<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาวิณี คงฤทธิ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author530/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author530/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 28 Jan 2019 06:29:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>จาก ‘ผม’ ถึง ‘คุณ’ บทบาทของสื่อยุคใหม่ที่คนรุ่นใหม่อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อยากเล่าให้ฟัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-ake-thanatorn/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-ake-thanatorn/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิณี คงฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Jul 2018 19:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-ake-thanatorn/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“หนังสือพิมพ์พวกนี้เก็บไว้ที่นี่เลยก็ได้ครับ มันเก่าแล้ว” คือประโยคบอกลาของชายหนุ่มผู้มาเป็นวิทยากรให้กับชาว a team junior 14 ในวันนี้ กับโครงการ a day school โครงการที่พี่ๆ ชาว a team ชวนวิทยากรมากความสามารถจากสาขาอาชีพต่างๆ มาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานจริงกับพวกเรา เพื่อให้ชาว a team junior 14 ได้เลเวลอัพสกิลของตัวเองและพร้อมที่จะลงสนามการทำงานจริงในอนาคต เรามองไปที่กองหนังสือพิมพ์เก่าที่เขาคนนั้นได้บอกไว้ ก่อนจะอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนที่จะได้มาพูดคุยกับวิทยากรหนุ่มตรงหน้า เราคงเถียงขาดใจว่า แค่วันเดียวมันจะกลายเป็นหนังสือพิมพ์เก่าได้อย่างไร แต่เมื่อเราได้ฟังที่เขาพูดจนจบ ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในใจก็หายไปและยิ่งประโยคนี้เป็นประโยคที่ออกมาจากปากของเขา หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อย่าง เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ชายหนุ่มที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงไปของวงการสื่อไทย ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่า บทบาทของสื่อไทยยุคใหม่ในความเห็นของเขาควรเป็นอย่างไร คุณจำเป็นที่จะต้องลงไปในพื้นที่จริงเพื่อมองเห็นมิติที่ใหม่และลึกขึ้น “ในการจะเข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ว่าจะทำงานสื่อหรืออะไรก็ตาม ผมว่าการนั่งอยู่กับโต๊ะหรืออ่านหนังสือไม่มีทางช่วยให้เข้าใจปัญหาเหล่านั้นได้ หลัก 3 อย่างที่ผมคิดว่าจำเป็นอย่างมากสำหรับการเป็นสื่อเลยก็คือ หนึ่ง หน้างานจริง สอง เงื่อนไขที่เกิดจากปัญหาจริง และสาม คนที่เจอกับปัญหาจริง “3 อย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-ake-thanatorn/">จาก ‘ผม’ ถึง ‘คุณ’ บทบาทของสื่อยุคใหม่ที่คนรุ่นใหม่อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อยากเล่าให้ฟัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“หนังสือพิมพ์พวกนี้เก็บไว้ที่นี่เลยก็ได้ครับ มันเก่าแล้ว” คือประโยคบอกลาของชายหนุ่มผู้มาเป็นวิทยากรให้กับชาว a team junior 14 ในวันนี้ กับโครงการ a day school โครงการที่พี่ๆ ชาว a team ชวนวิทยากรมากความสามารถจากสาขาอาชีพต่างๆ มาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานจริงกับพวกเรา เพื่อให้ชาว a team junior 14 ได้เลเวลอัพสกิลของตัวเองและพร้อมที่จะลงสนามการทำงานจริงในอนาคต</p>
<p>เรามองไปที่กองหนังสือพิมพ์เก่าที่เขาคนนั้นได้บอกไว้ ก่อนจะอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนที่จะได้มาพูดคุยกับวิทยากรหนุ่มตรงหน้า เราคงเถียงขาดใจว่า แค่วันเดียวมันจะกลายเป็นหนังสือพิมพ์เก่าได้อย่างไร</p>
<p>แต่เมื่อเราได้ฟังที่เขาพูดจนจบ ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในใจก็หายไปและยิ่งประโยคนี้เป็นประโยคที่ออกมาจากปากของเขา หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อย่าง<strong> เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ</strong> ชายหนุ่มที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงไปของวงการสื่อไทย ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่า บทบาทของสื่อไทยยุคใหม่ในความเห็นของเขาควรเป็นอย่างไร</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8853.jpg" /></p>
<p><strong>คุณจำเป็นที่จะต้องลงไปในพื้นที่จริงเพื่อมองเห็นมิติที่ใหม่และลึกขึ้น</strong></p>
<p>“ในการจะเข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ว่าจะทำงานสื่อหรืออะไรก็ตาม ผมว่าการนั่งอยู่กับโต๊ะหรืออ่านหนังสือไม่มีทางช่วยให้เข้าใจปัญหาเหล่านั้นได้ หลัก 3 อย่างที่ผมคิดว่าจำเป็นอย่างมากสำหรับการเป็นสื่อเลยก็คือ หนึ่ง หน้างานจริง สอง เงื่อนไขที่เกิดจากปัญหาจริง และสาม คนที่เจอกับปัญหาจริง</p>
<p>“3 อย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดกับโครงการรัฐต่างๆ ทั้งเขื่อน โรงไฟฟ้า กฎหมาย ประมงพาณิชย์ มีเรื่องพวกนี้มากมายที่คุณสามารถหาอ่านได้ตามอินเทอร์เน็ตหรือหนังสือพิมพ์ต่างๆ แต่ถ้าเทียบกับการได้ลงไปฟังคนที่โดนผลกระทบจริง ได้เห็นหน้างานจริงแล้ว ผมว่าคุณจะได้เห็นมิติใหม่ๆ ที่ลึกมากขึ้น และนั่นคือเรื่องสำคัญในการเข้าใจปัญหาของประเทศไทยจริงๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8872.jpg" /></p>
<p>“ผมยกตัวอย่างกรณีของหนังสือพิมพ์ <em>Charleston Gazette-Mail</em> ที่ได้รางวัล Pulitzer ประจำปี 2017 สาขาการสอบสวนเรื่องการรายงานการทุจริตยา opioids (ยาระงับความปวด) ในเวสต์เวอร์จิเนีย เมืองนี้ขึ้นชื่อว่ามีสถิติของผู้กินยาและเสพยาเกินขนาดจนตายสูงที่สุดในอเมริกา หลายคนคิดไปเองว่ามันเกิดจากความเครียด พ่อแม่หย่ากัน หรือการตกงาน แต่เมื่อนักข่าวจากหนังสือพิมพ์นี้ได้ลงพื้นที่และไปสืบดู ถึงได้รู้ว่าต้นเหตุการเสพยาเกินขนาดของคนในย่านนี้มีสาเหตุมาจากการสมรู้ร่วมคิดกันของบริษัทผู้ผลิตยาชนิดนี้กับโรงพยาบาล มีการสั่งจ่ายยาแก้ปวดเกินความจำเป็นเพื่อให้คนเสพติด เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตยาโดยไม่สนใจความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค</p>
<p>“ความจริงที่เกิดขึ้นที่นี่มันเป็นอย่างนี้ คุณลองคิดดู ถ้าไม่มีผู้สื่อข่าวคนนี้เข้าไปทำข่าว ผู้คนก็จะคิดว่าที่นี่มีผู้เสพยามากที่สุดในอเมริกา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นผมเลยเชื่อว่าสื่อมวลชนอย่างคุณสามารถเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบต่อสังคมในทางบวกได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8821.jpg" /></p>
<p><strong>สื่อมวลชนแคมป์คุณภาพคือคนที่ทำให้ผมสนุกไปกับการสัมภาษณ์</strong></p>
<p>“ถ้าในความคิดของผมนะ ผมว่าเราแบ่งสื่อมวลชนได้ออกเป็น 2 แคมป์ คือที่มีคุณภาพกับไม่มีคุณภาพ แคมป์ที่ไม่มีคุณภาพคือไม่รู้อะไรเลย อย่างเช่นผมเคยเจอคำถามว่า &#8216;ทำไมมาทำงานการเมือง&#8217; ผมก็ตอบว่า &#8216;อยากเปลี่ยนแปลงครับ&#8217;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8775.jpg" /></p>
<p>“เขาถามผมมาแค่ประโยคเดียว พอผมตอบเสร็จ เขาก็ข้ามไปคำถามอื่นต่อไป สำหรับผมนี่เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีมิติ ไม่มีความลึก ไม่มีคุณภาพ และไม่สนุกเลย</p>
<p>“ผมคิดว่าคนที่มาสัมภาษณ์แล้วคุยกันสนุกจริงๆ คือคนที่เตรียมตัวมาดี อ่านและฟังเรามาเยอะ พอเขาได้พูดคุยกับเราเขาจะไม่ถามเราแบบนี้ เขาจะถามคำถามหนักๆ คำถามที่มันดึงความเป็นตัวเราหรือให้เราแสดงความเห็นในเรื่องยากๆ คนสัมภาษณ์พวกนั้นเก่งและคุยสนุก ยิ่งคุย ยิ่งสัมภาษณ์ด้วย ยิ่งมัน สำหรับผมมันเลยเหมือนการพูดคุยกันมากกว่าการให้สัมภาษณ์ซะอีก โดยเฉพาะนักข่าวต่างประเทศพวกนั้นเขาเก่ง เขารู้เยอะมากแถมทำการบ้านมาอย่างดี ฉะนั้นผมคิดว่าพวกเราควรทำการบ้านให้เยอะนะในการออกไปทำงาน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8731.jpg" /></p>
<p><strong>ผมยอมรับว่า channel สำคัญ แต่ที่สำคัญมากกว่า channel ก็คือ content ยังไง content ก็ยังคงเป็น king</strong></p>
<p>“ย้อนหลังกลับไป 5 หรือ 10 ปีก่อนนั้น การที่คุณจะเป็น distributor ได้มีอยู่แค่ 2 ทางเลือก ถ้าคุณไม่เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุ คุณก็ต้องเป็นเจ้าของสัญญาณโทรทัศน์ ในอดีตมันเป็นอย่างนั้น แต่เมื่อมีอินเทอร์เน็ตเข้ามา มันเลยทำให้คนกลายมา distributor กันอย่างแพร่หลาย อินเทอร์เน็ตจึงมาปลดแอกคอนเทนต์ คุณจะไม่มีวันเห็นซีรีส์อย่าง <em>ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น</em> ได้เลย ภายใต้โครงสร้างอุตสาหกรรมแบบเดิม</p>
<p>&#8220;ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ distributor เป็นใครก็ได้ คอนเทนต์ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ ในธุรกิจสื่อทั้งหมดอย่างเช่นพวกกลุ่ม FANG (Facebook, Amazon, Netflix และ Google) กลุ่มธุรกิจกลุ่มนี้เรียกได้ว่าโดนรัฐบาลในประเทศต่างๆ เฝ้ามองอยู่ตลอด มีเพียงบริษัทเดียวที่รอดจากการสอดส่องของรัฐบาล นั่นก็คือ Netflix เพราะรูปแบบโมเดลของเขาไม่ได้เอาข้อมูลของคนมาขาย แต่เป็นโมเดลการ subscription แต่คนไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้ว Netflix ลงทุนในคอนเทนต์ของตัวเองมากกว่า BBC ซะอีก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8752.jpg" /></p>
<p>“และถ้าถามว่าสำหรับสื่อมวลชนไทย เราจะไปทางไหนดีในยุคที่ใครๆก็เป็น distributor ได้ ผมคิดว่ามันอยู่ในช่วง transition ยังไม่มีใครคิดออกว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้มีกำไร ในต่างประเทศเองก็มีหนังสือพิมพ์หลายๆ เจ้าแล้วที่คอนเทนต์ไม่ฟรีอีกต่อไป เช่น <em>The New York Times</em>, <em>Financial Times</em> คอนเทนต์คุณต้องระดับพรีเมียมจริงๆ คนถึงยอมจ่ายตังค์ แต่ถึงต้องจ่ายตังค์แล้ว ก็ยังไม่พอที่จะมาหล่อเลี้ยงองค์กร ตัดมาที่ประเทศไทย ถึงแม้ในตอนนี้เราจะยังหาโมเดลที่ทำให้เราชนะไม่ได้ แต่หนึ่งอย่างที่เราเห็นคือมันมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก อย่าง a day, The Momentum, The MATTER, THE STANDARD เขาก็มีความพยายามที่จะทำเนื้อหาที่มีคุณภาพออกมา สื่อที่เป็นองค์กรกลางเก่ากลางใหม่ที่ไม่ใช่องค์กรธุรกิจแต่เป็นมูลนิธิอย่าง ThaiPublica, ประชาไท เขาก็พยายามทำข่าวที่มีคุณภาพอยู่ เราเห็นความพยายามที่จะทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพจากสื่อต่างๆ เหล่านี้ แต่เราก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีใครที่ทำได้ โมเดลธุรกิจที่สร้างคอนเทนต์ที่ดี ในขณะเดียวกันก็สามารถทำกำไรได้ ผมว่าหากใครคนนั้นทำได้ เขาจะกลายเป็นฮีโร่”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF87051.jpg" /></p>
<p><strong>บทบาทฐานันดรที่ 4 จะต้องกลับมา คุณจะต้องลุกขึ้นมาเป็นปากเสียงให้กับประชาชน</strong></p>
<p>“ถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด แต่ผมจะปกป้องสิทธิ์ในการพูดของคุณไว้ด้วยชีวิตของผม</p>
<p>“ผมว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้ เราเห็นต่างกันได้ แต่สิทธิ์ในการพูดมันต้องมี ทุกวันนี้มันไม่มีนะ เราเห็นวิทยุชุมชนถูกปิดไปโดยไม่มีใครมาปกป้อง เมื่อคนรู้สึกว่าความอยุติธรรมเป็นเรื่องปกติ นี่ต่างหากคือความอันตรายของสังคม เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเห็นว่าความอยุติธรรมไม่ใช่เรื่องแปลก มันจะถูกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายคุณจะไม่เห็นหรอกว่า การลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องความยุติธรรมของคนอื่นมันสำคัญขนาดไหน จนกว่าความอยุติธรรมมันจะเข้ามาหาคุณเอง ดังนั้น ถ้าถามว่าผมอยากจะเห็นอะไรในสื่อไทย พวกคุณไม่ต้องคิดเหมือนกันก็ได้ แต่ผมอยากเห็นสื่อมวลชนไทยยืนยันในเรื่องหลักการอะไรบางอย่างที่ทำให้สื่อเป็นสื่อ จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนที่ไม่มีเสียงต้องกลับมา</p>
<p>“10 กว่าปีที่ผ่านมานี้มันมี fake news เต็มไปหมด ข่าวที่ทำให้คนเกลียดชังกันเต็มไปทั่วสังคมไทย ผมว่ามันควรพอได้แล้วกับการสร้างวัฒนธรรมที่เกลียดชังกันในสังคม หน้าที่ของสื่อมวลชนคืออย่าให้ใครสร้างวาทกรรมแบบนี้ขึ้นมาอีก อย่าให้ใครสามารถฆ่าใครด้วยความชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในสังคมก็ตาม เรื่องพวกนี้เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย และมันใช้เวลานานมากกว่าที่โลกเราจะสถาปนาให้ผู้คนยอมรับความแตกต่างของกันและกัน ฉะนั้น มันควรพอได้แล้วกับสงครามที่จะต้องฆ่าฟันกัน มันถึงเวลาของคำว่า diversity และการเป็น global citizen แล้วต่างหาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8888.jpg" /></p>
<p><strong>สุดท้าย มันอยู่ที่พวกคุณแล้ว</strong></p>
<p>“ว่าคุณกล้าทำอะไรในสถานการณ์ที่มันมืดมิดอยู่ในขณะนี้ มันอาจจะน่ากลัวยามเมื่อคุณยืนกันอยู่แค่ 1 คน หรือ 10 คน แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทั้งหมดยืนและหันหน้ากลับไปหาพวกเขา คนที่ควรกลัวคือพวกเขาต่างหาก ไม่ต้องถามผมว่าควรทำยังไง แต่ควรถามคุณว่า คุณควรทำอะไร”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8907.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นิติพงษ์ การดี</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-ake-thanatorn/">จาก ‘ผม’ ถึง ‘คุณ’ บทบาทของสื่อยุคใหม่ที่คนรุ่นใหม่อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อยากเล่าให้ฟัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-ake-thanatorn/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อิซึรินะ BNK48 หญิงสาวที่ทุ่มแรงทั้งหมดเพื่อ 48 Group</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pop-izuta-rina/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/pop-izuta-rina/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิณี คงฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Jul 2018 19:06:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[โอตะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/pop-izuta-rina/</guid>

					<description><![CDATA[<p>16 มิถุนายน 2018 : นาโกยะโดม ประเทศญี่ปุ่น งานเลือกตั้งเวิลด์เซนบัตสึ ซิงเกิลที่ 53 ของ AKB48 “อันดับที่ 39 BNK48 Team BIII เฌอปราง” ทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศจากพิธีกรชาย กัปตันวง BNK48 อย่างเฌอปรางก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า ก่อนที่ตัวเธอจะถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของรุ่นพี่คนสำคัญ อีกหนึ่งบุคคลที่เฌอปรางให้การยอมรับจนถึงขั้นต้องนำชื่อเธอคนนี้ไปพูดบนเวทีขณะที่กำลังรับรางวัล “ขอบคุณที่ทำให้มี BNK48 ไม่ว่าจะผู้บริหารทางญี่ปุ่น ทางไทย รวมถึงอิซึตะ รินะซังที่ยอมไปอยู่ BNK48 กับพวกเราจนทำให้พวกเรามีวันนี้” ทันทีที่เธอพูดจบ เฌอปรางหันไปมองรุ่นพี่เจ้าของชื่อที่เธอได้เอ่ยไปเมื่อครู่ ที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็น ‘โอก้าซัง’ หรือคุณแม่ของ BNK48 ไปแล้ว ภาพตัดไปที่หญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้อย่างหนักกับความสำเร็จของน้องสาวของเธอในวันนี้ ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ฉันอยากจะรู้จักหญิงสาวคนนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ในฐานะ ‘สมาชิกชาวญี่ปุ่นที่ย้ายมาจากวงพี่สาวอย่าง AKB48’ แต่เป็นในฐานะ ‘อิซึตะ รินะ สมาชิกรุ่นที่ 1 แห่ง BNK48’ หญิงสาวเจ้าของฉายาเด็กฝึกหัด 12 ตำแหน่ง เจ้าแม่วาไรตี้แห่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-izuta-rina/">อิซึรินะ BNK48 หญิงสาวที่ทุ่มแรงทั้งหมดเพื่อ 48 Group</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><strong>16 มิถุนายน 2018 : นาโกยะโดม ประเทศญี่ปุ่น</strong></h3>
<h4><strong>งานเลือกตั้งเวิลด์เซนบัตสึ ซิงเกิลที่ 53 ของ AKB48</strong></h4>
<p>“อันดับที่ 39 BNK48 Team BIII เฌอปราง” ทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศจากพิธีกรชาย กัปตันวง BNK48 อย่างเฌอปรางก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า ก่อนที่ตัวเธอจะถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของรุ่นพี่คนสำคัญ อีกหนึ่งบุคคลที่เฌอปรางให้การยอมรับจนถึงขั้นต้องนำชื่อเธอคนนี้ไปพูดบนเวทีขณะที่กำลังรับรางวัล</p>
<p>“ขอบคุณที่ทำให้มี BNK48 ไม่ว่าจะผู้บริหารทางญี่ปุ่น ทางไทย รวมถึงอิซึตะ รินะซังที่ยอมไปอยู่ BNK48 กับพวกเราจนทำให้พวกเรามีวันนี้” ทันทีที่เธอพูดจบ เฌอปรางหันไปมองรุ่นพี่เจ้าของชื่อที่เธอได้เอ่ยไปเมื่อครู่ ที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็น ‘โอก้าซัง’ หรือคุณแม่ของ BNK48 ไปแล้ว ภาพตัดไปที่หญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้อย่างหนักกับความสำเร็จของน้องสาวของเธอในวันนี้</p>
<p>ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ฉันอยากจะรู้จักหญิงสาวคนนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ในฐานะ ‘สมาชิกชาวญี่ปุ่นที่ย้ายมาจากวงพี่สาวอย่าง AKB48’ แต่เป็นในฐานะ ‘<strong>อิซึตะ รินะ</strong> สมาชิกรุ่นที่ 1 แห่ง BNK48’ หญิงสาวเจ้าของฉายาเด็กฝึกหัด 12 ตำแหน่ง เจ้าแม่วาไรตี้แห่ง AKBingo และอีกหนึ่งคนสำคัญเบื้องหลังสปิริตของทีมแห่ง BNK48</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3246-1first.jpg" /></p>
<h3><strong>13 เมษายน 2017 : เทียเตอร์ AKB48, อากิฮาบาระ ประเทศญี่ปุ่น</strong></h3>
<h4><strong>อิซึรินะ AKB48 ประกาศย้ายมาอยู่ที่ BNK48 อย่างถาวร</strong></h4>
<p>จุดประสงค์ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้คือ การที่จะได้รู้จักตัวตนของอิซึรินะมากขึ้น ฉันเลยเลือกที่จะพูดคุยกับเธอในสถานที่ที่ทำให้เธอได้รู้สึกเหมือนอยู่บ้านเกิดมากที่สุด นั่นก็คือ เทียเตอร์ของ BNK48 ฮอลล์ขนาดกลางที่ล้อมรอบไปด้วยผ้าม่านสีแดงเลือดหมู ประดับประดาไปด้วยเก้าอี้ที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ข้างหน้าสุดของฮอลล์แห่งนี้คือเวทีแห่งความฝันของเด็กสาวหลายคนในเวลานี้ เมื่อได้มาเห็นกับตาจริงๆ ก็ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย</p>
<p>อิซึตะ รินะ เดินเข้ามาในเทียเตอร์ด้วยความสดใส ก่อนที่จะยกมือไหว้พร้อมทักทายฉันด้วยคำว่า ‘สวัสดีค่ะ’ และรอยยิ้มอันแสนน่ารักของเธอ (ที่รับรองว่าถ้าใครหลายคนเห็นเป็นอันต้องโดนตก &#8211; คำศัพท์ที่แฟนคลับ BNK48 ใช้กัน แปลว่าถูกทำให้ตกหลุมรัก &#8211; ไปตามๆ กัน) ก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์ ฉันถามเธอว่าจะให้เรียกเธอว่าอย่างไรดี เธอยิ้มกลับมา ก่อนที่จะตอบเป็นภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่นว่า “เรียกรินะก็ได้ค่ะ”</p>
<p>“รินะชอบเต้นอยู่แล้ว ชอบก่อนที่จะเข้ามา AKB48 ซะอีก รินะมีความสุขเวลาที่ตัวเองได้เต้นต่อหน้าทุกคน คนรอบๆ ตัวของรินะเองก็ชอบ AKB48 อยู่แล้วด้วย สุดท้ายก็เลยตัดสินใจที่จะมาออดิชั่นดูค่ะ” เธอเล่าให้ฟังถึงเหตุผลของการมาเป็นไอดอล อาจจะฟังดูเป็นเหตุผลธรรมดาๆ แต่ใครจะไปเชื่อว่าเพราะเหตุผลนี้ทำให้เธอยืนระยะอยู่ใน AKB48 มาได้ถึง 7 ปี และกลายมาเป็นเจ้าของฉายา ‘เคงคิวเซย์ 12 ตำแหน่ง’ เด็กฝึกหัดมหัศจรรย์ของ AKB48 รุ่น 10 ผู้ที่สามารถจดจำท่าของตำแหน่งต่างๆ ได้มากถึง 12 ตำแหน่งด้วยกัน</p>
<p>“หลายคนชอบถามรินะเหมือนกันว่าไม่ยากเหรอที่ต้องจำท่าเต้นของหลายๆ ตำแหน่ง เอาจริงๆ ก็ยากนิดนึงแต่รินะเป็นคนชอบเต้นมาก่อนอยู่แล้ว ชอบจำท่าเต้นของตำแหน่งต่างๆ เพราะเป็นสิ่งที่ชอบก็เลยลืมความยาก ความเหนื่อยตรงนั้นไปเลย” รินะกล่าวด้วยแววตาที่เป็นประกาย ฉันเลยอดไม่ได้ที่จะถามเธอต่อไปว่าแล้วเธอมีตำแหน่งไหนที่เป็นตำแหน่งในดวงใจหรือเปล่า</p>
<p>รินะร้อง เอ๊ะ ออกมาเสียงดัง (สไตล์แบบญี่ปุ่นแท้ๆ เลย) แล้วตอบกลับมาทันที</p>
<p>“ไม่ว่าเต้นตำแหน่งไหนก็เหมือนกันค่ะ แน่นอนว่าถ้าได้เต้นตำแหน่งเซนเตอร์ก็คงดี แต่รินะเชื่อว่าแฟนๆ ที่มาดูต่างตั้งใจที่จะมาดูจริงๆ ฉะนั้นต่อให้ต้องเต้นอยู่ข้างหลัง เขาก็จะเห็นเราค่ะ ไม่ว่าจะเต้นอยู่ตรงตำแหน่งไหน รินะเลยเต้นด้วยความตั้งใจเสมอ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9329.jpg" /></p>
<p>นอกจากความสามารถด้านการเต้นที่ไม่เป็นรองใครแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้อิซึตะ รินะ เป็นที่รู้จักไปทั่วเกาะญี่ปุ่นคือความสามารถในด้านวาไรตี้ของเธอด้วย อิซึรินะแห่ง AKB48 ถูกยกย่องให้เป็นเจ้าแม่วาไรตี้แห่งรายการ AKBingo รายการวาไรตี้เกมส์โชว์ที่จะให้สมาชิกจากวง AKB48 มาแข่งกันทำภารกิจต่างๆ โดยมีนักแสดงตลกชื่อดังเป็นพิธีกรรายการ เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้เป็นอย่างดี</p>
<p>“รินะชอบพูดอยู่แล้วค่ะ ปกติแล้วพวกวาไรตี้ของญี่ปุ่นจะต้องสร้างคาแร็กเตอร์ของตัวเองขึ้นมา แต่ว่าของรินะเนี่ยเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เลยไม่ต้องสร้างคาแร็กเตอร์อะไร สุดท้ายก็กลายเป็นเจ้าแม่วาไรตี้อย่างที่ทุกคนเห็นกัน” รินะพูดจบก่อนที่จะหัวเราะออกมาอย่างเขินๆ</p>
<p>เท่าที่เราได้พูดคุยกัน เส้นทางการเป็นไอดอลของอิซึตะ รินะในประเทศญี่ปุ่นก็ดูจะเป็นไปอย่างราบรื่น แล้วเพราะอะไรที่ทำให้หญิงสาวที่ไม่แม้แต่จะรู้จักภาษาไทยกลับเลือกพาตัวเองข้ามน้ำข้ามทะเลมาประเทศไทย เพียงเพราะรู้ว่าที่นี่จะเกิดวงน้องสาวแห่งใหม่ขึ้นมาอย่าง BNK48</p>
<h3><strong>2 กรกฎาคม 2017 : สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย</strong></h3>
<h4><strong>อิซึตะ รินะ มาถึงประเทศไทยในฐานะอิซึรินะแห่ง BNK48</strong></h4>
<p>“ตอนตัดสินใจว่าจะย้ายมาอยู่ที่ BNK48 ไม่กังวลเลยค่ะ ในหัวตอนนั้นคิดแค่อยากที่จะย้ายมาอยู่ BNK48 เร็วๆ” รินะเล่าให้ฟังถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ</p>
<p>“รินะมีโอกาสได้มาแสดงที่ JAPAN EXPO IN THAILAND 2017 ในฐานะรุ่นพี่จาก AKB48 ตอนนั้นรู้สึกว่ามันสุดยอดมาก มีแฟนมาเชียร์รินะเยอะมาก ไม่คิดเลยว่าที่ประเทศไทยจะมีคนชอบ AKB48 มากขนาดนี้ หลังจากตอนนั้นพอได้ยินประกาศว่าจะมีการตั้งวงน้องสาวอย่าง BNK48 ในไทย รินะก็สนใจมาตลอดเพราะถ้าอยู่ AKB48 ต่อไป รินะเองก็คงย่ำอยู่ที่เดิม รินะอยากจะท้าทายตัวเองและลองสิ่งใหม่ๆ สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะย้ายมาอยู่ BNK48 ค่ะ” รินะกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_93895.jpg" /></p>
<p>ถึงแม้เธอจะพกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าขนาดไหน ปัญหาแรกที่เธอต้องพบเจอทันทีที่เหยียบแผ่นดินของประเทศไทยนั่นก็คือกำแพงภาษา ถึงแม้รินะเองจะเคยมาแสดงในประเทศไทยถึงสองครั้ง แต่ทั้งสองครั้งนั้นก็เป็นการมาในฐานะอิซึรินะแห่ง AKB48 การกลับมาประเทศไทยครั้งที่สามของเธอนี้ อิซึรินะแห่ง BNK48 จำเป็นต้องใช้ภาษาไทยในการซ้อมร้อง ซ้อมเต้น และติดต่อกับสมาชิกในวง ภาษาไทยจะกลายมาเป็นภาษาหลักในการใช้พูดคุยสื่อสารกับแฟนๆ</p>
<p>“ตอนนี้รินะก็ยังกังวลเรื่องภาษาไทยของตัวเองอยู่เหมือนกันค่ะ อย่างเวลาสอนเต้นให้กับน้องๆ AKB48 เพราะพูดภาษาเดียวกันก็เลยสอนได้ง่าย แต่พอมาอยู่ที่นี่เวลาจะสอนน้องๆ เต้น มันสื่อสารไปได้ไม่หมด รินะก็แก้ปัญหาโดยการมาเต้นข้างหน้าให้น้องๆ ดูแทน แต่สมาชิก BNK48 ทุกคนพยายามที่จะเข้าใจรินะและบอกว่าอยากเต้นแบบนู้นแบบนี้ ก็ทำให้รินะรู้สึกขอบคุณมากเลยค่ะ”</p>
<p>รินะเว้นจังหวะพูดเหมือนจะย้อนคิดถึงอะไรบางอย่างก่อนจะค่อยๆ พูดออกมา</p>
<p>“ตอนอยู่ญี่ปุ่น เวลามีแฟนต่างชาติมาหารินะที่งานจับมือแล้วเขาพูดญี่ปุ่นไม่ได้ เขาก็จะรู้สึกช็อกไปนิดนึง ที่ไทยเองก็มีงานจับมือเหมือนกันแต่ตอนนี้กลายเป็นว่ารินะเองที่รู้สึกช็อกและเสียใจที่ตัวเองยังพูดภาษาไทยไม่ได้ แฟนๆ เข้ามาพูดคุยกับเราแล้วแต่รินะเองที่ดันพูดไม่ได้ พูดได้แค่ภาษาไทยง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน มันยากเหมือนกันค่ะ แต่ถึงจะยากยังไง รินะก็จะพยายามพูดให้ได้ เพราะนอกจากจะได้คุยกับแฟนๆ แล้ว รินะเองก็อยากไปออกรายการวาไรตี้ที่เมืองไทยมากๆ อยากเป็นเจ้าแม่วาไรตี้ที่เมืองไทยด้วยเหมือนกัน” ทันทีที่รินะพูดประโยคนี้จบก็เรียกรอยยิ้มจากฉันได้ทันที ดูท่าทางแล้วถ้าเธอพูดภาษาไทยคล่องเมื่อไหร่ วงการวาไรตี้ไทยคงมีดาวดวงใหม่เป็นแน่</p>
<h3><strong>16 มิถุนายน 2018 : นาโกยะโดม ประเทศญี่ปุ่น </strong></h3>
<h4><strong>งานเลือกตั้งเวิลด์เซ็นบัตสึ ซิงเกิลที่ 53 ของ AKB48 &#8211; การลงเลือกตั้งครั้งที่ 8 ของอิซึรินะ</strong></h4>
<p>งานเลือกตั้งเวิลด์เซนบัตสึ ซิงเกิลที่ 53 ของ AKB48 หรือที่เรียกย่อๆ กันว่างานเลือกตั้ง เป็นงานค้นหาเซนบัตสึทั้ง 16 คน จากสมาชิกของทุกทีมทั่วเกาะญี่ปุ่นใน 48 กรุ๊ปเพื่อมาเป็น 16 คนสุดท้ายที่จะได้โปรโมตเพลงประจำซิงเกิลนั้น ความพิเศษของมันอยู่ตรงที่เซนบัตซึทั้ง 16 ตำแหน่งนั้นเกิดจากการโหวตของแฟนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในปีนี้เรียกได้ว่าคึกคักกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้วงน้องสาวต่างประเทศมีสิทธิ์ลงเลือกตั้งได้ด้วยแล้ว ยังเป็นครั้งแรกของสมาชิก BNK48 ที่จะได้ลิ้มลองรสชาติของงานเลือกตั้งด้วยตัวเอง มันเป็นครั้งแรกของทุกคนในทีม ยกเว้นอิซึรินะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_94381.jpg" /></p>
<p>“รินะลงเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 แล้วค่ะ” รินะพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงแต่แววตาของเธอวูบไหวไปครู่หนึ่ง สำหรับรินะงานเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการลงเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของเธอในฐานะสมาชิกวง BNK48 และครั้งที่ 8 ในเส้นทางสายไอดอล และใช่ ตลอดการเลือกตั้ง 10 ครั้ง เธอยังไม่เคยได้ติด 1 ใน 100 อันดับเลย</p>
<p>“ตอนที่รู้ว่าเฌอปรางกับมิวสิคได้ตำแหน่งก็ดีใจมากๆ เลยค่ะ” รินะกล่าวด้วยน้ำเสียงภูมิใจก่อนที่เธอจะเงียบไปครู่หนึ่งและพูดขึ้นมา “แต่ลึกๆ ข้างในแล้วรินะเองก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ&#8230;แต่ไม่อยากบอกใคร”</p>
<p>ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ง่ายบางอย่างผ่านรอยยิ้มนั้น ความรู้สึกนี้คงเป็นอีกหนึ่งรสชาติที่มีแต่ไอดอลตระกูล 48 กรุ๊ปเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลิ้มลองมัน ความรู้สึกของคนที่ผ่านอะไรมาด้วยกัน สู้มาด้วยกัน แต่สุดท้ายแล้วไม่ใช่พวกเราทั้งหมดที่จะได้ไปถึงฝันนั้น การต้องพบเจอกับความรู้สึกแบบนี้มาตลอด 8 ปี เธอรับมือกับมันได้อย่างไร</p>
<p>“อาจเป็นเพราะรินะเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่ง เลยเลือกที่จะเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ไม่ให้ใครรู้ รินะเป็นคนให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นก่อนความรู้สึกของตัวเอง แน่นอนว่ามันก็มีเวลาที่ตัวเองรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดีอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นคนที่ลำบากกว่า แย่กว่าแล้ว รินะก็อดช่วยไม่ได้ อย่างน้อยแค่ช่วยนั่งข้างๆ เป็นกำลังใจให้เขาก็ยังดี”</p>
<p>ทันทีที่เธอพูดจบ ฉันไม่ประหลาดใจเลยว่าทำไมเธอถึงยืนระยะในเส้นทางสายไอดอลได้นานถึง 8 ปี แม้การเป็นไอดอลจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับหรืออะไรต่างๆ นานา แต่สิ่งที่ดูจะเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิตไอดอลคือการจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_94041.jpg" /></p>
<p>ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นใหญ่ ทีมจะไปต่อไม่ได้ กลับกันถ้าเราเอาความรู้สึกของทีมเป็นที่ตั้ง แล้วความรู้สึกของเรา ตัวตนของเราล่ะ เราจะไปไว้ที่ไหน คำตอบนี้คงไม่มีใครตอบได้ดีเท่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าฉันอีกแล้ว</p>
<p>“รินะมี pride เป็นของตัวเองค่ะ เวลาที่อยู่กับตัวเองก็เป็นคนชอบคิดนู่นคิดนี่ ทั้งเรื่องดีและไม่ดีเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว เพราะรินะมีศักดิ์ศรีของตัวเองที่จะต้องรักษาให้ได้ ก็เลยเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ข้างในและแสดงออกมาอีกแบบหนึ่ง รินะไม่อยากให้ทุกคนมาเป็นห่วง ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรินะก็จะท่องไว้ในใจเสมอว่า ฉันยังไหว ฉันยังทำได้ สุดท้ายความรู้สึกพวกนี้ก็เอาชนะความรู้สึกแย่ๆ ไปได้หมดเลย”</p>
<p>แล้วไอดอลไม่มีสิทธิ์เสียใจเหมือนมนุษย์ทั่วไปเลยหรือไง</p>
<p>“ก็มีบางวันที่รินะกลับบ้านไปแล้วร้องไห้เหมือนกันค่ะ แต่เพราะรินะไม่อยากให้ใครเห็นด้านที่อ่อนแอของตัวเองเลยไม่อยากที่จะร้องไห้ให้ใครเห็น” เธอยกมือขึ้นมาแตะสร้อยคอเส้นเล็กสีทองที่มีจี้สลักเป็นคำว่า ‘Rina’ ขณะที่กำลังเล่าประโยคนี้ให้ฉันฟัง</p>
<p>“เพราะไม่ชอบร้องไห้ นี่เลยเป็นสาเหตุที่รินะชอบยิ้มใช่ไหมคะ&#8221; ฉันถามเธอต่อ</p>
<p>“ใช่ค่ะ” รินะตอบมาเป็นภาษาไทยก่อนจะหัวเราะเสียงใสลั่นไปทั่วเทียเตอร์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center; background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9339.jpg" /></p>
<h3><strong>2 กรกฎาคม 2018 : ประเทศไทย</strong></h3>
<h4><strong>ครบรอบ 1 ปีกับการเป็นอิซึรินะแห่ง BNK48</strong></h4>
<p>“รินะคิดว่าหน้าที่ของไอดอลคืออะไร” ฉันถามรินะ</p>
<p>เธอนิ่งเงียบไปสักพัก ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง และเหมือนเมื่อรินะได้ยินคำว่า ‘ไอดอล’ แววตาของเธอก็เปลี่ยนไป ในแววตาคู่นั้นของเธอมันสะท้อนความเชื่ออะไรบางอย่างออกมา</p>
<p>“ไอดอลเป็นอาชีพที่ให้ความหวัง ความฝันแก่แฟนๆ ค่ะ หน้าที่ของไอดอลคือการทำให้ทุกคนสนุกสนานไปกับเรา แน่นอนว่ามันก็มีวันที่เราอารมณ์ไม่ดีหรือไม่อยากทำ ถ้าเราแสดงไปทั้งๆ ที่อารมณ์ไม่ดี มันส่งออกมาเห็นนะคะ แฟนๆ ก็จะกังวลว่าเราเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งการทำแบบนั้น รินะว่าเราทำหน้าที่ไอดอลได้ไม่ดีค่ะ (หัวเราะ) เวลาอยู่บนเวทีถ้าเราสนุกกับตรงนั้น แฟนๆ ที่เห็นว่าเรากำลังสนุกกับสิ่งที่เราทำ เขารับรู้ถึงความรู้สึกเราได้ สุดท้ายแล้วแฟนๆ ก็จะสนุกไปด้วย”</p>
<p>ทันทีที่เธอพูดจบ ฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปมองรอบๆ เทียเตอร์ที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ จริงสินะ สถานที่แห่งนี้คงเป็นแค่ฮอลล์ขนาดกลางที่รองรับคนได้ประมาณ 350 ที่นั่ง แต่ที่มันกลายมาเป็นเวทีแห่งความฝัน เวทีแห่งความหวังขึ้นมาได้ ก็เพราะมีหญิงสาวตรงหน้าและสมาชิก BNK48 ที่ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมา ฉันมองไปที่เวทีนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามเธอถึงอนาคตว่าเธอวาดฝันมันไว้อย่างไรกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_32101.jpg" /></p>
<p>“อยากให้ BNK48 ได้ไปแสดงคอนเสิร์ตที่ฮอลล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยค่ะ (หัวเราะ) เพราะเดือนกรกฎาคมจะครบรอบหนึ่งปีที่รินะมาอยู่ไทย ก็เลยอยากจะลองไปแสดงที่นั่นกับน้องๆ ดูสักครั้ง” รินะนิ่งไปสักพักราวกับเธอกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดประโยคที่ฉันเชื่อว่าถ้าใครได้ยินก็คงตกใจไม่ต่างกันกับฉัน</p>
<p>“เพราะรินะเองคิดว่าอีกสัก 3 ปี คงต้องถึงเวลาที่จะประกาศจบการศึกษาแล้วค่ะ”</p>
<p>“ทำไม” ฉันถามเธอต่อไปทันทีที่เธอพูดจบโดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัว ในหัวของฉันเวลานั้นมีเพียงแค่เสียงของเธอที่ดังก้อง อาจจะเพราะหน้าตาเหลอหลาจากอาการช็อกของฉัน เธอหัวเราะเสียงใสก่อนจะตอบคำถามที่ฉันถามเธอไป</p>
<p>“ตอนนี้รินะอายุ 23 ปี อีก 3 ปี ก็อายุ 26 แล้วค่ะ รินะรักการเป็นไอดอล รักการได้มาแสดงต่อหน้าทุกคน มันเป็นความสุขที่สุดของรินะ แต่การเป็นไอดอลในวัย 26 ปีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันและรินะเองก็ยังมีความฝันของตัวเองที่อยากทำให้สำเร็จ การเป็น วาไรตี้ ทาเลนโตะ รินะ ในอนาคตอยากจะได้ยินคนเรียกรินะแบบนั้นน่ะค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_94121.jpg" /></p>
<p>จากการติดตามข่าวและการบอกเล่าของสมาชิกภายในวงก็พอทำให้ฉันรู้ว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา อิซึรินะแห่ง BNK48 ได้ทำอะไรมากมายเพื่อให้ทีมของเธอ วงของเธอ น้องสาวของเธอแข็งแกร่งขึ้นเท่าที่จะทำได้ จนฉันอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าเวลาที่เหลืออีก 3 ปี หรือประมาณอีก 1,000 วันต่อจากนี้ เธอมีเป้าหมายอะไรที่อยากทำให้สำเร็จก่อนที่เธอจะประกาศจบการศึกษาและมอบนามสกุล BNK48 ให้รุ่นน้องของเธอได้ดูแลต่อไป</p>
<p>“รินะอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวของ 48 กรุ๊ปให้กับรุ่นน้อง เพราะรินะเป็นรุ่นพี่ที่มาจาก AKB48 เป็นพี่สาวของน้องๆ BNK48 รินะมีหน้าที่ที่จะต้องถ่ายทอดความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ AKB48 ให้กับเมมเบอร์ ยังมีน้องเมมเบอร์บางคนที่ยังไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับ AKB48 มากนัก รินะอยากให้น้องๆ ทุกคนได้รู้เรื่องราวว่ากว่าจะมีทุกวันนี้ได้ รุ่นพี่ต้องผ่านความยากลำบากหลายๆ อย่างมา ในวันแรกที่รุ่น 1 แห่ง AKB48 ได้ทำการแสดงมีแฟนๆ มาดูแค่ 7 คนเองค่ะ รินะอยากจะส่งต่อความทรงจำเหล่านี้ที่เคยได้รับมาจากรุ่นพี่ให้กับน้องๆ ต่อค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่มาดมั่น แววตาของเธอสะท้อนออกมาให้เห็นเลยว่าเธอหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ</p>
<p>ฉันแปลกใจแต่ไม่ประหลาดใจกับคำตอบของเธอ เพราะถ้าหญิงสาวตรงหน้านี้คือคนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นก่อนความรู้สึกของตัวเอง เลือกที่จะเก็บความทุกข์ใจของตัวเองไว้และเข้าไปช่วยน้องๆ ยามที่มีปัญหา ตัดสินใจที่จะใช้รอยยิ้มเพื่อกลั้นน้ำตาของตัวเอง การที่เธอจะยก 1,000 วันที่เหลือต่อจากนี้เพื่อ 48 กรุ๊ปของเธอก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไร</p>
<p>“ท่าทางรินะคงยกเวลาทั้งหมดให้กับ 48 กรุ๊ปไปแล้วใช่ไหม”</p>
<p>“คงอย่างนั้นแหละค่ะ” เธอพูดจบพร้อมด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9318.jpg" /></p>
<p>ระหว่างที่ช่างภาพเก็บภาพรินะ ฉันสังเกตว่าประสบการณ์บนเส้นทางสายไอดอลที่ผ่านมาเกือบ 8 ปีไม่มีวันโกหก รินะเปลี่ยนท่าทางต่างๆ ตามที่ช่างภาพต้องการได้อย่างไม่เคอะเขิน แววตา รอยยิ้ม ต่างส่งออกมาได้เป็นธรรมชาติ ฉันมองไปที่เธอแล้วอดยิ้มตามไปไม่ได้ อาจเป็นเพราะฉันเข้าใจเบื้องหลังของรอยยิ้มนี้มากขึ้น รอยยิ้มจากผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ถูกใช้มาเป็นสิ่งที่คอยมอบพลังให้กับแฟนๆ สิ่งที่ให้กำลังใจรุ่นน้อง ในบางเวลารอยยิ้มนี้ก็มีเพื่อเป็นเขื่อนกลั้นน้ำตาให้กับเธอในวันที่เธอจะต้องขึ้นไปแสดงบนเวทีแห่งความฝันนั้น เวทีที่เธอให้ความเคารพมันมากกว่าใคร อาจจะเป็นเพราะเธอรู้ถึงที่มาของมัน ทำให้เธอไม่เคยปล่อยสักวินาทีเดียวให้ความหม่นหมองในใจทำให้เวทีแห่งนี้ถูกลดค่าลง</p>
<p>ฉันเข้าใจเหตุผลของการที่เฌอปรางขอบคุณเธอบนเวทีแห่งนั้นแล้วล่ะ เพราะถ้าเป็นฉัน สิ่งที่ฉันทำก็คงไม่ต่างอะไร หญิงสาวคนนี้สมควรได้รับการขอบคุณแล้วจริงๆ ไอดอลสาวที่มีชื่อว่า อิซึตะ รินะ แห่ง BNK48</p>
<p>ก่อนจะจากกัน ฉันถามเธอว่าวันที่เธอจะประกาศจบการศึกษา เธอจะจบการศึกษาในฐานะไหน รินะยิ้มก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายเป็นภาษาไทยสไตล์คาวาอี้ของเธอว่า</p>
<p>“ไม่กลับ AKB48 แล้วค่ะ จะจบการศึกษาในฐานะอิซึรินะ BNK48 ค่ะ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9316-last.jpg" /></p>
<p><em><strong><br />
ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์ และ พชรธร อุบลจิตต์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-izuta-rina/">อิซึรินะ BNK48 หญิงสาวที่ทุ่มแรงทั้งหมดเพื่อ 48 Group</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/pop-izuta-rina/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GOOD HOPE Music Academy : ความหวังดีของคนดนตรีเพื่อคนดนตรี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/founder-goodhope-music-academy/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/founder-goodhope-music-academy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิณี คงฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Jun 2018 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[วิรชา ดาวฉาย]]></category>
		<category><![CDATA[Good Hope Music Academy]]></category>
		<category><![CDATA[เทพวรรณ คณินวรพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันดนตรีออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ZAAP PARTY]]></category>
		<category><![CDATA[วงการดนตรีไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/founder-goodhope-music-academy/</guid>

					<description><![CDATA[<p>GOOD HOPE Music Academy คือสถาบันดนตรีออนไลน์ที่ต้องการส่งต่อโอกาสในการทำดนตรีให้กับคนที่มีความฝันและรักในเสียงเพลงแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ด้วยการสอนจากศิลปินมืออาชีพที่พร้อมมาเล่าประสบการณ์การทำงานในวงการเพลงจริงๆ ให้ทุกคนได้ฟัง สถาบันดนตรีรูปแบบใหม่นี้เกิดจากความตั้งใจของ บาส-เทพวรรณ คณินวรพันธุ์ ซีอีโอหนุ่มวัย 27 ปี จากบริษัท ZAAP PARTY ชายหนุ่มที่ต้องการทลายกำแพงข้อจำกัดของการทำดนตรีให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและดำรงตำแหน่ง academy director ประจำโปรเจกต์นี้ นอกจากนี้ยังได้ ตั๊ด-วิรชา ดาวฉาย นักร้องนำจากวง YOUNG MAN AND THE SEA มาเสริมทีมเป็น creative director ที่ช่วยสร้างสรรค์เซสชั่นคอร์สสอนทำเพลงเบื้องต้นต่างๆ ของโครงการนี้ เพื่อที่ GOOD HOPE Music Academy จะได้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ใช่สำหรับคนดนตรีในปี 2018 จุดเริ่มต้นของความหวังดี บาส: จริงๆ เราไม่ได้มองถึงขั้นสถาบันดนตรี มันเริ่มมาจากบาสได้มีโอกาสทำคอนเสิร์ต genie fest 19 เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ บาสเคยได้โอกาสมาครั้งหนึ่งแล้ว เราก็เลยอยากจะส่งต่อให้คนอื่นบ้าง จากจุดเล็กๆ นั้นก็เลยย้อนกลับมาถามตัวเองว่าแล้วเราจะทำอะไรดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/founder-goodhope-music-academy/">GOOD HOPE Music Academy : ความหวังดีของคนดนตรีเพื่อคนดนตรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>GOOD HOPE Music Academy</strong> คือสถาบันดนตรีออนไลน์ที่ต้องการส่งต่อโอกาสในการทำดนตรีให้กับคนที่มีความฝันและรักในเสียงเพลงแต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ด้วยการสอนจากศิลปินมืออาชีพที่พร้อมมาเล่าประสบการณ์การทำงานในวงการเพลงจริงๆ ให้ทุกคนได้ฟัง</p>
<p>สถาบันดนตรีรูปแบบใหม่นี้เกิดจากความตั้งใจของ <strong>บาส-เทพวรรณ คณินวรพันธุ์ </strong>ซีอีโอหนุ่มวัย 27 ปี จากบริษัท ZAAP PARTY ชายหนุ่มที่ต้องการทลายกำแพงข้อจำกัดของการทำดนตรีให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและดำรงตำแหน่ง academy director ประจำโปรเจกต์นี้ นอกจากนี้ยังได้ <strong>ตั๊ด-วิรชา ดาวฉาย</strong> นักร้องนำจากวง YOUNG MAN AND THE SEA มาเสริมทีมเป็น creative director ที่ช่วยสร้างสรรค์เซสชั่นคอร์สสอนทำเพลงเบื้องต้นต่างๆ ของโครงการนี้ เพื่อที่ GOOD HOPE Music Academy จะได้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ใช่สำหรับคนดนตรีในปี 2018</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF0883-2.jpg" /></p>
<h3><strong>จุดเริ่มต้นของความหวังดี</strong></h3>
<p><strong><br />
บาส:</strong> จริงๆ เราไม่ได้มองถึงขั้นสถาบันดนตรี มันเริ่มมาจากบาสได้มีโอกาสทำคอนเสิร์ต genie fest 19 เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ บาสเคยได้โอกาสมาครั้งหนึ่งแล้ว เราก็เลยอยากจะส่งต่อให้คนอื่นบ้าง จากจุดเล็กๆ นั้นก็เลยย้อนกลับมาถามตัวเองว่าแล้วเราจะทำอะไรดี สุดท้ายเราก็นึกถึงตอนที่เราเรียนอยู่กรุงเทพคริสเตียน เราฟอร์มทีมกันกับเพื่อนเพื่อทำวง แอบหนีเรียนเพื่อไปแต่งเพลงส่งประกวด ตอนนั้นรางวัลก็ไม่ได้นะ แต่การได้ทำเพลงกับเพื่อนๆ มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก</p>
<p>ถ้าเราจะไปทำเวทีประกวดเหมือนคนอื่นๆ เขาก็ทำได้ดีอยู่แล้ว เราเลยอยากลองหาอะไรใหม่ๆ ทำ เราบังเอิญเดินผ่านห้องอัดแถวโรงเรียน คุณภาพมันแย่มากแถมยังไม่มีใครมาแนะนำหรือให้ความรู้อะไรเกี่ยวกับการทำเพลงเลย เราเลยคิดออกทันทีว่าเราอยากจะส่งมอบความรู้เรื่องดนตรีและการทำเพลงให้กับคนอื่นๆ โดยโฟกัสไปที่เพลงเลย ไม่มีการประกวด ไม่มีรางวัล ไม่มีอะไรมาผูกมัด นี่ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดโปรเจกต์นี้ขึ้นมา แต่เพราะเราเป็นสายออร์แกไนซ์ ไม่ได้มีความรู้ด้านดนตรี เมื่อเราไม่เก่งเรื่องนี้ก็ต้องไปหาผู้รู้มาช่วยซึ่งก็คือพี่ตั๊ด เสนอพี่ตั๊ดไปก็เห็นตรงกัน เราสองคนก็เลยมาดีไซน์ด้วยกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF09063.jpg" /></p>
<h3><strong>Online to Offline เปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง</strong></h3>
<p><strong><br />
บาส: </strong>หลักการของ GOOD HOPE Music Academy บาสว่ามันเป็น online to offline เรามีพาร์ทออนไลน์ที่ให้ความรู้พื้นฐานกับทุกคน เป็นเหมือนโรงเรียนที่จุดประกายความฝันให้เขา ให้พอมีแนวว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะสิ่งที่ยากที่สุดในการทำฝันของตัวเองให้เป็นจริงก็คือจุดเริ่มต้น มันเหมือนการติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก GOOD HOPE Music Academy เลยขอเป็นหนึ่งทางในการช่วยแนะนำให้เขาเริ่มต้นอย่างถูกวิธี หรือบางทีถ้าเขาเจอทางตัน เราก็อยากให้เขาดูคลิปของเราแล้วจากที่หมดไฟก็กลับมามีไฟและอยากที่จะกลับมาทำเพลงต่อ หลังจากนั้นเราก็จะเข้าสู่พาร์ทออฟไลน์ให้ทุกคนที่สนใจทำเพลงมาหาเรา ทำเดโมส่งมาก่อน ถ้าวงได้ไปต่อ สุดท้ายเราก็จะได้มาทำเพลงด้วยกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GA1A71091.jpg" /></p>
<h3><strong>15 คลาส &#8211; 20 วง &#8211; 4 เพลง</strong></h3>
<p><strong><br />
ตั๊ด: </strong>ขั้นแรกเลยซึ่งจบไปแล้วจะเป็นช่วง GOOD HOPE Class คือการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเพลงผ่านการสอนออนไลน์ โดยมีนักดนตรี นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์มาสอนจริงๆ เลย เรามีทั้งหมด 15 คลาสด้วยกัน แบ่งคร่าวๆ ได้ 3 พาร์ท พาร์ทแรกเราจะพูดถึงศิลปะของการแต่งเพลง วิธีคิด วิธีเขียน พาร์ทที่สองเราจะพูดถึงศาสตร์ของการทำเพลง เทคนิค การทำเดโม การอัดเพลง และพาร์ทสุดท้ายเราจะพูดถึงศาสตร์และศิลป์ของการเป็นนักดนตรี ประสบการณ์ต่างๆ เวลาออกไปเล่นสด และการรวมวง ทั้ง 15 คลาสนี้เป็นเหมือนการทำให้เห็นถึงภาพรวมทั้งหมดในการทำเพลง เป็นก้าวแรกสู่วงการดนตรี</p>
<p><strong><br />
บาส:</strong> หลังจากจบ GOOD HOPE Class ก็จะเป็นช่วง GOOD HOPE Studio เราเปิดโอกาสให้ทุกวงและทุกคนส่งเพลงเข้ามา จะกี่เพลงก็ได้ เราจะมีทีม A&amp;R (artists and repertoire) (ประกอบไปด้วย รังสรรค์ ปัญญาใจ (บิว Lemon Soup), รัฐ พิฆาตไพรี (รัฐ Tattoo Colour), อนุชา โอเจริญ (อ๊อฟ Rat Records)) คอยฟังและคัดให้เหลือ 2 0 วงที่เราจะเอาเพลงมาพัฒนาต่อเพื่อให้กลายเป็นเดโมที่สมบูรณ์ ช่วงเวลานั้นเราว่ามันจะสนุกแน่นอน มันคงเป็นอารมณ์เดียวกันกับ blind audition เลยนะ มีการไลฟ์สดตอนฟังเพลงทุกวงเดี๋ยวนั้น ไม่มีการเปิดก่อน เราสัญญาว่าจะฟังทุกเพลง ทีม A&amp;R ของเราอาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะมันไม่มีกฎอะไรเลย แต่เราเป็นคนเชื่อเรื่องเพชรในตม มันมีเพชรอยู่แหละ เราแค่ต้องหาให้เจอ ไม่แน่อาจจะมีวงผมส่งไปก็ได้ (หัวเราะ)</p>
<p><strong><br />
ตั๊ด:</strong> จากเดโม 20 เพลง เราจะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายคือช่วง GOOD HOPE Song เราจะมีโปรดิวเซอร์ 4 คนคือ รัฐ Tattoo Colour, เป้ Mild, แทน Lipta และโฟร์ 25 Hours มาโปรดิวซ์เพลงใหม่เอี่ยมให้แต่ละวง โดยที่มีพี่อ๊อฟ Big Ass เป็น executive producer โดยที่ทั้ง 4 คนจะเลือกจากเพลงที่เขาชอบมากที่สุด เราไม่อยากใช้คำว่าดีกว่า เก่งกว่า แต่เราว่ามันคือคำว่าเหมาะ ซึ่งในอนาคตเราก็อยากทำให้มันมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GA1A6948.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GA1A6978.jpg" /></p>
<h3><strong>20 เสียงใหม่ๆ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากคนรุ่นเก่า</strong></h3>
<p><strong><br />
ตั๊ด:</strong> เหตุผลที่เราเอารุ่นพี่ในวงการมาแชร์ความรู้เพราะเราเชื่อว่าทุกอย่างคือสะพานจากรุ่นสู่รุ่นเสมอ อย่างเช่นเราหรือพี่อ๊อฟ Big Ass ก็ชอบอัสนี-วสันต์มาก่อน หรืออย่างวง Musketeers ก็ชอบวง Big Ass มาก่อนเหมือนกัน เราเลยมองว่ามันเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่นมากกว่า บ้านเราชอบพูดว่าทำไมเหมือนวงนู้นวงนี้ เฮ้ย! มันไม่จริง เราเชื่อว่าการส่งอิทธิพลต่อกันเป็นเรื่องปกติ ทุกคนต่างมี influence เป็นของตัวเอง ดังนั้นเราเลยคิดว่าเรามาทำให้มันสนุกสนานกันดีกว่า</p>
<p>เราเลยถามบาสไปเลยว่า “บาสอยากได้เพลงดังไหม ถ้าอยากได้เพลงดัง นี่ทำไม่ได้” มันทำไม่ได้จริงๆ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเพลงมันจะดัง ถ้ารู้ว่าเพลงจะดัง เราคงทำวันละเพลงได้เป็นหมื่นเป็นล้านแล้ว ถ้าวัดความสำเร็จเรื่องนั้นมันทำไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้เลยคือการเลือกทีม A&amp;R เราเลือกทีมนี้เพราะเรารู้ว่าเขาใกล้ชิดกับของใหม่เสมอ เรามองว่า 3 คนนี้มีเคมีที่ดีแล้วเขาก็ทำงานด้วยกันอยู่แล้ว เราคุยกับบาสเลยว่าเราไม่รู้นะว่าจะเจอวงดังหรือเปล่า แต่เราคิดว่ามันมีโอกาสมากๆ ที่จะได้เจอเสียงใหม่ๆ ความเพราะแบบใหม่ๆ หรือความตั้งใจใหม่ๆ ซึ่งเราว่ามันน่าสนใจกว่า</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GA1A61283.jpg" /></p>
<h3><strong>การเป็นนักดนตรีคือการสร้างบางอย่างและส่งต่อให้กับผู้อื่น</strong></h3>
<p><strong><br />
ตั๊ด:</strong> เราเชื่อว่าทุกครั้งที่ได้สอนใครหรือได้แชร์ประสบการณ์ อย่างแรกคือมันเป็นการได้เรียบเรียงตัวเอง ได้เรียบเรียงสิ่งที่ตัวเองทำมาทั้งหมดว่าเป็นยังไง อย่างที่สองเราว่าคือการได้ทำให้มันกลายเป็นความสุข เราเชื่อว่าพี่ๆ ทุกคนมีความสุข มีพี่ๆ หลายคนอยากเข้ามาแจม เราเชื่อว่าธรรมชาติของการเป็นศิลปินหรือนักดนตรีคือการเกิดมาเพื่อสร้างบางอย่างและมอบให้คนอื่น ทุกวันนี้ยิ่งให้ยิ่งได้ เราไม่ได้มองว่าเขาเสียสละนะ แต่การที่เขาได้ให้ ได้แบ่งปัน มันคงคล้ายๆ การเล่นกีต้าร์ เล่นทำไมให้เจ็บนิ้ว ก็มันมีความสุขไง การได้คุยเรื่องดนตรีก็เหมือนกัน การที่เราได้เห็นคนรุ่นใหม่ๆ กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกันกับที่เราเคยผ่านมา มันโคตรมีความสุขเลยนะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GA1A66591.jpg" /></p>
<h3><strong>โซเชียลเน็ตเวิร์กกับโอกาสฉายแสงของคนดนตรีที่เพิ่มขึ้น</strong></h3>
<p><strong><br />
บาส: </strong>เรามองว่าเทคโนโลยีหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ มันช่วยให้เรามีทางเลือกหรือโอกาสมากกว่าเมื่อก่อน สมัยนี้ไม่จำเป็นต้องมีค่ายก็เป็นศิลปินได้ แต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่ของด้วยว่าดีจริงหรือเปล่า ถ้าเด็กรุ่นใหม่สนใจแค่ปลายทางโดยไม่รู้จุดเริ่มต้นของตัวเองว่าเราอยู่ตรงจุดไหนและหลงคิดไปเองว่าเพลงเราดีแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันยังไม่ดีพอ สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝันอยู่ดี ต่อให้เราเสียเงินค่าบูสต์โพสต์เท่าไหร่ยังไงก็ไปไม่ถึงฝัน ฉะนั้นเราเลยคิดว่าจุดเริ่มต้นกับการรู้ตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด</p>
<p><strong><br />
ตั๊ด:</strong> เราคิดว่าศิลปินทุกคนเป็นนักสร้างสรรค์ ศิลปินคือคำที่คนอื่นมีไว้ใช้เรียกเรา ไม่มีใครตื่นขึ้นมาแล้วตะโกนว่ากูเป็นศิลปิน มันคงไม่เป็นอย่างนั้น เพียงแต่คนรุ่นก่อน การที่จะได้เป็นศิลปินมันต้องถูก pick up จากใครสักคน เหมือนกับเราไปฟังเพลงจากวงดนตรีที่เล่นในร้านเหล้า พี่เขาเล่นโคตรดีเลยนะ แต่ก็เป็นได้แค่นักดนตรีอยู่ดี ไม่มีสิทธิ์บอกได้ว่าตัวเองนี่แหละเป็นศิลปิน เพราะการเป็นศิลปินต้องได้รับการฟังจากคนอื่นแล้วบอกว่าคุณคือศิลปิน แต่สมัยนี้มันไม่จำเป็นแล้ว คนสามารถเป็นได้ทั้งนักดนตรีและศิลปิน มันมีช่องทางให้เราแสดงตัวมากขึ้น มีไฟหลายดวงส่องมาถึงง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยูทูป เฟซบุ๊ก หรือแม้กระทั่ง GOOD HOPE Music Academy เองก็เหมือนกัน เราเชื่อว่าคนที่ทำงานสร้างสรรค์และคนที่รักดนตรีมีเท่าเดิมและมีความสามารถเสมอมา เพียงแต่ยุคนี้มันมองเห็นได้ง่ายขึ้น เข้าถึงเนื้องานมากขึ้น และเราก็เชื่อเหมือนกันว่างานจะต้องดีขึ้นเพราะทุกคนทำได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF0901-41.jpg" /></p>
<hr />
<p><strong>Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/GOODHOPEMusicAcademy/" target="_blank" rel="noopener">GOOD HOPE Music Academy</a></p>
<p><a href="https://goodhopemusicacademy.com/">goodhopemusicacademy.com/</a></p>
<p><em><strong><br />
ภาพ</strong> นิติพงษ์ การดี และ GOOD HOPE Music Academy</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/founder-goodhope-music-academy/">GOOD HOPE Music Academy : ความหวังดีของคนดนตรีเพื่อคนดนตรี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/founder-goodhope-music-academy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลับตัวก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปยังไงให้ถึง? เข้าใจ TCAS และตามหาทางออกของระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยเจ้าปัญหา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/report-tcas-dek61/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/report-tcas-dek61/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นวภัทร์ นาวาเจริญ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Jun 2018 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มัธยมปลาย]]></category>
		<category><![CDATA[TCAS]]></category>
		<category><![CDATA[#dek61]]></category>
		<category><![CDATA[แอดมิชชัน]]></category>
		<category><![CDATA[สอบเข้ามหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กม.6]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/report-tcas-dek61/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณยังจำช่วงที่วุ่นวายใจขณะเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม ? ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตวัยรุ่นที่ต้องแบกรับความกดดันมากเป็นพิเศษ หลายคนต้องหาความสมดุลระหว่างความคาดหวังของครอบครัวและความฝันของตัวเอง ต้องค้นหาคณะที่ตนเองอยากเรียน หรือต้องพยายามผลักดันตัวเองให้เข้าไปอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยในฝัน มีเด็กจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ แต่มีอีกไม่น้อยเช่นกันที่ผิดหวัง เพราะการศึกษาไทยคือสนามแข่งขันที่มีเส้นชัยเป็นคอขวด เด็กต้องพร้อมและเรียนรู้ไว ยิ่งในปีนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีระบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย รวมไปถึงมีการกำเนิดของ TCAS (Thai University Central Admission System) ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่ที่ ทปอ. (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) ประกาศใช้ในปีการศึกษา 2561 เป็นครั้งแรก หลายปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 ต้องผ่านการสอบหลายครั้งกว่าจะได้เข้ามหาวิทยาลัย ทั้ง GAT, PAT, วิชาสามัญ 9 วิชา, O-NET หรือการสอบตรงของแต่ละมหาวิทยาลัยซึ่งจัดตลอดทั้งปี จนมีบางโปรแกรมสอบที่ซ้อนทับกันทำให้เด็กต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก TCAS จึงรวบการสอบทั้งหมดมาจัดสอบภายในเดือนเดียว และให้เด็กนำคะแนนไปยื่นตามเกณฑ์การรับสมัครในแต่ละรอบ ได้แก่ รอบพอร์ตโฟลิโอ, รอบโควตา, รอบรับตรงร่วมกัน, รอบแอดมิชชั่น และรอบรับตรงอิสระ โดยทั้งหมดนี้หวังให้แก้ปัญหาการวิ่งรอกสอบ ลดการกั๊กที่ และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ทั้งหมดเป็นเพียงทฤษฎี เมื่อ TCAS [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-tcas-dek61/">กลับตัวก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปยังไงให้ถึง? เข้าใจ TCAS และตามหาทางออกของระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยเจ้าปัญหา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คุณยังจำช่วงที่วุ่นวายใจขณะเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม ?</p>
<p>ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตวัยรุ่นที่ต้องแบกรับความกดดันมากเป็นพิเศษ หลายคนต้องหาความสมดุลระหว่างความคาดหวังของครอบครัวและความฝันของตัวเอง ต้องค้นหาคณะที่ตนเองอยากเรียน หรือต้องพยายามผลักดันตัวเองให้เข้าไปอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยในฝัน</p>
<p>มีเด็กจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ แต่มีอีกไม่น้อยเช่นกันที่ผิดหวัง เพราะการศึกษาไทยคือสนามแข่งขันที่มีเส้นชัยเป็นคอขวด เด็กต้องพร้อมและเรียนรู้ไว ยิ่งในปีนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีระบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย รวมไปถึงมีการกำเนิดของ <strong>TCAS (Thai University Central Admission System)</strong> ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่ที่ ทปอ. (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) ประกาศใช้ในปีการศึกษา 2561 เป็นครั้งแรก</p>
<p>หลายปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 ต้องผ่านการสอบหลายครั้งกว่าจะได้เข้ามหาวิทยาลัย ทั้ง GAT, PAT, วิชาสามัญ 9 วิชา, O-NET หรือการสอบตรงของแต่ละมหาวิทยาลัยซึ่งจัดตลอดทั้งปี จนมีบางโปรแกรมสอบที่ซ้อนทับกันทำให้เด็กต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก TCAS จึงรวบการสอบทั้งหมดมาจัดสอบภายในเดือนเดียว และให้เด็กนำคะแนนไปยื่นตามเกณฑ์การรับสมัครในแต่ละรอบ ได้แก่ รอบพอร์ตโฟลิโอ, รอบโควตา, รอบรับตรงร่วมกัน, รอบแอดมิชชั่น และรอบรับตรงอิสระ โดยทั้งหมดนี้หวังให้แก้ปัญหาการวิ่งรอกสอบ ลดการกั๊กที่ และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น</p>
<p>แต่ทั้งหมดเป็นเพียงทฤษฎี</p>
<p>เมื่อ TCAS ถูกนำมาใช้จริง ระบบสอบนี้กลับไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างที่ควรจะเป็น ซ้ำร้ายยังย้อนแย้งกับเป้าหมายเริ่มต้นของตัวเอง ส่วนที่มีปัญหาที่สุดคือการคัดเลือกรอบที่ 3 หรือรอบรับตรงร่วมกัน ที่เด็กหลายคนถูกกั๊กที่นั่งอย่างไม่ยุติธรรม เพราะ TCAS ออกแบบระบบให้เด็กสามารถเลือกคณะที่อยากเรียนได้ 4 คณะ ซึ่งหากติดเกิน 1 คณะ เด็กจะต้องเลือกเพียงคณะเดียวเท่านั้น ทำให้มีที่นั่งว่างเกิดขึ้น ซึ่งระบบ TCAS ไม่มีการเรียกตัวสำรองเข้ามาแทนที่ ทำให้เด็กคณะแพทย์ที่สอบ กสพท.และมีคะแนนสูงกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ สอบติดคณะที่เลือกไว้สำรอง กลายเป็นการกันที่เพื่อนที่อยากเรียนคณะนั้นจริงๆ จนเมื่อถึงวันรายงานตัว จากจำนวนที่นั่งกว่า 30 ที่ บางสาขาวิชามีเด็กมารายงานตัวไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ</p>
<p>นอกจากนั้น จากการพูดคุยกับ #dek61 จำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระบบ TCAS ทำให้เรารู้ว่า TCAS ไม่เพียงก่อให้เกิดปัญหาการกั๊กที่เท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายในการสอบก็ไม่ได้ลดลงไปมาก ระบบมีความซับซ้อนซึ่ง ทปอ.ก็ไม่สามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ รวมถึงเว็บไซต์ของ ทปอ.ก็ยังล่มบ่อยๆ</p>
<p>ปัญหาเหล่านี้ทำให้ #dek61 จำนวนไม่น้อยต้องผจญกับความเครียด ความกดดัน และความสับสน แต่การเอาแต่ก่นด่าสาปแช่งระบบก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา การหาทางแก้ไขดูจะเป็นทิศทางที่สร้างสรรค์มากกว่าในช่วงเวลานี้ เราจึงอยากพาทุกคนไปพูดคุยกับตัวแทน #dek61 รวมถึงครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ และลาเต้-มนัส อ่อนสังข์ บรรณาธิการข่าวการศึกษา เว็บไซต์ dek-d.com ถึงทางออกของปัญหาและระบบการเข้ามหาวิทยาลัยที่แต่ละคนอยากให้เกิดขึ้น</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tcas3.jpg" /></p>
<p><strong>ลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์<br />
อาจารย์สอนภาษาอังกฤษจากสถาบัน Angkriz</strong></p>
<p>“ระบบการเข้ามหาวิทยาลัยของไทยอย่างแรกต้อง simplify คือต้องง่ายไว้ก่อน ง่ายในแบบที่เด็กสามารถอธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจได้ไม่ยาก อย่างที่สองคือคุณต้องรับฟังเด็ก คุณกำลังออกแบบระบบที่ส่งผลต่อชีวิตของเขาโดยตรง ฉะนั้นคุณต้องพร้อมที่จะลงมาเกี่ยวข้องกับเขา คุยกับเด็กให้มาก ถามเขาหน่อยว่าเขาต้องการระบบแบบไหน เดี๋ยวนี้มีวิธีคุยกับเด็กตั้งเยอะ คุณต้องมีแอคเคานต์ทวิตเตอร์ได้แล้ว คุณต้องรู้จักแฮชแท็ก #dek61 เราอยู่ในยุคที่เชื่อมต่อกับเขาได้แล้วเราก็ควรใช้พื้นที่ตรงนั้นให้เกิดประโยชน์</p>
<p>“สิ่งสำคัญคือเราควรสอนให้เด็กรู้จักตัวเองตั้งแต่อยู่ในรั้วโรงเรียน ทปอ.จะต้องฟังและออกแบบระบบให้รอบคอบกว่านี้ คุณควรให้เด็กเลือกคณะเดียวไปเลยเพราะยังไงเด็กก็มีคณะในใจอยู่แล้ว ทำไมเราถึงให้เด็กคนหนึ่งติดแพทย์ ติดนิเทศฯ ติดอักษรฯ หรือติดประมงได้ มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับประเทศเรา เด็กคนหนึ่งจะไม่รู้เลยเหรอว่าอยากจะเรียนอะไรมากที่สุด เพราะแต่ละคณะที่เลือก ชีวิตมันต่างกันมากเลยนะ”</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tcas2.jpg" /></p>
<p><strong>ลาเต้-มนัส อ่อนสังข์<br />
บรรณาธิการข่าวการศึกษา เว็</strong><strong>บไซต์ dek-d.com</strong></p>
<p>“TCAS ก็เหมือนคนหนึ่งคน คือเขาไม่ได้นิสัยเสียหรือนิสัยดีไปเสียทุกเรื่อง ภาพรวมทฤษฎีมันดี แต่ภาคปฏิบัติคือการบริหารจัดการมันไม่โอเค</p>
<p>“ถ้าจะออกแบบระบบการเข้ามหาวิทยาลัย มันควรมีสองคีย์เวิร์ด คือจะต้องยุติธรรมกับทุกคนให้มากที่สุดและทุกคนก็ต้องไม่เสียสิทธิ์จนเกินไปเช่นกัน แต่สำหรับ TCAS ถามว่ายุติธรรมไหม&#8230;ไม่ เสียสิทธิ์ไหม&#8230;เยอะ</p>
<p>“อย่างในการสอบรอบที่ 3 ที่เกิดปัญหาการกั๊กที่ มันไม่ใช่ความผิดของเพื่อนที่มากั๊กที่เรา แต่เป็นความผิดของระบบ เราต้องยอมรับว่าการที่จะทำระบบให้ตรงความต้องการของเด็กทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างระบบที่มีความชัดเจนได้ว่ามันยุติธรรมและรักษาสิทธิเด็กทุกคน</p>
<p>“ทปอ.ควรบอกน้องไปเลยว่ารอบนี้เป็นรอบรับตรง บอกไปเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เด็กเก่งจะเป็นแบบนี้ เด็กที่คะแนนรองลงมาจะเป็นแบบนี้ เด็กจะได้ท้าทายตัวเองมากขึ้น และอาจทำให้มันกระชับชัดเจนไปเลยว่าแต่ละรอบใช้เวลาหนึ่งเดือนพอ ตอนนี้บางรอบถ้าน้องไม่ติดคือต้องนั่งอยู่บ้านฟรีไปเลย 3 เดือน ทปอ.อาจต้องโยกย้ายบางรอบให้มันสอดคล้องกับสภาพจิตใจของเด็กด้วย</p>
<p>“ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะน้องๆ จะได้รับมือกับการสอบได้ แต่ ทปอ.ใช้ภาษาสื่อสารเป็นทางการมาก เด็กอ่านแล้วไม่เข้าใจ เราเองก็ต้องช่วยเอามานั่งแปลกันใหม่ เช่น ทำเป็นอินโฟกราฟิกเพื่อให้น้องเห็นภาพ”</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tcas4.jpg" /></p>
<p><strong>บุ๊ค-สิรภพ ลือพัฒนสุข<br />
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์</strong></p>
<p>“ผมว่าระบบ TCAS ควรเอารอบพอร์ตโฟลิโอกับรอบโควตามาผสมกัน แล้วแยกคณะแพทย์ออกมาสอบต่างหาก เพราะรอบนี้มันมามีปัญหาตอนสอบรอบที่ 3 เรื่องการกั๊กที่นั่ง ผมว่าก็ต้องเข้าใจคนที่คะแนนแพทย์เขาไม่สูงด้วยครับ เขาก็กลัวนะ เขาเลยจำเป็นที่จะต้องเลือกสาขาอื่นเผื่อไว้ด้วย มันไม่ได้ผิดที่คนเลือกนะเพราะเขามีสิทธิ์ในการเลือก มันอาจจะดูไม่ค่อยมีน้ำใจ แต่ถามว่าผิดไหมก็ไม่ผิด ต้องแก้ที่ระบบมากกว่า”</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tcas1.jpg" /></p>
<p><strong>เกม-ชลิตา จั่นประดับ<br />
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา</strong></p>
<p>“ก่อนที่จะเปลี่ยนระบบควรบอกกันก่อน จะเปิดอภิปรายหรือจัดกิจกรรมอะไรก็ได้เพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมด้วย เพราะตอนที่เปลี่ยนระบบเป็น TCAS นักเรียนมีส่วนร่วมน้อยมาก เขาไม่ได้มาถามอะไรเราเลย ทั้งที่จริงแล้วมันเกี่ยวกับนักเรียนโดยตรง ทำให้เป็นแคมเปญใหญ่โตไปเลยก็ได้ เหมือนเรื่องอาเซียนที่ต้องเตรียมตัวตั้งกี่ปีกว่าทุกคนจะเข้าใจตรงกัน TCAS ก็เหมือนกัน พอพูดว่า TCAS ทุกคนต้องร้องอ๋อ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้น เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันเป็นเรื่องซีเรียสนะ เพราะมันเป็นอนาคตของนักเรียนคนหนึ่งเลย&#8221;</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tcas5.jpg" /></p>
<p><strong>เอิง-นันท์นภัส ภู่พิทักษ์พงศ์<br />
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย</strong></p>
<p>“หนูรู้สึกว่าระบบสอบปีก่อนๆ มันเป็นระบบที่โอเคอยู่แล้วและค่อนข้างจะนิ่งแล้วด้วยเพราะเขาก็ใช้กันมาตั้งหลายปี การสอบแบบเก่าจะมีรอบโควตารอบหนึ่ง รอบรับตรงอีกรอบหนึ่ง ปิดท้ายด้วยรอบแอดมิชชั่น ส่วนพวก กสพท.ก็จะแยกไปอีกรอบเลย หนูเลยงงมากว่าทำไมปีนี้ถึงเอามารวมกัน หนูอยากให้เขาคิดให้รอบคอบและออกมาบอกให้ทั่วถึงกว่านี้ เพราะทุกวันนี้หนูต้องหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเยอะมาก จากเว็บ dek-d.com หรือหลายเว็บที่เขาสรุปมาให้ ซึ่งมันไม่ควรเลย</p>
<p>“อย่างหนึ่งที่หนูเห็นคือความแตกต่างระหว่างการศึกษาของไทยกับของต่างประเทศ หนูไปแลกเปลี่ยนที่เม็กซิโกมาหนึ่งปีตอน ม.5 ที่นั่นถ้าเด็กจะสอบเข้าแพทย์เขาก็จะเน้นไปทางแพทย์เลย แล้วก็มีข้อสอบสำหรับเข้าแพทย์โดยเฉพาะ ไม่ต้องมาเครียดเรียนทุกวิชา แต่ของเราถึงจะรู้ว่าเราอยากเรียนอะไรก็ไม่สามารถโฟกัสแค่ที่เราอยากเรียนได้อยู่ดี เพราะข้อสอบมันทำมาให้สอบทุกวิชา</p>
<p>“หนูรู้สึกว่าเด็กไทยควรมีเวลาสำหรับทำกิจกรรมหรือค้นหาตัวเองเยอะกว่านี้ เพราะมันส่งผลกระทบถึงการเลือกคณะในมหาวิทยาลัยด้วย บางคนไม่รู้จะเข้าอะไรเขาก็เลยเรียนเผื่อไว้ทุกอัน แทบจะไม่มีเวลาได้พักเลย ซึ่งหนูว่ามันทำให้เด็กเครียด พอเครียดผลลัพธ์มันก็ยิ่งออกมาแย่”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-tcas-dek61/">กลับตัวก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปยังไงให้ถึง? เข้าใจ TCAS และตามหาทางออกของระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยเจ้าปัญหา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/report-tcas-dek61/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
