ในช่วงร้อยปีหรือศตวรรษที่ผ่านมา มีอาคารตึกรามบ้านช่องมากมายเกิดขึ้น จากเก่าสู่ใหม่ จากวินเทจสู่ทันสมัย ตามเทคโนโลยีและภูมิปัญญาของมนุษย์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากว่าที่สถาปัตยกรรมของโลกเราจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ จำต้องมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ตึกสูงต้องอาศัยพื้นที่และระยเวลาในการสร้างร่วมหลายสิบปี ปัจจุบันตึกระฟ้าก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดทั่วไปทั้งเมือง
อีกทั้ง ความวิจิตรพิสดารของอาคารบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปตามความสามารถของมนุษย์ด้วยเช่นกัน จากตึกที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมแสนธรรมดา เริ่มมีการออกแบบให้มีรูปทรงและเหลี่ยมมุมที่บิดเบี้ยวมากขึ้น จนทำให้บางแห่งกลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งยุคไปโดยปริยาย
ฉะนั้นแล้ว ถ้าจะนั่งลิสต์รายชื่อสถปานิกผู้เป็นตำนานแห่งศตวรรษที่ 20 นี้ ที่ได้สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมอันแสนมหัศจรรย์ คงจะเป็นไปได้ยากหากจะขาดชื่อของ แฟรงก์ เกห์รี (Frank Gehry) หนึ่งในสถาปนิกผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เปลี่ยนมุมมองของเราต่อโลกของสถาปัตยกรรมไปตลอดกาล
ทั้งนี้ ดั่งคำที่ว่า ‘ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น’ แม้ผลงานของเจ้าตัวจะยังคงตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์ให้เราได้เห็นอยู่ ทว่า ในแง่ของชีวิตกลับไม่ได้จีรังยั่งยืนเหมือนศิลปะ ตัวของแฟรงก์ เกห์รีเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา
อนึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถาปนิกผู้เป็นตำนาน และผลงานที่จะยังคงอยู่ตลอดไป เราจึงอยากชวนทุกคนมารู้จักกับเรื่องราวชีวิตของ แฟรงก์ เกห์รี กันมากขึ้น พร้อมไปดูกันว่าผลงานของเขาเปลี่ยนโลกใบนี้ไปอย่างไรบ้าง
จากความสนุกวัยเด็ก สู่เส้นทางการเป็นสถาปนิก

มีผู้คนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ชีวิตวัยเด็กและชีวิตวัยผู้ใหญ่มีทางเดินที่แตกต่างกัน ไม่ได้สานต่อเจตนารมณ์และความฝันในวัยเยาว์ของตนเอง ทว่า ก็มีเด็กอีกมากมายที่สามารถนำความหลงใหลและความสนุกสนานในช่วงวัยแห่งการเล่นสนุกนี้ ไปก่อร่างสร้างเป็นอาชีพในอนาคตได้
แฟรงก์ เกห์รี หรือ แฟรงค์ โอเวน โกลด์เบิร์ก คือหนึ่งในผู้ที่แน่วแน่เส้นทางชีวิตของตนเองมาตั้งแต่ยังเด็ก ตัวเขาเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์มากล้นเกินวัย ส่วนหนึ่งก็มาจากการเล่นสนุกกับการสร้างเมืองจำลองจากเศษไม้ในห้องนั่งเล่นของบ้าน โดยมีปู่และย่าเป็นผู้คอยสนับสนุนและหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มาให้เด็กน้อยได้เล่นสนุก และมันก็ได้ปลูกฝังแนวคิดเรื่องความสร้างสรรค์และการใช้จินตนาการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
มิหนำซ้ำ นอกจากการใช้ชีวิตที่ร้านขายอุปกรณ์การช่างของปู่ในช่วงสุดสัปดาห์แล้ว พ่อแม่ของเขายังสนับสนุนให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการวาดรูปในเวลาเดียวกันด้วย ด้วยการสนับสนุนเหล่านี้ ก็ยิ่งทำให้ตัวเขาได้เข้าสู่โลกของศิลปะได้อย่างเต็มตัวมากขึ้นด้วย
แม้ช่วงชีวิตในวัยเด็กเรื่อยมาจนถึงวัยรุ่นจะต้องมีการเผชิญกับปัญหาบ้าง แต่สิ่งที่ยังคงแน่วแน่ไม่เคยเปลี่ยน คือความชอบในศิลปะและการเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ร่วมกับการได้เล่นสร้างบ้านเมืองมาตั้งแต่ยังเด็ก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเรียนคณะสถาปัตยกรรม จนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียในปี 1954 และได้เริ่มทำงานที่ Victor Gruen Associates ซึ่งเป็นบริษัทด้านการออกแบบที่เขาเคยฝึกงานด้วย

ด้วยความรักและความทุ่มเทต่องานด้านการออกแบบแฟรงก์ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่ Harvard Graduate School of Design ในสาขาการวางผังเมือง จนกระทั่งตัวเขาได้กลับมาที่สหรัฐอเมริกา เขาจึงได้เข้าทำงานกับ Pereira and Luckman แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น ตัวเขาก็ได้กลับไปร่วมงานกับ Gruen อีกครั้ง ซึ่งแฟรงก์ได้ทำงานอยู่ที่นั่นจนถึงปี 1960
ในปี 1961 แฟรงก์ย้ายไปอยู่ปารีสพร้อมครอบครัว เขาได้ทำงานในสำนักงานของ André Remondet ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปหนึ่งปี แฟรงก์ได้ศึกษาผลงานของสถาปนิกชื่อดังอย่าง เลอ กอร์บูซีเย
(Le Corbusier) และ บัลทาซาร์ น็อยมัน (Balthasar Neumann) ทำให้ตัวเขาเริ่มหลงใหลสถาปัตยกรรมโบสถ์โรมันในฝรั่งเศสมากขึ้น กระทั่งนปี 1962 ตัวเขาจึงก่อตั้งบริษัทสถาปนิกของตัวเองขึ้นมา
หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้เริ่มมีชื่อเสียงจากการออกแบบอาคารต่างๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาบริลโล ในซานเปโดร พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแคลิฟอร์เนีย พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Frederick Wiseman หรือกระทั่งผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาอย่าง พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา
เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตัวเขา แฟรงก์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสถาปนิกระดับแนวหน้าแห่งศตวรรษที่ 20 อย่างไม่มีข้อกังขา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ช่วงเวลาวัยเด็กของเจ้าตัว คือหัวใจสำคัญที่ช่วยส่งตัวของแฟรงก์ให้มายืนอยู่จุดที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานได้
เพราะงานออกแบบต้องสะท้อนอารมณ์

อาจกล่าวได้ว่า งานออกแบบของแฟรงก์ เกห์รี ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่มีทั้งความอลังการและความโดดเด่น แต่ยังคงสะท้อนอัตลักษณ์และตัวตนของเจ้าตัวออกมาได้เป็นอย่างดี หากใครได้รู้จักผลงานของแฟรงก์แม้เพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้รู้จักทุกผลงานของเจ้าตัวไปตลอดกาล
ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะงานออกแบบของแฟรงก์ ถือว่ามีความโดดเด่นและลายเส้นที่เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก โดยผลงานของเจ้าตัวมักออกแบบด้วยแนวคิดเรื่องของความยังไม่เสร็จสมบูรณ์ (Unfinished) ส่วนเรื่องวัสดุและรูปทรงที่ใช้จะมีความดิบ หยาบ และมีกลิ่นอายของยุคอุตสาหกรรมชัดเจน เช่น แผ่นเหล็กและไทเทเนียม ซึ่งมักเป็นวัสดุหลักของอาคารในงานออกแบบของแฟรงก์เสมอ
นอกจากเรื่องวัสดุแล้ว ในงานออกแบบยุคแรกๆ ของแฟรงก์ยังสร้างเอกลักษณ์และภาพจำในงานตัวเอง ด้วยการใช้รูปทรงที่เน้นเรื่องของการเคลื่อนไหว มีพลัง ตลอดจนการจัดองค์ประกอบที่มีความชัดเจนในตัวมันเอง ตัวอย่างเช่น ซานตา โมนิกา เพลซ (1973) ตัวอาคารมีมีผนังด้านนอกด้านหนึ่งยาวกว่า 90 เมตร สูงถึง 6 ชั้น และถูกคลุมด้วยม่านรั้วลวดตาข่าย โดยมีการรั้วลวดตาข่ายอีกชั้นในด้วยสีที่แตกต่างกัน สะท้อนภาพของความอุตสาหกรรมในการออกแบบได้เป็นอย่างดี

ด้วยความโดดเด่นในการเลือกใช้รูปทรงและวัสดุในการออกแบบ ทำให้ผู้คนจำนวนมากสามารถจดจำผลงานออกแบบของเขาได้ ครั้งหนึ่ง The New York Times เคยอธิบายถึงผลงานของเขาเอาไว้ว่า สถาปัตยกรรมของแฟรงก์มักใช้วัสดุแข็งกระด้าง ดูไม่ขัดเกลา และหยิบวางรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย แต่ผลงานของเขาดันถูกออกแบบมาอย่างชานฉลาดและรัดกุม
และผลงานที่เป็นที่น่าจดจำที่สุดของแฟรงก์คงหนีไม่พ้น พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา (1997) อาคารที่แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ตัวอาคารถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นไทเทเนียมที่บิดโค้งราวประติมากรรมขนาดยักษ์ สะท้อนแสงและสีของท้องฟ้า รวมถึงแม่น้ำเนร์บิออนที่ไหลผ่านเมือง ทำให้ตัวอาคารดูเหมือนมีชีวิตและมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

กุกเกนไฮม์ บิลเบา ไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมืองบิลเบาด้วยเช่นกัน เดิมทีเมืองแห่งนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา หลังจากอาคารนี้ถูกสร้างขึ้นมา เมืองก็ได้กลายเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรมระดับโลก โดยปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เรียกว่า ‘Bilbao Effect’
ปรากฏการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงพลังของสถาปัตยกรรมที่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และชีวิตของเมืองทั้งเมืองได้ แม้จะเป็นอาคารเพียงแค่อาคารเดียวก็ตาม

ทั้งนี้ ผลงานกุกเกนไฮม์ บิลเบา แฟรงก์ เกห์รี ได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการมองอาคารในฐานะประติมากรรม ที่ไม่ได้ยึดติดกับเส้นตรงหรือรูปทรงเรขาคณิตแบบสถาปัตยกรรมทั่วไป พร้อมยังเพิ่มมิติด้านความรู้สึก การพริ้วไหวของอาคาร ตอลดจนการมีพื้นที่ที่ออกแบบผ่านประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริงๆ เหล่านี้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในงานออกแบบของเขาด้วยนั่นเอง
ท้ายสุดแล้ว งานออกแบบของแฟรงก์ เกห์รี จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างอาคารที่แปลกตาหรืออลังการเท่านั้น หากแต่ยังเน้นไปที่การถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และตัวตนของผู้ออกแบบลงไปในสถาปัตยกรรมอย่างตรงไปตรงมา
อาคารของเขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ใช้งาน แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนสามารถรับรู้และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้จริง ผลงานของแฟรงก์จึงตอกย้ำให้เราเห็นว่าสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างและฟังก์ชัน หากแต่เป็นศิลปะที่มีชีวิต และสามารถส่งอิทธิพลต่อผู้คน เมือง และสังคมไปในแง่ใดแง่หนึ่งได้
อ้างอิงจาก




