เมื่อพูดถึงชื่อของศิลปินผู้เป็นตำนาน ผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลกศิลปะสมัยใหม่ไปตลอดกาล คงไม่มีใครไม่รู้จัก ฟินเซนต์ ฟัน โคค (Vincent van Gogh) หรือที่คนไทยจะคุ้นหูกันดีกับ แวนโก๊ะ ศิลปินชาวดัตช์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นที่รู้จักมากมาย อย่าง The Starry Night, Wheat Field with Crows หรือแม้แต่ Sunflowers ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่สร้างคุณูปการ ตลอดจนแรงบันดาลใจต่อศิลปินรุ่นหลังมาอย่างยาวนาน
แมทธิว หว่อง (Matthew Wong) จิตรกรเชื้อสายจีน – แคนนาดา คือหนึ่งในศิลปินที่ได้รับอิทธิพลมาจากแวนโก๊ะ โดยผลงานของเขาแทบทุกชิ้นล้วนสะท้อนเบื้องลึกเบื้องหลังของอารมณ์และความรู้สึกที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวศิลปินเช่นเดียวกันกับแวนโก๊ะ ผลงานของหว่องจึงไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังแฝงไปด้วยเรื่องราวและตัวตนของเจ้าตัวที่แฝงอยู่ภายใต้ผืนผ้าใบเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราจะไม่ได้เห็นผลงานใหม่ๆ ของเขาหลังจากนี้ต่อไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่ผลงานศิลปะ ซึ่งกลายเป็นสิ่งเดียวที่จะพาเราไปรู้จักกับเรื่องราวและตัวตนของศิลปินคนนี้กันมากขึ้น
โดยงาน La Biennale di Venezia 2026 หรือนิทรรศการวัฒนธรรมระดับนานาชาติที่จะจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม จนถึงพฤศจิกายนปีหน้า ณ Palazzo Tiepolo Passi จะมีการจัดแสดงผลงานส่วนหนึ่งของหว่อง ภายใต้ชื่อ ‘Interiors’ ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อนโดยมูลนิธิ Matthew Wong
หลังจากที่มีประกาศนี้ออกไป ก็ทำเอาแฟนผลงานของหว่อง ตลอดจนผู้ชื่นชอบศิลปะ ต่างให้ความสนใจกับนิทรรศการในครั้งนี้ของเขา เพราะผืนผ้าใบที่เต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลายเหล่านี้ จะปลุกเรื่องราวของหว่องให้ตื่นมาโลดแล่นบนโลกศิลปะอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับศิลปินคนเท่าไรนัก ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักเรื่องราว ตัวตน และผลงานของแมทธิว หว่องกัน พร้อมพาไปดูว่าตัวเขานั้นได้รับแรงบันดาลใจหรืออิทธิพลจากแวนโก๊ะในแง่ใดบ้าง เผื่อปีหน้านี้ ทุกคนจะได้กดจองตั๋วไปชมผลงานจริงกันที่เวนิสได้ทัน
แมทธิว หว่อง กับชีวิตที่ไม่ราบเรียบ
เฉกเช่นเดียวกับศิลปินหลายๆ คน ที่เส้นทางของศิลปินมักมีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจเล็กๆ ณ ช่วงชีวิตหนึ่ง ซึ่งได้จุดประกายความสนใจในศิลปะขึ้นมา
แมทธิว หว่อง เกิดที่โทรอนโตในปี 1984 เมื่อเขาอายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวก็พาหว่องอพยพไปฮ่องกง แต่เมื่อเขาอายุ 15 ปี ครอบครัวของเขาได้ย้ายกลับมาที่แคนาดา ทำให้ช่วงชีวิตวัยเด็กตัวเขาจำต้องย้ายไปมาระหว่างแคนาดาและฮ่องกงอยู่บ่อยๆ
หว่องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีศิลปศาสตร์ สาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรม จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ระหว่างนั้นตัวเขาได้เริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง จึงได้เริ่มเป็นช่างภาพมาตั้งแต่ปี 2009 จนได้เข้าเรียนปริญญาโทศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการถ่ายภาพ จากคณะสื่อสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่มีต่อการเป็นช่างภาพของหว่องเริ่มเปลี่ยนไป ตัวเขามองว่าการเป็นช่างภาพไม่สามารถพาตัวเองก้าวไปสู่เส้นทางอาชีพอย่างจริงจังได้ ทำให้ในปี 2012 หว่องจึงเริ่มหันมาวาดภาพอย่างจริงจัง โดยหว่องเริ่มศึกษาการวาดภาพเชิงนามธรรมก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงค่อยหันมาวาดภาพแนวรูปทรง (Figuration) แทน
หว่องมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะผลักดันตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปินเช่นเดียวกับศิลปินคนอื่นๆ ในช่วงยุคสมัยที่ผ่านมา เขาจึงพัฒนาภาษาทางทัศนศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ ผ่านการผสมเทคนิคทางศิลปะแบบจีน ยุโรป และอเมริกาเข้าด้วยกันในงานของตนเอง
ผลงานของหว่องส่วนใหญ่จะบอกเล่าเรื่องราวภูมิทัศน์ผ่านจินตนาการของตัวเขา พร้อมสะท้อนความรู้สึกหรืออารมณ์บางอย่างในจิตใจลงไปในงานเหล่านั้น ด้วยการใช้สีที่ทรงพลังและลายเส้นที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาในภาพ โดยงานของหว่องมักได้รับแรงบันดาลใจมาจากความทรงจำเก่าๆ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของความโดดเดี่ยวและความโหยหาภายในจิตใจ พร้อมกับความเชื่อที่ว่า งานศิลปะของเขาจะสามารถปลุกความคิดถึง ทั้งในระดับส่วนตัวและส่วนรวมได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

มากกว่าแค่เทคนิคและวิธีการทางศิลปะ หว่องมักเริ่มต้นวาดภาพด้วยผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าโดยไม่มีการวางแผนหรือขึ้นโครงอะไรล่วงหน้า เขาไม่มีทางรู้เลยว่าผลงานของตนเองจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบจึงขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณอย่างแท้จริง
ด้วยผลงานที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์หว่องเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ผลงานของเขาถูกนำไปจัดแสดงในงานศิลปะหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา โดยมีนิทรรศการเดี่ยวเป็นของตัวเองครั้งแรกที่แกลเลอรี Karma ในนิวยอร์กเมื่อปี 2018 แถมยังได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางด้วย
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเขาต้องเผชิญกับภาวะออทิสติก กลุ่มอาการทูเร็ตต์ (Tourette’s syndrome) และโรคซึมเศร้ามาโดยตลอด ทำให้ในปี 2019 ตัวเขาตัดสินใจฆ่าตัวตายที่เมืองเอดมันตัน ประเทศแคนาดา
แม้อาชีพในฐานะศิลปินของเขาจะสั้น แต่ผลงานของหว่องได้สร้างอิทธิพลต่อวงการศิลปะอย่างลึกซึ้ง ผลงานของเขาถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกหลายแห่ง เช่น Museum of Modern Art (MoMA) ในนิวยอร์ก, Solomon R. Guggenheim Museum, Metropolitan Museum of Art, และ Art Gallery of Ontario ที่โทรอนโต ซึ่งถือเป็นการพิสูจน์แล้วว่าตัวเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารของศิลปินแห่งยุคสมัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากแวนโก๊ะ ถึง แมทธิว หว่อง

เป็นที่รู้กันว่า หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญในของแมทธิว หว่อง คือศิลปินระดับตำนานอย่างแวนโก๊ะ ซึ่งเว็บไซต์อย่าง Vangogh Museum เองก็ได้มีบันทึกเรื่องราวในส่วนนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน เมื่อนำเรื่องราวของทั้งสองคนมาเทียบเคียงกันก็ได้พบว่า นอกจากที่แวนโก๊ะจะมีอิทธิพลต่อหว่องในฐานะศิลปินแล้ว ยังมีจุดเชื่อมโยงเกี่ยวกับชีวิตที่คล้ายคลึงกันด้วย
อย่างในเรื่องของจุดเริ่มต้นในการเป็นศิลปินของทั้งสองคน ซึ่งต่างคนต่างจะได้มาอยู่ในจุดที่เรียกตนเองว่าศิลปินได้เต็มตัวก็ใช้เวลายาวนานในการค้นหาตัวตน ก่อนหน้าจะมาเป็นศิลปิน แวนโก๊ะเคยเป็นทั้งคนขายภาพวาดในหอศิลป์และผู้เผยแพร่ศาสนาในเหมืองถ่ายหิน ส่วนตัวของหว่องก็เป็นช่างภาพมาก่อน เป็นเวลากว่าหลายปีกว่าทั้งคู่จะรู้ตัวว่าศิลปะเป็นคำตอบของการใช้ชีวิต

นอกจากนี้เรื่องราวชีวิตของทั้งคู่ยังเชื่อมโยงกันในแง่ที่ ตัวหว่องและแวนโก๊ะต่างก็เผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิต และต้องต่อสู้กับมัน ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ทำให้ผลงานของทั้งคู่ต่างเป็นภาพสะท้อนของจิตใจภายใน มีเพียงสีสันที่แต่งแต้มอยู่บนผืนผ้าใบเท่านั้นที่สามารถบอกเราได้ว่าพวกเขากำลังรู้สึกเช่นไรอยู่
เมื่อพูดถึงในแง่ของการใช้สี ทั้งสองต่างใช้สีและทีแปรงของพู่กันที่หนาในการถ่ายทอดห้วงลึกของอารมณ์ความรู้สึกภายใน โดยใช้ภาพในการสื่อความหมายแทนคำอธิบายหรือคำพูด ตัวอย่างเช่นภาพ Wheatfield with a Reaper (1889) ของแวนโก๊ะ และ Coming of Age Landscape (2018) ของหว่อง ซึ่งต่างถ่ายทอดความหมายและวัฏจักรของชีวิตผ่านภาพภูมิทัศน์ ผ่านการใช้ทีแปรงที่แตกต่างกันในการสร้างมิติที่หลากหลายในภาพ เหมือนกับมนุษย์ต้องเผชิญกับความเปราะบางและความไม่จีรังของชีวิต

“ผมรับรู้ถึงความเป็นผมในตัวเขา (แวนโก๊ะ) ความรู้สึกแปลกแยกที่ไม่อาจจะเข้ากับโลกใบนี้ได้เลย” แมทธิว หว่อง, 2018
ท้ายสุดแล้ว เรื่องราวของทั้งแมทธิว หว่องและแวนโก๊ะ คือบทสะท้อนของศิลปินผู้ที่ต่างใช้ศิลปะเพื่อนิยามความรู้สึกและความหมายของการมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางสีสันบนผืนผ้าใบ กลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและความเจ็บปวด ซึ่งแม้พวกเขาจะไม่สามารถกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวโลกทั้งใบได้ แต่พวกเขายังคงมีตัวตนอยู่ผ่านผลงานศิลปะของตนเอง
อ้างอิงจาก




