ถ้าพูดถึงความกลัว ทุกคนจะนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก?
แน่นอนว่าแต่ละคนต่างก็มีความกลัวไม่เหมือนกัน เวลาพูดถึงสิ่งน่ากลัว ผี วิญญาณ และความมืด มักเป็นสิ่งน่ากลัวอันดับแรกๆ ที่หลายคนคิดถึง แต่นอกจากความกลัวเฉพาะตัวแล้ว คนแต่ละยุคสมัยยังมีความกลัวที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม หรือเรื่องสำคัญของโลกขณะนั้นด้วย
ยุคหนึ่งมนุษย์อาจกลัวสัตว์ร้าย โรคระบาด ความรู้ หรือความแปลกแยกในเมืองใหญ่ จนถึงปัจจุบัน ยุคที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดเป็นความกังวลต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า Eco-anxiety ในคนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วภาวะที่ว่าคืออะไร ทำไมจึงกลายเป็นความหวาดกลัวของคนรุ่นใหม่ แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับความวิตกกังวลนี้ยังไงบ้าง
เมื่อความวิตกกังวลมาพร้อมสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเราเจอข่าวภัยพิบัติธรรมชาติมาหลายต่อหลายครั้ง และแต่ละครั้งล้วนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ความเสียหายจากพายุ หรือแม้กระทั่งแผ่นดินยุบ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสียหายเหล่านี้สร้างความกังวลให้เราไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน และหาทางหลีกเลี่ยงได้ยาก
ไม่แปลกหากเราจะรู้สึกกังวล เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตของเราทุกคน จนมีชื่อเรียกว่า Eco-anxiety สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ให้นิยามของอาการนี้ไว้ว่าเป็นความกลัวต่อหายนะทางสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ รวมถึงความกังวลต่ออนาคตของตนเองและคนรุ่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาวะ Eco-anxiety จะไม่ใช่โรคที่วินิจฉัยทางจิตเวช แต่ภาวะนี้ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจได้ไม่แพ้โรคอื่นๆ โดยมีสัญญาณที่ควรสังเกตไว้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้าหมอง รู้สึกสิ้นหวังหรือโกรธ จนถึงอาการนอนไม่หลับ ตื่นตระหนก หรือแม้กระทั่งความรู้สึกผิด
อาจเรียกได้ว่าภาวะนี้ถือเป็นความกังวลที่มาพร้อมกับยุคสมัยใหม่ เพราะปัจจุบันเราต้องเจอกับข่าวสารภัยพิบัติจากไฟป่า น้ำท่วม หรือข่าวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่เรียกร้องให้เราตระหนักถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวิกฤติที่ทุกคนต้องหันมาใส่ใจก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้คนหนุ่มสาวรู้สึกสิ้นหวังต่อโลกใบนี้มากขึ้นไปด้วย
จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The Lancet Planetary Health ปี 2021 สำรวจผู้คน 10,000 คนทั่วโลก อายุ 16 – 25 ปี พบว่า 59% พวกเขากังวลอย่างมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมากกว่า 45% กล่าวว่าความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ส่งผลต่อชีวิตประจําวันและการทํางาน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่มลพิษที่ปะปนมากับอากาศ แหล่งแม่น้ำ หรือผืนดิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับสุขภาพ ไปจนถึงภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่เกิดบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า น้ำท่วมครั้งใหญ่ หรือคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนย้ำเตือนให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อคนนับล้าน ภัยพิบัติเหล่านี้ไม่ได้สร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน หรือข้าวของผู้คนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่ค่อยๆ ลดลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า หรือความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การได้เห็นข่าวเหล่านี้ซ้ำๆ บนโลกออนไลน์ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวังรุนแรงขึ้น
สอดคล้องกับรายงานของ Royal College of Psychiatrists องค์กรด้านการฝึกอบรมด้านจิตวิทยา ที่พบความวิตกกังวลด้านสิ่งแวดล้อมในวัยรุ่นสูงกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งสาเหตุมาจากการที่พวกเขารู้สึกถูกละเลยจากรัฐบาลและผู้ใหญ่ที่ไม่ได้จริงจังกับการแก้ปัญหาเหล่านี้มากพอ จนทำให้พวกเขารู้สึกสิ้นหวังเกี่ยวกับอนาคต
แม้ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะทำให้หลายคนรู้สึกแย่ก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจมองได้ว่าคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และพยายามจะแก้ไขสถานการณ์ด้วย อย่างที่ แคโรไลน์ ฮิกแมน (Caroline Hickman) นักจิตบำบัด ชี้ว่าภาวะนี้อาจมองได้ว่าเป็นการมีความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Eco-compassionate ได้เช่นกัน

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่คนรุ่นใหม่จะรู้สึกกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น นั่นเพราะพวกเขาเชื่อว่าวิกฤตจากภาวะโลกรวนเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ส่งผลต่อรุ่นถัดไปอย่างที่เราเผชิญอยู่ในทุกวันนี้
ทำยังไงเมื่อสิ่งแวดล้อมทำให้กังวล
แม้ Eco-anxiety จะเป็นเหมือนภาระอันหนักอึ้งที่เราต้องแบกรับไว้ จนรู้สึกตัวลีบเล็ก เพราะปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าจะแก้คนเดียวได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยจัดการความรู้สึกเหล่านี้ เพื่อให้เรายังคงตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อไป ขณะเดียวกันก็ไม่กัดกินเราจนเกินไปนักด้วยเช่นกัน
Greenly.earth แพลตฟอร์มที่ให้บริการเครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) สำหรับธุรกิจ ก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับการผ่อนคลายความวิตกกังวลจากสิ่งแวดล้อมลง เพื่อให้เรานำไปปรับใช้ไว้ คือ
ลงมือทำ: สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกกังวล หลายครั้งมักเกิดจากการที่เรารู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเกินกว่าจะจัดการปัญหาทั้งหมดได้ แต่อย่าลืมการแก้ปัญหาใหญ่ๆ บางครั้งก็อาจต้องเริ่มจากก้าวเล็กๆ เช่นกัน บางทีเราอาจต้องหันกลับมามองสิ่งที่เราพอทำได้ เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน บริโภคให้น้อยลง ยืดอายุการใช้งานสิ่งของต่างๆ หรือเลือกอาหารสดใหม่จากตลาดสด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด แถมยังดีต่อสุขภาพกายและใจด้วยนะ
ให้ความรู้กับตัวเอง: หลายครั้งความกังวลมักเกิดจากการรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการรู้ข้อมูลผิดๆ การรับรู้ข้อมูลน้อยเกินไป หรือมากเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความกังวลให้กับเราได้ ท่ามกลางข่าวสารมากมาย บางครั้งเราอาจจะเลือกรับรู้เฉพาะหัวข้อที่เราสนใจ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไม่ให้ถูกกระตุ้นจนเกิดความเครียดตลอดเวลา

ใช้เวลากับธรรมชาติ: มีงานวิจัยที่ระบุว่าการใช้เวลากับธรรมชาติ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยลดความเครียด และฟื้นฟูอารมณ์จากความเหนื่อยล้าได้ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกวิตกกังวล อาจลองออกไปเดินที่สวนสาธารณะ ป่า ชายหาด หรือให้เท้าสัมผัสกับพื้นหญ้า ก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้
อย่ารู้สึกผิด: หลายคนที่มีภาวะ Eco-anxiety มักรู้สึกผิดว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ แต่อย่าลืมว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการร่วมมือของทุกคน การที่เราเผลอใช้หลอดพลาสติก หรือขึ้นวินมอเตอร์ไซค์แทนการเดิน เพียงไม่กี่ครั้งไม่ได้แปลว่าโลกเรากำลังจะล่มสลาย เราอาจต้องยอมรับว่าการใช้ชีวิตที่รบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ทำได้ยากกว่าวิถีชีวิตทั่วไปหลายเท่า และโฟกัสไปที่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของตัวเองก็เพียงพอแล้ว
คงเป็นเรื่องยากที่จะหยุดปัญหาสิ่งแวดล้อมหากสภาพจิตใจเรากำลังย่ำแย่ ดังนั้นการดูแลใจตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กันนะ เพื่อให้เราไม่หมดหวังและมีกำลังใจดูแลโลกใบนี้ด้วยกันต่อไป
อ้างอิง





