ครั้งสุดท้ายที่ได้ลองอยู่ท่ามกลางธรรมชาติคือเมื่อไร?
เพียงแค่จินตนาการถึงชีวิตที่ไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก ก็อาจทำให้ใครหลายคนส่ายหน้า ขอผ่านจากโลกแสนจืดชืดนี้ไปดีกว่า แต่ที่จริงแล้วการสัมผัสสายลมที่ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ ได้ยินเสียงที่ไม่ได้มาจากเครื่องเล่นเพลง หรือมองเห็นสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากจอสี่เหลี่ยม แม้ไม่ได้น่าดึงดูด แต่มันก็ช่วยดึงเราออกจากโลกอันแสนวุ่นวายได้นะ
แล้วจะมีสถานที่ไหนที่เหมาะกับการผ่อนคลาย และสงบจิตใจได้ดีไปกว่าในป่าได้อีก ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงกิจกรรมในป่า เราอาจจะนึกถึงกีฬาผจญภัยมันๆ อย่างการปีนเขา หรือวิ่งเทรล แต่ที่จริงยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือ ‘การอาบป่า’ แม้จะไม่ได้น่าสนุกเหมือนกิจกรรมอื่นๆ แต่การดื่มด่ำธรรมชาติ และใช้เวลาอย่างเชื่องช้านี้ก็ช่วยให้เติมเต็มความต้องการ และช่วยให้เรามีสมาธิอย่างลึกซึ้งถึงระดับจิตใจเลยนะ
การอาบป่าคืออะไร แล้วทำไมจึงมีส่วนเยียวยาจิตใจและรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับโลกของเราได้ วันนี้เราชวนทุกคนปิดมือถือ แล้วเข้าป่าไปตามหาความสงบพร้อมกัน
อาบป่า วิธีการอยู่กับธรรมชาติด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

การอาบป่า หรือ ‘Forest Bathing’ สำหรับคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพจิตอาจเป็นคำที่คุ้นหู แต่สำหรับบางคนอาจเป็นคำที่ไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ความหมายก็ไม่ได้ยากเกินความเข้าใจสำหรับคนทั่วไปเท่าไรนัก เพราะเป็นการรวมของคำพื้นฐานง่ายๆ อย่างคำว่า ‘อาบ’ และ ‘ป่า’ ที่ช่วยให้เรานึกภาพออกได้ไม่ยาก ว่าน่าจะเป็นกิจกรรมที่ชวนให้เราใช้เวลาอยู่ธรรมกลางธรรมชาตินั่นเอง
แม้การอาบป่าจะฟังดูเข้าใจง่าย แต่อันที่จริงกิจกรรมนี้ก็แฝงไปด้วยความลึกซึ้งไม่น้อย โดยการอาบป่ามีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น เรียกว่า ‘ชินรินโยคุ (Shinrin Yoku)’ เป็นคำที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี 1982 โดย โทโมฮิเดะ อะกิยามะ (Tomohide Akiyama) ผู้อำนวยการสำนักงานป่าไม้ญี่ปุ่นในขณะนั้น ได้ให้คำนิยามไว้ว่าเป็นแนวทางเยียวยาร่างกายด้วยธรรมชาติ ด้วยการตั้งใจใช้เวลาอยู่ท่ามกลางป่าไม้และรับรู้ถึงประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างมีสติ
แม้ว่าจะยังเป็นวิธีการเยียวยารักษาจิตใจที่เกิดขึ้นได้ไม่กี่สิบปี แต่ญี่ปุ่นพยายามนำเสนอแนวคิดนี้อย่างจริงจัง องค์กรอย่างสมาคมบำบัดด้วยป่าและธรรมชาติ (Association of Forest and Nature Therapy) ถึงขนาดทำให้กิจกรรมนี้เป็นอาชีพ โดยมีการอบรมและมอบใบรับรองผู้เชี่ยวชาญ เพราะที่ผ่านมามีผลวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการอาบป่ามีส่วนช่วยด้านร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็น การลดความดัน ผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย รวมถึงฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจจะต้องดอกจันไว้สักนิดว่ากิจกรรมนี้ก็ยังไม่ใช่ยาวิเศษ หรือทางเลือกการรักษาทางแพทย์ในปัจจุบันนะ

อย่างไรก็ตาม การอาบป่าก็ยังเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนต้องการตัดขาดความวุ่นวายสักพัก ซึ่งวิธีการอาบป่าก็ไม่ยาก ชิง ลี่ (Qing Li) ศาสตราจารย์จาก Nippon Medical School ในโตเกียว เขียนไว้ในหนังสือ Forest Bathing อธิบายว่าส่วนใหญ่แล้วเราสามารถอาบป่าได้ตั้งแต่ 15 นาทีไปจนถึง 9 วัน โดยกิจกรรมที่ใช้ระหว่างอาบป่าก็มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน โยคะ การรับประทานอาหาร การทำสมาธิ ทำงานศิลปะ หรือการสังเกตพืชพรรณ ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมตัวเราไว้
แม้แต่ละคนอาจมีกิจกรรมระหว่างการอาบป่าที่แตกต่างกันไป แต่ก็นั่นก็ไม่เป็นเรื่องที่ผิดหลักหรือกติกาของการอาบป่าแต่อย่างใด เพราะหัวใจของชินรินโยคุ ไม่ได้อยู่ที่กิจกรรม หรือชนิดของพืชพรรณรอบตัว แต่อยู่ที่การมีสติรับรู้ขณะอยู่ในธรรมชาติ ให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียงลมที่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา สัมผัสพื้นดินและต้นหญ้าใต้ฝ่าเท้า หรือสังเกตสิ่งรอบข้างที่ผ่านมาและผ่านไป เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้นหากวันไหนไม่มีเวลาจริงๆ เพียงแค่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองในสวนสาธารณะเล็กๆ ก็อาจเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เราได้สัมผัสกับโลกที่เงียบสงบได้นะ
การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้

การอาบป่าไม่เพียงแต่ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกทางหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะความสัมพันธ์ของเราและธรรมชาติ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ เพื่อให้พืชพรรณและป่าไม้ยังอยู่กับเราไปได้อีกนานๆ
มีการศึกษาล่าสุดในปี 2025 ซึ่งศึกษาผลกระทบต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนและธรรมชาติจากการขยายตัวของเมือง ผลปรากฏว่านับตั้งแต่ปี 1800 ที่ผ่านมา คนเรามีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติลดลงมากกว่า 60% สอดคล้องกับคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติซึ่งค่อยๆ หายไปจากหนังสือ เช่น แม่น้ำ มอส หรือดอกไม้ผลิบาน
ไมลส์ ริชาร์ดสัน (Miles Richardson) ผู้วิจัยและศาสตราจารย์ด้านการเชื่อมโยงกับธรรมชาติแห่งมหาวิทยาลัยดาร์บี อธิบายว่าปฏิสัมพันธ์ที่ลดลงนี้จะทำให้คนรุ่นต่อไปจะค่อยๆ สูญเสียความตระหนักรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เนื่องจากอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเมืองที่มีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่นขึ้น รวมถึงการที่พ่อแม่ไม่ได้ส่งต่อแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติ ก็มีแนวโน้มให้คนรุ่นใหม่หันหน้าเข้าหาธรรมชาติน้อยลง
ผลที่ตามมาไม่เพียงแต่ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงเท่านั้น แต่การที่เราค่อยๆ ขาดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเราด้วย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology ปี 2020 พบว่าการเชื่อมโยงกับธรรมชาติมีผลต่อความสุขและนิสัยที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (Sustainability) โดยเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองใกล้ชิดกับธรรมชาติ มักมีแนวโน้มใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่า รวมถึงมีนิสัยประหยัด เอื้อเฟื้อ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเป็นนิสัยที่เพิ่มความสุขในชีวิต ในทางตรงกันข้ามหากเด็กๆ ไม่ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติตั้งแต่ยังน้อย นิสัยที่ช่วยสร้างความสุขเหล่านี้ก็อาจลดลงไปอย่างน่าเสียดาย
ท่ามกลางโลกที่แสนวุ่นวาย แนวคิดการอาบป่า ที่ชวนให้เราใช้เวลาจดจ่ออยู่กับตัวเอง ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า และสังเกตพืชพรรณท่ามกลางธรรมชาติ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ชวนเรากลับมาเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง เพราะยังไงมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้นี่นา
เริ่มต้นอาบป่าด้วยวิธีง่ายๆ

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อาจยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอาบป่ายังไง แค่ไปนั่งเฉยๆ ในป่าแบบนี้ก็เพียงพอแล้วจริงหรือเปล่า หรือต้องเป็นป่าแบบไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด ผู้เชี่ยวชาญอย่างชิง ลี่ คนเดิม และแกรี่ อีแวนส์ (Gary Evans) ผู้อํานวยการ Forest Bathing Institute ในสหราชอาณาจักร มีคำแนะนำสำหรับนักอาบป่ามือใหม่ที่อยากเริ่มต้นง่ายๆ ดังนี้
- หาสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ : แน่นอนว่าสถานที่ที่เหมาะสําหรับการอาบป่า คือป่า แต่ถ้ารอบๆ บ้านของเราไม่มีป่า การไปสวนสาธารณะอันแสนร่มรื่นและเงียบสงบก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แม้ว่าการเดินป่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่การเดินสวนสาธารณะก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่น้อย เช่น ช่วยเรื่องการปรับอารมณ์และลดความเครียดได้ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับการอยู่ท่ามกลางตึกสูงในเมือง ยังไงสวนสาธารณะก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
- จัดสรรเวลาให้ดี : ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการอาบป่าให้ได้ผลดีที่สุด อาจต้องใช้เวลาถึง 2 – 6 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ดังนั้นเราอาจต้องเตรียมตัว และเคลียร์ตารางให้พร้อม เช่น อาจลองหาวันว่างช่วงสุดสัปดาห์สักครั้ง แต่หากไม่มีเวลาจริงๆ การใช้เวลาสั้นในธรรมชาติ หรือการเดินในเส้นทางสำรวจธรรมชาติใกล้บ้าน ก็ทำได้เช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือการตัดจากสิ่งเร้า แล้วใช้เวลาเงียบสงบกับธรรมชาตินั่นเอง
- สูดกลิ่นธรรมชาติและตั้งสมาธิ : มีหลายกิจกรรมที่เราสามารถทำระหว่างการอาบป่าได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำสมาธิ เมื่ออยู่ในป่า อย่าลืมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สัมผัสกลิ่นที่ต้นไม้ปล่อยออกมา ซึ่งมีส่วนช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย หายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ลองสังเกตธรรมชาติรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดรำไร ใบไม้ที่ปลิวไหวยามต้องลม สัมผัสก้อนกรวดใต้ฝ่าเท้า วิธีนี้จะช่วยให้ร่างกายเรารู้สึกปลอดภัย และค่อยๆ ปล่อยวางจากความเครียดได้
แม้โลกภายนอกจะมีสิ่งล่อตาล่อใจให้เรารู้สึกเพลิดเพลินแค่ไหน แต่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจเป็นเพียงความเงียบสงบ และปล่อยใจให้จดจ่ออยู่กับความเป็นไปตรงหน้าอย่างเชื่องช้าก็ได้ ดังนั้นถ้าวันไหนรู้สึกเหนื่อยล้า อย่าลืมเดินเข้าป่าแล้วให้ธรรมชาติเยียวยาจิตใจกันนะ
อ้างอิง





