<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>​Satarana, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author460/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author460/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 08:03:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>คนรายได้น้อยมีทางเลือกมากแค่ไหนในการใช้ขนส่งสาธารณะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urban-public-transportation-for-low-salary/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/urban-public-transportation-for-low-salary/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[​Satarana]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Apr 2018 12:33:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[urban report]]></category>
		<category><![CDATA[เมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่งมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่งสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[รถ]]></category>
		<category><![CDATA[รถโดยสาร]]></category>
		<category><![CDATA[เดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[รายได้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/urban-public-transportation-for-low-salary/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึง ‘การเดินทาง’ กรุงเทพฯ ก็มีชื่อเสีย(ง)อยู่ไม่น้อย นอกจากปัญหาโลกแตกอย่างรถติดที่ขึ้นชาร์ต Top 3 ของโลกมาหลายปีซ้อน ความหลากหลายของระบบขนส่งสาธารณะบ้านเราก็กลายเป็นเสน่ห์ของเมืองอีกอย่าง ทั้งทางบก-ทางน้ำ ไล่มาตั้งแต่รถเมล์ รถตู้ รถสองแถว รถกระป๋อง รถไฟใต้ดิน-บนดิน-ลอยฟ้า เรือข้ามฟาก เรือด่วนแล่นทั้งในคลองและแม่น้ำ หรือรถรับจ้างอย่างมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ หรือถ้าทันสมัยหน่อยก็เรียกใช้บริการรถรับส่งจากหลายแอปพลิเคชั่นได้รวดเร็วทันใจ เราอาจพยักหน้าเห็นด้วย ถ้าเราเป็นกลุ่มคนที่มีทางเลือกในการเดินทาง (Choice Riders) อยู่แล้ว แต่สำหรับกลุ่มคนรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในเมืองผู้ต้องพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก (Public Transport Dependency) พวกเขากลับมีทางเลือกในการเดินทางน้อยมาก แถมยังถูกจำกัดให้มีสิทธิใน ‘เมือง’ น้อยลงเรื่อยๆ ด้วย ถ้าคำว่า ‘สาธารณะ’ หมายถึง เพื่อคนส่วนรวม ‘ระบบขนส่งสาธารณะ’ ก็ควรจะเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับการเดินทางสำหรับคนทุกกลุ่มในเมืองได้ มาดูกันว่าแล้วปัญหาของระบบขนส่งสาธารณะอยู่ที่ตรงไหน? 1. ความเข้าถึง (Accessibility) จากการศึกษาพบว่าระดับรายได้ และระดับการศึกษาของคนมีผลต่อพฤติกรรมการอยู่อาศัยและการเดินทางในเมือง โดยกลุ่มคนรายได้น้อยจะมีความถี่ในการเดินทางน้อยกว่ากลุ่มคนชนชั้นกลาง และมีระยะการเดินทางที่สั้นกว่า พวกเขามักเลือกอาศัยอยู่ใกล้กับสถานที่ทำงาน เพื่อเดินหรือใช้ขนส่งสาธารณะเดินทางใกล้ๆ เห็นได้ชัดจากการที่ชุมชนแออัดหรือหอพักราคาถูก แม้จะคับแคบ ไม่ปลอดภัย และไม่สะอาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-public-transportation-for-low-salary/">คนรายได้น้อยมีทางเลือกมากแค่ไหนในการใช้ขนส่งสาธารณะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึง ‘การเดินทาง’ กรุงเทพฯ ก็มีชื่อเสีย(ง)อยู่ไม่น้อย</p>
<p>นอกจากปัญหาโลกแตกอย่างรถติดที่ขึ้นชาร์ต Top 3 ของโลกมาหลายปีซ้อน ความหลากหลายของระบบขนส่งสาธารณะบ้านเราก็กลายเป็นเสน่ห์ของเมืองอีกอย่าง ทั้งทางบก-ทางน้ำ ไล่มาตั้งแต่รถเมล์ รถตู้ รถสองแถว รถกระป๋อง รถไฟใต้ดิน-บนดิน-ลอยฟ้า เรือข้ามฟาก เรือด่วนแล่นทั้งในคลองและแม่น้ำ หรือรถรับจ้างอย่างมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ หรือถ้าทันสมัยหน่อยก็เรียกใช้บริการรถรับส่งจากหลายแอปพลิเคชั่นได้รวดเร็วทันใจ </p>
<p>เราอาจพยักหน้าเห็นด้วย ถ้าเราเป็นกลุ่มคนที่มีทางเลือกในการเดินทาง (Choice Riders) อยู่แล้ว แต่สำหรับกลุ่มคนรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในเมืองผู้ต้องพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก (Public Transport Dependency) พวกเขากลับมีทางเลือกในการเดินทางน้อยมาก แถมยังถูกจำกัดให้มีสิทธิใน ‘เมือง’ น้อยลงเรื่อยๆ ด้วย</p>
<p>ถ้าคำว่า ‘สาธารณะ’ หมายถึง เพื่อคนส่วนรวม ‘ระบบขนส่งสาธารณะ’ ก็ควรจะเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับการเดินทางสำหรับคนทุกกลุ่มในเมืองได้ </p>
<p>มาดูกันว่าแล้วปัญหาของระบบขนส่งสาธารณะอยู่ที่ตรงไหน?</p>
<p><strong>1. ความเข้าถึง (Accessibility)</strong> จากการศึกษาพบว่าระดับรายได้ และระดับการศึกษาของคนมีผลต่อพฤติกรรมการอยู่อาศัยและการเดินทางในเมือง โดยกลุ่มคนรายได้น้อยจะมีความถี่ในการเดินทางน้อยกว่ากลุ่มคนชนชั้นกลาง และมีระยะการเดินทางที่สั้นกว่า พวกเขามักเลือกอาศัยอยู่ใกล้กับสถานที่ทำงาน เพื่อเดินหรือใช้ขนส่งสาธารณะเดินทางใกล้ๆ เห็นได้ชัดจากการที่ชุมชนแออัดหรือหอพักราคาถูก แม้จะคับแคบ ไม่ปลอดภัย และไม่สะอาด แต่มักจะมีทำเลอยู่ตามย่านต่างๆ กลางใจเมือง </p>
<p>ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะมากที่สุด แต่ปัจจุบัน พื้นที่ชุมชนกลางเมืองเหล่านั้นกำลังถูกคุกคามด้วยหลายสาเหตุ เช่น แผนการขยายระบบขนส่งมวลชนเส้นทางใหม่ๆ ที่ขยายไปถึงตรงไหน พื้นที่ตรงนั้นก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นและถูกแทนที่ด้วยกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมากกว่าไปโดยปริยาย หรือบางครั้งพื้นที่ชุมชุนก็ถูกไล่รื้อ ปล่อยเป็นพื้นที่ว่าง เพียงเพื่อเหตุผลด้านทัศนียภาพของเมืองเท่านั้น ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยเหล่านี้ถูกย้ายให้อยู่ไกลจากตัวเมืองออกไปแบบไม่มีทางเลือก ทั้งๆ ที่ยังต้องทำงานอยู่ที่เดิม พวกเขาจึงต้องเดินทางไกลขึ้น หลายต่อมากขึ้น และใช้ชีวิตประจำวันลำบากกว่าเดิม </p>
<p>มองกลับมาที่คนชนชั้นกลางจำนวนมากที่เลือกย้ายไปอยู่ชานเมืองเองด้วยความสมัครใจ แลกกับการมีพื้นที่บ้านที่กว้างขวางขึ้น ไม่แออัด แต่พวกเขาก็ไม่เดือดร้อน เนื่องจากมีรถยนต์ขับ หรือคิดไว้แล้วว่าสามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก เช่น มีรถไฟฟ้าที่สร้างมาเพื่อตอบโจทย์คนชนชั้นกลางขึ้นไป และนักท่องเที่ยว สังเกตได้ง่ายๆ จากเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะเลือกตั้งสถานีตามย่านธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า หรือสนามบิน ซึ่งการวางเส้นทางแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องปกติสำหรับเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายๆ แห่งทั่วโลก </p>
<p><strong>2. ความสามารถในการจ่าย (Affordability) </strong>แม้เงินจะซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ ‘เงินซื้อเวลา’ ได้ และยังแบ่งแยกชนชั้นของผู้โดยสารที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะแต่ละประเภทด้วยค่าโดยสาร ซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดสิทธิในการเดินทางของกลุ่มคนรายได้น้อยไปโดยอัตโนมัติ</p>
<p>แม้ว่ากรุงเทพฯ จะมีทางเลือกในการเดินทางมากมาย แต่หากเปรียบเทียบราคาค่าโดยสารในปัจจุบันแล้ว เงิน 10-20 บาท อาจทำได้แค่นั่งมอเตอร์ไซค์ไปหน้าปากซอย หรือสำหรับการเดินทางระยะไกลก็จะเหลือตัวเลือกเพียงรถเมล์หรือเรือเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/imageLikeEmbed.png"></p>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนกลุ่มนี้ถูกย้ายออกไปให้อยู่ไกลเมืองมากขึ้น ต้องเดินทางไกลขึ้น และอาจต้องเดินทางหลายต่อ จึงมีแนวโน้มที่จะเสียค่าใช้จ่ายไปกับการเดินทางสูงขึ้นตามไปด้วย</p>
<p>ท่ามกลางตัวเลือกที่มีอยู่อย่างจำกัด ระบบขนส่งที่มีอยู่กลับไม่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับปริมาณความต้องการ ยกตัวอย่างเช่นรถเมล์ จากกราฟจะเห็นได้ว่าผู้โดยสารต่อวันมีจำนวนลดลงทุกปี สวนทางกับปริมาณคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ มากขึ้นทุกปี สาเหตุหลักก็มาจากปัญหาการจราจรติดขัด ทำให้คนที่มีทางเลือกหันไปใช้บริการประเภทอื่น รวมถึงภาวะขาดทุนสะสมติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ทำให้จำนวนรถที่ให้บริการลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นนอกจากผู้โดยสารจะต้องใช้เวลาอยู่บนถนนจากรถติดเป็นเวลานานแล้ว ยังต้องบวกเวลาที่ใช้รอรถอีก รถเมล์จึงมีศักยภาพการแข่งขันลดลง หากเทียบกับตัวเลือกการเดินทางอื่นๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1070.jpg"></p>
<p>สุดท้ายแล้วกลุ่มคนรายได้น้อยในเมือง จึงกลายเป็นกลุ่มผู้โดยสารที่เดินทางด้วยความจำเป็น (captive passenger) ไม่ใช่ด้วยความสมัครใจ ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจความพึงพอใจในการเดินทางด้วยระบบสาธารณะ ที่กลุ่มคนรายได้น้อยมักจะพึงพอใจบริการขนส่งสาธารณะน้อยกว่าผู้โดยสารกลุ่มอื่นๆ ก็เพราะพวกเขามีทางเลือกไม่มากนั่นเอง</p>
<p>สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคนทุกกลุ่มต่างก็ต้องการคุณภาพและประสิทธิภาพในการเดินทางเหมือนๆ กัน การจัดสรรทรัพยากรและพัฒนาระบบขนส่งมวลชน จึงไม่ควรแค่สร้างความเท่าเทียม (Equality) ด้วยการให้ทุกคนอย่างเท่าๆ กันเท่านั้น แต่ควรทำให้เกิดความเสมอภาค (Equity) ด้วยการให้ความสำคัญกับคนรากหญ้าที่ใช้ชีวิตในเมืองได้ลำบากกว่า </p>
<p>แต่ในปัจจุบัน ระบบขนส่งสาธารณะที่คนกลุ่มนี้เข้าถึงได้ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หรือเรือ กลับไม่ได้รับความสำคัญในการลงทุนเพื่อพัฒนาเท่าที่ควร สาเหตุอาจมาจากการที่มีหน่วยงานทำงานทับซ้อนกันจำนวนมาก ทำให้การวางแผนและพัฒนางานแบบรวมศูนย์ในด้านการคมนาคมเป็นไปอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่งานวางแผน ซ่อม สร้าง และบริหารจัดการ พบว่าในกรุงเทพฯ มีหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจราจรมากถึง 37 หน่วยงาน </p>
<p>นอกจากนี้ งบประมาณส่วนใหญ่มักถูกใช้ไปกับระบบรางที่สร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (แถมมาด้วยค่าโดยสารที่สูงขึ้นเรื่อยๆ) ซึ่งเป็นผลงานที่จับต้องได้ และตีความไปว่า ‘ความทันสมัย’ คือ ‘การพัฒนา’ ทั้งที่จริงๆ แล้ว คำว่าพัฒนาไม่ได้หมายความเพียงแค่ความทันสมัยเท่านั้น เช่นเดียวกับเมกะโปรเจกต์มากมายทั่วโลกที่มีผลวิจัยชี้ชัดว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์มักจะประเมินคุณประโยชน์เกินกว่าความเป็นจริง แต่กลับประเมินงบประมาณต่ำกว่าที่ใช้จริง ทำให้เกิดปัญหางบประมาณบานปลาย ก่อสร้างล่าช้า และได้สิ่งก่อสร้างมีคุณค่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ </p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น แอร์พอร์ตลิงก์ที่ลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่มีผู้โดยสารต่อปีน้อยกว่าเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือคลองแสนแสบที่ได้รับงบประมาณเพียง 70 ล้านบาท หรือรถไฟฟ้าพลังงานแม่เหล็ก Maglev ของประเทศจีนที่เปิดตัวไปเมื่อหลายปีก่อน ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย วิ่งโดยไม่สัมผัสราง ซึ่งใช้เงินลงทุนไปมหาศาล ทำให้ราคาค่าโดยสารสูงลิ่ว แต่กลับไม่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะประเภทอื่น ทำให้มีผู้โดยสารน้อยกว่าที่คาดไว้</p>
<p>สุดท้ายแล้ว เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่าแผนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะทุกวันนี้ เราทำเพื่อใคร? เราคิดถึงกลุ่มคนในสังคมที่หลากหลายมากพอแล้วหรือยัง?</p>
<p>หากในระยะยาว เราต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตในภาพรวมของเมือง การมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงอย่างระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงคนทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัยในสังคม อาจเป็นก้าวสำคัญที่เราไม่ควรละเลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบต่างๆ ของเมืองจะส่งผลกระทบต่อกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>แล้วเมื่อเส้นเลือดของเมืองทำงานได้คล่องตัว ก็จะนำไปสู่การพัฒนาความยั่งยืนในมิติอื่นๆ ได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ข้ออ้างของหลายๆ เรื่องที่ว่าทุกอย่างเป็นเพราะ “ก็รถมันติด” จะได้หมดไปสักที&#8230;</p>
<p><strong><em>อ้างอิง</em></strong></p>
<ul>
<li>Barter, A. P. R. (1998). <a href="http://www.fukuoka.unhabitat.org/docs/occasional_papers/project_a/06/transport-barter-e.html">Transport and urban poverty in asia: A brief introduction to the key issues</a>.<em> United Nations Center for Human Settlements (Habitat) Regional Symposium on Urban Poverty in Asia,</em> Fukuoka, Japan. </li>
<li>Flyvbjerg, B. (2007). Megaproject policy and planning: Problems, causes, cures. Aalborg, Aalborg University </li>
<li>Peng, Z., &amp; Zhu, Y. (2010). Urban transport in chinese cities: The impact on the urban poor. In G. Bridge, &amp; S. Watson (Eds.),<em> The blackwell city reader</em> (Second Edition ed., ) Blackwell Publishing.</li>
<li>UN Habitat. (2013). <em>Chapter 2 the state of urban passenger transport, <a href="https://unhabitat.org/planning-and-design-for-sustainable-urban-mobility-global-report-on-human-settlements-2013/">Planning and design for sustainable urban mobility: Global report on human settlements.</a></em></li>
<li>กองนโยบายและแผนงาน สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร (2012). รายงานการศึกษาเรื่องข้อมูลผู้ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ</li>
<li>สถาบันอนาคตไทยศึกษา (2016). <a href="https://www.scribd.com/document/289292665/10FACTSBKK-Revised-as-of-10Nov58">10 ข้อเท็จจริง ชีวิตคนกรุงเทพฯ</a></li>
</ul>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> ฟาน.ปีติ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-public-transportation-for-low-salary/">คนรายได้น้อยมีทางเลือกมากแค่ไหนในการใช้ขนส่งสาธารณะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/urban-public-transportation-for-low-salary/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชมรมปีนผาจังหวัดขอนแก่น ชมรมที่พลิกขอนแก่นด้วยความขี้เกียจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/place-khon-kaen-climbing-club/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/place-khon-kaen-climbing-club/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[​Satarana]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Apr 2018 11:46:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนเขา]]></category>
		<category><![CDATA[ชมรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปีนผา]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[boulder]]></category>
		<category><![CDATA[ชมรมปีนผาขอนแก่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/place-khon-kaen-climbing-club/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอนแก่นกำลังจะเปลี่ยนจากเมืองที่ไม่มีอะไรน่าเที่ยวเป็นเป้าหมายใหม่ของนักปีนผาจากทั่วโลก หวาน-ปณิธาน จูฑาพร แห่งชมรมปีนผาจังหวัดขอนแก่น เป็นหนึ่งในผู้สร้างคำตอบด้วยการพาเราไปสัมผัสเสน่ห์ของธรรมชาติอันแปลกตา แหล่งโขดหินทรายขนาดใหญ่ (Boulder) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น พวกมันถูกออกแบบด้วยวันเวลา ลมฝน อุณหภูมิ จนกลายมาเป็นโขดหินทรายรูปทรงน่าอัศจรรย์ เป็นด่านสุดแสนอลังการให้เราได้ปีนป่าย แหล่งโขดหินทรายที่พบที่จังหวัดขอนแก่นเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ขอนแก่นกลายเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ของการปีนผาโขดหินของโลก แต่วิธีการปีนผาแบบนี้คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยนัก หวานแนะนำว่า “ถ้าคุณรักการใช้ชีวิตนอกห้องแอร์ ชอบการผจญภัย ชอบตั้งแคมป์ ชอบออกกำลังกาย ชอบลองอะไรแปลกใหม่ และพร้อมที่จะมือด้าน เราอยากชวนคุณมาลุยกับเรา&#8221; การปีนผามีหลากหลายรูปแบบ อย่างที่หลายคนคุ้นตาคือแบบ sport climbing เป็นการปีนหน้าผาสูง สถานที่ปีนดังๆ ก็จะเป็นที่อ่าวไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ ส่วนแบบ Boulder เป็นการปีนโขดหินหรือก้อนหินขนาดใหญ่โดยไม่มีเชือก ไม่มีอุปกรณ์ช่วยปีนใดๆ มีแค่อุปกรณ์ป้องกันการตกเท่านั้น “การปีน Boulder มันเหมือนเรามาออกกำลังกายมากกว่า มันไม่ใช่การพิชิตยอด” โอปอล หนึ่งในแก๊งนักปีนเหมือนจะบอกเราเป็นนัยว่าการปีนป่ายก้อนหินเหล่านี้ก็ใช้หลักการเดียวกันกับโควตยอดฮิตอย่าง ‘ระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมายปลายทาง’ “การปีนแบบ Boulder ต้องใช้ความสามารถของตัวเองล้วนๆ” หวานเริ่มต้นขู่ “การปีนแบบนี้คนปีนจะต้องคิดหาเส้นทางไปเองและจะต้องคิดให้เร็ว เนื่องจากยิ่งเกาะนานเท่าไหร่แรงก็จะหมดลงไปเท่านั้น การปีนจะต้องใช้กำลังจากทั้งข้อนิ้ว ข้อแขน ซึ่งมือของนักปีน Boulder ก็จะด้านนิดๆ” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-khon-kaen-climbing-club/">ชมรมปีนผาจังหวัดขอนแก่น ชมรมที่พลิกขอนแก่นด้วยความขี้เกียจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขอนแก่นกำลังจะเปลี่ยนจากเมืองที่ไม่มีอะไรน่าเที่ยวเป็นเป้าหมายใหม่ของนักปีนผาจากทั่วโลก</p>
<p><strong>หวาน-ปณิธาน จูฑาพร</strong> แห่งชมรมปีนผาจังหวัดขอนแก่น เป็นหนึ่งในผู้สร้างคำตอบด้วยการพาเราไปสัมผัสเสน่ห์ของธรรมชาติอันแปลกตา แหล่งโขดหินทรายขนาดใหญ่ (Boulder) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น พวกมันถูกออกแบบด้วยวันเวลา ลมฝน อุณหภูมิ จนกลายมาเป็นโขดหินทรายรูปทรงน่าอัศจรรย์ เป็นด่านสุดแสนอลังการให้เราได้ปีนป่าย</p>
<p>แหล่งโขดหินทรายที่พบที่จังหวัดขอนแก่นเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ขอนแก่นกลายเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ของการปีนผาโขดหินของโลก แต่วิธีการปีนผาแบบนี้คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยนัก หวานแนะนำว่า “ถ้าคุณรักการใช้ชีวิตนอกห้องแอร์ ชอบการผจญภัย ชอบตั้งแคมป์ ชอบออกกำลังกาย ชอบลองอะไรแปลกใหม่ และพร้อมที่จะมือด้าน เราอยากชวนคุณมาลุยกับเรา&#8221; การปีนผามีหลากหลายรูปแบบ อย่างที่หลายคนคุ้นตาคือแบบ sport climbing เป็นการปีนหน้าผาสูง สถานที่ปีนดังๆ ก็จะเป็นที่อ่าวไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ ส่วนแบบ Boulder เป็นการปีนโขดหินหรือก้อนหินขนาดใหญ่โดยไม่มีเชือก ไม่มีอุปกรณ์ช่วยปีนใดๆ มีแค่อุปกรณ์ป้องกันการตกเท่านั้น</p>
<p>“การปีน Boulder มันเหมือนเรามาออกกำลังกายมากกว่า มันไม่ใช่การพิชิตยอด” โอปอล หนึ่งในแก๊งนักปีนเหมือนจะบอกเราเป็นนัยว่าการปีนป่ายก้อนหินเหล่านี้ก็ใช้หลักการเดียวกันกับโควตยอดฮิตอย่าง ‘ระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมายปลายทาง’</p>
<p>“การปีนแบบ Boulder ต้องใช้ความสามารถของตัวเองล้วนๆ” หวานเริ่มต้นขู่ “การปีนแบบนี้คนปีนจะต้องคิดหาเส้นทางไปเองและจะต้องคิดให้เร็ว เนื่องจากยิ่งเกาะนานเท่าไหร่แรงก็จะหมดลงไปเท่านั้น การปีนจะต้องใช้กำลังจากทั้งข้อนิ้ว ข้อแขน ซึ่งมือของนักปีน Boulder ก็จะด้านนิดๆ” โดยการปีนแบบนี้จะไม่ปีนหินที่มีความสูงเกินกว่า 5 เมตร “หากลงผิดท่าขาแพลงเป็นเรื่องปกติ แต่ตก 5 เมตรไม่ตายหรอก” นี่คือคำปลอบใจจากหวาน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/climbing2.jpg" /></p>
<p>ชมรมปีนผาขอนแก่นได้จัดตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มคนที่รักและคลั่งไคล้การปีนผาที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เมื่อต้องมาใช้ชีวิตที่ขอนแก่นก็อยากหาสถานที่ที่พวกเขาจะได้ออกไปปล่อยตัวปล่อยใจห้อยโหนไปบนหินผาสูงเสียดฟ้า แต่ไปๆ มาๆ ชมรมกลับได้พบโขดหินทรายแหล่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเปิดมิติใหม่ในการปีนผาให้กับประเทศไทยแทน กว่าที่ก้อนหินแต่ละก้อนจะพร้อมให้ปีนได้ ทางชมรมจะสำรวจว่าก้อนหินแต่ละก้อนมีลักษณะเป็นอย่างไร มีที่จับมากพอหรือไม่ ความสูงพอดีหรือเปล่า ก้อนหินบางก้อนก็เกลี้ยงเกลาเกินกว่าจะปีนได้เลย เมื่อเลือกก้อนหินเสร็จแล้ว ชมรมจะช่วยกันทำความสะอาดก้อนหิน ปัดฝุ่น กำจัดต้นไม้ที่ขึ้นตามหินเล็กน้อยให้พอปีนได้ และถางหญ้าทำทางไปสู่หิน แต่ก่อนที่จะปีนทุกครั้งก็จะต้องทำความสะอาดใหม่ทุกครั้งเสมอ</p>
<p>ไม่ใช่แค่มีพื้นที่แล้วจะจบ ชมรมยังได้ช่วยกันลงมือโปรโมตแหล่งปีนผาผ่านเว็บไซต์ mountainproject.com ที่นักปีนผาทั่วโลกใช้เป็นฐานในการหาข้อมูลอย่างเต็มที่ จัดทำข้อมูลสถานที่สำหรับปีน แผนที่การเดินทาง ฯลฯ อัพโหลดเข้าสู่ระบบแล้วทั้งหมดเพื่อให้นักปีนทั่วโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลของขอนแก่นได้โดยง่ายและครบถ้วน“ที่ทำไปเพราะความขี้เกียจของเราเองที่ไม่อยากมานั่งตอบคำถามเดิมซ้ำๆ”</p>
<p>แม้หวานจะออกตัวว่าทั้งหมดที่เธอทำมานั้นเป็นเพราะความขี้เกียจ แต่ความขี้เกียจนี่แหละที่มีส่วนสำคัญในการโปรโมตการท่องเที่ยวสายผจญภัยแบบใหม่นี้ให้ขอนแก่นได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แถมยังอุทิศเวลาตั้ง 3 เดือนไปกับการสร้าง topography แผนที่บอกโซนต่าง ๆ อย่างละเอียดที่บอกว่าแต่ละโซนมีหินกี่ก้อน แต่ละก้อนมีวิธีการปีนอย่างไร มีระดับความยากกำกับไว้ทั้งหมด ทำให้นักปีนผาหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น เพียงเลือกโซนหินแล้วเดินไปปีนตามคำแนะนำได้เลย โดยอ่านรายละเอียดตามเอกสารที่ชมรมจัดทำไว้ให้</p>
<p>เท่านั้นยังไม่พอ ความขี้เกียจนั้นยังทำให้มีการปั้นนักปีนรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อสอนคนอื่นต่ออีก ชมรมปีนผาขอนแก่นมีความตั้งใจที่จะสร้างนักปีนใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยจัดกิจกรรมจิตอาสาทำเส้นทางเดินใน Zoolander ของสวนสัตว์ขอนแก่นแลกกับการสอนปีนและให้คนที่สนใจได้ยืมอุปกรณ์ฟรี</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/climbing4.jpg" /></p>
<p>“เราอยากปั้นเด็กที่นี่ให้มาสานต่อ ฝรั่งเขามาแล้วก็ไป บางรายอยู่ยาวถึงสามเดือนแต่สุดท้ายเขาก็ต้องกลับบ้าน เราจึงอยากสอนนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ของขอนแก่นที่ไม่เคยปีนมาก่อนให้ได้ลองสัมผัส ให้เขารู้สึกรักพื้นที่” หวานอธิบายความในใจ ก่อนจะชวนให้ทุกคนที่สนใจ มาทดลองเรียนรู้การปีนผากันได้ โดยทางชมรมจะจัดกิจกรรมการสอนมือใหม่เดือนละครั้ง</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเพราะความขี้เกียจหรือความรักและหลงใหลในสิ่งที่ทำก็ตาม พวกเขาก็ได้ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้รู้จักจังหวัดขอนแก่นในฐานะแหล่งปีนผาแบบ Boulder แห่งใหม่ล่าสุด และการที่คนเดินทางมาปีนผาจะต้องใช้เวลาอยู่ในที่นั้นๆ นานราวหนึ่งสัปดาห์เป็นอย่างน้อยไล่ไปจนถึงอยู่ยาวนับเดือนโดยที่ไม่เคยมีการท่องเที่ยวชนิดใดในขอนแก่นเคยทำได้มาก่อน</p>
<p>ความขี้เกียจมีพลัง จงพลิกความขี้เกียจเป็นแรงในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นและทำให้ชีวิตของใครอีกหลายคนดีขึ้นด้วยก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/climbing5.jpg" /></p>
<h4><strong>อุปกรณ์ปีนป่าย</strong></h4>
<p><strong>-รองเท้าปีนผา</strong></p>
<p>พื้นรองเท้าปีนผาจะเป็นยางสังเคราะห์ ช่วยให้สามารถยึดเกาะหน้าผาได้ดี มีความกระชับแน่น เมื่อสวมใส่เท้าจะโค้งงอ ปลายเท้างุ้มและชิดกับขอบรองเท้า และการปีนแต่ละรูปแบบก็จะมีรองเท้าเฉพาะตัว</p>
<p><strong>-ชอล์ก</strong></p>
<p>ผงชอล์กเป็นผงแมกนีเซียมคาร์บอเนตสีขาว มีคุณสมบัติในการดูดความชื้น ช่วยซับเหงื่อจากมือผู้ปีน ทำให้มือแห้งและช่วยกันลื่น ผงชอล์กเหล่านี้อาจจะทิ้งรอยขาวๆ ไว้บนหินหรือบนหน้าผาบาง เมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งจะจางหายไปเองด้วยลมหรือฝนที่ตกมาชำระล้าง ไม่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ</p>
<p><strong>-เบาะกันตก</strong></p>
<p>เบาะกันตกออกแบบมาสำหรับการปีน Bouldering โดยเฉพาะ ทำจากโฟม EVA จึงช่วยซับแรงกระแทกขณะตกลงมาได้ดี ช่วยลดการบาดเจ็บจากการพลัดตกจากที่สูง น้ำหนักเบา สามารถพับเก็บและขนย้ายได้ด้วยตัวคนเดียว</p>
<p><strong>-spotter</strong></p>
<p>เวลาที่เราปีนหน้าผาแบบ Boulder เราจะต้องมีคนที่เป็น spotter ที่คอยดูแลให้ความช่วยเหลือเราหากทำท่าว่ากำลังจะตกจากโขดหิน โดยจะคอยรับหรือผลักผู้ปีนให้ตกลงไปยังเบาะรองตก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/climbing7.jpg" /></p>
<h4><strong>สถานที่ปีน<br />
</strong></h4>
<p>จังหวัดขอนแก่นมีสถานที่ปีนผาอยู่ 2 ที่ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมสำหรับการปีนและรองรับนักท่องเที่ยวได้ ส่วนอีกที่กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ</p>
<p><strong>-อุทยานแห่งชาติน้ำพอง</strong></p>
<p>ภายในอุทยานแห่งชาติมีจุดชมวิวหินช้างสี เป็นแหล่งโขดหินทรายที่มีรูปร่างแปลกตาและมีหินกว่า 400 ก้อนที่เหมาะสมกับการปีนแบบ Boulder “ชมรมได้ร่วมมือกับอุทยานและสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ในการกำหนดขอบเขต กำหนดโขดหินเพื่อดำเนินการขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่” เป็นจุดสุดพีคที่นักปีนยังคงต้องรอการพิจารณาอนุญาตจากภาครัฐก่อนที่จะเข้าไปได้</p>
<p><strong>-Zoolander</strong></p>
<p>พื้นที่ภายในสวนสัตว์ขอนแก่นเป็นแหล่งโขดหินทรายขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่ทางชมรมได้รับความร่วมมือจากท่านผู้อำนวยการให้เข้าใช้พื้นที่ได้ โดยพื้นดังกล่าวถูกขนานนามว่า ‘Zoolander’ ภายในนั้นมีก้อนหินที่สามารถปีนได้ราว 800 ก้อน และทางชมรมได้ถางหญ้า ทำเส้นทางเดินไปสู่ก้อนทั้งหมดแล้ว ทำให้ Zoolander เป็นสถานที่ที่มีความพร้อมในการปีนที่สุดอีกแห่งหนึ่ง</p>
<p><strong>-บ้านดงลาน</strong></p>
<p>บ้านดงลานเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ที่มีหน้าผาหินปูน ทางชมรมได้เข้าไปขออนุญาตกับสำนักงานป่าไม้เพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่สร้างอาคารถาวรภายในป่า ทางชมรมได้เข้าไปเจาะหน้าผาเพื่อทำเส้นทางการปีนแบบ sport climbing การพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านดงลานได้พัฒนาคุณภาพชีวิต ได้เปิดโฮมสเตย์ เปิดร้านอาหาร จนมีรายได้เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่อยู่อาศัย ไม่ต้องออกไปทำงานในเมือง</p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปีนผา</strong></p>
<ul>
<li>หน้าหนาว เป็นช่วงเวลาในการปีนที่เหมาะสมที่สุด ทั้งอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป สามารถปีนได้ทั้งวัน</li>
<li>หน้าร้อน อากาศร้อนเกินกว่าจะปีนไหว และอาจจะทำให้ปีนลำบากเนื่องจากหากเหงื่อออกที่มือจะทำให้ลื่น ไม่สามารถปีนหินได้</li>
<li>หน้าฝน ไม่สามารถปีนได้เลย</li>
</ul>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/climbing6.jpg" /></p>
<p><strong>Facebook :</strong> <a href="https://www.facebook.com/khonkaenclimbingclub/?ref=br_rs" target="_blank" rel="noopener">Khon Kaen Climbing Club</a></p>
<p><em>ติดตามเรื่องราวในจังหวัดขอนแก่นเพิ่มเติมได้ใน a day 211 ฉบับขอนแก่น วางแผงแล้วตามร้านหนังสือทั่วไป หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ </em><a href="https://godaypoets.com/aday211" target="_blank" rel="noopener"><em>https://godaypoets.com/aday211</em></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-khon-kaen-climbing-club/">ชมรมปีนผาจังหวัดขอนแก่น ชมรมที่พลิกขอนแก่นด้วยความขี้เกียจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/place-khon-kaen-climbing-club/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดบทเรียน Ørestad &#8211; เมืองสถาปัตยกรรมงานรางวัลระดับโลก แต่ทำไมคนในเมืองกลับไม่อิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urban-orestad-world-architectural-city/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/urban-orestad-world-architectural-city/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[​Satarana]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 08 Apr 2018 05:27:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[urban report]]></category>
		<category><![CDATA[urban planning]]></category>
		<category><![CDATA[เมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โคเปนเฮเกน]]></category>
		<category><![CDATA[เดนมาร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[orestad]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/urban-orestad-world-architectural-city/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาปัตยกรรมเป็นองค์ประกอบหนึ่งในเมืองที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นสื่อที่สะท้อนความคิด นวัตกรรม รวมถึงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมนั้นอีกด้วย แต่ด้วยผลพวงจากการแข่งขันด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นในยุคนี้ จึงทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมต้องอัพเกรดหน้าตาให้ล้ำสมัย ถูกตาต้องใจผู้บริโภค แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองหรือสร้างความสุข รวมถึงมอบคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนเมืองได้ดีเท่าที่ควรนัก ย่าน Ørestad ในโคเปนเฮเกน ย่านแห่งสุดยอดสถาปัตยกรรมงานรางวัลระดับโลก เป็นเมืองหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความล้มเหลวจนคนในเมืองหันหลังหนี เพราะหน่วยวัดคุณภาพของเมืองนี้คือความรู้สึกของผู้อาศัย มากกว่าแค่ความงามทางกายภาพ Two plots in Ørestad, designed by BIG. Image by ArchDaily Ørestad เมืองแห่งสถาปัตยกรรมงานรางวัล Ørestad คือย่านเมืองใหม่ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการขยายตัวของโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก แรกเริ่มคาดว่าจะดึงดูดนักเรียนนักศึกษาได้ถึง 20,000 คน คนทำงานสัก 80,000 คน แต่มาจนถึงวันนี้ยังไม่เฉียดถึงครึ่งของเป้าที่ตั้งไว้เลย โครงสร้างผังแม่บทของ Ørestad แบ่งเป็นสี่ส่วนหลัก โดยแต่ละส่วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ได้แก่ พื้นที่ส่วนเหนือ (Ørestad North) ตัวเมือง (Ørestad City) พื้นที่ธรรมชาติ (The nature reserve Amager Fælled) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-orestad-world-architectural-city/">ถอดบทเรียน Ørestad &#8211; เมืองสถาปัตยกรรมงานรางวัลระดับโลก แต่ทำไมคนในเมืองกลับไม่อิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาปัตยกรรมเป็นองค์ประกอบหนึ่งในเมืองที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นสื่อที่สะท้อนความคิด นวัตกรรม รวมถึงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมนั้นอีกด้วย แต่ด้วยผลพวงจากการแข่งขันด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นในยุคนี้ จึงทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมต้องอัพเกรดหน้าตาให้ล้ำสมัย ถูกตาต้องใจผู้บริโภค แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองหรือสร้างความสุข รวมถึงมอบคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนเมืองได้ดีเท่าที่ควรนัก</p>
<p>ย่าน <strong>Ørestad</strong> ในโคเปนเฮเกน ย่านแห่งสุดยอดสถาปัตยกรรมงานรางวัลระดับโลก เป็นเมืองหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความล้มเหลวจนคนในเมืองหันหลังหนี  เพราะหน่วยวัดคุณภาพของเมืองนี้คือความรู้สึกของผู้อาศัย มากกว่าแค่ความงามทางกายภาพ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/image11.jpg"></p>
<p style="text-align: center"> <em>Two plots in Ørestad, designed by BIG. Image by ArchDaily</em>  </p>
<h3><strong>Ørestad เมืองแห่งสถาปัตยกรรมงานรางวัล</strong></h3>
<p>Ørestad คือย่านเมืองใหม่ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการขยายตัวของโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก แรกเริ่มคาดว่าจะดึงดูดนักเรียนนักศึกษาได้ถึง 20,000 คน คนทำงานสัก 80,000 คน แต่มาจนถึงวันนี้ยังไม่เฉียดถึงครึ่งของเป้าที่ตั้งไว้เลย</p>
<p>โครงสร้างผังแม่บทของ  Ørestad แบ่งเป็นสี่ส่วนหลัก โดยแต่ละส่วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ได้แก่ พื้นที่ส่วนเหนือ (Ørestad North) ตัวเมือง (Ørestad City) พื้นที่ธรรมชาติ (The nature reserve Amager Fælled) และพื้นที่ส่วนใต้ (Ørestad South) นอกจากนั้นยังมีทะเลสาบ คูคลอง พื้นที่เก็บน้ำแทรกอยู่เป็นระยะ แต่ละส่วนเชื่อมต่อกันด้วยเมโทรที่เปรียบเสมือนเป็นกระดูกสันหลังของย่านและเชื่อมต่อเข้าตัวเมืองโคเปนเฮเกน </p>
<p>ในบรรดาสี่ส่วนนี้ มีพื้นที่ส่วนเหนือที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีชีวิตชีวามากที่สุด เพราะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยต่างๆ หอพักนักศึกษาและที่อยู่อาศัย รองมาคือพื้นที่ตัวเมืองที่เป็นย่านธุรกิจการค้า ที่ตั้งของอาคารสำนักงาน ศูนย์ประชุม โรงแรม และย่านพักอาศัยหนาแน่นสูง ส่วนพื้นที่ทางใต้ที่ค่อนข้างเงียบเหงาส่วนใหญ่เป็นอาคารพาณิชย์ สำนักงาน และอาคารพักอาศัยหนาแน่นปานกลาง-สูง  ร้านค้า คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า และสวนสาธารณะขนาดใหญ่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/image72.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/image31.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>The Finger Plan for Greater Copenhagen</em>  </p>
<h3><strong>เกาะแห่งกล่อง</strong></h3>
<p>กลิ่นอายความพังของชีวิตคนเมืองนี้ มาจากการที่โคเปนเฮเกนมีผังแม่บทที่ชื่อว่า “Finger Plan” ซึ่งเป็นการขยายตัวเมืองออกไปยังชนบทด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้คนชนชั้นกลางถึงสูง เริ่มเห็นแววเมืองใหม่ที่อยู่สบาย จึงเริ่มย้ายออกไปจับจองตั้งถิ่นฐาน หนีความเสื่อมโทรมและแออัดของตัวเมืองชั้นใน ส่วนทางทิศตะวันออกเขตท่าเรือก็ได้เริ่มพัฒนาเมืองเพื่อดึงดูดนักลงทุนเช่นกัน โดยมีการสร้างพื้นที่สาธารณะต่างๆ และสร้างแม่เหล็กของเมือง เช่น โรงละครเวที โอเปร่าเฮาส์ สถาบันและโรงเรียนศิลปะ เป็นต้น</p>
<p>การมี Finger Plan เป็นต้นแบบทำให้ย่าน Ørestad รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่่ย่านต้องเริ่มพัฒนาเช่นกัน โดยในปี 2004 เมืองได้เปิดประกวดแบบอาคารต่างๆ ภายใต้แนวคิด ‘Artistic Freedom’ ซึ่งต่อยอดไอเดียมาตั้งแต่ปี 1994 ที่ต้องการให้งานศิลปะสอดแทรกเข้าไปในงานสถาปัตยกรรม (Architecture Form) ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายของการประกวดแบบนี้ได้รับอิทธิพลมาจากงานสถาปัตยกรรมมาสเตอร์พีชที่มีอยู่รอบเมืองโคเปนเฮเกน Ørestad จึงอยากมีอาคารที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเพื่อสู้กับย่านอื่นบ้าง ซึ่งแม่เหล็กสำคัญของเมืองนี้ได้แก่ Concert Hall of Jean Nouvel </p>
<p>ตลอดปีนั้น สถาปนิกชาวเดนมาร์กอย่าง Bjarke Ingels Group (BIG) และสถาปนิกนานาชาติต่างเข้ามาสู้กันในสังเวียนเกมสร้างตึกแหวกแปลกแนวอย่างไม่มีใครยอมใคร ตัวอย่างเช่น IT University of Copenhagen,  Bikuben Hall of Residence, Sejlhuset, Metropolen, 8TALLET และอีกมากมาย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/image23.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>Public space in Ørestad. Image by Wikimedia &#8211; Ørestaden_Amager_wikimedia</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/image62.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center"><em>Public space along the Metro in Ørestad by Nawarat Yangsomran</em></p>
<h3><strong>ชีวิตเมืองสูญหาย &#8211; มิติมนุษย์ที่ถูกกละเลย</strong></h3>
<p>การสร้างเมือง Ørestad นั้นเริ่มจากการมองโลกในแง่ดี พร้อมกับความทะเยอทะยาน โครงการได้นำเสนอภาพของการพัฒนาที่น่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมสร้างสรรค์เมืองที่มีชีวิตชีวา แต่ตัดภาพมาที่ความเป็นจริง การเกิดขึ้นของสถาปัตยกรรมจากฝีมือสถาปนิกระดับโลก ที่ต่างคนต่างออกแบบไปคนละทิศละทาง ทำให้ผลงานดูชิงดีชิงเด่น ไม่แยแสซึ่งกันและกันจนภาพรวมของเมืองดูแปลกแยกไปเสียหมด</p>
<p>สถาปัตยกรรมหน้าตาแปลก เก๋ ล้ำสมัยและใหญ่โตได้คุกคามความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยโดยไม่ได้ตั้งใจ พื้นที่รอยต่อระหว่างอาคารและทางเท้าเล็กจิ๋วกลายเป็นแค่พื้นที่ซอกตึก ดูเหมือนเป็นเพียงเศษเหลือจากการออกแบบอาคาร  </p>
<p>นอกจากความพยายามในการดึงดูดผู้คนด้วยตึกหน้าตาดีแล้ว อีกสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดพลาดของการวางผังเมืองนี้เป็นผลมาจากการที่เมือง Ørestad ต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกทางเศรษฐกิจเป็นหลักและเร่งสร้างผลกำไร เพื่อล้างหนี้เสียที่ไปลงทุนไว้กับโครงการพัฒนาระบบขนส่งเมโทร</p>
<p>นโยบายของเมโทรมีเป้าหมายคือสร้างกำไรจากสถานที่ก่อสร้างตามแนวรถไฟใต้ดินสายใหม่ และเชื่อมการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองโคเปนเฮเกน แต่ความผิดพลาดในการวางแผนระบบขนส่งนี้ก็คือการสร้าง ‘ระบบปิด’  ทำให้เมโทรกลายเป็นหัวใจหลักสำหรับการเดินทาง หากไม่มีเมโทรผู้คนก็จะเข้าไม่ถึงเมืองนี้</p>
<p>Ørestad ได้ทุ่มเงินจำนวนมากไปกับการก่อสร้างเมโทร แต่ผลประกอบการกลับไม่เป็นตามที่ตั้งเป้าไว้ทำให้เกิดวิกฤตขาดทุนซึ่งส่งผลให้บริษัท Ørestad Development Corporation ผู้รับงานบริหารเมืองต้องตัดสินใจยกที่ดินให้บริษัทสัญชาตินอร์เวย์ชื่อ Steen &amp; Strøm สร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Field’s เพื่อล้างหนี้ก่อนใหญ่ เป็นการพัฒนาไปคนละทิศละทางกับแนวคิดการวางผังเมืองที่ต้องการสร้างชีวิตในเมืองใหม่ให้มีชีวิตชีวาอย่างมาก</p>
<p>เป้าหมายหลักของห้างสรรพสินค้า Field’s คือมุ่งเน้นแต่ผลิตบริการเพื่อหากำไรมากเกินไป ทำให้บริบทโดยรอบห้างสรรพสินค้า Field’s ถูกออกแบบเพื่อบังคับให้คนพุ่งเข้าสู่ด้านในของห้างสรรพสินค้าโดยเร็วที่สุด </p>
<p>การวิจัยเรื่อง Kay Fiskers Square (จัตุรัสกลางใหม่ของย่าน Ørestad) โดยญาณ เกล (Jan Gehl) เปิดเผยว่า แม้จะมีผู้เดินเท้า 7,000 รายต่อวัน แต่พื้นที่ก็ยังคงว่างเปล่าอยู่ทุกวัน จำนวนคนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.5 คนต่อตารางเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเร่งรีบเปลี่ยนผ่านจากรถไฟใต้ดินไปยังห้างสรรพสินค้า Field’s (เมื่อเปรียบเทียบกับ Aker Brygge Square ในเมืองออสโลซึ่งมีคนเดินเท้า 5,000 คนต่อวัน แต่มีจำนวน 212 คนต่อตารางเมตร)</p>
<p>การวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างห้างสรรพสินค้าโดยไม่สนใจบริบทโดยรอบทำให้สูญเสียคุณภาพชีวิตของเมืองอย่างแท้จริง เพราะทางเท้าถือเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนเมืองได้มีปฏิสัมพันธ์กันในชีวิตประจำวัน เมื่อทางเดินมีชีวิตชีวา คนเมืองก็ย่อมอยากออกมาใช้ชีวิตและเกิดการบริโภคที่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งเศรษฐกิจและชีวิตคนเมืองไปพร้อมๆ กัน</p>
<p>นับเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่จากความทะเยอทะยานของทีมบริหารเมือง (Ørestad Development Corporation) เห็นได้ชัดว่าการพัฒนาครั้งนี้เกิดจากความเร่งรีบและเน้นผลกำไรในระยะสั้น ขาดการวางผังเมืองที่ดีและละเลยมิติมนุษย์ การพัฒนารูปแบบบริหารจากบนลงล่างโดยไม่มีส่วนร่วมของประชาชนจึงพิสูจน์แล้วว่ามีส่วนสร้างความล้มเหลว ขาดทุน และได้กำไรน้อยมาก ส่งผลเสียต่อทั้งนักพัฒนาภาครัฐและเอกชน จากสถิติในปี 2008 โครงการอพาร์ทเมนท์และโครงการสำนักงานขายได้เพียง 53 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/image42.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>PLUG N PLAY Park by Nawarat Yangsomran</em></p>
<h3><strong>ล้มแล้วลุก</strong></h3>
<p>ถึงเมืองจะได้ล้มเหลวไปแล้ว แต่เมืองนี้ก็ยังมีสิ่งที่น่าชื่นชม ทางเมืองได้ยอมรับและพยายามปรับปรุงเมืองเป็นเวอร์ชั่น Ørestad 2.0 โดยใช้ทีมวางผังเมืองจากโคเปนเฮเกน <a href="http://www.bcva.dk/info.html" target="_blank">Bjelke + Cermak + Veile Architecture</a>ความงามทางกายภาพของสถาปัตยกรรมเป็นเพียงองค์ประกอบพื้นฐานอย่างหนึ่งของเมืองที่จะดึงดูดให้คนมาอาศัย แต่หัวใจของเมืองที่ยั่งยืนคือทำอย่างไรเมืองจะมีคุณภาพ สร้างความสุขและความมีชีวิตชีวา เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สร้างงานให้แก่ผู้คนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นแก่นหลักของการออกแบบเมืองที่จะยั่งยืนในระยะยาว การบูรณะเมืองครั้งนี้ได้เริ่มนำองค์ประกอบอื่นๆ และแนวคิดทางจิตวิทยามาร่วมด้วย ที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน</p>
<p>ตัวอย่างแนวคิดที่นำมาใช้ใน Ørestad 2.0 ได้แก่</p>
<ol>
<li>Mixed-Use Development &#8211; เพิ่มมิติของความหลากหลายในกิจกรรม เพื่อสร้างทางเลือกในการใช้ชีวิตประจำวันให้มากขึ้น </li>
<li>Human Scale &#8211; ลดทอนขนาดสถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างให้เข้ากับขนาดการใช้งานของคน </li>
<li>Visual Experince &#8211; สร้างประสบการณ์ที่ดีในการมองเห็นของคนเวลาทำกิจกรรม</li>
<li>Meeting Platform &#8211; สร้างโอกาสการพบปะกันในพื้นที่สาธารณะ เพื่อลดช่องว่างและเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน</li>
<li>Co-Create &#8211; ออกแบบร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อให้คนรู้สึกมีส่วนรวมและผูกพันกับพื้นที่ จะสร้างความรู้สึกรับผิดชอบ ดูแล และหวงแหนพื้นที่ที่อยู่อาศัยเหมือนดั่งบ้านของพวกเขาจริงๆ</li>
<li>Connection &#8211; สร้างความเชื่อมต่อระหว่างรอยแยกที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างรถเมโทร โดยเพิ่มกิจกรรมในพื้นที่ว่างข้างใต้ของเมโทรให้มากขึ้น</li>
<li>Place Identity &#8211; ค้นหาเอกลักษณ์ในพื้นที่ เช่น พื้นที่ธรรมชาติเดิม นำมาสร้างให้เกิดเป็น Natural Center ก็สามารถเป็นจุดแข็งของพื้นที่ได้ </li>
</ol>
<p>การออกแบบเมืองเหมือนทำการทดลอง ไม่มีสูตรสำเร็จแบบ “ready to live” บทเรียนของโครงการนี้สรุปได้ว่าสถาปัตยกรรมและบริบทโดยรอบส่งผลกระทบอย่างมากต่อความรู้สึกของคน ทั้งในรูปแบบขนาดหรือประโยชน์ใช้สอย นอกเหนือจากตัวอาคารแล้ว พื้นที่ว่างระหว่างตัวอาคารก็เป็นจุดสำคัญที่สร้างชีวิตให้กับเมืองได้ เพราะเป็นพื้นที่สร้างโอกาสให้คนมาเจอกันในชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมร่วมกัน และส่งผลให้เกิดคำว่า ‘ชีวิต’ ของเมือง เมื่อเมืองมีความน่าอยู่ เศรษฐกิจและสังคมก็จะแข็งแรงขึ้นตามลำดับ</p>
<p>คุณภาพของเมืองจะดี  จะรอด หรือจะพัง ไม่ใช่แค่หน่วยงานรัฐบาลเป็นผู้กำหนด แต่เจ้าของโครงการสามารถสร้างวิสัยทัศน์ของเมืองได้ หรือสถาปนิกเองก็ใช้ความรู้ด้านการออกแบบกายภาพเพื่อสร้างสรรค์เมืองได้เช่นกัน เพียงแค่เข้าใจในพื้นฐานว่าเมืองสร้างมาเพื่อ ‘คน’ </p>
<p>เพียงแค่พลิกมุมมอง ทุกคนก็สามารถสร้างชีวิตให้เมืองได้เช่นกัน </p>
<p><em><strong>อ้างอิง </strong>Copenhagen Growing, <a href="http://www.failedarchitecture.com/the-story-behind-the-failure-copenhagens-business-district-orestad/" target="_blank">failedarchitecture.com</a>, <a href="http://www.e-architect.co.uk/copenhagen/orestad-2-0-development" target="_blank">e-architect.co.uk</a>, <a href="http://www.orestad.dk/english/uk-5minutes/uk-godt_begyndt.aspx" target="_blank">innosite.dk</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-orestad-world-architectural-city/">ถอดบทเรียน Ørestad &#8211; เมืองสถาปัตยกรรมงานรางวัลระดับโลก แต่ทำไมคนในเมืองกลับไม่อิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/urban-orestad-world-architectural-city/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘สาธารณะ’ แบบไหนที่องค์กรหมายถึง? เมื่อแบงก์ชาติเปิดศูนย์การเรียนรู้ต้อนรับสาธารณชน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urban-bank-of-thailand-learning-center/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/urban-bank-of-thailand-learning-center/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[​Satarana]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Feb 2018 05:05:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[urban report]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พักผ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำเจ้าพระยา]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[แบงค์ชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/urban-bank-of-thailand-learning-center/</guid>

					<description><![CDATA[<p>แต่ก่อนคนที่อยู่ละแวกสามเสน บางลำพู หรือบริเวณใกล้เคียงสะพานพระราม 8 หากคิดจะหาพื้นที่ทำงานทั้งทีคงต้องใช้เวลาคิดหาคำตอบกันสักพัก แต่ตอนนี้หลายคนคงมีหนึ่งคำตอบที่ชัดเจนปรากฏขึ้นในใจ ผ่านมาได้ประมาณสองเดือนหลังจากที่อาคารหน้าตาแข็งแกร่งริมน้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระรามแปดอย่างตึกธนาคารแห่งประเทศไทยแปลงโฉมสำเร็จ กลายเป็นตึกหน้าตาโมเดิร์นเปิดแขนต้อนรับให้คนที่ผ่านไปมาได้เข้ามาใช้บริการ และทำความรู้จักกับ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย แห่งนี้ หลังจากที่ทางธนาคารได้บอกกับหลายสื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเป็นพื้นที่สาธารณะ ทีมสาธารณะอย่างเราจึงตื่นเต้นและอดไม่ได้ที่จะหาโอกาสไปพูดคุยกับ ประภากร วรรณกนก ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือเบื้องหลังการทำให้พื้นที่นี้เป็น ‘สาธารณะ’ และอยากเข้าใจความเป็นสาธารณะในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทยให้มากขึ้น เปิดประตู แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะก่อสร้างมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หากเปรียบกับคน ธนาคารแห่งนี้คงเป็นเจ้าคุณปู่ ตึกนี้เคียงคู่กับธนาคารฯ มาตั้งแต่เยาว์วัยโดยรับภาระใหญ่อย่างการเป็นสถานที่ผลิตธนบัตรให้ใช้ทั่วประเทศ แต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีบ้านหลังใหม่ที่ใช้ผลิตแบงก์เกิดขึ้นที่จังหวัดนครปฐม ตึกโครงสร้างแข็งแกร่งแห่งนี้จึงปิดพักผ่อนรับลมริมน้ำเจ้าพระยาอยู่เงียบๆ และไม่ได้ใช้พิมพ์ธนบัตรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อถึงเวลาอันควร ทีมงานของธนาคารแห่งประเทศไทยจับเข่าพูดคุยมองหาความเป็นไปได้หลากรูปแบบ เช่น การพัฒนาตึกเป็นพื้นที่นันทนาการสำหรับชาวแบงค์ชาติเอง แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ หลังจากทบทวนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ว่า ‘ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน’ สองวิสัยทัศน์แรก ทางองค์กรเชื่อว่าทำได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ส่วนสองวิสัยทัศน์หลัง หวังจะให้ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นเครื่องมือพาให้ขยับใกล้ความจริงยิ่งขึ้น “ประชาชนคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญขององค์กรเรา ที่ผ่านมาประชาชนรู้ว่าเราออกธนบัตร แต่หน้าที่ของเราในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการบริหารเงิน การบริหารความเสี่ยง ประชาชนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ เราเลยอยากสร้างพื้นที่ในการให้ความรู้ตรงนี้” ประภากรเล่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-bank-of-thailand-learning-center/">‘สาธารณะ’ แบบไหนที่องค์กรหมายถึง? เมื่อแบงก์ชาติเปิดศูนย์การเรียนรู้ต้อนรับสาธารณชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แต่ก่อนคนที่อยู่ละแวกสามเสน บางลำพู หรือบริเวณใกล้เคียงสะพานพระราม 8 หากคิดจะหาพื้นที่ทำงานทั้งทีคงต้องใช้เวลาคิดหาคำตอบกันสักพัก แต่ตอนนี้หลายคนคงมีหนึ่งคำตอบที่ชัดเจนปรากฏขึ้นในใจ</p>
<p>ผ่านมาได้ประมาณสองเดือนหลังจากที่อาคารหน้าตาแข็งแกร่งริมน้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระรามแปดอย่างตึกธนาคารแห่งประเทศไทยแปลงโฉมสำเร็จ กลายเป็นตึกหน้าตาโมเดิร์นเปิดแขนต้อนรับให้คนที่ผ่านไปมาได้เข้ามาใช้บริการ และทำความรู้จักกับ <strong>ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย</strong> แห่งนี้</p>
<p>หลังจากที่ทางธนาคารได้บอกกับหลายสื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเป็นพื้นที่สาธารณะ ทีมสาธารณะอย่างเราจึงตื่นเต้นและอดไม่ได้ที่จะหาโอกาสไปพูดคุยกับ <strong>ประภากร วรรณกนก</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือเบื้องหลังการทำให้พื้นที่นี้เป็น ‘สาธารณะ’ และอยากเข้าใจความเป็นสาธารณะในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทยให้มากขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC04466.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot1.jpg"></p>
<h3><strong>เปิดประตู</strong></h3>
<p>แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะก่อสร้างมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หากเปรียบกับคน ธนาคารแห่งนี้คงเป็นเจ้าคุณปู่ ตึกนี้เคียงคู่กับธนาคารฯ มาตั้งแต่เยาว์วัยโดยรับภาระใหญ่อย่างการเป็นสถานที่ผลิตธนบัตรให้ใช้ทั่วประเทศ แต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีบ้านหลังใหม่ที่ใช้ผลิตแบงก์เกิดขึ้นที่จังหวัดนครปฐม ตึกโครงสร้างแข็งแกร่งแห่งนี้จึงปิดพักผ่อนรับลมริมน้ำเจ้าพระยาอยู่เงียบๆ และไม่ได้ใช้พิมพ์ธนบัตรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</p>
<p>เมื่อถึงเวลาอันควร ทีมงานของธนาคารแห่งประเทศไทยจับเข่าพูดคุยมองหาความเป็นไปได้หลากรูปแบบ เช่น การพัฒนาตึกเป็นพื้นที่นันทนาการสำหรับชาวแบงค์ชาติเอง แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ หลังจากทบทวนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ว่า ‘ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน’ สองวิสัยทัศน์แรก ทางองค์กรเชื่อว่าทำได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ส่วนสองวิสัยทัศน์หลัง หวังจะให้ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นเครื่องมือพาให้ขยับใกล้ความจริงยิ่งขึ้น</p>
<p>“ประชาชนคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญขององค์กรเรา ที่ผ่านมาประชาชนรู้ว่าเราออกธนบัตร แต่หน้าที่ของเราในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการบริหารเงิน การบริหารความเสี่ยง ประชาชนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ เราเลยอยากสร้างพื้นที่ในการให้ความรู้ตรงนี้” ประภากรเล่า</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot3.jpg"></p>
<p>ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ โคเวิร์กกิ้งสเปซ รวมถึงพื้นที่เอาท์ดอร์และกึ่งเอาท์ดอร์ริมน้ำจึงใช้เวลาพัฒนาราว 4 ปี จนก่อเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งประจวบเหมาะกับวาระครบรอบ 75 ปีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ขณะนี้เปิดให้คนเข้ามาทดลองใช้บริการในทุกส่วน และกำลังหาทางขยับขยาย กำหนดการใช้งานให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่และผู้ใช้งานต่อไป</p>
<p>“เวลาผ่านไป เรายิ่งห่างไกลจากประชาชนเข้าไปทุกที คนมองว่าแบงค์ชาติเป็นองค์กรที่เข้าถึงยาก ซึ่งเราเองตระหนักและตั้งใจปรับตัวเพื่อเข้าถึงประชาชนมากขึ้น จึงเป็นที่มาในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ ที่มีทั้งห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์อยู่ภายใน พยายามจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงทำเลที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งทั้งแม่น้ำ ถนน และกำลังจะมีโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินในบริเวณนี้ด้วย” ประภากรเล่าเพิ่มเติม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot7.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot8.jpg"></p>
<h3><strong>แปลงกาย</strong></h3>
<p>จากภาพลักษณ์การเป็นธนาคารที่สัมพันธ์กับความมั่นคงทางการเงินของประเทศ พอจะผันตัวมาชวนคนคลุกคลีอย่างใกล้ชิด เราเลยอดสงสัยไม่ได้ว่ามีเรื่องใดบ้างที่ธนาคารต้องคำนึงถึง</p>
<p>“ทางกายภาพ เราพยายามออกแบบตึกให้มีฟังก์ชั่น เดิมมันออกแบบมาเฉพาะสำหรับการเป็นโรงพิมพ์ธนบัตร แต่เรื่องนี้เราทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่สองคือทำยังไงให้เติมเต็มเร่ืองศูนย์กลางความรู้ ให้โดนใจคนแต่ละกลุ่ม และคนจะเข้ามามีส่วนร่วมในมิติไหนบ้าง ซึ่งเรากำลังพัฒนาตรงนี้อยู่ อย่างน้อยคิดว่าเข้ามาต้องรู้สึกว่าได้แรงบันดาลใจในการเรียนรู้ระยะยาว (life-long learning)”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot24.jpg"></p>
<p>ส่วนเรื่องความรู้สึกของผู้เข้ามาใช้งาน ประภากรกล่าวว่าอยากให้รู้สึกราวกับเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้า</p>
<p>“เราคิดโมเดลแบบห้างสรรพสินค้า คือไม่อยากให้รู้สึกว่าโดนจ้องมอง แต่ก็ดูแลเรื่องความปลอดภัยอยู่ห่างๆ รวมถึงแผนป้องกันอัคคีภัย ถ้าเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น การดูแลความปลอดภัยของเราได้มาตรฐาน ส่วนเรื่องการบริการ เน้นไลฟ์สไตล์ความสะดวกสบายที่โมเดิร์น เน้นคนรุ่นใหม่ คนเจนเนอเรชั่นวายและมีความดิจิทัล” ประภากรอธิบาย</p>
<p>“ที่เราเน้นคนรุ่นใหม่เพราะคนรุ่นใหม่จะเป็นอนาคตของชาติ บุคลากรคนรุ่นใหม่จึงสำคัญ เราเลยออกแบบให้ตรงนี้ชัดเจนเพื่อดึงดูดให้เขามาใช้ เพราะถ้าเขาไม่มา สิ่งที่เราอยากให้เกิดก็จะไม่เติบโต” เธอเสริม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot22.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC04436.jpg"></p>
<h3><strong>สาธารณะ?</strong></h3>
<p>ทางแบงก์ชาติออกตัวชัดว่าศูนย์การเรียนรู้ฯ พร้อมต้อนรับสาธารณะและประชาชนทั่วไป แต่ต้องพ่วงคำอธิบายต่อท้ายเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจขององค์กรเข้าไปด้วยว่าเพื่อกิจกรรมการเรียนรู้ทางการเงินเป็นหลัก เท่ากับว่าภาพการใช้พื้นที่สาธารณะแบบเอกเขนกเอนกาย ทำกิจกรรมที่ใส่ความสร้างสรรค์ใดๆ ก็ได้อาจยังไม่ใช่ภาพที่มองเห็นจากศูนย์การเรียนรู้ฯ ในเวลานี้ </p>
<p>นอกจากนี้ การใช้บริการที่จะเข้าถึงแหล่งทรัพยากรได้เต็มรูปแบบก็อาศัยระบบสมาชิกที่ต้องชำระเงินรายปี ศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้เหตุผลด้านการมีต้นทุนแถมยังมีเร่ืองกฎหมายและการเข้าถึงข้อมูลบางส่วนที่ต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตามประภากรเชื่อว่าแต่ละส่วนประกอบของศูนย์การเรียนรู้มีฟังก์ชั่นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนหลายกลุ่มเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot10.jpg"></p>
<p>อย่างส่วนของห้องสมุดก็เปิดรับผู้คนทั่วไปที่ให้เข้ามานั่งทำงาน อ่านหนังสือได้ฟรี แต่หากอยากยืมหนังสือหรือใช้บริการอินเทอร์เน็ต wi-fi ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกก่อน และสมาชิกเท่านั้นที่จะเข้ายืมหนังสือได้ ส่วน Idea Box พื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซที่ทำหน้าที่สร้างคอมมิวนิตี้ ดึงดูดกลุ่มสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ให้มาแลกเปลี่ยนและต่อยอดไอเดียกัน รวมถึงเข้าถึงแหล่งข้อมูลจากห้องสมุดกว่า 7,000 แห่งทั่วโลกได้</p>
<p>ด้านพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย แม้จะต้องจองและมีคิวจำกัดต่อวัน แต่ก็เหมาะสำหรับแขกทุกเพศทุกวัย ส่วนพื้นที่ริมน้ำที่ดูโล่งสบาย วิวดีติดน้ำ น่าไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจที่ยังไม่ได้ถูกใช้งานเท่าใดนัก ทางธนาคารเล่าว่ากำลังอยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมที่ดึงดูดกลุ่มคนหลากหลายให้เข้ามารู้จักกับพื้นที่แห่งนี้มากขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC04441.jpg"></p>
<h3><strong>เชื่อมกัน</strong></h3>
<p>เพื่อนบ้านของศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย คือแหล่งชุมชนและคนท้องถิ่นในย่านบางลำพู แม้ตอนนี้เราจะยังไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกันชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง แต่ประภากรเล่าให้ฟังว่าทางธนาคารเองก็มีแผนจะสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างกัน</p>
<p>“เราเริ่มคุยเรื่องความต้องการของชุมชน เพราะชุมชนเองมีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอยู่แล้ว เรากำลังคิดว่าจะให้เขาใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้ และจะมีความสัมพันธ์กับสาธารณะยังไงได้บ้าง” ประภากรเสริมว่าตัวเองเริ่มชักชวนคนในชุมชนใกล้เคียงแบบไม่เป็นทางการให้แวะเวียนมาใช้บริการที่ศูนย์การเรียนรู้แล้วเช่นกัน</p>
<p>ศูนย์การเรียนรู้ฯ ไม่ได้อยากอยู่และเดินคนเดียวตามลำพัง จึงเริ่มมองหาช่องทางเชื่อมต่อกับเครือข่ายรอบๆ</p>
<p>“เราเริ่มอยากให้มีการทำกิจกรรมระหว่างเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ เช่น จากพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ก็นั่งเรือข้ามมาที่เราได้ หรือชุมชนบางลำพูใกล้ๆ ที่มีพิพิธบางลำพู หรือแม้แต่ TCDC เอง” เธอกล่าวพร้อมยืนยันทิ้งท้ายว่า “คนอาจจะติดภาพเก่าอยู่ว่าที่นี่เข้าลำบาก แต่ตอนนี้เดินเข้ามาได้เลย”</p>
<p>ดูเหมือนว่าความมุ่งมั่นแรกของธนาคารแห่งประเทศที่กล้าเปิดประตูเปิดรับคนมากหน้าหลายตาจะสำเร็จแล้ว ส่วนเรื่องศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้จะทำหน้าที่ในการชักชวนคนเข้ามารู้จักและเรียนรู้ได้หลากหลายและตรงเป้าประสงค์แค่ไหนนั้น มาเฝ้ามองการเติบโตของที่แห่งนี้กัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot11.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bot12.jpg"></p>
<p><strong>website l</strong> <a href="https://www.botlc.or.th/" target="_blank">https://www.botlc.or.th/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-bank-of-thailand-learning-center/">‘สาธารณะ’ แบบไหนที่องค์กรหมายถึง? เมื่อแบงก์ชาติเปิดศูนย์การเรียนรู้ต้อนรับสาธารณชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/urban-bank-of-thailand-learning-center/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Public Space : สาธารณะแบบไหนถึงจะเป็นพื้นที่สาธารณะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urban-public-space/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/urban-public-space/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[​Satarana]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Jan 2018 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[urban report]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่สาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่]]></category>
		<category><![CDATA[ที่พักผ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[เมือง]]></category>
		<category><![CDATA[public space]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/urban-public-space/</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ไม่มีที่ไป นัดกันทีไรก็จบที่ห้าง’ คือคำอธิบายอย่างง่ายถึง public space หรือพื้นที่สาธารณะในเมืองไทย และเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ พอพูดถึงพื้นที่สาธารณะ หลายๆ ครั้งเราได้ยินมาว่าไม่ใช่เพราะชาวเมืองไม่อยากไปใช้ แต่เป็นเพราะมองหาไม่ค่อยเจอ ซึ่งก็ดูไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง เพราะถ้าไม่นับสวนสาธารณะที่มีเรื่องให้ถกกันต่อถึงคุณภาพและปริมาณแล้ว ก็ยากเหลือเกินที่จะนึกออกว่าเรามีพื้นที่ใดบ้างที่จะทำกิจกรรมตามใจอยาก นัดพบใครตามใจชอบ หรือแค่นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจและใช้ได้จริงโดยไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติม แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ดูเหมือนว่าเราจะมีกิจกรรมหรือพื้นที่ให้นัดพบใหม่ๆ มากขึ้นที่ไม่ใช่ห้างหรือการช้อปปิ้งบนตึกสูง หากแต่เป็นการพัฒนาพื้นที่ที่เปิดกว้างและสร้างความเป็นไปได้หลายรูปแบบมากขึ้น ถ้ารู้ว่าชอบอะไรจะหาให้เธอ ไม่ว่าเทรนด์หรือความต้องการของลูกค้าจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบของห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ศูนย์รวมไอเดียความคิดสร้างสรรค์ และอื่นๆ อีกมากมายที่ผุดขึ้นมาในช่วง 2 &#8211; 3 ปีให้หลัง แต่เราพอจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นเพราะมีกระแสให้สร้างสิ่งเหล่านั้นโดยมีพื้นที่กลางเป็นพื้นที่เปิดเพื่อจัดกิจกรรม หรือปล่อยให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้มาใช้บริการ ราว 2 ปีก่อน คอมมูนิตี้มอลล์คอนเซปต์จัดย่านทองหล่อ The Commons ก็เพิ่งจะกำเนิดโดยยกเรื่องพื้นที่ส่วนรวมมาเป็นจุดเด่น โดยหวังว่าคนจะหยิบคอมพิวเตอร์ออกมานั่งทำงาน ซื้ออาหารมานั่งแบ่งกันกินตามขั้นบันได หรือจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันบนพื้นที่ส่วนกลาง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการสร้างพื้นที่สาธารณะขึ้นมาไว้บนมอลล์นั่นเอง ไม่เพียงเท่านี้ เรายังเห็นตึกคอมเพล็กซ์ที่มีคอนเซปต์เฉพาะมากกว่าแค่ห้างสรรพสินค้า แต่มีคุณค่าบางอย่างที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสรรร้านที่จัดหาสินค้าทำมือ ผลิตด้วยความประณีตเฉพาะเจาะจงหรือมีจุดขายที่ชัดเจนมากขึ้น มีการปรับปรุงตึก โกดัง อาคารเก่าๆ มาเป็นโชว์รูม ร้านค้า คาเฟ่ พื้นที่ขายของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-public-space/">Public Space : สาธารณะแบบไหนถึงจะเป็นพื้นที่สาธารณะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ไม่มีที่ไป นัดกันทีไรก็จบที่ห้าง’ คือคำอธิบายอย่างง่ายถึง public space หรือพื้นที่สาธารณะในเมืองไทย และเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ</p>
<p>พอพูดถึงพื้นที่สาธารณะ หลายๆ ครั้งเราได้ยินมาว่าไม่ใช่เพราะชาวเมืองไม่อยากไปใช้ แต่เป็นเพราะมองหาไม่ค่อยเจอ ซึ่งก็ดูไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง เพราะถ้าไม่นับสวนสาธารณะที่มีเรื่องให้ถกกันต่อถึงคุณภาพและปริมาณแล้ว ก็ยากเหลือเกินที่จะนึกออกว่าเรามีพื้นที่ใดบ้างที่จะทำกิจกรรมตามใจอยาก นัดพบใครตามใจชอบ หรือแค่นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจและใช้ได้จริงโดยไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติม</p>
<p>แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ดูเหมือนว่าเราจะมีกิจกรรมหรือพื้นที่ให้นัดพบใหม่ๆ มากขึ้นที่ไม่ใช่ห้างหรือการช้อปปิ้งบนตึกสูง หากแต่เป็นการพัฒนาพื้นที่ที่เปิดกว้างและสร้างความเป็นไปได้หลายรูปแบบมากขึ้น</p>
<p><strong>ถ้ารู้ว่าชอบอะไรจะหาให้เธอ</strong></p>
<p>ไม่ว่าเทรนด์หรือความต้องการของลูกค้าจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบของห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ศูนย์รวมไอเดียความคิดสร้างสรรค์ และอื่นๆ อีกมากมายที่ผุดขึ้นมาในช่วง 2 &#8211; 3 ปีให้หลัง แต่เราพอจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นเพราะมีกระแสให้สร้างสิ่งเหล่านั้นโดยมีพื้นที่กลางเป็นพื้นที่เปิดเพื่อจัดกิจกรรม หรือปล่อยให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้มาใช้บริการ ราว 2 ปีก่อน คอมมูนิตี้มอลล์คอนเซปต์จัดย่านทองหล่อ The Commons ก็เพิ่งจะกำเนิดโดยยกเรื่องพื้นที่ส่วนรวมมาเป็นจุดเด่น โดยหวังว่าคนจะหยิบคอมพิวเตอร์ออกมานั่งทำงาน ซื้ออาหารมานั่งแบ่งกันกินตามขั้นบันได หรือจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันบนพื้นที่ส่วนกลาง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการสร้างพื้นที่สาธารณะขึ้นมาไว้บนมอลล์นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-draft-4-3-11.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-draft-4-61.jpg"></p>
<p>ไม่เพียงเท่านี้ เรายังเห็นตึกคอมเพล็กซ์ที่มีคอนเซปต์เฉพาะมากกว่าแค่ห้างสรรพสินค้า แต่มีคุณค่าบางอย่างที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสรรร้านที่จัดหาสินค้าทำมือ ผลิตด้วยความประณีตเฉพาะเจาะจงหรือมีจุดขายที่ชัดเจนมากขึ้น มีการปรับปรุงตึก โกดัง อาคารเก่าๆ มาเป็นโชว์รูม ร้านค้า คาเฟ่ พื้นที่ขายของ โดยหนึ่งในจุดร่วมของสเปซเหล่านี้คือจะมีพื้นที่โล่งกลางแจ้งหรือพื้นที่เปิดกึ่งกลางแจ้งสำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ</p>
<p>นอกจากภาคเอกชน เรายังเห็นความพยายามของกลุ่มคนทั้งออร์แกไนเซอร์และนักพัฒนาเมืองที่จัดกิจกรรมบนพื้นที่ที่ปล่อยทิ้งไว้ไม่มีการใช้งาน โดยหวังว่าจะจุดให้เกิดการปรับปรุงพื้นที่ตามมา แต่ก็น่าเสียดายที่น้อยคร้ังนักที่จะจุดติดจนพื้นที่นั้นเปิดให้ใช้เรื่อยๆ หรือพัฒนาต่อจนเป็นพื้นที่สาธารณะที่เข้าใช้งานได้อย่างแท้จริง</p>
<p>แม้แต่ห้างใหญ่ๆ เองก็พยายามผนวกสวนเข้าเป็นหนึ่งในฟังก์ชั่น เช่น ห้างสรรพสินค้า EmQuatier หรือ Siam Square One ที่จัดสวน มีพื้นที่ตากอากาศให้คนออกมารับลมเช่นกัน</p>
<p>หาก ‘เธอ’ ในที่นี้คือลูกค้าหรือผู้บริโภค และนักพัฒนาหลายเจ้ากำลังใส่เกียร์เดินหน้าไปทางเดียวกันอย่างชัดเจน อาจเป็นไปได้ว่าสิ่งก่อสร้าง ห้างร้านเหล่านั้น กำลังบอกเราว่าพื้นที่สาธารณะ แหล่งรวมตัวแฮงเอาต์ในรูปแบบอื่นๆ นอกจากตึกสูงติดแอร์กำลังเป็นที่ต้องการอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-draft-4-3-31.jpg"></p>
<p><strong>ไม่ใช่แค่ใครก็ได้</strong></p>
<p>แม้เหมือนจะมองเห็นแสงรำไรจากความพยายามของนักพัฒนาและเอกชนหลายเจ้าว่าเรายังมีพื้นที่สาธารณะให้ออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านการออกแบบหรือจัดสรรพื้นที่โดยเอกชนอยู่บ้าง แต่ถ้ามองให้ละเอียดไปกว่านั้นก็ชวนคิดว่าพื้นที่เหล่านั้นมีฟังก์ชั่นความเป็นสาธารณะจริงแท้แค่ไหน ซึ่งพิจารณาได้จากหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องการเข้าถึงได้ เพราะหลายแห่งก็มีเวลาเปิด-ปิดชัดเจน เราจึงเข้าไปใช้ตามใจสะดวกไม่ได้ แถมยังมีข้อกำหนดต่างๆ ที่อาจทำให้ใช้ไปเกร็งไป</p>
<p>ถึงการมีพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ตรงกลางให้คนนัดพบทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบใดๆ ก็ตามนั้นย่อมดีกว่าไม่มี แต่เอกชนอาจไม่ใช่ผู้สร้างพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์ความเป็นสาธารณะได้ดีที่สุด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_07702.jpg"></p>
<p>เมื่อเร็วๆ นี้ที่ลอนดอนก็มีการพูดถึงพื้นที่สาธารณะ แต่หลุดไปจากประเด็นที่ว่ามีเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ เพราะชาวลอนดอนคุ้นเคยกับพื้นที่สาธารณะกันดีอยู่แล้ว แต่ประเด็นถกเถียงว่าด้วยพื้นที่สาธารณะหลายแห่งที่มีเอกชนเป็นเจ้าของ ทั้งรูปแบบสวน ทางเดิน หรือลานต่างๆ ที่ดูเผินๆ แทบจะหาจุดต่างจากพื้นที่สาธารณะทั่วไปไม่เจอ</p>
<p>ทีมงานของหนังสือพิมพ์ <em>The Guardian</em> ได้รวบรวมข้อมูลและพบว่ามีพื้นที่สาธารณะที่เป็นของเอกชนถึงกว่า 50 แห่งด้วยกัน สิ่งที่เป็นข้อกังวลของพื้นที่สาธารณะที่มีเอกชนเป็นเจ้าของตามที่ระบุไว้ในหลายบทความของ <em>The Guardian</em> คือการที่ระเบียบข้อบังคับไม่ได้ถูกเปิดเผยแก่สาธารณะ ความเสี่ยงจึงตกอยู่ที่ผู้ใช้งานซึ่งอาจทำผิดกฎโดยไม่รู้ตัว ทาง <em>The Guardian</em> จึงได้ไปขอข้อมูลจากหน่วยงานเอกชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะเหล่านั้นถึงกฎระเบียบที่วางไว้ ผลคือมีเพียง 2 แห่งจากกว่า 50 แห่งเท่านั้นที่ชี้แจงและตอบคำถาม</p>
<p>นอกจากการทำผิดกฎโดยทั่วไปแล้ว อีกข้อกังวลหลักกับการที่เอกชนเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะก็คือการที่พื้นที่สาธารณะมีส่วนผูกพันกับเรื่องประชาธิปไตย แม้อาจจะฟังดูไกลจากบ้านเมืองเราในตอนนี้ แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่มากในลอนดอน เพราะถ้าหนึ่งในกฎที่ทางเอกชนกำหนดไว้คือห้ามไม่ให้ประชาชนรวมตัวเพื่อประท้วงหรือเรียกร้อง ก็อาจหมายความว่าพื้นที่สาธารณะนั้นขาดหัวใจหลักของความเป็นพื้นที่สาธารณะไปด้วย</p>
<p>มีตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อ Occupy movement ที่ไปรวมกลุ่มประท้วงในย่านการเงินใกล้ๆ London Stock Exchange ที่ Paternoster Square แต่กลับไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อเจ้าของที่กันประชาชนออกจากพื้นที่ทำให้คนกลุ่มดังกล่าวย้ายไปรวมกลุ่มกันที่บริเวณขั้นบันไดของ St. Paul’s Cathedral แทน หรือกรณี More London พื้นที่สาธารณะที่ติดอยู่ใกล้กับ City Hall ของเมือง เพราะเมื่อบริเวณดังกล่าวมีเอกชนมาครอบครองเป็นเจ้าของ การรวมกลุ่มประท้วงต่อต้านหรือคัดค้านการทำงานของรัฐก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น รวมถึงการถ่ายภาพ การรายงานข่าวโดยใช้พื้นที่บริเวณนั้นด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Granary-Square_ppp.jpg"></p>
<p><strong>พื้นที่สาธารณะจึงอาจเหมาะสมมากกว่าหากมีความเป็นสาธารณะที่แท้จริง </strong></p>
<p>หลังจากที่รายงานของ <em>The Guardian </em>ถูกเผยแพร่ ทำให้ประเด็นนี้เป็นที่สนใจมากขึ้น Sadiq Khan นายกเทศมนตรีเมืองลอนดอนจึงออกมาบอกว่าจะออกนโยบายเรื่องการจัดการพื้นที่สาธารณะโดยยึดหลักให้ทุกคนเข้าถึงได้ ที่ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร</p>
<p><strong>สำรวจตรวจสาธารณะ</strong></p>
<p>ลองหันกลับมามองพื้นที่สาธารณะที่เรามีอยู่กันบ้าง</p>
<p>ปกติแล้วถ้าจะพิจารณาว่าพื้นที่สาธารณะหนึ่งๆ มีประสิทธิภาพแค่ไหน สังเกตคร่าวๆ ได้จากการใช้งานโดยกลุ่มคนหลายกลุ่มและความหลากหลายของกิจกรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลต่อยอดจากการออกแบบและวางแผนพื้นที่นั้นๆ อีกทีหนึ่ง</p>
<p>Richard Sennett นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันได้พูดถึงพื้นที่สาธารณะที่แท้จริงว่าจะมีบรรยากาศของความเป็นธรรมชาติ ความสนุกสนาน รวมไปถึงมีความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ปะปนอยู่ Helle Søholt สถาปนิกชาวเดนมาร์กและผู้ร่วมก่อตั้ง Gehl Architects บอกว่าถ้ามองลักษณะทางกายภาพจะพบว่าพื้นที่สาธารณะที่ดีควรมีลักษณะที่ติดต่อกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ง่ายต่อการเข้าถึงและเดินทางไป รวมไปถึงมีฟังก์ชั่นที่เชื้อเชิญให้คนมาสร้างเครือข่ายหรือทำอะไรบางอย่างร่วมกัน นอกจากนี้ยังต้องรู้สึกปลอดภัย เสียงไม่ดัง ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป</p>
<p>คล้ายๆ กับทาง Project for Public Spaces (PPS) หน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐอเมริกาที่ขับเคลื่อนเรื่องการสนับสนุนให้คนสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนก็ได้ประเมินพื้นที่สาธารณะหลายพันแห่งทั่วโลก ผลคือพื้นที่สาธารณะที่ประสบความสำเร็จจะมีลักษณะสำคัญอยู่ 4 อย่าง คือ เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ (access &amp; linkages) โดยคนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่เกิดหรือจัดขึ้น (uses &amp; activities) พื้นที่สะดวกสบายและดูดี (comfort &amp; image) และเอื้อต่อการเข้าสังคม (sociability) โดยได้สรุปเป็นไดอะแกรมตามด้านล่างนี้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pps.jpg"></p>
<p>หากกลับมามองฟังก์ชั่นของพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ ลองสอดส่องความเป็นสาธารณะผ่านจัตุรัสกลางเมืองอย่างลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร บริเวณเสาชิงช้า ถ้าใครเคยผ่านลานนั้นจะคุ้นเคยดีว่าระยะหลังมานี้มีเหล็กล้อมรอบปิดกั้นไว้สักพัก ซึ่งจริงๆ แล้วพอจะเดินเข้าไปใช้งานได้อยู่บ้าง แต่ในบางช่วงบางคราวก็จะมีกฎหรือข้อห้ามใหม่ๆ เช่น จำกัดระยะเวลาการใช้งานเข้มงวดขึ้น เราจึงไม่ค่อยได้เห็นลานที่ว่านี้คึกคักหรือใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เว้นแต่ช่วงที่มีกิจกรรมพิเศษจัดขึ้นเท่านั้น</p>
<p><strong>นับวันเมืองก็ยิ่งมีแนวโน้มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ S</strong><strong>ø</strong><strong>holt บอกไว้ว่าคนมีพื้นที่ส่วนตัวที่บ้านน้อยลง พื้นที่สาธารณะจึงจำเป็นที่จะมาทำหน้าที่เป็นห้องนั่งเล่นของเมือง</strong></p>
<p>ส่วนเรื่องการออกแบบ ปริมาณ ความเป็นเจ้าของ ไปจนถึงรูปแบบการใช้งานนั้นมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย และคงจะดีถ้าชาวเมืองได้ร่วมเสนอแบบห้องนั่งเล่นของตัวเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/lan-kon-mueng1.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p><strong><em>อ้างอิง</em></strong></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/cities/2015/aug/04/pops-privately-owned-public-space-cities-direct-action">https://www.theguardian.com/cities/2015/aug/04/pops-privately-owned-public-space-cities-direct-action</a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/cities/2017/nov/23/london-mayor-charter-pseudo-public-space-sadiq-khan">https://www.theguardian.com/cities/2017/nov/23/london-mayor-charter-pseudo-public-space-sadiq-khan</a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/cities/2017/jul/24/revealed-pseudo-public-space-pops-london-investigation-map">https://www.theguardian.com/cities/2017/jul/24/revealed-pseudo-public-space-pops-london-investigation-map</a></p>
<p><a href="https://www.ft.com/content/45cd3dbe-34dd-11e7-99bd-13beb0903fa3">https://www.ft.com/content/45cd3dbe-34dd-11e7-99bd-13beb0903fa3</a></p>
<p><a href="https://nextcity.org/daily/entry/mapping-londons-privately-owned-allegedly-public-spaces">https://nextcity.org/daily/entry/mapping-londons-privately-owned-allegedly-public-spaces</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ, ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์, ศานนท์ หวังสร้างบุญ,  <a href="https://www.flickr.com/photos/mattkieffer/8856379186/">Matt Kieffer on Flickr</a>, <a href="https://www.pps.org/reference/grplacefeat/">https://www.pps.org/reference/grplacefeat/</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-public-space/">Public Space : สาธารณะแบบไหนถึงจะเป็นพื้นที่สาธารณะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/urban-public-space/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สะพานลอย : สิ่งก่อสร้างที่พูดเรื่องเมืองได้หลากมิติมากกว่าแค่ความปลอดภัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urban-satarana-overpass/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/urban-satarana-overpass/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[​Satarana]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Nov 2017 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[urban report]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[สิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[สะพานลอย]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณูปโภค]]></category>
		<category><![CDATA[Satarana]]></category>
		<category><![CDATA[เมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/urban-satarana-overpass/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม เราเห็นโพสต์ในฟีดเฟซบุ๊กรูปสะพานลอยที่มีต้นไม้ใหญ่ขวางทางขึ้น-ลงและถูกขุดย้ายออกในเวลาต่อมาเมื่อโพสต์นั้นถูกแชร์กระจายว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ครั้งแรกที่การมีอยู่ของสะพานลอยที่ไม่ค่อยปกติอยู่ท่ามกลางสปอตไลต์ของชาวเน็ต หากยังพอจำได้ เมื่อปีที่แล้วที่จังหวัดนนทบุรี สะพานลอยแห่งหนึ่งมีเสาไฟงอกอยู่กลางบันไดสะพาน และอีกเคสที่โด่งดังไปทั่วถึงเว็บไซต์ต่างชาติคือสะพานลอยที่เจาะให้สายโทรศัพท์และสายเคเบิลลอดผ่าน ทิ้งภาระให้คนต้องหาทางเดินหลบเลี่ยงกันเอาเอง จากสะพานลอยที่ชวนงงว่าสร้างขึ้นมาได้ยังไง คนใช้ต้องทำยังไงถึงจะสะดวกและปลอดภัย นำเราไปสู่ความสงสัยอีกข้อที่ว่า ทำไมนะทำไม ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดในกรุงเทพฯ และอีกหลายๆ ที่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรือนั่งรถ เพียงแค่มองบนเล็กน้อย สะพานลอยสักอันก็คงจะเตะตาคุณเข้าจนได้ ข้อมูลเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 ระบุไว้ว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีสะพานลอยสำหรับคนข้ามทั้งหมดถึง 915 แห่ง ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีสะพานลอยเป็นล่ำเป็นสัน แต่ไทยก็ไม่ใช่ประเทศที่ฮิตสะพานลอยอยู่ที่เดียวเช่นกัน ประเทศล้ำหน้าในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ก็มีสะพานลอยคนข้ามถึงกว่า 500 สะพาน สะพานลอยบอกอะไรกับเมืองนั้นๆ บ้าง เราจะมาเล่าให้ฟัง ปลอดภัยไว้ก่อน เราถูกปลูกฝังกันมาแต่เด็กว่าที่แห่งไหนมีสะพานลอย คนเดินถนนที่ต้องการข้ามฝั่งก็ควรพาตัวเองไปข้าม ณ สะพานแห่งนั้น เป็นธรรมดาที่ผู้ใช้รถจะรู้สึกหงุดหงิดใจเมื่อพบคนเดินข้างล่าง ทั้งๆ ที่มีสะพานลอยให้ใช้อยู่แล้ว พร้อมตั้งคำถามว่าจะลงมาเสี่ยงภัยทำไม คนข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอยก็มักถูกตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์กันไปตามระเบียบ สะพานข้ามทางสัญจรทางบกแห่งแรกในไทยคือสะพานกษัตริย์ศึก ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2471 เป็นสะพานข้ามรางรถไฟ เพราะบริเวณนั้นอยู่ใกล้หัวลำโพงจึงมีรถไฟวิ่งเข้าออกแทบตลอดวัน ถึงจะไม่ใช่สะพานข้ามถนน แต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้คนเดินและรถที่สัญจรข้ามไปมาสะดวกและปลอดภัยขึ้นนั่นเอง ส่วนที่สิงคโปร์ สะพานลอยข้ามถนนแห่งแรกสร้างขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-satarana-overpass/">สะพานลอย : สิ่งก่อสร้างที่พูดเรื่องเมืองได้หลากมิติมากกว่าแค่ความปลอดภัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม เราเห็นโพสต์ในฟีดเฟซบุ๊กรูปสะพานลอยที่มีต้นไม้ใหญ่ขวางทางขึ้น-ลงและถูกขุดย้ายออกในเวลาต่อมาเมื่อโพสต์นั้นถูกแชร์กระจายว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ต</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1_tree.jpg"></p>
<p>ไม่ใช่ครั้งแรกที่การมีอยู่ของสะพานลอยที่ไม่ค่อยปกติอยู่ท่ามกลางสปอตไลต์ของชาวเน็ต</p>
<p>หากยังพอจำได้ เมื่อปีที่แล้วที่จังหวัดนนทบุรี สะพานลอยแห่งหนึ่งมีเสาไฟงอกอยู่กลางบันไดสะพาน และอีกเคสที่โด่งดังไปทั่วถึงเว็บไซต์ต่างชาติคือสะพานลอยที่เจาะให้สายโทรศัพท์และสายเคเบิลลอดผ่าน ทิ้งภาระให้คนต้องหาทางเดินหลบเลี่ยงกันเอาเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/287.jpg"></p>
<p>จากสะพานลอยที่ชวนงงว่าสร้างขึ้นมาได้ยังไง คนใช้ต้องทำยังไงถึงจะสะดวกและปลอดภัย นำเราไปสู่ความสงสัยอีกข้อที่ว่า ทำไมนะทำไม  ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดในกรุงเทพฯ และอีกหลายๆ ที่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรือนั่งรถ เพียงแค่มองบนเล็กน้อย สะพานลอยสักอันก็คงจะเตะตาคุณเข้าจนได้</p>
<p>ข้อมูลเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 ระบุไว้ว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีสะพานลอยสำหรับคนข้ามทั้งหมดถึง 915 แห่ง ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีสะพานลอยเป็นล่ำเป็นสัน แต่ไทยก็ไม่ใช่ประเทศที่ฮิตสะพานลอยอยู่ที่เดียวเช่นกัน ประเทศล้ำหน้าในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ก็มีสะพานลอยคนข้ามถึงกว่า 500 สะพาน</p>
<p>สะพานลอยบอกอะไรกับเมืองนั้นๆ บ้าง เราจะมาเล่าให้ฟัง</p>
<h3>ปลอดภัยไว้ก่อน</h3>
<p>เราถูกปลูกฝังกันมาแต่เด็กว่าที่แห่งไหนมีสะพานลอย คนเดินถนนที่ต้องการข้ามฝั่งก็ควรพาตัวเองไปข้าม ณ สะพานแห่งนั้น เป็นธรรมดาที่ผู้ใช้รถจะรู้สึกหงุดหงิดใจเมื่อพบคนเดินข้างล่าง ทั้งๆ ที่มีสะพานลอยให้ใช้อยู่แล้ว พร้อมตั้งคำถามว่าจะลงมาเสี่ยงภัยทำไม คนข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอยก็มักถูกตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์กันไปตามระเบียบ</p>
<p>สะพานข้ามทางสัญจรทางบกแห่งแรกในไทยคือสะพานกษัตริย์ศึก ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2471 เป็นสะพานข้ามรางรถไฟ เพราะบริเวณนั้นอยู่ใกล้หัวลำโพงจึงมีรถไฟวิ่งเข้าออกแทบตลอดวัน ถึงจะไม่ใช่สะพานข้ามถนน แต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้คนเดินและรถที่สัญจรข้ามไปมาสะดวกและปลอดภัยขึ้นนั่นเอง ส่วนที่สิงคโปร์ สะพานลอยข้ามถนนแห่งแรกสร้างขึ้น ค.ศ. 1964 ที่ Collyer Quay และตั้งแต่ช่วงปี 1970 เป็นต้นมา ประเทศจิ๋วนี้ก็เริ่มแคมเปญรณรงค์ให้สิงค์โปร์เป็นเมืองปลอดอุบัติเหตุขึ้น ผ่านการให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องโทษจากการข้ามถนนแบบผิดกฎหมาย รวมถึงสนับสนุนให้ใช้สะพานลอย จากข้อมูลอ้างอิงในปี 2013 สิงคโปร์มีสะพานลอยถึงกว่า 500 แห่ง</p>
<p>ปัจจุบันการสร้างสะพานลอยโดยหวังว่าจะเป็นทางออกในการลดอุบัติเหตุของคนข้ามถนนยังปรากฏให้เห็นเรื่อยๆ ในหลายประเทศโดยเฉพาะเอเชีย ในขณะที่การตั้งคำถามว่าสะพานลอยเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจริงหรือไม่ก็ผุดขึ้นให้เห็นเรื่อยๆ เช่นกัน</p>
<h3>รถวิ่งบนถนน คนเดินบนสะพาน</h3>
<p>นอกเหนือไปจากความปลอดภัย สะพานลอยยังแสดงถึงการจัดสรรหาพื้นที่เฉพาะให้กับคนเดินถนน</p>
<p>ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การพัฒนาเมืองของสหรัฐอเมริกาเมื่อครั้งที่รถยนต์เป็นที่นิยมและถูกผลิตออกมาเมื่อ 100 ปีก่อน ส่งผลให้คนเดินต้องแย่งชิงพื้นที่สัญจรกับรถยนต์ เมื่อคนเดินถนนกลายเป็นส่วนน้อย รถยนต์ที่แข็งแรงกว่าและมีจำนวนมากกว่าก็ยึดพื้นที่ถนนได้โดยปริยาย คนเดินที่เหลืออยู่จึงถูกบีบให้ไปลัดเลาะริมขอบทาง ฟุตปาทสำหรับคนเดินเท้าจึงเกิดขึ้นมาตามลำดับ</p>
<p>การมีอยู่ของสะพานลอยข้ามถนนแบบไทยจึงอาจมองได้ว่าเพราะเราให้ความสำคัญกับรถเป็นหลัก คนเดินจึงต้องไปใช้พื้นที่อื่นนั่นเอง</p>
<p>ปกติแล้วสะพานลอยจะสร้างเมื่อทางเดินข้างล่างมีอุปสรรคอย่างลำธาร รางรถไฟ จนคนไม่สามารถข้ามถนนบนพื้นราบได้สะดวก แต่ถ้าด้านล่างเป็นรถวิ่ง การสร้างสะพานลอยจะมีขึ้นเมื่อถนนด้านล่างเป็นถนนเส้นหลัก เป็นเส้นทางที่รถหนาแน่นและขับเร็วจริงๆ หรือเป็นจุดที่มีคนเดินพลุกพล่าน อย่างบริเวณใกล้โรงเรียนขนาดใหญ่ เป็นต้น</p>
<p>น่าคิดว่าในจำนวนกว่า 900 สะพานลอยในเมืองหลวงแห่งนี้ ทุกสะพานจำเป็นจริงๆ หรือไม่?</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/652.jpg"></p>
<h3>คนสร้างสะพาน</h3>
<p>จะสร้างสะพานไม่ได้อาศัยแม่สื่อ แต่คือการลงทุนหลักล้านบาท แถมยังต้องบำรุงดูแลอยู่เสมอ </p>
<p>ถึงการเดินขึ้นสะพานลอยจะลดความเสี่ยงในการประสบอุบัติเหตุได้มาก แต่สะพานลอยก็กลายเป็นแหล่งของความไม่ปลอดภัยรูปแบบอื่นอย่างอาชญากรรมได้เช่นกัน เห็นได้จากการที่กรุงเทพฯ เองจัดอันดับสะพานลอยที่เป็นจุดอันตราย โดยวัดจากสถิติที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามา งบประมาณในการดูแลสะพานลอยให้ไม่โทรมจนไม่เหมาะกับการใช้งาน หรือค่าใช้จ่ายในการติดตั้งไฟส่องสว่างเลยกลายเป็นภาระที่พ่วงติดมาโดยอัตโนมัติ ความคุ้มค่าในแง่จำนวนผู้ใช้งานจริงก็ต้องประเมินควบคู่ไปด้วย แถมยังต้องดูว่าตำแหน่งที่ตั้งสะพานลอยอยู่ในจุดที่คนจะเดินข้ามไปข้ามมาแค่ไหน</p>
<h3>คนบนสะพาน</h3>
<p>คนเดินถนนและคนที่เดินข้ามสะพานต่างเข้าใจดีว่าการเดินข้ามสะพานลอยคือการข้ามฝั่งที่ต้องใช้แรงและเวลาในการเดินมากขึ้น กลายเป็นว่าหลายๆ ครั้ง หากรถไม่ซิ่งจนเกินไป คนมักมองหาจังหวะเพื่อข้ามบนพื้นถนนนี่แหละ</p>
<p>บริษัทที่ทำเรื่องข้อมูลจราจรชื่อ Traffic Data Inc. ลองเก็บข้อมูลเรื่องคนข้ามสะพานลอยที่เมือง Columbia Heights ในรัฐมินเนโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยติดตั้งกล้องเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อนับจำนวนคนข้ามถนน บนถนน 4 เลนในจุดที่มีสะพานลอยอยู่ แม้ตัวเลขจะไม่ต่างกันมาก (คนใช้สะพานลอย 44%) ผลก็ออกมายืนยันว่าคนเลือกที่จะข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอยมากกว่า นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายต่อหลายชิ้นที่พยายามศึกษาพฤติกรรมคนเดิน และหาแรงจูงใจในการข้ามถนนโดยใช้สะพานลอย</p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสะพานลอยโดยเฉพาะในประเทศไทยคือ ต่อให้สะพานลอยเป็นสาธารณูปโภคที่ออกแบบมาให้คนเดินโดยเฉพาะ แต่สะพานลอยส่วนใหญ่มีบันไดเป็นวิธีเดียวที่จะขึ้นไปบนนั้นได้ คนเดินทุกคนจะสามารถใช้งานได้จริงหรือเปล่า?</p>
<p>ทุกวันนี้ที่สิงคโปร์ก็เริ่มถกเถียงเรื่องการใช้และการสร้างสะพานลอยกันมากขึ้น ยิ่งประจวบเหมาะกับที่สังคมผู้สูงอายุกำลังมาถึง ก็ยากจะปฏิเสธว่าการเดินขึ้นสะพานลอยของประชาชนวัยชรานั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกกันเท่าไหร่นัก กลายเป็นข้อถกเถียงว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมาปรับปรุงสะพานลอยที่มีอยู่แล้ว รวมถึงพัฒนาสัญญาณและสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนคนเดินลงมาข้ามบนถนนได้ แทนที่จะต้องไต่บันไดขึ้นไป หรือในบางจุด รัฐก็อนุมัติงบประมาณติดตั้งลิฟท์เพื่อให้สะพานลอยครอบคลุมผู้ใช้ทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/3_singapore.jpg"></p>
<p>ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของสิงคโปร์ได้ให้สัมภาษณ์ทาง Channel NewsAsia ว่าจะให้ความสำคัญกับการสร้างทางข้ามบนพื้นถนนก่อน เพราะเป็นวิธีข้ามถนนที่น่าจะสะดวกกับผู้สูงอายุ ครอบครัวที่มากับรถเข็นเด็ก และคนพิการมากกว่า แต่หากเป็นการข้ามถนนบนเส้นที่รถวิ่งเร็วจริงๆ หรือเป็นถนนเส้นหลักก็จะเลือกสร้างสะพานลอยแทน</p>
<p>ส่วนที่สหรัฐอเมริกา วิธีการเข้าถึงสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีข้อบังคับว่าด้วยคนพิการของสหรัฐอเมริกา (Americans with Disabilities Acts) กำหนดอยู่แล้วว่า สะพานหรือโครงสร้างต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อคนเดินต้องมีทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่บันไดขึ้นลงอย่างเดียว เช่น ลิฟท์ หรือทางลาดที่สะดวกต่อผู้ใช้งานที่เป็นคนพิการด้วย</p>
<h3>โลกเปลี่ยน ถนนเปลี่ยน</h3>
<p>ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา แนวคิดในการจัดถนนรูปแบบใหม่ๆ เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น หลายแนวคิดมีจุดยืนว่าถนนไม่ใช่เรื่องของรถยนต์และยานพาหนะเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเรื่องของสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้ได้และผู้เสียประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น แนวคิดคืนถนนแก่คนเดินเท้า (pedestrianization) ที่ปรับพื้นที่การใช้ถนนโดยยกเลิกการใช้ยานพาหนะ และเปลี่ยนให้ถนนเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับคนเดินเท้า มักทำในเขตใจกลางเมือง, แนวคิดถนนมวลชน (democratic street) ที่ให้ความสำคัญกับคนเดินและขนส่งสาธารณะ และการเข้าถึงของกลุ่มคนที่หลากหลาย หรือแนวคิดแบ่งปันถนน (woonerf) ที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดนี้ว่าด้วยการแบ่งปันถนนระหว่างรถยนต์ส่วนตัว คนเดิน จักรยานและยานพาหนะอื่นๆ สามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมาจัดการ หมายถึงว่าแต่ละคน แต่ละยานพาหนะต้องเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และระมัดระวัง แบ่งปันถนนร่วมกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/5_woonerf.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/4_pedestrian1.jpg"></p>
<p>แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกเมืองจะมองถนนด้วยแนวคิดเหล่านี้ และแม้แนวคิดการมองถนนประเภทต่างๆ อาจไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของสะพานลอยคนข้ามอย่างชัดเจน แต่ถ้าถนนในเมืองไหนให้ความสำคัญกับคนเดิน ก็เป็นไปได้มากว่าความปลอดภัยสำหรับคนเดินน่าจะหาได้บนพื้นถนน และสะพานลอยที่สร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยของผู้เดินเท้าอาจค่อยๆ ลดความจำเป็นลงก็เป็นได้</p>
<p>คำถามที่ว่าควรมีหรือไม่มีสะพานลอย ควรสร้างตรงไหน รูปแบบใด คงไม่สามารถตอบได้เพียงแค่หยิบโมเดลต่างประเทศมาใช้ทันที ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาบริบทในประเทศควบคู่ไปกับดูความต้องการของผู้คน รวมถึงการให้หลายฝ่ายมาร่วมกันกำหนดภาพว่าอยากเห็นเมืองให้ความสำคัญกับอะไร</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>Kitichai Taechangamlert, <a href="https://www.khaosod.co.th/upload/files/1465788969_p0106130659p1.jpg" target="_blank">khaosod.co.th</a>,<a href="https://www.lta.gov.sg/content/dam/ltaweb/corp/PublicTransport/img/walk2ride-POB-lift.jpg" target="_blank"> lta.gov.sg</a>,<a href="http://sourcethestation.com/wp-content/uploads/2012/11/copenhagen_stroget_01.jpg" target="_blank"> sourcethestation.com</a>, <a href="http://www.solaripedia.com/files/1233.pdf">solaripedia.com</a>, Thakool Leelawapa</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-satarana-overpass/">สะพานลอย : สิ่งก่อสร้างที่พูดเรื่องเมืองได้หลากมิติมากกว่าแค่ความปลอดภัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/urban-satarana-overpass/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
