่สมน้ำสมเนื้อ ทำบนกติกาที่เป็นสากล มีเวลาหยุดพัก มีเวลาทำงานที่สมบูรณ์แบบ สำคัญที่สุดคือไร้ความกดดันใดๆ ไม่ต้องลุ้นรายได้ ไม่ต้องห่วงว่าคนจะดูหรือไม่ดู จะดูเต็มโรงไหม เราแค่อยากเห็นหนังเป็นในแบบที่เราฝัน เมื่อเราได้ทำ มันก็สมบูรณ์แบบในตัวมันอยู่แล้ว มันจะไปทำหน้าที่ต่อยังไงก็เป็นเรื่องของหนังเรื่องนั้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ถ้าถามว่า หนังแบบสตรีมมิงมาเปลี่ยนชีวิต หรือต่อชีวิต ผมว่ามาต่อชีวิตแต่เปลี่ยนวิธีมากกว่า แล้วก็เปลี่ยนความรู้สึกด้วย อย่างผมทำหนังมาจะสามสิบปีแล้ว แต่นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่รู้สึกว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในการทำงาน อยากได้อะไรก็ได้แบบมีเหตุมีผล สมน้ำสมเนื้อนะ มีเวลาทำงานที่แน่นอน มีเวลาพักผ่อน มีเวลาพุดคุยกับนักแสดง มีการทำการบ้านตลอดเวลา&nbsp;</p>



<p>และที่บอกว่ามาต่อชีวิต เพราะอย่างที่บอก การหายไปของดีวีดี การเข้ามาของโซเชียลมีเดีย มันมีผลทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ล้มหายตายจาก พอรายได้จากการขายดีวีดีลดลง งบในการทำหนังมันก็ลดลง หลายๆ คนก็อาจจะรู้ตัวว่าทำหนังในงบแค่นั้นไม่ได้หรอก ก็เหมือนเขายึดติดในแพลตฟอร์มด้วย ว่าจะทำในแบบเดิม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171338" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/10/C03-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เอาจริงๆ ผมว่าถ้าเราจะอยู่ในโลกใบนี้อย่างไม่ต้องกระเสือกกระสนอะไรมาก เราก็ต้องทำตัวเป็นน้ำ ที่จะไปอยู่ในภาชนะอะไรก็ได้ รูปทรงไหนก็ได้ ปรับเปลี่ยนไปตามภาชนะนั้น ขณะเดียวกัน บางทีเราก็อาจปรับลดความต้องการของเราลงบ้าง เอาเวลาไปดูแลตัวเองให้ดี ออกกำลังกาย เพื่อให้ตัวเองมีแรงไปทำงานที่เรารัก&nbsp;ขณะเดียวกัน นอกจากเป็นน้ำที่อยู่ในทุกภาชนะแล้ว เราก็ต้องเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา อย่างที่บอกว่า ผมนี่ตื่นขึ้นมาก็คิดเรื่องหนังจนกระทั่งหลับไป เรื่องหนังมันวนอยู่ในตัวเราตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไปแล้ว หรือเรื่องที่กำลังเขียนอยู่ ทั้งวันมันอยู่แต่กับหนังน่ะ จนเรารู้สึกว่านี่คือความสุขของเรา&nbsp;</p>



<p>ทุกเช้าผมจะขี่จักรยานออกกำลัง เห็นอะไรรอบตัวก็รู้สึกว่า เออ&nbsp;</p>



<p>ช็อตนี้น่าเอาไปอยู่ในหนัง คิดแบบนี้ตลอด ผมว่าการได้ทำในสิ่งที่เรารักทุกวัน มันก็โอเคมากๆ แล้ว”&nbsp;</p>



<p>หมายเหตุ ติดตามชม <em>‘มนต์รักนักพากย์’</em> พร้อมกันวันที่ 11 ตุลาคม 2566 เวลา 14.00 น. บน Netflix กว่า 190 ประเทศทั่วโลก&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">สัมภาษณ์: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nonzee-nimibutr/">คุยกับ อุ๋ย นนทรีย์ และ ‘มนต์รักนักพากย์’ ในวันที่กลับมาทำสิ่งที่ฝันด้วยความรัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บันทึกบทสนทนาในเย็นวันหนึ่งกับ คิม รันโด นักเยียวยาความเจ็บปวดของวัยรุ่นเกาหลี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kim-ran-do/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a day]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Sep 2023 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[The Conversation]]></category>
		<category><![CDATA[จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[คิม รันโด]]></category>
		<category><![CDATA[Kim Rando]]></category>
		<category><![CDATA[เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด]]></category>
		<category><![CDATA[พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[ในเวลาที่หม่นเศร้า ชีวิตก็ยังเป็นของเรา]]></category>
		<category><![CDATA[แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=170916</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ หรือ ‘Youth It’s Painful’ หนังสือปกสีส้มจนใจเจ็บ แต่อ่านแล้วไม่เจ็บใจ เปิดตัวในฉบับภาษาไทยครั้งแรกเมื่อปี 2555 และขึ้นอันดับหนังสือขายดีไม่แพ้ต้นฉบับภาษาเกาหลีที่สร้างยอดขายนับล้านเล่มในเวลานั้น คิม รันโด ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโซล ประเทศเกาหลี กลายเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ และได้ชื่อว่าเป็นผู้ปลอบประโลมชีวิตของวัยรุ่นเกาหลี รวมทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทั่วโลกด้วยก็ว่าได้ เพราะหนังสือของเขาได้รับการแปลไปแล้วกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เราเองก็เริ่มอ่านหนังสือของเขาเป็นครั้งแรกในตอนนั้น&#160; น้ำเสียงที่ไม่ได้สั่งสอนกับการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรที่เรียบง่ายแต่กระตุ้นให้คิด ผ่านการตั้งคำถามธรรมดาๆ เช่น&#160; “ฉันต้องการอะไร” “ฉันทำอะไรแล้วมีความสุข”&#160; “ฉันทำอะไรได้ดีที่สุด” “ฉันเป็นใคร”&#160;&#160; (หน้า 29 จากหนังสือ ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’)&#160; อาจทำให้วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่หลายต่อหลายคน ได้คำตอบที่พิเศษให้กับชีวิตตัวเอง&#160; จะว่าไปแล้ว ในวันนั้น สถานการณ์หลายๆ อย่างรอบตัวและทั่วโลก ยังไม่หมุนเร็วและเหวี่ยงผู้คนให้มึนงงและล้มลงระเนระนาดอย่างทุกวันนี้ โซเชียลมีเดียสารพัดเจ้ายังไม่ดูดกลืนชีวิตเราจนติดหล่ม โควิดยังไม่เกิดมาพรากสิ่งใดไปจากเรา ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป แต่ไม่ถึงขนาด ดิ้นจนเกือบสิ้น ก็ยังแทบจะดิ้นไม่ไหว แบบทุกวันนี้&#160; เราเดินไปหยิบหนังสือของอาจารย์คิม รันโด ออกมาจากชั้นหนังสืออีกครั้ง เนื่องจากได้รับเชิญให้ไปสัมภาษณ์เขาเนื่องในโอกาสที่อาจารย์มาพบปะพูดคุยกับแฟนๆ ชาวไทยเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา&#160; ผ่านไปหลายปีนับจากอ่านหนังสือเล่มแรกของเขา วันนี้เรามีหนังสือของเขาเพิ่มขึ้นอัดแน่นบนชั้นหนังสืออีกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kim-ran-do/">บันทึกบทสนทนาในเย็นวันหนึ่งกับ คิม รันโด นักเยียวยาความเจ็บปวดของวัยรุ่นเกาหลี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ หรือ ‘Youth It’s Painful’ หนังสือปกสีส้มจนใจเจ็บ แต่อ่านแล้วไม่เจ็บใจ เปิดตัวในฉบับภาษาไทยครั้งแรกเมื่อปี 2555 และขึ้นอันดับหนังสือขายดีไม่แพ้ต้นฉบับภาษาเกาหลีที่สร้างยอดขายนับล้านเล่มในเวลานั้น คิม รันโด ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโซล ประเทศเกาหลี กลายเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ และได้ชื่อว่าเป็นผู้ปลอบประโลมชีวิตของวัยรุ่นเกาหลี รวมทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทั่วโลกด้วยก็ว่าได้ เพราะหนังสือของเขาได้รับการแปลไปแล้วกว่า 10 ประเทศทั่วโลก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170936" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เราเองก็เริ่มอ่านหนังสือของเขาเป็นครั้งแรกในตอนนั้น&nbsp;</p>



<p>น้ำเสียงที่ไม่ได้สั่งสอนกับการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรที่เรียบง่ายแต่กระตุ้นให้คิด ผ่านการตั้งคำถามธรรมดาๆ เช่น&nbsp;</p>



<p>“ฉันต้องการอะไร”</p>



<p>“ฉันทำอะไรแล้วมีความสุข”&nbsp;</p>



<p>“ฉันทำอะไรได้ดีที่สุด”</p>



<p>“ฉันเป็นใคร”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>(หน้า 29 จากหนังสือ ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’)&nbsp;</p>



<p>อาจทำให้วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่หลายต่อหลายคน ได้คำตอบที่พิเศษให้กับชีวิตตัวเอง&nbsp;</p>



<p>จะว่าไปแล้ว ในวันนั้น สถานการณ์หลายๆ อย่างรอบตัวและทั่วโลก ยังไม่หมุนเร็วและเหวี่ยงผู้คนให้มึนงงและล้มลงระเนระนาดอย่างทุกวันนี้ โซเชียลมีเดียสารพัดเจ้ายังไม่ดูดกลืนชีวิตเราจนติดหล่ม โควิดยังไม่เกิดมาพรากสิ่งใดไปจากเรา ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป</p>



<p>แต่ไม่ถึงขนาด ดิ้นจนเกือบสิ้น ก็ยังแทบจะดิ้นไม่ไหว แบบทุกวันนี้&nbsp;</p>



<p>เราเดินไปหยิบหนังสือของอาจารย์คิม รันโด ออกมาจากชั้นหนังสืออีกครั้ง เนื่องจากได้รับเชิญให้ไปสัมภาษณ์เขาเนื่องในโอกาสที่อาจารย์มาพบปะพูดคุยกับแฟนๆ ชาวไทยเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา&nbsp;</p>



<p>ผ่านไปหลายปีนับจากอ่านหนังสือเล่มแรกของเขา วันนี้เรามีหนังสือของเขาเพิ่มขึ้นอัดแน่นบนชั้นหนังสืออีกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ ‘พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่’ ‘ในเวลาที่หม่นเศร้า ชีวิตก็ยังเป็นของเรา’ ‘แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้’ ‘จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้’&nbsp;</p>



<p>หนังสือของเขายังอ่านสนุกเหมือนเดิม และมันยังตอบคำถามสำคัญๆ กับชีวิตของเราได้อยู่เสมอ อาจเพราะว่าคำถามในหัวใจของผู้คนยังเหมือนเดิม คำตอบในหนังสือจึงยังไม่เปลี่ยนไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170929" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C23-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เกือบหนึ่งชั่วโมงของเย็นวันหนึ่ง ที่เรามีโอกาสพบปะกับอาจารย์คิม รันโด ในคาเฟ่เล็กๆ เราเตรียมประเด็นพูดคุยกับเขาไว้เท่าที่เวลาจะอำนวย&nbsp;</p>



<p>การรีบร้อนประสบความสำเร็จ นิยามของความสำเร็จ ความเจ็บปวดเท่าที่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ในวัยนี้จะเผชิญได้ AI และการเข้ามาทำงานแทนที่คน ฯลฯ​&nbsp;</p>



<p>หลายคำถามต่อไปนี้ ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกที่สุด แต่อย่างน้อย ถ้ามันมาในเวลาที่เหมาะสมที่สุด มันก็อาจจะเป็นคำตอบที่ใครหลายๆ คนตามหามานานเช่นกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170949" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C02-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การไม่จำเป็นต้องรีบร้อนประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่คุณเคยบอกไว้ในคำนำหนังสือ ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ แต่เมื่อดูวัยรุ่นยุคนี้ เราจะเห็นว่าเขาเองก็ต้องการประสบความสำเร็จเร็วมาก ไม่ว่าจะทำยูทูบหรือช่องทางไหนก็ตาม เพราะมันหมายถึงรายได้ การมีชื่อเสียง คุณมองเรื่องนี้ยังไง</strong></h3>



<p>เป็นประเด็นที่ดีมากที่ถามนะครับ เพราะยุคนี้ ผมก็เห็นด้วยว่าเด็กๆ พยายามทำคอนเทนต์เพื่อให้คนมาติดตามกันเยอะๆ อยากให้มีคนมากดไลค์เยอะๆ แต่สิ่งที่ผมอยากจะโฟกัสมากกว่านั้นก็คือ เวลาที่เรามองย้อนกลับไปในชีวิตของตัวเอง เราควรจะถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำมามีความสุขไหม เราพอใจกับชีวิตตัวเองหรือเปล่า เรารู้สึกว่าเราก้าวหน้าหรือเปล่า อยากให้โฟกัสกับตรงนั้นมากกว่าจำนวนคนกดไลค์หรือระยะเวลาที่เราประสบความสำเร็จว่าจะเร็วหรือช้า&nbsp;</p>



<p>ถ้าสมมติเราพูดถึงนักกีฬา หรือแม้กระทั่งดาราที่เราคิดว่าเขาหาเงินได้มากๆ ตั้งแต่เด็ก เราจะคิดว่า โอ้โห ถ้าหาเงินได้เท่านี้ ทั้งชีวิตก็สบายแล้ว มีความสุขแล้ว แต่จริงๆ ถ้าเราลองศึกษาดูดีๆจะเห็นว่ามีหลายกรณีมากที่ประสบความสำเร็จในวัยเด็กแล้วมาแย่ตอนวัยกลางคนหรือบั้นปลายชีวิต หรือไม่ก็ไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170947" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C16-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ผมหมายความว่าการประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ใช่เรื่องผิด แต่อยากจะบอกว่ามันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตเราเท่านั้นเอง&nbsp;</p>



<p>โดยเฉพาะการที่เราเห็นคนในรุ่นราวคราวเดียวกับเราประสบความสำเร็จกันมากมาย แล้วเรามัวแต่คิดว่าทำไมเราประสบความสำเร็จได้ไม่เท่าเขา อันนี้เป็นความคิดที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะคนเรามันไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในช่วงเวลาเดียวกันก็ได้ เพราะชีวิตไม่ใช่การวิ่งแข่งแค่ร้อยเมตร ไม่ใช่เรื่องของใครถึงเส้นชัยได้เร็วกว่ากัน แต่มันเป็นการวิ่งมาราธอนที่เราต้องวิ่งต่อไปเรื่อยๆ แล้วคนที่ชนะก็คือคนที่ยังไงก็เข้าเส้นชัยได้ไม่ว่าจะช้าแค่ไหน ทุกคนมีจังหวะเวลาของตัวเอง เวลาจะย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเองก็ควรจะย้อนดูทั้งหมด ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าอย่างนั้นตอนอาจารย์เขียนเรื่อง ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ อยากรู้ว่าเมื่อมองย้อนกลับไป ความเจ็บปวดในช่วงวัยรุ่นของอาจารย์คือเรื่องอะไร</strong></h3>



<p>มันมีสองเรื่อง อย่างแรก ความเจ็บปวดของผมคือรู้สึกว่าเราไม่สามารถทำตามความหวังหรือความคาดหวังที่ผู้ปกครองหรือพ่อแม่ตั้งไว้กับเราได้ อีกอย่างคือเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว เรารู้สึกล้าหลังหรือตามไม่ทันเพื่อน ผมคิดว่าสองเรื่องนี้ มักจะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนกัน เป็นความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมเลยในตอนเด็กๆ จะว่าไปมันก็เป็นความเจ็บปวดที่เป็น Universal Pain นะ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์เขียนไว้ในหนังสือว่า เป้าหมายที่ตัวเองต้องการ วิธีที่เหมาะสม และการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยหลักสามประการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ แต่หลายคนก็บอกว่าทำทุกอย่างตามนี้เหมือนกัน แต่ยังไม่สำเร็จ อาจารย์มองเรื่องนี้ยังไง สรุปแล้วมันมีสูตรในการประสบความสำเร็จจริงๆหรือ?​</strong></h3>



<p>สมมติว่าเป้าหมายของเรามันใหญ่แล้วมันอยู่ไกล ในมุมมองของผมคืออยากให้โฟกัสทีละก้าว และทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ในวันนี้ก่อน เพราะถ้าเราเซ็ตเป้าหมายไว้ไกล หรือว่าเอาเป้าหมายเราไปเทียบกับคนอื่นที่เขาสำเร็จไปแล้ว การมองไปไกลแบบนั้น อาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อยระหว่างทางหรืออยากจะยอมแพ้ก็ได้ แต่ในทางกลับกัน แทนที่จะไปมองระยะไกลแบบนั้น เราลองคิดแค่ว่า วันนี้ วันพรุ่งนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้าง ตรงนี้จะเป็นการฝึกตัวเองที่ดีกว่านะผมว่า&nbsp;</p>



<p>เวลาที่เราฝึกไปทีละก้าว แล้วหันกลับมาดูตัวเองอีกที เราจะรู้ว่าเราเข้าใกล้เป้าหมายขนาดไหนแล้ว อย่างที่ผมยกตัวอย่างไว้ในหนังสือว่า มันจะมีหนอนตัวเล็กๆ ที่เวลาจะเดินไปสิบเมตร อาจจะต้องใช้เวลาทั้งวัน เพราะมันต้องคลานไปเรื่อยๆ ทีนี้สมมติเราไปให้โจทย์กับหนอนตัวนั้นว่าให้เดินสิบกิโลเมตร คิดว่าหนอนตัวนั้นจะทำได้ยังไง เพราะมันไกลมาก จริงไหม</p>



<p>แต่ถ้าหนอนตัวนั้นมีความขยัน แล้วก็พยายามจะผลักดันตัวเองไปข้างหน้าเสมอ การจะไปให้ถึงสิบกิโลเมตรก็สามารถทำได้เช่นกัน ด้วยการที่วันหนึ่งหนอนตัวนั้นเติบโตไปเป็นผีเสื้อ แล้วก็บินไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170958" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C04.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ดังนั้นในกระบวนการที่หนอนตัวนั้นจะกลายเป็นผีเสื้อได้ สิ่งที่สำคัญที่ต้องมีเลยก็คือการฝึกฝนตัวเอง แล้วก็ค่อยๆ เดินไปทีละก้าว เหมือนที่คุณถามว่า ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จจะทำยังไงต่อ ผมก็คงตอบได้ว่า บางทีเราอาจจะแค่อยู่ในกระบวนการที่กำลังเติบโตไปสู่ความสำเร็จเท่านั้นเอง แต่ถ้าเรายอมแพ้ตั้งแต่แรก เราก็จะไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ ตรงกันข้าม ถ้าเราเดินไปทีละก้าว เราก็อาจจะสำเร็จได้ในวันหนึ่ง เปรียบเหมือนเวลาที่เราต้มน้ำ เราจะเห็นว่าอุณหภูมิของน้ำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดไปจนถึง 100 องศา แต่สมมติมันไปถึงจุดที่เดือดแล้ว ต่อให้เราต้มต่อไปเรื่อยๆ มันก็จะไม่ร้อนไปกว่านี้แล้ว เพราะน้ำจะเดือดที่ 100 องศา ดังนั้นถ้าเรายอมแพ้ในช่วงแรกๆ แล้วปิดไฟ ไม่ต้มต่อ น้ำก็จะกลับมาสู่สภาวะเดิม คือจะกลับมาเย็นเหมือนเดิม แต่ถ้าเราต้มน้ำต่อไปเรื่อยๆ มันย่อมมีวันที่น้ำเดือด&nbsp;</p>



<p>เหมือนที่หนอนกลายเป็นผีเสื้อ มันต้องใช้ความอดทน ในการก้าวไปทีละนิด&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เราไม่ต้องเป็นผีเสื้อได้ไหม แต่เป็นหนอนที่จะเดินไปสิบกิโลฯ ให้ได้</strong></h3>



<p>(หัวเราะ)​ หนอนน่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งกิโลฯ หรือสิบกิโลฯ ถ้าใจมันอยากจะไปมันก็อาจจะไปได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนสภาพตัวเองก็ได้ แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น ผมก็คิดว่าความพยายามที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง มันก็ยังสำคัญมากๆ อยู่ดี ซึ่งสิ่งที่ผมคาดหวังจากคนทั่วไปที่อ่านหนังสือ หรือพวกลูกศิษย์ของผม ก็คืออยากให้เขามีความพยายามเกิดขึ้นจนกระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาลงมือทำ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงกับชีวิตได้จริงๆ มันจะมีคำพูดที่บอกว่า ยิ่งทำบางสิ่งบางอย่างให้มากขึ้นและซ้ำๆ มันจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในที่สุด สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำก็คือ ถ้าเราเป็นหนอนที่เดินต่อไปเรื่อยๆ วันหนึ่งจะเดินได้สิบกิโลฯ​ หรือ กี่กิโลฯ ก็ตามแต่ หากลงมือทำ วันหนึ่งมันก็ต้องเปลี่ยนเป็นผีเสื้อได้แน่นอน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170931" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C19.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในหนังสือ ‘พันครั้งกว่าจะเป็นผู้ใหญ่’&nbsp; บอกว่า ถ้าไม่ชอบบริษัทที่ทำอยู่ตอนนี้ ให้อดทนสักหน่อย แต่ถ้าคุณเจอสิ่งที่ทำให้อยากทำ แล้วมันทำให้หัวใจเต้นแรงแล้วจริงๆ ก็ขอให้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เพื่อไปทำสิ่งนั้น หลายคนก็อาจจะคิดแบบนี้ว่า ถ้าไม่ชอบก็ลองอดทนอีกนิด มองย้อนกลับไป อาจารย์คิดว่าข้อความนี้ยังถูกอยู่ไหมในวันที่เราต่างก็เจอ Post Covid หรือวันที่ชีวิตไม่แน่นอน ไม่มั่นคง เราจะยังทำในสิ่งที่อยากทำในวันที่อะไรก็ไม่แน่นอนได้เหรอ</strong></h3>



<p>ผมว่าคำพูดนี้ยังใช้ได้อยู่ และยิ่งเห็นชัดเจนในตอนนี้ด้วยซ้ำ และยิ่งมั่นใจมากขึ้นในคำพูดนี้ด้วย จริงๆ ข้อความนี้ถ้าอ่านผ่านๆ คนอ่านอาจจะเข้าใจผิดในสิ่งที่ผมจะสื่อ ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกว่างานเรามันน่าเบื่อ ไม่อยากทำแล้ว ถ้าเป็นเหตุผลนี้ที่เราอยากเปลี่ยนงาน ผมมักจะแนะนำว่า ให้ทนทำไปก่อน เพราะแม้เราจะเปลี่ยนงานไป โอกาสที่เราจะรู้สึกเบื่อกับงานที่เราทำ ก็อาจยังเกิดขึ้นได้อยู่ดี แต่ที่ผมเขียนว่าให้ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนงาน หมายความว่า ในกรณีที่งานที่ทำอยู่ก็ไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น หรือมันก็โอเคดี แต่ในใจเรามีเป้าหมายว่าต้องไปทำสิ่งอื่นให้ได้ ถ้าไปถึงจุดนั้นแล้วก็ค่อยเปลี่ยน เอาเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับการต้มน้ำเดือดก็ได้ ถ้าเราต้มน้ำเดือด ยังไงมันก็เดือดที่อุณหภูมิ 100 องศา ดังนั้น เราจึงต้องรอเวลาให้เหมาะสมจริงๆ&nbsp;</p>



<p>เหมือนหนอนที่เดินไปข้างหน้า เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเขามีสิทธิ์จะเปลี่ยนเป็นผีเสื้อหรือเปล่า หรือช่วงเวลานั้นมันจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่มันต้องถึงเวลาสักวัน บทสรุปก็คือ เวลาเจองานที่มันน่าเบื่อ สุดท้ายเราก็อาจจะต้องทนทำมันต่อไป เพราะมันเป็นขั้นตอนของการเจริญเติบโต แต่ถ้าเราเบื่อหน่ายจนอยากจะละทิ้งงานตรงนี้ไป มันต้องมีสิ่งอื่นที่ปักใจและมั่นใจแล้วว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากจะทำมันจริงๆ จากใจ เขาถึงได้มักจะพูดว่าให้หางานที่รักจริงๆ&nbsp; เพราะเวลาใครสักคนรักงานที่ตัวเองทำ สิ่งที่เขาทุ่มเทลงไปกับงานนั้นมันจะมากกว่าคนที่ทำเพียงเพราะมีงานให้ทำเฉยๆ&nbsp;</p>



<p>ผมเข้าใจว่าหลายคนอยากเปลี่ยนงาน เพราะไม่สนุก ไม่พอใจ แต่แทนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนงานโดยทันที ผมอยากให้หันกลับมามองตัวเอง สำรวจตัวเองก่อนว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เพราะถ้าเรายังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ ต่อให้เราเปลี่ยนงานไป เราก็จะรู้สึกแบบเดิมกับงานใหม่อยู่ดี แต่ถ้าวันหนึ่งมีงานที่เราคิดว่ามันจุดประกายไฟให้เรา ชนิดที่ว่าถ้าไม่ทำงานนี้เราจะอยู่ไม่ได้ แบบอยากทำมากจริงๆ ถ้ารู้สึกแบบนั้นก็ค่อยย้ายงาน อย่าย้ายแค่เพราะคิดว่างานนี้ไม่สนุกหรือแค่ไม่พอใจ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วสิ่งที่คนทั่วไปควรสำรวจตัวเอง หรือขั้นตอนในการสำรวจตัวเองที่สำคัญที่สุดคืออะไร เพื่อให้ได้คำตอบว่าเราเป็นใคร&nbsp;</strong></h3>



<p>ช่วงโควิด เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเยอะ ไม่ว่าจะ AI หรือ Big Data ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น ทีนี้สิ่งที่สังคมต้องการจากเรา มันจะมากขึ้นเรื่อยๆ และสังคมหรือองค์กรก็ต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น ดังนั้นขั้นตอนแรกของการที่เราจะรู้จักตัวเองและสำรวจตัวเอง ก็คือ เราต้องดูว่า ตัวเราเอง สามารถมอบอะไรให้ในสิ่งที่สังคมปัจจุบันต้องการได้บ้าง เราต้องรู้ว่า สังคมมีปัญหาอะไร และต้องการอะไร และตัวเราสามารถทำอะไรได้&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170939" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C01-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะที่อาจารย์สอนวิชาเกี่ยวกับผู้บริโภคและเป็นนักวิจัยเทรนด์ เทรนด์ที่เราต้องเตรียมตัวรับมือในตอนนี้หรือในอนาคตคืออะไร</strong></h3>



<p>จริงๆ ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นเทรนด์ที่ค่อนข้างน่าเศร้า นั่นคือทุกคนโฟกัสที่ตัวเองเป็นหลัก สมัยก่อน เวลาเราใช้ชีวิตเราจะไม่ค่อยคิดถึงตัวเราเองฝ่ายเดียว แต่จะคิดถึงคนที่อยู่รอบข้างหรือคนที่อยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกับเราด้วย ซึ่งแปลว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นกลุ่มก้อนนั้นก็จะปกป้องเราไปโดยปริยาย แต่ว่าปัจจุบันมันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว สมัยนี้ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง เวลาเราอยากตามหาคนที่มีไอเดียเดียวกับเรา คิดเหมือนกับเรา เราแค่ติด Hashtag ก็เจอแล้ว ดังนั้นด้วยเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนไป ทุกสิ่งทุกอย่างมันเลยต้องโฟกัสไปที่ความต้องการของบุคคลเป็นปัจเจกมากกว่า ดังนั้น สิ่งที่จะสำคัญมากขึ้นคือความสามารถส่วนบุคคล ว่าเราจะใช้ชีวิตยังไง ถึงจะสามารถใข้ชีวิตในสังคมที่โฟกัสกันที่ส่วนบุคคลมากขึ้น หรือในวันที่คนเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ดังนั้นผมว่าเรื่องของการพัฒนาตัวเอง การสำรวจตัวเองว่าเราสามารถตอบโจทย์ที่สังคมต้องการได้ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คำถามอะไรที่อาจารย์มักจะถามเวลาอยากสำรวจตัวเอง</strong></h3>



<p>ผมมาคิดๆ ดูนะ เวลาที่เราคิดถึงสิ่งที่ทำได้ งานที่อยากทำ หรืองานที่เราเก่ง เรามักจะชอบใช้คำว่าสำรวจตัวเอง ผมว่าเอาจริงๆ แล้วคำนี้มันมีนัยยะของความกังวลอยู่ บางทีคำศัพท์เหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นไปในทางบวกเท่าไหร่ เพราะคำว่า ‘สำรวจ’ บางสิ่งบางอย่าง มันเป็นสิ่งที่ต้องผ่านกระบวนการคิดก่อนที่จะลงมือทำ แต่ว่าถ้าเราแค่คิดหรือไปกังวลกับสิ่งเหล่านี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าคำตอบคืออะไร ทางเดียวที่เราจะรู้ก็คือการลงมือทำด้วยตัวเอง นั่นแหละเราถึงจะรู้&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นในขั้นตอนการสำรวจตัวเอง แทนที่เราจะถามเป็นคำถาม ก็ให้เราเน้นลงมือปฏิบัติไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ดังนั้นแทนที่จะใช้สมองในการคิด เราก็ให้มันผ่านมือในการลงมือทำ ผ่านประสบการณ์ ผ่านสิ่งที่เป็นตัวเรา มันจะทำให้เรารู้จักตัวเองได้ดีกว่า สมมติง่ายๆ นะ คนชอบไปนั่งตามคาเฟ่เก๋ๆ แล้วก็คิดว่า เออ วันหนึ่งฉันอยากเปิดคาเฟ่แบบนี้ มีร้านกาแฟแบบนี้ คาเฟ่แบบนี้เป็นพื้นที่ให้คนมานั่งทำงาน นั่งคิดไอเดีย หรือแม้แต่ศึกษาตัวเองให้มากขึ้น แต่เราจะค้นหาตัวเองในคาเฟ่ได้เหรอ? ดังนั้น แทนที่เราจะมานั่งคิดวันละ 4-5 ชั่วโมง ว่าเราเป็นคนยังไงกันแน่ เราอยากทำร้านกาแฟยังไงกันแน่ ให้ลองไปทำงานเป็นบาริสต้าพาร์ตไทม์ดูไหม เดี๋ยวก็รู้จักตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน หรือถ้าคิดว่าออกจากงานแล้วมาเปิดคาเฟ่ มันจะทำได้จริงไหม แทนที่จะมานั่งคิดหรือถามคนอื่น ก็ลองลงมือทำ หาข้อมูลจริงไปเลย&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170940" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C15-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สุดท้ายแล้ว สำหรับผมนะ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การสำรวจตัวเองหรือตั้งคำถาม แต่เป็นการลงมือทำ ผมเลยอยากจะบอกกับคนที่พยายามจะเปลี่ยนงานหรือหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง ว่าไม่ต้องคิดมากเกินไป แต่ให้ลงมือทำก่อนเลย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าอาจารย์ต้อง revise หนังสือเล่ม ‘จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้’&nbsp;อาจารย์อยากจะเติมประเด็นอะไร ในยุคนี้ที่หลายงานถูกแทนที่ด้วย AI ไปหมดแล้ว</strong></h3>



<p>ตอนที่เขียนเล่มนี้ออกมาหลายปีมาแล้ว มีนักข่าวมาสัมภาษณ์และถามคำถามประมาณนี้ว่า ถ้าเกิดเทคโนโลยีพัฒนามากๆ มันจะกระทบกับชีวิตมากไหม ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่มันใหญ่ขนาดนั้น มันยังไม่น่าเกิดขึ้นภายใน 10 ปีอย่างแน่นอน ยังไม่น่าจะกระทบชีวิตแพร่หลายขนาดนั้น นั่นคือตอนนั้นที่ผมตอบไปนะ ผมเลยอยากขอบคุณมากที่พูดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะตอนที่หนังสือเล่มนี้ออกมา เรื่อง AI หรือสิ่งประดิษฐ์ที่มาแทนการทำหน้าที่ของคน ยงไม่แพร่หลายขนาดนี้ ดังนั้นถ้าจะตอบคำถามเมื่อกี้ ก็ต้องบอกว่า ไม่มีเนื้อหาไหนที่ผมอยากจะแก้หรือว่าอยากจะเพิ่มลงไปแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วมันยังมีอยู่ไหม งานที่มีแต่คุณเท่านั้น ที่ทำได้ เหมือนชื่อหนังสือ</strong></h3>



<p>ผมคิดว่ามีแน่นอน แต่ต้องลองทำดู หาทางของตัวเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170934" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C07.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ย้อนกลับไปตอนเขียน ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ ซึ่งเป็นเล่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คุณคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ไหม แล้วรับมือกับความสำเร็จในวันนั้นยังไง</strong></h3>



<p>ไม่ได้คิดเลยครับว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่แทนที่จะมองว่าผมเขียนหนังสือได้ดี ผมคิดว่ามันสำคัญกว่าที่จะมองว่าปัญหาต่างๆ ที่พูดถึงในหนังสือเล่มนี้ได้หยั่งรากลึกลงไปในกลุ่มวัยรุ่นจริงหรือเปล่า ซึ่งปัญหาที่เกิดกับวัยรุ่นที่กำลังจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตมันมีเยอะนะ แต่ถ้าให้เลือกสักเรื่อง ผมคิดว่าเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุดคือเรื่องความมั่นใจในตัวเอง ผมอยากให้เด็กๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากกว่านี้ เพราะยุคนี้ที่เรามองว่าเป็นยุคของ AI เป็นยุคของโซเชียลมีเดียและอัลกอริทึม ที่จะกำหนดให้เราเห็นในสิ่งที่ทำให้เราเหมือนถูกเปรียบเทียบตลอดเวลา มันเลยยิ่งส่งผลให้ความมั่นใจในตัวเองของเด็กๆ ยิ่งลดน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นความมั่นใจในตัวเองมันเลยเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สมมติว่าเรามีความเชื่อมั่นในตัวเอง เราจะรู้จักตัวเองและลงมือปฏิบัติในสิ่งที่เราอยากเป็นและอยากก้าวไปในทางนั้น&nbsp;</p>



<p>ถ้ามองจากภายนอก เราจะเห็นว่าสังคมเกาหลีเน้นเรื่อง K-Culture ซึ่งหลายคนจะเห็นว่ามันพัฒนาไปไกลมาก ดูมีอนาคตสดใส ดูดีไปหมด แต่ถ้ามองลึกลงไปในระดับตัวบุคคล สิ่งที่พวกเขาต้องรับมือ เช่น การเปรียบเทียบที่รุนแรง มันจะทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายตามมา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฟีดแบกจากคนอ่านที่คุณประทับใจและมักจะพูดถึงบ่อยๆ คืออะไร</strong></h3>



<p>เรื่องที่ผมประทับใจและภาคภูมิใจมากที่สุดในการเขียนหนังสือ ก็คือตอนที่หนังสือ ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ วางขาย แล้วมีคนอ่านที่ก่อนหน้านั้นเคยคิดว่า ชีวิตเขาหาทางออกไม่ได้และพยายามจะฆ่าตัวตาย แต่พอเขาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาถึงคิดได้ว่า ชีวิตยังเหลือเวลาอีกเยอะมาก ยาวไกลมาก ชีวิตเขายังมีอะไรที่ต้องทำอีกมาก เขาเลยไม่ฆ่าตัวตาย เรื่องนี้ประทับใจผมมาก มันทำให้ผมคิดได้ว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้มีคุณค่ากับคนอื่นมากเลย&nbsp;</p>



<p>ขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังแล้วกัน ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่ไปบังเอิญเกี่ยวพันกับเรื่องไม่ดีและต้องติดคุก ตอนที่ผมไปเยี่ยมเพื่อน ผู้คุมที่นั่นจำผมได้ เลยมาบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่เขาอ่านให้นักโทษในคุกฟังบ่อยที่สุด และทำให้คนที่อยู่ในเรือนจำเกิดความหวังในชีวิตมากที่สุดด้วย&nbsp;</p>



<p>ต้องบอกก่อนว่า คนที่อยู่ในคุกส่วนใหญ่จะมองแค่ระยะเวลาที่ต้องติดคุก ซึ่งมันยาวนานมาก แล้วก็คิดว่านี่คือจุดจบของชีวิต แต่พอพวกเขาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาเลยเปลี่ยนความคิดได้ว่า สมมติได้ออกจากคุกตอนอายุ 40 ถ้าเทียบกับนาฬิกาชีวิตที่เป็นเรื่องที่ผมเปรียบเทียบไว้ในหนังสือ มันก็เท่ากับเราอยู่ในช่วงเที่ยงวันเอง ยังเหลืออีกตั้งครึ่งวันที่เราจะได้ใช้ชีวิต ดังนั้นเขาเลยมีความหวังขึ้นมา รอวันพ้นโทษเพื่อจะได้ไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีกว่าเดิม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170933" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C09.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>โดยเฉพาะกับนักอ่านชาวไทย ผมก็ได้อ่านจดหมายที่เขียนมาหาผมด้วยลายมือ เขามักจะเล่าเรื่องความกังวลส่วนตัว ความรู้สึกหมดหวังในชีวิต ผมก็บอกไปว่า ชีวิตคนเรานะครับ ถ้าหากลงมือทำในสิ่งที่เราคิด และมุ่งมั่นทำไปอย่างไม่ยอมแพ้ เราจะเห็นว่าชีวิตมีหนทางและความหวังเสมอ แต่โดยทั่วไป เวลาที่มีคนอีเมลหรือเขียนจดหมายมาถามผม ผมคิดว่าพวกเขามีคำตอบให้กับตัวเองอยู่แล้วด้วยซ้ำนะ แต่แค่ยังไม่กล้าลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันเป็นคำตอบเลยมาถามผม&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นบทบาทที่ผมจะสามารถทำให้เขาได้ ไม่ใช่การให้คำตอบในสิ่งที่เขาถาม แต่อาจจะเป็นการเสริมให้เขามั่นใจในคำตอบที่เขามีอยู่แล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>วันนี้คุณนิยามคำว่า &#8216;ความสำเร็จ&#8217; ว่าคืออะไร</strong></h3>



<p>ผมว่ามันคือการเป็นตัวเราที่ดีกว่าเมื่อวาน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณบอกว่า การหลงลืมความฝันเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่าการไม่สามารถทำความฝันให้เป็นจริง อยากทราบว่าความฝันของตัวเองที่ยังไม่เคยลืมคืออะไร</strong></h3>



<p>ความฝันของผมคือการได้เป็นอาจารย์ที่ดี ตอนเด็กๆ ความฝันของผมจะเป็นแค่อยากเป็นอาจารย์หรือแค่อยากเป็นข้าราชการ เพราะที่เกาหลี การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้ก็คือวันที่เราได้เป็นอาจารย์อย่างที่ฝันไว้แล้ว มันเหมือนกับว่าความฝันของเราสิ้นสุดลงแล้ว ไม่รู้จะทำอะไรต่อ&nbsp;</p>



<p>แต่จริงๆ แล้วเรื่องของความสำเร็จ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่เราได้ แต่มันขึ้นอยู่กับขั้นตอนในระหว่างที่ลงมือทำว่าเราทำมันอย่างไร เปรียบเหมือนเรารับบทแสดงละครเวทีอยู่เรื่องหนึ่ง แล้วเราตั้งใจกับการแสดงครั้งนี้มากๆ แต่พอถึงเวลาที่การแสดงนี้จบลง เราจะรู้สึกว่ามันว่างเปล่า มันไม่เหลืออะไรเลย คนดูก็กลับไปหมดแล้ว&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นถ้าเอาความฝันมาเทียบกับละครเวที ก็หมายความว่า อย่าไปปักใจว่าความสำเร็จคือการได้เล่นละครเวที แต่เราควรจะโฟกัสว่าเราจะเป็นนักแสดงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตได้อย่างไรมากกว่า ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ผมย้ำว่าความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ แต่อยู่ที่ขั้นตอนที่เราลงมือทำ ดังนั้นความฝันที่ยังไม่หายไปของผมคืออะไร ก็คือการเป็นอาจารย์ที่ดีกว่าเมื่อวาน นั่นแหละครับ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170950" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ขอนอกเรื่องถามเรื่องการเขียนบ้าง อาจารย์มีวิธีเลือกประเด็นในการเขียนหนังสือยังไง ทำยังไงให้มีวินัยในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ</strong></h3>



<p>ผมเป็นคนชอบจดเมมโมหรือ Journal อาจจะไม่ได้จดในเรื่องทั่วๆ ไปในทุกวัน แต่ถ้าวันไหนไปเจอประโยคที่ดี วันไหนได้ทำกิจกรรม หรือประสบการณ์อะไรที่แปลกใหม่ เช่น การมาเมืองไทยอย่างตอนนี้ ผมก็มักจะเอาเรื่องนั้นมาจดเป็นเมมโมเอาไว้ เช่น วันนี้ทำอะไรบ้าง กี่โมง อยู่บนเครื่องดูหนังเรื่องอะไร อ่านหนังสือเรื่องอะไร อ่านหนังสือพิมพ์เรื่องไหน ผมจะจดเอาไว้ในไดรฟ์นี่แหละ แล้วก็เซฟเอาไว้ตลอด เผื่อมันจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหยิบมาใช้ได้ เก็บไว้เป็นคลังความรู้ส่วนตัว พอต้องไปบรรยาย หรืออยากออกหนังสือเล่มใหม่ ผมก็มักจะมาหยิบเรื่องพวกนี้ไปขยายความ นำไปเป็นวัตถุดิบในหนังสือได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170935" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/Kim-Rando-C11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คำถามสุดท้าย ทุกคนย่อมจะมีวันที่ดีและวันที่แย่ หรือมี Bad Day มี Good Day เวลาคุณเจอ <strong>Bad Day</strong> คุณทำยังไง</strong></h3>



<p>เป็นคำถามที่ยากมาก ต้องตอบยาวมาก แต่ถ้าให้ตอบสั้นๆ ผมจะตอบว่า เวลาเราไปยืนใต้แสงแดด มันไม่มีใครหรอกที่จะไม่มีเงา มันก็เหมือนวันแต่ละวันในชีวิตเรานั่นแหละ ไม่มีหรอกที่เราจะมีแต่วันที่ดี วันที่แย่ก็เหมือนเงาที่เราต้องมี มีเรื่องดี ก็ต้องมีเรื่องไม่ดี นี่แหละชีวิตของคน ปัญหาที่เราควรคิด ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเราจะเจอเรื่องที่ดีหรือไม่ดี&nbsp;</p>



<p>แต่สิ่งที่เราต้องคิดก็คือ มุมมองของเราที่มีต่อเรื่องนั้นๆ ว่าเป็นยังไง สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ดีกับชีวิตมันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเจริญก้าวหน้ามากขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นเราน่าจะคิดว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไงเพื่อทำให้เราเป็นคนที่ดีกว่าเมื่อวาน ผมเชื่อว่าการรับมือกับเรื่องที่ไม่ดีในชีวิตถือเป็นเรื่องสำคัญ&nbsp;</p>



<p>ผมจะพูดเสมอว่า Don’t waste your failure สำหรับผมแล้ว ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่มีค่า เป็นเรื่องดี มันทำให้คนเราเติบโตได้อย่างแท้จริง เวลาเราประสบความสำเร็จ เราจะไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรมากจากความสำเร็จ เราก็แค่ดีใจแล้วก็จบ แต่ถ้าล้มเหลวเมื่อไหร่เราจะเริ่มตระหนักรู้ และตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมฉันถึงล้มเหลวและครั้งต่อไปฉันควรต้องผ่านมันไปยังไง ช่วงเวลาแบบนั้นแหละที่ทำให้คนเราเติบโต&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นเวลาล้มเหลว อย่าปล่อยให้ความล้มเหลวสูญเปล่าก็แล้วกัน&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kim-ran-do/">บันทึกบทสนทนาในเย็นวันหนึ่งกับ คิม รันโด นักเยียวยาความเจ็บปวดของวัยรุ่นเกาหลี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มนทิรา จูฑะพุทธิ บ.ก. ดีเด่นประจำปี 2566 อ่าน เขียน เรียนรู้โลก แบบ ‘อายุไม่สำคัญ สำคัญว่าเรายังสนุกหรือเปล่า’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/monthira-chuthaphutthi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a day]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Sep 2023 10:50:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[The Conversation]]></category>
		<category><![CDATA[มนทิรา จูฑะพุทธิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=170709</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวัยย่างเข้าเลข 6 คุณจินตนาการชีวิตของคุณเป็นแบบไหน? เรี่ยวแรงกำลังวังชาของคุณจะยังเหลือดุ่มเดินในชีวิตไปอีกสักเท่าไหร่?&#160; พูดกับคนหลัก 2 เขาก็คิดว่าหลัก 6 ยังอีกไกล และดูเป็นเรื่องวัยที่พร้อมจะปล่อยวาง แต่บางคนก็อาจมองว่า หลัก 6 ยังทำอะไรได้อีกมาก&#160; ต่อให้เป็นวัยเกษียณจากหน้าที่การงาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเกษียณจากการใช้ชีวิต&#160; พี่อ้อย-มนทิรา จูฑะพุทธิ คือหนึ่งในคนที่ไม่ได้คิดว่าเกษียณแล้วต้องสำราญ หากแต่เธอเลือกที่จะสำราญใจกับชีวิตได้ในทุกช่วงวัย และที่สำคัญงานการที่เธอรักอย่างบทบาทบรรณาธิการ ก็เป็นบทบาทที่ฝังลึกแนบแน่นเกินกว่าจะมองเธอในบทบาทอื่นได้อีก ก็มันกินเวลาตั้ง 40 ปีนี่นะ  ในวัยสาว เธอบุกตะลุยทำงานในฐานะบรรณาธิการนิตยสารแพรวสุดสัปดาห์ที่ว่ากันว่า เนื้อหาบรรเจิดเพริดแพร้ว แพรวพราว มากที่สุดเล่มหนึ่งในวงการนิตยสารไทย แถมยังได้ชื่อว่าเป็นนักสัมภาษณ์ที่เขียนบทสัมภาษณ์ที่อ่านเพลินที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้&#160; กาลเวลาผ่านเลย เธอขยับขยายไปก่อตั้งสำนักพิมพ์สามสี มีหนังสือดีๆ มากมายหลายเล่มที่ถือกำเนิดที่นี่ เคี่ยวกรำตัวเองในสมรภูมิสื่อสิ่งพิมพ์จนโชกโชนแล้วก็ถึงวันที่สื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามยุคสมัย แต่มนทิราก็ยังคงสนุกและสนใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ตามประสานักเรียนรู้ ที่ไม่เหนื่อยกับโลกที่หมุนเร็ว  เรียกว่าเป็นนักเขียน นักอ่าน บรรณาธิการ นักเดินทาง เป็นทุกอย่างที่ทำให้สายตาในการมองโลกยังสดใหม่เสมอ&#160; ปีนี้ พี่อ้อย มนทิรา เพิ่งได้รับตำแหน่งเกียรติยศไป 2 รางวัล นั่นคือรางวัล บรรณาธิการดีเด่น (รางวัลคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง) และ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/monthira-chuthaphutthi/">มนทิรา จูฑะพุทธิ บ.ก. ดีเด่นประจำปี 2566 อ่าน เขียน เรียนรู้โลก แบบ ‘อายุไม่สำคัญ สำคัญว่าเรายังสนุกหรือเปล่า’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในวัยย่างเข้าเลข 6 คุณจินตนาการชีวิตของคุณเป็นแบบไหน? เรี่ยวแรงกำลังวังชาของคุณจะยังเหลือดุ่มเดินในชีวิตไปอีกสักเท่าไหร่?&nbsp;</p>



<p>พูดกับคนหลัก 2 เขาก็คิดว่าหลัก 6 ยังอีกไกล และดูเป็นเรื่องวัยที่พร้อมจะปล่อยวาง แต่บางคนก็อาจมองว่า หลัก 6 ยังทำอะไรได้อีกมาก&nbsp;</p>



<p>ต่อให้เป็นวัยเกษียณจากหน้าที่การงาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเกษียณจากการใช้ชีวิต&nbsp;</p>



<p>พี่อ้อย-มนทิรา จูฑะพุทธิ คือหนึ่งในคนที่ไม่ได้คิดว่าเกษียณแล้วต้องสำราญ หากแต่เธอเลือกที่จะสำราญใจกับชีวิตได้ในทุกช่วงวัย และที่สำคัญงานการที่เธอรักอย่างบทบาทบรรณาธิการ ก็เป็นบทบาทที่ฝังลึกแนบแน่นเกินกว่าจะมองเธอในบทบาทอื่นได้อีก ก็มันกินเวลาตั้ง 40 ปีนี่นะ </p>



<p>ในวัยสาว เธอบุกตะลุยทำงานในฐานะบรรณาธิการนิตยสารแพรวสุดสัปดาห์ที่ว่ากันว่า เนื้อหาบรรเจิดเพริดแพร้ว แพรวพราว มากที่สุดเล่มหนึ่งในวงการนิตยสารไทย แถมยังได้ชื่อว่าเป็นนักสัมภาษณ์ที่เขียนบทสัมภาษณ์ที่อ่านเพลินที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้&nbsp;</p>



<p>กาลเวลาผ่านเลย เธอขยับขยายไปก่อตั้งสำนักพิมพ์สามสี มีหนังสือดีๆ มากมายหลายเล่มที่ถือกำเนิดที่นี่ เคี่ยวกรำตัวเองในสมรภูมิสื่อสิ่งพิมพ์จนโชกโชนแล้วก็ถึงวันที่สื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามยุคสมัย แต่มนทิราก็ยังคงสนุกและสนใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ตามประสานักเรียนรู้ ที่ไม่เหนื่อยกับโลกที่หมุนเร็ว </p>



<p>เรียกว่าเป็นนักเขียน นักอ่าน บรรณาธิการ นักเดินทาง เป็นทุกอย่างที่ทำให้สายตาในการมองโลกยังสดใหม่เสมอ&nbsp;</p>



<p>ปีนี้ พี่อ้อย มนทิรา เพิ่งได้รับตำแหน่งเกียรติยศไป 2 รางวัล นั่นคือรางวัล บรรณาธิการดีเด่น (รางวัลคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง) และ Consultancy Professional Editor and Copy Editor ประจำปี 2566 ของ Unicef&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170715" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C09-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรามาเรียนรู้อะไรสนุกๆ จากนักเรียนรู้คนนี้กันดีกว่าว่าโลกของบรรณาธิการอย่างเธอเป็นแบบไหน มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือน่าสนใจในสายตาเธอบ้าง </p>



<p>“ตอนนี้เรามาทำออนไลน์เป็นหลักเลย 100% คือผ่านเพจ ชื่อเพจ A WALK เป็นเรื่องของตัวตนของเราใน 3 บริบท คือ บรรณาธิการ นักเขียน นักเดินทาง แล้วก็เปิดไว้สำหรับขายหนังสือและจัดทัวร์เที่ยว นี่ทำมาเป็นปีที่ 4 แล้ว” </p>



<p>เรียกว่าเปิดใจกับทุกโอกาสที่ทำไหม เราถามเธอตรงๆ&nbsp;</p>



<p>“มันดูเป็นคำสวยนะ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันอยู่ที่อะไรรู้ไหม อยู่ที่ว่าคุณสนุกไหม ถ้าคุณสนุกคุณจะสนใจมัน แต่ถ้าคุณไม่รู้สึกสนุก แล้วคุณบอกว่า มันยากมาก โคตรยากเลย วัยเราก็ไม่น่าให้แล้ว อายุ 60 เราควรจะเลี้ยงลูกหรือเข้าวัด มันก็จะเป็นอีกอารมณ์หนึ่งนะ เพราะสำหรับเรา อายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ ลูกสาวเราชอบพูดว่าไม่อยากแก่แล้ว เราก็บอกว่า เฮ้ยความแก่มันต้องแลกมาด้วยประสบการณ์เว้ย ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ นะ ไปดูคนแก่เมืองนอกสิอายุ 70 เนี่ยยังสวยพริ้งเลย หรือคนอายุ 75 ยังเดินเทรคกิ้ง ก็เคยเจอมาแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ทำไมบริบทของบางคนหรือของสังคมไทยบอกว่าแก่แล้วต้องหยุดทำงาน นึกออกไหม” </p>



<p>“เรารู้สึกว่าชีวิตมันคือการเรียนรู้เสมอ และการเรียนรู้ก็ทำได้หลายเรื่อง คำว่าอายุหกสิบ ควรทำแบบนั้นแบบนี้มันเป็นเรื่องของ Mindset แล้วคำถามคือทำไมเราต้องเอา mind ไป set แบบนั้นด้วย มันไม่เห็นจำเป็นเลย อายุหกสิบแล้วยังไงเหรอ? มีรุ่นน้องคนหนึ่งปลื้มเรามาก เขามักจะบอกว่า โห..พี่อ้อย เก๋จัง หกสิบแล้วยังมาทำยูทูบอยู่เลย เราก็เลยถามว่า อ้าวเหรอ แล้วยูทูบนี่มันต้องทำตอนอายุเท่าไหร่? (หัวเราะ)​ คือเราไม่ได้คิดว่าอายุหกสิบแล้วอยากจะเป็นเจ้าแม่ยูทูบ ฉันทำคอนเทนต์ที่เหมาะกับตัวฉันแค่นั้นเอง แล้วก่อนเราจะทำอะไร ไม่ว่าจะเปิดเพจหรือทำยูทูบ เราก็ไม่ได้บุ่มบ่ามทำ เราคิดแล้วคิดอีก เรียน Digital Marketing เป็นเรื่องเป็นราว จ่ายเงินไม่ใช่น้อยๆ เพื่อจะได้เรียนรู้หลักการจนเข้าใจแต่ละแพลตฟอร์มที่เราจะทำ แล้วค่อยเลือกว่าทำแบบไหนถึงจะเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของเรามากที่สุด เช่นกลุ่มเป้าหมายของเราอยู่บนเฟสบุ๊ก เราก็เลือกเฉพาะกลุ่มนี้ แล้วเราก็เลือกทำเพจให้ออกมามืออาชีพที่สุด ใช้คนทำกราฟิก ใช้มือตัดต่อดีๆ เป็นเรื่องเป็นราวเลย” </p>



<p>“จนถึงตอนนี้นะ เราว่าเราชอบออนไลน์มากๆ มันเป็นแพลตฟอร์มที่ถ้าคนชอบเรียนรู้มันจะมีเรื่องให้เรียนรู้แบบไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ มันสนุก แต่คุณต้องใจแข็งมากนะ โดยเฉพาะเฟสบุ๊ก เพราะถือว่าเราใช้แพลตฟอร์มคนอื่นเขา เราก็ต้องเคารพกติกาเขา มันมีข้อแม้ มันมีกฎที่เราต้องเรียนรู้และโอดครวญไม่ได้ และต้องยอมรับว่ากติกาเขามันก็ไม่ง่าย อย่างที่บอกว่าเราต้องมีใจที่หนักแน่นมากพอที่จะเข้าใจว่าวันนี้ระบบเฟสบุ๊กมันรวน เอไอมันเดี้ยง ปิดกั้นการมองเห็น แล้วเราจะแก้เกมยังไง เราต้องบูสต์มั้ย บางคนบอกว่าถ้าไม่บูสต์มันก็ไม่เห็น แต่มองกันแฟร์ๆ เขาก็ทำแพลตฟอร์มเป็นธุรกิจ ถ้าเขาไม่เก็บเงิน แล้วเขาจะทำธุรกิจยังไง อันนั้นแหละคือการเรียนรู้ ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหนก็ตาม เข้าไปใช้แล้วเราต้องทำให้มันเกิดประโยชน์ เราต้องคิดว่าเรารู้จักแต่ละสิ่งดีพอหรือยัง ถึงได้บอกว่าความรู้เป็นเรื่องสำคัญ” </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170717" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C04-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ปีนี้ พี่อ้อย มนทิรา เพิ่งคว้ารางวัลสำคัญในฐานะบรรณาธิการถึงสองรางวัล และทั้งสองรางวัลก็ถือเป็นเรื่องน่าชื่นใจ น่าภาคภูมิใจในวิชาชีพของบรรณาธิการคนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะอาชีพบรรณาธิการ คือด่านสำคัญในการคัดกรองและผลิตผลงานที่ได้มาตรฐานและมีความเป็นมืออาชีพ รางวัล ‘บรรณาธิการดีเด่น’ อาจฟังไม่น่าตื่นเต้นเหมือนรางวัลที่มอบให้คนทำงานในแวดวงออนไลน์ หรือแม้แต่รางวัลสำหรับอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ๆ ในยุคนี้ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรณาธิการมี ‘อิทธิพล’ กับหนังสือแต่ละเล่มไม่น้อย เพราะสายตาของบรรณาธิการนั่นเองที่ต้องคมชัด เห็นจุดอ่อน จุดแข็งของหนังสือและตัวตนของนักเขียน </p>



<p>น้อยที่สุดคือตัวหนังสือแต่ละบรรทัด มากที่สุดคือภาพรวมของหนังสือแต่ละเล่ม&nbsp;</p>



<p>และเมื่อหนังสือผ่านสายตาบรรณาธิการมาแล้วนั่นแหละ หนังสือจะมี ‘อิทธิพล’ กับคนอ่านอีกที&nbsp;</p>



<p>ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่าความสำคัญของบรรณาธิการยังต้องมี </p>



<p>“จริงๆ เราทบทวนเรื่องนี้อยู่พอสมควรนะ แต่ท้ายที่สุดก็คิดว่า สำคัญหรือไม่สำคัญคงต้องขึ้นอยู่กับมุมมองของคนคนนั้นและบริบทของสังคม ยกตัวอย่างง่ายๆ คือตำแหน่ง Consultancy Professional Editor and Copy Editor ของ Unicef ที่เราต้องอยู่ในตำแหน่งนี้เป็นเวลา 2 ปี เท่าที่เราทราบที่ Unicef เขามีบรรณาธิการเยอะมาก เช่นในเรื่องเฉพาะกิจที่บรรณาธิการต้องมีความรู้ในแต่ละสาขา รวมทั้งคนที่เป็นบรรณาธิการทั่วไปหรือ Professional Editor แบบเรา นั่นแปลว่าอะไร แปลว่าเขาเห็นความสำคัญของอาชีพนี้มาก นี่คือบริบทขององค์การนานาชาติ ทีนี้เรามาดูบริบทของบ้านเรา โดยเฉพาะโลกออนไลน์ ความที่เราอยู่กับโลกออนไลน์มาระยะหนึ่ง ถือว่ากำลังเป็นนักเรียนรู้ เราค้นพบว่ามีคนอยากเป็นนักเขียนรวมเล่มเยอะมาก แล้วก็มีคนตั้งตนมาสอนมากมายในออนไลน์ มีคนอยู่คนหนึ่ง ทำหนังสือโดยไม่มี Editor หรือไม่มีบรรณาธิการเลย เราก็เลยสั่งซื้อเพราะอยากดูเป็นกรณีศึกษาไปว่าหนังสือที่ไม่มี Editor เป็นยังไง แล้วหลังจากนั้นก็เห็นว่าเขากำลังจะออกเล่ม 2 แล้วเขาไปหาคนมาเป็น Editor ให้” </p>



<p>“นี่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ดีเลยว่าหนังสือมันควรต้องมี Editor เราไปถามลูกสาวซึ่งเป็น Gen Z อ่านทุกอย่างแบบ Digital Format และอ่านเยอะมาก เราก็ถามว่าคิดว่าหนังสือต้องมี Editor ไหม เขาบอกต้องมีสิ ไม่มีมันจะเป็นหนังสือได้ยังไง ใครจะมากรองข้อมูล แล้วเราจะไปเชื่อได้ยังไง นี่คือเด็กพูดนะ เรื่องนี้ถ้าเราพูดเอง คนก็จะมองว่าแหงละ เธอเป็น บ.ก. เธอก็ต้องบอกว่าสำคัญสิ ดังนั้นเราว่าเรื่องนี้สำคัญหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจเจก” </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170722" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C07-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อาชีพบรรณาธิการไม่ใช่อาชีพที่จับสลากขึ้นมา</strong></h3>



<p>“ประสบการณ์บางอย่างเราต้องให้คุณค่าค่ะ อาชีพบรรณาธิการ โดยเฉพาะบรรณาธิการหนังสือไม่ใช่อาชีพที่จะจับสลากขึ้นมาได้ ไม่ใช่อยู่ๆ ใครก็เป็นได้ มันมีหลักเกณฑ์ มันมีศาสตร์และศิลป์ มีทฤษฎีที่คุณต้องเรียนรู้ เป็นรายละเอียดที่ไม่ใช่คนทั่วไปทำได้ แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือคุณต้องมองให้ออกว่าหนังสือของคุณ มีประโยชน์กับคนอ่านยังไง ไม่ใช่ว่าคุณอยากจะทำอะไรคุณก็ทำ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่คุณทำก็จะเป็นได้แค่กระดาษเปื้อนหมึก”</p>



<p>“แล้วกระบวนการทำหนังสือมันไม่ได้แค่ทำให้เสร็จๆ ไปเล่มหนึ่ง คุณต้องไปเกี่ยวข้องกับการขาย การตลาด ต้องประชาสัมพันธ์มากมาย กว่าจะทำให้หนังสือเล่มหนึ่งเป็นที่รู้จัก แล้วคนเป็นบรรณาธิการเป็นเดี่ยวๆ แบบมาคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นคุณจะไม่ให้คุณค่ากับประสบการณ์และองค์ความรู้ที่เขามีเหรอ มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณอยากจะทำอะไรก็ทำโดยไม่มีมาตรฐานวิชาชีพ แต่ถามว่าเราจะไปบอกเรื่องนี้กับคนที่เขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องมี มันก็เหมือนเราไปร้องแรกแหกกระเชอกับคนที่ศีลไม่เสมอกันน่ะ ถ้าไปพูดกับคนที่ไม่เห็นว่าจำเป็น พูดยังไงเขาก็ไม่เข้าใจ เพราะบางทีเขาไม่ได้ต้องการคุณค่าของผลงาน แต่เขาต้องการเงิน เขาต้องการอะไรที่เร็วเพราะเขารู้สึกว่ามันง่าย ซึ่งมันก็แล้วแต่ทุกคนว่าให้คุณค่ายังไงกับบทบาทของบรรณาธิการและผลงานใช่ไหม เคยมีคนบอกว่า เขียนหนังสือแล้วได้เงินเป็นล้าน เรารีบทำคลิปออกมาเล่าเลยว่า มันไม่ง่ายนะ มันอาจจะมีคนที่ทำได้จริง แต่ถามว่าคนที่มีจิตวิญญาณของการเขียนจริงๆ น่ะ หน้าที่ของคุณก็คือเขียน ไม่ใช่เขียนเพื่อจะต้องการได้เงินล้าน เราอยากกระตุกความคิดหน่อยว่ามันไม่ควรไปตั้งเป้าหมายแบบนั้น เพราะในความจริงมันข้าม Logic ไปหลายเรื่อง ถ้าคุณไปแบบนั้น ก็แปลว่าไปผิดทาง แต่คลิปนี้คนดูเราเยอะไหมเมื่อเทียบกับคลิปที่เขาบูสต์โฆษณา มันไม่เยอะอยู่แล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของคนเสพ หน้าที่ของคนสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างเราหมดแล้ว”</p>



<p>“เรามองว่าอาชีพบรรณาธิการ มันเป็นเรื่องปัจเจก คือคุณต้องพัฒนาตัวคุณเอง และควรต้องถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เพื่อให้เห็นถึงมาตรฐานทางวิชาชีพออกไปสู่คนรุ่นใหม่ มันถึงจะสร้างมาตรฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอันนี้ทำลำพังไม่ได้ ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุน จะน่ากลัวไปไหมถ้าจะบอกอย่างหนึ่งว่า มันไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าสังคมที่ไม่อ่านหนังสือนะ คนและสังคมจะอุดมปัญญาไม่ได้ถ้าคุณไม่มีความรู้ แล้วบางทีมันอาจจะสำคัญไปยิ่งกว่านั้นก็ได้ว่า ในกระบวนข้อมูลข่าวสารทั้งหมดไม่ว่าจะสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อหนังสือ สื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ ถ้าคุณไม่มีตัวกรองว่าอันไหนดีไม่ดี เหมาะไม่เหมาะ ควรเสนอมากน้อยแค่ไหน แล้วที่สำคัญที่สุดคือถ้าไม่มีจรรยาบรรณเสียแล้ว สังคมมันอยู่ยากนะ ไอ้รุ่นเราน่ะมันไม่น่าห่วงหรอก มันต้องห่วงรุ่นข้างหลัง” </p>



<p>นอกเหนือจากการเป็นบรรณาธิการมืออาชีพแล้ว ทุกวันนี้ มนทิรายังสนุกกับการเล่าเรื่องและการเขียนอยู่เสมอ ส่วนเรื่อง Content is King ในมุมมองของคนทำงานกับคอนเทนต์นั้น ส่วนตัวแล้วเธอบอกว่า</p>



<p>“ยุคนี้มันขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของคนด้วย บางเรื่องมันไม่เห็นจะเป็นคอนเทนต์อะไรเลย แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ในเวลานั้น มันเป็น King ในความหมายนี้ เราเลยคิดว่ามันขึ้นอยู่กับบริบทและการตีความ แต่สำคัญกว่านั้นคือ คอนเทนต์ที่เราเลือกมาเล่า เราจะเล่าแบบไหน มันมีคุณค่ายังไง มีความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน บางคอนเทนต์ห่วยมาก แต่เขาเล่าแบบสร้างสรรค์มาก ก็กลายเป็น Viral ได้ ยุคนี้มันไร้รูปแบบเสียจนทำอะไรก็ได้แล้ว และคุณค่าก็แล้วแต่ใครจะมองด้วย” </p>



<p>นอกจากทุ่มเทและเอาจริงเอาจังกับการทำเพจ A WALK แล้ว วิถีชีวิตของเธอก็ยังเกี่ยวข้องกับการเดินทางอยู่อย่างสม่ำเสมอ เดินทางแล้วก็กลับมาเขียนหนังสือ แล้วก็ขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เธอมองว่าทั้งท้าทายและสนุกนั่นแหละ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170723" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C02-3-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ก่อนหน้านี้ก็ไปหิมาลัย จนเขียนออกมาเป็นเล่มที่ชื่อ ‘หิมาลัยใช้ใจเดิน’ ปีที่แล้วก็ไปเทรคกิ้งที่อุทยานแห่งชาติ Fairly Meadows ปากีสถาน เดินอยู่สามวัน เดินหนักมาก กลับมาคือเล็บหลุดเลย แต่ความที่มันสวยซะจนต้องอดทนไปให้ถึงก็เลยเดินจนจบ บินไปคนเดียวด้วย แล้วก็ไปหาทัวร์ที่นั่น แล้วพอไปถึงคนอื่นเขาขี่ม้ากัน มีเราคนเดียวที่ไม่ขี่ เดินลงเขาทีเดียว 3 ชั่วโมงรวดก็เดินมาแล้ว เดินขึ้นเขาตอนกลางคืนก็ต้องเดินอยู่ 5 ชั่วโมง โหดมาก เหมือนไปทดสอบกำลังตัวเอง แล้วก็พบว่า ตอนนี้ใครมาชวนไปเทรคกิ้งจะโกรธ (หัวเราะ) แต่ที่เราไปอยากไปเหยียบที่นั่นให้ได้เพราะมันสวยมาก เคยเห็นภาพถ่ายแล้วจำแม่นเลย มันตื่นตะลึง แล้วเราไปเดือนตุลาคม ดอกไม้ก็จะบานเต็มเทือกเขา มันสวยจนบรรยายไม่ถูก แล้วพอไปเห็นแล้วมันก็ต้องเทรคกิ้งแล้วละ แต่จะขี่ม้าก็เสียศักดิ์ศรี ต้องเดินหน่อยละวะ พอเดินก็อย่างที่บอก เล็บหลุดจ้ะ” </p>



<p>“แต่ถ้าเราไม่เดินทาง เราจะไม่มีทางเห็นดอกไม้ดอกเล็กๆ ตามรายทางเลยนะ แล้วถ้าเราไม่เลือกที่จะเดินเท้า เราจะไม่เห็นความเตี้ยของเราเมื่อเทียบกับเทือกเขาเลยว่ามันสูงแค่ไหน แล้วเวลามองจากมุมที่เดินมันเป็นยังไง การเดินนี่แหละที่จะทำให้เราเห็นความงามที่ซุกซ่อนอยู่ตามเบี้ยบ้ายรายทาง ถามว่าเหนื่อยไหม มันก็เหนื่อยแต่มันรื่นรมย์ แล้วการเดินทางก็ทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น โดยเฉพาะตอนที่เราพาตัวเองออกจากกรอบที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือความสะดวกสบายต่างๆ มันจะทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น อีกอย่าง การเดินทางมันช่วยขัดเกลานิสัยไม่ดีของเราด้วย เช่น ปกติเวลาเราจะกิน เราจะเลือกเฉพาะอาหารที่ถูกปาก ถ้าเราไปเจออาหารที่ดูไม่ถูกปากหรือไม่ถูกสุขอนามัย เราจะเลือกกิน แต่เราเคยเดินทางเข้าไปที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในอินเดีย แล้วอาหารมันดูไม่ค่อยน่ากิน แต่เขาจัดเตรียมมาให้เราอย่างดีเลย ตอนนั้นเราหันไปเห็นหน้าผู้ชายคนหนึ่งที่เขากำลังลุ้นว่าเราจะกินได้ไหม เราจะชอบไหม คือเป็นคุณจะทำยังไงอะ ก็ต้องกินเนอะ เพราะว่าเราคือแขกของเขา เราต้องเอามุมมองที่ไปตัดสินคนอื่นออกไปก่อน เราไม่อายเหรอ ถ้าเราไม่กินสิ่งที่เขาทำด้วยใจมาให้ นี่คือขนบของเขานะ และนี่คือสิ่งที่บอกว่า เราต้องขัดเกลาตัวเองก่อน เรื่องเล็กๆ แบบนี้แหละที่มันสอนเรา ค่อยๆ สอนไปจนเราค่อยๆ เป็นคนนิสัยดีขึ้นจากการเดินทาง” </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170721" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C05-3-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไม่ได้หมายถึงชอบความลำบาก? เราถามต่อ</p>



<p>“เปล่าเลย ไม่ได้ชอบความลำบาก ไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าเราจะไปเจออะไรแบบนั้น เราไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้เลยว่าจะไปเจออะไรบ้าง แต่พอเราผ่านมาได้แล้ว เราจะขอบคุณความยากลำบาก เหมือนตอนที่เราเขียนหนังสือเรื่อง หิมาลัยใช้ใจเดิน เราบอกว่าทันทีที่ได้มองเห็นหิมาลัย เห็นความงามตอนแสงอาทิตย์ฉาบลงมา แล้วขณะที่เรานั่งกินกาแฟแล้วมองดูภาพนั้น เราเข้าใจเลยว่า เออ เราเกิดมาทำไม คำแบบนี้มันผุดขึ้นมาเลยว่า คุณต้องให้โอกาสชีวิตตัวเองได้เสพความงามแบบนี้บ้าง คุณต้องทำให้ตัวเองมีโอกาสที่จะทำให้หัวใจอ่อนโยนพอที่จะซึมซับความงามได้ง่ายๆ บ้าง สิ่งเหล่านี้ เราไม่รู้ว่าคนอื่นได้มาจากไหน แต่สำหรับเราได้มาจากการเดินทาง เพราะฉะนั้นเราจึงรักการเดินทางมาก การเดินทางเป็นเหมือนเพื่อนที่ช่วยเตือนสติ ตบหัวเราบ้าง และบางทีก็ให้รางวัล” </p>



<p>“สุดท้าย ในทางพุทธศาสนา คนเราก็เกิดมาเพื่อเรียนรู้ให้ถึงที่สุดเพื่อที่จะไม่เกิดอีก แล้วถ้าเรามีสติมากพอนะ เราจะค้นพบว่าในช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือทุกข์ที่สุดในชีวิต เราจะเห็นเลยว่าสุขทุกข์มันเท่ากัน เพราะที่สุดแล้วมันจะผ่านไป มันจะไม่อยู่กับเรานาน แต่เราต้องค่อยๆ ฝึกคิด ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วมันจะทำให้เราอ่อนโยนกับตัวเอง อย่าไปอะไรกับชีวิตตัวเองมากเพราะมันเหนื่อยอยู่แล้ว แล้วถ้าเราอ่อนโยนกับตัวเองแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่อ่อนโยนกับคนอื่น” </p>



<p>และในฐานะที่ครั้งหนึ่ง พี่อ้อย-มนทิรา ได้รับการยอมรับว่าเป็นบรรณาธิการและนักสัมภาษณ์ที่คุ้ยค้นตัวตนของคนอื่นได้อย่างเข้มข้นที่สุดคนหนึ่ง เรา…ในฐานะคนทำงานสัมภาษณ์ จึงอดไม่ได้ที่จะถามคำถามนี้ปิดท้าย </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-170724" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/09/บ.ก.พี่อ้อย-C11-1-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เป็นนักสัมภาษณ์ก็ต้องตั้งคำถาม แล้วคิดว่าสิ่งที่นักสัมภาษณ์ควรจะถามตัวเองและเป็น Big Question เลยคืออะไร?​</strong></h3>



<p>“ถ้าเป็นนักสัมภาษณ์ในแง่ของการทำงาน ควรจะตั้งคำถามว่าคนคนนั้นน่าสัมภาษณ์ยังไง มีประโยชน์มากพอให้คนอื่นรู้จักยังไง และเมื่อเราไปนั่งอยู่กับเขาแล้ว เราก็ต้องเคารพและให้เกียรติเขา ที่สำคัญเราเป็นนักสัมภาษณ์ เราก็ต้องให้เขาพูด ไม่ใช่เราไปพูดแทนจนบดบังบทบาทหน้าที่ของเขาและของเรา คือคนเรานะ ถ้ารู้จักหน้าที่และบทบาทของตัวเอง และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ไม่ไปก้าวล่วงสิทธิของคนอื่น เราจะกระทบกระทั่งกันน้อยลงนะ แล้วเราจะไม่ไปสร้างปัญหากับคนอื่นเลย เพราะเราได้ทำหน้าที่แล้ว แต่ทันทีที่เราไม่ทำหน้าที่เรา นี่แหละมันจะกลายเป็นหน้าที่คนอื่นทันที”</p>



<p>“สุดท้าย ถ้าต้องมีคำถามสัมภาษณ์ตัวเองในวัย 60 เหรอ? อืม เราจะถามตัวเองว่า มนทิรา ‘ตอนนี้ สบายดีไหม’ สำหรับเรานี่เป็นคำถามเบสิกที่ทุกคนควรถามตัวเอง จะได้เป็นการเช็กตัวเองด้วย คำว่า สบายดีไหม เป็นคำที่เราชอบนะ เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราต้องรู้สึกสบาย อย่างน้อยต้องสบายใจ สบายดี มันเป็นคำพูดที่ดูดาดๆ ธรรมดาๆ แต่มันทำให้เราสามารถตั้งคำถามกับทุกพาร์ตของชีวิตได้ง่ายมาก ชีวิตยังสบายดีไหม? ทำงานนี้แล้วยังสบายดีไหม? หรืออยู่กับคนรักแล้วเราสบายดีไหม? สำหรับเรามันเป็นคำถามที่ย้อนกลับมาถามตัวเองได้เสมอ แล้วใช้ได้กับทุกเรื่อง เพราะเราเป็นคนที่ชอบคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายๆ เราชอบอยู่ในสถานที่ที่เรารู้สึกสบาย มาคุยกับ a day เราก็รู้สึกสบายนะ บทสนทนาแบบนี้ ได้คุยกันแบบนี้ จะมีอะไรดีกว่านี้อีก” </p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/monthira-chuthaphutthi/">มนทิรา จูฑะพุทธิ บ.ก. ดีเด่นประจำปี 2566 อ่าน เขียน เรียนรู้โลก แบบ ‘อายุไม่สำคัญ สำคัญว่าเรายังสนุกหรือเปล่า’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความยั่งยืนไม่ใช่แค่การทำอะไรและทำไปทำไม แต่คือทำอย่างไรและจะเริ่มทำเมื่อไหร่?​</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thanyaporn-krichtitayawuth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a day]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jul 2023 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[The Conversation]]></category>
		<category><![CDATA[UNGCNT]]></category>
		<category><![CDATA[UN Global Compact Network Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=169067</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันนี้ประเด็นเรื่องความยั่งยืน เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็พูดถึง เหตุผลส่วนหนึ่ง นอกจากเพราะว่านี่คือประเด็นใหญ่ระดับโลกที่ผู้นำประเทศทั่วโลกต้องกำหนดทิศทางตามแนวทางของ องค์การสหประชาชาติ ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Sustainable Development Goals-SDG’s Goals อีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะว่า การไม่พูดเรื่องความยั่งยืนดูจะเป็นเรื่องไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย เพราะองค์กรหรือในภาคประชาชน จะอยู่กันไปอย่างไรในสภาพสังคมที่เน้นแต่การทำกำไรทางธุรกิจ จนลืมที่จะมองภาพรวมในระยะยาว&#160; ความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่เราทำแล้วจบในวันนี้ แต่คือสิ่งที่ส่งผลต่อเนื่องในอนาคตเพื่อให้ People Profit Planet หรือ Tripple Bottom Line อยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดีแบบไม่ทิ้งขาใดขาหนึ่งให้ล้มลง ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องความยั่งยืนหรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก็มีหลากหลายมิติที่ทำให้หลายคนสับสนหรือเข้าขั้นมึนงงว่า อะไรที่ต้องรู้ อะไรที่ต้องเข้าใจ หรือแม้แต่อะไรที่เข้าใจผิดกันมาบ้าง?​ ยกตัวอย่างเช่น BCG (Bio Circular Green Economy) คืออะไร ESG (Environment Social Governance) คืออะไร Circular Economy คือแบบไหน และเราจะปรับตัวไปบนเส้นทางนี้ได้อย่างไร? และเนื่องในโอกาสที่ a day กำลังเดินเข้าสู่ทิศทางเรื่องการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง พร้อมทั้งประกาศตัวเป็นสื่อพันธมิตรอย่างเป็นทางการรายแรกกับ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thanyaporn-krichtitayawuth/">ความยั่งยืนไม่ใช่แค่การทำอะไรและทำไปทำไม แต่คือทำอย่างไรและจะเริ่มทำเมื่อไหร่?​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>วันนี้ประเด็นเรื่องความยั่งยืน เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็พูดถึง เหตุผลส่วนหนึ่ง นอกจากเพราะว่านี่คือประเด็นใหญ่ระดับโลกที่ผู้นำประเทศทั่วโลกต้องกำหนดทิศทางตามแนวทางของ องค์การสหประชาชาติ ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Sustainable Development Goals-SDG’s Goals</p>



<p>อีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะว่า การไม่พูดเรื่องความยั่งยืนดูจะเป็นเรื่องไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย เพราะองค์กรหรือในภาคประชาชน จะอยู่กันไปอย่างไรในสภาพสังคมที่เน้นแต่การทำกำไรทางธุรกิจ จนลืมที่จะมองภาพรวมในระยะยาว&nbsp;</p>



<p>ความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่เราทำแล้วจบในวันนี้ แต่คือสิ่งที่ส่งผลต่อเนื่องในอนาคตเพื่อให้ People Profit Planet หรือ Tripple Bottom Line อยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดีแบบไม่ทิ้งขาใดขาหนึ่งให้ล้มลง</p>



<p>ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องความยั่งยืนหรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก็มีหลากหลายมิติที่ทำให้หลายคนสับสนหรือเข้าขั้นมึนงงว่า อะไรที่ต้องรู้ อะไรที่ต้องเข้าใจ หรือแม้แต่อะไรที่เข้าใจผิดกันมาบ้าง?​ ยกตัวอย่างเช่น BCG (Bio Circular Green Economy) คืออะไร ESG (Environment Social Governance) คืออะไร Circular Economy คือแบบไหน และเราจะปรับตัวไปบนเส้นทางนี้ได้อย่างไร?</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169075" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C02-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>และเนื่องในโอกาสที่ a day กำลังเดินเข้าสู่ทิศทางเรื่องการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง พร้อมทั้งประกาศตัวเป็นสื่อพันธมิตรอย่างเป็นทางการรายแรกกับ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand หรือ UNGCNT) นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้พูดคุยเรื่องความยั่งยืนในมุมที่พอดี หรือมีรสชาติกลมกล่อมตามแบบฉบับ a day </p>



<p>และคนที่มานั่งคุยกับเราวันนี้ก็คือ คุณปุ๋ย-ธันยพร กริชติทายาวุธ​ ผู้อำนวยการบริหารของ UNGCNT นั่นเอง </p>



<p>ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องย่อยง่าย แต่เป็นเรื่องที่เราต้องเปิดใจและมองว่ามันคือหนทางรอดสำหรับทุกภาคส่วน แล้วเมื่อเราใช้ชีวิตบนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว&nbsp;</p>



<p>หลังจากนี้ มันก็ไม่มีอะไรยาก</p>



<p>“UN Global Compact คือเครือข่ายพันธมิตรด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดตั้งโดยองค์การสหประชาชาติ แต่ในหลายๆ ประเทศ ก็จะมีเครือข่ายที่เรียกว่า Local Network ด้วย พูดง่ายๆ คือ เป็นการรวมตัวกันของภาคธุรกิจที่อยากจะมีเครือข่ายของคนทำธุรกิจที่คิดเหมือนกัน เหมือนเราก็อยากคบหากับคนที่เขาทำงานยากๆ แบบที่เราต้องเจอ นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน จริงๆ องค์กรธุรกิจที่เขาทำงานด้านนี้ เขามีจุดแข็งของเขาอยู่แล้วว่าเขามีความสนใจด้านใดเป็นพิเศษ แต่บางครั้งการทำงานคนเดียวมันก็ลำบาก จึงอยากจะให้มีองค์กรตรงกลาง นั่นก็คือมีสมาคมเพื่อไปรวมเอาองค์กรอื่นๆ ที่ทำงานด้านความยั่งยืนมาเจอกัน หาสิ่งที่อยากจะทำไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169077" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2559 หรือเมื่อ 4 ปีมาแล้ว จึงได้มีการก่อตั้ง UNGCNT ขึ้นมา โดยตอนนั้นมีสมาชิกผู้ก่อตั้งในไทยประมาณ 15 บริษัท (ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมสมาคมแล้วกว่า 118 องค์กร)​ โดย UNGCNT ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ลำดับที่ 70 ของ UN Global Compact ซึ่งถือว่าเป็นเครือข่ายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้</p>



<p>“บทบาทของเราอันดับแรกคือเป็น Think Tank หรือเป็นคลังสมอง เป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับนักธุรกิจหรือภาคธุรกิจในเรื่องของการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางแบบ ESG&nbsp;ที่ทำกันมานาน หรือบางคนอยากจะทำเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals ที่ตอนนี้ถือว่าเป็นภาษาสากล ที่ 193 ประเทศทั่วโลกเขาพูดกันเข้าใจตรงกัน การเป็นคลังสมองให้เครือข่ายสมาชิกจึงหมายความว่า เราจะมาช่วยกันหาทางออกในเรื่องที่อยากทำด้วยกัน เขาอาจจะต้องการรู้ว่า เรื่องนี้คืออะไร เขาทำได้ไหม หรือทำไปตั้งนานแล้วมีอะไรใหม่หรือเปล่า ดังนั้นต้องมาดูเรื่องบริบทสังคมและเศรษฐกิจของบ้านเราด้วยว่ามีปัญหาอะไรที่เป็น Pain Point และจะช่วยกันแก้ไขยังไง</p>



<p>และองค์ความรู้ที่ว่าก็ไม่ใช่แค่เลกเชอร์ว่า ESG คือ What and Why หรืออะไร และทำไมต้องทำ แต่เราจะพูดเรื่อง How and When คุณจะทำอย่างไร และจะเริ่มทำเมื่อไหร่ ในเมื่อคุณทำธุรกิจใน Sector นี้ ทั่วโลกเขามีเกณฑ์มาแล้วว่าคนทำงานใน Sector นี้เขาทำอะไรกันบ้าง เช่น ถ้าพูดถึง SDG’s Goals มันมีเป้าหมายตั้ง 17 ข้อ คุณไม่ต้องลงไปทำทุกเรื่องหรอก คุณเป็นบริษัทที่มีความสามารถก็จริง แต่ถ้าคุณเป็นสายพลังงาน คุณเอาเป้าหมายแค่ 5 เรื่องก่อนไหม ไม่ใช่ไปดูทุกเรื่อง ซึ่งทางฝั่งเราจะมีการรายงานเลยว่าธุรกิจในแต่ละ Sector ในโลกนี้ เขาเน้นเรื่องอะไรที่เป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น เน้นเรื่องการจ้างงานอย่างเป็นธรรม เพื่อทำให้เกิดงานใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เป็นต้น</p>



<p>จากคลังสมองที่ช่วยด้านองค์ความรู้ เราก็มาทำบทบาทที่สอง คือ เป็น Developer นั่นคือเพิ่มความสามารถของเครือข่ายสมาชิกด้วยการเอาองค์ความรู้ที่เรามีมาอบรม ทำเป็น Design Workshop ใครมีปัญหาอะไรเอามาวางบนโต๊ะ แก้โจทย์กัน เรียกว่าเป็นเวิร์กชอปเพื่อแก้ปัญหา เช่น กลยุทธ์ของธุรกิจไม่สอดคล้องกันเลย CSR ก็ทำแบบหนึ่ง ปลูกป่า แจกผ้าห่มไป แต่ธุรกิจก็ยังสร้าง Pollution อยู่ ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกันเลย ถ้าอย่างนั้นเอาใหม่ เราจะหากลยุทธ์ที่เกิดการพัฒนา คุณไม่ต้องไปทำของแจกแล้ว แต่จะทำยังไงให้ธุรกิจของคุณรับผิดชอบสังคมมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C01-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-169080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C01-1-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C01-1-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C01-1-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C01-1.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>หลังจากเป็น Developer แล้ว ขั้นสุดท้ายก็คือ เป็น Network หรือเครือข่ายที่จะช่วยพัฒนาจริงๆ โดยแบ่งการทำเป็นสองขา ขาของภาคธุรกิจก็ต้องมาคุยกันว่าอยากนำเสนอเรื่องอะไร อยากประกาศเจตนารมณ์อะไรให้คนรู้จัก เครือข่ายเราต้องพูดให้ชัด ต้องมี Agenda ว่าแต่ละปีเราจะพูดอะไร ต้องไม่ใช่แค่คุยกันเองในภาคธุรกิจ แต่เมื่อคุยแล้วต้องไปเชื่อมกับอีกขาหนึ่ง คือ การเป็นพันธมิตรของฝั่งรัฐบาล เราจะเป็นคณะทำงานในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศด้วย คำว่ารัฐบาลในที่นี้ก็คือ สภาพัฒน์ หรือสำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อทำแผน กพย. หรือ การขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย เหมือนเราเป็นผู้แทนของภาคเอกชนที่เข้าไปอยู่ในคณะทำงานในการกำหนดแผนต่างๆ เช่น ถ้าเราไปทำงานกับกระทรวงยุติธรรม เราก็ต้องเข้าไปร่วมประชุมเรื่องการกำหนดแผนชาติด้านสิทธิมนุษยชน แล้วเมื่อเรามาคุยกันในเครือข่าย เราก็จะรู้ว่าบริษัทไหนที่อยากทำเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องแรงงาน ก็จะต้องมาหากระบวนการกันว่าแล้วจะทำยังไง ทำแผนร่วมกัน จะปลดล็อคเรื่องพวกนี้ยังไง บางครั้งถึงขั้นต้องกำหนดเป็นมาตรการใหม่ขึ้นมาเลย เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ไม่อย่างนั้นคนทำดีก็ทำไป คนทำไม่ดี ก็ไม่ได้รับการลงโทษ สังคมมันก็จะมีความเหลื่อมล้ำไปอีก เพราะภาคธุรกิจก็ต้องอยากให้เกิดการแข่งขัน เช่น ถ้าเราทำดีแล้วคู่แข่งไม่ทำ เราจะทำไปได้นานแค่ไหนกันเชียว เขาก็จะกลับไปทำ CSR เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เราต้องการคือเราต้องยกระดับภาคธุรกิจไปด้วยกัน ถ้ามาตรฐานนี้ คุณต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เราต้องทำออกมาเป็นแผนว่าจะทำยังไง”&nbsp;</p>



<p>มาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าเมื่อพูดเรื่องความยั่งยืนจึงไม่ได้มีแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือแค่เรื่องเขียวๆ เพราะใน SDG’s Goals มีหลายเป้าหมายอย่างที่บอกไปข้างต้น และแต่ละเป้าหมายก็จะตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์กรเอกชนนั้นๆ สนใจจะขับเคลื่อนในเรื่องใด&nbsp;</p>



<p>ที่สำคัญ ไม่เพียงแต่องค์กรใหญ่จะกำหนดแผนงานอย่างมีทิศทางและมีประโยชน์สูงสุดกับสังคมแล้ว ยังส่งผลให้คนทำธุรกิจที่เป็น SME หรือคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องความยั่งยืน ได้ประโยชน์จากการลงมือทำเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจังด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169087" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ต้องบอกว่าเราเป็นเพื่อนพันธมิตรกับธุรกิจนะ อย่าเห็นว่าเราเป็นประชาสังคม เราไม่ได้เป็น NGO แบบประชาสังคม เราเป็น NGO แบบสมาคมธุรกิจ ถึงแม้ว่าเราเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร แต่เราต้องทำให้เพื่อนธุรกิจมีกำไรด้วย ยกตัวอย่าง เราเป็นที่แรกที่ประกาศว่าจะทำเรื่อง BCG ในปี 2020 ที่ผ่านมา เพราะเราเชื่อว่าต้องทำเรื่องในบริบทโลกให้ไทยเข้าใจได้และขายได้ หลังจากนั้น เราก็ต้องมาดูว่าแล้วคนที่เกี่ยวข้อง ถ้าจะเปลี่ยนผ่านตัวเองให้เป็น Bio Circular Green เขาจะทำยังไงได้บ้าง ดังนั้นคนที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ก็คือธุรกิจที่เป็น Supply Chain ขององค์กรใหญ่ ก็คือองค์กรธุรกิจที่เล็กลงมา เขาก็จะต้อง Bio Circular Green ไปด้วย เพื่อให้เขายังขายของกับธุรกิจใหญ่ได้ เช่น พวกที่ทำ B2B ทั้งหลาย เช่น ทำ Material หรือ Packaging ต่างๆ รวมไปถึงคนที่ทำธุรกิจกับบริษัทต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น เพราะเขาก็จะมีเกณฑ์ของเขาว่า ถ้าจะซื้อสินค้าและบริการที่มีในไทย เขาต้องซื้อกับบริษัทไหน คุณต้องทำเรื่องใดบ้างในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน การเป็น Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่นั่นคือการต่อยอดพันธมิตรในระยะยาว เพราะเราไม่อยากแค่ทำธุรกิจระยะสั้นแบบขายกันเองในประเทศ แล้วพอเจอ Crisis อะไรก็ตาม ก็ขายของไม่ออก&nbsp;</p>



<p>เราก็ต้องกลับไปทบทวนว่าวิธีการที่เราคิดขึ้นมา ต้องทำให้เขาอยู่ได้อย่างยั่งยืนนะ เพราะเวลาบอกว่า Sustainability ของภาคธุรกิจ มันคือตัวธุรกิจด้วย เพราะความยั่งยืนแปลว่าคุณต้องทำธุรกิจเพื่อจะได้กำไรยาวๆ เราจะไม่สอนให้คิดกำไรแบบปีต่อปี แต่จะทำให้เขาทำธุรกิจที่อยู่ได้นานขึ้น อยู่แบบนานๆ ทำกำไรได้เรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดเราต้องทำให้ผลประโยชน์มันสมดุลกับทุกฝ่าย ทั้งตัวธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งสิ่งที่ยากคือต้องเอาความหมายที่แท้จริงที่เขาทำมาพูด ไม่ใช่แค่ทำ CSR ไม่ใช่ฟอกขาว เช่น ฉันเป็นบริษัททำดีเพื่อให้คนมาซื้อของ แต่ถ้าทำไม่ดีคนก็ไม่ต้องไปซื้อก็ได้ ดังนั้น การฟอกขาวนี่อันตรายมาก เพราะมันเป็นแค่การโปรโมตทางการตลาดก็ได้ แต่จริงๆ องค์กรนั้นต้องทำดีจริงๆ ซึ่งในแง่ของเรา เราจะมีการสกรีน มีการตรวจสอบรายงานอย่างเข้มข้น มี Integrity Check ไปจนถึงให้ส่งรายงานข้อมูลหลังบ้านตลอด เพื่อจะได้ตรวจสอบการทำงานได้ทุกฝ่าย”&nbsp;</p>



<p>สื่อก็เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้เกิดการตรวจสอบและสื่อสารเรื่องความยั่งยืนให้ถูกต้อง ซึ่งแน่นอนว่าต้องเริ่มจากการรู้ให้เท่า และรู้ให้ทัน&nbsp;</p>



<p>“สื่อนี่สำคัญมากนะคะ ต้องรู้ว่าไม่ควรไปสื่อสารให้บริษัทที่ทำดีไม่จริง สื่อต้องรู้ก่อนว่า คนไหนทำจริง คนไหนทำไม่จริง ไม่อย่างนั้นเราก็จะไปสื่อสารอย่างคนที่รู้ไม่ทันองค์กรที่มีเงินมาซื้อสื่อ มันต้องไปให้เท่า และการที่เราจะเป็นสื่อที่มีองค์ความรู้ ก็ต้องไปทำความเข้าใจก่อนว่า ในแวดวงนี้เขาคุยอะไรกัน เรื่องนี้ต้องมีความรู้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งอย่าง UNGCNT ก็จะให้ความรู้ที่เป็น องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เช็คว่าแต่ละบริษัทเขาไปถึงเป้าหมายที่จับต้องได้ไหม เรื่องพวกนี้ต้องมีการ Submit Target และ Validate ให้ได้ คุณมีแผนแล้ว คุณจะทำอย่างไร ทำตอนไหน เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทนั้นๆ ไม่ได้มาขายฝัน แต่แผนของบริษัทนั้นจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ สื่อถึงจะทำหน้าที่ขยายผลให้ แต่ขั้นตอนแรก สื่อต้องมีหลักว่าเราจะพูดความจริงต่อเมื่อเราเห็นแผนที่ชัดเจนของธุรกิจด้วย ไม่อย่างนั้นสื่อจะพูดอะไรไม่ได้เพราะไปรับเงินเขามาแล้ว เขาก็ให้ข้อมูลที่อยากจะให้สื่อแต่สื่อไม่สามารถให้ข้อมูลที่เขาไม่ได้อยากจะสื่อได้ ถูกไหม </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169081" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C08-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อีกอย่าง ต้องเข้าใจก่อนว่าองค์กรส่วนใหญ่จะสร้างความไว้ใจผ่านการทำการตลาด ดังนั้นเวลาที่สื่ออยากจะสัมภาษณ์ ต้องไม่ไปมุมเรื่องการตลาด ต้องสัมภาษณ์เชิงเป้าหมาย แผนงาน เราต้องรู้ทันว่า บริษัทเขากำลังขายฝันหรือเปล่า ที่เมื่อกี้บอกเรื่อง Science Based เช่น เวลาคุยเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ต้องคุยเรื่องเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ใช่มุ่งไปแค่เรื่องทำคาร์บอนเครดิตอย่างเดียว การบอกว่าปลูกต้นไม้กี่ต้นได้คาร์บอนเครดิตเท่าไหร่ สำหรับเรามันจับต้องไม่ได้มากเท่ากับปริมาณคาร์บอนหรือออกซิเจน ที่อยู่ตรงนี้ คุณมีเป้าหมายว่าจะทำคาร์บอนเครดิตเท่านั้นเท่านี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่คาร์บอนมันยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย คุณยังคงปล่อยมลพิษทุกวันอยู่เลย ยังไม่มีการกักเก็บหรือดูดซับคาร์บอน ตรงนี้ต่างหากที่เราอยากรู้ว่ามีแผนยังไง</p>



<p>แต่สื่อก็ได้แต่ไปโฆษณาให้เขาว่าภายในปีนั้นๆ จะมีคาร์บอนเป็นศูนย์ ทุกคนก็พูดแบบนั้น แต่เขาจะทำด้วยวิธีการอะไรก็ไม่รู้ สื่อต้องถามเลยว่า จะไปถึงจุดนั้นด้วยวิธีการยังไง นี่แหละคือ How and When แต่ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่จะพูดแค่ What and Why เพราะเขาพูดเป็นการตลาด แต่พอไปถามว่า ทำอย่างไรและเริ่มเมื่อไหร่ หลายคนก็อาจจะยังไม่ได้ทำ แต่มีเป้าว่าถึงปี 2030 จะลดคาร์บอนนะ แต่เมื่อไหร่จะเริ่ม ถ้าบอกอีก 5 ปี แล้วมันจะทันไหม เราต้องถามว่า เริ่มเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ เพราะถ้าไม่เริ่มแล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ”&nbsp;</p>



<p>อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า เรื่องของความยั่งยืนนั้นมีหลายมิติ และมีหลายองค์ประกอบที่ต้องทำความเข้าใจ ปัญหาหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ ตัวองค์กรเองไปทุ่มเทในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ตัวเอง และในที่สุดก็ไม่ได้ทำให้ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน&nbsp;</p>



<p>“ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าบริษัทบอกว่าตัวเองดูแลเรื่องการศึกษา ทำมาเป็นสิบปีแล้ว&nbsp;แต่การดูแลพนักงานของเขาเป็นยังไง ยังมีปัญหาเรื่องการจ้างงานไม่เป็นธรรมหรือเปล่า ​สินค้าที่เขาทำมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอยู่ไหม การรับผิดชอบสังคมในภาคธุรกิจ ต้องรับทั้งผิดทั้งชอบ แต่ตัวเองยังไม่รับผิดเลย จะรับแต่ชอบอย่างเดียวมันก็ไม่น่าจะดี</p>



<p>หลายบริษัทมาถามว่า ถ้าเขาจะทำแบบนี้ถูกไหม เราก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ผิดหรอกถ้าจะทำ แต่ถ้าทำอย่างอื่นได้ก็ทำเถอะ ทำเพิ่มไปจากที่เคยทำก็ได้​ เช่น ห้างใหญ่ๆ มารณรงค์ให้แยกขยะ เรื่องนี้เราก็รู้สึกนะ&nbsp;เพราะจริงๆ แล้วการแยกขยะนั้นเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ๆ แล้วบริษัทมารับผิดชอบแทนประชาชนในการเก็บขยะทำไม คนทั่วไปเขาควรต้องแยกมาจากบ้านแล้ว ไม่ใช่ให้บริษัทขนาดใหญ่มาเปิดศูนย์รับแยกขยะอีก แล้วให้บริษัทนั้นมาลงทุนในการจัดการเรื่องขยะ โอเคละ มันเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ แต่มันไม่ใช่หน้าที่โดยตรง บริษัทของคุณต้องไม่สร้างขยะต่างหาก นั่นแหละหน้าที่โดยตรง คุณต้องลงทุนเรื่องการลดขยะจากแพ็กเกจจิ้ง ไม่ใช่ไปสร้างขยะมาเยอะแยะแล้วมาบอกให้คนแยกขยะอีก แล้วจะสร้างทำไมตั้งแต่แรก คุณต้องคิดนวัตกรรมให้มันไม่มีขยะ ลด Waste มันไม่ผิดที่จะรับผิดชอบตรงปลายทาง แต่รู้สึกว่า เขาสร้างต้นทางที่มันไปในทางที่ผิด แล้วมาจัดการปลายทาง ปัญหามันก็ไม่มีทางจบ”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169079" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/ปุ๋ย-GCNT-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ก่อนที่จะหาพื้นที่สีเขียวชอุ่มเพื่อถ่ายรูปประกอบคอลัมน์ในวันนี้ เราปิดท้ายคำถามกับคุณปุ๋ยว่า ประเด็นการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในเรื่องใดที่คิดว่าเป็นปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดที่ทุกฝ่ายควรทำ</p>



<p>“เรื่องสิ่งแวดล้อมนี่แหละค่ะ เรื่องป่า เรื่องแหล่งน้ำสะอาด เพราะสิ่งแวดล้อมพูดให้เรารู้ไม่ได้&nbsp; แล้วถ้าเราไม่ตระหนักและไปกระทำย่ำยีกับสิ่งแวดล้อมมากๆ เข้า จะเห็นว่ามันฟื้นตัวได้ยากมาก เราคิดว่าประเทศไทยเราด้อยค่าสิ่งแวดล้อมมากๆ ลำพังถ้าอะไรเกิดขึ้นกับมนุษย์ คนเราเดือดร้อนก็ต้องโวยวายอยู่แล้วเพราะสิทธิเขาถูกละเมิด แต่สิ่งแวดล้อมที่ถูกย่ำยี เขาไม่เคยส่งเสียงออกมาให้เรารู้ แต่รู้อีกทีเราก็จะอยู่กันไม่ได้แล้ว ซึ่งผลมันก็มาจากสิ่งที่เราทำนั่นแหละ”&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p style="font-size:14px">เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม&nbsp;ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thanyaporn-krichtitayawuth/">ความยั่งยืนไม่ใช่แค่การทำอะไรและทำไปทำไม แต่คือทำอย่างไรและจะเริ่มทำเมื่อไหร่?​</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แบบเรียนแห่งความทรงจำและปณิธานแห่งความเป็นครูของรัชนี ศรีไพรวรรณ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-day-mana-manee-ratchanee-sripriwan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a day]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 May 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[The Conversation]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=166494</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทเกริ่นนำ&#160; ต่อไปนี้คือภาพที่เกิดจากความทรงจำห้วงหนึ่งในพ.ศ. 2521&#8230;&#160;วันแรกของการเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่&#160;แดดยามเช้าส่องสว่างสดใส&#160;เด็กนักเรียนทั่วประเทศเดินกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนหลังจากปิดเทอมใหญ่มานานเดือน&#160;เช้าวันนั้นเด็กชาย-หญิงหลายคนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ได้พบกับเพื่อนร่วมห้อง&#160;บ้างกำลังพูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ย้ายมาจากอีกโรงเรียน&#160;เด็กเล็กในชั้นอนุบาลหลายคนร้องไห้โยเยเพราะยังไม่คุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมที่ต่างไปจากบ้าน&#160;และสำหรับเด็กชั้นประถมหนึ่งแล้ว&#160;มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขากำลังจะได้เริ่มทำความรู้จัก&#160;และอาจไม่รู้ตัวเลยว่า ในเวลาต่อมา สิ่งนั้นจะกลายเป็นความประทับใจ&#160;ที่วางตัวอยู่ในความทรงจําของพวกเขาเนิ่นนาน&#8230;ไม่เสื่อมคลาย&#160; บทที่หนึ่ง&#160;การพบกันของคนสองวัย ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2543&#160; จากการนัดหมายทางโทรศัพท์ที่เป็นไปอย่างง่ายดายเกินกว่าที่คิดไว้ ฉัน กับ ‘เจตน์’ และ ‘เพ็ญ’ เพื่อนชาย-หญิง สองคนก็ได้มาเดินทางมาถึงบ้านหลังน้อยในย่านเตาปูนที่รื่นรมย์ไปด้วยร่มครึ้มของเหล่าพรรณไม้&#160; &#8220;บ้านหายากไหมลูก?” คือประโยคทักทายอันนุ่มนวลที่เอื้อนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาจากสุภาพสตรีวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของบ้าน ทันทีที่พบหน้าเหล่าดรุณผู้มาเยือน&#160; “ไม่ยากค่ะอาจารย์” พวกเรายกมือไหว้แล้วตอบขึ้นพร้อมๆ กัน ความรู้สึกประหม่าจางหายไปทันทีเมื่อได้พบกับความเป็นกันเองของผู้อาวุโส&#160; ในห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายและสมถะ นั่งอยู่เบื้องหน้าพวกเราคือ อาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ สุภาพสตรีสูงวัย ผู้มีรอยยิ้มแย้มและน้ำเสียงเปี่ยมเมตตาเป็นอาภรณ์งานประดับกาย หลังจากแนะนำตัว และบอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้แล้ว อาจารย์รัชนีก็เริ่มเล่าเรื่องของท่านให้พวกเราฟังบ้าง “ครูเกษียณมาเก้าปีแล้ว ทุกวันนี้ก็เลี้ยงหลานจอมซน แล้วก็เขียนหนังสือให้คุรุสภาบ้าง&#8230;&#8221; ผู้อาวุโสบอกเริ่มเล่าเรียงด้วยรอยยิ้ม โดยใช้คำเรียกแทนตัวเองด้วยอาชีพที่ทำมายาวนานกว่าครึ่งชีวิต ทุกวันนี้ท่านเป็นคุณแม่ของบุตรชายและบุตรสาวสองคน และเป็นคุณยายของหลานชายตัวน้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นป.1&#160; หกสิบเก้าปีคือตัวเลขอายุของอาจารย์รัชนีในวันนี้ ฟังดูแล้วอาจคิดว่ามาก แต่จากที่พวกเราได้สัมผัส อาจารย์รัชนียังคงดูสดชื่นแข็งแรง และมีความทรงจำที่แม่นยำจนน่าทึ่ง สิ่งนี้บ่งชี้ได้จากเรื่องราวหลากหลายที่ท่านกรุณาเล่าให้พวกเราฟังอย่างไม่ตกรายละเอียดตลอดสายจรดบ่ายในวันนั้น&#160; “ตอนเด็กอาจารย์เป็นอย่างไรคะ” เพ็ญเอ่ยถามขึ้น&#160; “ครูเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน ตอนครูเกิด คุณพ่อครูอายุสี่สิบปีแล้ว สมัยเป็นนักเรียน ตอนนั้นอยากเรียนศิลปะมาก เพราะเป็นคนชอบวาดรูป แต่คุณพ่อไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-mana-manee-ratchanee-sripriwan/">แบบเรียนแห่งความทรงจำและปณิธานแห่งความเป็นครูของรัชนี ศรีไพรวรรณ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทเกริ่นนำ</strong>&nbsp;</h3>



<p><em>ต่อไปนี้คือภาพที่เกิดจากความทรงจำห้วงหนึ่งในพ.ศ. 2521&#8230;&nbsp;<br>วันแรกของการเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่&nbsp;<br>แดดยามเช้าส่องสว่างสดใส&nbsp;<br>เด็กนักเรียนทั่วประเทศเดินกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนหลังจากปิดเทอมใหญ่มานานเดือน&nbsp;<br>เช้าวันนั้นเด็กชาย-หญิงหลายคนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ได้พบกับเพื่อนร่วมห้อง&nbsp;<br>บ้างกำลังพูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ย้ายมาจากอีกโรงเรียน&nbsp;<br>เด็กเล็กในชั้นอนุบาลหลายคนร้องไห้โยเยเพราะยังไม่คุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมที่ต่างไปจากบ้าน&nbsp;<br>และสำหรับเด็กชั้นประถมหนึ่งแล้ว&nbsp;<br>มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขากำลังจะได้เริ่มทำความรู้จัก&nbsp;<br>และอาจไม่รู้ตัวเลยว่า ในเวลาต่อมา สิ่งนั้นจะกลายเป็นความประทับใจ&nbsp;<br>ที่วางตัวอยู่ในความทรงจําของพวกเขาเนิ่นนาน&#8230;ไม่เสื่อมคลาย&nbsp;</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166516" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>บทที่หนึ่ง&nbsp;</strong><br>การพบกันของคนสองวัย</h2>



<p><strong>ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2543&nbsp;</strong></p>



<p>จากการนัดหมายทางโทรศัพท์ที่เป็นไปอย่างง่ายดายเกินกว่าที่คิดไว้ ฉัน กับ ‘เจตน์’ และ ‘เพ็ญ’ เพื่อนชาย-หญิง สองคนก็ได้มาเดินทางมาถึงบ้านหลังน้อยในย่านเตาปูนที่รื่นรมย์ไปด้วยร่มครึ้มของเหล่าพรรณไม้&nbsp;</p>



<p>&#8220;บ้านหายากไหมลูก?” คือประโยคทักทายอันนุ่มนวลที่เอื้อนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาจากสุภาพสตรีวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของบ้าน ทันทีที่พบหน้าเหล่าดรุณผู้มาเยือน&nbsp;</p>



<p>“ไม่ยากค่ะอาจารย์” พวกเรายกมือไหว้แล้วตอบขึ้นพร้อมๆ กัน ความรู้สึกประหม่าจางหายไปทันทีเมื่อได้พบกับความเป็นกันเองของผู้อาวุโส&nbsp;</p>



<p>ในห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายและสมถะ นั่งอยู่เบื้องหน้าพวกเราคือ อาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ สุภาพสตรีสูงวัย ผู้มีรอยยิ้มแย้มและน้ำเสียงเปี่ยมเมตตาเป็นอาภรณ์งานประดับกาย หลังจากแนะนำตัว และบอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้แล้ว อาจารย์รัชนีก็เริ่มเล่าเรื่องของท่านให้พวกเราฟังบ้าง</p>



<p>“ครูเกษียณมาเก้าปีแล้ว ทุกวันนี้ก็เลี้ยงหลานจอมซน แล้วก็เขียนหนังสือให้คุรุสภาบ้าง&#8230;&#8221; ผู้อาวุโสบอกเริ่มเล่าเรียงด้วยรอยยิ้ม โดยใช้คำเรียกแทนตัวเองด้วยอาชีพที่ทำมายาวนานกว่าครึ่งชีวิต ทุกวันนี้ท่านเป็นคุณแม่ของบุตรชายและบุตรสาวสองคน และเป็นคุณยายของหลานชายตัวน้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นป.1&nbsp;</p>



<p>หกสิบเก้าปีคือตัวเลขอายุของอาจารย์รัชนีในวันนี้ ฟังดูแล้วอาจคิดว่ามาก แต่จากที่พวกเราได้สัมผัส อาจารย์รัชนียังคงดูสดชื่นแข็งแรง และมีความทรงจำที่แม่นยำจนน่าทึ่ง สิ่งนี้บ่งชี้ได้จากเรื่องราวหลากหลายที่ท่านกรุณาเล่าให้พวกเราฟังอย่างไม่ตกรายละเอียดตลอดสายจรดบ่ายในวันนั้น&nbsp;</p>



<p>“ตอนเด็กอาจารย์เป็นอย่างไรคะ” เพ็ญเอ่ยถามขึ้น&nbsp;</p>



<p>“ครูเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน ตอนครูเกิด คุณพ่อครูอายุสี่สิบปีแล้ว สมัยเป็นนักเรียน ตอนนั้นอยากเรียนศิลปะมาก เพราะเป็นคนชอบวาดรูป แต่คุณพ่อไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ท่านอยากให้เป็นครู ก็ตามใจท่าน เพราะการเป็นครูก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ฝังใจมาตั้งแต่เป็นเด็ก สุดท้ายก็เลือกเรียนครู และได้ทำงานเป็นครูอย่างที่คุณพ่อหวังและตั้งใจ”&nbsp;</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงมิพักต้องสงสัยว่า อาจารย์รัชนีจะภาคภูมิใจในสถานภาพผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาที่ท่านสวมบทบาทอยู่เพียงใด ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ท่านผ่านการสอนนักเรียนนักศึกษามาแล้วทุกระดับชั้นไล่ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงขั้นอุดมศึกษา&nbsp;</p>



<p>ทว่านอกจากความเป็น ‘ครู’ ของนักเรียนหลายสิบรุ่น นับเป็นจํานวนก็คงรวมได้หลายพันหลายหมื่นคนแล้ว อีกสิ่งพิเศษสิ่งหนึ่งซึ่งอาจารย์รัชนีได้สรรค์สร้างขึ้น และคงเรียกได้ไม่ผิดว่า สิ่งนั้นได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวประทับใจในวัยเยาว์ซึ่งฝังตัวอย่างสุขสงบอยู่ในความทรงจำของคนหนุ่มสาวทั่วประเทศไทยนับล้านคนในวันนี้ ก็คือ การเป็นผู้ประพันธ์หนังสือเรียนวิชา ภาษาไทยชั้นประถมศึกษา หรือที่นักเรียนทั้งหลายเรียกคุ้นปากมากกว่าว่า ‘มานะ มานี’</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166519" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อการสนทนาเดินทางมาถึงเรื่องนี้ เรื่องเล่าอันน่าสนใจราวกับกำลังฟังประวัติศาสตร์เล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตวัยเยาว์ของพวกเรา ก็ถูกถ่ายทอดเป็นคำพูดต่อมา</p>



<p>“ที่มาก็คือกระทรวงศึกษามีความคิดอยากจะเปลี่ยนหลักสูตร ซึ่งอันที่จริงหลักสูตรการเรียนการสอน ก็ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายหลักสูตรของ พ.ศ. 2503 ซึ่งใช้หนังสือภาษาไทยของคุณหลวงดรุณกิจวิฑูรเป็นแบบเรียน ก็ถูกใช้เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2521 ทางกระทรวงฯเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะเปลี่ยนหลักสูตรได้แล้ว ทีนี้พอเปลี่ยนหลักสูตร หนังสือเรียนก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เขาก็เลยมองหาคนมาเขียน พอดีครูเป็นคนชอบเขียนหนังสือ สมัยเป็นนักศึกษาเคยเขียนบทความ เขียนเรื่องสั้นส่งนิตยสาร ‘ศรีสัปดาห์’ เป็นประจำ ครูจะมีความสุขมากเวลาได้ขีดๆ เขียนๆ ก็ทำคู่กันไปกับการสอนเด็กๆ จนในที่สุด เมื่อไปเป็นศึกษานิเทศก์ในวิชาภาษาไทย ตอนนั้นครูก็เขียน ‘หนังสือวันเด็ก’ ควบคู่กันไปด้วย ทางกระทรวงฯ คงเห็นว่าเรื่องเหมาะสม ก็เลยมอบหมายหน้าที่ให้มาเป็นผู้เขียนหนังสือเรียน&#8221;&nbsp;</p>



<p>ผู้อาวุโสใส่เว้นวรรคในคำพูดนิดหนึ่ง ก่อนร้อยเรียงเรื่องราวในอดีตให้พวกเราฟังต่อ&nbsp;</p>



<p>“ที่ภูมิใจที่สุด ก็ตรงที่หนังสือเรียนภาษาไทยเล่มนี้เป็นแบบเรียนฉบับแรกที่มีการทดลองใช้ ก่อนประกาศใช้จริงทั่วประเทศ โดยเริ่มแรกในปี พ.ศ. 2519 ทดลองกับโรงเรียน 65 แห่ง ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด หลังจากนั้นก็นำมาปรับปรุงหลักสูตรก่อนนำออกทดลองสอนต่อในปี 2520 ต่อมาก็ประกาศใช้จริงในปี 2521 การที่หนังสือเรียนมีการทดลองสองปีก่อนนำออกใช้เป็นบทเรียนจริงทำให้ไม่ค่อยมีปัญหากับเด็ก อีกอย่างคงเป็นเพราะเรามีจุดประสงค์หลักอยู่ในคู่มือการสอน ซึ่งคุณครูจะเป็นคนศึกษาก่อนสอนเด็ก เป็นต้นว่า จะเน้นในเรื่องอะไร เรียนแล้วเด็กควรจะได้อะไร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เรารวมวิชา ‘หลักภาษา’ เอาไว้ในแบบเรียนเล่มนี้ด้วย”&nbsp;</p>



<p>เก้าปีเต็มคือระยะเวลาที่อาจารย์รัชนีคลุกคลีอยู่กับการเขียนหนังสือเรียนเล่มนี้ซึ่งท่านเป็นผู้เขียนคนเดียว ตั้งแต่หนังสือเรียนสําหรับสอนนักเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง ไปจนถึงชั้นประถมปีที่หก</p>



<p>“อาจารย์ได้แรงบันดาลใจหรือเรื่องราวจากไหนมาแต่งเป็นเรื่องเหล่านี้ครับ?” เป็นคำถามจากเจตน์ที่อาจารย์รัชนีฟังแล้วยิ้มชื่น&nbsp;</p>



<p>“ครูใช้ประสบการณ์ที่ได้จากการสอนและคลุกคลีกับเด็กในแต่ละระดับชั้นมาประยุกต์ให้เข้ากับหลักสูตรหนังสือเรียนเล่มนี้ และทางกระทรวงฯ ก็กำหนดว่า หนังสือเรียนต้องตรงกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตร นั่นก็คือ มุ่งหวังให้นักเรียนมีทักษะภาษาทางการฟัง พูด อ่าน เขียน และทางความคิด โดยให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษา ครูอยากให้เด็กนักเรียนรู้จักใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ซึ่งครูจะเน้นมากให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน ที่พูดอย่างนี้เพราะว่า เด็กบางคนเมื่อเรียนจบ ป.6 ไปแล้ว มีเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสศึกษาต่อ ครูอยากปลูกฝังให้เขาไม่ละทิ้งและไม่ลืมหนังสือ เพราะเชื่อว่าการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และดำรงชีวิต</p>



<p>“ครูดีใจที่ตอนนี้คนตื่นตัวกันมากเรื่องการศึกษา และมีการขยายการศึกษาภาคบังคับเป็นเก้าปีแล้ว” คำพูดนี้ทำให้เราเห็นว่าวิญญาณแห่งความเป็นครูนั้นไม่เคยจางหายไปไหนเลยจากความคิดความรู้สึกของอาจารย์รัชนี&nbsp;</p>



<p>“เอ้า ทานขนมกันก่อนดีกว่า ทานไปด้วยคุยไปด้วย” ผู้อาวุโสเอ่ยชวนให้พวกเราหยิบข้าวตังหมูหยองที่วางอยู่ตรงหน้า ฉันมองท่วงท่าของท่านแล้วคิดในใจว่าคล้ายคุณยายใจดีที่เรียกให้หลานๆ ทานขนม</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>บทที่สอง</strong><br>ความเป็นมาของมานะ มานี และผองเพื่อน</h2>



<p>อากาศกำลังสบาย แม้แดดข้างนอกจะแรงจ้า แต่น่าแปลกที่ยามสายวันนี้ไม่รู้สึกร้อนอ้าวเลย ตรงกันข้าม พวกเรากลับรู้สึกโปร่งใจอย่างไรบอกไม่ถูก&nbsp;</p>



<p>“ครูเป็นคนรักเด็ก ชอบศึกษาความคิดของเด็ก ชอบที่จะทำความเข้าใจกับเขา เลยอยากให้หนังสือแบบเรียนเล่มนี้มีลักษณะเหมือนเป็นเพื่อน ที่สำคัญคือต้องมีความสนุก ก็วางเค้าโครงอยู่หนึ่งเดือนก่อนลงมือเขียนจริง&#8230;” หลังจากข้าวตังหมูหยองรสอร่อยหลายชิ้นถูกพวกเราจัดการ อาจารย์รัชนีก็เริ่มต้นเล่าถึงเบื้องหลังของแบบเรียนชุดนี้อีกครั้ง “อันดับแรกเลยก็คือต้องมีตัวละครเป็นเด็ก เพราะคิดว่า ยังไงเด็กก็ต้องอยู่กับเด็กถึงจะสนุก เชื่อมเขาด้วยความรู้สึกผูกพันของความเป็นเพื่อน เพื่อนที่เรียนชั้นเดียวกัน เติบโตมาด้วยกัน อันดับสองคือ เรื่องราวต้องสนุกสนานชวนอ่าน แทรกด้วยสิ่งที่น่าสนใจ น่าจดจำอันเหมาะกับวัย นั่นคือที่มาของการเขียนถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ เป็นธรรมชาติของเด็กๆ เลยที่จะสนุกมากถ้ามีสัตว์เลี้ยงตัวโปรดมาคอยอยู่ใกล้ๆ เคยสังเกตไหมลูก เด็กที่อยู่ในวัยเรียนรู้ทุกคนชอบที่จะมีสัตว์เลี้ยง หรือถ้าไม่มีจริงๆ ขอเป็นตุ๊กตาสัตว์ก็ได้&#8221;&nbsp;</p>



<p>ฉันฟังแล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้ อย่างน้อยที่สุด เวลาผ่านไปเกือบสองทศวรรษแล้ว ตัวละครสัตว์ที่เป็นสุนัขอย่าง ‘เจ้าโต’ แมวชื่อ ‘สีเทา’ หรือม้าชื่อ ‘เจ้าแก่’ ก็ยังไม่เลือนหายไปจากความประทับใจของฉันเลย&nbsp;</p>



<p>“สุดท้ายพอเห็นว่าเด็กๆ โตขึ้นแล้ว ครูก็นำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณคดีไทยและความเป็นไทยหยอดลงไป อยากจะปลูกฝังให้เด็กนักเรียนมีความอยากเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมของไทย”</p>



<p>เพ็ญอยากรู้ว่า อาจารย์รัชนีได้ที่มาของตัวละครแต่ละตัวจากไหน มีต้นแบบจริงๆ หรือเปล่า อาจารย์ฟังคำถามนี้ แล้วตอบว่า&nbsp;</p>



<p>“สําหรับตัวละครในเรื่องครูได้แนวความคิดมาจากชีวิตในวัยเด็ก เอาความจริงที่เคยผ่านมาในชีวิตผสมผสานกับเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมา จากคนนั้นนิดคนนี้หน่อย ก็เอามาผสมผสานแล้วสร้างให้เป็นตัวละคร เมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงจุดๆ หนึ่งก็จะมีตัวละครเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งสอดแทรกแนวความคิดสิ่งละอันพันละน้อยเพิ่มเข้าไป ครูถือว่า การที่ให้ตัวละครโตขึ้นมากับเด็กๆ ก็ต้องเป็นการเติบโตจริงๆ ทั้งทางร่างกายและสติปัญญา อย่างอะไรที่เด็กควรจะรู้หรือควรจะคิดได้ ทำได้ ก็เขียนใส่เข้าไปในแบบเรียน เช่น ในวัยหนึ่งเด็กจะชอบโลดโผนผจญภัย ก็หาทางให้เขาไปผจญภัยบ้าง มีเรื่องตื่นเต้นแทรกเข้ามาบ้าง หรือสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาให้เขาช่วยสืบจับหาตัวคนร้าย…”&nbsp;</p>



<p>“อาจารย์ชอบตัวละครตัวไหนเป็นพิเศษไหมครับ?” เจตน์ถามสีหน้าจริงจังจนฉันอดขันไม่ได้</p>



<p>“ส่วนตัวแล้วครูชอบชื่อ ‘มานี’ แล้วตัวละครอย่าง ‘คุณครูไพลิน’ ก็มีตัวตนจริงๆ และในชีวิตจริงก็มีอาชีพเป็นครู ด้วย ท่านเป็นภรรยาของนายตำรวจท่านหนึ่งและเป็นครูใหญ่ของโรงเรียน ‘อนุบาลวิบูลเวศน์’ ชื่อจริงๆ ของท่านก็คือ คุณไพลิน บูรณสัมฤทธิ์ ส่วน ‘มานะ’ ก็เป็นชื่อที่คล้องกับ ‘มานี’ เด็กชายมานะโผล่มาตอนที่เด็กหัดเรียนสระเสียงสั้น เพื่อให้สอดคล้องไปตามวัยและขอบเขตของการเรียนรู้ เรื่องสระเสียงสั้น สระเสียงยาว วรรณยุกต์ตัวสะกดต่างๆ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามบท ตัวครูเองจะวางจุดประสงค์ไว้ตลอด นอกจากนั้นแล้วก็ยังมี ‘คำบังคับ’ ด้วยนะ</p>



<p>“เป็นยังไงหรือคะ คำบังคับ?” เพ็ญสงสัย</p>



<p>“อย่าง ป.1 ถึง ป.4 ก็จะเรียนเรียน &#8216;คำพื้นฐาน&#8217; ซึ่งก็หมายถึงว่า ถ้าผ่านคำพวกนี้ได้ เด็กนักเรียนจะสามารถเอาลักษณะการผสมคำพวกนี้มาอ่านคำอื่นๆ ได้ นับเฉพาะ ป.1 ก็ประมาณ 450 คำ ครูจะเลือกเอาคำประเภทนี้มาแต่งเป็นเรื่องไว้ในแบบเรียน ป.2 ก็ 1,200 คำ ป.3 1,550 คำ ป.4 รู้สึกจะประมาณ 1,800 คำ ถึงเหล่านี้ได้รับการวิจัยมาจาก ดร.จรรจา สุวรรณทัต ท่านเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กที่ยูเนสโก้ ครูก็เลือกเอาคำพวกนั้นมาร้อยมาแต่งเป็นเรื่องราว&nbsp;</p>



<p>“ยกตัวอย่าง ‘ปิติ’ เป็นชื่อที่ออกต้องด้วยสระเสียงสั้น ส่วน ‘ชูใจ’ เป็นสระเสียงยาว เธอเลยจะมาไล่ๆ กับ ‘มานี’”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166518" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>พวกเราคุยกับอาจารย์รัชนีพลางพลิกหนังสือแบบเรียนที่เจตน์และเพ็ญอุตส่าห์ไปตระเวนหาซื้อตามร้านขายหนังสือเก่ามาได้ครบถ้วนทุกเล่ม เมื่อเห็นฉันพลิกหนังสือแบบเรียนชั้นป.1 ไปที่หน้าแรกๆ ซึ่งเป็นภาพแผนที่บ้านของตัวละคร อาจารย์รัชนีก็เฉลยให้ฟังว่า&nbsp;</p>



<p>“ครูกำหนดเรื่องราวนี้ให้เกิดขึ้นที่ชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี เพียงแต่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือ สาเหตุที่ชอบลพบุรีก็เพราะว่า จังหวัดนั้นมีทั้งแม่น้ำ มีภูเขา แล้วก็มีทุ่งนา มีส่วนผสมที่เหมาะสมจะเป็นแหล่งเกิดของเรื่องราว ก็พยายามจำลองออกมาให้ได้มากที่สุด”&nbsp;</p>



<p>“จำได้ว่าตอนนั้นอ่านเรื่องนี้ด้วยความสนุกสนานมากเลยค่ะ เหมือนกับไม่ใช่อ่านหนังสือเรียนเลย” ฉันเปรยขึ้นมา เพ็ญฟังแล้วพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนให้ความเห็นเสริมเติม&nbsp;</p>



<p>“ใช่ค่ะ บางตอนอ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจไปกับเรื่องด้วย คล้ายกับกำลังอ่านเรื่องจริงของคนที่มีชีวิตจริง”&nbsp;</p>



<p>อาจารย์รัชนีฟังพวกเราพูดแล้วยิ้มชื่น&nbsp;</p>



<p>“ครูตั้งใจที่จะเขียนให้ตัวละครโตขึ้นตามวัยของเด็ก มีเรื่องราวที่โลดโผนผจญภัย มีเรื่องสืบสวนตื่นเต้น รวมไปถึง เรื่องเศร้าๆ อย่างเช่นตอนที่แม่ของ ‘เพชร’ เสียชีวิต ครูต้องการสื่อให้เห็นถึงสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิตที่มีการเกิดก็ต้องมีการตาย หรือแม้กระทั่งตอนที่ม้าชื่อ ‘เจ้าแก่’ ตาย ปรากฏว่าเด็ก ๆ ร้องไห้ เขียนจดหมายกันมาว่า ทำไมต้องให้เจ้าแก่ตาย สงสารมัน&#8230;” จบคำพูดพวกเราก็หัวเราะกันใหญ่กับความไร้เดียงสาของเด็กๆ&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นครูไปเยี่ยมที่โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านพลับพลาไชย เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหาแล้วบอกว่า <em>“คุณครูขา หนูไม่ยอม หนูไม่อยากให้เจ้าแก่ตาย”</em> ครูก็บอกไปว่า <em>“นี่แหละหนู ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นไรนะ แล้วครูจะหาม้าตัวใหม่มาให้เอาให้น่ารักกว่าเดิมอีก”&nbsp;</em></p>



<p>&#8220;นั่นคือที่มาของ ‘เจ้านิล’ ใช่ไหมครับ?” เจตน์เดาถาม&nbsp;</p>



<p>“ใช่ เห็นไหม เหตุการณ์ทุกอย่างในแบบเรียนฉบับนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจจากเด็กทั้งนั้น&#8221;</p>



<p>ฉันมองภาพวาดสายเส้นรูปม้าสีดำร่างเพรียวที่กำลังวิ่งเล่นกับเหล่าเด็กๆ ในหนังสือเรียนชั้นป.4 แล้วนึกไปถึง เรื่องราวในวัยนั้น&#8230;วันที่พลิกหนังสือเรียนมาถึงหน้านี้&nbsp;</p>



<p>“อาจารย์มีวิธีการทำงานเขียนอย่างไรครับ?” เจตน์ถามขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน เพื่อนฉันคนนี้ดูจริงจังเสมอไม่ ว่าเรื่องไหน&nbsp;</p>



<p>“ครูจะเขียนทีละบท พอเขียนเสร็จก็จะเสนอให้คณะที่ปรึกษาอ่านก่อนซะทีหนึ่ง เมื่อเห็นสมควรแล้วจึงทำเป็นต้นฉบับ แล้วทางกรมวิชาการก็ตีพิมพ์เป็นแบบเรียน การมีที่ปรึกษาก็ทำให้ครูได้มุมมองอีกแง่หนึ่ง เช่น เคยวางโครงเรื่องไว้ให้เด็ก ๆ ไปเที่ยวป่า แล้ว ‘ชูใจ’ ไปเด็ดดอกไม้จากต้นมาหัดหู คณะกรรมการอ่านแล้วก็เดินมาพูดว่า <em>“ครูครับ ขอแก้หน่อยเถอะ อย่าไปเด็ดดอกไม้เลย มันเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม”</em> ครูเลยเปลี่ยนให้ ‘ชูใจ’ เก็บดอกที่ร่วงอยู่โคนต้นมาแทน อะไรอย่างนี้เป็นต้น”</p>



<p>“อาจารย์มีตอนไหนบ้างไหมคะที่ประทับใจที่สุด?” เป็นความอยากรู้ของเพ็ญ อาจารย์รัชนีนั่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนให้คำตอบว่า</p>



<p>&#8220;ที่ประทับใจครูเป็นพิเศษมีอยู่บทหนึ่ง เป็นตอนที่อยู่ในแบบเรียนชั้น ป.5 เล่มหนึ่ง ชื่อตอน ‘เที่ยวน้ำตก’ สาเหตุก็เพราะว่าครูเป็นคนชอบเที่ยวน้ำตกมาก ภาษาที่ครูใช้เขียนในแบบเรียนบทนั้นอ่านแล้วรู้สึกกับตัวเองเลยว่าเห็นภาพน้ำเย็นๆ กำลังไหลจากแอ่งหินตกลงมาเป็นทอดๆ ครูจินตนาการว่าได้ยินเสียงน้ำตกดังมาไกล ๆ มองไปก็เห็นเด็กๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน เชื่อไหมคะ ครูใช้เวลาเขียนไม่นานเลย และเพราะมีน้ำตกนี่เองกระมัง เลยทำให้ชอบมากกว่าทุกตอน”</p>



<p>“รู้สึกว่าแบบเรียนชุดนี้จะมีแต่ตัวละครที่นิสัยดีๆ นะคะ อาจารย์ตั้งใจไว้อย่างนั้นใช่ไหมคะ?” ฉันตั้งขอสังเกตเล็กน้อย</p>



<p>“ตัวร้ายก็ลูกเจ้าของโรงสีไงคะ” สิ้นคำพูดของอาจารย์ทั้งวงสนทนาก็ได้หัวเราะกันสนุก ดูเหมือนทุกคนจะจดจำตัวละครไร้น้ำใจตัวนี้ได้ดี “ไม่ใช่หรอกค่ะ คือที่ปรึกษาท่านอยากให้เด็กเห็นแต่ด้านที่สดใสสวยงาม ไม่อยากให้เห็นด้านที่แสดงออกถึงความไม่ดี อย่าว่าแต่เรื่องตัวร้ายเลย ขนาด ‘มานี’ กับ ‘มานะ’ เดินทางมาเที่ยวกรุงเทพฯ เห็นสภาพเมืองหลวงสกปรก มีฝุ่นควันกระจายเต็มท้องถนน ครูยังเขียนไม่ได้เลย ที่ปรึกษาท่านไม่ยอม” อาจารย์พูดแล้วหัวเราะ “คือก็ต้องเข้าใจท่านนะคะ ว่าแบบเรียนชุดนี้ต้องการสะท้อนให้เห็นแต่สิ่งที่ดีๆ เพราะเราเชื่อว่าเมื่อได้อ่านได้เห็นแต่สิ่งที่ดี จิตใจเด็กก็จะดีตามไปด้วย&#8221;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166522" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในหนังสือเรียนภาษาไทยชุดนี้ นอกเหนือจากเรื่องราวที่สนุกสนานแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความชื่นชอบให้พวกเราเป็นอย่างมาก ก็คือภาพวาดประกอบเรื่อง อาจารย์รัชนีเล่าว่าภาพเหล่านี้เป็นฝีมือของนักวาดภาพหลายท่านด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>“จริงๆ แล้วครูก็ไม่ค่อยทราบหรอกค่ะ ว่าใครเป็นคนวาดภาพประกอบ เพราะครูรับผิดชอบทางด้านงานเขียนอย่างเดียว ส่วนเรื่องนักวาดก็เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการที่จะคัดสรรมา แต่จำได้ว่าท่านหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ลายเส้นสวยงามคุ้นตามาก ก็คือ คุณเตรียม ชาชุมพร”</p>



<p>“ผมก็ชอบภาพวาดของคุณเตรียมในแบบเรียนเล่มแรกๆ มากครับ จำได้ว่าคุณเตรียมเคยวาดการ์ตูนและนิยายภาพที่ชัยพฤกษ์การ์ตูนด้วย” เจตน์ซึ่งเป็นหนอนหนังสือตัวยงพูดขึ้น อาจารย์รัชนีฟังแล้วพยักหน้ารับ&nbsp;</p>



<p>“พูดถึงเรื่องภาพประกอบ เชื่อไหมคะ ด้วยความช่างคิดของเด็ก ครั้งหนึ่งเคยมีภาพประกอบเขียนรูปรถ ด้านหลังก็จะเขียนเป็นตัวหนังสือยี่ห้อรถเป็นภาษาอังกฤษ แต่เราไม่อยากจะโฆษณาอะไร ก็เลยเลี่ยงเขียนไปว่า “TOYOTO ปรากฏ ว่ามีเด็กๆ เขียนจดหมายมาบอกครูว่า <em>&#8220;คุณครูคะ ไม่มีรถยี่ห้อ TOYOTO มีแต่ยี่ห้อTOYOTA”</em></p>



<p>สิ้นคำบอกเล่าทั้งวงสนทนาก็ได้หัวเราะสนุกกันอีกครั้ง</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>บทที่สาม</strong><br>ปณิธานแห่งความเป็นครู ของ รัชนี ศรีไพรวรรณ</h2>



<p>การสนทนาในเรื่องราวที่ทุกคนสนใจอย่างสนุกสนาน ทำให้รู้สึกว่าเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก กว่าสองชั่วโมงที่มาพูดคุยกับอาจารย์รัชนี ฉันมีความรู้สึกคล้ายพวกเราเพิ่งยกขบวนมาได้ยี่สิบกว่านาทีนี้เอง สุภาพสตรีสูงอายุผู้ใจดียังคงพึงใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังผลงานของท่านให้ผู้เยาว์ฟังอย่างต่อเนื่องด้วยน้ำเสียงเบิกบาน&nbsp;</p>



<p>“ความคาดหวังสำหรับหนังสือเล่มนี้หรือลูก…” อาจารย์รัชนีทวนคำถามของเพ็ญ ก่อนให้คำตอบ &#8220;อย่างน้อยที่สุด ครูอยากให้เด็ก ๆ ที่เรียนแบบเรียนเล่มนี้ มีความน่ารักเหมือนตัวละคร สิ่งที่ครูดีใจที่สุดก็คือ มีเด็กเป็นจำนวนมากสามารถเขียนบทกลอนได้ก็เพราะหนังสือแบบเรียนเล่มนี้ ที่ครูรู้ก็เพราะว่า มีเด็กๆ ส่งจดหมายมาให้เป็นร้อยๆ ฉบับ แล้วก็มีเด็กๆ อยู่หลายคนน่ารักมาก เขาส่งบทกลอนที่เขาแต่งมาให้ ครูอ่านแล้วก็ชื่นใจ&#8230;หายเหนื่อย&#8221;</p>



<p>“เด็กๆ ส่งมาได้ยังไงหรือครับ?” เจตน์สงสัย&nbsp;</p>



<p>“เขาก็ส่งมาตามที่อยู่ของบ้านมานะในจดหมายจากหนังสือ ป.4 แล้วเด็กๆ ก็จ่าหน้าซองส่งมาหาครูตามนั้น บางคนกลัวไม่ถึงก็ส่งไปที่กรมวิชาการ ซึ่งครูก็เขียนตอบกลับทุกฉบับโดยสมมุติว่าตัวเองเป็น ‘มานะ’ ตอนลงท้ายของจดหมายก็ลงชื่อด้วย แล้วต่อมาเกิดอะไรขึ้นรู้ไหม…” ท่านพูดค้างไว้อย่างนั้น เหมือนยั่วให้เราอยากรู้ พวกเราส่ายหน้าเหมือนนัดกันมา&nbsp;</p>



<p>“เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะมาหาครูที่บ้าน เขาส่งจดหมายนัดวันเวลามาเลย บอกว่าผมอยากจะมาหา มานะ ครูก็เลยต้องเปิดเผยความจริง เขียนตอบกลับไปอีกทีว่า อย่ามาเลยมานะไม่ว่าง&#8230;&#8221; พวกเราฟังแล้วหัวเราะไปกับอาจารย์รัชนี</p>



<p>“อีกอย่างที่ประทับใจ คือเวลาเดินทางไปสารนิเทศที่ต่างจังหวัด เด็กๆ ก็จะมาล้อม พูดคุยกันอยู่เรื่องเดียว คงไม่ต้องบอกนะลูกว่าเรื่องอะไร” ท่านพูดถึงตรงนี้แล้วยิ้ม&nbsp;</p>



<p>“ทุกวันนี้ครูก็ยังอ่านหนังสือ มีหนังสือสำหรับเด็กดีๆ หลายเล่มเลยของกรมวิชาการ คือมีอาจารย์คนหนึ่งชื่อ คุณจินตนา ใบกาซูยี ท่านเป็นคนที่เขียนหนังสือดีมากเลย เป็นหนังสืออ่านเสริมการอ่านแต่ที่น่าเสียดายก็คือหนังสือเหล่านี้บางทีไม่ได้นำออกมาให้เด็กอ่าน เคยไปเห็นนะลูก หนังสือดีๆ แต่ถูกขังอยู่ในตู้ พอถามว่าทำไมไม่เอาออกมาให้เด็กอ่าน เขาก็บอกว่า <em>“เอาออกมาก็ขาดหมดซิคะ เสียดาย”</em> ครูเห็นแล้วก็รีบบอกไปว่า <em>“เอาออกมาให้เด็กอ่านเถอะ ถ้าหายหรือถ้าขาด จะส่งมาให้ใหม่”</em>&nbsp;</p>



<p>“อาจารย์ยังได้กลับไปอ่าน ‘มานะ มานี’ อยู่หรือเปล่าคะ และเมื่ออ่านแล้วเกิดความรู้สึกอย่างไร?” เป็นคำถามที่น่าคิดจากเพ็ญ&nbsp;</p>



<p>“จนถึงทุกวันนี้ ครูก็ยังกลับไปอ่าน ‘มานะ มานี’ อยู่เรื่อยๆ ครั้งล่าสุดก็ก่อนที่พวกหนูจะมานี่แหละ เป็นการอ่านโดยที่ได้ความรู้สึกผิดแปลกไปกว่าเดิม เพราะครูอ่านโดยจับเอาอารมณ์ในตอนที่เขียน อ่านไปก็คิดทบทวนไปว่า เราสร้างตัวละครหรือสถานการณ์ขึ้นมาเพื่ออะไร เหมือนกับเป็นการระลึกความหลัง อย่างวันก่อนอ่านเรื่อง ‘น้ำบ่อน้อย’ ก็จะคิดถึงคุณพ่อ ตอนเป็นเด็กๆ คุณพ่อไม่ชอบให้ใช้ลิ้นเลียแสตมป์ คือในแต่ละเรื่องแต่ละตอน มันก็มีที่มาที่ไปทั้งนั้น อ่านไปแล้วก็คิดถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต คิดแล้วก็มีความสุขทุกครั้ง” มีรอยยิ้มผุดพรายอยู่บนสีหน้าของผู้อาวุโส</p>



<p>“เคยมีคนถามกันมามากว่า ถึงแม้แบบเรียนนี้จะเป็นของเด็ก แต่ก็ยังอุตส่าห์มีพระเอกนางเอก เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามครูว่า ทำไมถึงเขียนให้พระเอกเป็นเกษตรอำเภอ แทนที่จะเป็นทหารหรือตำรวจเก่งๆ&#8230;ไม่รู้เหมือนกันนะ ตอนนั้นครูรู้สึกว่า คนไทยทิ้งไร่นา ทิ้งสวน ทิ้งชนบททิ้งอะไรต่างๆ มากมายเข้าไปหางานในเมือง ครูต้องการจะสื่อให้เห็นความสำคัญของการทำเกษตร เพราะนี่คืออาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษเรา เมืองไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ เรารอดมาได้เพราะการเกษตร ไม่ใช่เพราะทำโรงงานอุตสาหกรรม เลยอยากสะกิดให้คนคิดถึงเรื่องนี้บ้าง มีที่ดินขุดบ่อเลี้ยงปลาก็เอาปลาไปขาย หรืออย่าง ‘มานี’ เลี้ยงไก่ เอาไข่ไก่ไปขาย เพียงแค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166521" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/05/มานีมานะ_The_Conversation_Web-inside-4-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“แล้วที่ให้ ‘มานะ’ มาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ นี่เพราะเหตุผลอะไรครับ?” เจตน์ถาม&nbsp;</p>



<p>“ที่ให้มานะเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ก็เพราะว่าตอนนั้นเราต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า ระบบการศึกษายังไม่กระจายอย่างเท่าเทียมกันเหมือนเช่นทุกวันนี้ และด้วยความที่ครูเป็นศึกษานิเทศก์ ครูเห็นปัญหานี้ เพราะครูไปดูจนเห็นมากับตาแล้วทุกที่ โรงเรียนตามต่างจังหวัดก็ไม่ค่อยจะแข็งเท่าไหร่ในสมัยก่อน นี่คือปัญหาใหญ่ที่เราต้องยอมรับ แล้วทีนี้อยากแสดงอะไรบางอย่างเพื่อให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงฯ เห็นว่าการศึกษาบ้านเรายังมีขีดจำกัดอยู่&#8221;&nbsp;</p>



<p>“โชคดีนะคะ วันนี้สิ่งที่อาจารย์ต้องการเห็น ก็ได้เห็นแล้ว” เพ็ญเอ่ย แล้วตั้งคำถามต่อ “อาจารย์ได้อ่านแบบเรียนสำหรับเด็กในยุคนี้บ้างหรือเปล่าคะ?”&nbsp;</p>



<p>“ทุกวันนี้ก็อ่านค่ะ เป็นหนังสือแบบเรียน ป.1 ที่มากกว่า ‘การอ่าน’ ก็คือ ‘การเขียน’ ทุกวันนี้ถึงแม้ครูจะเกษียณมาแล้วเก้าปีแต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำงาน ที่เป็นหลักตอนนี้ก็คือเป็นกรรมการทำหนังสือ ‘ประวัติครู’ เป็นการเขียนบันทึกประวัติของคุณครูที่เสียชีวิตไปแล้วให้กับคุรุสภา เป็นเรื่องราวของคุณครูที่มีผลงานดีๆ เขียนเอาไว้ให้ครูรุ่นหลังอ่านเป็นแบบอย่าง พอมีเวลาก็จะเขียนตำราเรียนให้สำนักพิมพ์บ้าง”&nbsp;</p>



<p>พูดจบประโยคนี้ ‘น้องภู’ หลานชายตัวน้อยของอาจารย์รัชนีก็ย่องเงียบๆ มาหา คุณยาย ในมือถือตุ๊กตุ่นตัวเล็ก ๆ มาอวด&nbsp;</p>



<p>“ว่าไงลูก มีอะไรมาอวดยาย?” อาจารย์รัชนีถามขึ้น พลางขยับแว่นเพ่งสายตา มองสิ่งที่อยู่ในมือหลานชายคนโปรด&nbsp;</p>



<p>“อ๋อ นี่เป็นอีกตัวหนึ่งของโปเกม่อนใช่ไหมลูก ‘มิวทู’?” คุณยายเอ่ยถามหลานชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เด็กชายตัวน้อยแหงนหน้าขึ้นมองหน้าคุณยาย พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก&nbsp;</p>



<p>“ยายรู้ได้ไงครับ?”&nbsp;</p>



<p>“นี่ไงลูก ‘มิวทู’ เขาจะมีชุดเกราะเอาไว้ห่อหุ้มร่างกาย” คุณยายตอบอย่างรู้จริง&nbsp;</p>



<p>เราฟังแล้วมองหน้ากันด้วยความทึ่ง จนเพ็ญอดถามไม่ได้ว่า “อาจารย์รู้จักตัวละครเรื่องโปเกม่อนด้วยหรือคะ?”</p>



<p>“รู้จักสิคะหนู ก็รู้จากเขาแหละ&#8230;?” ท่านพูดแล้วทอดสายตามองหลานชายตัวน้อย&nbsp;</p>



<p>“เราต้องรู้ในสิ่งที่เขารู้ จะได้ตามเขาทัน เล่นกับเขาสนุก แปลกเหรอ&#8230;คนแก่รู้จักโปเกม่อน” คำพูดของอาจารย์เรียกเสียงหัวเราะได้อีกครั้ง</p>



<p>“ดูเหมือนอาจารย์จะรักเด็กมากนะคะ?” ฉันเปรยถามอย่างที่เห็น&nbsp;</p>



<p>“ครูทำงานทุกอย่างด้วยก็เพราะใจที่รักเด็กๆ อยากให้เขาได้รับความสุข คนเราเกิดมาชาติหนึ่งไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่ได้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ครูอยากให้เด็กทุกคนได้รับสิ่งนั้น ครูเคยดูทีวีรายการหนึ่ง เขานำเสนอเรื่อง ‘ครูตำรวจข้างถนน’ เขาน่าเอาโบกี้รถไฟมาดัดแปลงให้เป็นโรงเรียน แล้วสอนหนังสือให้กับเด็กเร่ร่อน นั่นเป็นภาพที่สะเทือนใจและน่าประทับใจมาก ครูอยากให้เด็กพวกนั้นพบกับความสุข เพราะชีวิตของคนเรา ช่วงที่มีความสุขก็คือตอนเป็นเด็ก ถ้าพ้นช่วงนี้ไปแล้ว เราอาจไม่ได้พบกับมันอีกเลย</p>



<p>“ความสุขในวัยเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์และน่าจดจำมาก หนังสือแบบเรียนมานะมานี คือความภูมิใจที่สุดในชีวิตของครู มันคือความคิดที่ว่าเกิดมาชาตินี้แล้วได้มีโอกาสทำสิ่งที่ดี ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-mana-manee-ratchanee-sripriwan/">แบบเรียนแห่งความทรงจำและปณิธานแห่งความเป็นครูของรัชนี ศรีไพรวรรณ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สัญญาใจ ≠ สัญญาจ้าง &#124; สิทธิแรงงานสร้างสรรค์ไม่ให้เสี่ยงถูกโกงกับสหภาพแรงงานสร้างสรรค์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cut-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จารุจรรย์ ลาภพานิช]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Nov 2022 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[The Conversation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=171956</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพลงที่คุณฟังแล้วมีความสุข นิยายที่คุณอ่านแล้วเผลออมยิ้ม ภาพยนตร์ที่คุณดูแล้วหัวเราะ หรือจะเป็นงานเขียนหนึ่งชิ้นที่ทำให้คุณได้รับแรงบันดาลใจบางอย่าง เหล่านี้เรียกว่าผลงานสร้างสรรค์ที่ใช้ความคิดสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาให้มีมูลค่า ผลงานแต่ละชิ้นมาจากหลากหลายฝีมือของคนทำงานแต่ละแขนง ไม่ว่าจะเป็น คนออกแบบ คนตรวจความเรียบร้อย คนประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ช่างไฟในกองถ่ายที่ควบคุมแสงให้สวยงาม หรือจะเป็นแม่บ้านที่ช่วยทำความสะอาดสถานที่ให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการผลิตนับว่าเป็น ‘แรงงานสร้างสรรค์’ ทั้งหมด ทุกหน้าที่มีความสำคัญในแต่ละขั้นตอน เพราะแต่ละคนต่างใช้ความรู้และความถนัดของตนเอง ช่วยกันรังสรรค์ผลงานออกมาสู่สายตาทุกคน ทุกวันนี้ธุรกิจเกี่ยวกับงานสร้างสรรค์เติบโตและมีช่องทางสร้างกำไรมากกว่าในอดีต ทว่าผลตอบแทนและคุณภาพชีวิตของแรงงานสร้างสรรค์กลับสวนทางเหมือนเป็นคนละเรื่อง ทั้งโดนโกงค่าจ้าง ทำงานเกินเวลาที่กำหนด หรือไม่มีแม้แต่สวัสดิการคุ้มครองความปลอดภัย เมื่อคนทำงานทุกคนเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ หากวันหนึ่งฟันเฟืองเหล่านี้มีปัญหา ก็ควรได้รับการตรวจสอบแก้ไข เพื่อที่จะทำงานต่อไปได้ดียิ่งขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมีค่านิยมในหัวว่า ‘มีปัญหาให้เก็บไว้ แค่เขาให้งานก็เป็นบุญคุณแล้ว’ นอกจากนี้ยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิหรือสามารถรักษาผลประโยชน์อะไรได้บ้าง จึงทำให้ทุกวันนี้แรงงานสร้างสรรค์ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่บ่อยครั้ง เมื่อพูดถึงประเด็นแรงงานสร้างสรรค์ เราจึงเดินทางไปพุดคุยและขอคำแนะนำจาก ‘ไนล์–เกศนคร พจนวรพงษ์’ และ ‘อิง–ไชยวัฒน์ วรรณโคตร’ ผู้ก่อตั้ง ‘สหภาพแรงงานสร้างสรรค์แห่งประเทศไทย (Creative Workers Union Thailand: CUT)’&#160;กลุ่มที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานสร้างสรรค์ไทย ช่วยอธิบายความสำคัญของการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ ที่สามารถนำไปเป็นภูมิคุ้มกันในการทำงานชีวิตจริง หลายเสียงย่อมดีกว่าเสียงเดียว ก่อนจะเข้าถึงประเด็นดังกล่าว เราขอชวนคุณมาทำความรู้จักสหภาพแรงงานสร้างสรรค์กันสักหน่อย จุดเริ่มต้นก็คงหนีไม่พ้นสถานการณ์โควิดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทุกอุตสาหกรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cut-thailand/">สัญญาใจ ≠ สัญญาจ้าง | สิทธิแรงงานสร้างสรรค์ไม่ให้เสี่ยงถูกโกงกับสหภาพแรงงานสร้างสรรค์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เพลงที่คุณฟังแล้วมีความสุข นิยายที่คุณอ่านแล้วเผลออมยิ้ม ภาพยนตร์ที่คุณดูแล้วหัวเราะ หรือจะเป็นงานเขียนหนึ่งชิ้นที่ทำให้คุณได้รับแรงบันดาลใจบางอย่าง เหล่านี้เรียกว่าผลงานสร้างสรรค์ที่ใช้ความคิดสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาให้มีมูลค่า</p>



<p>ผลงานแต่ละชิ้นมาจากหลากหลายฝีมือของคนทำงานแต่ละแขนง ไม่ว่าจะเป็น คนออกแบบ คนตรวจความเรียบร้อย คนประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ช่างไฟในกองถ่ายที่ควบคุมแสงให้สวยงาม หรือจะเป็นแม่บ้านที่ช่วยทำความสะอาดสถานที่ให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการผลิตนับว่าเป็น ‘แรงงานสร้างสรรค์’ ทั้งหมด ทุกหน้าที่มีความสำคัญในแต่ละขั้นตอน เพราะแต่ละคนต่างใช้ความรู้และความถนัดของตนเอง ช่วยกันรังสรรค์ผลงานออกมาสู่สายตาทุกคน</p>



<p>ทุกวันนี้ธุรกิจเกี่ยวกับงานสร้างสรรค์เติบโตและมีช่องทางสร้างกำไรมากกว่าในอดีต ทว่าผลตอบแทนและคุณภาพชีวิตของแรงงานสร้างสรรค์กลับสวนทางเหมือนเป็นคนละเรื่อง ทั้งโดนโกงค่าจ้าง ทำงานเกินเวลาที่กำหนด หรือไม่มีแม้แต่สวัสดิการคุ้มครองความปลอดภัย</p>



<p>เมื่อคนทำงานทุกคนเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ หากวันหนึ่งฟันเฟืองเหล่านี้มีปัญหา ก็ควรได้รับการตรวจสอบแก้ไข เพื่อที่จะทำงานต่อไปได้ดียิ่งขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมีค่านิยมในหัวว่า ‘มีปัญหาให้เก็บไว้ แค่เขาให้งานก็เป็นบุญคุณแล้ว’</p>



<p>นอกจากนี้ยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิหรือสามารถรักษาผลประโยชน์อะไรได้บ้าง จึงทำให้ทุกวันนี้แรงงานสร้างสรรค์ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่บ่อยครั้ง เมื่อพูดถึงประเด็นแรงงานสร้างสรรค์ เราจึงเดินทางไปพุดคุยและขอคำแนะนำจาก ‘<strong>ไนล์–เกศนคร พจนวรพงษ์<strong>’</strong> และ ‘อิง–ไชยวัฒน์ วรรณโคตร<strong>’</strong> ผู้ก่อตั้ง ‘สหภาพแรงงานสร้างสรรค์แห่งประเทศไทย (Creative Workers Union Thailand: CUT)’</strong>&nbsp;กลุ่มที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานสร้างสรรค์ไทย ช่วยอธิบายความสำคัญของการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ ที่สามารถนำไปเป็นภูมิคุ้มกันในการทำงานชีวิตจริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-171963" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลายเสียงย่อมดีกว่าเสียงเดียว</strong></h3>



<p>ก่อนจะเข้าถึงประเด็นดังกล่าว เราขอชวนคุณมาทำความรู้จักสหภาพแรงงานสร้างสรรค์กันสักหน่อย จุดเริ่มต้นก็คงหนีไม่พ้นสถานการณ์โควิดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทุกอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจงานสร้างสรรค์เองก็หยุดชะงัก เช่น นักดนตรีกลางคืน อุตสาหกรรมภาพยนตร์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ พร้อมทั้งไม่ได้รับความช่วยเหลือและการเยียวยา</p>



<p>ในตอนนั้นไนล์เป็นนักเขียนการ์ตูน อิงเป็นนักวางแผนนโยบาย ทั้งคู่มีความสนใจเรื่องแรงงานสร้างสรรค์เป็นทุนเดิม เมื่อโควิดทำให้ปัญหาของแรงงานสร้างสรรค์เห็นภาพชัดมากยิ่งขึ้น ทั้งความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน การเงินและคุณภาพชีวิต พวกเขาจึงตัดสินใจจับมือก่อตั้ง ‘สหภาพแรงงานสร้างสรรค์’ ขึ้นมา เพื่อรวมกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ให้มีพลังในการต่อรอง เปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพของแรงงานสร้างสรรค์ให้ยุติธรรม</p>



<p class="has-text-align-center"><strong><em>“ถ้าทุกคนร่วมมือพูดเสียงเดียวกัน</em></strong><br><strong><em>มันก็ดังและมีน้ำหนักมากกว่าเสียงเดียว”</em></strong></p>



<p>อิงเล่าให้ฟังว่า จากเหตุการณ์โควิดทำให้เห็นว่าแรงงานสร้างสรรค์ส่วนมากเป็นฟรีแลนซ์ และได้รับผลกระทบต่อการทำงานมากในขณะนั้น ทุกคนต่างบ่นในโซเชียลมิเดีย แต่สารทั้งหมดนั้นไม่เคยถึงมือผู้รับ เพราะฉะนั้นการรวมกลุ่มสหภาพแรงงานสร้างสรรค์ก็จะทำให้เสียงของทุกคนดังขึ้น</p>



<p>“เรื่องนี้ในต่างประเทศก็เจอเหมือนกัน คือมีฟรีแลนซ์เต็มไปหมด แต่พวกเขามีการรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน เพื่อเรียกร้องสิทธิและป้องกันผลประโยชน์ต่างๆ เช่น มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยและสวัสดิการคนทำงาน เช่น ถ่ายหนังต้องใช้นั่งร้านเหล็กสูงๆ อุปกรณ์พวกนี้ได้มาตรฐานหรือไม่ เสี่ยงอันตรายหรือเปล่า ถ้าไม่ตรงตามเกณฑ์ก็สามารถร้องเรียนได้ เราก็เลยคิดว่าในไทยมันน่าจะรวมตัวได้ เพราะถ้าพวกเราแยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยว เสียงของเราเวลาเรียกร้องอะไรก็จะไม่ดัง ไม่มีใครเห็นตัวตนคุณ การรวมตัวจึงเป็นทางออกเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง หรือเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้”</p>



<p>“ยกตัวอย่าง ช่วงโควิดมีประเด็นระบบจ่ายเงินของบริษัท PayPal Thailand ตอนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายว่า คนที่จะใช้บริการต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคลเท่านั้น ซึ่งแรงงานสร้างสรรค์ส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์และได้รับผลกระทบอย่างมาก เราก็รวบรวมรายชื่อแล้วยื่นเข้าคณะกรรมาธิการการแรงงานที่สภาผู้แทนราษฎร เชิญคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาประชุมและส่งสารให้ PayPal Thailand พิจารณาการเปลี่ยนนโยบายที่เหมาะสมและหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว” ไนล์พูดเสริม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171964" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-2-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สัญญาใจ ไม่สู้สัญญาจ้าง</strong></h3>



<p>ปัญหาของแรงงานสร้างสรรค์ ส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินเรื่องการถูกโกงหรือขอบเขตการทำงานไม่เหมือนอย่างที่ตกลงไว้ หากให้แนะนำการปกป้องสิทธิของตนเองที่สำคัญมากที่สุดคืออะไร ไนล์ตอบอย่างมั่นใจว่าคือ การทำสัญญาที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย</p>



<p class="has-text-align-center"><strong><em>“ทุกวันนี้การทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เกินครึ่ง</em></strong><br><strong><em>ไม่มีสัญญาจ้าง มีแต่สัญญาใจ”</em></strong></p>



<p>“ทั้งๆ ที่สัญญาจ้างจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราสามารถต่อรองได้ว่า จริงๆ เราควรได้รับสิทธิที่ควรจะได้นะ แต่พอเราไม่มีสัญญาจ้าง อย่างแรกเลยเราจะเสี่ยงถูกเอารัดเอาเปรียบ เพราะมันไม่มีหลักฐานมายืนยันว่า เฮ้ย เราเคยตกลงแบบนี้จริงๆ ที่นี้ถ้าเราจะเอาเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลก็ไม่น่าเชื่อถือ</p>



<p>“ดังนั้นการทำสัญญาสำคัญมากสำหรับคนทำฟรีแลนซ์ ความเป็นจริง สัญญาจ้างมันคือการตกลงงานแบบไหนก็ได้ ถ้าพิมพ์ในแชตไลน์ก็เป็นสัญญาจ้างได้นะ แต่ที่เป็นธรรมคือผู้จ้างและลูกจ้างต้องมีส่วนร่วมในการแก้สัญญาจ้างได้เท่าเทียมกันและยอมรับข้อตกลงร่วมกัน พร้อมระบุรายละเอียดชัดเจน</p>



<p>“เช่น ผู้ทำสัญญาจ่ายเงินเท่าไหร่ จ่ายเงินแบบไหน รายละเอียดงานเป็นอย่างไร แล้วถ้าจ่ายเงินช้าจะโดนหักเท่าไหร่ มีค่าปรับนะ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ผลงาน เอาไปใช้แบบไหนได้บ้าง หรือเราควบคุมได้ไหม ไม่งั้นเขาก็อาจจะเอาผลงานเราไปใช้ในทางแปลกๆ ที่เราไม่ได้กำหนดไว้”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171966" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-3-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไม่เพียงเรื่องการทำสัญญาที่ต้องรอบคอบ การคำนึงถึงเรื่องสภาพแวดล้อมการทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันในยุคนี้ อิงเล่าประสบการณ์ในการทำสหภาพแรงงานสร้างสรรค์ว่า มีหลายเคสที่คนเป็นโรคซึมเศร้าหนักหลังออกจากที่ทำงาน เนื่องจากไลฟ์สไตล์การทำงานไม่เป็นอย่างที่คิดไว้</p>



<p>“เรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นสิ่งที่คนทำงานประจำหรือฟรีแลนซ์ควรกังวลมากๆ หลายคนโดนเจ้านายตะคอก โดนด่ารุนแรง โดนตามงานหลังเลิกงานหรือทำร้ายร่างกาย ซึ่งเวลาสัมภาษณ์ เราสามารถถามเรื่องสภาพแวดล้อมการทำงานก่อนให้ชัดเจน เช่น ปกติทำงานกันแบบไหน มีการประชุมกันบ้างไหม คุยสัปดาห์ละกี่ครั้ง หรือมีทำงานล่วงเวลาไหม ไม่ต้องเขินอายที่จะถามเลย</p>



<p>“ในสัญญาเราสามารถระบุได้ด้วยว่า ห้ามติดต่อหลังเลิกงานหรือในวันหยุด ห้ามใช้ความรุนแรงทางกายและวาจา เพราะมันเป็นการป้องกันการเกิด Toxic Relationship ในที่ทำงาน การตกลงคุยกันก่อนช่วยทำให้นายจ้างและลูกจ้างเข้าใจกันมากขึ้น เพราะสมมติก่อนทำงานคุณอยู่ในสภาวะซึมเศร้าในระยะเริ่มต้น พอคุณเจอความสัมพันธ์แย่ๆ คุณก็จะซึมเศร้าหนักไปอีก มันก็จะแย่กว่าเดิม”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171967" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-4-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อีกหนึ่งปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ คือการสมัครงาน เวลาบริษัทอธิบายเนื้องานครอบจักรวาล แต่เงินเดือนเริ่มต้นน้อยนิด สิ่งเหล่านี้สามารถสะท้อนสภาพแวดล้อมการทำงานได้เช่นเดียวกัน ว่าต้องการเน้นใช้แรงงานหนักๆ หรืออยากได้งานที่มีประสิทธิภาพ</p>



<p>อิงกับไนล์แนะนำว่า “ถ้าเราอยากประเมินสภาพแวดล้อมการทำงานคร่าวๆ เราสามารถดูคำอธิบายเนื้องานที่ต้องทำ มันสะท้อนคุณภาพขององค์กรได้นะ หลักๆ มี 2 ประเภทคือ เน้นทำงานให้มีประสิทธิภาพไปเลย บริษัทก็จะอธิบายเนื้องานที่เหมาะสม กับเน้นลดต้นทุน ต้องการใช้แรงงานหนักๆ เราก็จะเห็นรับสมัครงานหมื่นห้าแล้วทำทุกอย่างเหมือนแมงมุม</p>



<p>“ผมก็ไม่มีสิทธิไปบอกคุณว่าไม่ให้ทำงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมบอกได้และเป็นสิ่งที่คุณต้องรู้คือ ถ้าคุณเข้าไปบริษัทแบบนั้น ที่เขาตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะลดต้นทุน โดยการใช้งานคุณหนักเกินไป คุณก็จะเจองานหนักแบบนั้นแน่นอน และคุณไม่ได้ทำงานในสิ่งที่คุณอยากทำหรอก เช่น อยากมุ่งมั่นเป็นนักเขียน ถ้าเน้นทำงานเขียนและค้นหาข้อมูลตามหน้าที่มันจะดีมากๆ แต่ถ้าทำกราฟิก ตัดวิดีโอ ติดต่อลูกค้า ถ่ายรูปด้วย ประสิทธิภาพของคุณก็จะต่ำลงชัดเจน” อิงขยายเสริม</p>



<p>เมื่อพูดถึงความไม่เท่าเทียมของเนื้องานกับผลตอบแทนที่ได้รับ อิงและไนล์ชวนเราคิดต่อถึงที่มาของ ‘การกดราคา’ ในตลาดของแรงงานสร้างสรรค์ ที่มักจะมีเรตค่าจ้างต่ำมาก สาเหตุไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นแรงงานสร้างสรรค์ด้วยกันเอง</p>



<p>“ปัญหาราคางานสร้างสรรค์มีเรตต่ำเกินไป จริงๆ แล้วราคาไม่ได้ต่ำ แต่ที่มันน้อยเพราะเราแยกกันอยู่ ต้องย้อนไปที่ต้นกำเนิดระบบฟรีแลนซ์ ซึ่งจุดประสงค์ของมันคือช่วยลดต้นทุนของบริษัท และช่วยลดต้นทุนของผู้จ้างรายใหม่ด้วย</p>



<p class="has-text-align-center"><em><strong>“ยิ่งพวกคุณแยกกันอยู่มากเท่าไหร่</strong></em><br><em><strong>คนจ้างก็ยิ่งกดราคาได้มากเท่านั้น”</strong></em></p>



<p>“เช่น ผมขอจ้างคนนี้เขียนงานราคา 1,500 แต่มีน้องคนหนึ่งคิดแค่ 500 พอ แล้วบอกด้วยว่า เขียนแบบเดียวกันได้เลย นี่แหละมันคือการตัดราคา แรงงานฟาดฟันกันเองและผลประโยชน์ตกเป็นของคนจ้าง ซึ่งเราโทษใครไม่ได้ด้วยนะ ทุกคนต่างก็ต้องเอาตัวรอด คนจ้างก็ต้องกดราคาเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด มันจึงเป็นเหตุผลที่เราควรรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานสร้างสรรค์ มีระบบกลางและทำข้อตกลงร่วมกันเป็นฉันทามติว่า ราคากลางควรเท่าไหร่กันแน่ จะได้มีเกณฑ์อ้างอิงต่อรองกับนายจ้างได้” อิงยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานสร้างสรรค์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171968" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-5-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความคุ้มครองที่ไม่เคยครอบคลุม</strong></h3>



<p>ระหว่างพูดคุยไนล์และอิงยังเล่าให้ฟังต่ออีกว่า อุปสรรคของแรงงานสร้างสรรค์ไทยที่สำคัญที่สุดคือความไม่มั่นคงในการทำอาชีพและการใช้ชีวิต เนื่องจากระบบฟรีแลนซ์ในไทยไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึง</p>



<p>“ปัญหาหนึ่งในระบบฟรีแลนซ์ที่เจอเหมือนกันคือ ส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองอะไรเลย สมมติว่าคุณเป็นลูกจ้างในบริษัท เวลานายจ้างทำไม่ดีกับคุณ เขาโกงคุณ คุณสามารถไปพึ่งพากฎหมายแรงงานได้ แม้ว่ากระบวนการอาจจะช้าหน่อยแต่มันยังมีที่ให้ไปนะ แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์สิ่งที่คุณร้องเรียนได้คือ ศาลแพ่ง ฟ้องเอาเงินได้อย่างเดียว ไม่สามารถเรียกร้องเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย ถึงเราฟ้องศาลก็ต้องมีค่าทนาย มีเวลา มีต้นทุนไปต่อสู้ทางคดีในอำนาจทางกฎหมาย ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ เขาก็มีทีมทนายเป็นสิบๆ คน มีเงิน เราก็จะเสียเปรียบ”</p>



<p>“อีกอย่างคือเรื่องประกันสังคมก็ไม่ได้ดูแลครอบคลุมคนทำงานฟรีแลนซ์มากนัก ถ้าเราลองมาเช็กประกันสังคมในไทย มันคือสวัสดิการประกันสังคมมาตรา 40 สิทธิประโยชน์น้อยมาก ไปหาหมอก็ไม่ได้ ประกันการว่างงานก็ไม่ได้ กองทุนการเปลี่ยนงานก็ไม่มี นี่คือระบบประกันสังคมในวัยทำงาน”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-171969" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-6-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เทียบกับสวัสดิการของต่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน หรือเดนมาร์ก มันจะเข้าระบบประกันสังคมถ้วนหน้า คุณมีเงินออมในวัยเกษียณ เขาจะหักเงินจากที่คุณจ่ายสมทบ มีประกันว่างงาน คุณมีกองทุนเปลี่ยนงาน ระบบบำนาญ และมีรีสกิลความรู้ด้วย แต่ว่าไทยยังไม่มี ซึ่งในช่วงวัยทำงานมันควรจะมีสิ่งนี้ แม้ว่าบ้านเราจะมีระบบบำนาญถ้วนหน้าแค่ 600 บาท ซึ่งมันทำอะไรไม่ได้หรอก ตอนนี้มันควรจะ 3000 บวกแล้ว”</p>



<p>หลังจากพวกเขาได้เข้ามาทำสหภาพแรงงานสร้างสรรค์และเห็นประเด็นมากมาย เราชวนถามต่อ หากมีอำนาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมอะไร 1 ข้อ คุณอยากจะทำอะไรเป็นอย่างแรก อิงรีบตอบว่าแก้ไขเรื่องรัฐสวัสดิการ</p>



<p>“การเปลี่ยนรัฐสวัสดิการ มันแก้ภาพรวมทั้งสังคม แก้ได้ทุกอย่างเลย ทั้งความไม่มั่นคงทางอาชีพ ชีวิต การเงิน และการคุ้มครองหลังเกษียณในระยะยาว แล้วไม่ใช่แค่แรงงานสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวที่ได้ แต่แรงงานทุกคนก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงมีโอกาสการเข้าถึงงานสร้างสรรค์และงานศิลปะมากยิ่งขึ้น”</p>



<p>สำหรับไนล์ทำหน้าครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะตอบอย่างมั่นใจว่า การเปลี่ยนค่านิยมในไทย “เดิมทีเรามักจะได้ยินค่านิยมประหลาดๆ ในไทย เช่น เขาให้งานเราก็เป็นหนี้บุญคุณแล้ว หรือเขาให้เงินเราก็ดีแค่ไหนแล้ว ความคิดเหล่านี้เป็นผลมาจากโครงสร้างทางสังคมชุดเก่า</p>



<p>“การมีโครงสร้างทางสังคมที่ดีคือ เราสามารถพูดคุย มีอำนาจต่อรอง หรือเรียกร้องสิทธิต่างๆ ในที่ทำงานได้ไหม มันไม่ใช่การทะเลาะกันนะ การคุยกับนายจ้างตรงๆ คือการแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นและความเข้าใจทั้งสองฝ่ายให้สามารถทำงานร่วมกันในระยะยาว”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-2-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-171970" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-2-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-2-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-2-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/11/Web-inside-7-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure>



<p>หลังจบบทสนทนา ตลอดการสัมภาษณ์เราเห็นถึงความมุ่งมั่นของอิงและไนล์ในการก่อตั้งสหภาพแรงงานสร้างสรรค์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับแรงงานสร้างสรรค์ นอกจากนี้พวกเขายังมีแพลนต่อไป นั้นคือการรวมกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ให้มากขึ้นในหลากหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงขยายโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงศิลปะตามพื้นที่ต่างๆ โดยการเชื่อมต่อพื้นที่ศิลปะที่มีอยู่ให้กับคนในท้องถิ่นรู้จักมากยิ่งขึ้น เพราะงานสร้างสรรค์ไม่ได้ตีกรอบแค่ว่าต้องเป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ศิลปะและการทำงานสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่ใครก็ควรทำได้</p>



<p>ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ขอบคุณ&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/xxxyyy.official" target="_blank" rel="noreferrer noopener">XXXYYY Cafe</a>&nbsp;เอื้อเฟื้อสถานที่</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cut-thailand/">สัญญาใจ ≠ สัญญาจ้าง | สิทธิแรงงานสร้างสรรค์ไม่ให้เสี่ยงถูกโกงกับสหภาพแรงงานสร้างสรรค์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
