<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กุลธิดา สิทธิฤาชัย, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/kunthida-sitthiruechai/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/kunthida-sitthiruechai/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 16 Dec 2025 04:34:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เคลียร์บ้าน เคลียร์ใจ สำรวจข้อดีของการจัดบ้านส่งท้ายปี เพื่อเริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sustainable-new-year-home-organization/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Dec 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[home]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=184709</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากไม่ทิ้งสิ่งเก่า ก็คงไม่สามารถรับสิ่งใหม่ได้ ช่วงสิ้นปีอาจเป็นช่วงที่หลายคนเริ่มกลับมาทบทวนชีวิตตัวเอง เพื่อนำไปเป็นบทเรียนไม่ให้ปีหน้าก้าวผิดซ้ำสอง แต่นอกจากความทรงจำที่ผ่านมาแล้ว สิ่งของต่างๆ รอบห้อง ก็เป็นพยานวัตถุที่บ่งบอกว่าเราแบกอะไรมาแล้วทั้งปีบ้างเช่นกัน สิ่งของเหล่านั้นอาจเป็นสิ่งของที่เราซื้อตุนไว้ตอนลดราคา เสื้อผ้าน่ารักที่ยังไม่มีโอกาสได้ใส่ อุปกรณ์ทำความสะอาดที่ยังไม่เริ่มทำ หรืออุปกรณ์งานอดิเรกที่ทำได้ไม่นานก็เบื่อ สิ่งของเหล่านี้เป็นหลักฐานชั้นดีที่บอกว่าเราตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหน แต่วันเวลาผ่านไปพร้อมกับข้าวของที่ค่อยๆ เพิ่มจำนวน ก็อาจทำให้เราหลงลืมเป้าหมายของตัวเองไป เพื่อให้เรากลับมาโฟกัสเป้าหมายได้อีกครั้งในปีหน้า วันนี้เราเลยอยากชวนไปดูวิธีจัดบ้านรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง พร้อมวิธีจัดการสิ่งของเหล่านี้แบบยั่งยืนกัน เพราะการเคลียร์ข้าวของไม่ใช่เพียงแค่การโยนข้าวของทุกอย่างลงในถังขยะเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการคัดเลือกสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็นกับชีวิตเราด้วย&#160; เมื่อจัดบ้านช่วยให้จิตใจสงบลง หลายคนคงเคยฝันถึงบ้านที่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีมุมน่ารักๆ เหมือนที่เคยเห็นบนพินเทอเรสบ่อยๆ แต่เมื่อมองกลับมาที่ข้าวของในห้องตัวเอง การต้องจัดการของเหล่านี้ลับไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องใช้เวลาและความตั้งใจ จนเราอาจรู้สึกท้อแท้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม แต่ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาจัดบ้านก็คุ้มค่ากับการเสียสละเวลาและพลังงาน เพราะนอกจากจะช่วยให้บ้านกลับมาเป็นระเบียบ ทำความสะอาดง่าย หรือช่วยให้หาของได้สะดวกขึ้นแล้ว การจัดบ้านก็ยังช่วยให้สุขภาพจิตเราดีขึ้นด้วย ข้อมูลจาก Verywell Mind เว็บไซต์ด้านสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญ อธิบายว่าการจัดบ้านและการทำความสะอาดมีผลต่อสุขภาพจิตของเรา มีการศึกษาหลายชิ้นที่พบว่าความรกจากข้าวของที่วางเกะกะไม่เป็นระเบียบ สร้างความเครียด รบกวนจิตใจ และทำให้โฟกัสกับสิ่งต่างๆ ได้ยากขึ้น&#160; ลองนึกดูสิว่าเราจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งของที่เราต้องการอยู่ตรงไหน แถมยังต้องเสียเวลารื้อค้นเพื่อสิ่งของเหล่านั้นอีก บางครั้งอาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อย และโทษตัวเองที่ทำสิ่งของมีค่าหายไป หรือเราคงไม่มีสมาธิโฟกัสงานได้นานๆ หากกวาดสายตาไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งของที่วางไม่เป็นระเบียบ ความยุ่งเหยิงอาจทำให้เรารู้สึกวุ่นวายใจ เพราะมันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้เราลุกขึ้นไปจัดการข้าวของเหล่านั้นให้เรียบร้อย จนท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทำงานให้เสร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sustainable-new-year-home-organization/">เคลียร์บ้าน เคลียร์ใจ สำรวจข้อดีของการจัดบ้านส่งท้ายปี เพื่อเริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากไม่ทิ้งสิ่งเก่า ก็คงไม่สามารถรับสิ่งใหม่ได้</p>



<p>ช่วงสิ้นปีอาจเป็นช่วงที่หลายคนเริ่มกลับมาทบทวนชีวิตตัวเอง เพื่อนำไปเป็นบทเรียนไม่ให้ปีหน้าก้าวผิดซ้ำสอง แต่นอกจากความทรงจำที่ผ่านมาแล้ว สิ่งของต่างๆ รอบห้อง ก็เป็นพยานวัตถุที่บ่งบอกว่าเราแบกอะไรมาแล้วทั้งปีบ้างเช่นกัน</p>



<p>สิ่งของเหล่านั้นอาจเป็นสิ่งของที่เราซื้อตุนไว้ตอนลดราคา เสื้อผ้าน่ารักที่ยังไม่มีโอกาสได้ใส่ อุปกรณ์ทำความสะอาดที่ยังไม่เริ่มทำ หรืออุปกรณ์งานอดิเรกที่ทำได้ไม่นานก็เบื่อ สิ่งของเหล่านี้เป็นหลักฐานชั้นดีที่บอกว่าเราตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหน แต่วันเวลาผ่านไปพร้อมกับข้าวของที่ค่อยๆ เพิ่มจำนวน ก็อาจทำให้เราหลงลืมเป้าหมายของตัวเองไป</p>



<p>เพื่อให้เรากลับมาโฟกัสเป้าหมายได้อีกครั้งในปีหน้า วันนี้เราเลยอยากชวนไปดูวิธีจัดบ้านรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง พร้อมวิธีจัดการสิ่งของเหล่านี้แบบยั่งยืนกัน เพราะการเคลียร์ข้าวของไม่ใช่เพียงแค่การโยนข้าวของทุกอย่างลงในถังขยะเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการคัดเลือกสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็นกับชีวิตเราด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184712" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-9.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อจัดบ้านช่วยให้จิตใจสงบลง</strong></h2>



<p>หลายคนคงเคยฝันถึงบ้านที่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีมุมน่ารักๆ เหมือนที่เคยเห็นบนพินเทอเรสบ่อยๆ แต่เมื่อมองกลับมาที่ข้าวของในห้องตัวเอง การต้องจัดการของเหล่านี้ลับไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องใช้เวลาและความตั้งใจ จนเราอาจรู้สึกท้อแท้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม</p>



<p>แต่ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาจัดบ้านก็คุ้มค่ากับการเสียสละเวลาและพลังงาน เพราะนอกจากจะช่วยให้บ้านกลับมาเป็นระเบียบ ทำความสะอาดง่าย หรือช่วยให้หาของได้สะดวกขึ้นแล้ว การจัดบ้านก็ยังช่วยให้สุขภาพจิตเราดีขึ้นด้วย</p>



<p>ข้อมูลจาก Verywell Mind เว็บไซต์ด้านสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญ อธิบายว่าการจัดบ้านและการทำความสะอาดมีผลต่อสุขภาพจิตของเรา มีการศึกษาหลายชิ้นที่พบว่าความรกจากข้าวของที่วางเกะกะไม่เป็นระเบียบ สร้างความเครียด รบกวนจิตใจ และทำให้โฟกัสกับสิ่งต่างๆ ได้ยากขึ้น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184713" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ลองนึกดูสิว่าเราจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งของที่เราต้องการอยู่ตรงไหน แถมยังต้องเสียเวลารื้อค้นเพื่อสิ่งของเหล่านั้นอีก บางครั้งอาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อย และโทษตัวเองที่ทำสิ่งของมีค่าหายไป หรือเราคงไม่มีสมาธิโฟกัสงานได้นานๆ หากกวาดสายตาไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งของที่วางไม่เป็นระเบียบ ความยุ่งเหยิงอาจทำให้เรารู้สึกวุ่นวายใจ เพราะมันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้เราลุกขึ้นไปจัดการข้าวของเหล่านั้นให้เรียบร้อย จนท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทำงานให้เสร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ และนําไปสู่ความเครียดและความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น</p>



<p>ในทางกลับกัน การทำความสะอาดและห้องที่เป็นระเบียบส่งผลดีต่อสุขภาพจิตหลายด้าน เช่น ช่วยให้รู้สึกเหมือนเราได้ควบคุมสิ่งต่างๆ รอบตัว การจดจ่อกับกิจกรรมตรงหน้า ช่วยให้จิตใจรู้สึกสงบได้ นอกจากนี้การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดและเป็นระเบียบ เช่น กลิ่นของผ้าปูที่นอนใหม่ หรือจานชามสะอาด ยังช่วยให้อารมณ์ดี และมีสมาธิมากกว่าด้วย</p>



<p>จึงไม่แปลกที่หลายคนรู้สึกดีขึ้นได้ลงมือทำงานบ้าน ราวกับได้รับการบำบัดจิตใจ เพราะบ้านที่สะอาดและเป็นระเบียบจะช่วยให้จิตใจเราสงบ และเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เราก็จะรู้สึกเหมือนได้กลับมาควบคุมสิ่งต่างๆ ในชีวิตของตัวเองได้อีกครั้ง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184714" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>การดูแลสิ่งแวดล้อมเริ่มต้นจากการจัดบ้าน</strong></h2>



<p>การจัดบ้านไม่เพียงแต่ช่วยให้จิตใจเราสงบขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดขยะและการบริโภค ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน แถมยังสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้านของเราเอง มีหลายเหตุผลที่การจัดบ้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น</p>



<p><strong>ลดการทิ้งขยะ:</strong> การผลิตและการบริโภคเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เพิ่มปัญหาขยะให้โลก หากไม่มีการจัดเก็บอย่างถูกวิธี ขยะเหล่านี้ก็อาจเข้าไปทำลายระบบนิเวศ เป็นอันตรายกับสัตว์ต่างๆ ดังนั้นการจัดบ้านเป็นประจำจะช่วยให้เราเห็นสิ่งของทุกชิ้น และใช้สิ่งของได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะและปกป้องสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นถัดไป</p>



<p><strong>ลดคาร์บอนฟุตพรินต์:</strong> การยืดอายุของใช้ ไม่เพียงแต่ลดขยะเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการผลิตลงด้วย เพราะสิ่งของทุกชิ้นมีต้นทุนการผลิต ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือวัตถุดิบจำนวนมาก นอกจากนี้การซื้อใหม่น้อยลง ยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตและขนส่ง ทำให้บ้านเหลือแต่สิ่งที่ของจำเป็นกับเราจริงๆ</p>



<p><strong>ลดความต้องการที่มากเกิน: </strong>ความรู้สึก ‘ไม่พอ’ หรือรู้สึกขาดบางอย่าง จึงต้องการสิ่งของมาเติมช่องว่างในใจ เป็นต้นทางของการซื้อของที่มากเกินไป แถมยังทำให้เรารู้สึกวุ่นวายใจมากขึ้นด้วย แต่การจัดบ้านจะช่วยให้เราเห็นสิ่งของที่เราต้องการจริงๆ และลดการบริโภคมากเกินไป เมื่อเห็นว่าสิ่งของที่เรามียังมีเหลือเพียงพอ ซึ่งช่วยให้เรารู้สึกสงบและใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น</p>



<p>การเริ่มต้นรักษาสิ่งแวดล้อมจึงอาจไม่ใช่การทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่เพียงแค่เห็นคุณค่าของสิ่งของที่ตัวเองมีอยู่ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เราไม่ต้องซื้อของใหม่ๆ ก็ช่วยให้เรารักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนแล้ว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184715" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-8.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>เริ่มต้นจัดบ้านอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</strong></h2>



<p>การเคลียร์บ้านให้เป็นระเบียบ อาจไม่ใช่การกวาดสิ่งของที่เราไม่ชอบใจลงถังขยะทันที แต่คือการตัดสินใจอย่างมีสติและเลือกว่าเราควรเก็บสิ่งของชิ้นไหนไว้หรือปล่อยสิ่งของชิ้นไหนไป โดยเฉพาะการเก็บบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่เราต้องแยกประเภทข้าวของต่างๆ ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้กลายเป็นขยะที่สร้างภาระให้กับโลกมากขึ้น</p>



<p>แต่เพราะการจัดบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย และบางครั้งอาจทำให้ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถเริ่มต้นได้สักที วันนี้เราชวนไปดูวิธีจัดการข้าวของทีละขั้นตอน เพื่อต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้กัน</p>



<p><strong>วางแผนก่อนเริ่มจัดบ้าน:</strong> การจัดบ้านถือเป็นงานใหญ่ที่อาจต้องใช้เวลาทั้งวัน อาจทำให้เราท้อแท้ได้ ดังนั้นเราอาจเริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ บางส่วนของบ้านก่อน โดยอาจเลือกห้องที่เราใช้บ่อยๆ เช่น ห้องนอน หรือห้องครัว การแบ่งการจัดเป็นห้องเล็กๆ จะช่วยจัดการความรู้สึกและเห็นผลลัพธ์หลังทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184716" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แยกประเภท: </strong>สิ่งของแต่ละชิ้นต่างก็มีคุณค่าไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นสิ่งของที่เราไม่ต้องการแต่ก็อย่าลืมแยกประเภทสิ่งของเหล่านี้ด้วยนะ เช่น บางชิ้นอาจยังใช้งานได้ บางชิ้นต้องนำไปซ่อมแซมก่อนใช้งาน หรือบางชิ้นยังสภาพดี แต่เราไม่ชอบแล้ว ดังนั้นเราอาจแบ่งประเภทสิ่งของเหล่านี้ง่ายๆ เป็น 3 กอง คือของที่เก็บไว้เพราะชอบจริงๆ ของที่จะบริจาคหรือขาย ซึ่งเป็นของสภาพดีที่เราไม่ใช่แล้ว และของที่นำกลับมาใช้ใหม่ หรือของที่สามารถนำไปดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์แบบอื่นได้</p>



<p><strong>หมั่นจัดบ้านอยู่เสมอ: </strong>การจัดบ้านไม่จำเป็นต้องทำในช่วงสุดท้ายของปีเท่านั้น แต่ยังควรเคลียร์บ้านเป็นประจำ เพื่อให้เรายังคงรักษาสิ่งของที่มีคุณค่าไว้ เช่น เราอาจตรวจของใช้เป็นประจำ เพื่อลดการซื้อใหม่ที่มากเกินไป การเลือกซื้อเฉพาะของที่จำเป็นจริงๆ หรือการเลือกใช้สินค้าคุณภาพดี เพื่อให้เราใช้ได้นานๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้บ้านของเรามีของที่ไม่จำเป็นน้อยลง และช่วยให้บ้านมีระเบียบได้นานขึ้น</p>



<p>การจัดการสิ่งของก็ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ ในชีวิต หากเราแบกสิ่งที่ไม่จำเป็นไว้มากเกินไปก็อาจทำให้เราก้าวไปข้างหน้าไม่สะดวก ดังนั้นการเลือกแต่สิ่งของที่จำเป็นกับตัวเองจะช่วยให้ตัวเราเบาขึ้น และเปิดรับสิ่งดีๆ ได้มากกว่าเดิมนะ</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://arterahome.com/blogs/all/sustainable-declutter-organize-upcycle-for-an-eco-friendly-home?srsltid=AfmBOoo2NxTRg81P8DcYYfPJFtW-Qpp9OEho3erqZdeojFIXU8OYlfwL">arterahome.com</a>&nbsp;</p>



<p><a href="https://wallsidewindows.com/blog/surprising-benefits-organized-home#:~:text=It%20Can%20Help%20You%20Start,to%20even%20leave%20the%20house">wallsidewindows.com</a>&nbsp;</p>



<p><a href="https://www.verywellmind.com/how-mental-health-and-cleaning-are-connected-5097496">verywellmind.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sustainable-new-year-home-organization/">เคลียร์บ้าน เคลียร์ใจ สำรวจข้อดีของการจัดบ้านส่งท้ายปี เพื่อเริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ของเหลือใช้ก็มีคุณค่าทางใจ รู้จัก Junk Journal ศิลปะการเก็บความทรงจากขยะ ที่ช่วยให้สิ่งของมีคุณค่าขึ้นอีกครั้ง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/junk-journal/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Dec 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<category><![CDATA[Junk Journal]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=184376</guid>

					<description><![CDATA[<p>เศษขยะชิ้นเล็กก็มีค่าทางใจได้นะ เศษใบเสร็จ ซองขนมที่กินเหลือ ตั๋วหนัง โปสต์การ์ด ภาพจากนิตยสาร และอีกสารพัดสิ่งพิมพ์ แม้ดูเผินๆ เหมือนเป็นแค่ของเหลือใช้ธรรมดา แต่บางครั้งมันก็อาจกลายเป็นสิ่งของล้ำค่าได้ไม่แพ้ของราคาเหมือนกันนะ ลองนึกดูสิว่าเศษใบเสร็จไม่ใช่เศษกระดาษธรรมดา แต่เป็นใบเสร็จจากร้านอาหารที่เราได้ไปทานกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ตั๋วหนังก็ไม่ใช่แค่กระดาษสำหรับยืนยันสิทธิ์ แต่เป็นตั๋วที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับหวานใจ หรือซองขนมที่ช่วยให้เรามีความสุขในวันแย่ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเศษเสี้ยวความทรงจำอันมีค่าของเราเสมอ แม้จะมีหลากหลายวิธีที่จะบันทึกเรื่องราวต่างๆ ได้ แต่คงไม่มีวิธีไหนที่จะเหมาะไปกว่า Junk Journal หรือ งานฝีมือที่มีส่วนผสมของสมุดภาพ การบันทึก และการตัดแปะ ซึ่งนอกจากจะเป็นงานอดิเรกที่ช่วยฮีลใจแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย แล้วถ้าเราอยากเริ่มต้นทำ Junk Journal ของตัวเองบ้างควรทำยังไงดี วันนี้เราชวนไปรู้จักวิธีการจดบันทึกผ่านสิ่งของเหลือใช้ให้มากขึ้นกัน พร้อมชวนไปดูว่าทำไมกิจกรรมนี้จึงได้ใจคนรักสิ่งแวดล้อมไปเต็มๆ Junk Journal การบันทึกจอมขบถแห่งยุคสมัย ก่อนไปถึงวิธีบันทึก ก่อนอื่นเราอยากชวนทุกคนมารู้จักกันก่อนว่า ‘Junk Journal’ คืออะไรกัน อธิบายง่ายๆ มันก็คือการบันทึกส่วนตัวรูปแบบหนึ่ง แต่พิเศษตรงที่เราสามารถรวบรวมของกระจุกกระจิกมาบันทึกไว้ในสมุด แม้ว่าสิ่งของเหล่านั้นดูแปลกๆ แค่ไหนก็ตาม อย่างหนังสือพิมพ์ ตั๋วรถไฟ เศษผ้า พรม ริบบิ้น กระดุม แสตมป์ หรือแม้แต่เศษกระดาษที่จดรายการของที่ต้องซื้อ&#160; แม้ว่าทุกวันนี้เราจะเห็นการบันทึก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/junk-journal/">ของเหลือใช้ก็มีคุณค่าทางใจ รู้จัก Junk Journal ศิลปะการเก็บความทรงจากขยะ ที่ช่วยให้สิ่งของมีคุณค่าขึ้นอีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เศษขยะชิ้นเล็กก็มีค่าทางใจได้นะ</p>



<p>เศษใบเสร็จ ซองขนมที่กินเหลือ ตั๋วหนัง โปสต์การ์ด ภาพจากนิตยสาร และอีกสารพัดสิ่งพิมพ์ แม้ดูเผินๆ เหมือนเป็นแค่ของเหลือใช้ธรรมดา แต่บางครั้งมันก็อาจกลายเป็นสิ่งของล้ำค่าได้ไม่แพ้ของราคาเหมือนกันนะ</p>



<p>ลองนึกดูสิว่าเศษใบเสร็จไม่ใช่เศษกระดาษธรรมดา แต่เป็นใบเสร็จจากร้านอาหารที่เราได้ไปทานกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ตั๋วหนังก็ไม่ใช่แค่กระดาษสำหรับยืนยันสิทธิ์ แต่เป็นตั๋วที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับหวานใจ หรือซองขนมที่ช่วยให้เรามีความสุขในวันแย่ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเศษเสี้ยวความทรงจำอันมีค่าของเราเสมอ</p>



<p>แม้จะมีหลากหลายวิธีที่จะบันทึกเรื่องราวต่างๆ ได้ แต่คงไม่มีวิธีไหนที่จะเหมาะไปกว่า Junk Journal หรือ งานฝีมือที่มีส่วนผสมของสมุดภาพ การบันทึก และการตัดแปะ ซึ่งนอกจากจะเป็นงานอดิเรกที่ช่วยฮีลใจแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย</p>



<p>แล้วถ้าเราอยากเริ่มต้นทำ Junk Journal ของตัวเองบ้างควรทำยังไงดี วันนี้เราชวนไปรู้จักวิธีการจดบันทึกผ่านสิ่งของเหลือใช้ให้มากขึ้นกัน พร้อมชวนไปดูว่าทำไมกิจกรรมนี้จึงได้ใจคนรักสิ่งแวดล้อมไปเต็มๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-left"><strong>Junk Journal การบันทึกจอมขบถแห่งยุคสมัย</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184379" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ก่อนไปถึงวิธีบันทึก ก่อนอื่นเราอยากชวนทุกคนมารู้จักกันก่อนว่า ‘Junk Journal’ คืออะไรกัน อธิบายง่ายๆ มันก็คือการบันทึกส่วนตัวรูปแบบหนึ่ง แต่พิเศษตรงที่เราสามารถรวบรวมของกระจุกกระจิกมาบันทึกไว้ในสมุด แม้ว่าสิ่งของเหล่านั้นดูแปลกๆ แค่ไหนก็ตาม อย่างหนังสือพิมพ์ ตั๋วรถไฟ เศษผ้า พรม ริบบิ้น กระดุม แสตมป์ หรือแม้แต่เศษกระดาษที่จดรายการของที่ต้องซื้อ&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าทุกวันนี้เราจะเห็นการบันทึก Junk Journal ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่อันที่จริงการบันทึกรูปแบบนี้ย้อนไปไกลได้ถึงศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดตั้งต้นมาจาก Scrapbook หรือสมุดภาพที่รวบรวมเก็บความทรงจำจากสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่าย จดหมาย บัตรอวยพร ฯลฯ มาจัดเรียงและตกแต่งให้สวยงาม กลายเป็นงานอดิเรกที่ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น และเริ่มแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184383" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สาเหตุที่ทำให้การบันทึกรูปแบบนี้ได้รับความนิยม คงต้องยกความชอบให้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เทคโนโลยีการพิมพ์ก้าวหน้าแบบฉุดไม่อยู่ หนังสือกลายเป็นสิ่งของจำเป็นประจำบ้าน ทำให้ผู้คนชื่นชอบการบันทึกและรวบรวมภาพข่าวหรือของที่ระลึก อย่างตั๋วรถโดยสาร ไปรษณียบัตร หรือโปสต์การ์ด มาเก็บไว้เป็นความทรงจำ&nbsp;</p>



<p>จนกระทั่งช่วงปลาย 1990 ถึงต้น 2000 การทำ Scrapbook เฟื่องฟูถึงขีดสุด เพราะเป็นยุคของนิตยสารและหนังสือเฉพาะทาง ผู้คนใช้เงินมากขึ้นไปกับของตกแต่ง เพื่อให้สมุดบันทึกของตัวเองโดดเด่นและน่ารักมากขึ้น แต่ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ในปี 2008 ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดมากขึ้น จากที่เคยทุ่มให้กับการตกแต่งสมุดอย่างอลังการ ก็หันไปทำ Digital Scrapbooking แทน ขณะเดียวกันก็มีวิธีการบันทึกแบบใหม่ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงเลย คือ Junk Journal นั่นเอง</p>



<p>อาจเรียกได้ว่า Junk Journal ถือกำเนิดขึ้นเพื่อต่อต้านกระแสการบันทึกแบบเดิม เพราะเป็นการบันทึกที่เปิดกว้างกว่าเดิม ไม่จำเป็นต้องสวยงาม หรือเป็นระเบียบแบบ Scrapbook ขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องให้พื้นที่สำหรับเรื่องราวพิเศษเท่านั้น แต่อาจเป็นความทรงจำเล็กๆ ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ดูไม่เหมือนสลักสำคัญ ดังนั้นจะเรียกว่า Junk Journal เป็นเหมือนเป็นศิลปะที่แฝงความขบถที่มาพร้อมกับยุคสมัยใหม่ก็คงไม่ผิดนัก</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อของเหลือใช้กลายเป็นความทรงจำ</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184384" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การทำ Junk Journal ในช่วงเศรษฐกิจซบเซา ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อของตกแต่งเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านจิตใจด้วย เพราะการทำ Junk Journal ไม่ต่างจากการทำงานฝีมือ อย่างการจัดวางวัสดุลงบนแผ่นกระดาษ การต้องแก้ปัญหาเมื่อวัสดุไม่พอ การทบทวนเรื่องราวในแต่ละวัน วิธีการเหล่านี้ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้น จากการโฟกัสกับสิ่งตรงหน้าเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมช่วยฮีลใจเท่านั้น งานคราฟต์จากของเหลือใช้อย่างกิจกรรมนี้ยังช่วยให้สิ่งของเหลือใช้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหน้าหนังสือเก่าๆ หรือเศษผ้าที่ใช้ไม่ได้แล้ว สิ่งของเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้คงไม่พ้นต้องลงไปอยู่ในถังขยะ อันเป็นภาระต้องการกำจัดทิ้ง แต่การนำกลับมาบันทึกไว้ในสมุด อย่างน้อยก็ช่วยให้วัสดุเหล่านี้มีความหมาย แถมยังเป็นการเตือนใจให้เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ด้วย</p>



<p>Junk Journal จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่จำเป็นต้องซื้อของชิ้นใหม่ ราคาแพง แต่เราสามารถเลือกใช้ของที่มีอยู่แล้ว มองหาตามร้านมือสอง หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนจากกลุ่มเพื่อนได้ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ช่วยให้เราไม่ต้องสร้างขยะชิ้นใหม่ แถมการใช้ซ้ำยังช่วยลดความต้องการในการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นต้นเหตุของวงจรขยะที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สารพัดวิธีสร้าง Junk Journal</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184385" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แม้ว่าขั้นตอนการทำงานคราฟต์ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากการเลือกวัสดุใหม่ๆ มาตกแต่งชิ้นงานของตัวเอง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่อย่างที่รู้กันว่า Junk Journal คือรูปแบบการบันทึกที่เราสามารถใช้ของเหลือใช้มาตกแต่งไว้ในสมุดได้ ดังนั้นความน่าสนุกของงานนี้จึงเป็นการมองหาสิ่งของที่มีอยู่แล้วรอบตัวมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ&nbsp;</p>



<p>สำหรับนักบันทึกมือใหม่ ลองดูสิว่ารอบq ตัว มีของเหล่านี้บ้างหรือเปล่า เช่น เศษหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ตั๋วต่างๆ (แม้แต่ตั๋วรถเมล์ก็ใช้ได้) แผ่นพับ ที่คั่นหนังสือ ซองขนม ป้ายเสื้อผ้า สติกเกอร์โฆษณา ใบไม้ กระดุม ฝาขวด หรือเศษกระดาษทด ฯลฯ แม้ว่าจะเป็นของเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามองแล้วรู้สึกจุดประกายบางอย่างในใจ ก็สามารถหยิบมาใช้ได้เลยนะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184386" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อันที่จริง Junk Journal ไม่ได้มีรูปแบบตายตัวว่าควรบันทึกอย่างไร แต่การเปิดกว้างอย่างไร้ข้อจำกัด ก็เป็นข้อดีที่ช่วยให้เราสามารถนำไปปรับให้เข้ากับตัวเองได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น</p>



<p><strong>ใช้เป็นไดอารี่ประจำวัน :</strong> เราสามารถใช้ Junk Journal เป็นเหมือนแพลนเนอร์ (Planner) หรือบุลเล็ตเจอร์นัล (Bullet Journal) ได้เลย เพียงแต่เป็นบันทึกความคิดหรือนัดหมายประจำวันในรูปแบบที่เห็นเป็นภาพมากขึ้น เราอาจใช้หน้าจากนิตยสารเก่าหรือหนังสือเก่า ใบปลิวจากไปรษณีย์ ใบเสร็จค่ากาแฟที่ไปกับเพื่อน หรือป้ายราคาเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อ มาเก็บเป็นความทรงจำเล็กของวันนั้นได้เลย&nbsp;</p>



<p><strong>ทำเป็นสมุดบันทึกความทรงจำ :</strong> เราสามารถใช้ Junk Journal เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวของตัวเอง หรือของคุณแม่และคุณยายที่เราคิดถึงก็ได้ โดยรวบรวมสิ่งของเกี่ยวกับคนคนนั้น แล้วแปะลงไป เท่านี้ก็จะได้สมุดเก็บความทรงจำ ที่ย้อนกลับมาดูเมื่อไหร่ก็เหมือนเราได้กลับไปเจอกับคนที่เรารักได้ทันที</p>



<p><strong>กำหนดธีมให้สมุด :</strong> สมุดไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องส่วนตัวเสมอไป แต่เราเลือกทำเป็นเล่มที่มีธีมเฉพาะได้นะ แล้วค่อยๆ เก็บของที่เข้ากับธีมนั้น เช่น ถ้าเราชอบดอกไม้ก็กำหนดให้เล่มนี้รวบรวมดอกไม้โดยเฉพาะ เวลาเจอดอกไม้เมื่อไหร่ก็อัดดอกไม้แห้งแล้วแปะลงไป หรือเก็บลวดลาย รวมถึงภาพประกอบเกี่ยวกับดอกไม้ที่เราไปเจอมาก็ได้&nbsp;</p>



<p><strong>ถ้ามองไปรอบๆ แล้วมีของที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำ อย่าลืมมาลองทำ Junk Journal ของตัวเองกันนะ</strong></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://mymodernmet.com/what-is-a-junk-journal/">mymodernmet.com</a>&nbsp;</p>



<p><a href="https://lovepaper.org/junk-journaling-a-new-diy-obsession/">lovepaper.org</a>&nbsp;</p>



<p><a href="https://houseofmahalo.com/history-of-junk-journals/">houseofmahalo.com</a>&nbsp;<a href="https://get2craft.com/sustainable-junk-journaling-recycling-and-repurposing-at-its-best/">get2craft.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/junk-journal/">ของเหลือใช้ก็มีคุณค่าทางใจ รู้จัก Junk Journal ศิลปะการเก็บความทรงจากขยะ ที่ช่วยให้สิ่งของมีคุณค่าขึ้นอีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ให้ความสงบช่วยเยียวยาใจ ชวนรู้จักการอาบป่า ศิลปะการอยู่กับธรรมชาติอย่างมีสติ  สู่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้สิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/forest-bathing/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Nov 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=184044</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครั้งสุดท้ายที่ได้ลองอยู่ท่ามกลางธรรมชาติคือเมื่อไร? เพียงแค่จินตนาการถึงชีวิตที่ไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก ก็อาจทำให้ใครหลายคนส่ายหน้า ขอผ่านจากโลกแสนจืดชืดนี้ไปดีกว่า แต่ที่จริงแล้วการสัมผัสสายลมที่ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ ได้ยินเสียงที่ไม่ได้มาจากเครื่องเล่นเพลง หรือมองเห็นสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากจอสี่เหลี่ยม แม้ไม่ได้น่าดึงดูด แต่มันก็ช่วยดึงเราออกจากโลกอันแสนวุ่นวายได้นะ แล้วจะมีสถานที่ไหนที่เหมาะกับการผ่อนคลาย และสงบจิตใจได้ดีไปกว่าในป่าได้อีก ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงกิจกรรมในป่า เราอาจจะนึกถึงกีฬาผจญภัยมันๆ อย่างการปีนเขา หรือวิ่งเทรล แต่ที่จริงยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือ ‘การอาบป่า’ แม้จะไม่ได้น่าสนุกเหมือนกิจกรรมอื่นๆ แต่การดื่มด่ำธรรมชาติ และใช้เวลาอย่างเชื่องช้านี้ก็ช่วยให้เติมเต็มความต้องการ และช่วยให้เรามีสมาธิอย่างลึกซึ้งถึงระดับจิตใจเลยนะ การอาบป่าคืออะไร แล้วทำไมจึงมีส่วนเยียวยาจิตใจและรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับโลกของเราได้ วันนี้เราชวนทุกคนปิดมือถือ แล้วเข้าป่าไปตามหาความสงบพร้อมกัน อาบป่า วิธีการอยู่กับธรรมชาติด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า การอาบป่า หรือ ‘Forest Bathing’ สำหรับคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพจิตอาจเป็นคำที่คุ้นหู แต่สำหรับบางคนอาจเป็นคำที่ไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ความหมายก็ไม่ได้ยากเกินความเข้าใจสำหรับคนทั่วไปเท่าไรนัก เพราะเป็นการรวมของคำพื้นฐานง่ายๆ อย่างคำว่า ‘อาบ’ และ ‘ป่า’ ที่ช่วยให้เรานึกภาพออกได้ไม่ยาก ว่าน่าจะเป็นกิจกรรมที่ชวนให้เราใช้เวลาอยู่ธรรมกลางธรรมชาตินั่นเอง แม้การอาบป่าจะฟังดูเข้าใจง่าย แต่อันที่จริงกิจกรรมนี้ก็แฝงไปด้วยความลึกซึ้งไม่น้อย โดยการอาบป่ามีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น เรียกว่า ‘ชินรินโยคุ (Shinrin Yoku)’ เป็นคำที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี 1982 โดย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/forest-bathing/">ให้ความสงบช่วยเยียวยาใจ ชวนรู้จักการอาบป่า ศิลปะการอยู่กับธรรมชาติอย่างมีสติ  สู่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้สิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>ครั้งสุดท้ายที่ได้ลองอยู่ท่ามกลางธรรมชาติคือเมื่อไร?</strong></p>



<p>เพียงแค่จินตนาการถึงชีวิตที่ไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก ก็อาจทำให้ใครหลายคนส่ายหน้า ขอผ่านจากโลกแสนจืดชืดนี้ไปดีกว่า แต่ที่จริงแล้วการสัมผัสสายลมที่ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ ได้ยินเสียงที่ไม่ได้มาจากเครื่องเล่นเพลง หรือมองเห็นสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากจอสี่เหลี่ยม แม้ไม่ได้น่าดึงดูด แต่มันก็ช่วยดึงเราออกจากโลกอันแสนวุ่นวายได้นะ</p>



<p>แล้วจะมีสถานที่ไหนที่เหมาะกับการผ่อนคลาย และสงบจิตใจได้ดีไปกว่าในป่าได้อีก ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงกิจกรรมในป่า เราอาจจะนึกถึงกีฬาผจญภัยมันๆ อย่างการปีนเขา หรือวิ่งเทรล แต่ที่จริงยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือ ‘การอาบป่า’ แม้จะไม่ได้น่าสนุกเหมือนกิจกรรมอื่นๆ แต่การดื่มด่ำธรรมชาติ และใช้เวลาอย่างเชื่องช้านี้ก็ช่วยให้เติมเต็มความต้องการ และช่วยให้เรามีสมาธิอย่างลึกซึ้งถึงระดับจิตใจเลยนะ</p>



<p>การอาบป่าคืออะไร แล้วทำไมจึงมีส่วนเยียวยาจิตใจและรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับโลกของเราได้ วันนี้เราชวนทุกคนปิดมือถือ แล้วเข้าป่าไปตามหาความสงบพร้อมกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อาบป่า วิธีการอยู่กับธรรมชาติด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184047" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-12.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การอาบป่า หรือ ‘Forest Bathing’ สำหรับคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพจิตอาจเป็นคำที่คุ้นหู แต่สำหรับบางคนอาจเป็นคำที่ไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ความหมายก็ไม่ได้ยากเกินความเข้าใจสำหรับคนทั่วไปเท่าไรนัก เพราะเป็นการรวมของคำพื้นฐานง่ายๆ อย่างคำว่า ‘อาบ’ และ ‘ป่า’ ที่ช่วยให้เรานึกภาพออกได้ไม่ยาก ว่าน่าจะเป็นกิจกรรมที่ชวนให้เราใช้เวลาอยู่ธรรมกลางธรรมชาตินั่นเอง</p>



<p>แม้การอาบป่าจะฟังดูเข้าใจง่าย แต่อันที่จริงกิจกรรมนี้ก็แฝงไปด้วยความลึกซึ้งไม่น้อย โดยการอาบป่ามีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น เรียกว่า ‘ชินรินโยคุ (Shinrin Yoku)’ เป็นคำที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี 1982 โดย โทโมฮิเดะ อะกิยามะ (Tomohide Akiyama) ผู้อำนวยการสำนักงานป่าไม้ญี่ปุ่นในขณะนั้น ได้ให้คำนิยามไว้ว่าเป็นแนวทางเยียวยาร่างกายด้วยธรรมชาติ ด้วยการตั้งใจใช้เวลาอยู่ท่ามกลางป่าไม้และรับรู้ถึงประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างมีสติ</p>



<p>แม้ว่าจะยังเป็นวิธีการเยียวยารักษาจิตใจที่เกิดขึ้นได้ไม่กี่สิบปี แต่ญี่ปุ่นพยายามนำเสนอแนวคิดนี้อย่างจริงจัง องค์กรอย่างสมาคมบำบัดด้วยป่าและธรรมชาติ (Association of Forest and Nature Therapy) ถึงขนาดทำให้กิจกรรมนี้เป็นอาชีพ โดยมีการอบรมและมอบใบรับรองผู้เชี่ยวชาญ&nbsp; เพราะที่ผ่านมามีผลวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการอาบป่ามีส่วนช่วยด้านร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็น การลดความดัน ผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย รวมถึงฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจจะต้องดอกจันไว้สักนิดว่ากิจกรรมนี้ก็ยังไม่ใช่ยาวิเศษ หรือทางเลือกการรักษาทางแพทย์ในปัจจุบันนะ&nbsp;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184048" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-11.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อย่างไรก็ตาม การอาบป่าก็ยังเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนต้องการตัดขาดความวุ่นวายสักพัก ซึ่งวิธีการอาบป่าก็ไม่ยาก ชิง ลี่ (Qing Li) ศาสตราจารย์จาก Nippon Medical School ในโตเกียว เขียนไว้ในหนังสือ Forest Bathing อธิบายว่าส่วนใหญ่แล้วเราสามารถอาบป่าได้ตั้งแต่ 15 นาทีไปจนถึง 9 วัน โดยกิจกรรมที่ใช้ระหว่างอาบป่าก็มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน โยคะ การรับประทานอาหาร การทำสมาธิ ทำงานศิลปะ หรือการสังเกตพืชพรรณ ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมตัวเราไว้&nbsp;</p>



<p>แม้แต่ละคนอาจมีกิจกรรมระหว่างการอาบป่าที่แตกต่างกันไป แต่ก็นั่นก็ไม่เป็นเรื่องที่ผิดหลักหรือกติกาของการอาบป่าแต่อย่างใด เพราะหัวใจของชินรินโยคุ ไม่ได้อยู่ที่กิจกรรม หรือชนิดของพืชพรรณรอบตัว แต่อยู่ที่การมีสติรับรู้ขณะอยู่ในธรรมชาติ ให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียงลมที่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา สัมผัสพื้นดินและต้นหญ้าใต้ฝ่าเท้า หรือสังเกตสิ่งรอบข้างที่ผ่านมาและผ่านไป เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว</p>



<p>ดังนั้นหากวันไหนไม่มีเวลาจริงๆ เพียงแค่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองในสวนสาธารณะเล็กๆ ก็อาจเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เราได้สัมผัสกับโลกที่เงียบสงบได้นะ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184049" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การอาบป่าไม่เพียงแต่ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกทางหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะความสัมพันธ์ของเราและธรรมชาติ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ เพื่อให้พืชพรรณและป่าไม้ยังอยู่กับเราไปได้อีกนานๆ</p>



<p>มีการศึกษาล่าสุดในปี 2025 ซึ่งศึกษาผลกระทบต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนและธรรมชาติจากการขยายตัวของเมือง ผลปรากฏว่านับตั้งแต่ปี 1800 ที่ผ่านมา คนเรามีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติลดลงมากกว่า 60% สอดคล้องกับคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติซึ่งค่อยๆ หายไปจากหนังสือ เช่น แม่น้ำ มอส หรือดอกไม้ผลิบาน&nbsp;</p>



<p>ไมลส์ ริชาร์ดสัน (Miles Richardson) ผู้วิจัยและศาสตราจารย์ด้านการเชื่อมโยงกับธรรมชาติแห่งมหาวิทยาลัยดาร์บี อธิบายว่าปฏิสัมพันธ์ที่ลดลงนี้จะทำให้คนรุ่นต่อไปจะค่อยๆ สูญเสียความตระหนักรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เนื่องจากอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเมืองที่มีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่นขึ้น รวมถึงการที่พ่อแม่ไม่ได้ส่งต่อแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติ ก็มีแนวโน้มให้คนรุ่นใหม่หันหน้าเข้าหาธรรมชาติน้อยลง&nbsp;</p>



<p>ผลที่ตามมาไม่เพียงแต่ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงเท่านั้น แต่การที่เราค่อยๆ ขาดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเราด้วย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology ปี 2020 พบว่าการเชื่อมโยงกับธรรมชาติมีผลต่อความสุขและนิสัยที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (Sustainability) โดยเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองใกล้ชิดกับธรรมชาติ มักมีแนวโน้มใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่า รวมถึงมีนิสัยประหยัด เอื้อเฟื้อ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเป็นนิสัยที่เพิ่มความสุขในชีวิต ในทางตรงกันข้ามหากเด็กๆ ไม่ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติตั้งแต่ยังน้อย นิสัยที่ช่วยสร้างความสุขเหล่านี้ก็อาจลดลงไปอย่างน่าเสียดาย</p>



<p>ท่ามกลางโลกที่แสนวุ่นวาย แนวคิดการอาบป่า ที่ชวนให้เราใช้เวลาจดจ่ออยู่กับตัวเอง ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า และสังเกตพืชพรรณท่ามกลางธรรมชาติ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ชวนเรากลับมาเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง เพราะยังไงมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้นี่นา&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เริ่มต้นอาบป่าด้วยวิธีง่ายๆ</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-184050" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อาจยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอาบป่ายังไง แค่ไปนั่งเฉยๆ ในป่าแบบนี้ก็เพียงพอแล้วจริงหรือเปล่า หรือต้องเป็นป่าแบบไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด ผู้เชี่ยวชาญอย่างชิง ลี่ คนเดิม และแกรี่ อีแวนส์ (Gary Evans) ผู้อํานวยการ Forest Bathing Institute ในสหราชอาณาจักร มีคำแนะนำสำหรับนักอาบป่ามือใหม่ที่อยากเริ่มต้นง่ายๆ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>หาสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ :</strong> แน่นอนว่าสถานที่ที่เหมาะสําหรับการอาบป่า คือป่า แต่ถ้ารอบๆ บ้านของเราไม่มีป่า การไปสวนสาธารณะอันแสนร่มรื่นและเงียบสงบก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แม้ว่าการเดินป่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่การเดินสวนสาธารณะก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่น้อย เช่น ช่วยเรื่องการปรับอารมณ์และลดความเครียดได้ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับการอยู่ท่ามกลางตึกสูงในเมือง ยังไงสวนสาธารณะก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>จัดสรรเวลาให้ดี : </strong>ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการอาบป่าให้ได้ผลดีที่สุด อาจต้องใช้เวลาถึง 2 &#8211; 6 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ดังนั้นเราอาจต้องเตรียมตัว และเคลียร์ตารางให้พร้อม เช่น อาจลองหาวันว่างช่วงสุดสัปดาห์สักครั้ง แต่หากไม่มีเวลาจริงๆ การใช้เวลาสั้นในธรรมชาติ หรือการเดินในเส้นทางสำรวจธรรมชาติใกล้บ้าน ก็ทำได้เช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือการตัดจากสิ่งเร้า แล้วใช้เวลาเงียบสงบกับธรรมชาตินั่นเอง</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สูดกลิ่นธรรมชาติและตั้งสมาธิ : </strong>มีหลายกิจกรรมที่เราสามารถทำระหว่างการอาบป่าได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำสมาธิ เมื่ออยู่ในป่า อย่าลืมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สัมผัสกลิ่นที่ต้นไม้ปล่อยออกมา ซึ่งมีส่วนช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย หายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ลองสังเกตธรรมชาติรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดรำไร ใบไม้ที่ปลิวไหวยามต้องลม สัมผัสก้อนกรวดใต้ฝ่าเท้า วิธีนี้จะช่วยให้ร่างกายเรารู้สึกปลอดภัย และค่อยๆ ปล่อยวางจากความเครียดได้ </li>
</ul>



<p>แม้โลกภายนอกจะมีสิ่งล่อตาล่อใจให้เรารู้สึกเพลิดเพลินแค่ไหน แต่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจเป็นเพียงความเงียบสงบ และปล่อยใจให้จดจ่ออยู่กับความเป็นไปตรงหน้าอย่างเชื่องช้าก็ได้ ดังนั้นถ้าวันไหนรู้สึกเหนื่อยล้า อย่าลืมเดินเข้าป่าแล้วให้ธรรมชาติเยียวยาจิตใจกันนะ</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.npr.org/2023/08/22/1195337204/a-guide-to-forest-bathing">npr.org</a>&nbsp;</p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/environment/2025/aug/09/human-connection-to-nature-has-declined-60-in-200-years-study-finds">theguardian.com</a>&nbsp;</p>



<p><a href="https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7054437/#:~:text=The%20items%20with%20the%20highest,not%20differ%20from%20each%20other">pmc.ncbi.nlm.nih.gov</a>&nbsp;<a href="https://japanesegarden.org/2023/11/27/forest-bathing/?gad_source=1&amp;gad_campaignid=18125481312&amp;gbraid=0AAAAADfKB_d5qm9PixuyZ6ekZSF4WDdme&amp;gclid=Cj0KCQjwmYzIBhC6ARIsAHA3IkQpM_V8T5e74lLhdY1TTNfAUdMWGyulEPsaaIVFlhJcqMe7cCepUgQaArhTEALw_wcB">japanesegarden.org</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/forest-bathing/">ให้ความสงบช่วยเยียวยาใจ ชวนรู้จักการอาบป่า ศิลปะการอยู่กับธรรมชาติอย่างมีสติ  สู่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้สิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลอยกระทงทั้งที ขอแบบที่ Eco-Friendly ด้วย เมื่อการรักษาวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องทำร้ายโลก แต่ควรปรับตัวเพื่อให้เราอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/loy-krathong-festival/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Nov 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183769</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลมหนาวที่พัดมากระทบผิวเป็นสัญญาณให้ทุกคนรับรู้ว่าอีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่ช่วงปลายปี หนึ่งในเทศกาลอันเป็นไฮไลต์ของคนไทยที่พลาดไม่ได้คงเป็นวันลอยกระทง งานที่คนหนุ่มสาว และครอบครัวจะได้ใช้เวลาเพื่อสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน แม้ว่าลอยกระทงจะเป็นเทศกาลที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาดีๆ อย่างบรรยากาศริมน้ำ คืนวันเพ็ญ และแสงไฟยามค่ำคืน ที่ขับเน้นให้ปลายปีรู้สึกอบอุ่น แต่ถึงอย่างนั้นการลอยกระทง ก็ยังคงเป็นเทศกาลที่หลายคนตั้งคำถามทุกครั้งที่เวียนมาถึง ว่าประเพณียังจำเป็นอยู่ไหม ในเมื่อเทศกาลที่ควรให้เราขอบคุณและขอขมาแม่น้ำกลายเป็นงานที่สร้างขยะต่อแหล่งน้ำมากที่สุด&#160; เพื่อให้ประเพณียังคงอยู่ต่อไป หลายคนจึงพยายามค้นหาวิธีใหม่ๆ ให้เราลอยกระทงได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าเรากำลังทำร้ายธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเพณีนี้เชื่อมโยงกับชุมชนไทยอย่างเหนียวแน่น&#160; ในวันที่การยกเลิกสำคัญเท่าการตระหนักถึงคุณค่าของแม่น้ำ เราเลยอยากชวนมาสำรวจวิธีการลอยกระทง ที่ช่วยให้ประเพณีนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกัน สิ่งที่ซ่อนอยู่ในวันลอยกระทง หากไม่ได้ยุ่งจนไม่มีเวลา หรือละแวกบ้านมีเหล่าวัตถุดิบสำหรับใช้ทำกระทง หลายคนก็อาจเลือกลงมือประดิษฐ์กระทงด้วยตัวเอง จนได้กระทงใบน้อย สีเขียวสดใสจากใบตอง แซมด้วยดอกไม้หลากสีสัน ปิดท้ายด้วยการปักเทียนและธูป ก่อนจูงมือลูกหลานพากันไปขอขมาพระแม่คงคาริมฝั่งแม่น้ำที่คราคร่ำด้วยผู้คน&#160; ทั้งบรรยากาศยามค่ำคืน และการตระเตรียมกระทงก่อนถึงริมน้ำ สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นส่วนผสมที่ทำให้ประเพณีลอยกระทง ไม่ใช่แค่การปล่อยหยวกกล้วยที่ประดับประดาอย่างสวยงามลอยไปตามน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นประเพณีที่ซ่อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมของชาวไทยไว้ในนั้นด้วย เพราะเทศกาลนี้นอกจากเราจะได้แสดงความขอบคุณต่อแม่น้ำแล้ว งานนี้ยังเป็นเหมือนตัวกลางที่เชื่อมผู้คนไว้ด้วยกัน ทั้งพื้นที่ให้เด็กๆ หรือคนหนุ่มสาวออกมาเที่ยวเล่น ร้านค้าที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน หรือแม้แต่การสืบสานประเพณีท้องถิ่นที่ต่างไปแต่ละพื้นที่ให้ยังคงอยู่ต่อไป อย่าง ‘ยี่เป็ง’ ในเชียงใหม่ ‘เผาเทียนเล่นไฟ’ ของสุโขทัย หรือ ‘สีฐานเฟสติวัล บุญสมมาบูชานาค’ ที่ขอนแก่น อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของงานเทศกาลลอยกระทง ก็หลีกหนีความจริงที่ว่าเป็นงานที่ปล่อยขยะลงแม่น้ำไปไม่ได้ เพราะหน้าตากระทงทุกวันนี้ไม่ได้ใช้วัสดุจากธรรมชาติเหมือนในอดีต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loy-krathong-festival/">ลอยกระทงทั้งที ขอแบบที่ Eco-Friendly ด้วย เมื่อการรักษาวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องทำร้ายโลก แต่ควรปรับตัวเพื่อให้เราอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ลมหนาวที่พัดมากระทบผิวเป็นสัญญาณให้ทุกคนรับรู้ว่าอีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่ช่วงปลายปี หนึ่งในเทศกาลอันเป็นไฮไลต์ของคนไทยที่พลาดไม่ได้คงเป็นวันลอยกระทง งานที่คนหนุ่มสาว และครอบครัวจะได้ใช้เวลาเพื่อสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน</p>



<p>แม้ว่าลอยกระทงจะเป็นเทศกาลที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาดีๆ อย่างบรรยากาศริมน้ำ คืนวันเพ็ญ และแสงไฟยามค่ำคืน ที่ขับเน้นให้ปลายปีรู้สึกอบอุ่น แต่ถึงอย่างนั้นการลอยกระทง ก็ยังคงเป็นเทศกาลที่หลายคนตั้งคำถามทุกครั้งที่เวียนมาถึง ว่าประเพณียังจำเป็นอยู่ไหม ในเมื่อเทศกาลที่ควรให้เราขอบคุณและขอขมาแม่น้ำกลายเป็นงานที่สร้างขยะต่อแหล่งน้ำมากที่สุด&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183772" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/1-1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เพื่อให้ประเพณียังคงอยู่ต่อไป หลายคนจึงพยายามค้นหาวิธีใหม่ๆ ให้เราลอยกระทงได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าเรากำลังทำร้ายธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเพณีนี้เชื่อมโยงกับชุมชนไทยอย่างเหนียวแน่น&nbsp;</p>



<p>ในวันที่การยกเลิกสำคัญเท่าการตระหนักถึงคุณค่าของแม่น้ำ เราเลยอยากชวนมาสำรวจวิธีการลอยกระทง ที่ช่วยให้ประเพณีนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกัน</p>



<p><strong>สิ่งที่ซ่อนอยู่ในวันลอยกระทง</strong></p>



<p>หากไม่ได้ยุ่งจนไม่มีเวลา หรือละแวกบ้านมีเหล่าวัตถุดิบสำหรับใช้ทำกระทง หลายคนก็อาจเลือกลงมือประดิษฐ์กระทงด้วยตัวเอง จนได้กระทงใบน้อย สีเขียวสดใสจากใบตอง แซมด้วยดอกไม้หลากสีสัน ปิดท้ายด้วยการปักเทียนและธูป ก่อนจูงมือลูกหลานพากันไปขอขมาพระแม่คงคาริมฝั่งแม่น้ำที่คราคร่ำด้วยผู้คน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183773" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/2-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ทั้งบรรยากาศยามค่ำคืน และการตระเตรียมกระทงก่อนถึงริมน้ำ สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นส่วนผสมที่ทำให้ประเพณีลอยกระทง ไม่ใช่แค่การปล่อยหยวกกล้วยที่ประดับประดาอย่างสวยงามลอยไปตามน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นประเพณีที่ซ่อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมของชาวไทยไว้ในนั้นด้วย</p>



<p>เพราะเทศกาลนี้นอกจากเราจะได้แสดงความขอบคุณต่อแม่น้ำแล้ว งานนี้ยังเป็นเหมือนตัวกลางที่เชื่อมผู้คนไว้ด้วยกัน ทั้งพื้นที่ให้เด็กๆ หรือคนหนุ่มสาวออกมาเที่ยวเล่น ร้านค้าที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน หรือแม้แต่การสืบสานประเพณีท้องถิ่นที่ต่างไปแต่ละพื้นที่ให้ยังคงอยู่ต่อไป อย่าง ‘ยี่เป็ง’ ในเชียงใหม่ ‘เผาเทียนเล่นไฟ’ ของสุโขทัย หรือ ‘สีฐานเฟสติวัล บุญสมมาบูชานาค’ ที่ขอนแก่น</p>



<p>อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของงานเทศกาลลอยกระทง ก็หลีกหนีความจริงที่ว่าเป็นงานที่ปล่อยขยะลงแม่น้ำไปไม่ได้ เพราะหน้าตากระทงทุกวันนี้ไม่ได้ใช้วัสดุจากธรรมชาติเหมือนในอดีต แต่หลายที่ยังมีการใช้โฟม พลาสติก หรือหมุด จนสร้างมลพิษให้แหล่งน้ำ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183774" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/3-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ส่วนใครที่คิดว่ากระทงขนมปังดีกว่าเป็นไหนๆ เพราะยังไงก็มีปลาช่วยกำจัดให้แทน แถมยังเหมือนได้แจกบุฟเฟต์ไปในตัว ก็ต้องบอกว่าน่าเสียดายที่มันไม่ได้ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้จริง เพราะขนมปังเหล่านี้มีส่วนทำให้น้ำเน่าเสีย หากเจ้าพวกปลาในแม่น้ำสวาปามให้ไม่ทัน แถมน้ำที่ค่อยๆ สกปรกยังไปทำลายบ้านของเหล่าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วในแม่น้ำ&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นแล้ว แม้ว่าประเพณีนี้จะงดงามแค่ไหน แต่หากมันเป็นตัวการที่ทำให้ธรรมชาติต้องรับภาระเพิ่มขึ้น ก็คงไม่แปลกหากหลายคนจะตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของเทศกาลลอยกระทง&nbsp;</p>



<p>เราเองก็คงไม่สามารถชี้ชัดได้เลยว่าควรเลือกทางไหน แต่อย่างน้อยที่สุด การที่คนส่งเสียงแทนสิ่งแวดล้อม ก็ช่วยทำให้สังคมเกิดการปรับตัวไม่น้อย อย่างการรณค์งดใช้กระทงจากโฟม ลอยดิจิทัล หรือชวนให้ลอยกระทงบ้านละ 1 ชิ้น เพื่อให้ประเพณีนี้ยังคงอยู่กับทุกคน</p>



<p>จนล่าสุดปริมาณขยะจากกระทงก็เริ่มลดลง รายงานจากกรุงเทพมหานคร ในปี 2567 กทม.สามารถจัดเก็บกระทงได้ทั้งสิ้น 514,590 ใบ โดยเป็นกระทงจากวัสดุธรรมชาติ 98% และกระทงที่ทำจากโฟม เหลือราว 1.61% ซึ่งปริมาณนี้ลดลงจากปีก่อน เกือบ 20%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183775" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/4-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>จะเห็นว่าการรักษาวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป มีรายงาน Re|Shaping Policies for Creativity จาก UNESCO สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะและวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราตระหนักถึงพฤติกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของตัวเองเท่านั้น แต่ยังช่วยหาทางออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลมากขึ้นด้วย</p>



<p>ไม่ต่างไปจากประเพณีวันลอยกระทง ทุกวันนี้เรามักจะวิธีการลอยกระทงได้หลากรูปแบบ แม้จะต่างไปจากภาพที่เราเคยเห็นในวันวาน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการยกเลิกจัดประเพณีนี้อาจไม่ใช่ทางออก&nbsp;</p>



<p>แต่การหาทางอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลอาจเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าก็ได้นะ</p>



<p><strong>ลอยอย่างไรไม่ทำร้ายพระแม่คงคา&nbsp;</strong></p>



<p>แม้บางครั้งประเพณีอาจกลายเป็นสิ่งที่เราต้องทำตามกันจนลืมตั้งคำถาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราปรับให้ดีขึ้นไม่ได้นี่นา ทุกวันนี้มีหลายวิธีที่ช่วยให้เรายังสนุกกับวันลอยกระทงอยู่เหมือนเดิม วันนี้เราเลยรวบรวมวิธีลอยกระทงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาฝากกัน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เลือกวัสดุธรรมชาติ:</strong> อย่าลืมสังเกตเสมอว่ากระทงที่เรากำลังถืออยู่มีวัสดุที่ย่อยสลายได้ยากอะไรบ้าง เช่น โฟม หมุด หรือดอกไม้พลาสติก เพราะวัสดุเหล่านี้เมื่อหลุดไปในแหล่งน้ำธรรมชาติอาจใช้เวลาถึง 500 &#8211; 1,000 ปีเลยทีเดียว แถมยังเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ที่อาจกิน หรือบาดเจ็บจากวัสดุเหล่านี้ด้วย ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจึงควรหยิบออกตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้กลายเป็นขยะในแม่น้ำนะ</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183776" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/11/5-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ลอยในระบบปิด:</strong> แน่นอนว่าพูดถึงการลอยกระทง ก็ต้องลอยในแม่น้ำ แต่ไม่ใช่ว่าแม่น้ำทุกสายจะสามารถกำจัดของเสียได้เหมือนกันทั้งหมดนะ ยิ่งเป็นแม่น้ำไหล สายใหญ่ กระแสน้ำรวดเร็ว ก็ยิ่งทำให้จัดเก็บกระทงยากเท่านั้น แถมยังเสี่ยงเล็ดลอดลงสู่ทะเลด้วย ดังนั้น อย่าลืมเลือกลอยในน้ำระบบปิดที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลนะ หรือหากไม่มีแหล่งน้ำปิดใกล้บ้าน การลอยในอ่างที่บ้านนี่แหละสบายใจที่สุด</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ใช้กระทงทางเลือก: </strong>เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็อยู่บนออนไลน์ ไม่เว้นแม้กระทั่งการลอยกระทง ที่ผ่านมาหลายคนก็เลือกวิธีนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะสะดวกแล้ว ยังไม่สร้างขยะให้พระแม่คงคาต้องปวดหัวด้วย นอกจากนี้ปีที่ผ่านมา ก็ยังมีการลอยกระทงวิธีใหม่ๆ อย่าง การลอยกระทงด้วยวิธี Mapping Projection หรือการฉายภาพลงบนพื้นผิวจริง หรือการลอยน้อง ‘วันเพ็ญ’ กระทงรักษ์โลกที่สามารถใช้ซ้ำได้ด้วย</li>
</ul>



<p><strong>เพียงแค่ปรับอีกนิดหน่อย เทศกาลที่สืบต่อกันมาช้านานก็จะได้อยู่กับเราต่อไป โดยไม่ต้องสร้างผลกระทบกับใครแล้ว</strong></p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://www.unesco.org/en/articles/culture-key-achieving-more-sustainable-world">unesco.org</a></p>



<p><a href="https://www.sustainabilitytribe.com/a-complete-guide-to-sustainable-celebrations-and-festivities/">sustainabilitytribe.com</a></p>



<p><a href="https://thematter.co/social/bread-krathong/90121">thematter.co</a></p>



<p><a href="https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2825896">thairath.co.th</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/loy-krathong-festival/">ลอยกระทงทั้งที ขอแบบที่ Eco-Friendly ด้วย เมื่อการรักษาวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องทำร้ายโลก แต่ควรปรับตัวเพื่อให้เราอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘Eco-anxiety’ ความสิ้นหวังต่อโลกอนาคต เมื่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกวิตกกังวลกว่าคนรุ่นที่ผ่านมา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/eco-anxiety-environmental-anxiety/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Oct 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-anxiety]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183494</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงความกลัว ทุกคนจะนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก? แน่นอนว่าแต่ละคนต่างก็มีความกลัวไม่เหมือนกัน เวลาพูดถึงสิ่งน่ากลัว ผี วิญญาณ และความมืด มักเป็นสิ่งน่ากลัวอันดับแรกๆ ที่หลายคนคิดถึง แต่นอกจากความกลัวเฉพาะตัวแล้ว คนแต่ละยุคสมัยยังมีความกลัวที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม หรือเรื่องสำคัญของโลกขณะนั้นด้วย ยุคหนึ่งมนุษย์อาจกลัวสัตว์ร้าย โรคระบาด ความรู้ หรือความแปลกแยกในเมืองใหญ่ จนถึงปัจจุบัน ยุคที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดเป็นความกังวลต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า Eco-anxiety ในคนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ&#160; แล้วภาวะที่ว่าคืออะไร ทำไมจึงกลายเป็นความหวาดกลัวของคนรุ่นใหม่ แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับความวิตกกังวลนี้ยังไงบ้าง เมื่อความวิตกกังวลมาพร้อมสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเราเจอข่าวภัยพิบัติธรรมชาติมาหลายต่อหลายครั้ง และแต่ละครั้งล้วนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ความเสียหายจากพายุ หรือแม้กระทั่งแผ่นดินยุบ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสียหายเหล่านี้สร้างความกังวลให้เราไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน และหาทางหลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่แปลกหากเราจะรู้สึกกังวล เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตของเราทุกคน จนมีชื่อเรียกว่า Eco-anxiety สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ให้นิยามของอาการนี้ไว้ว่าเป็นความกลัวต่อหายนะทางสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ รวมถึงความกังวลต่ออนาคตของตนเองและคนรุ่นต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาวะ Eco-anxiety จะไม่ใช่โรคที่วินิจฉัยทางจิตเวช แต่ภาวะนี้ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจได้ไม่แพ้โรคอื่นๆ โดยมีสัญญาณที่ควรสังเกตไว้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้าหมอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/eco-anxiety-environmental-anxiety/">‘Eco-anxiety’ ความสิ้นหวังต่อโลกอนาคต เมื่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกวิตกกังวลกว่าคนรุ่นที่ผ่านมา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>ถ้าพูดถึงความกลัว ทุกคนจะนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก?</strong></p>



<p>แน่นอนว่าแต่ละคนต่างก็มีความกลัวไม่เหมือนกัน เวลาพูดถึงสิ่งน่ากลัว ผี วิญญาณ และความมืด มักเป็นสิ่งน่ากลัวอันดับแรกๆ ที่หลายคนคิดถึง แต่นอกจากความกลัวเฉพาะตัวแล้ว คนแต่ละยุคสมัยยังมีความกลัวที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม หรือเรื่องสำคัญของโลกขณะนั้นด้วย</p>



<p>ยุคหนึ่งมนุษย์อาจกลัวสัตว์ร้าย โรคระบาด ความรู้ หรือความแปลกแยกในเมืองใหญ่ จนถึงปัจจุบัน ยุคที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดเป็นความกังวลต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า <strong>Eco-anxiety</strong> ในคนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>แล้วภาวะที่ว่าคืออะไร ทำไมจึงกลายเป็นความหวาดกลัวของคนรุ่นใหม่ แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับความวิตกกังวลนี้ยังไงบ้าง</p>



<p><strong>เมื่อความวิตกกังวลมาพร้อมสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183502" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-13.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเราเจอข่าวภัยพิบัติธรรมชาติมาหลายต่อหลายครั้ง และแต่ละครั้งล้วนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ความเสียหายจากพายุ หรือแม้กระทั่งแผ่นดินยุบ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสียหายเหล่านี้สร้างความกังวลให้เราไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน และหาทางหลีกเลี่ยงได้ยาก</p>



<p>ไม่แปลกหากเราจะรู้สึกกังวล เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตของเราทุกคน จนมีชื่อเรียกว่า <strong>Eco-anxiety</strong> สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ให้นิยามของอาการนี้ไว้ว่าเป็นความกลัวต่อหายนะทางสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ รวมถึงความกังวลต่ออนาคตของตนเองและคนรุ่นต่อไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183503" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-13.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาวะ Eco-anxiety จะไม่ใช่โรคที่วินิจฉัยทางจิตเวช แต่ภาวะนี้ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจได้ไม่แพ้โรคอื่นๆ โดยมีสัญญาณที่ควรสังเกตไว้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้าหมอง รู้สึกสิ้นหวังหรือโกรธ จนถึงอาการนอนไม่หลับ ตื่นตระหนก หรือแม้กระทั่งความรู้สึกผิด</p>



<p>อาจเรียกได้ว่าภาวะนี้ถือเป็นความกังวลที่มาพร้อมกับยุคสมัยใหม่ เพราะปัจจุบันเราต้องเจอกับข่าวสารภัยพิบัติจากไฟป่า น้ำท่วม หรือข่าวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่เรียกร้องให้เราตระหนักถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวิกฤติที่ทุกคนต้องหันมาใส่ใจก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้คนหนุ่มสาวรู้สึกสิ้นหวังต่อโลกใบนี้มากขึ้นไปด้วย</p>



<p>จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The Lancet Planetary Health ปี 2021 สำรวจผู้คน 10,000 คนทั่วโลก อายุ 16 &#8211; 25 ปี พบว่า 59% พวกเขากังวลอย่างมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมากกว่า 45% กล่าวว่าความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ส่งผลต่อชีวิตประจําวันและการทํางาน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183504" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-14.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่มลพิษที่ปะปนมากับอากาศ แหล่งแม่น้ำ หรือผืนดิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับสุขภาพ ไปจนถึงภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่เกิดบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า น้ำท่วมครั้งใหญ่ หรือคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนย้ำเตือนให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อคนนับล้าน ภัยพิบัติเหล่านี้ไม่ได้สร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน หรือข้าวของผู้คนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่ค่อยๆ ลดลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า หรือความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การได้เห็นข่าวเหล่านี้ซ้ำๆ บนโลกออนไลน์ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวังรุนแรงขึ้น</p>



<p>สอดคล้องกับรายงานของ Royal College of Psychiatrists องค์กรด้านการฝึกอบรมด้านจิตวิทยา ที่พบความวิตกกังวลด้านสิ่งแวดล้อมในวัยรุ่นสูงกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งสาเหตุมาจากการที่พวกเขารู้สึกถูกละเลยจากรัฐบาลและผู้ใหญ่ที่ไม่ได้จริงจังกับการแก้ปัญหาเหล่านี้มากพอ จนทำให้พวกเขารู้สึกสิ้นหวังเกี่ยวกับอนาคต</p>



<p>แม้ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะทำให้หลายคนรู้สึกแย่ก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจมองได้ว่าคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และพยายามจะแก้ไขสถานการณ์ด้วย อย่างที่ <strong>แคโรไลน์ ฮิกแมน (Caroline Hickman) </strong>นักจิตบำบัด ชี้ว่าภาวะนี้อาจมองได้ว่าเป็นการมีความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งแวดล้อม หรือ <strong>Eco-compassionate </strong>ได้เช่นกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183505" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-12.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่คนรุ่นใหม่จะรู้สึกกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น นั่นเพราะพวกเขาเชื่อว่าวิกฤตจากภาวะโลกรวนเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ส่งผลต่อรุ่นถัดไปอย่างที่เราเผชิญอยู่ในทุกวันนี้</p>



<p><strong>ทำยังไงเมื่อสิ่งแวดล้อมทำให้กังวล</strong></p>



<p>แม้ Eco-anxiety จะเป็นเหมือนภาระอันหนักอึ้งที่เราต้องแบกรับไว้ จนรู้สึกตัวลีบเล็ก เพราะปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าจะแก้คนเดียวได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยจัดการความรู้สึกเหล่านี้ เพื่อให้เรายังคงตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อไป ขณะเดียวกันก็ไม่กัดกินเราจนเกินไปนักด้วยเช่นกัน</p>



<p>Greenly.earth แพลตฟอร์มที่ให้บริการเครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) สำหรับธุรกิจ ก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับการผ่อนคลายความวิตกกังวลจากสิ่งแวดล้อมลง เพื่อให้เรานำไปปรับใช้ไว้ คือ</p>



<p><strong>ลงมือทำ: </strong>สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกกังวล หลายครั้งมักเกิดจากการที่เรารู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเกินกว่าจะจัดการปัญหาทั้งหมดได้ แต่อย่าลืมการแก้ปัญหาใหญ่ๆ บางครั้งก็อาจต้องเริ่มจากก้าวเล็กๆ เช่นกัน บางทีเราอาจต้องหันกลับมามองสิ่งที่เราพอทำได้ เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน บริโภคให้น้อยลง ยืดอายุการใช้งานสิ่งของต่างๆ หรือเลือกอาหารสดใหม่จากตลาดสด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด แถมยังดีต่อสุขภาพกายและใจด้วยนะ</p>



<p><strong>ให้ความรู้กับตัวเอง: </strong>หลายครั้งความกังวลมักเกิดจากการรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการรู้ข้อมูลผิดๆ การรับรู้ข้อมูลน้อยเกินไป หรือมากเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความกังวลให้กับเราได้ ท่ามกลางข่าวสารมากมาย บางครั้งเราอาจจะเลือกรับรู้เฉพาะหัวข้อที่เราสนใจ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไม่ให้ถูกกระตุ้นจนเกิดความเครียดตลอดเวลา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183506" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-7.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ใช้เวลากับธรรมชาติ: </strong>มีงานวิจัยที่ระบุว่าการใช้เวลากับธรรมชาติ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยลดความเครียด และฟื้นฟูอารมณ์จากความเหนื่อยล้าได้ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกวิตกกังวล อาจลองออกไปเดินที่สวนสาธารณะ ป่า ชายหาด หรือให้เท้าสัมผัสกับพื้นหญ้า ก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้</p>



<p><strong>อย่ารู้สึกผิด: </strong>หลายคนที่มีภาวะ Eco-anxiety มักรู้สึกผิดว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ&nbsp; แต่อย่าลืมว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการร่วมมือของทุกคน การที่เราเผลอใช้หลอดพลาสติก หรือขึ้นวินมอเตอร์ไซค์แทนการเดิน เพียงไม่กี่ครั้งไม่ได้แปลว่าโลกเรากำลังจะล่มสลาย เราอาจต้องยอมรับว่าการใช้ชีวิตที่รบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ทำได้ยากกว่าวิถีชีวิตทั่วไปหลายเท่า และโฟกัสไปที่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของตัวเองก็เพียงพอแล้ว</p>



<p><strong>คงเป็นเรื่องยากที่จะหยุดปัญหาสิ่งแวดล้อมหากสภาพจิตใจเรากำลังย่ำแย่ ดังนั้นการดูแลใจตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กันนะ เพื่อให้เราไม่หมดหวังและมีกำลังใจดูแลโลกใบนี้ด้วยกันต่อไป</strong></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://greenly.earth/en-gb/blog/ecology-news/how-to-deal-with-eco-anxiety">greenly.earth</a></p>



<p><a href="https://www.weforum.org/stories/2021/10/eco-anxiety-what-why-growing-in-young-people/">weforum.org</a></p>



<p><a href="https://www.thelancet.com/journals/lanplh/article/PIIS2542-5196(21)00278-3/fulltext">thelancet.com</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/society/2020/nov/20/half-of-child-psychiatrists-surveyed-say-patients-have-environment-anxiety">theguardian.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/eco-anxiety-environmental-anxiety/">‘Eco-anxiety’ ความสิ้นหวังต่อโลกอนาคต เมื่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกวิตกกังวลกว่าคนรุ่นที่ผ่านมา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กองดองเต็มบ้าน อ่านไม่จบสักเล่ม ชวนดูเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรปล่อยให้หนังสือสูญเปล่า พร้อมวิธีอ่านหนังสือให้จบเล่ม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/finish-reading-books/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Oct 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[reading]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183162</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระหว่างที่กำลังกรีดหนังสือไปเรื่อยๆ แม้จะอ่านตัวอักษรที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าได้ทั้งหมด แต่ดูเหมือนความหมายจะไม่เข้าในหัวแม้แต่น้อย จู่ๆ คำถามก็ผุดขึ้นมาในใจว่าเราควรอ่านหนังสือให้จบเล่มจริงหรือ? หลายครั้งที่การหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่งเราก็มักคาดหวังว่าจะอ่านให้จบเล่ม แต่หลังจากใช้เวลาไปสักพัก เราอาจพบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำงานกับเราเลยสักนิด จังหวะในเรื่องช้าเกินไป ไม่คลิกกับภาษาที่ใช้บรรยาย หรือด้วยภาระงานทำให้ทิ้งช่วงไปจนกลับมาอ่านต่อไม่ติด ปัญหาเหล่านี้ทำให้หนังสือหลายๆ เล่มถูกเพิ่มขึ้นในชั้นกองดองเล่มแล้วเล่มเล่า แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่จำเป็นต้องฝืนอ่านหนังสือเล่มที่ไม่ใช่ แต่ไหนๆ ก็ซื้อหนังสือมาแล้วทั้งที ถ้าไม่ได้รู้ตอนจบก็คงเสียดายแย่ วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมายืดอายุหนังสือให้นานขึ้นด้วยการอ่านให้จบเล่ม รวมถึงวิธีชั่งใจว่าเมื่อไรเราควรปล่อยมือจากหนังสือเล่มนั้นกัน ลองให้โอกาสหนังสืออีกครั้ง แน่นอนว่าทุกครั้งที่หยิบหนังสือขึ้นมาสักเล่ม เราก็คาดหวังว่าเรื่องราวในเล่มจะพาเราไปพบกับโลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่บางครั้งมันอาจไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดเสมอไป เพราะเราอาจต้องพบสิ่งไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นภาษา วิธีเล่า ตัวละคร หรือแม้แต่ธุระปะปังที่เข้ามาแทรกได้อยู่ตลอด ก่อนอื่นเราอาจต้องแยกกันก่อนว่าหนังสือที่อ่านยาก บางครั้งอาจไม่ใช่หนังสือแย่เสมอไป แต่อาจหมายถึงภาษาอ่านยาก มีการบรรยายอย่างละเอียด หรือข้อมูลที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อนจึงทำให้เราต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าปกติ&#160; จากงานวิจัย Why higher-level reading is important อธิบายว่าปัจจุบันแม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้เราอ่านได้หลายรูปแบบมากขึ้น แต่งานวิจัยล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่าโลกที่เปลี่ยนไปกำลังส่งผลกระทบต่อการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิพากษ์ การอ่านช้าๆ การอ่านแบบไม่ใช้กลยุทธ์ หรือการอ่านแบบยาว ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่บางครั้งเราอาจรู้สึกอ่านหนังสือได้ยากมากกว่าเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นการฝืนใจอ่านหนังสือยากๆ ก็อาจไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเสียทีเดียว จูเลีย ลาพิดอส (Juliet Lapidos) บรรณาธิการและนักเขียนหนังสือ แนะนำว่าที่จริงหนังสือเหล่านี้ช่วยให้เราก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเองได้ด้วยนะ จูเลียบอกว่ามีหนังสือนิยายหลายเล่มที่ทำให้เธอเบื่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/finish-reading-books/">กองดองเต็มบ้าน อ่านไม่จบสักเล่ม ชวนดูเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรปล่อยให้หนังสือสูญเปล่า พร้อมวิธีอ่านหนังสือให้จบเล่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ระหว่างที่กำลังกรีดหนังสือไปเรื่อยๆ แม้จะอ่านตัวอักษรที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าได้ทั้งหมด แต่ดูเหมือนความหมายจะไม่เข้าในหัวแม้แต่น้อย จู่ๆ คำถามก็ผุดขึ้นมาในใจว่าเราควรอ่านหนังสือให้จบเล่มจริงหรือ?</p>



<p>หลายครั้งที่การหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่งเราก็มักคาดหวังว่าจะอ่านให้จบเล่ม แต่หลังจากใช้เวลาไปสักพัก เราอาจพบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำงานกับเราเลยสักนิด จังหวะในเรื่องช้าเกินไป ไม่คลิกกับภาษาที่ใช้บรรยาย หรือด้วยภาระงานทำให้ทิ้งช่วงไปจนกลับมาอ่านต่อไม่ติด ปัญหาเหล่านี้ทำให้หนังสือหลายๆ เล่มถูกเพิ่มขึ้นในชั้นกองดองเล่มแล้วเล่มเล่า</p>



<p>แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่จำเป็นต้องฝืนอ่านหนังสือเล่มที่ไม่ใช่ แต่ไหนๆ ก็ซื้อหนังสือมาแล้วทั้งที ถ้าไม่ได้รู้ตอนจบก็คงเสียดายแย่ วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมายืดอายุหนังสือให้นานขึ้นด้วยการอ่านให้จบเล่ม รวมถึงวิธีชั่งใจว่าเมื่อไรเราควรปล่อยมือจากหนังสือเล่มนั้นกัน</p>



<p><strong>ลองให้โอกาสหนังสืออีกครั้ง</strong></p>



<p>แน่นอนว่าทุกครั้งที่หยิบหนังสือขึ้นมาสักเล่ม เราก็คาดหวังว่าเรื่องราวในเล่มจะพาเราไปพบกับโลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่บางครั้งมันอาจไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดเสมอไป เพราะเราอาจต้องพบสิ่งไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นภาษา วิธีเล่า ตัวละคร หรือแม้แต่ธุระปะปังที่เข้ามาแทรกได้อยู่ตลอด</p>



<p>ก่อนอื่นเราอาจต้องแยกกันก่อนว่าหนังสือที่อ่านยาก บางครั้งอาจไม่ใช่หนังสือแย่เสมอไป แต่อาจหมายถึงภาษาอ่านยาก มีการบรรยายอย่างละเอียด หรือข้อมูลที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อนจึงทำให้เราต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าปกติ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183176" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-5.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>จากงานวิจัย Why higher-level reading is important อธิบายว่าปัจจุบันแม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้เราอ่านได้หลายรูปแบบมากขึ้น แต่งานวิจัยล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่าโลกที่เปลี่ยนไปกำลังส่งผลกระทบต่อการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิพากษ์ การอ่านช้าๆ การอ่านแบบไม่ใช้กลยุทธ์ หรือการอ่านแบบยาว</p>



<p>ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่บางครั้งเราอาจรู้สึกอ่านหนังสือได้ยากมากกว่าเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นการฝืนใจอ่านหนังสือยากๆ ก็อาจไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเสียทีเดียว จูเลีย ลาพิดอส (Juliet Lapidos) บรรณาธิการและนักเขียนหนังสือ แนะนำว่าที่จริงหนังสือเหล่านี้ช่วยให้เราก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเองได้ด้วยนะ</p>



<p>จูเลียบอกว่ามีหนังสือนิยายหลายเล่มที่ทำให้เธอเบื่อ แต่การพยายามอ่านเรื่องน่าเบื่อ ที่ทั้งยาว และล้าสมัยเล่มนั้นจนจบ ท้ายที่สุดก็พบกับความสุขที่ได้อ่านจนถึงหน้าสุดท้าย เพราะเธอเจอสิ่งดีๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่อง อย่างที่หากเธอหยุดอ่านกลางคันก็ทำให้เธออาจพลาดสิ่งเหล่านั้นไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183177" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นอกจากนี้การอ่านหนังสือที่ยากๆ ยังช่วยให้เรามองอะไรได้ช้าลง ได้สังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผ่านคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นเคย ซึ่งช่วยให้เราลิ้มรสความงามของภาษาอีกรูปแบบหนึ่ง แถมบางครั้งยังกระตุ้นให้เราใช้ความคิดด้วยตัวเอง ช่วยให้เราเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย</p>



<p>ทั้งนี้เราขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ผิดเลย หากเราจะวางหนังสือที่ไม่ชอบลง เพราะไม่ใช่หนังสือทุกเล่มจะเหมาะกับเราเสมอไป บางครั้งเราอาจเจอหนังสือที่ขัดกับตัวตน ไม่รู้สึก ‘สปาร์กจอย’ ไม่ประทับใจ เพลิดเพลิน คลายกังวล เศร้าใจ หรือสะเทือนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ&nbsp;</p>



<p>แต่เราอาจต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งว่าเราวางหนังสือเล่มนั้นเพราะอะไร บางครั้งหนังสืออาจไม่จำเป็นต้องให้ความสนุกอย่างเดียว แม้เราอาจไม่รู้สึกเพลิดเพลินขณะอ่าน แต่หนังสือเล่มนั้นอาจช่วยให้เราเข้าใจมุมมองของคนอื่นมากขึ้น ช่วยอธิบายพฤติกรรมอันยากจะเข้าใจของตัวเอง หรือทำให้เราตัดสินคนอื่นน้อยลง สิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้หนังสือเล่มนั้นคุ้มค่าที่เราจะอ่านต่อไปแล้ว&nbsp;</p>



<p><strong>รวมวิธีช่วยอ่านหนังสือให้จบเล่ม</strong></p>



<p>การอ่านหนังสือให้จบเล่ม นอกจากจะช่วยให้มองโลกในมุมใหม่แล้ว อีกแง่หนึ่งยังเป็นการยืดอายุหนังสือให้ยืนยาวขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183179" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ข้อมูลจาก Longtime Label บริษัทที่ก่อตั้งเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อธิบายว่าการยืดอายุการใช้งานมีส่วนสำคัญในการลดผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์ต่อระบบนิเวศ (Ecological Footprint) ได้สูงสุดถึง 25% เพราะเมื่อมีการใช้งานนานขึ้น การผลิตและการกำจัดก็ถูกเฉลี่ยลดน้อยลง ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนรายปีลดลง โดยวิธียืดอายุที่ได้ผลที่สุดคือการใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่า และรักษาสิ่งของให้อยู่ไปได้นานๆ อย่างการซ่อมแซม หรือหมั่นดูแลรักษาอยู่เสมอ</p>



<p>เช่นเดียวกับการกลับมาอ่านหนังสือในกองดองอีกครั้ง ที่เป็นอีกหนึ่งวิธีให้เราใช้หนังสือได้อย่างคุ้มค่า ฝึกการซื้อของอย่างมีสติ แถมยังช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมการอ่านให้แข็งแรง เพราะทำให้หนังสือเล่มนั้นเป็นที่รู้จักและถูกส่งต่อได้ง่ายขึ้นอีกด้วยนะ&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าการอ่านหนังสือเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย (ไม่งั้นคงไม่ไปอยู่ในกองดองหรอกนี่นะ) เราเลยรวมวิธีที่จะช่วยให้เราอ่านหนังสือกองนี้ให้จบเล่มง่ายขึ้น เพื่อให้ทุกคนนำไปปรับใช้กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183180" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-4.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เริ่มจากการอ่านเล็กๆ น้อยๆ </strong>: การอ่านก็เหมือนกับการออกกำลังกาย หากเราเริ่มจากอะไรที่หนักเกินไปก็อาจทำให้เราท้อแท้ได้ง่ายๆ เริ่มแรกเราอาจจะลองวอร์มด้วยการอ่านอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่น เริ่มอ่านวันละ 5 นาที อ่านวันละบท หรือลองเริ่มจากหนังสือเล่มบางๆ อ่านง่ายก็ไม่ผิดอะไร ก็นี่เป็นเวลาอ่านหนังสือของเรานี่นา หลังจากรู้สึกมั่นใจแล้ว ค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นทีละนิด ขยับไปอ่านเล่มที่ยากขึ้น จะช่วยให้เราอ่านหนังสือติดต่อกันได้นานขึ้น</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>หากพลาด ให้รีบกลับมาเริ่มใหม่ : </strong>การพลาดทำเพียงครั้งเดียว หรือไม่อ่านหนังสือแค่วันเดียว ไม่ทำให้เป้าหมายที่เราตั้งไว้พังทลาย แต่สิ่งที่เราควรทำคือรีบกลับมาเริ่มใหม่ให้เร็วที่สุด แม้ว่าจะกลับมาเริ่มอ่านแค่ 1 หน้าก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญกว่าคือการทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เรารักษานิสัยการอ่านอย่างยั่งยืน</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วางหนังสือไว้ใกล้ตัวเสมอ : </strong>หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราอ่านหนังสือได้ยากขึ้น คือการที่หนังสือเข้าถึงยาก การวางหนังสือไว้ใกล้ตัวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราหยิบขึ้นมาอ่านได้มากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมพกหนังสือติดตัวไว้เสมอ หรือวางไว้ในที่เราใช้เวลาเป็นประจำ เช่น หัวเตียง หรือโต๊ะทำงาน&nbsp;</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183181" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน : </strong>ถ้าทุกเช้าเราต้องลุกขึ้นมาแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว งั้นทำไมไม่ทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรนี้ด้วยเลยละ เช่น กำหนดไว้ว่าจะอ่านหนังสือก่อนนอน หรืออ่านตอนเช้าหลังตื่นนอน นอกจากทำให้อ่านจบเล่มแล้ว ยังทำให้เรามีสมาธิจากการอ่านเพิ่มขึ้นด้วยนะ</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ลองหาเพื่อนอ่านสักคน :</strong> หากการอ่านหนังสือคนเดียวเป็นเรื่องยาก ลองหาเพื่อนสักคนมาอ่านหนังสือด้วยกัน จะช่วยให้เพิ่มโอกาสให้เราอ่านหนังสือได้จบเล่มได้ง่ายขึ้น เพราะเราอาจอยากแลกเปลี่ยน หรือพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในหนังสือ จนทำให้เรามีแรงจูงใจในการอ่านนั่นเอง</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วางโทรศัพท์ให้ไกลตัวเวลาอ่าน : </strong>สิ่งหนึ่งที่รบกวนการอ่านของเราคือเสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟน ตั้งใจว่าจะตอบข้อความเพื่อนแปปเดียว รู้ตัวอีกทีเราก็นอนไถฟีดไปแล้วหลายชั่วโมง ดังนั้นเวลาอ่านหนังสืออย่าลืมตั้งโหมดห้ามรบกวน หรือวางไว้ในที่เอื้อมไม่ถึง และเมื่ออ่านจนถึงเวลาที่กำหนด จึงค่อยอนุญาตให้ตัวเองใช้มือถือ</li>
</ul>



<p>หากทำทุกวิธีแล้วเราก็ยังไม่รู้สึกชอบหนังสือเล่มนี้อยู่ดี บางทีก็อาจถึงเวลาโบกมือบ๊ายบาย แล้วส่งต่อให้คนที่ต้องการเล่มนี้มากกว่านะ</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.researchgate.net/publication/363288116_Why_higher-level_reading_is_important">researchgate.net</a></p>



<p><a href="https://www.theatlantic.com/entertainment/archive/2014/11/stop-making-excuses-and-finish-that-book/381795/">theatlantic.com</a></p>



<p><a href="https://www.bordbia.ie/industry/news/insightful-articles/2021/5-strategies-to-build-a-sustainable-reading-habit/">bordbia.ie</a></p>



<p><a href="https://longtimelabel.com/en/news/extending-product-lifecycle-and-reducing-environmental-impact/">longtimelabel.com</a></p>



<p><a href="https://www.apartmenttherapy.com/how-to-read-more-2-36916566">apartmenttherapy.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/finish-reading-books/">กองดองเต็มบ้าน อ่านไม่จบสักเล่ม ชวนดูเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรปล่อยให้หนังสือสูญเปล่า พร้อมวิธีอ่านหนังสือให้จบเล่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมนูอาหารที่น่าคิดถึง เมื่ออาหารท้องถิ่นที่มากกว่าความทรงจำ แต่ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเรา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/local-thai-food/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Sep 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<category><![CDATA[local food]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182972</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยำขมิ้นขาว แกงส้มกุ้งไข่เจียวดอกขจร ต้มยำปลาทูมะดัน ชื่ออาหารเหล่านี้อาจเคยเป็นของโปรดใครบางคน แต่ทุกวันนี้กลับหากินยากขึ้นทุกที เชื่อว่าหลายคนก็คงมีเมนูโปรดในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ วัตถุดิบที่เฉพาะตัว รวมถึงบรรยากาศ จนเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจไม่ได้อยู่ในเมืองที่เติบโตมา หรือต้องโยกย้ายที่อยู่ จึงอาจทำให้ไม่ได้กินอาหารเหล่านี้ได้เหมือนเดิม การไม่ได้กินเมนูที่น่าคิดถึง ไม่ใช่เพียงเพราะเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลมากมายที่ทำให้เมนูอาหารเหล่านี้ค่อยๆ เลือนหายไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะวัตถุดิบบางอย่างถูกปรับเปลี่ยน ตัดทอนให้น้อยลง หรือกระบวนการทำที่ซับซ้อน จึงทำให้รสชาติดั้งเดิมจึงค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา&#160;&#160;&#160; ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การได้ลิ้มรสชาติที่แสนคุ้นเคยช่วยปลอบประโลมใจเราได้ไม่น้อย แถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพและโลกของเราด้วย เพื่อให้รสชาติเหล่านี้ยังคงอยู่ เราเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจว่าทำไมการกินอาหารท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อให้อาหารเหล่านี้จึงยังคงอยู่ต่อไปบ้าง รสชาติที่คุ้นเคยช่วยปลอบใจในวันที่เหนื่อยล้า แม้จะเป็นเมนูเดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าจะมีรสชาติเหมือนกันทุกที่ นอกจากปริมาณเครื่องปรุงแล้ว ยังมาจากวัตถุดิบที่แตกต่างกันไปแต่ละท้องถิ่นด้วย ซึ่งทำให้อาหารมีรสชาติต่างกันออกไป&#160; ตัวอย่างที่น่าจะพอทำให้เห็นภาพชัดขึ้น อย่างแกงส้ม ที่แต่ละพื้นที่ก็มีสูตรและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่น ภาคกลางที่มีการใส่ดอกแค มะละกอ กุ้งสด และปรุงรสให้เปรี้ยวด้วยมะขามเปียก ส่วนภาคใต้มักใช้ปลาทะเล บวกกับน้ำขมิ้น&#160; จนได้แกงที่มีสีสันสีเหลือง และได้รสเผ็ดและเปรี้ยวเข้มข้นกว่า เรียกได้ว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของแต่ละท้องถิ่นนั้น&#160; อาหารไม่ใช่เพียงสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเท่านั้น บางครั้งยังยึดโยงกับสังคมและวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก เชอร์ลีย์ ติง (Shirley Ting) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพระดับโลก ได้อธิบายว่าอาหารมักเป็นด่านแรกที่ผู้คนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนกลุ่มอื่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/local-thai-food/">เมนูอาหารที่น่าคิดถึง เมื่ออาหารท้องถิ่นที่มากกว่าความทรงจำ แต่ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเรา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ยำขมิ้นขาว แกงส้มกุ้งไข่เจียวดอกขจร ต้มยำปลาทูมะดัน</p>



<p>ชื่ออาหารเหล่านี้อาจเคยเป็นของโปรดใครบางคน แต่ทุกวันนี้กลับหากินยากขึ้นทุกที เชื่อว่าหลายคนก็คงมีเมนูโปรดในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ วัตถุดิบที่เฉพาะตัว รวมถึงบรรยากาศ จนเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจไม่ได้อยู่ในเมืองที่เติบโตมา หรือต้องโยกย้ายที่อยู่ จึงอาจทำให้ไม่ได้กินอาหารเหล่านี้ได้เหมือนเดิม</p>



<p>การไม่ได้กินเมนูที่น่าคิดถึง ไม่ใช่เพียงเพราะเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลมากมายที่ทำให้เมนูอาหารเหล่านี้ค่อยๆ เลือนหายไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะวัตถุดิบบางอย่างถูกปรับเปลี่ยน ตัดทอนให้น้อยลง หรือกระบวนการทำที่ซับซ้อน จึงทำให้รสชาติดั้งเดิมจึงค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การได้ลิ้มรสชาติที่แสนคุ้นเคยช่วยปลอบประโลมใจเราได้ไม่น้อย แถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพและโลกของเราด้วย เพื่อให้รสชาติเหล่านี้ยังคงอยู่ เราเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจว่าทำไมการกินอาหารท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อให้อาหารเหล่านี้จึงยังคงอยู่ต่อไปบ้าง</p>



<p><strong>รสชาติที่คุ้นเคยช่วยปลอบใจในวันที่เหนื่อยล้า</strong></p>



<p>แม้จะเป็นเมนูเดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าจะมีรสชาติเหมือนกันทุกที่ นอกจากปริมาณเครื่องปรุงแล้ว ยังมาจากวัตถุดิบที่แตกต่างกันไปแต่ละท้องถิ่นด้วย ซึ่งทำให้อาหารมีรสชาติต่างกันออกไป&nbsp;</p>



<p>ตัวอย่างที่น่าจะพอทำให้เห็นภาพชัดขึ้น อย่างแกงส้ม ที่แต่ละพื้นที่ก็มีสูตรและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่น ภาคกลางที่มีการใส่ดอกแค มะละกอ กุ้งสด และปรุงรสให้เปรี้ยวด้วยมะขามเปียก ส่วนภาคใต้มักใช้ปลาทะเล บวกกับน้ำขมิ้น&nbsp; จนได้แกงที่มีสีสันสีเหลือง และได้รสเผ็ดและเปรี้ยวเข้มข้นกว่า เรียกได้ว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของแต่ละท้องถิ่นนั้น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182989" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-11.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อาหารไม่ใช่เพียงสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเท่านั้น บางครั้งยังยึดโยงกับสังคมและวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก เชอร์ลีย์ ติง (Shirley Ting) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพระดับโลก ได้อธิบายว่าอาหารมักเป็นด่านแรกที่ผู้คนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนกลุ่มอื่น เพราะมันสามารถสะท้อนประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่แทรกมาอยู่ในอาหาร นั่นจึงทำให้อาหารที่เราคุ้นเคยมักทำให้เรารู้สึกอร่อยกว่าที่อื่น เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของอาหารจานนั้น</p>



<p>นอกจากอาหารจะเชื่อมโยงกับรากเหง้าของเราแล้ว เจสัน บราโว (Jason Bravo) ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาด้านสุขภาพ ยังชี้ให้เห็นว่าอาหารที่เราคุ้นเคยมักมีส่วนทำให้เรารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้กินด้วย เพราะเมื่อเราอารมณ์เสียหรือเครียด การเลือกอาหารที่คุ้นเคยหรือทําให้เรานึกถึงวัยเด็กของเรา มักทำให้เรานึกถึงความรักของคนที่เราผูกพัน ซึ่งความทรงจำนั้นอาจเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยรสชาติอาหาร และเมื่อกินเข้าไปเราอาจรู้สึกปลอดภัย และจิตใจสงบขึ้นได้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182990" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-11.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ดังนั้น จึงไม่แปลกเลยที่เรามักโหยหารสชาติที่เราคิดถึงอยู่บ่อยๆ อาหารที่ใช้ผักพื้นบ้าน เครื่องปรุงที่มีเฉพาะแถวบ้านโดยเฉพาะ สูตรที่สืบทอดต่อกันมา ต่างก็เป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้อาหารในวัยเด็กของเรารสชาติอร่อยล้ำไม่เหมือนใคร แถมยังช่วยชุบชูใจเราได้ในวันที่เหนื่อยล้าได้อย่างดี</p>



<p><strong>เหตุผลที่เราควรเลือกอาหารท้องถิ่น</strong></p>



<p>อาหารท้องถิ่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยฮีลใจเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของเราด้วย</p>



<p>ปัจจุบันการเข้าถึงอาหารไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะเพียงแค่เดินเข้าซูเปอร์มาร์เกตก็เจอสารพัดพืชผักจากทั่วสารทิศให้เราเลือกซื้อ แม้จะเป็นระยะทางใกล้บ้าน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าของที่อยู่บนชั้นเหล่านี้จะเป็นอาหารท้องถิ่นเสมอไป แม้จะติดป้ายว่าเป็นวัตถุดิบ ‘Local’ หรือ ‘All-natural’ ก็ตาม แถมทุกวันนี้ความหลากหลายของอาหารยังลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงพืชผักไม่กี่ชนิดเท่านั้น ซึ่งทำให้อาหารท้องถิ่นค่อยๆ เลือนหาย และถูกดัดแปลงสูตรไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182991" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ก่อนอื่นเราอยากชวนมาทำความเข้าใจก่อนว่าอาหารท้องถิ่นคืออะไรกัน ตามนิยามแล้วอาหารท้องถิ่น ถือเป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง และแตกต่างไปแต่ละพื้นที่ แต่หลักๆ แล้วมักหมายถึงอาหาร หรือวัตถุดิบที่มีระยะทางขนส่งจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน หรือประมาณ 160 &#8211; 600 กิโลเมตร ขึ้นอยู่แต่ละประเทศ&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันอาหารท้องถิ่นไม่ได้หาเจอได้ง่ายๆ เพราะมักถูกแทนที่ด้วยอาหารแปรรูป และพืชผักจากภาคการผลิตขนาดใหญ่ที่กระจายสินค้าไปทั่วประเทศ ดังนั้นอาหารที่เราพบเจอในซูเปอร์มาร์เกตจึงมักมาจากพื้นที่ห่างไกล อย่างการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อนำมากระจายสินค้าให้คนส่วนใหญ่มากกว่า ทำให้พืชผักท้องถิ่นที่ปริมาณการผลิตไม่มากเข้าถึงได้ยากตาม</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในแง่ของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้ว การผลิตขนาดกลางและขนาดเล็กมักมีส่วนทำร้ายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต พบว่าการผลิตระดับท้องถิ่นมีประโยชน์กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการผลิตขนาดใหญ่ในตลาดผักในซูเปอร์มาร์เกตปัจจุบัน</p>



<p>จากการประเมินด้วยเครื่องมือวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (LCA) พบว่า การผลิตขนาดใหญ่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าการผลิตขนาดกลางและเล็กในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การเพาะปลูก การใช้เชื้อเพลิง บรรจุภัณฑ์ และการขนส่ง แถมผักในระบบขนาดใหญ่ยังต้องการน้ำมากกว่า เมื่อเทียบกับผักที่ปลูกในระบบขนาดเล็กและกลางที่ใช้เพียง 10% เท่านั้น</p>



<p>ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากที่อยู่อาศัย จึงทำให้เราได้รับประโยชน์จากอาหารอย่างเต็มที่ เพราะพืชผักหรืออาหารเหล่านี้ไม่ต้องเดินทางไกลจากต่างประเทศ ด้วยเครื่องบินหรือรถไฟ ทำให้เราได้รู้ที่มาของอาหาร ได้ของที่สดใหม่กว่า แถมยังเป็นอาหารตามฤดูกาล รสชาติดีที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี</p>



<p>ดังนั้นการหันมาบริโภคอาหารท้องถิ่น นอกจากเราจะได้อาหารที่มีคุณค่าแล้ว ยังถือเป็นการอุดหนุนเกษตรกรท้องถิ่นให้มีรายได้เพียงพอ แถมยังอีกทางที่เราจะได้ช่วยสนับสนุนการผลิตที่รบกวนสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดด้วยนะ</p>



<p><strong>รวมวิธีที่ทำให้เราได้กินอาหารโลคัล</strong></p>



<p>แม้เราจะรู้ว่าอาหารท้องถิ่นดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะเข้าถึงอาหารเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะราคาที่สูงกว่าปกติ หรือแหล่งซื้อขายไม่ได้สะดวกเหมือนซูเปอร์มาร์เกตทั่วไป ดังนั้นเราจึงอยากชวนทุกคนมาลองหาวิธีอื่นๆ ที่ทำให้เรายังเข้าถึงอาหารท้องถิ่น ที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วยกัน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182992" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-11.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ข้อมูลจาก Food Tank องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่ทำงานด้านระบบอาหารเพื่อความยั่งยืน ได้ให้คำแนะนำไว้ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ลองปลูกพืชผักสวนครัวกินเอง :</strong> ทุกวันนี้มีคนมากมายพร้อมให้ความรู้เรื่องการปลูกผักสวนครัวบนอินเทอร์เน็ต แถมยังมีอีกหลากหลายวิธีที่ให้เรานำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง เช่น การปลูกในคอนโด หรือแม้แต่การปลูกสำหรับคนเพิ่งเริ่มต้น โดยเราอาจจะลองเริ่มจากพืชต้นเล็กๆ ที่ใช้ได้เกือบทุกมื้ออาหาร เช่น ต้นหอม พริก หรือกระเทียม นอกจากจะช่วยให้เราได้เลือกวัตถุดิบที่ตรงใจแล้ว ยังลดการซื้อจากซูเปอร์มาร์เกตได้ด้วย&nbsp;</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เลือกซื้อพืชผักตามฤดูกาล :</strong> วิธีนี้จะช่วยให้เราได้สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ได้มากขึ้น โดยเราอาจจะต้องลองศึกษาข้อมูลเพิ่มอีกหน่อยว่าฤดูนี้มีผักผลไม้อะไรบ้าง เลือกเมนูอาหารที่มีพืชผักเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ แล้วอย่าลืมเลือกซื้ออาหารเหล่านี้ที่จากแหล่งซื้อขายของเกษตรกรโดยตรง เช่น ตลาดสด ตลาดกลางสินค้าเกษตร ตลาดอตก. หรือแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเว็บไซต์ของไปรษณีย์ ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าลืมเลือกให้ใกล้เคียงกับจังหวัดของตัวเอง เพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์จากการขนส่งด้วยนะ</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ลองทำอาหารจากเมนูท้องถิ่น : </strong>หากรู้สึกคิดถึงเมนูที่เคยได้กินตอนเด็กๆ อย่าลืมลองติดต่อญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเพื่อขอสูตรอาหาร หรือใช้วัตถุดิบจากผักพื้นบ้านให้มากขึ้น หรือหากต้องออกไปกินข้าวนอกบ้าน อาจจะลองมองหาร้าน Farm to Table ที่นำวัตถุดิบจากฟาร์มของเกษตรกรมาปรุงอาหารก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเชฟที่นี่มักรวบรวมวัตถุดิบที่ได้จากฟาร์มมาสร้างสรรค์เมนูอาหาร ส่วนใหญ่จึงมักใช้พืชผักตามฤดูกาล และไม่จำเป็นต้องซื้อจากด้านนอกมา นอกจากจะช่วยให้เราได้ลิ้มรสชาติที่คิดถึงแล้ว บางครั้งยังอาจทำให้เราพบรสชาติใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอด้วย</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เลือกซื้อกับอาหารที่มีการค้าเป็นธรรม : </strong>อย่าลืมตรวจสอบที่มาของอาหารทุกครั้งว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการค้าที่เป็นธรรมหรือเปล่า เช่น ไม่กดราคาเกษตรกร หรือมีส่วนสนับสนุนชุมชน เพื่อให้เงินของเรามีส่วนช่วยเศรษฐกิจในท้องถิ่นจริงๆ&nbsp;</li>
</ul>



<p><strong>ท้ายที่สุดหากเจอร้านอาหารรสชาติที่เราถูกใจ ใช้วัตถุดิบดั้งเดิมแท้ๆ อย่าลืมเข้าไปอุดหนุนเพื่อให้ร้านเหล่านี้ยังคงทำอาหารที่รักให้เราทานได้อีกนานๆ กันนะ</strong></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.arts.ubc.ca/news/the-intersection-of-culture-and-cuisine-how-food-shapes-our-identity/">arts.ubc.ca</a></p>



<p><a href="https://www.bmcc.cuny.edu/news/why-we-crave-comfort-food-and-how-to-make-it-healthier/">bmcc.cuny.edu</a></p>



<p><a href="https://www.cals.iastate.edu/news/2022/research-shows-significant-environmental-benefits-local-food-production">cals.iastate.edu</a></p>



<p><a href="https://foodtank.com/news/2013/04/ten-ways-to-consume-food-more-locally/">foodtank.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/local-thai-food/">เมนูอาหารที่น่าคิดถึง เมื่ออาหารท้องถิ่นที่มากกว่าความทรงจำ แต่ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเรา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จัก ‘เบนโตะ’ วัฒนธรรมข้าวกล่องของญี่ปุ่นที่สะท้อนความใส่ใจ และทำให้การเตรียมอาหารเป็นเรื่องน่าสนุกขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/japanese-bento-culture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Sep 2025 06:11:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[bento]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182702</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในยุคที่เร่งรีบ หลายคนอาจเลือกที่ซื้อข้าวกล่องสำเร็จรูปหรืออาหารจานด่วน แทนการเตรียมอาหารเอง แม้ว่าจะเป็นทางที่สะดวกกว่า แต่บางครั้งอาจต้องแลกมากับความสดใหม่ ความสะอาด หรือวัตถุเจือปนในอาหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของเราในระยะยาว แต่นอกจากทางเลือกแรก ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะตื่นแต่เช้า ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเอง และพกข้าวกล่องจากบ้านไปทานในออฟฟิศ เพราะนอกจากจะคุมงบประมาณด้วยตัวเองแล้ว ยังเป็นวิธีดูแลสุขภาพ เพราะทำให้เราได้เลือกเมนู หรือปริมาณอาหารได้ดั่งใจอีกด้วย เมื่อพูดข้าวกล่อง ก็อดที่จะพูดถึง ‘เบนโตะ’ หรือข้าวกล่องของญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ทำให้การพกข้าวกล่องกลายเป็นเรื่องพิเศษและมีเสน่ห์ขึ้นมา จนกลายเป็นคอนเทนต์เตรียมข้าวกล่องอย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ&#160; การเตรียมข้าวกล่องจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความอิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิถีการกินที่ใส่ใจสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์รอบตัวด้วย วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนไปรู้จักวัฒนธรรมการเตรียมข้าวกล่องของญี่ปุ่นกันให้มากขึ้น วัฒนธรรมนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร แล้วถ้าอยากเริ่มต้น มีเรื่องอะไรที่เราควรรู้ก่อนบ้าง กว่าจะมาเป็นเบนโตะอย่างทุกวันนี้ หากจะมีชาติไหนจริงจังกับการทำข้าวกล่องมากที่สุดข้าวกล่องของคนญี่ปุ่นคงเป็นอันดับแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยหน้าตากล่องข้าวสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากจะใส่ความครีเอตไว้เต็มกล่องแล้ว สารอาหารและความน่าทานอย่างครบถ้วน แต่รู้หรือเปล่าว่าการทำข้าวกล่องหรือ ‘เบนโตะ’ ของญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับศตวรรษอีกด้วยนะ&#160; ข้าวกล่องแบบญี่ปุ่นย้อนกลับไปได้ไกลในสมัยคามาคุระ (1185 &#8211; 1333) ตอนนั้นข้าวกล่องไม่ได้มีเหมือนตาเหมือนที่เรารู้จักอย่างปัจจุบัน แต่เป็นกล่องข้าวเรียบง่ายที่มีเพียงข้าวและเครื่องเคียง 1 อย่าง เรียกว่า ‘เคียระเบน’ โดยนักรบซามูไรจะพกกล่องข้าวนี้ระหว่างการเดินทางที่ยากลำบาก&#160; แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่ช่วงสมัยเอโดะ (1603 &#8211; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/japanese-bento-culture/">รู้จัก ‘เบนโตะ’ วัฒนธรรมข้าวกล่องของญี่ปุ่นที่สะท้อนความใส่ใจ และทำให้การเตรียมอาหารเป็นเรื่องน่าสนุกขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในยุคที่เร่งรีบ หลายคนอาจเลือกที่ซื้อข้าวกล่องสำเร็จรูปหรืออาหารจานด่วน แทนการเตรียมอาหารเอง แม้ว่าจะเป็นทางที่สะดวกกว่า แต่บางครั้งอาจต้องแลกมากับความสดใหม่ ความสะอาด หรือวัตถุเจือปนในอาหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของเราในระยะยาว</p>



<p>แต่นอกจากทางเลือกแรก ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะตื่นแต่เช้า ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเอง และพกข้าวกล่องจากบ้านไปทานในออฟฟิศ เพราะนอกจากจะคุมงบประมาณด้วยตัวเองแล้ว ยังเป็นวิธีดูแลสุขภาพ เพราะทำให้เราได้เลือกเมนู หรือปริมาณอาหารได้ดั่งใจอีกด้วย</p>



<p>เมื่อพูดข้าวกล่อง ก็อดที่จะพูดถึง ‘เบนโตะ’ หรือข้าวกล่องของญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ทำให้การพกข้าวกล่องกลายเป็นเรื่องพิเศษและมีเสน่ห์ขึ้นมา จนกลายเป็นคอนเทนต์เตรียมข้าวกล่องอย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ&nbsp;</p>



<p>การเตรียมข้าวกล่องจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความอิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิถีการกินที่ใส่ใจสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์รอบตัวด้วย วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนไปรู้จักวัฒนธรรมการเตรียมข้าวกล่องของญี่ปุ่นกันให้มากขึ้น วัฒนธรรมนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร แล้วถ้าอยากเริ่มต้น มีเรื่องอะไรที่เราควรรู้ก่อนบ้าง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กว่าจะมาเป็นเบนโตะอย่างทุกวันนี้</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182705" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-3.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หากจะมีชาติไหนจริงจังกับการทำข้าวกล่องมากที่สุดข้าวกล่องของคนญี่ปุ่นคงเป็นอันดับแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยหน้าตากล่องข้าวสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากจะใส่ความครีเอตไว้เต็มกล่องแล้ว สารอาหารและความน่าทานอย่างครบถ้วน แต่รู้หรือเปล่าว่าการทำข้าวกล่องหรือ ‘เบนโตะ’ ของญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับศตวรรษอีกด้วยนะ&nbsp;</p>



<p>ข้าวกล่องแบบญี่ปุ่นย้อนกลับไปได้ไกลในสมัยคามาคุระ (1185 &#8211; 1333) ตอนนั้นข้าวกล่องไม่ได้มีเหมือนตาเหมือนที่เรารู้จักอย่างปัจจุบัน แต่เป็นกล่องข้าวเรียบง่ายที่มีเพียงข้าวและเครื่องเคียง 1 อย่าง เรียกว่า ‘เคียระเบน’ โดยนักรบซามูไรจะพกกล่องข้าวนี้ระหว่างการเดินทางที่ยากลำบาก&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182706" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่ช่วงสมัยเอโดะ (1603 &#8211; 1868) ที่มีหน้าตาคล้ายกับยุคปัจจุบัน โดยเป็นกล่องข้าวมีขนาดกะทัดรัด พ่อค้าแม่ค้า หรือคนทั่วไปสามารถพกออกไปงานเทศกาลกลางแจ้งได้ ทำให้ข้าวกล่องได้รับความนิยมในทุกชนชั้นของสังคมญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการออกแบบให้หลากหลายกว่าเดิม ทั้งขนาดและสไตล์ ตั้งแต่แบบที่ถือด้วยมือ ไปจนถึงกล่องที่ประณีตบรรจง เช่น มีที่ใส่ช้อนส้อมและตะเกียบ&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันจุดเด่นของเบนโตะ คืออาหารที่หลากหลายอัดแน่นอยู่ในกล่อง เช่น ข้าว ปลาหรือเนื้อสัตว์ ผัก และของดอง และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน เราสามารถเห็นเบนโตะได้เกือบทุกที่ อย่างข้าวกล่องที่เสิร์ฟบนรถไฟและเครื่องบินในญี่ปุ่น โรงเรียน ออฟฟิศสำหรับคนทำงาน หรือปิกนิกในสวนสาธารณะ ส่วนใครที่ไม่มีเวลาว่างทำเอง ก็ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายๆ ในร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านที่ทำเบนโตะโดยเฉพาะ แม้ว่าหน้าตาและบริบทจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เบนโตะก็ยังคงได้รับความนิยมมายาวนาน เรียกว่าข้าวกล่องกับคนญี่ปุ่นเป็นของที่อยู่คู่กันเลยก็ว่าได้&nbsp;&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สารพัดเหตุผลที่เราควรพกข้าวกล่อง</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182707" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ด้วยความที่ข้าวกล่องอยู่คู่กับคนญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ทำให้การพกข้าวไปกินเองเป็นเรื่องธรรมดาที่พบได้บ่อยๆ ซึ่งข้อดีของการพกข้าวกล่องไปกินเอง ไม่เพียงแต่ได้เลือกของโปรดของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นวัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น</p>



<p><strong><em>การเลี่ยงฟูดเวสต์</em></strong><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>การห่อข้าวไปกินเอง เราสามารถกำหนดและกะปริมาณที่เราต้องการได้ วันไหนอยากกินน้อยก็อาจจะเลือกใส่ของที่ไม่หนักท้องมาก ลดปริมาณลงสักหน่อย หรือวันไหนต้องการพลังมากขึ้น ก็อาจโปะข้าวเพิ่มอีกสักทัพพีก็ย่อมได้ เพราะเรามั่นใจแล้วว่าจะรับผิดชอบอาหารทั้งหมดนี้ไหว แถมการจัดอาหารในกล่องกะทัดรัดยังทำให้เราควบคุมปริมาณอาหารได้ดีอีกด้วยนะ</p>



<p>นอกจากนี้การจัดกล่องอาหารแบบญี่ปุ่นซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ยังช่วยให้เราได้ใช้ของที่มีอยู่ในตู้เย็นอย่างคุ้มค่า เพราะของเหลือที่ค้างอยู่ในตู้แช่ เป็นหนึ่งในสาเหตุของขยะจากอาหาร จากข้อมูลของ Food Waste Hub พบว่าปริมาณขยะอาหารของคนไทยอันดับ 1 ราว 77% มาจากการบริโภคในครัวเรือน รองลงมา คือร้านอาหาร 12% และสถานศึกษา คิดเป็น 4% เท่านั้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากการจัดเก็บวัตถุดิบมากเกินไป ทำให้รับประทานไม่ทัน จนเกิดเป็นอาหารเหลือทิ้งจำนวนมากนั่นเอง</p>



<p><strong><em>ลดการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง</em></strong></p>



<p>อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การทำข้าวกล่องเป็นวิธีที่ดีสำหรับการลดขยะใช้แล้วทิ้ง เพราะกล่องข้าวสามารถใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องใช้ถุงพลาสติกหลายชิ้น ลองคิดดูว่าหากเราต้องซื้ออาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน เราอาจต้องใช้พลาสติกอย่างน้อย 2 ชิ้น เช่น กล่องพลาสติกจากข้าวมื้อหลัก ถุงสำหรับใส่ผลไม้ หรือถ้วยน้ำจิ้มใช้แล้วทิ้งแถมมาอีกชิ้นหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (EPA) ระบุว่าในปี 2560 มีการสร้างภาชนะและบรรจุภัณฑ์พลาสติกประมาณ 14.5 ล้านตันในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว โดยในจำนวนนี้มีเพียงไม่ถึง 13% เท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิล บรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่มาจากภาชนะแบบใช้ครั้งเดียวที่ใช้ขนส่งอาหารจากบ้านและร้านอาหาร&nbsp;</p>



<p>สอดคล้องกับ Hubbub กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม สํารวจพนักงานออฟฟิศในสหราชอาณาจักร 1,200 คน และมากกว่าครึ่งหนึ่งกล่าวว่าพวกเขาซื้ออาหารกลางวันแบบซื้อกลับบ้านมากกว่าเมื่อห้าปีก่อน ซึ่งก่อให้เกิดขยะประมาณ 276 รายการต่อคนต่อปี การเตรียมอาหารเองด้วยกล่องข้าว จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณขยะจากพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มาเริ่มเตรียมข้าวกล่องแบบง่ายๆ กัน</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182708" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>วัฒนธรรมการพกข้าวกล่องญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงแค่การเตรียมเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่บางครั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลเอาใจใส่ของคนใกล้ชิด อย่างคุณแม่หรือภรรยาด้วย จึงไม่แปลกที่ข้าวกล่องเหล่านี้มักมีสีสันและหน้าตาน่าทาน เพราะอยากให้คนที่ได้รับรู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้เปิดกล่องอาหารนั่นเอง</p>



<p>แต่ถึงแม้จะไม่ได้มีใครเตรียมให้ แต่เราก็สามารถเตรียมเบนโตะด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้เหมือนกันนะ โดย savvytokyo สื่อด้านไลฟ์สไตล์ของญี่ปุ่นก็ได้รวบรวมเทคนิคการเตรียมข้าวกล่องที่เราสามารถนำไปปรับใช้กันได้ ดังนี้</p>



<p><strong>ใช้ของดีในกล่องข้าว:</strong> ของดีที่ว่าไม่ได้หมายถึงวัตถุดิบราคาแพง แต่หมายถึงอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ผลไม้ ผักตามฤดูกาล โปรตีนไขมันต่ำ นอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังสร้างขยะน้อยกว่าอาหารแปรรูปด้วย&nbsp;</p>



<p><strong>รักษาสมดุลในกล่องข้าว:</strong> สิ่งที่ทำให้เบนโตะน่าสนใจขึ้นมาจากความความหลากหลายในกล่องข้าว โดยคนญี่ปุ่นมักให้ความสำคัญอยู่ 4 ข้อหลักๆ คือสีสันที่ได้จากวัตถุดิบแตกต่างกัน 5 สี สารอาหารที่สมดุลไม่หนักแป้งหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป นอกจากนี้ยังต้องมีความหลากหลาย เช่น อาหารปรุงสุก ของดิบ และของดอง สุดท้ายต้องมีรสชาติที่เข้ากัน ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ข้าวกล่องกลายเป็นสิ่งที่ช่วยชุบชูใจในช่วงเวลาพักเที่ยงเราได้</p>



<p><strong>เลือกวัตถุดิบตามคนกิน: </strong>ข้อดีของข้าวกล่องคือเราสามารถเลือกวัตถุดิบและอาหารที่เราอยากกินได้ หากเราทำเองก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะเราสามารถกะปริมาณหรือเลือกเมนูที่ชอบได้เอง แต่สำหรับใครที่อยากทำให้คนอื่นด้วย อย่าลืมถามหรือสังเกตอีกฝ่ายด้วยนะ เช่น เด็กๆ อาจเลือกกินมากกว่าผู้ใหญ่ อาจจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มความน่ารักขึ้น เช่น ตัดแตงกวาด้วยเครื่องตัดคุกกี้รูปดาว หรือบางคนไม่ชอบผักสด ก็อาจลองต้มให้นิ่ม ให้กินง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้กล่องข้าวไม่มีอาหารเหลือทิ้งกลับมา&nbsp;</p>



<p><strong>ถึงแม้ข้าวกล่องที่เราทำอาจจะไม่ได้มีหน้าตาพิเศษ ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่เรามีความสุขกับอาหารที่เราเลือกเองก็พอแล้วนี่นา</strong></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.foodwastehub.com/food-waste-national-baseline-and-food-waste-index/#:~:text=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3,%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%94)%20%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%2016%20%E0%B8%81%E0%B8%81.%2F">foodwastehub.com</a></p>



<p><a href="https://allabout-japan.com/en/article/300/">allabout-japan.com</a></p>



<p><a href="https://savvytokyo.com/love-in-every-obento-japanese-women-reveal-the-art-of-boxed-lunch/">savvytokyo.com</a></p>



<p><a href="https://www.bbc.com/news/business-48258739">bbc.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/japanese-bento-culture/">รู้จัก ‘เบนโตะ’ วัฒนธรรมข้าวกล่องของญี่ปุ่นที่สะท้อนความใส่ใจ และทำให้การเตรียมอาหารเป็นเรื่องน่าสนุกขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;คิดงานไม่ออก ให้ออกไปเดินเล่น&#8217; เมื่อเมืองที่อนุญาตให้เราได้เดินไม่ใช่แค่กระตุ้นความคิด แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/walking-in-the-city/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[walkable cities]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182487</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยสังเกตไหมว่าเรามักคิดสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น เมื่อได้ออกไปเดินเล่นข้างนอก เวลาเห็นใครบางคนแอบแวบออกไปเดินเล่นในวันที่ต้องการไอเดียอย่างเร่งด่วน อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าพี่คนนั้น หรือน้องคนนี้แอบไปอู้งานนะ เพราะบางทีเขาอาจกำลังใช้ความคิดอยู่ก็ได้ แม้ว่านี่จะฟังดูเหมือนข้อแก้ตัวสำหรับคนที่ชอบแวบออกไปหาแรงบันดาลใจนอกโต๊ะทำงาน แต่อันที่จริงการเดินเล่นเป็นวิธีที่เหล่านักคิดผู้ยิ่งใหญ่ใช้กันมานานแล้ว อย่างฟรีดริช นีตซ์เช &#160;(Friedrich Nietzsche) นักปรัชญาที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับเจตจำนงเสรีและการมีชีวิตอยู่ มักเดินวันละ 6 &#8211; 8 ชั่วโมงเพื่อใช้ความคิด จากนั้นจึงค่อยเขียนความคิดที่ได้ลงบนกระดาษภายหลัง แต่เดี๋ยวก่อน ได้ยินแบบนี้แล้วอย่าเพิ่งอึ้ง จนล้มเลิกความคิดที่จะออกไปเดินเล่นนะ เพราะคนธรรมดาที่มีภาระอย่างเราๆ อาจไม่ต้องเดินถึงแปดชั่วโมงอย่างใครเขา แต่แค่ออกมาเดินเล่นเบาๆ สัมผัสสายลม แสงแดดรำไรในเมืองบ้างสักหน่อยก็ถือว่าได้ประโยชน์ไม่แพ้กันแล้ว เมื่อการเดินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน แล้วจะมีวิธีไหนที่ทำให้เมืองกลายเป็นเมืองที่เดินได้สำหรับทุกคนได้บ้าง แล้วถ้าอยากเริ่มต้นเตร็ดเตร่ในเมืองควรทำยังไง สารพัดประโยชน์ของการเดินเท้า หลายคนอาจเคยได้ยินเคล็ดลับจากนักคิด หรือนักสร้างสรรค์ที่มักเผยเบื้องหลังของไอเดียเจ๋งๆ ว่าส่วนใหญ่แล้วมันมาแบบไม่ทันตั้งตัวในช่วงเวลาผ่อนคลาย อย่างการออกไปเดินเล่น ซึ่งการที่ไอเดียโผล่มาในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ยืนยันด้วยงานวิจัยจากสแตนฟอร์ดที่พบว่าการทอดน่องช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้จริง เมื่อเทียบกับคนที่นั่งทำงานอยู่กับที่&#160; แล้วเขาวัดความคิดสร้างสรรค์กันยังไงล่ะ? งานนี้ทดสอบกับผู้เข้าร่วม 176 คน เข้าร่วมการทดลอง 4 ครั้ง โดย 3 การทดลองแรก จะให้ผู้เข้าร่วมคิดหาวิธีใช้สิ่งของให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งคำตอบต้องแปลกใหม่และใช้ได้จริงด้วย ผลปรากฏว่าผู้เข้าร่วมที่เดินสามารถคิดคำตอบได้เพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเดินบนลู่วิ่งในร่ม ส่วนการทดลองสุดท้าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/walking-in-the-city/">&#8216;คิดงานไม่ออก ให้ออกไปเดินเล่น&#8217; เมื่อเมืองที่อนุญาตให้เราได้เดินไม่ใช่แค่กระตุ้นความคิด แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เคยสังเกตไหมว่าเรามักคิดสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น เมื่อได้ออกไปเดินเล่นข้างนอก</p>



<p>เวลาเห็นใครบางคนแอบแวบออกไปเดินเล่นในวันที่ต้องการไอเดียอย่างเร่งด่วน อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าพี่คนนั้น หรือน้องคนนี้แอบไปอู้งานนะ เพราะบางทีเขาอาจกำลังใช้ความคิดอยู่ก็ได้</p>



<p>แม้ว่านี่จะฟังดูเหมือนข้อแก้ตัวสำหรับคนที่ชอบแวบออกไปหาแรงบันดาลใจนอกโต๊ะทำงาน แต่อันที่จริงการเดินเล่นเป็นวิธีที่เหล่านักคิดผู้ยิ่งใหญ่ใช้กันมานานแล้ว อย่างฟรีดริช นีตซ์เช</p>



<p>&nbsp;(Friedrich Nietzsche) นักปรัชญาที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับเจตจำนงเสรีและการมีชีวิตอยู่ มักเดินวันละ 6 &#8211; 8 ชั่วโมงเพื่อใช้ความคิด จากนั้นจึงค่อยเขียนความคิดที่ได้ลงบนกระดาษภายหลัง</p>



<p>แต่เดี๋ยวก่อน ได้ยินแบบนี้แล้วอย่าเพิ่งอึ้ง จนล้มเลิกความคิดที่จะออกไปเดินเล่นนะ เพราะคนธรรมดาที่มีภาระอย่างเราๆ อาจไม่ต้องเดินถึงแปดชั่วโมงอย่างใครเขา แต่แค่ออกมาเดินเล่นเบาๆ สัมผัสสายลม แสงแดดรำไรในเมืองบ้างสักหน่อยก็ถือว่าได้ประโยชน์ไม่แพ้กันแล้ว</p>



<p>เมื่อการเดินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน แล้วจะมีวิธีไหนที่ทำให้เมืองกลายเป็นเมืองที่เดินได้สำหรับทุกคนได้บ้าง แล้วถ้าอยากเริ่มต้นเตร็ดเตร่ในเมืองควรทำยังไง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สารพัดประโยชน์ของการเดินเท้า</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182490" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-14.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หลายคนอาจเคยได้ยินเคล็ดลับจากนักคิด หรือนักสร้างสรรค์ที่มักเผยเบื้องหลังของไอเดียเจ๋งๆ ว่าส่วนใหญ่แล้วมันมาแบบไม่ทันตั้งตัวในช่วงเวลาผ่อนคลาย อย่างการออกไปเดินเล่น ซึ่งการที่ไอเดียโผล่มาในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ยืนยันด้วยงานวิจัยจากสแตนฟอร์ดที่พบว่าการทอดน่องช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้จริง เมื่อเทียบกับคนที่นั่งทำงานอยู่กับที่&nbsp;</p>



<p>แล้วเขาวัดความคิดสร้างสรรค์กันยังไงล่ะ? งานนี้ทดสอบกับผู้เข้าร่วม 176 คน เข้าร่วมการทดลอง 4 ครั้ง โดย 3 การทดลองแรก จะให้ผู้เข้าร่วมคิดหาวิธีใช้สิ่งของให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งคำตอบต้องแปลกใหม่และใช้ได้จริงด้วย ผลปรากฏว่าผู้เข้าร่วมที่เดินสามารถคิดคำตอบได้เพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเดินบนลู่วิ่งในร่ม</p>



<p>ส่วนการทดลองสุดท้าย ทดสอบการใช้ความคิดที่ซับซ้อนขึ้น อย่างการให้ผู้เข้าร่วมสามารถเปรียบเปรยเหตุการณ์ที่มีความรู้สึกคล้ายกับโจทย์ เช่น โจทย์คือ ‘มีคนขโมยของจากตู้เซฟ’ อาจเทียบได้กับ ‘ทหารที่เป็น PTSD’ แต่ไม่เท่ากับ ‘ไม่มีเงินในกระเป๋า’ ผลลัพธ์พบว่าคนที่เดินนอกอาคารสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องได้ถึง 100% อย่างน้อย 1 คำตอบ ในขณะที่กลุ่มคนที่นั่งในอาคารทำได้เพียง 50% เท่านั้น เรียกได้ว่าการออกมาเดินเล่นช่วยให้สมองเราทำงานได้ไหลลื่นขึ้นจริง</p>



<p>นอกจากการเดินช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนด้วย<strong> </strong>แอนนาเบล สตรีตส์ (Annabel Streets) ผู้เขียน <em>The Walking Cure</em> หนังสือที่ชวนให้คิดถึงการเดิน เธออธิบายว่า มนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อเดิน ไม่ใช่แค่เดินเล่นในวันที่อากาศดีเท่านั้น แต่เราจำเป็นต้องเดิน เพราะมันช่วยกระตุ้นการผลิตสารเคมีในร่างกายที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘โมเลกุลแห่งความหวัง’ ซึ่งมันช่วยเสริมพลังชีวิต นอกจากนี้ตามทฤษฎีวิวัฒนาการแล้ว การเคลื่อนไหวกลางแจ้งเคยเป็นกลไกเอาตัวรอด เพราะสมองเราต้องคอยจดจำว่าตำแหน่งที่ตั้ง หรือทิศทางให้ได้ เพื่อหาทางหนีทีไล่เวลาที่เกิดอันตราย ดังนั้นการได้ออกมาเดินเล่น สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวจึงช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เดินเล่นอย่างสบายใจด้วยเมืองที่เป็นมิตรกับคนเดินเท้า</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182491" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-14.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แม้จะรู้ว่าการเดินเล่นมีประโยชน์ต่อความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ใช่ว่าทุกเมืองจะเอื้อให้ทุกคนเดินได้จริง เพราะ เมื่อย้อนกลับมามองดูเมืองที่เราอยู่ ที่มักเต็มไปด้วยตึกระฟ้า ไร้พื้นที่หลบแดด หรือถนนที่ให้รถยนต์เป็นใหญ่ สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นอุปสรรคต่อการเดินเท้า แม้จะอยากก้าวขาด้วยตัวเองแค่ไหน แต่ถ้าเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้เข้าไป ก็อดใจไม่ไหวที่ต้องเรียกพี่วินมอเตอร์ไซค์ทุกที&nbsp;</p>



<p>แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าสภาพแวดล้อมเช่นนี้จะขวางกั้นไม่ให้เราเดินเท้าก้าวออกมาจากบ้านนี่นา แม้จะยอมรับว่าบางครั้งเมืองไม่ได้น่าพิสมัย แต่มนุษย์เราก็ยังจำเป็นต้องเดินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการออกแบบเมืองหลายๆ แห่งจึงมีแนวคิด ‘เมืองเดินได้’ (Walkable Cities) หรือเมืองที่เป็นมิตรกับคนเดินเท้ามากขึ้น</p>



<p>แนวคิดที่ว่าไม่ได้หมายถึงการกำจัดรถยนต์ออกไปจากเมืองทั้งหมด แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างคนเดินเท้า นักปั่นจักรยาน ระบบขนส่งสาธารณะ และรถยนต์ส่วนตัวอย่างพอดี&nbsp;</p>



<p>หัวใจสำคัญคือการออกแบบให้ผู้คนมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ต้องพึ่งพาแค่รถยนต์เพื่อเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ดังนั้นเมืองที่เดินได้จึงมักพยายามออกแบบให้แหล่งอำนวยความสะดวก เช่น ร้านค้า โรงเรียน ที่ทำงาน หรือขนส่งสาธารณะ สามารถเดินถึงกันได้ภายใน 15 นาที ตัวอย่างเมืองเดินจากทั่วโลก เช่น ฮ่องกง ปารีส ลอนดอน อัมสเตอร์ดัม หรือโคเปนเฮเกน</p>



<p>ประโยชน์ของเมืองเดินได้ยังเป็นการลดมลพิษที่เห็นผลได้ชัดเจนอีกด้วย เพราะการลดใช้รถยนต์ จะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อมูลจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (EPA) พบว่าขนส่งถือเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ดังนั้นการลดการใช้รถยนต์นอกจากจะช่วยให้เมืองเย็นลง คุณภาพอากาศดีขึ้น แถมยังช่วยลดเสียงรบกวนจากรถ ซึ่งทำให้คนในเมืองรู้สึกสงบขึ้นได้</p>



<p>เมื่อสภาพแวดล้อมดี ก็ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราเช่นกัน โดยการเปลี่ยนให้เป็นเมืองเดินได้ ยังมีข้อดีอีกหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยบนท้องถนน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนมากขึ้น หรือด้านเศรษฐกิจ เพราะไม่จำเป็นต้องซื้อรถยนต์ หรือช่วยให้ร้านค้าในเมืองค้าขายดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่การต่อยอดให้การท่องเที่ยวคึกคักมากขึ้นตาม</p>



<p>จะเห็นว่าการเดินเล่นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่คนที่มีอำนาจบริหารต้องให้ความสำคัญ เพราะการออกแบบเมืองให้เหมาะสม อย่างเมืองเดินได้จะช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มาเดินเล่นในเมืองให้สนุกขึ้นกัน!</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182492" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-14.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เมื่อการเดินเตร็ดเตร่ในเมืองมีข้อดีมากมาย ไม่แปลกที่หลายคนจะตกหลุมรักการกิจกรรมนี้ระหว่างท่องเที่ยวในเมืองต่างๆ เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้รู้จักผู้คนและเมืองนั้นได้ง่ายที่สุด</p>



<p>แต่นอกจากการออกไปเดินเล่นในเมืองท่องเที่ยวแล้ว ระแวกบ้านที่เราอาศัยอยู่ก็อาจมีสิ่งน่าสนใจซุกซ่อนอยู่ก็ได้นะ วันนี้เราเลยรวมเคล็ดลับการเดินเล่นจากจอร์แดน ฟิชเชอร์ สมิธ (Jordan Fisher Smith) อดีตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและผู้เขียนหนังสือ Nature Noir มาฝากสำหรับใครที่อยากเริ่มต้นเดินเล่นในเมืองกัน&nbsp;</p>



<p><strong>เดินช้าๆ</strong><strong> </strong><strong>: </strong>สำหรับบางคนอาจเคยชินกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเร่งรีบ ไหนจะต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงาน ทำงานเพื่อให้ทันเดดไลน์ หรือเร่งรีบประสบความสำเร็จจนไม่มีเวลาได้อยู่กับตัวเอง แต่การเดินจะช่วยให้เราได้มองสิ่งต่างๆ ช้าลง ได้ฝึกหายใจตามจังหวะที่เท้าลงแต่ละก้าว และดื่มด่ำกับช่วงเวลาตรงหน้าได้มากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมเลือกช่วงเวลาที่เราสบายใจ หรือในวันที่อากาศไม่ร้อนเกินไปเพื่อออกไปเดินเล่นกันนะ</p>



<p><strong>เลือกทางเดินที่สะดวกใจ: </strong>ข้อดีของการเดินคือเราสามารถเลือกทำเมื่อไหร่ก็ได้ อาจไม่จำเป็นถึงขนาดต้องวางแผนล่วงหน้านาน แต่อาจลองเวลาสั้นๆ หลังเลิกงานเดินออกจากออฟฟิศ เดินเล่นในหมู่บ้าน หรือสำรวจในระแวกบ้านที่ไม่เคยไปมาก่อน ไม่แน่ว่าอาจทำให้เราค้นพบร้านลับๆ ที่ยังไม่ถูกค้นพบก็ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182494" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-14.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เดินเล่นกับคนอื่นๆ: </strong>แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้สึกสนุกกับการเดินเล่นคนเดียว เพราะการเดินมันไม่ค่อยมีอะไรให้ทำมากนี่นา ดังนั้นหากเราจะลองรวมแก๊ง ชวนเพื่อนรู้ใจมาเดินเป็นเพื่อนกันก็ทำให้การเดินทอดน่องครั้งนี้สนุกไปอีกแบบ นอกจากนี้การพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างเดินก็อาจทำให้เราสังเกตเห็นสิ่งอื่นๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรือหากใครมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวต่างเมือง การจองทัวร์เดินกับไกด์ท้องถิ่นก็เป็นอีกทางที่เราจะได้เรียนรู้วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ หรือเมนูอาหารลับๆ จากเจ้าถิ่นด้วยนะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182495" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-9.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เตรียมตัวก่อนจะหลงทาง: </strong>หากวันไหนตั้งใจจะเดินเล่นในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน ก็อาจเป็นไปได้ที่เราอาจจะหลงทางได้ แม้ข้อดีจะทำให้เราได้เจอสิ่งใหม่ๆ แต่การหลงทางก็อาจทำให้เรารู้สึกกังวลได้เหมือนกัน ดังนั้นอย่าลืมศึกษาเส้นทางก่อน เตรียมของที่จำเป็นไว้ เช่น แบตเตอรีสำรอง ขวดน้ำ หรือเงินสดฉุกเฉิน นอกจากนี้อย่าลืมสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวด้วยนะ เพื่อให้เรากลับสู่เส้นทางหลักได้อย่างปลอดภัย และได้รับประสบการณ์ดีๆ กลับมา</p>



<p><strong>แล้วถ้าวันไหนมีเรื่องคิดมากจนหนักใจ อย่าลืมออกไปเดินเล่นข้างนอกกันนะ</strong></p>



<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://news.stanford.edu/stories/2014/04/walking-vs-sitting-042414#:~:text=Stanford%20researchers%20found%20that%20walking,walking%20compared%20to%20those%20sitting.">news.stanford.edu</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2025/apr/13/go-to-town-the-surprise-feelgood-effects-of-walking-in-the-city#:~:text=%E2%80%9CUrban%2520spaces%2520are%2520often%2520much,curiosity%2520and%2520trigger%2520our%2520imagination.">theguardian.com</a></p>



<p><a href="https://www.seasidesustainability.org/post/walking-into-the-future-of-sustainable-cities">seasidesustainability.org</a></p>



<p><a href="https://psyche.co/guides/how-to-wander-in-a-world-that-values-purpose">psyche.co</a></p>



<p><a href="https://www.planradar.com/gb/everything-you-need-to-know-about-walkable-cities/">planradar.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/walking-in-the-city/">&#8216;คิดงานไม่ออก ให้ออกไปเดินเล่น&#8217; เมื่อเมืองที่อนุญาตให้เราได้เดินไม่ใช่แค่กระตุ้นความคิด แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ยิ่งเสพติดคอนเทนต์ ยิ่งอยากซื้อของ’ ชวนดูเหตุผลที่ทำให้เรามีลิสต์ของที่อยากได้เก็บไว้ในตะกร้าเพิ่มขึ้นไม่รู้จบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/social-media-fomo-spending/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Aug 2025 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Made My Green]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[made my green]]></category>
		<category><![CDATA[fomo]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182382</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยไหมเผลอเข้าโซเชียลมีเดียทีไร เป็นต้องได้กดของเข้าตะกร้าทุกที ทั้งที่ตั้งใจแน่วแน่เดือนนี้จะต้องเก็บเงินให้ได้ ถึงกับสัญญากับตัวเองดิบดีว่าไม่ออกไปไหนเกินจำเป็น เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินไปเปล่าๆ แต่กลายเป็นว่าแม้จะนั่งไถฟีดอยู่ที่บ้าน ใช้เวลาบนโซเชียลฯ มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีของที่อยากได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น&#160; ไม่ว่าจะเลื่อนไปฟีดไหนก็เจอแต่ของที่ดูเหมือนจำเป็น ไหนจะกระเป๋าน่ารักๆ ที่อินฟลูฯ คนนั้นใช้ ลิปรุ่นลิมิติดต้องรีบเก็บ หรือแกดจิตชิ้นนี้ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นก็น่าสนใจ พอรู้ตัวอีกทีก็เผลอเก็บโค้ด จ่ายเงินเสร็จสรรพ เสียเงินให้กับคำว่าของมันต้องมี ทั้งๆ ที่ยังไม่ออกจากบ้านสักก้าว ไหนๆ เสียเงินไปแล้วก็หวังใจว่าอย่างน้อยก็น่าจะทำให้รู้สึกสบายใจ แต่กลายเป็นว่าตัวเองกลับยิ่งรู้สึกผิดและเครียดกว่าเดิม เพราะของที่ซื้อมาบางครั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับเราสักนิด ลงเอยก็ได้ไปอยู่ในกล่องเก่าเก็บเหมือนชิ้นที่ผ่านๆ มา นอกจากไม่ได้ใช้งานแล้ว เงินเก็บยังน้อยลงทุกทีด้วย ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน การจะเลิกเสพโซเชียลไปเลยดูจะเป็นทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ แล้วเราจะมีวิธีไหนบ้างที่จะสามารถลดสิ่งล่อตาล่อใจบนโลกออนไลน์ เพื่อไม่ให้เราตัดสินใจชั่ววูบได้อีก เพราะโซเชียลมีเดียทำให้เราจับจ่ายมากขึ้น? จริงอยู่ที่การระงับกิเลสเป็นความสามารถส่วนบุคคล บางคนอาจมีภูมิต้านทานต่อสิ่งล่อตาล่อใจยากกว่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เราเสพอยู่ทุกวันก็มีผลต่อการตัดสินใจไม่น้อย นั่นจึงทำให้บางคนแม้จะยับยั้งชั่งใจเก่งแค่ไหน ก็อาจเคยตัดสินใจซื้อของด้วยอารมณ์ชั่ววูบ&#160; รู้ตัวอีกทีก็มีพัสดุมาวางอยู่หน้าบ้านเรียบร้อย การพ่ายแพ้ต่อสิ่งของบนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่เช่นกัน จากผลการสำรวจของ Charles Schwab Corporation หรือบริษัทให้บริการด้านการเงินรายใหญ่ของอเมริกา พบว่าเกือบครึ่ง หรือ 49% ของคนมิลเลนเนียล บอกว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการใช้เงินของตัวเอง นอกจากนี้ 48% ยังบอกอีกว่าพวกเขามักใช้เงินเกินตัวไปกับการเที่ยวเล่นกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าวนอกบ้านหรือการท่องเที่ยว ส่วนสาเหตุที่ทำให้ชาวมิลเลนเนียมต้องจับจ่ายเงินมากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-media-fomo-spending/">‘ยิ่งเสพติดคอนเทนต์ ยิ่งอยากซื้อของ’ ชวนดูเหตุผลที่ทำให้เรามีลิสต์ของที่อยากได้เก็บไว้ในตะกร้าเพิ่มขึ้นไม่รู้จบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เคยไหมเผลอเข้าโซเชียลมีเดียทีไร เป็นต้องได้กดของเข้าตะกร้าทุกที</p>



<p>ทั้งที่ตั้งใจแน่วแน่เดือนนี้จะต้องเก็บเงินให้ได้ ถึงกับสัญญากับตัวเองดิบดีว่าไม่ออกไปไหนเกินจำเป็น เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินไปเปล่าๆ แต่กลายเป็นว่าแม้จะนั่งไถฟีดอยู่ที่บ้าน ใช้เวลาบนโซเชียลฯ มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีของที่อยากได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ไม่ว่าจะเลื่อนไปฟีดไหนก็เจอแต่ของที่ดูเหมือนจำเป็น ไหนจะกระเป๋าน่ารักๆ ที่อินฟลูฯ คนนั้นใช้ ลิปรุ่นลิมิติดต้องรีบเก็บ หรือแกดจิตชิ้นนี้ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นก็น่าสนใจ พอรู้ตัวอีกทีก็เผลอเก็บโค้ด จ่ายเงินเสร็จสรรพ เสียเงินให้กับคำว่าของมันต้องมี ทั้งๆ ที่ยังไม่ออกจากบ้านสักก้าว</p>



<p>ไหนๆ เสียเงินไปแล้วก็หวังใจว่าอย่างน้อยก็น่าจะทำให้รู้สึกสบายใจ แต่กลายเป็นว่าตัวเองกลับยิ่งรู้สึกผิดและเครียดกว่าเดิม เพราะของที่ซื้อมาบางครั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับเราสักนิด ลงเอยก็ได้ไปอยู่ในกล่องเก่าเก็บเหมือนชิ้นที่ผ่านๆ มา นอกจากไม่ได้ใช้งานแล้ว เงินเก็บยังน้อยลงทุกทีด้วย</p>



<p>ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน การจะเลิกเสพโซเชียลไปเลยดูจะเป็นทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ แล้วเราจะมีวิธีไหนบ้างที่จะสามารถลดสิ่งล่อตาล่อใจบนโลกออนไลน์ เพื่อไม่ให้เราตัดสินใจชั่ววูบได้อีก</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพราะโซเชียลมีเดียทำให้เราจับจ่ายมากขึ้น?</strong></h2>



<p>จริงอยู่ที่การระงับกิเลสเป็นความสามารถส่วนบุคคล บางคนอาจมีภูมิต้านทานต่อสิ่งล่อตาล่อใจยากกว่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เราเสพอยู่ทุกวันก็มีผลต่อการตัดสินใจไม่น้อย นั่นจึงทำให้บางคนแม้จะยับยั้งชั่งใจเก่งแค่ไหน ก็อาจเคยตัดสินใจซื้อของด้วยอารมณ์ชั่ววูบ&nbsp;</p>



<p>รู้ตัวอีกทีก็มีพัสดุมาวางอยู่หน้าบ้านเรียบร้อย</p>



<p>การพ่ายแพ้ต่อสิ่งของบนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่เช่นกัน จากผลการสำรวจของ Charles Schwab Corporation หรือบริษัทให้บริการด้านการเงินรายใหญ่ของอเมริกา พบว่าเกือบครึ่ง หรือ 49% ของคนมิลเลนเนียล บอกว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการใช้เงินของตัวเอง นอกจากนี้ 48% ยังบอกอีกว่าพวกเขามักใช้เงินเกินตัวไปกับการเที่ยวเล่นกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าวนอกบ้านหรือการท่องเที่ยว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182385" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-9.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ส่วนสาเหตุที่ทำให้ชาวมิลเลนเนียมต้องจับจ่ายเงินมากขึ้น เทอร์รี คัลเซน (Terri Kallsen) รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายบริการนักลงทุนของ Schwab ได้อธิบายไว้ว่าเป็นเพราะความรู้สึก ‘FOMO’ (Fear of Missing Out) หรือความกลัวจะพลาดสิ่งที่กำลังเป็นกระแส ถูกกระตุ้นในโซเชียลมีเดียรุนแรงกว่าที่ผ่านมา จนกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้หลายคนใช้จ่ายเงินมากขึ้น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182386" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-9.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ซึ่งหากปล่อยให้แรงกดดันทางสังคมนี้มีอิทธิพลเหนือเรามากๆ เข้า ก็อาจส่งผลต่อการเงินในระยะยาวได้</p>



<p>แม้ความรู้สึก FOMO จะอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มานานแล้ว แต่การมีโซเชียลมีเดียยิ่งทำให้ความรู้สึกนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากเราจะได้เห็นไลฟ์สไตล์เพื่อนหรือคนรอบข้างแล้ว เรายังติดตามอินฟลูเอนเซอร์อีกหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักมาพร้อมกับการโฆษณาหรือรีวิวสินค้า สังเกตได้จากคำพูดที่เรามักได้ยินบ่อยๆ อย่าง “สีนี้หมดเร็วมาก” “รีบซื้อก่อนจะหมด” หรือ “ตอนแรกก็เฉยๆ แต่ตอนนี้ขาดไม่ได้” จนทำให้เรารู้สึกไม่อยากพลาด เพราะกลัวว่าตัวเองอาจไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมรอบข้าง จนตัดสินใจซื้อของชิ้นนั้นรวดเร็วขึ้น แม้สุดท้ายจะตามมาด้วยความรู้สึกผิด หรือลิสต์สิ่งของที่อยากได้ยาวขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม</p>



<p>ความกลัวที่จะพลาดสิ่งที่เป็นกระแสจากโซเชียลมีเดีย จนต้องเผลอจับจ่ายเกินตัว จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเครียดมากขึ้น ผลสำรวจจาก EY บริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก พบว่ามากกว่าครึ่ง หรือ 52% ของคนเจน Z รู้สึกกังวลอย่างมากที่มีเงินไม่เพียงพอ นอกจากนี้มากกว่า 1 ใน 3 หรือ 39% บอกว่ากังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจผิดเรื่องการเงิน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182387" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-9.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>จากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการเงินอย่างจริงจัง เนื่องจากกำลังรู้สึกไม่มั่นคง อย่างไรก็ตามการอยู่ท่ามกลางสังคมที่คอยบอกว่าเรายังขาดอะไร หรืออย่าพลาดอะไร ก็อาจทำให้เราเผลอจ่ายเงินออกไปแบบไม่ทันรู้ตัว เงินที่ควรใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็น ถูกใช้ไปกับของที่ไม่ได้อยากได้จริงๆ แต่มีไว้เพื่อให้ตามทันคนอื่น จนกลายเป็นสะสมเป็นความเครียดเรื่องเงินไม่รู้จบ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากการใช้จ่ายตามอารมณ์ถึงสิ่งแวดล้อม</strong></h2>



<p>ความรู้สึกผิดหลังจากที่เผลอกดสั่งซื้อไปโดยอารมณ์ชั่ววูบอาจเป็นเพียงผลกระทบปลายทาง ในภาพใหญ่การใช้สินค้ามากเกินความจำเป็นยังเกี่ยวข้องกับระบบ ซึ่งไม่ได้ส่งผลแค่ระดับบุคคล แต่ยังสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมตามมาด้วย&nbsp;</p>



<p>ลอร่า ฟ็อกซ์ (Laura Fox) ทนายความด้านสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการวิจัยจาก Yale Law School อธิบายว่าการบริโภคมากเกินไปเกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยม และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทำให้ผลิตได้มากขึ้นและราคาถูกลง ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเติบโตและทำขายได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีรางวัลมากมายสำหรับคนที่บริโภคมากเกิน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดี ถูกยอมรับ หรือช่องทางสร้างรายได้ จากการโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นั่นเลยทำให้หลายคนซื้อสิ่งของมากกว่าความต้องการ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182388" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-9.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ดังนั้น เมื่อมีการบริโภคมากเกิน นั่นหมายความว่าในทางตรงข้ามฝั่งผู้ผลิตเองก็ต้องผลิตให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการและสร้างกำไรด้วย ซึ่งตามมาด้วยการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก จนก่อให้เกิดมลพิษด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ปัญหาขยะ:</strong> มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ขยะทั่วโลกอาจจะเพิ่มขึ้นเกือบ 70% หรือ 3.40 พันล้านตันต่อปี ซึ่งหมายความว่าในประเทศที่ยังมีการจัดการขยะไม่เพียงพอ อย่างประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางอาจต้องเจอกับปัญหามลพิษจากการเผาขยะ หรือปล่อยให้เน่าเปื่อยในที่โล่งแจ้ง</li>



<li><strong>การใช้ทรัพยากรมากเกิน:</strong> สินค้าที่เราซื้อทุกชิ้นต่างต้องใช้ทรัพยากรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้สำหรับกระดาษ โลหะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเชื้อเพลิงจากฟอสซิลสำหรับพลาสติก ซึ่งการใช้ทรัพยากรเหล่านี้มากเกินไป ก็เป็นการเร่งให้หมดเร็วขึ้น</li>



<li><strong>การปล่อยมลพิษ:</strong> มลพิษที่เกิดจากผลิตภัณฑ์และการผลิต ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอน พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ และสารพิษปนเปื้อน นอกจากจะส่งผลต่อสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติแล้ว สุดท้ายก็ยังส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ มะเร็ง หรือความผิดปกติระบบประสาท แถมยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย</li>
</ul>



<p>แม้ว่าการตัดสินใจเล็กๆ ของเราจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อม แต่แน่นอนว่าการผลักภาระมาที่ผู้บริโภคอย่างเดียวคงจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ เพราะปัญหาเหล่านี้อาจไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคนธรรมดาเพียงไม่กี่คน แต่ภาครัฐก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมเรื่องนี้ด้วย&nbsp;</p>



<p>โดยสิ่งที่ภาครัฐทำได้ เช่น การแก้กฎหมายจูงใจให้ผู้คนใช้พลังงานยั่งยืน หรือสร้างแคมเปญเพื่อลดการบริโภคมากเกินไป ซึ่งการที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างจริงจัง จะทำให้สังคมเริ่มขยับตามได้ง่ายขึ้น&nbsp;</p>



<p>แต่นอกจากการแก้ที่ระบบแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่เราทำได้อยู่ด้วยเช่นกัน อย่างการเลือกซื้ออย่างมีสติ ลองถามตัวเองว่าเราต้องการสิ่งนั้นจริงหรือเปล่า หากต้องรออีก 1 วัน หรือ 1 สัปดาห์เรายังอยากได้อยู่ไหม&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182389" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หรือการทำให้การใช้จ่ายเงินยุ่งยากมากขึ้น เช่น การไม่ผูกบัตรเครดิตกับแอปชอปปิง หรือใช้จ่ายเฉพาะเงินสดเท่านั้น ก็ช่วยทำให้เราใช้จ่ายอย่างมีสติมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจลองปรับอัลกอริทึมฟีดของตัวเอง ด้วยการไม่พยายามคลิกเข้าไปดูสินค้าบ่อยๆ เพื่อไม่ให้สินค้าเหล่านี้โผล่มาในไทม์ไลน์ของเราอีก</p>



<p>สุดท้ายอย่าลืมบอกตัวเองเสมอด้วยนะ ว่าสิ่งที่เราเห็นบนโซเชียลมีเดียอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป สิ่งที่เราเห็นว่าดี ความจริงแล้วอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เช่น หากเราที่เป็นคนชอบอยู่บ้าน ก็อาจไม่จำเป็นต้องมีรองเท้ารุ่นใหม่ทุกรุ่นก็ได้นี่นา&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพยายามรู้จักตัวเองเข้าไว้ เพื่อให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออะไร มากกว่าการไล่ตามตัวตนของคนอื่น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182390" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/6-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อ้างอิงจาก</strong></p>



<p><a href="https://www.aboutschwab.com/modernwealth2019">aboutschwab.com</a></p>



<p><a href="https://www.incharge.org/blog/social-media-and-bad-spending-habits/">incharge.org</a></p>



<p><a href="https://www.ey.com/en_us/newsroom/2023/09/financial-worry-is-a-top-driver-of-anxiety-among-gen-z-new-ey-study-finds">ey.com</a></p>



<p><a href="https://greenly.earth/en-gb/blog/ecology-news/why-overconsumption-is-a-problem-and-how-to-stop-it">greenly.earth</a></p>



<p><a href="https://sentientmedia.org/overconsumption/">sentientmedia.org</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-media-fomo-spending/">‘ยิ่งเสพติดคอนเทนต์ ยิ่งอยากซื้อของ’ ชวนดูเหตุผลที่ทำให้เรามีลิสต์ของที่อยากได้เก็บไว้ในตะกร้าเพิ่มขึ้นไม่รู้จบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
