<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธนกฤต แดงทองดี, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/thanakrit/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/thanakrit/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 23 Dec 2025 06:41:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เพราะสิ่งของมีหลากหลาย ชวนรู้จัก ‘Knolling’ เทคนิคการถ่ายภาพที่จะช่วยจัดวางข้าวของทุกชิ้นให้ครบถ้วนในเฟรมเดียว </title>
		<link>https://adaymagazine.com/knolling/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Dec 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[Knolling]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185153</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวลาล่วงเลยมาถึงสิ้นปีทีไร หนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนมักทำกันช่วงโค้งสุดท้ายของปี คือการจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ ของชิ้นเก่าบางชิ้นที่เราแทบไม่คุ้นตาแล้ว ก็ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่น ส่วนของชิ้นใหม่ที่ไม่ได้ใช้งานก็เก็บใส่เข้ากล่องรวมกัน เพื่อเตรียมพื้นที่รับของที่ใหม่กว่าเข้ามาในบ้าน&#160; ข้าวของทุกชิ้นล้วนมีความทรงจำสอดแทรกอยู่ภายใน ไม่ว่าจะหยิบของชิ้นไหน เรื่องราวมากมายทั้งดีและร้ายต่างก็พรั่งพรูเข้ามา สะกิดความรู้สึกให้เราหวนนึกถึงช่วงเวลาในอดีต ที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเรา เพื่อทบทวนถึงช่วงเวลาอันมีค่าเหล่านั้น คงจะดีถ้าเราได้บันทึกภาพสิ่งของเหล่านี้เก็บเอาไว้ เพื่อย้ำเตือนถึงความทรงจำสีจางๆ และไว้หยิบขึ้นมาดูในวันที่เราคิดถึงอดีต&#160; ข้าวของที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งตั๋วหนังตอนเดตแรก ตุ๊กตาที่ซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเอง สมุดไดอะรีเล่มโปรดสมัยเรียน แว่นตาที่พ่อเคยใส่ และอื่นๆ อีกมากมาย จะจัดวางให้อยู่ในเฟรมเดียวกันได้ก็คงจะยาก ถ้าไม่ใช่วิธีการถ่ายรูปที่เรียกว่า ‘Knolling’&#160; สำหรับใครที่มีสิ่งของหลากหลายชนิดและอยากถ่ายรูปมันเก็บไว้รวมกันไว้ในภาพเดียว เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับวิธีอย่าง Knolling กัน เพื่อช่วยให้ภาพถ่ายของเราสามารถกักเก็บทุกความทรงจำเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด Knolling กับการสร้างระเบียบให้ภาพถ่าย แม้จะเป็นเพียงวิธีการจัดวางวัตถุสำหรับถ่ายภาพ ถึงอย่างนั้น Knolling ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นและได้รับความนิยมไปทั่วเองเสียเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีใครสักคนคิดขึ้นมา มันก็อาจไม่มีชื่อเรียกและใช้กันอย่างแพร่หลายแน่นอน&#160; จุดเริ่มต้นของ Knolling ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการถ่ายภาพโดยตรง หากแต่เริ่มจากสถานที่ที่คาดไม่ถึง นั่นคือสตูดีโอออกแบบเฟอร์นิเชอร์ โดยย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 แอนดรูว์ โครเมโลว์ (Andrew Kromelow) ซึ่งทำงานเป็นภารโรงในสตูดิโอออกแบบเฟอร์นิเชอร์ของ แฟรงก์ เกห์รี (b) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/knolling/">เพราะสิ่งของมีหลากหลาย ชวนรู้จัก ‘Knolling’ เทคนิคการถ่ายภาพที่จะช่วยจัดวางข้าวของทุกชิ้นให้ครบถ้วนในเฟรมเดียว </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เวลาล่วงเลยมาถึงสิ้นปีทีไร หนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนมักทำกันช่วงโค้งสุดท้ายของปี คือการจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ ของชิ้นเก่าบางชิ้นที่เราแทบไม่คุ้นตาแล้ว ก็ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่น ส่วนของชิ้นใหม่ที่ไม่ได้ใช้งานก็เก็บใส่เข้ากล่องรวมกัน เพื่อเตรียมพื้นที่รับของที่ใหม่กว่าเข้ามาในบ้าน&nbsp;</p>



<p>ข้าวของทุกชิ้นล้วนมีความทรงจำสอดแทรกอยู่ภายใน ไม่ว่าจะหยิบของชิ้นไหน เรื่องราวมากมายทั้งดีและร้ายต่างก็พรั่งพรูเข้ามา สะกิดความรู้สึกให้เราหวนนึกถึงช่วงเวลาในอดีต ที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเรา</p>



<p>เพื่อทบทวนถึงช่วงเวลาอันมีค่าเหล่านั้น คงจะดีถ้าเราได้บันทึกภาพสิ่งของเหล่านี้เก็บเอาไว้ เพื่อย้ำเตือนถึงความทรงจำสีจางๆ และไว้หยิบขึ้นมาดูในวันที่เราคิดถึงอดีต&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-185165" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-1024x1024.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5-96x96.png 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-5.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ข้าวของที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งตั๋วหนังตอนเดตแรก ตุ๊กตาที่ซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเอง สมุดไดอะรีเล่มโปรดสมัยเรียน แว่นตาที่พ่อเคยใส่ และอื่นๆ อีกมากมาย จะจัดวางให้อยู่ในเฟรมเดียวกันได้ก็คงจะยาก ถ้าไม่ใช่วิธีการถ่ายรูปที่เรียกว่า ‘Knolling’&nbsp;</p>



<p>สำหรับใครที่มีสิ่งของหลากหลายชนิดและอยากถ่ายรูปมันเก็บไว้รวมกันไว้ในภาพเดียว เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับวิธีอย่าง Knolling กัน เพื่อช่วยให้ภาพถ่ายของเราสามารถกักเก็บทุกความทรงจำเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-1024x683.png" alt="" class="wp-image-185167" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-1024x683.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-1536x1024.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-5.png 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>Knolling กับการสร้างระเบียบให้ภาพถ่าย</strong></h2>



<p>แม้จะเป็นเพียงวิธีการจัดวางวัตถุสำหรับถ่ายภาพ ถึงอย่างนั้น Knolling ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นและได้รับความนิยมไปทั่วเองเสียเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีใครสักคนคิดขึ้นมา มันก็อาจไม่มีชื่อเรียกและใช้กันอย่างแพร่หลายแน่นอน&nbsp;</p>



<p>จุดเริ่มต้นของ Knolling ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการถ่ายภาพโดยตรง หากแต่เริ่มจากสถานที่ที่คาดไม่ถึง นั่นคือสตูดีโอออกแบบเฟอร์นิเชอร์ โดยย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 <strong>แอนดรูว์ โครเมโลว์ (Andrew Kromelow)</strong> ซึ่งทำงานเป็นภารโรงในสตูดิโอออกแบบเฟอร์นิเชอร์ของ <strong>แฟรงก์ เกห์รี (b)</strong> บังเอิญเห็นว่าเฟอร์นิเชอร์ทรงเหลี่ยมของแบรนด์ Knoll เมื่อนำมาจัดวางให้เป็นระเบียบ จะดูคล้ายมุมฉาก (90 องศา) ตัวเขาจึงเริ่มจัดวางเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในแนวเส้นตรงและมุมฉากบนพื้นผิวเรียบไปพร้อมๆ กัน และเรียกเทคนิคดังกล่าวว่า ‘Knolling’ มาจากชื่อแบรนด์เฟอร์นิเชอร์นั่นเอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-1024x683.png" alt="" class="wp-image-185169" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-1024x683.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-1536x1024.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4.png 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>วิธีการจัดของแบบนี้จึงได้รับความนิยมอย่างมากในสตูดีโอของเกห์รี และกลายเป็นมาตรฐานในการจัดระเบียบสิ่งของในเวลาต่อมา เมื่อศิลปินจะถ่ายภาพสินค้าก็มักนำของมาจัดวางในลักษณะนี้ พร้อมถ่ายจากด้านบน เพื่อให้เห็นข้าวของทุกชิ้น ทำให้ Knolling จึงเริ่มพัฒนาอย่างจริงจัง จนกลายเป็นรูปแบบการถ่ายภาพที่ช่างภาพหลายคนมักหยิบมาใช้กัน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-5-683x1024.png" alt="" class="wp-image-185168" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-5-683x1024.png 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-5-200x300.png 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-5-768x1152.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-5-600x900.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-5-210x315.png 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-5.png 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ทั้งนี้ หนึ่งในบุคคลสำคัญผู้ทำให้การถ่ายภาพแบบ Knolling เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น คือ <strong>ทอม แซกส์ (Tom Sachs)</strong> ศิลปินร่วมสมัยชาวอเมริกัน ผู้เคยทำงานอยู่ในสตูดีโอของแฟรงก์ เกห์รี โดยตัวเขาได้นำแนวคิด Knolling มาใช้และต่อยอดในงานศิลปะของตนเอง โดยงานของเจ้าตัวที่ทำให้เทคนิค Knolling โด่งดัง คือภาพของข้าวของเครื่องใช้ในงานช่างที่จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งมีการบันทึกเอาไว้ใน <em>Ten Bullets Zine</em> ซึ่งเป็นเหมือนหนังสือบันทึกการทำงานของแซกส์ด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-185170" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-1024x1024.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-96x96.png 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นอกจากนี้วลีอย่าง ‘Always Be Knolling (ABK)’ ซึ่งเป็นเหมือนคติประจำใจของบรรดาช่างภาพทั้งหลาย ก็มีทอม แซกส์เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยงานของเขาช่วยผลักดันให้ Knolling กลายเป็นเทคนิคกระแสหลักของโลกภาพถ่ายและศิลปะ ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เหล่าช่างภาพจำนวนมากหันมาสนใจเทคนิคนี้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ทำให้ในเวลาต่อมา ศิลปินและนักออกแบบอีกมากมายก็นำ Knolling ไปใช้ต่อยอดจนกลายเป็นสไตล์การถ่ายภาพที่ชัดเจนในตัวเอง โดยในปัจจุบันเรามักเห็น Knolling ถูกนำไปใช้ในงานถ่ายภาพสินค้า คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย และงานจัดวางเชิงศิลปะอยู่บ่อยครั้งด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-1024x683.png" alt="" class="wp-image-185172" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-1024x683.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-1536x1024.png 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-2.png 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หัวใจสำคัญของการถ่ายภาพแบบ Knolling คือความเป็นระเบียบและมุมองศา โดยจะจัดวางวัตถุต่างๆ ให้อยู่ในแนวมุมฉาก 90 องศา เพื่อสร้างองค์ประกอบที่สมดุลและดูเป็นระบบ ซึ่งการจัดวางแบบนี้มีข้อดีหลายอย่าง ได้แก่ ทำให้มองเห็นวัตถุแต่ละชิ้นได้ชัดเจน สร้างความรู้สึกเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุต่างๆ ได้ง่ายขึ้น&nbsp;</p>



<p>หนำซ้ำการถ่ายภาพแบบ Knolling อาศัยองค์ประกอบทางภาพหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างภาพที่ดูเป็นระเบียบ สวยงาม และดึงดูดสายตา พร้อมทั้งสื่อสารข้อมูลได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสี พื้นผิว แสง และระยะห่างระหว่างวัตถุ ซึ่งล้วนมีผลต่อการรับรู้ของผู้ชมโดยตรง การเลือกใช้สีที่ตัดกันอย่างพอดีช่วยขับให้วัตถุแต่ละชิ้นโดดเด่น ขณะที่ความแตกต่างของพื้นผิวเพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับภาพ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกจัดวางอย่างลงตัว ภาพ Knolling จึงไม่ใช่แค่การจัดของให้เป็นระเบียบ แต่กลายเป็นการเล่าเรื่องผ่านวัตถุ ที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจทั้งหน้าที่ ความสัมพันธ์ และคุณค่าของสิ่งของเหล่านั้นได้โดยง่ายที่สุด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-185171" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-1024x1024.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2-96x96.png 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/07-2.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ปัจจุบัน Knolling สามารถพบเห็นได้ในแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยและสตูดีโอออกแบบทั่วโลก ศิลปินอย่าง <strong>ทอดด์ แมกเลแลน (Todd McLellan)</strong> ก็ได้นำเทคนิคนี้มาใช้สร้างสรรค์ผลงาน โดยนิยมจัดวางชิ้นส่วนของวัตถุให้แยกออกมาเป็นองค์ประกอบที่ดูโดดเด่นและสะดุดตา หรือในฝั่งของงานออกแบบเฟอร์นิเชอร์ นักออกแบบจำนวนมากก็ได้รับแรงบันดาลใจจากการจัดวางแบบ Knolling ด้วยเช่นกัน อย่าง <strong>ฟลอเรนซ์ นอลล์ (Florence Knoll)</strong> และนำหลักการของ Knolling ไปปรับใช้ในโชว์รูมหรือพื้นที่จัดแสดงสินค้า เป็นต้น</p>



<p>นอกจากนี้ การเน้นเรื่องระเบียบและมุมองศาของสิ่งของแบบนี้ จึงทำให้ของใช้ธรรมดาๆ กลายเป็นภาพที่ดูโดดเด่นทางสายตา เทคนิค Knolling จึงเหมาะมากกับงานถ่ายภาพสินค้า การจัดแสดงของ หรือการจัดวางเชิงศิลปะเป็นอย่างมาก</p>



<p>ฉะนั้นแล้ว หากใครกำลังมองหาเทคนิคและวิธีการในการถ่ายภาพข้าวของเครื่องใช้ในความทรงจำระหว่างที่เก็บบ้าน ก็อาจลองเอาวิธีอย่าง Knolling ไปใช้ดู จะได้มีภาพถ่ายสักใบที่สามารกักเก็บเรื่องราวจากสิ่งของต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน&nbsp;</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://marzagency.com/digital-marketing/knolling-photography/">marzagency.com</a></p>



<p><a href="https://knolling.org/what-is-knolling">knolling.org</a></p>



<p><a href="https://archive.curbed.com/2016/7/18/12215158/always-be-knolling-tom-sachs-knoll">archive.curbed.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/knolling/">เพราะสิ่งของมีหลากหลาย ชวนรู้จัก ‘Knolling’ เทคนิคการถ่ายภาพที่จะช่วยจัดวางข้าวของทุกชิ้นให้ครบถ้วนในเฟรมเดียว </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพราะสถาปัตยกรรมเป็นมากกว่าเรื่องของตึก ชวนดูแนวคิดการออกแบบของ ‘Frank Gehry’ ผู้สร้างปรากฏการณ์ Bilbao Effect </title>
		<link>https://adaymagazine.com/frank-gehry/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Dec 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[Frank Gehry]]></category>
		<category><![CDATA[Bilbao Effect]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185125</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงร้อยปีหรือศตวรรษที่ผ่านมา มีอาคารตึกรามบ้านช่องมากมายเกิดขึ้น จากเก่าสู่ใหม่ จากวินเทจสู่ทันสมัย ตามเทคโนโลยีและภูมิปัญญาของมนุษย์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา&#160; ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากว่าที่สถาปัตยกรรมของโลกเราจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ จำต้องมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ตึกสูงต้องอาศัยพื้นที่และระยเวลาในการสร้างร่วมหลายสิบปี ปัจจุบันตึกระฟ้าก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดทั่วไปทั้งเมือง&#160; อีกทั้ง ความวิจิตรพิสดารของอาคารบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปตามความสามารถของมนุษย์ด้วยเช่นกัน จากตึกที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมแสนธรรมดา เริ่มมีการออกแบบให้มีรูปทรงและเหลี่ยมมุมที่บิดเบี้ยวมากขึ้น จนทำให้บางแห่งกลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งยุคไปโดยปริยาย ฉะนั้นแล้ว ถ้าจะนั่งลิสต์รายชื่อสถปานิกผู้เป็นตำนานแห่งศตวรรษที่ 20 นี้ ที่ได้สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมอันแสนมหัศจรรย์ คงจะเป็นไปได้ยากหากจะขาดชื่อของ แฟรงก์ เกห์รี (Frank Gehry) หนึ่งในสถาปนิกผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เปลี่ยนมุมมองของเราต่อโลกของสถาปัตยกรรมไปตลอดกาล&#160; ทั้งนี้ ดั่งคำที่ว่า ‘ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น’ แม้ผลงานของเจ้าตัวจะยังคงตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์ให้เราได้เห็นอยู่ ทว่า ในแง่ของชีวิตกลับไม่ได้จีรังยั่งยืนเหมือนศิลปะ ตัวของแฟรงก์ เกห์รีเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา&#160; อนึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถาปนิกผู้เป็นตำนาน และผลงานที่จะยังคงอยู่ตลอดไป เราจึงอยากชวนทุกคนมารู้จักกับเรื่องราวชีวิตของ แฟรงก์ เกห์รี กันมากขึ้น พร้อมไปดูกันว่าผลงานของเขาเปลี่ยนโลกใบนี้ไปอย่างไรบ้าง&#160; จากความสนุกวัยเด็ก สู่เส้นทางการเป็นสถาปนิก มีผู้คนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ชีวิตวัยเด็กและชีวิตวัยผู้ใหญ่มีทางเดินที่แตกต่างกัน ไม่ได้สานต่อเจตนารมณ์และความฝันในวัยเยาว์ของตนเอง ทว่า ก็มีเด็กอีกมากมายที่สามารถนำความหลงใหลและความสนุกสนานในช่วงวัยแห่งการเล่นสนุกนี้ ไปก่อร่างสร้างเป็นอาชีพในอนาคตได้&#160; แฟรงก์ เกห์รี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/frank-gehry/">เพราะสถาปัตยกรรมเป็นมากกว่าเรื่องของตึก ชวนดูแนวคิดการออกแบบของ ‘Frank Gehry’ ผู้สร้างปรากฏการณ์ Bilbao Effect </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในช่วงร้อยปีหรือศตวรรษที่ผ่านมา มีอาคารตึกรามบ้านช่องมากมายเกิดขึ้น จากเก่าสู่ใหม่ จากวินเทจสู่ทันสมัย ตามเทคโนโลยีและภูมิปัญญาของมนุษย์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา&nbsp;</p>



<p>ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากว่าที่สถาปัตยกรรมของโลกเราจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ จำต้องมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ตึกสูงต้องอาศัยพื้นที่และระยเวลาในการสร้างร่วมหลายสิบปี ปัจจุบันตึกระฟ้าก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดทั่วไปทั้งเมือง&nbsp;</p>



<p>อีกทั้ง ความวิจิตรพิสดารของอาคารบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปตามความสามารถของมนุษย์ด้วยเช่นกัน จากตึกที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมแสนธรรมดา เริ่มมีการออกแบบให้มีรูปทรงและเหลี่ยมมุมที่บิดเบี้ยวมากขึ้น จนทำให้บางแห่งกลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งยุคไปโดยปริยาย</p>



<p>ฉะนั้นแล้ว ถ้าจะนั่งลิสต์รายชื่อสถปานิกผู้เป็นตำนานแห่งศตวรรษที่ 20 นี้ ที่ได้สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมอันแสนมหัศจรรย์ คงจะเป็นไปได้ยากหากจะขาดชื่อของ <strong>แฟรงก์ เกห์รี (Frank Gehry) </strong>หนึ่งในสถาปนิกผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เปลี่ยนมุมมองของเราต่อโลกของสถาปัตยกรรมไปตลอดกาล&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ดั่งคำที่ว่า ‘ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น’ แม้ผลงานของเจ้าตัวจะยังคงตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์ให้เราได้เห็นอยู่ ทว่า ในแง่ของชีวิตกลับไม่ได้จีรังยั่งยืนเหมือนศิลปะ ตัวของแฟรงก์ เกห์รีเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา&nbsp;</p>



<p>อนึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถาปนิกผู้เป็นตำนาน และผลงานที่จะยังคงอยู่ตลอดไป เราจึงอยากชวนทุกคนมารู้จักกับเรื่องราวชีวิตของ แฟรงก์ เกห์รี กันมากขึ้น พร้อมไปดูกันว่าผลงานของเขาเปลี่ยนโลกใบนี้ไปอย่างไรบ้าง&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากความสนุกวัยเด็ก สู่เส้นทางการเป็นสถาปนิก</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185126" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-19.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>มีผู้คนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ชีวิตวัยเด็กและชีวิตวัยผู้ใหญ่มีทางเดินที่แตกต่างกัน ไม่ได้สานต่อเจตนารมณ์และความฝันในวัยเยาว์ของตนเอง ทว่า ก็มีเด็กอีกมากมายที่สามารถนำความหลงใหลและความสนุกสนานในช่วงวัยแห่งการเล่นสนุกนี้ ไปก่อร่างสร้างเป็นอาชีพในอนาคตได้&nbsp;</p>



<p>แฟรงก์ เกห์รี หรือ แฟรงค์ โอเวน โกลด์เบิร์ก คือหนึ่งในผู้ที่แน่วแน่เส้นทางชีวิตของตนเองมาตั้งแต่ยังเด็ก ตัวเขาเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์มากล้นเกินวัย ส่วนหนึ่งก็มาจากการเล่นสนุกกับการสร้างเมืองจำลองจากเศษไม้ในห้องนั่งเล่นของบ้าน โดยมีปู่และย่าเป็นผู้คอยสนับสนุนและหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มาให้เด็กน้อยได้เล่นสนุก และมันก็ได้ปลูกฝังแนวคิดเรื่องความสร้างสรรค์และการใช้จินตนาการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา&nbsp;</p>



<p>มิหนำซ้ำ นอกจากการใช้ชีวิตที่ร้านขายอุปกรณ์การช่างของปู่ในช่วงสุดสัปดาห์แล้ว พ่อแม่ของเขายังสนับสนุนให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการวาดรูปในเวลาเดียวกันด้วย ด้วยการสนับสนุนเหล่านี้ ก็ยิ่งทำให้ตัวเขาได้เข้าสู่โลกของศิลปะได้อย่างเต็มตัวมากขึ้นด้วย&nbsp;</p>



<p>แม้ช่วงชีวิตในวัยเด็กเรื่อยมาจนถึงวัยรุ่นจะต้องมีการเผชิญกับปัญหาบ้าง แต่สิ่งที่ยังคงแน่วแน่ไม่เคยเปลี่ยน คือความชอบในศิลปะและการเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ร่วมกับการได้เล่นสร้างบ้านเมืองมาตั้งแต่ยังเด็ก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเรียนคณะสถาปัตยกรรม จนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียในปี 1954 และได้เริ่มทำงานที่ Victor Gruen Associates ซึ่งเป็นบริษัทด้านการออกแบบที่เขาเคยฝึกงานด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185127" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-17.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ด้วยความรักและความทุ่มเทต่องานด้านการออกแบบแฟรงก์ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่ Harvard Graduate School of Design ในสาขาการวางผังเมือง จนกระทั่งตัวเขาได้กลับมาที่สหรัฐอเมริกา เขาจึงได้เข้าทำงานกับ Pereira and Luckman แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น ตัวเขาก็ได้กลับไปร่วมงานกับ Gruen อีกครั้ง ซึ่งแฟรงก์ได้ทำงานอยู่ที่นั่นจนถึงปี 1960&nbsp;</p>



<p>ในปี 1961 แฟรงก์ย้ายไปอยู่ปารีสพร้อมครอบครัว เขาได้ทำงานในสำนักงานของ André Remondet ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปหนึ่งปี แฟรงก์ได้ศึกษาผลงานของสถาปนิกชื่อดังอย่าง <strong>เลอ กอร์บูซีเย</strong></p>



<p><strong>(Le Corbusier) </strong>และ <strong>บัลทาซาร์ น็อยมัน (Balthasar Neumann) </strong>ทำให้ตัวเขาเริ่มหลงใหลสถาปัตยกรรมโบสถ์โรมันในฝรั่งเศสมากขึ้น กระทั่งนปี 1962 ตัวเขาจึงก่อตั้งบริษัทสถาปนิกของตัวเองขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้เริ่มมีชื่อเสียงจากการออกแบบอาคารต่างๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาบริลโล ในซานเปโดร พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแคลิฟอร์เนีย พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Frederick Wiseman หรือกระทั่งผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาอย่าง พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา&nbsp;</p>



<p>เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตัวเขา แฟรงก์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสถาปนิกระดับแนวหน้าแห่งศตวรรษที่ 20 อย่างไม่มีข้อกังขา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ช่วงเวลาวัยเด็กของเจ้าตัว คือหัวใจสำคัญที่ช่วยส่งตัวของแฟรงก์ให้มายืนอยู่จุดที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานได้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพราะงานออกแบบต้องสะท้อนอารมณ์&nbsp;</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185128" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-16.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อาจกล่าวได้ว่า งานออกแบบของแฟรงก์ เกห์รี ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่มีทั้งความอลังการและความโดดเด่น แต่ยังคงสะท้อนอัตลักษณ์และตัวตนของเจ้าตัวออกมาได้เป็นอย่างดี หากใครได้รู้จักผลงานของแฟรงก์แม้เพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้รู้จักทุกผลงานของเจ้าตัวไปตลอดกาล&nbsp;</p>



<p>ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะงานออกแบบของแฟรงก์ ถือว่ามีความโดดเด่นและลายเส้นที่เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก โดยผลงานของเจ้าตัวมักออกแบบด้วยแนวคิดเรื่องของความยังไม่เสร็จสมบูรณ์ (Unfinished) ส่วนเรื่องวัสดุและรูปทรงที่ใช้จะมีความดิบ หยาบ และมีกลิ่นอายของยุคอุตสาหกรรมชัดเจน เช่น แผ่นเหล็กและไทเทเนียม ซึ่งมักเป็นวัสดุหลักของอาคารในงานออกแบบของแฟรงก์เสมอ&nbsp;</p>



<p>นอกจากเรื่องวัสดุแล้ว ในงานออกแบบยุคแรกๆ ของแฟรงก์ยังสร้างเอกลักษณ์และภาพจำในงานตัวเอง ด้วยการใช้รูปทรงที่เน้นเรื่องของการเคลื่อนไหว มีพลัง ตลอดจนการจัดองค์ประกอบที่มีความชัดเจนในตัวมันเอง ตัวอย่างเช่น ซานตา โมนิกา เพลซ (1973) ตัวอาคารมีมีผนังด้านนอกด้านหนึ่งยาวกว่า 90 เมตร สูงถึง 6 ชั้น และถูกคลุมด้วยม่านรั้วลวดตาข่าย โดยมีการรั้วลวดตาข่ายอีกชั้นในด้วยสีที่แตกต่างกัน สะท้อนภาพของความอุตสาหกรรมในการออกแบบได้เป็นอย่างดี&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185129" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-18.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ด้วยความโดดเด่นในการเลือกใช้รูปทรงและวัสดุในการออกแบบ ทำให้ผู้คนจำนวนมากสามารถจดจำผลงานออกแบบของเขาได้ ครั้งหนึ่ง <em>The New York Times </em>เคยอธิบายถึงผลงานของเขาเอาไว้ว่า สถาปัตยกรรมของแฟรงก์มักใช้วัสดุแข็งกระด้าง ดูไม่ขัดเกลา และหยิบวางรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย แต่ผลงานของเขาดันถูกออกแบบมาอย่างชานฉลาดและรัดกุม&nbsp;</p>



<p>และผลงานที่เป็นที่น่าจดจำที่สุดของแฟรงก์คงหนีไม่พ้น พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา (1997) อาคารที่แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ตัวอาคารถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นไทเทเนียมที่บิดโค้งราวประติมากรรมขนาดยักษ์ สะท้อนแสงและสีของท้องฟ้า รวมถึงแม่น้ำเนร์บิออนที่ไหลผ่านเมือง ทำให้ตัวอาคารดูเหมือนมีชีวิตและมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185130" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-16.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>กุกเกนไฮม์ บิลเบา ไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมืองบิลเบาด้วยเช่นกัน เดิมทีเมืองแห่งนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา หลังจากอาคารนี้ถูกสร้างขึ้นมา เมืองก็ได้กลายเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรมระดับโลก โดยปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เรียกว่า ‘Bilbao Effect’&nbsp;</p>



<p>ปรากฏการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงพลังของสถาปัตยกรรมที่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และชีวิตของเมืองทั้งเมืองได้ แม้จะเป็นอาคารเพียงแค่อาคารเดียวก็ตาม&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185131" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ทั้งนี้ ผลงานกุกเกนไฮม์ บิลเบา แฟรงก์ เกห์รี ได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการมองอาคารในฐานะประติมากรรม ที่ไม่ได้ยึดติดกับเส้นตรงหรือรูปทรงเรขาคณิตแบบสถาปัตยกรรมทั่วไป พร้อมยังเพิ่มมิติด้านความรู้สึก การพริ้วไหวของอาคาร ตอลดจนการมีพื้นที่ที่ออกแบบผ่านประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริงๆ เหล่านี้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในงานออกแบบของเขาด้วยนั่นเอง</p>



<p>ท้ายสุดแล้ว งานออกแบบของแฟรงก์ เกห์รี จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างอาคารที่แปลกตาหรืออลังการเท่านั้น หากแต่ยังเน้นไปที่การถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และตัวตนของผู้ออกแบบลงไปในสถาปัตยกรรมอย่างตรงไปตรงมา&nbsp;</p>



<p>อาคารของเขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ใช้งาน แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนสามารถรับรู้และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้จริง ผลงานของแฟรงก์จึงตอกย้ำให้เราเห็นว่าสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างและฟังก์ชัน หากแต่เป็นศิลปะที่มีชีวิต และสามารถส่งอิทธิพลต่อผู้คน เมือง และสังคมไปในแง่ใดแง่หนึ่งได้&nbsp;</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://www.wallpaper.com/architecture/frank-gehry-architecture">wallpaper.com</a></p>



<p><a href="https://www.britannica.com/biography/Frank-Gehry">britannica.com</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/artanddesign/2025/dec/06/frank-gehry-obituary">theguardian.com</a></p>



<p><a href="https://www.bbc.com/news/articles/c0qlgx275jqo">bbc.com</a></p>



<p><a href="https://www.pritzkerprize.com/biography-frank-gehry">pritzkerprize.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/frank-gehry/">เพราะสถาปัตยกรรมเป็นมากกว่าเรื่องของตึก ชวนดูแนวคิดการออกแบบของ ‘Frank Gehry’ ผู้สร้างปรากฏการณ์ Bilbao Effect </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจเรื่องราวเบื้องหลังภาพถ่ายของ ‘Martin Parr’ ช่างภาพผู้มองเห็นความอัศจรรย์ในสิ่งธรรมดาที่หลายคนมองข้าม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/martin-parr-photographer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Dec 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Martin Parr]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=184696</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘การถ่ายภาพ’ นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่จะบันทึกเรื่องราวและความเป็นจริงของผู้คน สรรพสัตว์​ สิ่งของ และสถานที่ต่างๆ รวมถึงยังทำหน้าที่เป็นหลักฐานของการมีอยู่ของบางสิ่งบางอย่าง เพื่อส่งต่อให้ผู้คนในอนาคตได้เห็นต่อไป ก่อนหน้าจะมีภาพถ่าย ผู้คนบันทึกและนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ตาเห็นผ่านงานศิลปะ เฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยตั้งแต่ยุคลัทธิประทับใจนิยม (Impressionism) เป็นต้นมา ซึ่งศิลปะเป็นตัวกลางอย่างดีที่สามารถสะท้อนอารมณ์อันลุ่มลึกและความประทับใจต่อภาพตรงหน้าได้&#160; อย่างไรก็ดี โลกเราเองไม่ได้หยุดหมุนฉันใด เทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตามฉันนั้น จากเดิมที่มันเป็นเพียงผืนภาพแบนราบที่สะท้อนวัตถุตรงหน้า ไม่ได้มีพลังในการเล่าเรื่องเท่าภาพวาด ทว่าปัจจุบันมีช่างภาพจำนวนไม่น้อยที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ มุมมอง และเรื่องราวที่อยู่ในฉากตรงหน้าออกมาได้อย่างลึกซึ้ง จนมันได้กลายมาเป็นอีกภาษาหนึ่งของการเล่าเรื่องที่ทรงพลังไม่แพ้งานศิลปะแบบใดเลย และหากถามว่าช่างภาพคนไหนที่สามารถลั่นชัตเตอร์และนำเสนอรูปถ่ายออกมาในมิติเช่นนั้นได้บ้าง ก็คงต้องขอเสนอชื่อของ มาร์ติน พาร์ (Martin Parr) หนึ่งในช่างภาพชื่อดัง ผู้สามารถใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนวิถีชีวิตอันแสนธรรมดาของชาวอังกฤษให้กลายเป็นความมหัศจรรย์ได้ แม้เราจะไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้นในภาพ แต่เชื่อว่าใครที่ได้เห็นภาพของมาร์ติน ก็จะต้องสัมผัสได้ถึงเรื่องราวที่ร้อยเรียงกันในภาพนั้นแน่นอน&#160; ถึงเจ้าตัวจะจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2025 ทว่าผลงานภาพถ่ายและเรื่องราวของตัวเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนเข้าสู่โลกของภาพถ่าย ผ่านผลงานของมาร์ติน พาร์ ช่างภาพผู้มองเห็นความอัศจรรย์ในสิ่งธรรมดาที่หลายคนมองข้าม จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่เส้นทางชีวิตอันยิ่งใหญ่  การจะเข้าใจผลงานของศิลปินคนหนึ่งอย่างลึกซึ้ง คงเป็นเรื่องยากหากเราไม่รู้จักเส้นทางชีวิตของเขามาก่อน ดังนั้นก่อนที่เราจะพาไปสำรวจเบื้องหลังภาพถ่ายของมาร์ติน พาร์ เราขอเริ่มต้นจากเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของเขาเสียก่อน ย้อนกลับไปในปี 1952 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/martin-parr-photographer/">สำรวจเรื่องราวเบื้องหลังภาพถ่ายของ ‘Martin Parr’ ช่างภาพผู้มองเห็นความอัศจรรย์ในสิ่งธรรมดาที่หลายคนมองข้าม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘การถ่ายภาพ’ นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่จะบันทึกเรื่องราวและความเป็นจริงของผู้คน สรรพสัตว์​ สิ่งของ และสถานที่ต่างๆ รวมถึงยังทำหน้าที่เป็นหลักฐานของการมีอยู่ของบางสิ่งบางอย่าง เพื่อส่งต่อให้ผู้คนในอนาคตได้เห็นต่อไป</p>



<p>ก่อนหน้าจะมีภาพถ่าย ผู้คนบันทึกและนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ตาเห็นผ่านงานศิลปะ เฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยตั้งแต่ยุคลัทธิประทับใจนิยม (Impressionism) เป็นต้นมา ซึ่งศิลปะเป็นตัวกลางอย่างดีที่สามารถสะท้อนอารมณ์อันลุ่มลึกและความประทับใจต่อภาพตรงหน้าได้&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดี โลกเราเองไม่ได้หยุดหมุนฉันใด เทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตามฉันนั้น จากเดิมที่มันเป็นเพียงผืนภาพแบนราบที่สะท้อนวัตถุตรงหน้า ไม่ได้มีพลังในการเล่าเรื่องเท่าภาพวาด ทว่าปัจจุบันมีช่างภาพจำนวนไม่น้อยที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ มุมมอง และเรื่องราวที่อยู่ในฉากตรงหน้าออกมาได้อย่างลึกซึ้ง จนมันได้กลายมาเป็นอีกภาษาหนึ่งของการเล่าเรื่องที่ทรงพลังไม่แพ้งานศิลปะแบบใดเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-10-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184699" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-10-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-10-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-10-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-10-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-10-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-10.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>และหากถามว่าช่างภาพคนไหนที่สามารถลั่นชัตเตอร์และนำเสนอรูปถ่ายออกมาในมิติเช่นนั้นได้บ้าง ก็คงต้องขอเสนอชื่อของ <strong>มาร์ติน พาร์ (Martin Parr) </strong>หนึ่งในช่างภาพชื่อดัง ผู้สามารถใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนวิถีชีวิตอันแสนธรรมดาของชาวอังกฤษให้กลายเป็นความมหัศจรรย์ได้ แม้เราจะไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้นในภาพ แต่เชื่อว่าใครที่ได้เห็นภาพของมาร์ติน ก็จะต้องสัมผัสได้ถึงเรื่องราวที่ร้อยเรียงกันในภาพนั้นแน่นอน&nbsp;</p>



<p>ถึงเจ้าตัวจะจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2025 ทว่าผลงานภาพถ่ายและเรื่องราวของตัวเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนเข้าสู่โลกของภาพถ่าย ผ่านผลงานของมาร์ติน พาร์ ช่างภาพผู้มองเห็นความอัศจรรย์ในสิ่งธรรมดาที่หลายคนมองข้าม</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่เส้นทางชีวิตอันยิ่งใหญ่ </strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184700" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-6.jpg 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การจะเข้าใจผลงานของศิลปินคนหนึ่งอย่างลึกซึ้ง คงเป็นเรื่องยากหากเราไม่รู้จักเส้นทางชีวิตของเขามาก่อน ดังนั้นก่อนที่เราจะพาไปสำรวจเบื้องหลังภาพถ่ายของมาร์ติน พาร์ เราขอเริ่มต้นจากเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของเขาเสียก่อน</p>



<p>ย้อนกลับไปในปี 1952 มาร์ติน พาร์ เกิดที่เมืองเอปซอม มณฑลเซอร์รีย์ ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ต่างอะไรจากเด็กธรรมดาทั่วไป แต่หนึ่งสิ่งที่บ่มเพาะให้ตัวเขากลายเป็นคนช่างสังเกต คือการที่มาร์ตินใช้เวลาในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปกับการดูนกกับพ่อแม่ ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นคนชอบดูนก จึงมักพามาร์ตินไปด้วยเป็นประจำ&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้จุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าตัวหันมาสนใจกล้องและการถ่ายภาพอย่างจริงจัง นั่นคือช่วงเวลาที่เขาต้องพักอยู่ที่บ้านของปู่ย่า ซึ่งปู่ของเขาเป็นช่างภาพมือสมัครเล่น ทำให้ตัวเขาในวัย 14 ปี เริ่มสนใจและมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นช่างภาพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนเก่ง มีสอบตกอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดเรื่องที่อยากจะหันมาเอาจริงเอาจังในด้านการถ่ายภาพมากขึ้น เวลาต่อมา ราวๆ ปี 1970 มาร์ตินจึงได้เข้าศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพที่ Manchester Polytechnic ซึ่งเป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยเปิดให้มาร์ตินได้ก้าวเข้าสู่โลกของการเป็นช่างภาพมืออาชีพ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-6-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184701" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-6-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-6-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-6-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-6.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตัวเขาก็ได้เข้าร่วมโครงการประกวดถ่ายภาพมากมาย จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เฉพาะอย่างยิ่งกับการเป็นช่างภาพผู้ถ่ายภาพสารคดีเชิงสังคมที่ทั้งแปลกใหม่และสร้างสรรค์กว่าภาพสารคดีแบบเดิมๆ จนทำให้ตัวเขากลายเป็นช่างภาพอีกหนึ่งคนที่บทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการถ่ายภาพแบบใหม่ๆ ทั้งในสหราชอาณาจักรและต่างประเทศ&nbsp;</p>



<p>มาร์ติน พาร์ ได้ออกผลงานหนังสือรวมภาพถ่ายตีพิมพ์ชุดแรกชื่อว่า ได้แก่ <em>Bad Weather</em> (1982), <em>Calderdale Photographs</em> (1984) และ <em>A Fair Day </em>(1984) โดยภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพถ่ายขาวดำ จากบริเวณแถบตอนเหนือของอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ มาร์ตินใช้กล้อง Leica M3 เลนส์ 35 มม. เป็นหลัก หากแต่ในโปรเจกต์ <em>Bad Weather </em>เขาเปลี่ยนไปใช้กล้องกันน้ำพร้อมแฟลชแทน เพื่อให้ถ่ายท่ามกลางฝนฟ้าหนักได้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>ด้วยเทคนิคและวิธีการที่เฉพาะตัว จนหลายคนให้การยอมรับ มาร์ติน พาร์ จึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Magnum Photographic Corporation ซึ่งถือเป็นสหกรณ์ช่างภาพนานาชาติที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก หนำซ้ำตัวเขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ด้านการถ่ายภาพที่ University of Wales ด้วย แถมยังได้เป็นศาสตราจารย์รับเชิญด้านการถ่ายภาพที่ University of Ulster ในเวลาต่อมาด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184702" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-9.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>กระทั่งในปี 2021 มาร์ตินได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งอีโลม่า ตัวเขาได้ต่อสู้กับโรคร้ายนี้มายาวนานกว่าหลายปี จนกระทั่งวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมามาร์ติน พาร์ก็ได้จากไปด้วยโรคมะเร็ง ณ บ้านของเขาในเมืองบริสตอล</p>



<p>นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างการออกไปดูนก เรื่อยมาจนถึงการได้ลองจับกล้องและลั่นชัตเตอร์กับผู้เป็นปู่ กิจกรรมในวัยเด็กเหล่านี้ได้ประกอบสร้างตัวตนความเป็นช่างภาพและศิลปินในตัวเขาให้ค่อยๆ ก่อขึ้นมา จนกลายมาเป็นหนึ่งในช่างภาพที่หลายคนให้การยอมรับในระดับโลก&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้วอะไรที่ทำให้ภาพถ่ายของมาร์ติน พาร์ไปไกลในระดับโลก&nbsp;</strong></h2>



<p>แม้จะเป็นเพียงแค่ภาพถ่ายที่สะท้อนวัตถุตรงหน้าอย่างตรงไปตรงมา ทว่าช่างภาพแต่ละคนก็มีเทคนิคและวิธีการที่จะนำเสนอภาพถ่ายออกมาผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน ลายเส้นจึงถือเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยที่จะช่วยสะท้อนวิธีคิดและตัวตนของช่างภาพคนนั้นๆ ออกมา&nbsp;</p>



<p>สำหรับมาร์ติน พาร์ เชื่อว่าหลายคนคงจดจำตัวเขาได้ผ่านผลงานภาพถ่ายชีวิตประจำวนของผู้คนที่แสนธรรมดาสามัญ หากแต่ภาพเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยเสน่ห์บางอย่าง ที่เหมือนดึงให้ผู้ชมอย่างเราเข้าไปสัมผัสถึงบรรยากาศเหล่านั้นได้อย่างสมจริง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-6-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184703" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-6-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-6-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-6-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-6.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>เอกลักษณ์ที่เราเห็นกันได้ค่อนข้างชัดเจนในภาพถ่ายของมาร์ติน คือการเล่าเรื่องผ่านคน โดยตัวเขาชอบถ่ายคนเป็นพิเศษ พร้อมจัดวางภาพด้วยความสมดุลอย่างพอดีระหว่างความเป็นสารคดี การเสียดสี และการสะท้อนสังคม ทำให้ภาพที่เราคุ้นชินตาทั่วไปกลายเป็นความแปลกตา หนำซ้ำยังกระตุ้นให้เราได้มองลึกลงไปมากขึ้น</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p>“สำหรับภาพถ่ายทุกใบ ล้วนเป็นภาพสะท้อนการรับรู้ส่วนบุคคลของผู้ถ่าย สิ่งเดียวที่สลักสำคัญคือความผูกพันของผมต่อสิ่งที่กำลังบันทึก นั่นคืออำนาจเดียวที่ผมกุมไว้ได้ ทุกอย่างเป็นจริงตามที่เห็นก็จริง แต่มันก็เป็น ความจริงที่ร้อยเรียงจากตัวผม เป็นความจริงในแบบของผม” มาร์ติน พาร์&nbsp;</p>
</blockquote>



<p>หากสังเกตภาพถ่ายของเขา หลายๆ ชิ้น มักเป็นภาพผู้คนที่มีสีหน้าและท่าทางที่นิ่งเฉย ไม่ได้ยิ้มแย้ม เพราะบางครั้งมาร์ตินมักขอถ่ายภาพผู้คนโดยที่ไม่ให้พวกเขาแสดงสีหน้าที่มีความสุขหรือส่งยิ้มให้กับกล้อง ตัวเขาเชื่อว่าการแสดงออกที่ดูราบเรียบจะถ่ายทอดความสง่างามออกมาได้ดีกว่า&nbsp;</p>



<p>อย่างในผลงานภาพถ่ายชุด <em>The Last Resort </em>(1986) ซึ่งเป็นซีรีส์ที่เขาได้ถ่ายภาพผู้คนที่กำลังใช้เวลาพักผ่อนที่ชายหาก New Brighton ใกล้ลิเวอร์พูล ซึ่งเขาถ่ายระหว่างปี 1983 &#8211; 1985 ท่ามกลางบรรยากาศชายหาดที่เต็มไปด้วยขยะ ทว่าตัวเขากลับสามารนำเสนอวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งทั้งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความสนุกสนาน จนมันได้กลายเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่มาร์ตินได้มากที่สุดชิ้นหนึ่งเลย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184704" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/06-3.jpg 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ถ้าใครได้เห็นภาพชุดนี้ คงจะสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของผู้คน ที่ดำรงชีวิตกันอย่างธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ หากแต่ภาพเหล่านี้กลับส่งอารมณ์และความรู้สึกอันดิบสดและจริงใจแบบที่ไม่ต้องปรุงแต่งทะลุออกมาให้ผู้ชมได้เห็นความงามของชีวิตธรรมดาๆ ตั้งแต่ครอบครัวที่นั่งกินไอศกรีมท่ามกลางกองขยะ เด็กๆ ที่เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่เอนกายพักผ่อนราวกับไม่มีอะไรให้ต้องกังวล&nbsp;</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ ภาพของมาร์ตินจึงไม่ได้เพียงบันทึกเหตุการณ์และเรื่องราวที่เขาได้มองเห็นตรงหน้าเท่านั้น แต่ยังบันทึกตัวตนและจังหวะชีวิตของผู้คนในแบบที่ทั้งจริงและตรงไปตรงมา จนผู้ชมรู้สึกราวกับได้ยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาพของเขาโดดเด่นและเข้าถึงผู้คนได้แม้จะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม&nbsp;</p>



<p>แม้สุดท้ายแล้ว มาร์ติน พาร์จะไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายให้เราได้เห็นกันต่อ ทว่าภาพถ่ายที่ตัวเขาเคยถ่ายเอาไว้จำนวนมากมาย ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราได้เห็นความงดงามของโลกในอีกมุมหนึ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่ แต่ยังรวมถึงมุมที่ตัวของมาร์ตินได้มองเห็นผ่านเลนส์ และสะท้อนมันออกมาผ่านภาพถ่ายด้วย&nbsp;</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/artanddesign/2025/feb/23/photography-is-therapy-for-me-martin-parr-on-humour-holidaying-and-life-behind-the-lens">theguardian.com</a></p>



<p><a href="https://britishphotography.org/artists/60-martin-parr/biography/">britishphotography.org</a></p>



<p><a href="https://www.bbc.com/news/articles/cg5m0mnvnvmo">bbc.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/martin-parr-photographer/">สำรวจเรื่องราวเบื้องหลังภาพถ่ายของ ‘Martin Parr’ ช่างภาพผู้มองเห็นความอัศจรรย์ในสิ่งธรรมดาที่หลายคนมองข้าม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อนครสัตว์เป็นที่สำหรับทุกเผ่าพันธุ์ ชวนสำรวจองค์ประกอบและการออกแบบที่ทำให้ Zootopia เป็นเมืองที่เท่าเทียมสำหรับสัตว์ทุกตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/zootopia-2-city-design/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[Zootopia 2]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=184495</guid>

					<description><![CDATA[<p>“9 ปี แห่งการรอคอย สิ้นสุดลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”&#160; เชื่อว่าแฟนๆ ‘Zootopia’ คงจะได้ปลื้มปริ่มและเพลิดเพลินไปกับการผจญภัยบทใหม่ของสองสหายต่างสายพันธุ์อย่าง ‘นิค’ และ ‘จูดี้’ กันไปแล้ว โดยคราวนี้พวกเขามาพร้อมกับประเด็นการสืบสวนสุดเข้มข้นที่มีสัตว์เลื้อยคลานมาร่วมสร้างสีสันภายในนครสัตว์แห่งนี้ด้วย&#160;&#160; จะว่าไปแล้ว สิ่งหนึ่งใน Zootopia ที่กลายเป็นภาพจำ และเอกลักษณ์สำคัญของเรื่อง คืองานดีไซน์และการออกแบบเมืองที่ไม่เพียงแค่สวยงามหรืออลังการเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนภาพของความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกันของสัตว์นานาชนิด ตั้งแต่หนูตัวเล็กจ้อย ไปจนถึงช้างขนาดมหึมา และอาจต้องบอกเลยว่าเบื้องหลังความอลังการของเมืองนี้ ทีมผู้สร้างต้องทำการบ้านอย่างหนัก ตั้งแต่ศึกษาพฤติกรรมสัตว์จริง การนำข้อจำกัดของสัตว์แต่ละชนิดมาอยู่รวมกัน ตลอดจนการออกแบบระบบสาธาราณูปโภคของเมืองที่สามารถรองรับสัตว์ทุกสายพันธุ์ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขอออกตัวกันแต่แรกก่อนเลยว่าประเด็นความเท่าเทียมที่เรากำลังจะพูดถึงว่ากันด้วยเรื่องของหลักการออกแบบเมือง ผังเมือง ตลอดจนงานดีไซน์ต่างๆ เท่านั้น&#160; ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนตีตั๋วเตรียมตัวออกเดินทางไปสู่นครสัตว์ แล้วสำรวจไปพร้อมกันว่า ทำไมเมืองแห่งนี้ถึงขึ้นชื่อเรื่องความเท่าเทียมสำหรับสัตว์ทุกตัว ผ่านงานออกแบบเมือง ตลอดจนองค์ประกอบต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเมือง Zootopia&#160; หนึ่งเมือง หลากหลายภูมิประเทศ ก่อนจะไปเจาะลึกที่เรื่องของงานออกแบบเมืองในรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ มาดูกันที่ภาพใหญ่กันก่อนดีกว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเมืองนี้คือการแบ่งเขตพื้นที่เมืองตามภูมิประเทศ ซึ่งกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้สัตว์ทุกตัวอาศัยอยู่ร่วมกันได้&#160; เมื่อพูดถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ สัตว์แต่ละชนิดก็อยู่ในสถานที่แต่ละแห่งซึ่งแตกต่างกันไป ตามภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม และความต้องการทางชีววิทยาของแต่ละสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ทะเลทรายที่ต้องทนต่อความร้อนและความแห้งแล้ง สัตว์ป่าฝนที่ต้องการความชื้นสูง ไปจนถึงสัตว์ขั้วโลกที่อาศัยอยู่ในอุณหภูมิติดลบตลอดทั้งปี&#160; การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยของเหล่าสรรพสัตว์จึงไม่ใช่แค่การออกแบบบ้านแล้วให้สัตว์เข้าไปอยู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/zootopia-2-city-design/">เมื่อนครสัตว์เป็นที่สำหรับทุกเผ่าพันธุ์ ชวนสำรวจองค์ประกอบและการออกแบบที่ทำให้ Zootopia เป็นเมืองที่เท่าเทียมสำหรับสัตว์ทุกตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“9 ปี แห่งการรอคอย สิ้นสุดลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”&nbsp;</p>



<p>เชื่อว่าแฟนๆ ‘Zootopia’ คงจะได้ปลื้มปริ่มและเพลิดเพลินไปกับการผจญภัยบทใหม่ของสองสหายต่างสายพันธุ์อย่าง ‘นิค’ และ ‘จูดี้’ กันไปแล้ว โดยคราวนี้พวกเขามาพร้อมกับประเด็นการสืบสวนสุดเข้มข้นที่มีสัตว์เลื้อยคลานมาร่วมสร้างสีสันภายในนครสัตว์แห่งนี้ด้วย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>จะว่าไปแล้ว สิ่งหนึ่งใน Zootopia ที่กลายเป็นภาพจำ และเอกลักษณ์สำคัญของเรื่อง คืองานดีไซน์และการออกแบบเมืองที่ไม่เพียงแค่สวยงามหรืออลังการเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนภาพของความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกันของสัตว์นานาชนิด ตั้งแต่หนูตัวเล็กจ้อย ไปจนถึงช้างขนาดมหึมา</p>



<p>และอาจต้องบอกเลยว่าเบื้องหลังความอลังการของเมืองนี้ ทีมผู้สร้างต้องทำการบ้านอย่างหนัก ตั้งแต่ศึกษาพฤติกรรมสัตว์จริง การนำข้อจำกัดของสัตว์แต่ละชนิดมาอยู่รวมกัน ตลอดจนการออกแบบระบบสาธาราณูปโภคของเมืองที่สามารถรองรับสัตว์ทุกสายพันธุ์ได้</p>



<p>ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขอออกตัวกันแต่แรกก่อนเลยว่าประเด็นความเท่าเทียมที่เรากำลังจะพูดถึงว่ากันด้วยเรื่องของหลักการออกแบบเมือง ผังเมือง ตลอดจนงานดีไซน์ต่างๆ เท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนตีตั๋วเตรียมตัวออกเดินทางไปสู่นครสัตว์ แล้วสำรวจไปพร้อมกันว่า ทำไมเมืองแห่งนี้ถึงขึ้นชื่อเรื่องความเท่าเทียมสำหรับสัตว์ทุกตัว ผ่านงานออกแบบเมือง ตลอดจนองค์ประกอบต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเมือง Zootopia&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-left"><strong>หนึ่งเมือง หลากหลายภูมิประเทศ</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184509" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ก่อนจะไปเจาะลึกที่เรื่องของงานออกแบบเมืองในรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ มาดูกันที่ภาพใหญ่กันก่อนดีกว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเมืองนี้คือการแบ่งเขตพื้นที่เมืองตามภูมิประเทศ ซึ่งกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้สัตว์ทุกตัวอาศัยอยู่ร่วมกันได้&nbsp;</p>



<p>เมื่อพูดถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ สัตว์แต่ละชนิดก็อยู่ในสถานที่แต่ละแห่งซึ่งแตกต่างกันไป ตามภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม และความต้องการทางชีววิทยาของแต่ละสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ทะเลทรายที่ต้องทนต่อความร้อนและความแห้งแล้ง สัตว์ป่าฝนที่ต้องการความชื้นสูง ไปจนถึงสัตว์ขั้วโลกที่อาศัยอยู่ในอุณหภูมิติดลบตลอดทั้งปี&nbsp;</p>



<p>การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยของเหล่าสรรพสัตว์จึงไม่ใช่แค่การออกแบบบ้านแล้วให้สัตว์เข้าไปอยู่ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ได้และสอดคล้องตามถิ่นที่อยู่จริงๆ ด้วย ดังนั้น การออกแบบเมืองที่สามารถรวมสัตว์หลากหลายชนิด ต่างที่มา ต่างภูมิประเทศมาอยู่รวมกัน จึงเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย&nbsp;</p>



<p>เพราะทุกการออกแบบ ต้องคำนึงถึงสัตว์ทุกตัว<strong> แมทเธียส เลชเนอร์ (Matthias Lechner)</strong> ผู้ออกแบบฉากและเมืองภายใน Zootopia ได้เผยแพร่เบื้องหลัง กว่าจะเป็นมหานครสัตว์อย่างที่เราได้ชมกันบนจอ ต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะนอกจากจะต้องออกแบบเมืองจากแต่ละสภาพภูมิประเทศทั่วโลกแล้ว เจ้าตัวยังต้องนำเสนอองค์ประกอบต่างๆ ให้สอดคล้องไปกับการดำรงชีวิตของสัตว์เหล่านั้นจริงๆ ด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184500" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ตัวอย่างเช่น เขตป่าฝน (Rainforest District) ซึ่งเรารู้กันดีว่าลักษณะเด่นของป่าฝน คือพื้นที่ที่มีความชื้นสูง อุณหภูมิอุ่นตลอดปี และพืชพันธุ์ที่ขึ้นหนาแน่นจนแทบไม่เห็นท้องฟ้า แถมในเขตพื้นที่นี้มีสัตว์อาศัยอยู่ตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของป่าแมทเธียสจึงเลือกออกแบบเขตนี้ด้วยมุมแบบแนวตั้ง ตั้งแต่ด้านล่างสุดที่เป็นแหล่งน้ำ ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไปจนถึงยอดของต้นไม้ ซึ่งแต่ละจุดก็จะมีการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกันไป อย่างการมีโซนบ้านกลับหัวสำหรับสัตว์ประเภทค้างคาว พื้นที่ด้านล่างที่ติดกับน้ำสำหรับสัตว์จำพวกนาก เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>หรือแม้แต่ในเขตจัตุรัสซาฮาร่า (Sahara Square) ซึ่งเป็นเขตพื้นที่สำหรับสัตว์ในภูมิประเทศทะเลทรายแห้งแล้ง นอกจากจะออกแบบด้วยการหยิบองค์ประกอบจากสภาพแวดล้อมจริงมา ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมทรงต้นปาล์มที่อ้างอิงจากพืชพรรณท้องถิ่น หรือการมีพื้นที่โอเอซิสกระจายอยู่ทั่วเมือง เพื่อให้บรรยากาศโดยรวมดูสดชื่นขึ้นท่ามกลางความร้อนระอุของทะเลทราย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184501" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ทั้งนี้ อีกหนึ่งองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นว่าผู้ออกแบบเก็บรายละเอียดมาได้อย่างครบถ้วน คือการที่ไม่ได้หยิบมาแค่ภาพของทะเลทรายมาใช้ แต่ยังหยิบเอาวิถีการดำเนินชีวิตของเหล่าสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศนี้ อย่างการที่สัตว์ในทะเลทรายหลายชนิดเป็นสัตว์หากินเวลากลางคืน ก็ได้เพิ่มภาพลักษณ์ของเมืองให้เต็มไปด้วยแสงสีและกิจกรรมยามค่ำคืน เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตของพวกสัตว์ทะเลทรายในแบบที่ทั้งสมจริงและเพิ่มสีสันให้แก่เขตจัตุรัสซาฮาร่า&nbsp;</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ งานออกแบบเมืองของ Zootopia จึงถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดความหลากหลายทางถิ่นที่อยู่อาศัย ที่รองรับความต้องการของสัตว์ทุกสายพันธุ์ ตั้งแต่พื้นที่หนาวเย็นไปจนถึงป่าเขตร้อน ทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นภาพจำลองของโลกธรรมชาติที่แตกต่างกัน แต่ยังอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การออกแบบเมืองที่รองรับทุกเผ่าพันธุ์&nbsp;</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184510" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หลังจากที่เห็นภาพรวมของการออกแบบเมืองตามภูมิประเทศของสัตว์นานาชนิด ตลอดจนการนำความแตกต่างนั้นมาหลอมหลวมเป็นหนึ่งเมืองไปแล้ว คราวนี้เรามาต่อกันที่รายละเอียดยิบย่อยที่ปรากฏให้เราเห็นในหนัง ซึ่งสะท้อนถึงภาพการเป็นเมืองในอุดมคติของสัตว์ทุกตัวกันบ้าง</p>



<p>เพื่อให้สัตว์ทุกตัวสามารถอยู่ด้วยกันได้ การออกแบบเมือง Zootopia จึงจำเป็นต้องอาศัยแนวคิดการออกแบบเมืองที่มีความเท่าเทียมเชิงการเข้าถึง (Accessibility) ให้แก่สัตว์ทุกตัวเป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพื้นที่ให้สัตว์ทุกขนาดใช้งานได้จริง การวางระบบคมนาคมที่รองรับความหลากหลายของขนาดร่างกาย ไปจนถึงการออกแบบสิ่งแวดล้อมที่ยืดหยุ่นพอจะปรับตัวให้สัตว์จากถิ่นภูมิอากาศแตกต่างกันอยู่ร่วมกันได้</p>



<p>ลองมาดูกันที่องค์ประกอบแรกที่เห็นได้ชัดเจนมาตั้งแต่ Zootopia ภาคแรก อย่างการที่เมืองได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับสัตว์ทุกตัวและทุกขนาด ตั้งแต่หนูตัวเล็กจ้อย ไปจนถึงยีราฟคอยาว และช้างตัวยักษ์ อาทิ การออกแบบประตูรถไฟฟ้าที่มีทุกไซซ์สำหรับสัตว์ทุกตัว เพื่อสามารถขึ้นลงรถได้ตามขนาด สัตว์เล็กก็ไม่ต้องเสี่ยงโดนสัตว์ใหญ่ทับ&nbsp;</p>



<p>หรือหากใครได้รับชม Zootopia 2 กันไปแล้ว ก็อาจเห็นฉากการผจญภัยผ่านท่อส่งน้ำ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนภาพการสร้างให้เมืองเป็นเมืองของสัตว์ทุกตัวอย่างแท้จริง เพราะในโลกความเป็นจริง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ไม่ได้มีเฉพาะสัตว์บกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมด้วย เช่น นาก สิงโตทะเล วอลรัส ฯลฯ การมีท่อส่งน้ำ จึงเป็นเหมือนอีกช่องทางการเดินทางของสัตว์เหล่านี้โดยเฉพาะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184511" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แม้การออกแบบเมืองของ Zootopia จะสามารถสะท้อนภาพความเท่าเทียมออกมาได้จริง หากแต่ภายในเนื้อหาของตัวแอนิเมชันยังมีประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมระหว่างสายพันธุ์ ซึ่งแฝงไปกับเนื้อเรื่องด้วย โดยประเด็นในส่วนนี้ เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของหนังที่ต้องการให้ผู้ชมอย่างเราเข้าไปรับชมและตีความมันด้วยตนเองต่อ&nbsp;</p>



<p>ท้ายสุดแล้ว ภาพเมืองของ Zootopia จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของเมืองในอุดมคติของผู้ออกแบบ ที่วาดหวังให้สัตว์ทุกตัวสามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้จะต่างสายพันธุ์และต่างที่มา ซึ่งมันก็อาจสะท้อนภาพของเมืองในความเป็นจริง ที่บ่อยครั้งมันก็ยังไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยในสังคมที่ไม่สามารถเข้าถึงและใช้งานเมืองได้อย่างเท่าเทียม</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="http://www.matthiaslechner.com/zootopia.html">matthiaslechner.com</a></p>



<p><a href="https://www.saskoer.ca/dpdfilm/chapter/zootopia-2016/">saskoer.ca</a></p>



<p><a href="https://rudermanfoundation.org/the-utopia-in-zootopia-a-model-of-inclusion/#:~:text=What%20seems%20like%20simply%20colorful,productive%2C%20valued%20member%20of%20society">rudermanfoundation.org</a></p>



<p><a href="https://www.townsquarecorp.com/blog/2016/3/19/the-urban">townsquarecorp.com</a></p>



<p><a href="https://www.zootopianewsnetwork.com/2018/03/aotd-180-semi-obscure-zootopia-concep.html#:~:text=Almost%20everyone%20who%20knows%20Zootopia,of%20the%20more%20familiar%20ones">zootopianewsnetwork.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/zootopia-2-city-design/">เมื่อนครสัตว์เป็นที่สำหรับทุกเผ่าพันธุ์ ชวนสำรวจองค์ประกอบและการออกแบบที่ทำให้ Zootopia เป็นเมืองที่เท่าเทียมสำหรับสัตว์ทุกตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อสิ่งของล้วนมีเรื่องราว รู้จัก ‘Robert Therrien’ ศิลปินผู้เปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาให้เป็นความมหัศจรรย์ </title>
		<link>https://adaymagazine.com/robert-therrien/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Dec 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[Robert Therrien]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=184363</guid>

					<description><![CDATA[<p>โต๊ะตัวใหญ่ สายโทรศัพท์อันแสนยุ่งเหยิง และห้องหับที่เต็มไปด้วยสิ่งของระเกะระกะ&#160; เหล่านี้ คือผลงานศิลปะของ ‘โรเบิร์ต เทอร์เรียน (Robert Therrien)’ ศิลปินชาวสหรัฐอเมริกาผู้เปลี่ยนสิ่งของสามัญธรรมดารอบตัวเรา ให้กลายเป็นผลงานศิลปะสุดมหัศจรรย์ที่แฝงไปด้วยความหมายและเรื่องราวสุดลึกซึ้ง&#160; แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ปัจจุบันศิลปินคนนี้จะไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ให้แก่โลกศิลปะอีกต่อไปแล้ว หากแต่ผลงานศิลปะของเขาก็ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของผู้คนมาอย่างเนิ่นนาน จนนำไปสู่การจัดนิทรรศการเพื่อรำลึกถึงการจากไป และผลงานของเจ้าตัว ภายใต้ชื่อ ‘Robert Therrien: This Is a Story’ จัดขึ้นที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา&#160; โดยความพิเศษของนิทรรศการในครั้งนี้ คือการรวบรวมผลงานของโรเบิร์ตกว่า 120 ชิ้น ซึ่งบางชิ้นไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่คนในแวดวง ตลอดจนผู้ชื่นชอบในงานศิลปะ จะได้ไปสำรวจและสัมผัสความทรงจำของเจ้าตัว ที่แฝงอยู่กับผลงานศิลปะชิ้นต่างๆ&#160; ทั้งนี้ ก็คงไม่มีช่วงเวลาใดเหมาะสมไปยิ่งกว่าช่วงเวลานี้ ที่เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับศิลปินคนนี้กันให้มากขึ้น ผ่านเรื่องราวชีวิตของเจ้าตัว สู่ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังผลงานศิลปะสุดแสนมหัศจรรย์นี้&#160; ก่อนจะมาเป็นโต๊ะตัวใหญ่อย่างที่เราคุ้นตา&#160; การที่เราจะไปรู้จักผลงานของศิลปินสักคนได้อย่างลึกซึ้ง เรื่องราวส่วนตัวและประวัติศิลปินนี่แหละ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้ไขประตูสู่ตัวตนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผลงาน ดังนั้นก่อนจะไปคุยกันถึงบรรดาผลงานสุดอัศจรรย์ของเขา เราขอเริ่มกันที่เรื่องราวของเจ้าตัวเองเสียก่อน&#160; โรเบิร์ต เทอร์เรียน เกิดในปี 1947 ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ พอเมื่ออายุได้ประมาณ 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/robert-therrien/">เมื่อสิ่งของล้วนมีเรื่องราว รู้จัก ‘Robert Therrien’ ศิลปินผู้เปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาให้เป็นความมหัศจรรย์ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>โต๊ะตัวใหญ่ สายโทรศัพท์อันแสนยุ่งเหยิง และห้องหับที่เต็มไปด้วยสิ่งของระเกะระกะ&nbsp;</p>



<p>เหล่านี้ คือผลงานศิลปะของ <strong>‘</strong><strong>โรเบิร์ต เทอร์เรียน </strong><strong>(Robert Therrien)’</strong> ศิลปินชาวสหรัฐอเมริกาผู้เปลี่ยนสิ่งของสามัญธรรมดารอบตัวเรา ให้กลายเป็นผลงานศิลปะสุดมหัศจรรย์ที่แฝงไปด้วยความหมายและเรื่องราวสุดลึกซึ้ง&nbsp;</p>



<p>แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ปัจจุบันศิลปินคนนี้จะไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ให้แก่โลกศิลปะอีกต่อไปแล้ว หากแต่ผลงานศิลปะของเขาก็ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของผู้คนมาอย่างเนิ่นนาน จนนำไปสู่การจัดนิทรรศการเพื่อรำลึกถึงการจากไป และผลงานของเจ้าตัว ภายใต้ชื่อ ‘Robert Therrien: This Is a Story’ จัดขึ้นที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา&nbsp;</p>



<p>โดยความพิเศษของนิทรรศการในครั้งนี้ คือการรวบรวมผลงานของโรเบิร์ตกว่า 120 ชิ้น ซึ่งบางชิ้นไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่คนในแวดวง ตลอดจนผู้ชื่นชอบในงานศิลปะ จะได้ไปสำรวจและสัมผัสความทรงจำของเจ้าตัว ที่แฝงอยู่กับผลงานศิลปะชิ้นต่างๆ&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ก็คงไม่มีช่วงเวลาใดเหมาะสมไปยิ่งกว่าช่วงเวลานี้ ที่เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับศิลปินคนนี้กันให้มากขึ้น ผ่านเรื่องราวชีวิตของเจ้าตัว สู่ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังผลงานศิลปะสุดแสนมหัศจรรย์นี้&nbsp;</p>



<p><strong>ก่อนจะมาเป็นโต๊ะตัวใหญ่อย่างที่เราคุ้นตา&nbsp;</strong></p>



<p>การที่เราจะไปรู้จักผลงานของศิลปินสักคนได้อย่างลึกซึ้ง เรื่องราวส่วนตัวและประวัติศิลปินนี่แหละ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้ไขประตูสู่ตัวตนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผลงาน ดังนั้นก่อนจะไปคุยกันถึงบรรดาผลงานสุดอัศจรรย์ของเขา เราขอเริ่มกันที่เรื่องราวของเจ้าตัวเองเสียก่อน&nbsp;</p>



<p>โรเบิร์ต เทอร์เรียน เกิดในปี 1947 ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ พอเมื่ออายุได้ประมาณ 5 ขวบ ก็ได้ย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก และเฉกเช่นเดียวกับศิลปินร่วมสมัยหลายๆ คน โรเบิร์ตได้เข้าศึกษาด้านศิลปะในระดับมหาวิทยาลัยที่ California College of the Arts แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ย้ายไปเรียนที่ Brooks Institute ในสาขาการถ่ายภาพ และจบปริญญาโทสาขาศิลปกรรมศาสตร์ University of Southern California&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184365" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/01-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>เส้นทางการเป็นศิลปินของเจ้าตัวเริ่มต้นขึ้น เมื่อโรเบิร์ตเริ่มจัดแสดงผลงานในแกลเลอรีทั้งที่ลอสแอนเจลิสและนิวยอร์กตั้งแต่ปี 1975 โดยผลงานศิลปะของเขา มักเกิดจากการนำวัตถุต่างๆ ในชีวิตประจำวันมาสร้างจินตนาการใหม่และสร้างสรรค์ใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งกับการนำสิ่งของรอบตัวหรือข้าวของเครื่องใช้ที่เราพบเห็นในบ้านมาสร้างเป็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่กว่าขนาดปกติของสิ่งของเหล่านั้น </p>



<p>ด้วยไอเดียที่แปลกและแหวกแนว ทำให้ในช่วงทรวรรษ 1980 ตัวเขาได้รับการสนับสนุนจาก <strong>‘ลีโอ คาสเตลลี (Leo Castelli)’ </strong>พ่อค้าผลงานศิลปะชื่อดังและผู้ริเริ่มระบบหอศิลป์ร่วมสมัย และ <strong>‘คอนราด ฟิสเชอร์ (Konrad Fischer)’</strong> การร่วมมือกันครั้งนี้ ทำให้โรเบิร์ตได้จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกขึ้นในปี 1984 ที่พิพิธภัณฑ์ Museum of Contemporary Art (MOCA) ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานทั้งหมด 6 ชิ้น โดยทั้งหมดจะเป็นงานที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างศิลปะกับชีวิตครอบครัวของเขา</p>



<p>หลังจากนั้น ตัวของโรเบิร์ตก็ได้สร้างสรรค์และจัดแสดงผลงานของตัวเองอยู่เรื่อยมา เช่น ปี 1991 พิพิธภัณฑ์ Museo Nacional Centro de Arte Reina Sofía ก็ได้จัดนิทรรศการใหญ่รวบรวมผลงานของโรเบิร์ต ซึ่งผลงานหลากหลายชิ้นของเขามักถูกบรรยายว่าเป็นประติมากรรมและภาพวาดที่เรียบง่าย แต่กลับมีพลังทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184366" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/02.jpg 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>โรเบิร์ต เทอร์เรียน จึงเป็นศิลปินอีกคน ผู้สามารถหยิบวัตถุธรรมดาในชีวิตประจำวันมาขยายความ ผ่านประติมากรรมที่แสนเรียบง่ายแต่ชวนให้จินตนาการ ผลงานของเขาจึงเหมือนกับการพาผู้ชมอย่างเราค่อยๆ ขยับเข้าไปมองสิ่งของธรรมดาเหล่านี้ พร้อมปรับเปลี่ยนมุมมองให้เราได้เรียนรู้ความหมายใหม่ๆ ของวัตถุนั่นเอง&nbsp;</p>



<p><strong>จากวัตถุอันแสนธรรมดาสู่ความมหัศจรรย์</strong></p>



<p>อย่างที่เกริ่นไป โรเบิร์ต เทอร์เรียน ถือเป็นศิลปินที่สามารถหยิบความธรรมดามาตีความและสร้างสรรค์เรื่องราวออกมา แต่เบื้องหลังงานประติมากรรมของเขา จะมีอะไรซ่อนอยู่ให้เราได้ดูกันต่อบ้าง&nbsp;</p>



<p>ทั้งโต๊ะทานข้าวที่ตัวใหญ่จนเราเดินลอดได้ จานอาหารที่วางทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ และชุดหม้อที่ตั้งตระหง่านเรียงกันหลายใบ เหล่านี้คือผลงานศิลปะที่โรเบิร์ตสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ได้เห็นผลงานของเขา แล้วมองว่ามันก็เป็นเพียงสิ่งที่เราเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ไมไ่ด้แปลกใหม่หรือแตกต่างอย่างใด&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184369" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/03-1.jpg 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ทว่าความคุ้นชินตานี้แหละ คือสิ่งที่เจ้าตัวต้องการนำเสนออกมาแก่ผู้ชมผลงานของเขา หนึ่งในแนวคิดสำคัญของโรเบิร์ต คือผลงานของตัวเขาจะไม่ใช่เพียงแค่มีเรื่องเล่าหรือสวยงามผ่านสายตาเท่านั้น แต่จะต้องมีความเป็นสากล ไม่ว่าผู้ชมจะเป็นใคร มาจากมุมไหนของโลก ก็จะต้องรู้จักและสามารถเข้าถึงมันได้ทันที</p>



<p>เมื่อนำสิ่งของที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มาสร้างเป็นผลงานประติมากรรม เราจึงสามารถเข้าถึงมันได้ในแง่ใดแง่หนึ่ง แม้เราจะไม่รู้มาก่อนว่าแท้จริงแล้ว ผลงานศิลปะเหล่านี้มีความหมายอย่างไร แล้วศิลปินต้องการจะบอกอะไรแก่ผู้ชม&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184370" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/04-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ทั้งนี้การนำข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลายมาสร้างให้มันแปลกไปจากการรับรู้แบบดั้งเดิมของเรา ทั้งขยายใหญ่ ปรับรูปทรง หรือเปลี่ยนการใช้งาน ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกและมุมมองต่อสิ่งของรอบตัวเปลี่ยนไป เมื่อนั้น พวกมันก็กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่เล่าเรื่องอะไรบางอย่างได้ อย่างเช่น การที่ทำให้โต๊ะทานข้าวใหญ่ขึ้น เราในฐานะผู้ชมก็สามารถนำตัวเองเข้าไปอยู่ข้างใต้ ราวกับตัวเราเป็นอะไรสักอย่างที่ได้เห็นอีกแง่มุมของสิ่งของเหล่านี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184371" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/05.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>“ยิ่งผลงานดูไม่เป็นนามธรรม จากรูปทรงที่เห็นชัดเจนว่าเอามาจากของใช้ธรรมดา มันก็ยิ่งทำให้ความเป็นนามธรรมอีกรูปแบบหนึ่งเด่นชัดขึ้นมา เต็มไปด้วยควาหมาย ความเชื่อมโยง และความคิด ที่พาผู้คนได้ตีความกันต่อมากขึ้น”   โรเบิร์ต เทอร์เรียน </p>



<p>ท้ายสุดแล้ว ผลงานของโรเบิร์ตจึงเป็นเหมือนกับพื้นที่โล่งที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าไปตีความและนิยามความหมายของมันขึ้นมา แล้วยิ่งเราเคยมีประสบการณ์ร่วมกับของเหล่านั้น ก็ยิ่งทำให้เราสามารถตีความได้อย่างสนุกและสร้างสรรค์มากขึ้นตามไปด้วย</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://www.theartnewspaper.com/2019/06/18/robert-therrien-whose-outsize-art-teetered-between-fantasy-and-reality-has-died-at-71">theartnewspaper.com</a></p>



<p><a href="https://www.thebroad.org/art/robert-therrien">thebroad.org</a></p>



<p><a href="https://gagosian.com/exhibitions/2015/robert-therrien/">gagosian.com</a></p>



<p><a href="https://www.latimes.com/entertainment-arts/story/2025-11-25/robert-therrien-sculptures-this-is-a-story-the-broad">latimes.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/robert-therrien/">เมื่อสิ่งของล้วนมีเรื่องราว รู้จัก ‘Robert Therrien’ ศิลปินผู้เปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาให้เป็นความมหัศจรรย์ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก The Wonderful Wizard of Oz ถึง Wicked: For Good สำรวจเรื่องราวและสัญญะเบื้องหลังของ Emerald City </title>
		<link>https://adaymagazine.com/wicked-for-good/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Nov 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[The Wonderful Wizard of Oz]]></category>
		<category><![CDATA[Wicked: For Good]]></category>
		<category><![CDATA[Emerald City]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=184138</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คงไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนที่ได้รับความนิยมและสร้างกระแสได้แรงไปกว่า &#8216;Wicked: For Good&#8217; อีกแล้ว เพราะนี่ถือเป็นการปิดฉากบทสรุปของโลกพ่อมดแห่งออซ ที่หลายคนรอมากว่าหนึ่งปีหลังจาก Wicked ภาคแรกเข้าโรงภาพยนตร์เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา  Wicked: For Good คือการมาสานต่อเรื่องราวของดินแดนมหัศจรรย์นี้ หลังจากที่ ‘เอลฟาบา’ (รับบทโดย ซินเธีย เอริโว) ดันไปล่วงรู้ความลับของพ่อมดแห่งออซเข้า ทำให้เธอนึกต่อต้านและกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพ่อมด ‘กลินดา’ (รับบทโดย อารีอานา กรานเด) เพื่อนสนิทคนสำคัญของเอลฟาบา ผู้เลือกคนละทางกับเอลฟาบา จึงต้องเข้ามาปะทะกัน เพื่อยืนยันต่อเส้นทางที่เลือกเดิน  ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์เรื่องราว เราขอพักเนื้อเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน ทุกคนสามารถไปรับชมบทสรุปกันที่โรงภาพยนตร์ได้เลย ส่วนครั้งนี้เราขอมาพูดถึงอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ประกอบสร้างให้ Wicked กลายเป็นหนังอีกเรื่องที่ผู้ชมจดจำกันได้เป็นอย่างดี กับฉากหลังของภาพยนตร์&#160; หลายซีนในเรื่องมีฉากหลังที่ทั้งโดดเด่นและอลังการ อย่างมหาลัยชิซ (Shiz University) ที่ถูกออกแบบมาอย่างยิ่งใหญ่ ราวกับมีเวทมนตร์ขลังและความมหัศจรรย์ซุกซ่อนอยู่ภายใน หรือกระทั่งดินแดนมันช์กิน (The Munchkinland) กับการประดับประดาไปด้วยทุ่งดอกไม้หลากสีสัน แต่หนึ่งในฉากหลังที่ชวนให้จดจำมากที่สุดของเรื่อง ก็คงต้องยกให้กับเมืองมรกต (Emerald City) ที่มาพร้อมกับสีเขียวสะท้อนแสง และสถาปัตยกรรมสุดตระการตา เชื่อว่าผู้ชมที่ได้เห็นเมืองมรกตในหนังกันไปแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wicked-for-good/">จาก The Wonderful Wizard of Oz ถึง Wicked: For Good สำรวจเรื่องราวและสัญญะเบื้องหลังของ Emerald City </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คงไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนที่ได้รับความนิยมและสร้างกระแสได้แรงไปกว่า &#8216;<em>Wicked: For Good&#8217; </em>อีกแล้ว เพราะนี่ถือเป็นการปิดฉากบทสรุปของโลกพ่อมดแห่งออซ ที่หลายคนรอมากว่าหนึ่งปีหลังจาก <em>Wicked</em> ภาคแรกเข้าโรงภาพยนตร์เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา </p>



<p>Wicked: For Good คือการมาสานต่อเรื่องราวของดินแดนมหัศจรรย์นี้ หลังจากที่ ‘เอลฟาบา’ (รับบทโดย <strong>ซินเธีย เอริโว</strong>) ดันไปล่วงรู้ความลับของพ่อมดแห่งออซเข้า ทำให้เธอนึกต่อต้านและกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพ่อมด ‘กลินดา’ (รับบทโดย <strong>อารีอานา กรานเด</strong>) เพื่อนสนิทคนสำคัญของเอลฟาบา ผู้เลือกคนละทางกับเอลฟาบา จึงต้องเข้ามาปะทะกัน เพื่อยืนยันต่อเส้นทางที่เลือกเดิน </p>



<p>ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์เรื่องราว เราขอพักเนื้อเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน ทุกคนสามารถไปรับชมบทสรุปกันที่โรงภาพยนตร์ได้เลย ส่วนครั้งนี้เราขอมาพูดถึงอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ประกอบสร้างให้ Wicked กลายเป็นหนังอีกเรื่องที่ผู้ชมจดจำกันได้เป็นอย่างดี กับฉากหลังของภาพยนตร์&nbsp;</p>



<p>หลายซีนในเรื่องมีฉากหลังที่ทั้งโดดเด่นและอลังการ อย่างมหาลัยชิซ (Shiz University) ที่ถูกออกแบบมาอย่างยิ่งใหญ่ ราวกับมีเวทมนตร์ขลังและความมหัศจรรย์ซุกซ่อนอยู่ภายใน หรือกระทั่งดินแดนมันช์กิน (The Munchkinland) กับการประดับประดาไปด้วยทุ่งดอกไม้หลากสีสัน แต่หนึ่งในฉากหลังที่ชวนให้จดจำมากที่สุดของเรื่อง ก็คงต้องยกให้กับเมืองมรกต (Emerald City) ที่มาพร้อมกับสีเขียวสะท้อนแสง และสถาปัตยกรรมสุดตระการตา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184146" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เชื่อว่าผู้ชมที่ได้เห็นเมืองมรกตในหนังกันไปแล้ว น่าจะพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าเมืองแห่งนี้เหมือนถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์จริงๆ ทั้งหอคอยน้อยใหญ่ หรือแม้แต่ปราสาทพ่อมดออซ ทุกองค์ประกอบทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนเหนือจินตนาการอย่างแท้จริง</p>



<p>ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปสำรวจเบื้องหลังเมืองมรกตของทั้ง <em>Wicked</em> ตลอดจน <em>The Wonderful Wizard of Oz</em> กันว่าเมืองสีเขียวอันอัศจรรย์แห่งนี้มีเรื่องราวหรือสัญญะอะไรที่ซุกซ่อนไว้อยู่บ้าง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>งานออกแบบและสถาปัตยกรรมใน Emerald City&nbsp;</strong></h2>



<p>“แค่เดินตามทั้งถนนอิฐสีเหลืองไป ก็จะพบเมืองมรกตแล้ว”&nbsp;</p>



<p>ระหว่างทางก่อนจะเดินไปถึงเมืองมรกต เพื่อไปดูถึงความหมายและสัญญะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของเมือง เราขอชวนทุกคนมาเริ่มต้นที่แรงบันดาลใจและงานออกแบบของเมืองกันก่อน เพราะองค์ประกอบเหล่านี้เอง คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ Emerald City ดูมหัศจรรย์ราวกับถูกเสกขึ้นมาด้วยเวทมนตร์จริง ๆ</p>



<p>ด้วยความที่ต้นฉบับของอย่าง <em>The Wonderful Wizard of Oz </em>ของ <strong>แอล.แฟรงก์ บอม (L. Frank Baum) </strong>เป็นวรรณกรรมเทพนิยายอเมริกัน ผู้ออกแบบฉากของ Wicked อย่าง <strong>นาธาน โครวลีย์ (Nathan Crowley)</strong> จึงอยากแสดงออกถึงกลิ่นอายความเป็นอเมริกันผ่านฉากต่างๆ ของหนัง เฉพาะอย่างยิ่งกับ Emerald City นาธานจึงเลือกหยิบ White City ซึ่งเป็นชื่อเรียกลำลองของงานนิทรรศการโคลัมเบียนโลก (World&#8217;s Columbian Exposition) ที่จัดขึ้น ณ เมืองชิคาโก เมื่อปี 1893&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-6-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184139" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-6-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-6-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-6-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-6.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></div>


<p>โดยงานนี้มีการสร้างอาคารต่างๆ ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เรีกยว่า ‘โบซาร์’ (Beaux-Arts) และสไตล์ ‘นีโอคลาสสิก’ (Neo-Classic) สีขาว อันเป็นเอกลักษณ์จนถูกเรียกรวมๆ ว่า White City ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19</p>



<p>ถึงแม้งานนิทรรศการนี้จะจัดขึ้นมามากกว่ 130 ปีแล้ว แต่ความอลังการและความยิ่งใหญ่ของ White City ในอดีตยังคงตราตรึงมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน จึงไม่แปลกเลยหากนาธาน โครวลีย์จะเลือกหยิบเมืองดังกล่าวมาเป็นทีมครอบหลักให้แก่เมืองมรกตในหนัง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184141" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>หนึ่งในสิ่งก่อสร้างสำคัญที่ถูกหยิบมาเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบให้กับอาคารใน Emerald City คือ ‘Golden Door’ ของ Transportation Building ผลงานการออกแบบของสถาปนิกชื่อดัง อย่าง <strong>หลุยส์ ซัลลิแวน (Louis Sullivan) </strong>ผู้ออกแบบซุ้มโค้ง Golden Door ด้วยการใส่ลวดลายที่มีความละเอียดอ่อนและประณีต ซึ่งตัวของนาธานก็ได้นำสไตล์การออกแบบดังกล่าวมาปรับใช้กับหลายพื้นที่ใน Wicked ไม่ว่าจะเป็นซุ้มทางเข้าพระราชวังของพ่อมดออซ อาคารสถานีรถไฟของเมือง หรือกระทั่งทางเข้าของมหลาวิทยาลัย</p>



<p>ดังนั้น Emerald City ในฉบับ Wicked จึงไม่ใช่เพียงเมืองเวทมนตร์เท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนสถาปัตยกรรมและแนวความคิดแบบอเมริกันในยุคศตวรรที่ 19 ผสมผสานกับความมหัศจรรย์ของดินแดนแห่งออซ จนเกิดเป็นงานออกแบบที่ทั้งแปลกใหม่ แต่ก็แฝงไปด้วยชั้นเชิงทางสถาปัตยกรรม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184143" style="width:751px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>สัญญะของ Emerald City&nbsp;&nbsp;</strong></h2>



<p>มากกว่าแค่ความสวยงามและความอลังการของเมืองมรกตที่เราได้เห็นในเรื่องแล้ว Emerald City ยังแฝงไปด้วยสัญญะที่สะท้อนเรื่องราวของ Wicked ตลอดจน The Wonderful Wizard of Oz ได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน</p>



<p>ชัดเจนสุด คงจะเป็นเรื่องของการใช้เมืองมรกตแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและการหลอกหลวง เมืองสีเขียวนี้สะท้อนถึงการควบคุมและการสร้างภาพลวงตาให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเห็น อย่างที่เราทราบกันดีว่าพ่อมดออซไม่ได้มีพลังเวทมนตร์หรืออิทธิฤทธิ์อะไร หากแต่เป็นคนธรรมดาที่ใช่เล่ห์กลในการหลอกลวงคนอื่นๆ ให้คล้อยและทำตามสิ่งที่เขาพูด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184144" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ในบางครั้งหลายคนก็ตีความว่า The Wonderful Wizard of Oz<em> </em>เป็นอุปมานิทัศน์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเงินตราในปลายศตวรรษที่ 19 เมืองมรกตเป็นสัญลักษณ์ของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองศูนย์กลางอำนาจที่ดูยิ่งใหญ่สวยงาม แต่แท้จริงเป็นเพียงภาพลวงตาไม่ต่างจากเงินกระดาษสีเขียว (Greenback) ที่มีค่าเพียงเพราะทุกคน ‘เชื่อ’ ว่ามันมีค่าเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ส่วนพ่อมดออซก็ถูกมองว่าเป็นตัวแทนประธานาธิบดีวิลเลียม แมกคินลีย์ (ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ณ เวลาที่หนังสือตีพิมพ์ครั้งแรก) เขาเปรียบเสมือนผู้นำที่ดูทรงพลังแต่แท้จริงแล้วอำนาจของเขาเป็นเพียงภาพมายาไม่ต่างจากการยืนอยู่หลังม่านควบคุมกลไกต่างๆ ด้วยเล่ห์กล หลายคนจึงมักมองว่า The Wonderful Wizard of Oz<em> </em>เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและสถานการณ์การเงินของสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-184145" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ท้ายสุดแล้วในหนัง Wicked ทั้งสองภาค เมืองมรกตแห่งนี้ก็คงมีความหมายไม่ต่างจากต้นฉบับไปมากเท่าไหร่ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อมดออซก็ยังคงเป็นภาพแทนของการหลอกหลวงและการใช้อำนาจควบคุมผู้อื่นอยู่ดี&nbsp;</p>



<p>Emerald City จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพจำสำคัญของทั้ง The Wonderful Wizard of Oz และ Wicked<em> </em>หากแต่มันคือตัวแทนความคิดของผู้คน และถ่ายทอดออกมาผ่านการใช้เมืองมรกตนี้เป็นเครื่องมือในการเล่าถึงความคิดดังกล่าว ดังนั้นหากเราได้เรียนรู้และทำความเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ของหนังโดยละเอียด ก็อาจทำให้เราค้นพบสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่เพิ่มเติมได้เช่นกัน</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://worldsfairchicago1893.com/2024/11/22/the-architectural-influence-of-the-1893-worlds-fair-on-wicked/">worldsfairchicago1893.com</a></p>



<p><a href="https://www.elledecor.com/life-culture/a62991057/wicked-set-design-guide/">elledecor.com</a></p>



<p><a href="https://pdfs.semanticscholar.org/7028/f256cfd201f23e6d372a89217729561d7ba1.pdf">pdfs.semanticscholar.org</a></p>



<p><a href="https://filmandfurniture.com/2024/12/behind-the-film-sets-of-wicked-with-nathan-crowley/">filmandfurniture.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wicked-for-good/">จาก The Wonderful Wizard of Oz ถึง Wicked: For Good สำรวจเรื่องราวและสัญญะเบื้องหลังของ Emerald City </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อท่วงทำนองขับร้องเรื่องราว สำรวจความเป็นหญิงและศาสนาคริสต์ ที่ซ่อนอยู่ในอัลบั้ม ‘Lux’ ของ Rosalía</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rosalia-lux-album/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Nov 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[Rosalía]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183985</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าจะมีสักหนึ่งอัลบั้มที่ชาวเน็ตอวยกันไม่หยุดหย่อนบนโซเชียลมีเดียในช่วงนี้ ก็คงหนีไม่พ้น ‘Lux’ สตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดของ ‘โรซาเลีย’ (Rosalía) นักร้องสาวชาวคาตาลัน ผู้มักสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนเพลงทุกครั้งที่ออกอัลบั้มใหม่เสมอมา&#160; อัลบั้ม Lux ก็เป็นอีกครั้งที่โรซาเลียสร้างกระแสความสนใจได้ตั้งแต่ยังไม่ปล่อยตัวเต็ม โดยเริ่มจากเพลง ‘Berghain’ ที่เธอร่วมงานกับ Björk และ Yves Tumor ซึ่งกลายเป็นซิงเกิลเรียกน้ำย่อยให้แฟนๆ ได้ชิมรสก่อน หลังจากนั้นกระแสความคาดหวังก็พุ่งขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่ออัลบั้มเต็มออกมา โรซาเลียก็ไม่ทำให้แฟนเพลงต้องผิดหวัง ทั้งเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ ดนตรีที่โดดเด่น และกิมมิกต่างๆ ที่เธอสอดแทรกไว้ในทุกเพลง ล้วนทำให้ Lux กลายเป็นผลงานที่พูดถึงในวงกว้างอย่างรวดเร็ว หนึ่งสิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้โดดเด่นกว่าอัลบั้มที่ผ่านมาของโรซาเลีย คือการผสานเรื่องราวทางคริสตศาสนาเข้ากับดนตรีพ็อปและดนตรีคลาสสิก รวมถึงความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว จนเกิดเป็นผลงานที่ให้ความรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และความร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ อีกแรงบันดาลใจสำคัญของอัลบั้มนี้ คือการสำรวจความเป็นหญิงผ่านมุมมองของคริสตศาสนา โดยเฉพาะเรื่องราวของนักบุญหญิงจากหลากหลายพื้นทั่วทุกมุมโลก ซึ่งโรซาเลียได้สอดแทรกเนื้อหาเหล่านี้ลงไปในแต่ละเพลง พร้อมใช้ท่วงทำนองและเสียงดนตรีในการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้แฟนเพลงได้ฟัง ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปร่วมกันสำรวจเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับความเป็นหญิง นักบุญ และคริสตศาสนา ที่นักร้องสาวมากความสามารถคนนี้ได้นำเสนอผ่านผลงานอัลบั้มชุดนี้กัน&#160; Lux กับคอนเซปต์ที่เหนือชั้นของโรซาเลีย&#160; หากใครเคยฟังอัลบั้ม Lux ของโรซาเลียมาแล้ว ก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าแต่ละเพลงในอัลบั้มให้ความรู้สึกเหมือนดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ในโบสถ์ มีท่วงทำนองที่เหมือนปลุกพลังศรัทธาของผู้ฟัง ร่วมกับเสียงร้องของนักร้องสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ จนทำให้บทเพลงเหมือนเป็นหนึ่งในความศักดิ์สิทธิ์อย่างไรอย่างนั้น เราในฐานะคนฟังจะรู้สึกเช่นนั้นก็ไม่แปลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rosalia-lux-album/">เมื่อท่วงทำนองขับร้องเรื่องราว สำรวจความเป็นหญิงและศาสนาคริสต์ ที่ซ่อนอยู่ในอัลบั้ม ‘Lux’ ของ Rosalía</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าจะมีสักหนึ่งอัลบั้มที่ชาวเน็ตอวยกันไม่หยุดหย่อนบนโซเชียลมีเดียในช่วงนี้ ก็คงหนีไม่พ้น ‘Lux’ สตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดของ ‘โรซาเลีย’ (Rosalía) นักร้องสาวชาวคาตาลัน ผู้มักสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนเพลงทุกครั้งที่ออกอัลบั้มใหม่เสมอมา&nbsp;</p>



<p>อัลบั้ม Lux ก็เป็นอีกครั้งที่โรซาเลียสร้างกระแสความสนใจได้ตั้งแต่ยังไม่ปล่อยตัวเต็ม โดยเริ่มจากเพลง ‘Berghain’ ที่เธอร่วมงานกับ Björk และ Yves Tumor ซึ่งกลายเป็นซิงเกิลเรียกน้ำย่อยให้แฟนๆ ได้ชิมรสก่อน หลังจากนั้นกระแสความคาดหวังก็พุ่งขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่ออัลบั้มเต็มออกมา โรซาเลียก็ไม่ทำให้แฟนเพลงต้องผิดหวัง ทั้งเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ ดนตรีที่โดดเด่น และกิมมิกต่างๆ ที่เธอสอดแทรกไว้ในทุกเพลง ล้วนทำให้ Lux กลายเป็นผลงานที่พูดถึงในวงกว้างอย่างรวดเร็ว</p>



<p>หนึ่งสิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้โดดเด่นกว่าอัลบั้มที่ผ่านมาของโรซาเลีย คือการผสานเรื่องราวทางคริสตศาสนาเข้ากับดนตรีพ็อปและดนตรีคลาสสิก รวมถึงความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว จนเกิดเป็นผลงานที่ให้ความรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และความร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184033" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-5.jpg 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นอกจากนี้ อีกแรงบันดาลใจสำคัญของอัลบั้มนี้ คือการสำรวจความเป็นหญิงผ่านมุมมองของคริสตศาสนา โดยเฉพาะเรื่องราวของนักบุญหญิงจากหลากหลายพื้นทั่วทุกมุมโลก ซึ่งโรซาเลียได้สอดแทรกเนื้อหาเหล่านี้ลงไปในแต่ละเพลง พร้อมใช้ท่วงทำนองและเสียงดนตรีในการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้แฟนเพลงได้ฟัง</p>



<p>ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปร่วมกันสำรวจเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับความเป็นหญิง นักบุญ และคริสตศาสนา ที่นักร้องสาวมากความสามารถคนนี้ได้นำเสนอผ่านผลงานอัลบั้มชุดนี้กัน&nbsp;</p>



<p><strong>Lux กับคอนเซปต์ที่เหนือชั้นของโรซาเลีย&nbsp;</strong></p>



<p>หากใครเคยฟังอัลบั้ม Lux ของโรซาเลียมาแล้ว ก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าแต่ละเพลงในอัลบั้มให้ความรู้สึกเหมือนดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ในโบสถ์ มีท่วงทำนองที่เหมือนปลุกพลังศรัทธาของผู้ฟัง ร่วมกับเสียงร้องของนักร้องสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ จนทำให้บทเพลงเหมือนเป็นหนึ่งในความศักดิ์สิทธิ์อย่างไรอย่างนั้น</p>



<p>เราในฐานะคนฟังจะรู้สึกเช่นนั้นก็ไม่แปลก เพราะแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ถือกำเนิดขึ้นมา ก็คือเรื่องราวของนักบุญหญิงต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งล้วนเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์และสำคัญของคริสตศาสนา&nbsp;</p>



<p>เพื่อให้เข้าใจแนวคิดเบื้องหลังในการทำอัลบั้มนี้ของโรซาเลียมากขึ้น ก็อาจต้องย้อนกลับไปดูกันที่คอนเซปต์ของอัลบั้ม โดยแรกเริ่มเดิมที <strong>โรซาเลีย</strong> หรือ <strong>โรซาเลีย บิลา โตเบย่า (Rosalia Vila Tobella)</strong> ก็เป็นชาวคริสต์มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทำให้ตัวเธอมีความคิดและความสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวในศาสนา โรซาเลียจึงหยิบเอา ชีวประวัติของนักบุญผู้หญิงคนสำคัญจากพื้นที่ต่างๆ ของโลก ตลอดจนนักปรัชญาหรือนักเขียนหญิง มาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับการทำอัลบั้มนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184034" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-5.jpg 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ถึงอย่างนั้น หากเห็นเพียงแค่ปกอัลบั้ม เชื่อว่าหลายคนก็คงเดาออกได้ตั้งแต่แรกเห็น ว่าอัลบั้มนี้จะต้องมีความเกี่ยวโยงกับคริสตศาสนาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอน เพราะหน้าปกอัลบั้ม Lux เธอได้สวมเครื่องแต่งกายด้วยผ้าคลุมสีขาวและมีผ้าคลุมผม คล้ายคลึงกับชุดของนักบวชหญิงในศาสนาคริสต์ที่สวมชุดสีขาว</p>



<p>หรือกระทั่งชื่ออัลบั้ม โดยในภาษาละติน Lux หมายถึงแสงสว่าง และยังเชื่อมโยงกับคำว่า Luxe เป็นภาษาคาตาลัน หมายถึงความหรูหรา ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเธอกำลังจะสื่อถึงศาสนา พร้อมกับบรรยายว่าอัลบั้มชิ้นนี้จะเต็มไปด้วยความโอ่อ่าและอลังการด้วยเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ทั้งนั้น หนึ่งในสิ่งที่สามารถอธิบายถึงการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดของโรซาเลียในอัลบั้ม Lux นี้ อาจต้องยกให้กับการที่เธอร้องเพลงด้วยภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาคาตาลันและสเปน ซึ่งถือเป็นเจ้าของภาษาอยู่แล้ว ก็ยังมีอีก 11 ภาษา ได้แก่ อาหรับ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮีบรู อิตาลี ญี่ปุ่น ละติน แมนดาริน โปรตุเกส ซิซิลี และยูเครน โดยทุกภาษาล้วนใช้แบบเต็มรูปแบบ ไม่ได้ยกมาเพียงคำหรือวลีสั้นๆ โดยนี่ถือเป็นความตั้งใจของเธอที่อยากเข้าใจวัฒนธรรมและเข้าถึงผู้คนให้มากขึ้น ด้วยการเรียนรู้ภาษาของพวกเขา&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-184035" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-5.jpg 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ด้วยความทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ของโรซาเลีย ทำให้อัลบั้มที่ออกเป็นมากกว่าอัลบั้มเพลง แต่เป็นเหมือนงานศิลปะที่มีรายละเอียดและความงดงามซ่อนอยู่ เชื่อว่ายิ่งเรารู้ข้อมูลเชิงลึกมากเท่าไหร่ เราก็จะฟังเพลงของนักร้องสาวคนนี้ได้ลุ่มลึกมากขึ้นเท่านั้น&nbsp;</p>



<p><strong>Lux กับการถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิง นักบุญ และคริสตศาสนา&nbsp;</strong></p>



<p>หลังจากที่ได้เกริ่นนำไปเล็กน้อยแล้วถึงเนื้อหาที่โรซาเลียต้องการนำเสนอในอัลบั้มนี้ อย่างประเด็นเรื่อง ความเป็นหญิง นักบุญผู้หญิงในประวัติศาสตร์ และศาสนาคริสต์ เราจึงอยากพามาดูกันต่อว่าประเด็นเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาในตัวอัลบั้มอย่างไรบ้างกัน</p>



<p>โดยหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดของอัลบั้ม Lux คือการหยิบเอาเรื่องราวและประวัติของนักบุญหญิงมาเล่าและตีความผ่านเนื้อหาเพลงร่วมสมัย ด้วยการไม่เล่าอย่างตรงไปตรงมา หากแต่ใช้อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบเพื่อให้เกี่ยวโยงกับคนฟังยุคปัจจุบันมากที่สุด&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184036" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-5.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>อย่างในเพลง <em>De Madrugá</em> ซึ่งเป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากชีวประวัติของ เซนต์โอลก้าแห่งเคียฟ (Saint Olga of Kiev) ผู้เป็นนักบุญและผู้ปกครองเมืองเคียฟรุสในอดีต ปัจจุบันคือยูเครน เบลารุส และรัสเซีย&nbsp;</p>



<p>“<em>La cruz en el pecho calibra mi cuerpo</em></p>



<p><em>Para desquitarme yo tengo derecho</em></p>



<p><em>La cruz en el pecho calibra mi cuerpo</em></p>



<p><em>Para desquitarme yo tengo derecho</em>” <em>De Madrugá</em>, Rosalía</p>



<p>เนื้อเพลงส่วนหนึ่งของ <em>De Madrugá</em> แปลได้ใจความประมาณว่า “ไม้กางเขนประดับอยู่บนหน้าอกของฉัน ฉันจึงมีสิทธิ์จะแก้แค้น” ซึ่งก็ตรงกับประวัติของเซนต์โอลก้าแห่งเคียฟ ผู้ถูกชนเผ่าใกล้เคียงพรากชีวิตสามีไป เมื่อเธอได้กลายเป็นผู้ปกครองอาณาจักร เธอก็ได้ดำเนินการปราบชนเผ่าที่ฆ่าสามีของเธออย่างโหดเหี้ยมเพื่อเป็นการแก้แค้น จนกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา&nbsp;</p>



<p>โรซาเลียต้องการชี้ให้เห็นว่า แม้เธอจะเป็นนักฆ่าที่ดูโหดเหี้ยมในยุคสมัยนั้น หากแต่เธอก็ยังได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ เพราะเธอสามารถนำพาผู้คนมากมายมาเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาคริสต์ นั่นจึงสะท้อนให้เห็นว่าต่างพื้นที่ ต่างวัฒนธรรม ก็ตีความความหมายของคำๆ นี้ต่างกัน สำหรับพื้นที่นี้ในยุคสมัยนั้น อาจตีความคำว่านักบุญต่างออกไปจากที่เราเข้าใจกันในสมัยนี้ก็ได้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184037" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>หรืออย่างในเพลง <em>Novia Robot </em>ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวโยงกับ <strong>ซุน บูเอ๋อร์ (Sun Bu’er) </strong>ปรมาจารย์ลัทธิเต๋าของจีน ผู้ตั้งใจทำลายความงามของตนเองด้วยการราดน้ำมันเดือดลงบนหน้า เพื่อไม่ให้ผู้ชายที่พบเจอเธอรู้สึกดึงดูดใจ อีกทั้งยังเล่าถึงเรื่องราวของ<strong> มีเรียม (Myriam)</strong> หนึ่งในผู้หญิงผู้ทรงอิทธิพลในศาสนายูดาย ทำให้เพลงที่ออกมาว่าด้วยเรื่องราวของผู้หญิงที่มีหัวขบถและกล้าหาญ พร้อมกับนำเสนอว่าไม่ว่าทุกคนจะเป็นผู้หญิงแบบไหน ก็สามารถเปล่งประกายได้เหมือนกันหมด&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นแล้ว การหยิบเอาเรื่องราวของนักบุญและผู้หญิงหลากหลายคนจากทั่วทุกมุมโลกมาเล่า จึงเป็นเหมือนการตอกย้ำว่าทุกพื้นที่บนโลกของเรา มีความเป็นหญิงซุกซ่อนอยู่ในทุกๆ ความเชื่อ ก่อนหน้าที่เราไม่รู้จักพวกเธอเลย อาจเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเรื่องราวต่างๆ ล้วนสร้างขึ้นโดยผู้ชาย ทว่าครั้งนี้โรซาเลียได้กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิง ที่หยิบเรื่องราวของผู้หญิงด้วยกันเองมาเผยแพร่ให้คนได้รู้ต่อไปว่าบนโลกใบนี้ยังมีผู้หญิงอีกมากมายที่พร้อมเฉิดฉายและถูกจดจำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184038" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>Lux จึงเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มสมัยใหม่ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่ไกลตัวให้ใกล้ตัว แถมยังทำให้คนฟังได้รับรู้ถึงเรื่องราวของผู้หญิงในอีกแง่มุมที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย&nbsp;</p>



<p>แล้วทุกคนมีเรื่องราวของผู้หญิงที่อยากถ่ายทอดให้คนอื่นได้รับรู้บ้างหรือเปล่า?&nbsp;</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://www.nme.com/news/music/rosalia-clears-up-whether-berghain-was-inspired-by-the-iconic-berlin-club-3907399">nme.com</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/music/ng-interactive/2025/nov/07/rosalia-critics-crisis-being-hot-for-god-lux-catalan">theguardian.com</a></p>



<p><a href="https://www.euronews.com/culture/2025/11/09/lux-album-review-rosalias-musical-gift-to-the-world-which-keeps-on-giving">euronews.com</a></p>



<p><a href="https://pitchfork.com/reviews/albums/rosalia-lux/">pitchfork.com</a></p>



<p><a href="https://www.vogue.com/article/rosalia-lux-era-fashion">vogue.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rosalia-lux-album/">เมื่อท่วงทำนองขับร้องเรื่องราว สำรวจความเป็นหญิงและศาสนาคริสต์ ที่ซ่อนอยู่ในอัลบั้ม ‘Lux’ ของ Rosalía</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก Van Gogh ถึง ‘Matthew Wong’ เมื่องานศิลปะมีมากกว่าความสวยงาม แต่คือการถ่ายทอดเบื้องลึกของจิตใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/matthew-wong-and-van-gogh/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Nov 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[Matthew Wong]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Van Gogh]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183818</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงชื่อของศิลปินผู้เป็นตำนาน ผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลกศิลปะสมัยใหม่ไปตลอดกาล คงไม่มีใครไม่รู้จัก ฟินเซนต์ ฟัน โคค&#160; (Vincent van Gogh)&#160; หรือที่คนไทยจะคุ้นหูกันดีกับ แวนโก๊ะ ศิลปินชาวดัตช์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นที่รู้จักมากมาย อย่าง The Starry Night, Wheat Field with Crows หรือแม้แต่ Sunflowers ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่สร้างคุณูปการ ตลอดจนแรงบันดาลใจต่อศิลปินรุ่นหลังมาอย่างยาวนาน&#160; แมทธิว หว่อง (Matthew Wong) จิตรกรเชื้อสายจีน &#8211; แคนนาดา คือหนึ่งในศิลปินที่ได้รับอิทธิพลมาจากแวนโก๊ะ โดยผลงานของเขาแทบทุกชิ้นล้วนสะท้อนเบื้องลึกเบื้องหลังของอารมณ์และความรู้สึกที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวศิลปินเช่นเดียวกันกับแวนโก๊ะ ผลงานของหว่องจึงไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังแฝงไปด้วยเรื่องราวและตัวตนของเจ้าตัวที่แฝงอยู่ภายใต้ผืนผ้าใบเหล่านี้&#160; อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราจะไม่ได้เห็นผลงานใหม่ๆ ของเขาหลังจากนี้ต่อไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่ผลงานศิลปะ ซึ่งกลายเป็นสิ่งเดียวที่จะพาเราไปรู้จักกับเรื่องราวและตัวตนของศิลปินคนนี้กันมากขึ้น&#160; โดยงาน La Biennale di Venezia 2026 หรือนิทรรศการวัฒนธรรมระดับนานาชาติที่จะจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม จนถึงพฤศจิกายนปีหน้า ณ Palazzo Tiepolo Passi จะมีการจัดแสดงผลงานส่วนหนึ่งของหว่อง ภายใต้ชื่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/matthew-wong-and-van-gogh/">จาก Van Gogh ถึง ‘Matthew Wong’ เมื่องานศิลปะมีมากกว่าความสวยงาม แต่คือการถ่ายทอดเบื้องลึกของจิตใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงชื่อของศิลปินผู้เป็นตำนาน ผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลกศิลปะสมัยใหม่ไปตลอดกาล คงไม่มีใครไม่รู้จัก <strong>ฟินเซนต์ ฟัน โคค</strong>&nbsp; <strong>(Vincent van Gogh)&nbsp; </strong>หรือที่คนไทยจะคุ้นหูกันดีกับ แวนโก๊ะ ศิลปินชาวดัตช์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นที่รู้จักมากมาย อย่าง The Starry Night, Wheat Field with Crows หรือแม้แต่ Sunflowers ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่สร้างคุณูปการ ตลอดจนแรงบันดาลใจต่อศิลปินรุ่นหลังมาอย่างยาวนาน&nbsp;</p>



<p><strong>แมทธิว หว่อง (Matthew Wong)</strong> จิตรกรเชื้อสายจีน &#8211; แคนนาดา คือหนึ่งในศิลปินที่ได้รับอิทธิพลมาจากแวนโก๊ะ โดยผลงานของเขาแทบทุกชิ้นล้วนสะท้อนเบื้องลึกเบื้องหลังของอารมณ์และความรู้สึกที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวศิลปินเช่นเดียวกันกับแวนโก๊ะ ผลงานของหว่องจึงไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังแฝงไปด้วยเรื่องราวและตัวตนของเจ้าตัวที่แฝงอยู่ภายใต้ผืนผ้าใบเหล่านี้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183825" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราจะไม่ได้เห็นผลงานใหม่ๆ ของเขาหลังจากนี้ต่อไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่ผลงานศิลปะ ซึ่งกลายเป็นสิ่งเดียวที่จะพาเราไปรู้จักกับเรื่องราวและตัวตนของศิลปินคนนี้กันมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>โดยงาน La Biennale di Venezia 2026 หรือนิทรรศการวัฒนธรรมระดับนานาชาติที่จะจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม จนถึงพฤศจิกายนปีหน้า ณ Palazzo Tiepolo Passi จะมีการจัดแสดงผลงานส่วนหนึ่งของหว่อง ภายใต้ชื่อ ‘Interiors’ ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อนโดยมูลนิธิ Matthew Wong&nbsp;</p>



<p>หลังจากที่มีประกาศนี้ออกไป ก็ทำเอาแฟนผลงานของหว่อง ตลอดจนผู้ชื่นชอบศิลปะ ต่างให้ความสนใจกับนิทรรศการในครั้งนี้ของเขา เพราะผืนผ้าใบที่เต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลายเหล่านี้ จะปลุกเรื่องราวของหว่องให้ตื่นมาโลดแล่นบนโลกศิลปะอีกครั้งหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับศิลปินคนเท่าไรนัก ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักเรื่องราว ตัวตน และผลงานของแมทธิว หว่องกัน พร้อมพาไปดูว่าตัวเขานั้นได้รับแรงบันดาลใจหรืออิทธิพลจากแวนโก๊ะในแง่ใดบ้าง เผื่อปีหน้านี้ ทุกคนจะได้กดจองตั๋วไปชมผลงานจริงกันที่เวนิสได้ทัน</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แมทธิว หว่อง กับชีวิตที่ไม่ราบเรียบ</strong></h2>



<p>เฉกเช่นเดียวกับศิลปินหลายๆ คน ที่เส้นทางของศิลปินมักมีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจเล็กๆ ณ ช่วงชีวิตหนึ่ง ซึ่งได้จุดประกายความสนใจในศิลปะขึ้นมา</p>



<p>แมทธิว หว่อง เกิดที่โทรอนโตในปี 1984 เมื่อเขาอายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวก็พาหว่องอพยพไปฮ่องกง แต่เมื่อเขาอายุ 15 ปี ครอบครัวของเขาได้ย้ายกลับมาที่แคนาดา ทำให้ช่วงชีวิตวัยเด็กตัวเขาจำต้องย้ายไปมาระหว่างแคนาดาและฮ่องกงอยู่บ่อยๆ&nbsp;</p>



<p>หว่องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีศิลปศาสตร์ สาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรม จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ระหว่างนั้นตัวเขาได้เริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง จึงได้เริ่มเป็นช่างภาพมาตั้งแต่ปี 2009 จนได้เข้าเรียนปริญญาโทศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการถ่ายภาพ จากคณะสื่อสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183826" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่มีต่อการเป็นช่างภาพของหว่องเริ่มเปลี่ยนไป ตัวเขามองว่าการเป็นช่างภาพไม่สามารถพาตัวเองก้าวไปสู่เส้นทางอาชีพอย่างจริงจังได้ ทำให้ในปี 2012 หว่องจึงเริ่มหันมาวาดภาพอย่างจริงจัง โดยหว่องเริ่มศึกษาการวาดภาพเชิงนามธรรมก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงค่อยหันมาวาดภาพแนวรูปทรง (Figuration) แทน&nbsp;</p>



<p>หว่องมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะผลักดันตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปินเช่นเดียวกับศิลปินคนอื่นๆ ในช่วงยุคสมัยที่ผ่านมา เขาจึงพัฒนาภาษาทางทัศนศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ ผ่านการผสมเทคนิคทางศิลปะแบบจีน ยุโรป และอเมริกาเข้าด้วยกันในงานของตนเอง</p>



<p>ผลงานของหว่องส่วนใหญ่จะบอกเล่าเรื่องราวภูมิทัศน์ผ่านจินตนาการของตัวเขา พร้อมสะท้อนความรู้สึกหรืออารมณ์บางอย่างในจิตใจลงไปในงานเหล่านั้น ด้วยการใช้สีที่ทรงพลังและลายเส้นที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาในภาพ โดยงานของหว่องมักได้รับแรงบันดาลใจมาจากความทรงจำเก่าๆ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของความโดดเดี่ยวและความโหยหาภายในจิตใจ พร้อมกับความเชื่อที่ว่า งานศิลปะของเขาจะสามารถปลุกความคิดถึง ทั้งในระดับส่วนตัวและส่วนรวมได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183827" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>มากกว่าแค่เทคนิคและวิธีการทางศิลปะ หว่องมักเริ่มต้นวาดภาพด้วยผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าโดยไม่มีการวางแผนหรือขึ้นโครงอะไรล่วงหน้า เขาไม่มีทางรู้เลยว่าผลงานของตนเองจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบจึงขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณอย่างแท้จริง&nbsp;</p>



<p>ด้วยผลงานที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์หว่องเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ผลงานของเขาถูกนำไปจัดแสดงในงานศิลปะหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา โดยมีนิทรรศการเดี่ยวเป็นของตัวเองครั้งแรกที่แกลเลอรี Karma ในนิวยอร์กเมื่อปี 2018 แถมยังได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางด้วย&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเขาต้องเผชิญกับภาวะออทิสติก กลุ่มอาการทูเร็ตต์ (Tourette’s syndrome) และโรคซึมเศร้ามาโดยตลอด ทำให้ในปี 2019 ตัวเขาตัดสินใจฆ่าตัวตายที่เมืองเอดมันตัน ประเทศแคนาดา&nbsp;</p>



<p>แม้อาชีพในฐานะศิลปินของเขาจะสั้น แต่ผลงานของหว่องได้สร้างอิทธิพลต่อวงการศิลปะอย่างลึกซึ้ง ผลงานของเขาถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกหลายแห่ง เช่น Museum of Modern Art (MoMA) ในนิวยอร์ก, Solomon R. Guggenheim Museum, Metropolitan Museum of Art, และ Art Gallery of Ontario ที่โทรอนโต ซึ่งถือเป็นการพิสูจน์แล้วว่าตัวเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารของศิลปินแห่งยุคสมัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จากแวนโก๊ะ ถึง แมทธิว หว่อง&nbsp;</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183828" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เป็นที่รู้กันว่า หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญในของแมทธิว หว่อง คือศิลปินระดับตำนานอย่างแวนโก๊ะ ซึ่งเว็บไซต์อย่าง Vangogh Museum เองก็ได้มีบันทึกเรื่องราวในส่วนนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน เมื่อนำเรื่องราวของทั้งสองคนมาเทียบเคียงกันก็ได้พบว่า นอกจากที่แวนโก๊ะจะมีอิทธิพลต่อหว่องในฐานะศิลปินแล้ว ยังมีจุดเชื่อมโยงเกี่ยวกับชีวิตที่คล้ายคลึงกันด้วย</p>



<p>อย่างในเรื่องของจุดเริ่มต้นในการเป็นศิลปินของทั้งสองคน ซึ่งต่างคนต่างจะได้มาอยู่ในจุดที่เรียกตนเองว่าศิลปินได้เต็มตัวก็ใช้เวลายาวนานในการค้นหาตัวตน ก่อนหน้าจะมาเป็นศิลปิน แวนโก๊ะเคยเป็นทั้งคนขายภาพวาดในหอศิลป์และผู้เผยแพร่ศาสนาในเหมืองถ่ายหิน ส่วนตัวของหว่องก็เป็นช่างภาพมาก่อน เป็นเวลากว่าหลายปีกว่าทั้งคู่จะรู้ตัวว่าศิลปะเป็นคำตอบของการใช้ชีวิต&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183830" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นอกจากนี้เรื่องราวชีวิตของทั้งคู่ยังเชื่อมโยงกันในแง่ที่ ตัวหว่องและแวนโก๊ะต่างก็เผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิต และต้องต่อสู้กับมัน ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ทำให้ผลงานของทั้งคู่ต่างเป็นภาพสะท้อนของจิตใจภายใน มีเพียงสีสันที่แต่งแต้มอยู่บนผืนผ้าใบเท่านั้นที่สามารถบอกเราได้ว่าพวกเขากำลังรู้สึกเช่นไรอยู่&nbsp;</p>



<p>เมื่อพูดถึงในแง่ของการใช้สี ทั้งสองต่างใช้สีและทีแปรงของพู่กันที่หนาในการถ่ายทอดห้วงลึกของอารมณ์ความรู้สึกภายใน โดยใช้ภาพในการสื่อความหมายแทนคำอธิบายหรือคำพูด ตัวอย่างเช่นภาพ <em>Wheatfield with a Reaper​ </em>(1889) ของแวนโก๊ะ และ <em>Coming of Age Landscape </em>(2018) ของหว่อง ซึ่งต่างถ่ายทอดความหมายและวัฏจักรของชีวิตผ่านภาพภูมิทัศน์ ผ่านการใช้ทีแปรงที่แตกต่างกันในการสร้างมิติที่หลากหลายในภาพ เหมือนกับมนุษย์ต้องเผชิญกับความเปราะบางและความไม่จีรังของชีวิต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183829" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/06.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“ผมรับรู้ถึงความเป็นผมในตัวเขา (แวนโก๊ะ) ความรู้สึกแปลกแยกที่ไม่อาจจะเข้ากับโลกใบนี้ได้เลย” แมทธิว หว่อง, 2018&nbsp;</p>



<p>ท้ายสุดแล้ว เรื่องราวของทั้งแมทธิว หว่องและแวนโก๊ะ คือบทสะท้อนของศิลปินผู้ที่ต่างใช้ศิลปะเพื่อนิยามความรู้สึกและความหมายของการมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางสีสันบนผืนผ้าใบ กลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและความเจ็บปวด ซึ่งแม้พวกเขาจะไม่สามารถกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวโลกทั้งใบได้ แต่พวกเขายังคงมีตัวตนอยู่ผ่านผลงานศิลปะของตนเอง&nbsp;</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก&nbsp;</strong></p>



<p><a href="https://www.vangoghmuseum.nl/en/art-and-stories/stories/who-is-matthew-wong">vangoghmuseum.nl</a></p>



<p><a href="https://www.matthewwongfoundation.org/biography">matthewwongfoundation.org</a></p>



<p><a href="https://news.artnet.com/art-world/art-world-remembers-matthew-wong-self-taught-painter-vibrant-landscapes-died-35-1671937">news.artnet.com</a></p>



<p><a href="https://www.artsy.net/article/artsy-editorial-unseen-matthew-wong-paintings-debut-venice">artsy.net</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/matthew-wong-and-van-gogh/">จาก Van Gogh ถึง ‘Matthew Wong’ เมื่องานศิลปะมีมากกว่าความสวยงาม แต่คือการถ่ายทอดเบื้องลึกของจิตใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อความน่ากลัวสร้างจากบรรยากาศและฉากอันดำมืด ชวนสำรวจสัญญะความเป็น Gothic Horror ผ่าน ‘Frankenstein’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/gothic-horror-in-frankenstein/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Nov 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[แฟรงเกนสไตน์]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183755</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงภูติ ผี ปีศาจ จากโลกฝั่งตะวันตกสักตัวหนึ่ง ทุกคนนึกถึงตัวไหนกัน?&#160; เชื่อว่าคงมีจำนวนไม่น้อย ตอบกันอย่างพร้อมเพรียงว่า ‘แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein)’ หนึ่งในปีศาจสุดอมตะตลอดกาลที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย จะกลับมาทำซ้ำอีกกี่รอบ ก็ยังคงเป็นปีศาจที่หลายคนชื่นชอบ และยกให้เป็นปีศาจที่มีความน่ากลัวมากที่สุดตัวหนึ่งแน่นอน&#160; และสำหรับใครที่เป็นแฟนแฟรงเกนสไตน์ เตรียมตัวกันให้พร้อม เพราะมันจะกลับมาอีกครั้งใน Frankenstein (2025) ผลงานกำกับโดย กิเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ผู้นำตำนานความน่ากลัวกว่า 200 ปี ให้กลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง นำแสดงโดย ออสการ์ ไอแซก (Oscar Isaac), เจค็อป เอลอร์ดี (Jacob Elordi), และ มีอา โกธ (Mia Goth) ซึ่งเป็นการนำตัวละครสุดอมตะของแมรี่ เชลลีย์ (Mary Shelley) มานำเสนอ พร้อมด้วยการตีความและขยายความอสุรกายตัวนี้อีกครั้ง เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของแฟรงเกนสไตน์ที่เราอาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ครั้งนี้เราไม่ได้มาพูดถึงตัวหนังที่กำลังจะเข้าฉาย แต่จะขอมาพูดถึง ‘Gothic Horror’ ธีมหลักสำคัญของแฟรงเกนสไตน์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gothic-horror-in-frankenstein/">เมื่อความน่ากลัวสร้างจากบรรยากาศและฉากอันดำมืด ชวนสำรวจสัญญะความเป็น Gothic Horror ผ่าน ‘Frankenstein’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงภูติ ผี ปีศาจ จากโลกฝั่งตะวันตกสักตัวหนึ่ง ทุกคนนึกถึงตัวไหนกัน?&nbsp;</p>



<p>เชื่อว่าคงมีจำนวนไม่น้อย ตอบกันอย่างพร้อมเพรียงว่า ‘แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein)’ หนึ่งในปีศาจสุดอมตะตลอดกาลที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย จะกลับมาทำซ้ำอีกกี่รอบ ก็ยังคงเป็นปีศาจที่หลายคนชื่นชอบ และยกให้เป็นปีศาจที่มีความน่ากลัวมากที่สุดตัวหนึ่งแน่นอน&nbsp;</p>



<p>และสำหรับใครที่เป็นแฟนแฟรงเกนสไตน์ เตรียมตัวกันให้พร้อม เพราะมันจะกลับมาอีกครั้งใน <em>Frankenstein</em> (2025) ผลงานกำกับโดย <strong>กิเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro)</strong> ผู้นำตำนานความน่ากลัวกว่า 200 ปี ให้กลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง นำแสดงโดย <strong>ออสการ์ ไอแซก (Oscar Isaac)</strong>, <strong>เจค็อป เอลอร์ดี (Jacob Elordi),</strong> และ <strong>มีอา โกธ (Mia Goth) </strong>ซึ่งเป็นการนำตัวละครสุดอมตะของแมรี่ เชลลีย์ (Mary Shelley) มานำเสนอ พร้อมด้วยการตีความและขยายความอสุรกายตัวนี้อีกครั้ง เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของแฟรงเกนสไตน์ที่เราอาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183761" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/01.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p>ครั้งนี้เราไม่ได้มาพูดถึงตัวหนังที่กำลังจะเข้าฉาย แต่จะขอมาพูดถึง ‘Gothic Horror’ ธีมหลักสำคัญของแฟรงเกนสไตน์ ซึ่งถือเป็นประเภทหนึ่งของนวนิยายแนวสยองขวัญที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน</p>



<p>ซึ่งความน่ากลัวสไตล์กอทิกนี่แหละคือแก่นสำคัญที่ทำให้ตัวละครอย่างแฟรงเกนสไตน์ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในปีศาจที่ผู้คนหวาดกลัวมากที่สุด แถมยังทำให้เจ้าอสุรกายตัวนี้กลายเป็นที่จดจำแก่คนทั่วโลก แม้จะไม่ได้อยู่ในวงการหนังสือหรือภาพยนตร์สยองขวัญก็ต้องคุ้นหูหรือรับรู้ถึงความน่ากลัวของแฟรงเกนไสตน์กันมาอย่างแน่นอน&nbsp;</p>



<p>ด้วยความที่ควันหลงวันฮาโลวีนที่ยังไม่จางหายนี้ เราจึงขอพาทุกคนไปร่วมกันสำรวจแง่มุมความเป็น Gothic Horror ในแฟรงเกนสไตน์กัน ว่ามันมีความเป็นปีศาจสไตล์กอทิกอย่างไร แล้วอะไรประกอบสร้างให้มันกลายมาเป็นอสุรกายที่น่ากลัวได้ขนาดนี้กัน&nbsp;</p>



<p><strong>Gothic Horror คืออะไร</strong></p>



<p>เมื่อพูดถึงคำว่า ‘กอทิก’ หรือ ‘Gothic’ เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึงสถาปัตยกรรมสไตล์กอทิก หนึ่งในสไตล์การออกแบบที่ได้รับความนิยมในช่วงยุคกลางของยุโรป ซึ่งหากจะเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด ทว่ากอทิกที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ไม่ใช่สไตล์ศิลปะ หากแต่เป็นประเภทของวรรณกรรมด้วยเช่นกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183762" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/02.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p>วรรณกรรมแนวกอทิก เป็นงานเขียนแนวสยองขวัญที่เกิดขึ้นมาราวๆ ปี ค.ศ. 1780 และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นแนวเขียนหนึ่งของวรรณกรรมอย่างชัดเจนในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การสร้างบรรยากาศและฉากหลังที่อบอวลไปด้วยความลึกลับ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใช้ภัยคุกคามเหนือธรรมชาติเป็นแก่นเรื่อง รวมถึงการนำเสนอภาพของอดีตที่รุกรานปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้คำว่า ‘กอทิก’ ทั้งในมิติของวรรณกรรมและศิลปะ ต่างก็มีความเชื่อมโยงกันในแง่ของการที่นิยายแนวนี้ มักมีฉากหลังเป็นซากปรักหักพัง โบราณสถาน ปราสาทเก่า โบสถ์ มหาวิหาร หรือกระทั่งสุสาน ซึ่งในยุโรปยุคกลาง สิ่งเหนือธรรมชาติมักผูกโยงกับสถานที่เหล่านี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การที่วรรณกรรมแนวนี้ถูกเรียกว่า นิยายแนวกอทิก จึงมาจากการสืบทอดภาพจำของสถาปัตยกรรมกอทิกและบรรยากาศอันลี้ลับนั่นเอง</p>



<p>นอกจากเอกลักษณ์ด้านการใช้ฉาก บรรยากาศ และสถานที่แล้ว นิยายแนวกอทิกยังนิยมนำเสนอโครงเรื่องที่เน้นการสำรวจเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์ โดยใช้เหตุการณ์น่าสยดสยองต่างๆ ภายในเรื่องเป็นสัญลักษณ์เชิงเปรียบเทียบ เพื่อสะท้อนภาพปัญหาบางอย่างที่แฝงอยู่ในสังคม แถมตัวเนื้อเรื่องมักมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและใช้การเล่าเรื่องซ้อนเรื่องเล่า ซึ่งช่วยเพิ่มมิติและความขลังของเนื้อเรื่องให้คนอ่านอยากติดตามต่อด้วย&nbsp;</p>



<p>เหล่านี้คือภาพรวมหลักๆ ของ นิยายแนวกอทิก หรือ Gothic Horror ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจุบันคำว่ากอทิก ถูกนิยามอย่างกว้างมาก บางครั้งแค่วรรณกรรมที่มีฉากหลังและบรรยากาศที่หลอน ลึกลับ และเหนือจริง ก็ถูกจัดหมวดหมู่เป็นกอทิกแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183763" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/03.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>มองความเป็น Gothic Horror ผ่านแฟรงเกนสไตน์</strong></p>



<p>หลังจากพาทุกคนไปรู้จักกับความเป็น Gothic Horror คร่าวๆ กันแล้ว ก็ขอพาทุกคนมาดูกันต่อว่าความเป็นกอทิกถูกสะท้อนออกมาผ่านแฟรงเกนสไตน์ทั้งในแง่ที่เป็นตัวละครในงานเขียนของแมรี่ เชลลีย์ ตลอดจนในเวอร์ชันภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายนี้อย่างไรบ้าง?&nbsp;</p>



<p>แต่ก่อนอื่นอยากขอแวะถามทุกคนสักนิด เมื่อพูดถึงปีศาจอย่าง แฟรงเกนสไตน์ ทุกคนนึกสิ่งใดกัน?</p>



<p>เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยนึกถึงความน่ากลัวและน่าสยดสยองของมันในฐานะอสุรกายที่ถูกประกอบร่างขึ้นมาจากซากศพมากมายโดย ดร.วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ผู้หวังคืนชีพศพ ผ่านการทดลองที่ทั้งบ้าคลั่งและทะเยอทะยานเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป จนสุดท้ายมันก็ได้กลายเป็นหนึ่งในนิยามของความเป็นปีศาจอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้</p>



<p>ถ้าใครเคยอ่าน แฟรงเกนสไตน์ ฉบับนิยาย หรือแม้แต่ได้รับชมตัวอย่างของภาพยนตร์กันไปแล้ว คงจะสัมผัสได้ถึงความมืดมนของบรรยากาศและฉากหลัง ที่เหมือนพาเราหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความน่ากลัว จนทำให้เรารู้สึกหวาดระแวงอย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นฉากภูเขาน้ำแข็งในตอนเปิดเรื่อง ห้องทดลองรกร้างที่เต็มไปด้วยวัตถุชวนสยองขวัญ และหอคอยเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุฝน ทุกองค์ประกอบล้วนช่วยสร้างความรู้สึกอึดอัดและความสยดสยองให้แก่ผู้อ่านและผู้ชมไม่น้อย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183764" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/04.jpg 1921w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อีกทั้งการใช้หอคอยร้างเป็นฉากหลัก ซึ่งเป็นสถานที่ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนั้นยังสะท้อนถึงองค์ประกอบความเป็น Gothic Horror ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากหอคอยถือเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมสำคัญในยุคกลาง มักถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับประสาทหรือป้อมปราการ เพื่อใช้สำหรับเฝ้ายามและสังเกตการณ์อาณาบริเวณโดยรอบ ซึ่งผูกโยงกับความเป็นกอทิกตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นด้วย&nbsp;</p>



<p>นอกจากฉากและบรรยากาศอันแสนทะมึน ชวนให้ขนลุก และความน่ากลัวในการเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติของมัน ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็น Gothic Horror ได้อย่างชัดเจนแล้ว หากมองให้ลึกลงไป ปีศาจอย่างแฟรงเกนสไตน์ คือผลลัพธ์ของความทะเยอทะยานของมนุษย์ ผู้มีจิตใจเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและความหลงใหลในอำนาจ ซึ่งตัวของ ดร.แฟรงเกนสไตน์จึงเป็นภาพสะท้อนของมนุษย์ธรรมดาผู้ต้องการจะก้าวขึ้นอยู่เหนือธรรมชาติ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่แม้แต่ตัวเขาเองจะคาดเดาได้&nbsp;</p>



<p>คงจะไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า แก่นหลักที่สำคัญของวรรณกรรมชิ้นนี้ เป็นมากกว่าการนำเสนอความน่ากลัวของปีศาจแฟรงเกนสไตน์ หากแต่เป็นการสำรวจจิตใจเบื้องลึกของมนุษย์คนหนึ่ง ผู้เต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ ตลอดจนสะท้อนภาพของการกระทำที่ขัดแย้งต่อศีลธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นธีมหลักของ Gothic Horror ที่ต้องการจะสื่อสารให้ผู้ที่ได้อ่านหรือได้ชมรับรู้เรื่องราวของตัวละครนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183765" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/05.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ท้ายสุดแล้ว แฟรงเกนสไตน์รวมถึงอีกหลากหลายตัวละครในวรณกรรมแนวกอทิก ก็อาจไม่ใช่ปีศาจโดยกำเนิด เพียงแต่พวกเขาถูกทำให้เป็นปีศาจโดยมนุษย์ด้วยกันเองต่างหาก&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นแล้ว แฟรงเกนสไตน์ ไม่ว่าจะในเวอร์ชันนิยายต้นฉบับของแมรี่ เชลลีย์ หรือในฉบับภาพยนตร์ที่ถูกสร้างซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ล้วนสะท้อนภาพความเป็น Gothic Horror ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านบรรยากาศอันมืดมน ความหลอนที่แฝงไปด้วยความเศร้า และการตั้งคำถามต่อขีดจำกัดของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้แฟรงเกนสไตน์ ยังคงหลอกหลอนผู้คนได้ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://www.britannica.com/art/Gothic-novel">britannica.com</a></p>



<p><a href="https://annieneugebauer.com/2013/11/18/what-is-gothic-fiction/">annieneugebauer.com</a></p>



<p><a href="https://www.writersdigest.com/write-better-fiction/what-is-gothic-horror-in-fiction">writersdigest.com</a></p>



<p><a href="https://discussingfilm.net/2025/09/09/frankenstein-review-guillermo-del-toro/">discussingfilm.net</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gothic-horror-in-frankenstein/">เมื่อความน่ากลัวสร้างจากบรรยากาศและฉากอันดำมืด ชวนสำรวจสัญญะความเป็น Gothic Horror ผ่าน ‘Frankenstein’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อแฟชันเป็นเรื่องของทุกเพศ ชวนดูแนวคิด ‘Antigender’ ผ่านงานออกแบบของ Jonathan Anderson</title>
		<link>https://adaymagazine.com/antigender-fashion-jonathan-anderson/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนกฤต แดงทองดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Oct 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[What a day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[what a day]]></category>
		<category><![CDATA[JWxUniqlo]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183644</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับทุกคนแล้ว แบรนด์ไหนหรือการคอลแลบไหนที่น่าสนใจในช่วงนี้บ้าง? ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนึ่งในการคอลแลบที่น่าติดตามและสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น JW Anderson x Uniqlo ที่ได้ โจนาธาน แอนเดอร์สัน (Jonathan Anderson) มาร่วมดีไซน์ในคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 นี้&#160; ในครั้งนี้โจนาธาน แอนเดอร์สันยังคงลายเซ็นของตนเองเอาไว้ในงานออกแบบกับ Uniqlo อย่างชัดเจน ทั้งการออกแบบสไตล์อังกฤษคลาสสิก เน้นความเรียบง่าย แต่สนุกสนาน ควบคู่ไปกับเอกลักษณ์ความเป็นไลฟ์แวร์ (LifeWear) ของ Uniqlo ทำให้ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน&#160; และอีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของแอนเดอร์สันที่ยังคงตามมาในงานออกแบบ JW Anderson x Uniqlo ครั้งนี้ คือการออกแบบเสื้อผ้าแบบไร้ซึ่งกรอบกำหนดทางเพศ หรือ ‘Antigender’&#160; โดยทั่วไปแล้ว เสื้อผ้ามักถูกออกแบบโดยใส่องค์ประกอบทางเพศลงไปเพื่อระบุชัดเจนแต่ต้นว่า ชุดนี้สำหรับเพศไหน เหมาะกับชายหรือหญิงมากกว่ากัน หากแต่แนวคิด Antigender คือแนวคิดที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านกรอบกำหนดแบบสองเพศหรือทวิลักษณ์ทางเพศ (Gender Binaries) ซึ่งในมุมมองด้านแฟชัน มันคือแนวคิดที่ตั้งคำถามต่อการออกแบบเสื้อผ้าแบบเดิมๆ ที่ยึดโยงกับเพศของผู้ใส่ และเปิดประตูให้แฟชันกลายเป็นพื้นที่แห่งอิสระทางความคิดสำหรับทุกคน&#160; โจนาธาน แอนเดอร์สัน คือหนึ่งในดีไซเนอร์ที่หยิบเอาแนวคิดดังกล่าวมาผสานเข้ากับงานออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หลักของตัวเขาเองอย่าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/antigender-fashion-jonathan-anderson/">เมื่อแฟชันเป็นเรื่องของทุกเพศ ชวนดูแนวคิด ‘Antigender’ ผ่านงานออกแบบของ Jonathan Anderson</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สำหรับทุกคนแล้ว แบรนด์ไหนหรือการคอลแลบไหนที่น่าสนใจในช่วงนี้บ้าง?</p>



<p>ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนึ่งในการคอลแลบที่น่าติดตามและสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น JW Anderson x Uniqlo ที่ได้<strong> โจนาธาน แอนเดอร์สัน (Jonathan Anderson) </strong>มาร่วมดีไซน์ในคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 นี้&nbsp;</p>



<p>ในครั้งนี้โจนาธาน แอนเดอร์สันยังคงลายเซ็นของตนเองเอาไว้ในงานออกแบบกับ Uniqlo อย่างชัดเจน ทั้งการออกแบบสไตล์อังกฤษคลาสสิก เน้นความเรียบง่าย แต่สนุกสนาน ควบคู่ไปกับเอกลักษณ์ความเป็นไลฟ์แวร์ (LifeWear) ของ Uniqlo ทำให้ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน&nbsp;</p>



<p>และอีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของแอนเดอร์สันที่ยังคงตามมาในงานออกแบบ JW Anderson x Uniqlo ครั้งนี้ คือการออกแบบเสื้อผ้าแบบไร้ซึ่งกรอบกำหนดทางเพศ หรือ ‘Antigender’&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183647" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>โดยทั่วไปแล้ว เสื้อผ้ามักถูกออกแบบโดยใส่องค์ประกอบทางเพศลงไปเพื่อระบุชัดเจนแต่ต้นว่า ชุดนี้สำหรับเพศไหน เหมาะกับชายหรือหญิงมากกว่ากัน หากแต่แนวคิด Antigender คือแนวคิดที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านกรอบกำหนดแบบสองเพศหรือทวิลักษณ์ทางเพศ (Gender Binaries) ซึ่งในมุมมองด้านแฟชัน มันคือแนวคิดที่ตั้งคำถามต่อการออกแบบเสื้อผ้าแบบเดิมๆ ที่ยึดโยงกับเพศของผู้ใส่ และเปิดประตูให้แฟชันกลายเป็นพื้นที่แห่งอิสระทางความคิดสำหรับทุกคน&nbsp;</p>



<p>โจนาธาน แอนเดอร์สัน คือหนึ่งในดีไซเนอร์ที่หยิบเอาแนวคิดดังกล่าวมาผสานเข้ากับงานออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หลักของตัวเขาเองอย่าง JW Anderson หรือคอลเลกชันร่วมกับ Uniqlo ตลอดจนแบรนด์ระดับสากลอื่นๆ ตัวของแอนเดอร์สันมักใช้แฟชันเป็นเครื่องมือในการท้าทายกรอบเพศอยู่เสมอ</p>



<p>ครั้งนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาถอดรหัสความเป็น Antigender ที่อยู่ในงานออกแบบของ โจนาธาน แอนเดอร์สัน คอลเลกชันต่างๆ กัน ว่านักออกแบบคนนี้จะซ่อนแนวคิดเหล่านี้เอาไว้ในงานอย่างไรบ้าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183648" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>Antigender ในงานออกแบบของ โจนาธาน แอนเดอร์สัน</strong></p>



<p>เมื่อพูดถึงงานออกแบบของโจนาธาน แอนเดอร์สัน หลายคนน่าจะนึกถึงสไตล์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะอย่างยิ่งกับการหยิบเอาประเด็นในสังคมมาเสียดสีและจิกกัดอย่างเจ็บแสบ อย่างการตั้งคำถามต่อการแบ่งแยกเพศในวงการแฟชันเอง ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยตัวเขาสามารถหยิบเอาไอเดียภาพใหญ่เหล่านี้ มาแปรเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่ทุกคนจับต้องได้&nbsp;</p>



<p>หากถามว่าเทคนิคที่เด่นชัดที่สุดของแอนเดอร์สันในการสร้างผลงานที่สะท้อนถึงแนวคิด ตลอดจนมุมมองต่อเรื่อง Antigender ของเขา คงหนีไม่พ้นการหยิบเอาองค์ประกอบซึ่งแสดงออกถึงความเป็นหญิงและชายชัดเจนมาผสมกัน หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘Shape-sharing’</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183649" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าคอนเซปต์ Antigender ของดีไซเนอร์มากฝีมือผู้นี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นอย่างไรเมื่ออยู่บนเสื้อผ้า เราก็จึงขอยกตัวอย่างงานออกแบบของโจนาธาน แอนเดอร์สันมาให้เห็นภาพกัน พร้อมกับขอไล่เรียงไทม์ไลน์ในวงการแฟชันของตัวเขาควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่างานออกแบบของแอนเดอร์สัน ยังคงแนวคิดเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ทั้งนั้น เราขอไม่ย้อนกลับไปเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นชีวิตของแอนเดอร์สัน เพราะเกรงว่ามันจะดูเป็นชีวประวัติมากเกินไป เพราะฉะนั้นขอตั้งหมุดเริ่มต้นไว้ที่ปี 2008 โจนาธาน แอนเดอร์สัน ผู้ซึ่งพอมีประสบการณ์ทำงานด้านแฟชันมาสักระยะ ได้เปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับบุรุษของตัวเองเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ JW Anderson พร้อมได้ขึ้นโชว์ ณ​ London Fashion Week ในปีเดียวกันด้วย</p>



<p>โดยคอนเซปต์หลักตั้งแต่แรกของแอนเดอร์สันคือ การตีความ ‘ความเป็นชาย’ และ ‘ความเป็นหญิง’ ในมุมมองร่วมสมัย ผ่านสัดส่วนและโครงร่างเสื้อผ้าที่ชวนให้ตั้งคำถาม ด้วยการผสมผสานองค์ประกอบของเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมา&nbsp;</p>



<p>เราจะเห็นแนวคิดนี้ชัดเจนในแบรนด์ของเขาหลังจาก JW Anderson ได้รับความนิยมมากขึ้น จนแอนเดอร์สันตัดสินใจเปิดตัวไลน์เสื้อผ้าสตรี โดยแทบทุกชิ้นสะท้อน ‘ความเป็นชาย’ อย่างชัดเจน เช่น ในคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2010 ที่นำความเป็นพังก์มาเป็นแกนหลัก ผ่านรายละเอียดอย่างสร้อยคอเข็มขัด แจ็กเกตหนัง เข็มขัดหมุด และเสื้อสไตล์ Donkey Jacket ทั้งหมดนี้คือเสื้อผ้าสตรีที่แฝงพลังแบบบุรุษไว้อย่างจงใจ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183650" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ทว่าคอลเลกชันที่สามารถสร้างความฮือฮา จนหลายคนยกให้เป็นคอลเลกชันที่เขย่าวงการ London Fashion Week คือ คอลเลกชัน ‘Age of Consent’ เสื้อผ้าผู้ชาย ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน2013 ซึ่งชวนให้ผู้ชมได้ถกเถียงเกี่ยวกับความเย้ายวนทางเพศ ด้วยการใช้สัญลักษณ์เด็กและความอ่อนโยนของผู้หญิง เช่น ตุ๊กตาหมี ผ้ากันเปื้อน ลูกไม้ สีชมพู และความโปร่งแสง ซึ่งผสมกับเสื้อผ้าแบบผู้ชาย เช่น เสื้อเชิ้ตทรงตรง กางเกงขาบาน แจ็กเกตสูทแบบรัดรูป</p>



<p>หลายครั้ง โจนาธานมักใช้ผ้าและสัญลักษณ์แบบผู้หญิง เช่น ออร์แกนซา ทาฟต้า และผ้าละเอียด มาแปลงเป็นเสื้อผ้าผู้ชาย ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างสัญลักษณ์ชายและหญิง ทั้งในสีสันและรูปทรง เช่น สีชมพู สีแดง สีม่วง ตัดกับสีคลาสสิกของผู้ชาย อย่างสีดำ สีขาว และสีเบจ&nbsp;</p>



<p>ต่อมาในปีเดียวกัน แอนเดอร์สันได้ก้าวเข้ามาเป็นครีเอทิฟไดเรกเตอร์ให้แก่ LOEWE ผ่านการทาบทามของ LVMH การเข้ามาของแอนเดอร์สัน ได้ผลิกโฉม LOEWE จากแบรนด์ที่หลายคนมองว่าเชยและตกยุค ให้กลับมาสู่แนวหน้าของวงการแฟชันอีกครั้ง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-12-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183651" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-12-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-12-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-12-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-12-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-12-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-12.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></div>


<p>แม้จะเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ตัวใหม่ แต่แอนเดอร์สันก็ไม่ละทิ้งลายเซ็นและแนวคิด Antigender ตัวเขาได้ต่อยอดไอเดียจากแค่การนำเสนอแบบสลับขั้วชายและหญิง สู่การให้เสื้อผ้าเล่าเรื่องความหลากหลายทางเพศและเควียร์ ตัวอย่างเช่นคอลเลกชันของผู้ชาย ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2024 ทั้งทรงเสื้อที่มีการผูกโบว์ เสื้อโคตหนังกึ่งเดรส ชุดที่มีทั้งความแมนและความสาวอยู่ในชุดเดียวกัน เหล่านี้คือภาพสำคัญที่ช่วยตอกย้ำว่าตัวแอนเดอร์สันยังคงต้องการประเด็น Antigender มาให้ผู้ชมได้ถกเถียงกันต่อไป แม้จะอยู่บนเวทีของ LOEWE ก็ตาม&nbsp;</p>



<p>หลังจาก 11 ปี กับการกุมบังเหียน LOEWE เมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมา แอนเดอร์สันก็ได้ก้าวลงจากตำแหน่ง พร้อมก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหม่ กับตำแหน่งครีเอทิฟไดเรกเตอร์ให้แก่ Dior สำหรับทั้งเสื้อผ้าบุรุษ สตรี และเสื้อผ้าชั้นสูง (Haute Couture) ซึ่งนับเป็นข่าวในแวดวงแฟชันที่ทำเอาหลายคนตะลึง และต่างเฝ้ารอว่าคอลเลกชันของ Dior ภายใต้ทิศทางของเขาจะเป็นไปอย่างไร&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าคอลเลกชันเดบิวต์ที่ผ่านมานี้ ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ต้องผิดหวัง คอลเลกชัน Dior Homme ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 ที่ได้ผสมผสานกลิ่นอายความเป็น Dior ยุคดั้งเดิมเข้ากับ ความหัวขบถ และขี้เล่นตามสไตล์แอนเดอร์สัน แถมตัวเขายังคงเอกลักษณ์ความเป็นเสื้อผ้าที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์เรื่องเพศไว้เช่นเคย ตัวอย่างเช่นชุดแรกของฝั่งผู้ชาย ที่ได้จับเอาแจ็กเกตผ้าทวีดโดนีเกล (Donegal) มาคู่กับกางเกงขาสั้นทรงคาร์โกพองๆ แต่งชายกระโปรงจีบไล่ระดับด้านหลัง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก ชุดเดรส Mille-feuille&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183652" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-10.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หรือแม้แต่ชุดจากคอลเลกชันของผู้หญิง ที่แม้จะไม่ได้เล่นกับแนวคิด Antigender มาก แต่แอนเดอร์สันก็ยังแอบใส่ลงไปกลมกลืนกับภาพรวมของชุดได้อย่างลงตัว เช่น หมวกที่ออกแบบโดย <strong>สตีเฟน โจนส์ (Stephen Jones)</strong> ก็ได้ผสมผสานสไตล์การออกแบบระหว่างหมวกทรงคอร์เน็ตต์แบบแม่ชีกับหมวกทรงบิคอร์นแบบทหาร&nbsp;</p>



<p>ไหนๆ เราก็เริ่มต้นเนื้อหากันด้วย JW X Uniqlo แล้ว ถ้าจะข้ามคอลเลกชันล่าสุดนี้ไปเลยเห็นคงจะไม่ได้ เชื่อว่าใครที่เป็นแฟนโจนาธาน แอนเดอร์สัน ย่อมเห็นคอลเลกชันนี้กันไปแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งต้องขอบอกว่านอกจากการผสมผสานสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของแอนเดอร์สันกับความเป็นไลฟ์แวร์ของ Uniqlo แล้ว เราก็จะได้ประมาณหนึ่งว่าเสื้อผ้าของทั้งผู้ชายและผู้หญิงในคอลเลกชันนี้ ไม่ได้มีเส้นแบ่งถูกขีดเอาไว้อย่างชัดเจน&nbsp;</p>



<p>ตัวอย่างเช่นเสื้อแจ็คเกตรุ่น PUFFTECH ของผู้หญิงที่ได้มีการเติมความนิ่งและเท่ตามสไตล์เสื้อผ้าผู้ชายลงไป เพื่อเพิ่มความเป็นชายในเสื้อผ้า ไม่ดูเป็นเหมือนเสื้อผ้าผู้หญิงจนเกินไป หรือเสื้อสเวตเตอร์ลายก้างปลา (Herringbone) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับทุกเพศอย่างแท้จริง&nbsp;</p>



<p>มาถึงตรงนี้ หากใครที่ไม่ได้ติดตามโจนาธาน แอนเดอร์สันมาก่อน แล้วลองไปส่องดูคอลเลกชันต่างๆ ของเจ้าตัวดู นอกจากเอกลักษณ์ในสไตล์การออกแบบแล้ว ก็คงเห็นพ้องต้องกันถึงแนวคิดความเป็น Antigender ที่แฝงมาอยู่ในเกือบทุกคอลเลกชันอย่างแน่นอน&nbsp;</p>



<p>จากแนวคิด Antingender ของแอนเดอร์สัน ก็ยิ่งตอกย้ำให้เราเห็นว่า เสื้อผ้าไม่ได้มีเพศมาตั้งแต่ต้น มีแต่พวกเรากันเองที่นิยามว่าเพศไหนควรแต่งกายแบบไหน การฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ที่มีอยู่ในโลกแฟชัน จึงไม่ใช่เพียงแค่การท้าทายหรือความขบถ หากแต่เป็นการแสดงให้โลกได้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของเสื้อผ้ามากกว่า</p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://www.dazeddigital.com/fashion/article/6785/1/j-w-anderson-womenswear-a-w10">dazeddigital.com</a></p>



<p><a href="https://www.firstview.com/collection_designer.php?page=4&amp;s_d=5007&amp;filter_year=&amp;filter_season=&amp;s_t=&amp;s_p=&amp;s_g=&amp;s_n=&amp;l=">firstview.com</a></p>



<p><a href="https://www.showstudio.com/collections/autumn-winter-2024/loewe-aw-24-menswear">showstudio.com</a></p>



<p><a href="https://www.gq.com/story/designer-of-the-year-jonathan-anderson">gq.com</a>&nbsp;</p>



<p><a href="https://zmj.unibo.it/article/view/17079/16656">zmj.unibo.it</a></p>



<p><a href="https://www.vogue.com/article/jonathan-anderson-dior-spring-2026-beauty-peter-philips">vogue.com</a></p>



<p><a href="https://www.harpersbazaar.com/fashion/fashion-week/a65223341/dior-spring-2026-mens-jonathan-anderson/">harpersbazaar.com</a></p>



<p><a href="https://jwanderson.com/en-th/pages/our-history?srsltid=AfmBOorCPuMQFdp6wQBYI7gX253IqDaPSkBrAQkCRKVKJT4ag468r9wl">jwanderson.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/antigender-fashion-jonathan-anderson/">เมื่อแฟชันเป็นเรื่องของทุกเพศ ชวนดูแนวคิด ‘Antigender’ ผ่านงานออกแบบของ Jonathan Anderson</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
