<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พงศ์สันต์ อรุณสินทวีพร, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author412/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author412/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 07:01:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ปั่นจักรยานผ่านอุโมงค์รถไฟเก่ายาว 2 กิโลเมตรสู่ชายฝั่งแปซิฟิกในไต้หวัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ride-fulong-shicheng/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/ride-fulong-shicheng/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พงศ์สันต์ อรุณสินทวีพร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Feb 2018 01:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[cycling route]]></category>
		<category><![CDATA[ไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทเป]]></category>
		<category><![CDATA[ปั่นจักรยาน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทาง]]></category>
		<category><![CDATA[ถนน]]></category>
		<category><![CDATA[อุโมงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ฝูหลง]]></category>
		<category><![CDATA[Fulong]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางจักรยานไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[จักรยาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/ride-fulong-shicheng/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เส้นทาง: ฝูหลง-ฉีเฉิง (Fulong &#8211; Shicheng) ผ่านอุโมงค์เกาหลิงเก่า (Old Caoling Tunnel)สถานที่: จากสถานีรถไฟฝูหลง ถึงจุดบริการนักท่องเที่ยวฉีเฉิง (Shicheng Service Area)ระยะทาง: ไปกลับ 10 กิโลเมตรจักรยาน: ทุกประเภท เมื่อพูดถึงฝูหลง (Fulong) เมืองชายหาดทางด้านตะวันออกของไทเป หลายคนคงคิดถึงหาดฝูหลงซึ่งเป็นหาดทรายสีทอง และในช่วงฤดูร้อนของทุกปี หาดฝูหลงจะมีงานประติมากรรมทราย (Fulong International Sand Sculpture Festival) และเทศกาลดนตรี ส่วนไฮไลต์อีกอย่างที่คนมาฝูหลงนิยมทำกันและเป็นสาเหตุให้เรามาที่ฝูหลงในครั้งนี้คือการปั่นจักรยาน เนื่องจากที่นี่มีเส้นทางจักรยานที่สวยมาก จากไทเป เราเริ่มต้นกันที่สถานีรถไฟ Taipei Main Station เพื่อนั่งรถไฟไปสถานีฝูหลง (Fulong) เราเลือกรถไฟเที่ยวเช้ารอบ 07.28 น. เพราะถ้าพลาดเที่ยวนี้ เที่ยวต่อไปก็สิบโมงกว่าเลย รถไฟพาเรามาถึงสถานีฝูหลงตอน 08.38 น. รอบๆ สถานีรถไฟมีร้านเช่าจักรยานและร้านขายข้าวกล่องรถไฟหลายร้าน แต่เช้าๆ แบบนี้ร้านก็ยังเปิดไม่ครบ เราเจอคุณป้าคนหนึ่งมาดักรอลูกค้าที่ร้านสะดวกซื้อหน้าสถานี ป้าถามเราเป็นภาษาจีนที่เข้าใจได้ว่าจะเช่าจักรยานมั้ย เราเห็นป้าดูเป็นมิตรและบอกราคาที่ถูกมาก ค่าเช่าทั้งวันแค่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ride-fulong-shicheng/">ปั่นจักรยานผ่านอุโมงค์รถไฟเก่ายาว 2 กิโลเมตรสู่ชายฝั่งแปซิฟิกในไต้หวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><strong>เส้นทาง:</strong> ฝูหลง-ฉีเฉิง (Fulong &#8211; Shicheng) ผ่านอุโมงค์เกาหลิงเก่า (Old Caoling Tunnel)<br /><strong></strong><strong>สถานที่:</strong> จากสถานีรถไฟฝูหลง ถึงจุดบริการนักท่องเที่ยวฉีเฉิง (Shicheng Service Area)<br /><strong></strong><strong>ระยะทาง:</strong> ไปกลับ 10 กิโลเมตร<br /><strong></strong><strong>จักรยาน:</strong> ทุกประเภท</p>
<p>เมื่อพูดถึงฝูหลง (Fulong) เมืองชายหาดทางด้านตะวันออกของไทเป หลายคนคงคิดถึงหาดฝูหลงซึ่งเป็นหาดทรายสีทอง และในช่วงฤดูร้อนของทุกปี หาดฝูหลงจะมีงานประติมากรรมทราย (Fulong International Sand Sculpture Festival) และเทศกาลดนตรี ส่วนไฮไลต์อีกอย่างที่คนมาฝูหลงนิยมทำกันและเป็นสาเหตุให้เรามาที่ฝูหลงในครั้งนี้คือการปั่นจักรยาน เนื่องจากที่นี่มีเส้นทางจักรยานที่สวยมาก</p>
<p>จากไทเป เราเริ่มต้นกันที่สถานีรถไฟ Taipei Main Station เพื่อนั่งรถไฟไปสถานีฝูหลง (Fulong) เราเลือกรถไฟเที่ยวเช้ารอบ 07.28 น. เพราะถ้าพลาดเที่ยวนี้ เที่ยวต่อไปก็สิบโมงกว่าเลย รถไฟพาเรามาถึงสถานีฝูหลงตอน 08.38 น. </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu01.jpg"></p>
<p>รอบๆ สถานีรถไฟมีร้านเช่าจักรยานและร้านขายข้าวกล่องรถไฟหลายร้าน แต่เช้าๆ แบบนี้ร้านก็ยังเปิดไม่ครบ เราเจอคุณป้าคนหนึ่งมาดักรอลูกค้าที่ร้านสะดวกซื้อหน้าสถานี ป้าถามเราเป็นภาษาจีนที่เข้าใจได้ว่าจะเช่าจักรยานมั้ย เราเห็นป้าดูเป็นมิตรและบอกราคาที่ถูกมาก ค่าเช่าทั้งวันแค่ 80 ดอลลาร์ไต้หวัน เราจึงตกลงแล้วเดินตามป้าไป ปรากฏว่าที่ป้าต้องมาดักลูกค้าตั้งแต่หน้าสถานีก็เพราะว่าร้านของป้าตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ที่ต้องเดินออกไปนิดหน่อย ถ้าป้าไม่ทำอย่างนี้ลูกค้าก็คงเช่าจากร้านอื่นๆ ที่อยู่ใกล้สถานีมากกว่าไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu02.jpg"></p>
<p>ป้าน่ารักมากถึงมากที่สุด ใจดี และเป็นห่วงพวกเรา คอยอธิบายทุกสิ่งอย่างเหมือนเราเป็นลูกหลาน เมื่อได้จักรยานแล้ว เราแวะซื้อข้าวกล่องรถไฟจากร้านข้างๆ สำหรับเป็นเสบียงมื้อเที่ยง ราคาเริ่มต้นที่ 60 ดอลลาร์ไต้หวัน แต่คุณภาพและปริมาณคับกล่องเกินราคาไปมาก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu03.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu04.jpg"></p>
<p>เราปั่นจักรยานโดยใช้เส้นทางถนนกุยโซ่วกู่ (Guishougu Street) บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียว ลำธารสวยที่ได้ยินเสียงน้ำไหล สะพานข้ามลำธาร ภูเขา ศาลเจ้า โบสถ์ สวนผักของชาวบ้าน บ้านเรือนแบบต่างจังหวัด และรางรถไฟ เราแวะถ่ายรูปกันเรื่อยๆ เพราะวิวสวยจริงๆ อากาศกลางเดือนมกราคมก็ดีมาก เย็นๆ ชื้นหน่อยๆ ฝนไม่ตกและไม่มีแดดร้อน </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu05.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu06.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu07.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu08.jpg"></p>
<p>ขี่ไปตามถนนกุยโซ่วกู่ได้ 2 กิโลเมตรเศษก็เจอไฮไลต์ของเส้นทางนี้ มันคืออุโมงค์เกาหลิงเก่า (Old Caoling Tunnel) อายุกว่า 90 ปี (สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1924) ซึ่งมีความยาว 2 กิโลเมตรเศษ นับเป็นอุโมงค์ที่มีความยาวมากที่สุดแห่งหนึ่ง </p>
<p>ประตูทางเข้าอุโมงค์สูงถึง 5 เมตร ด้านบนทางเข้าฝั่งฝูหลงนี้สลักความว่า ‘พิชิตอุปสรรคแห่งธรรมชาติ’ (ส่วนที่ปากอุโมงค์อีกฝั่งสลักว่า ‘แดนเมฆขาวลอยล่อง’) นี่เป็นอุโมงค์รถไฟเก่าแก่ที่เลิกใช้ไปแล้วหลังจากมีการสร้างอุโมงค์เกาหลิงใหม่ที่กว้างกว่าขึ้นมาใกล้ๆ กัน ปัจจุบันเปิดเป็นอุโมงค์สำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะ แต่บนพื้นในอุโมงค์ตลอดเส้นทางทำเป็นลายรางรถไฟเดิมเอาไว้ ภายในอุโมงค์อากาศเย็นรื่น มีเสียงเพลงเปิดคลอ ตอนที่รถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์เกาหลิงใหม่ เราจะได้ยินเสียงรถไฟวิ่งทะลุมาในอุโมงค์เกาหลิงเก่าด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu09.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu10.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu11.jpg"></p>
<p>พอปั่นทะลุอุโมงค์ออกมา สิ่งที่ต้อนรับเราคือลมทะเลที่พัดมาจากมหาสมุทรแปซิฟิกตรงหน้า ที่นี่คือฉีเฉิง (Shicheng) มีบ้านเรือนของชาวประมงอยู่ใกล้ๆ ข้างหลังเป็นภูเขาที่สูงมาก ข้างหน้าเป็นวิวทะเลสวย มีโขดหินลดหลั่นกันไป บนโขดหินใหญ่ๆ ที่ลึกออกไปในทะเล เราเห็นคนออกไปยืนตกปลาท้าคลื่นที่ซัดกระแทกหินเป็นฟองขาว </p>
<p>นักปั่นพากันจอดจักรยานบริเวณปากทางอุโมงค์ฝั่งฉีเฉิงและชมวิวกันอย่างรื่นรมย์ เราเห็นอุโมงค์เกาหลิงใหม่อยู่ข้างๆ ด้วย มีรถไฟวิ่งเข้าออกเป็นระยะๆ ฉีเฉิงไม่ใช่จังหวัดนิวไทเปซิตี้ (New Taipei City) อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นจังหวัดอี้หลาน (Yilan) เส้นแบ่งเขตนิวไทเปซิตี้และอี้หลานอยู่ประมาณครึ่งทางในอุโมงค์ ซึ่งจุดดังกล่าวมีป้ายไฟโค้งบอกอยู่ในอุโมงค์ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการขี่จักรยานข้ามจังหวัดเลยทีเดียว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu12.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu13.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu14.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu15.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu16.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu17.jpg"></p>
<p>จากนั้นเราขี่จักรยานต่อไปตามถนนปินไห่ (Binhai Road) เลียบชายฝั่งไปทางทิศตะวันออก เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดบริการนักท่องเที่ยวฉีเฉิง (Shicheng Service Area) อันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา </p>
<p>ถนนปินไห่เป็นถนนไฮเวย์ขนาดใหญ่ แต่ทำเลนจักรยานพร้อมแนวกั้นเตี้ยๆ เป็นสัดส่วนให้นักปั่นขี่จักรยานได้อย่างปลอดภัย บรรยากาศแถวนี้ดีมาก ฝั่งหนึ่งเป็นภูเขา อีกฝั่งหนึ่งเป็นทะเล บรรยากาศชวนให้นึกถึงหนังไต้หวันอย่าง <em>Island Etude</em> (2006) เป็นเรื่องของหนุ่มผู้พิการทางการได้ยินและเป็นใบ้ออกปั่นจักรยานรอบเกาะไต้หวัน และ <em>The Most Distant Course</em> (2007) เป็นเรื่องของหญิงสาวออกเดินทางรอบเกาะไต้หวันเพื่อตามหาชายหนุ่มที่ทยอยอัดเสียงบรรยากาศเมืองต่างๆ ระหว่างเดินทางรอบเกาะใส่เทปแล้วส่งไปให้เธอฟัง</p>
<p>เพียงไม่นานเราก็มาถึงจุดบริการนักท่องเที่ยวฉีเฉิง ตัวอาคาร 2 ชั้นมีคาเฟ่แสงอุ่นอยู่ตรงกลาง ชั้นบนมีระเบียงนั่งชมวิว ข้างๆ เป็นลานกลางแจ้งเล็กๆ เราแวะกินข้าวกล่องรถไฟเป็นมื้อเที่ยงกันที่นี่ ท่ามกลางลมเย็นจากวิวมหาสมุทรตรงหน้า ข้าวกล่องรถไฟอร่อยมาก และวิวที่นี่ก็ดีมากไม่แพ้กัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu19.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu20.jpg"></p>
<p>เรียบร้อยกับมื้อเที่ยงแล้วเราก็ขี่จักรยานกลับทางเดิมไปฝูหลง อันที่จริงเราสามารถขี่เลาะชายฝั่งต่อไปเรื่อยๆ เพื่อกลับไปฝูหลงจากอีกทิศเป็นวงกลมก็ได้หากมีเวลาทั้งวัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/fu21.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>กลับถึงฝูหลง คืนจักรยานร้านคุณป้าใจดี จบทริปปั่นจักรยานบนเส้นทางที่สวยที่สุดเส้นทางหนึ่งในไต้หวันด้วยความประทับใจสุดๆ ไปเลย</p>
<p><strong>maps</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/map23.jpg"></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องทางจักรยานน่าปั่นลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ride-fulong-shicheng/">ปั่นจักรยานผ่านอุโมงค์รถไฟเก่ายาว 2 กิโลเมตรสู่ชายฝั่งแปซิฟิกในไต้หวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/ride-fulong-shicheng/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>A BRIGHTER SUMMER DAY : วัยเยาว์ที่ผลิบานและแหลกสลายบนหน้าประวัติศาสตร์ไต้หวันร่วมสมัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-a-brighter-summer-day/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-a-brighter-summer-day/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พงศ์สันต์ อรุณสินทวีพร]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Jan 2018 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[ไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[A Brighter Summer Day]]></category>
		<category><![CDATA[Edward Yang]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์ไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันกรุงเทพ 2018]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์ไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองไต้หวัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-a-brighter-summer-day/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Edward Yang Region: Taiwan Genre: Drama ในเมฆหมอกของความไม่แน่นอนแห่งยุคสมัย เด็กหนุ่มคนหนึ่งเติบโตขึ้นเพื่อค้นหาที่ทางของตนท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างแก๊งนักเรียนในไทเป ครอบทับอีกชั้นด้วยโลกของผู้ใหญ่ที่สับสนหวาดกลัวกับปัจจุบันอันมืดมนและวันพรุ่งนี้ที่อาจจะมืดมนยิ่งกว่า – การผลิบานและแหลกสลายของจิตวิญญาณแห่งวัยเยาว์บนหน้าประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดของไต้หวัน ถูกถ่ายทอดอย่างละเอียดลออและเต็มเปี่ยมไปด้วยหัวจิตหัวใจโดย เอ็ดเวิร์ด หยาง ส่งผลให้ภาพยนตร์เรื่อง A Brighter Summer Day (1991) กลายเป็นตำนานสำคัญไม่เพียงแค่ในวงการภาพยนตร์ไต้หวัน แต่ในวงการภาพยนตร์โลกด้วย นี่คือหนังเรื่องแรกของจางเจิ้น (Chang Chen) ในวัย 15 ปี ก่อนที่เขาจะกลายเป็นนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของไต้หวันในเวลาต่อมาจวบจนปัจจุบัน เด็กหนุ่มบนท้องถนน ศูนย์กลางของหนังไต้หวันความยาว 4 ชั่วโมงเรื่องนี้อยู่ที่ตัวละครชื่อ เสี่ยวซื่อ (เจ้าสี่น้อย – เนื่องจากเป็นลูกคนที่สี่ในพี่น้องห้าคน) เด็กหนุ่มวัยละอ่อนที่รับบทโดยจางเจิ้น ครอบครัวของเขาอพยพมาจากเซี่ยงไฮ้ หลังจากที่ก๊กมินตั๋งพ่ายสงครามกลางเมืองให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จนต้องถอยร่นมาไต้หวัน สถานที่และช่วงเวลาในหนังคือไทเปต้นยุค 60s เซ่อร์ (ชื่อเรียกสั้นๆ ของเสี่ยวซื่อตามที่ตัวละครอื่นเรียกเขา) เรียนโรงเรียนภาคค่ำที่เต็มไปด้วยนักเลงหัวไม้ที่นำพาเขาเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของสองแก๊งคู่อริ เขาเกิดความรักต่อ หมิง เด็กสาวที่เป็นคนรักของหัวหน้าแก๊งที่เขาเข้าไปคลุกคลีอยู่ ชีวิตในโรงเรียนและบนท้องถนนของเซ่อร์ดูสุ่มเสี่ยงและทวีอันตรายขึ้นเรื่อยๆ พ่อของเขา (รับบทโดยจางกั๋วจู้ พ่อแท้ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-a-brighter-summer-day/">A BRIGHTER SUMMER DAY : วัยเยาว์ที่ผลิบานและแหลกสลายบนหน้าประวัติศาสตร์ไต้หวันร่วมสมัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong></strong><strong>Director:</strong> Edward Yang<br />
	<strong>Region:</strong> Taiwan<br />
	<strong>Genre:</strong> Drama</p>
<p>
	ในเมฆหมอกของความไม่แน่นอนแห่งยุคสมัย เด็กหนุ่มคนหนึ่งเติบโตขึ้นเพื่อค้นหาที่ทางของตนท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างแก๊งนักเรียนในไทเป ครอบทับอีกชั้นด้วยโลกของผู้ใหญ่ที่สับสนหวาดกลัวกับปัจจุบันอันมืดมนและวันพรุ่งนี้ที่อาจจะมืดมนยิ่งกว่า – การผลิบานและแหลกสลายของจิตวิญญาณแห่งวัยเยาว์บนหน้าประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดของไต้หวัน ถูกถ่ายทอดอย่างละเอียดลออและเต็มเปี่ยมไปด้วยหัวจิตหัวใจโดย เอ็ดเวิร์ด หยาง ส่งผลให้ภาพยนตร์เรื่อง<br />
	<em>A Brighter Summer Day</em> (1991) กลายเป็นตำนานสำคัญไม่เพียงแค่ในวงการภาพยนตร์ไต้หวัน แต่ในวงการภาพยนตร์โลกด้วย นี่คือหนังเรื่องแรกของจางเจิ้น (Chang Chen) ในวัย 15 ปี ก่อนที่เขาจะกลายเป็นนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของไต้หวันในเวลาต่อมาจวบจนปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim9.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim3.jpg"></p>
<p>
	<strong>เด็กหนุ่มบนท้องถนน<br />
	</strong>ศูนย์กลางของหนังไต้หวันความยาว 4 ชั่วโมงเรื่องนี้อยู่ที่ตัวละครชื่อ เสี่ยวซื่อ (เจ้าสี่น้อย – เนื่องจากเป็นลูกคนที่สี่ในพี่น้องห้าคน) เด็กหนุ่มวัยละอ่อนที่รับบทโดยจางเจิ้น ครอบครัวของเขาอพยพมาจากเซี่ยงไฮ้ หลังจากที่ก๊กมินตั๋งพ่ายสงครามกลางเมืองให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จนต้องถอยร่นมาไต้หวัน สถานที่และช่วงเวลาในหนังคือไทเปต้นยุค 60s</p>
<p>
	เซ่อร์ (ชื่อเรียกสั้นๆ ของเสี่ยวซื่อตามที่ตัวละครอื่นเรียกเขา) เรียนโรงเรียนภาคค่ำที่เต็มไปด้วยนักเลงหัวไม้ที่นำพาเขาเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของสองแก๊งคู่อริ เขาเกิดความรักต่อ หมิง เด็กสาวที่เป็นคนรักของหัวหน้าแก๊งที่เขาเข้าไปคลุกคลีอยู่ ชีวิตในโรงเรียนและบนท้องถนนของเซ่อร์ดูสุ่มเสี่ยงและทวีอันตรายขึ้นเรื่อยๆ พ่อของเขา (รับบทโดยจางกั๋วจู้ พ่อแท้ๆ ของจางเจิ้น) พยายามติดต่อเส้นสายที่พอมีเพื่อให้เขาได้เข้าเรียนในภาคกลางวันที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim5.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim6.jpg"></p>
<p>
	<strong>ผู้ใหญ่บนแผ่นดินใหม่<br />
	</strong>ชีวิตในโรงเรียนและแก๊งของเซ่อร์สะท้อนภาพชีวิตเด็กหนุ่มที่ดิ้นรนหาที่ทางของตนในสภาพสังคมที่เปราะบางของไต้หวัน ในยุคสมัยที่บ้านเมืองคลุมเครือไปด้วยความไม่แน่นอนของอนาคต เซ่อร์เป็นคนรุ่นลูกของคนจากแผ่นดินใหญ่ที่อพยพมา คนรุ่นพ่อแม่เคยหวังและอาจจะยังหวังกลับคืนแผ่นดินเกิด การตั้งรกรากบนแผ่นดินใหม่จึงเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน</p>
<p>
	ในช่วงกลางของหนัง ภาพการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนฉายชัดเมื่อพ่อของเซ่อร์ถูกรัฐบาลก๊กมินตั๋งจับไปสอบสวนถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงคนรู้จักในอดีตที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ เป็นเวลาหลายวันหลายคืนที่พ่อของเซ่อร์ถูกบีบบังคับให้เขียนอธิบายความสัมพันธ์ต่อผู้คนเหล่านั้นบนหน้ากระดาษความยาวไม่รู้จบ เรื่องในอดีตจากแผ่นดินเดิมพร่างพรูเจ็บปวด เพียงเพื่อจะถูกตะคอกว่าไม่ครบถ้วนพอและต้องเขียนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim4.jpg"></p>
<p>
	<strong>เพลงรักของเอลวิส<br />
	</strong>หลังจากยุคอาณานิคมญี่ปุ่นนานครึ่งศตวรรษเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติ สหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทในไต้หวันอย่างมากทั้งในทางการเมืองและวัฒนธรรม (สหรัฐอเมริกาสนับสนุนรัฐบาลก๊กมินตั๋งจวบจนยุค 70s จึงเปลี่ยนไปรับรองจีนแผ่นดินใหญ่แทน) บ้านของประชาชน (รวมถึงบ้านของเซ่อร์เอง) ยังเป็นบ้านแบบญี่ปุ่น ข้างนอกบ้านถูกครอบทับโดยการปกครองภายใต้กฎอัยการศึกของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง แต่ในบ้านปิดข้างฝาด้วยโปสเตอร์เอลวิส เพรสลีย์และอวลเสียงเพลงรักของเขา</p>
<p>
	เพื่อนคู่หูของเซ่อร์เป็นเด็กตัวเล็กที่รักการร้องเพลง เขาร้องเพลงฝรั่งในคาเฟ่ที่หนุ่มสาวชอบไปและกำลังเตรียมตัวขึ้นร้องในคอนเสิร์ต เขาขอให้พี่สาวคนโตของเซ่อร์ที่รู้ภาษาอังกฤษช่วยแกะเนื้อเพลง <em>Are You Lonesome Tonight</em> ของเอลวิสให้ พี่สาวกับพี่ชายของเซ่อร์เถียงกันว่าเอลวิสร้องว่า bright หรือ brighter กันแน่ในท่อน <em>&#8216;Does your memory stray to a bright summer day&#8217;</em> &#8211; การต้อนรับวัฒนธรรมอเมริกันของคนหนุ่มสาวงอกเงยขึ้นบนความหวังที่จะกลับแผ่นดินใหญ่ที่ริบหรี่ลงเรื่อยๆ ของคนรุ่นพ่อแม่ที่อพยพมา คนสองรุ่นใช้ชีวิตกันเช่นนี้ วาดหวังด้วยความหวังที่ไม่เท่ากันถึงวันในฤดูร้อนที่สดใสกว่า</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim12.jpg"></p>
<p>
	<strong>เด็กสาวผู้เป็นรักแรก<br />
	</strong>หมิงกับเซ่อร์ชอบพอกันในรูปแบบความสัมพันธ์ที่ยากจะจำกัดความชัดเจน ตลอดครึ่งแรกของหนัง หมิงยังคงสถานะคนรักของหัวหน้าแก๊งที่ชื่อ Honey อยู่ (ธรรมเนียมปฏิบัติหนึ่งของหนังไต้หวันคือการนิยมแปลงชื่อตัวละครบางตัวเป็นคำภาษาอังกฤษในซับไตเติ้ลหากมีความหมายหรือเสียงพ้อง) ถึงแม้ว่า Honey จะอยู่ในระหว่างหลบหนีไปต่างจังหวัดเพื่อหนีคดีและไม่ปรากฏตัวในหนังจนกว่าจะกลางเรื่องเลยก็ตาม</p>
<p>
	สำหรับเซ่อร์ หมิงคือรักแรก แต่เขามอบให้เธอได้ก็แต่เพียงมิตรภาพซื่อๆ แม้ภายในจะรู้สึกมากมายกว่านั้น ด้วยความสวยอ่อนหวาน หมิงจึงมีผู้ชายหลายคนเข้ามาติดพัน เธอเพียงเป็นของเธอเช่นนั้น อ่อนโยนและโอภาปราศรัยรับไมตรี ไม่หวั่นไหวไปกับคำติฉินนินทา เซ่อร์รู้สึกร้อนรนด้วยคาดหวังให้หมิงบริสุทธิ์ผุดผ่องจากคำครหา ประสมปนเปกับรักแรกที่ไม่ประสา เลือดร้อนของเด็กหนุ่ม และความโอหังแบบผู้ชาย &#8211; หนังถ่ายทอดเรื่องรักแรกนี้ออกมาได้ครบถ้วนในความซับซ้อนทางอารมณ์และความรู้สึก ตัวละครมีมิติ โดยเฉพาะกับหมิง ที่หนังทิ้งช่องว่างให้คนดูได้ทำความเข้าใจเธอผ่านสายตาของเซ่อร์ หวนระลึกถึงการพยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของเด็กสาวที่เด็กหนุ่มเพิ่งเผชิญเป็นครั้งแรก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flim11.jpg"></p>
<p>
	<strong>มาสเตอร์พีซของเอ็ดเวิร์ด หยาง ของภาพยนตร์ไต้หวัน และของภาพยนตร์โลก<br />
	</strong>นอกจากเรื่องเล่าของคนตัวเล็กตัวน้อยบนฉากหลังการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในไต้หวันอันทรงพลังดังที่ได้กล่าวไปแล้ว <em style="background-color: initial">A Brighter Summer Day </em>ยังมีความงดงามทางศิลปะภาพยนตร์ที่น่าชื่นชม งานกำกับภาพในหลายฉากเข้าขั้นยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการวางเฟรม การเคลื่อนกล้อง ตลอดจนการเลือกที่จะให้คนดูเห็นหรือไม่เห็นอะไรโดยการกำกับแสงหรือหันไปจับภาพของสิ่งอื่นในฉาก มีหลายฉากที่ใช้การถ่ายทำแบบลองเทค อีกทั้งนักแสดงก็เป็นหน้าใหม่และไม่มีประสบการณ์ทางการแสดงมาก่อน แต่ก็ถ่ายทอดเลือดเนื้อของตัวละครมาขึ้นจอได้อย่างเป็นธรรมชาติ</p>
<p>
	<strong></strong></p>
<p>
	เอ็ดเวิร์ด หยาง เป็นหนึ่งในคนทำหนังแถวหน้าของไต้หวันที่สร้างผลงานจำนวนไม่มากเนื่องจากเสียชีวิตลงก่อนวัยอันควร แต่ผลงานของเขาทุกเรื่องล้วนได้รับคำยกย่อง เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในหัวหอกผู้กำกับหนังไต้หวันยุคนิวเวฟ (ยุคที่ภาพยนตร์ไต้หวันเปลี่ยนจากหนังกำลังภายในและเมโลดราม่าไปเป็นหนังที่เล่าเรื่องชีวิตผู้คนธรรมดาสามัญที่สมจริงและสะท้อนสังคม)<br />
	<em>A Brighter Summer Day</em> ออกฉายในปี 1991 และคว้ารางวัลได้มากมายหลายเวที (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลม้าทองคำและเทศกาลภาพยนตร์เอเชียแปซิฟิก &#8211; ซ้ำยังติดลิสต์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลหลายสำนักทั้งในและนอกประเทศในเวลาต่อมา) ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในชีวิตของเขา <em>Yi Yi: A One and a Two</em> จะส่งชื่อเขาให้โดดเด่นในสปอตไลต์ของวงการภาพยนตร์โลกอีกครั้งด้วยการชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปี 2000 นับได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ไม่กี่คนที่มีผลงานเข้าขั้นมาสเตอร์พีซถึงสองเรื่อง</p>
<p>
	<em><br />
	A Brighter Summer Day</em> เพิ่งได้รับการบูรณะใหม่ในระบบ 4K เมื่อปลายปี 2015 หลังจากที่นักดูหนังทั่วโลกหาชมเวอร์ชั่นคุณภาพดีของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลยมาหลายทศวรรษ นับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่หนังเรื่องนี้จะมาฉายบนจอใหญ่ในเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันในกรุงเทพฯ เป็นจำนวน 2 รอบ ในวันที่ 18 และ 22 มกราคม 2561 ณ โรงภาพยนตร์ ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์</p>
<p>
	<strong><br />
	หมายเหตุ: </strong>ไม่ควรถามหาคำแปลชื่อหนังภาษาจีนของหนังเรื่องนี้ก่อนชม เพราะอาจถูกสปอยล์ได้</p>
<p><strong>	รายละเอียดเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวัน:</strong> <a href="https://www.facebook.com/Vactivecinema/" target="_blank">V.active</a></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end138.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-a-brighter-summer-day/">A BRIGHTER SUMMER DAY : วัยเยาว์ที่ผลิบานและแหลกสลายบนหน้าประวัติศาสตร์ไต้หวันร่วมสมัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-a-brighter-summer-day/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Rokkosan &#038; Arima Onsen : ตามรอยมิตรภาพสี่สาว Happy Hour บนภูเขาสูงและเมืองบ่อน้ำร้อน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-rokkasan-arimaonsen-happyhour/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-rokkasan-arimaonsen-happyhour/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พงศ์สันต์ อรุณสินทวีพร]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Dec 2017 02:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[happy hour]]></category>
		<category><![CDATA[โกเบ]]></category>
		<category><![CDATA[Rokkosan]]></category>
		<category><![CDATA[Mount Rokko]]></category>
		<category><![CDATA[Arima Onsen]]></category>
		<category><![CDATA[Kobe]]></category>
		<category><![CDATA[ตามรอยหนัง Happy Hour]]></category>
		<category><![CDATA[Ryusuke Hamaguchi]]></category>
		<category><![CDATA[ตามรอยภาพยนตร์ญี่ปุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-rokkasan-arimaonsen-happyhour/</guid>

					<description><![CDATA[<p>มีหนังญี่ปุ่นอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งโลดแล่นตามเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา สร้างกระแสแซ่ซ้องในหมู่นักดูหนังจนถึงกับยกให้เป็นหนังแห่งปีของใครหลายคน (เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น) หนังเรื่องนั้นชื่อ Happy Hour ของผู้กำกับริวสุเกะ ฮามางุจิ (Ryusuke Hamaguchi) &#8211; หนังเล่าเรื่องของผู้หญิงสี่คนที่เป็นเพื่อนรักกัน ความสัมพันธ์ของพวกเธอต่อผู้คนรอบข้าง ชะตาชีวิต ความรัก และครอบครัว ผ่านวิธีการถ่ายทำแบบลองเทคซึ่งเปิดโอกาสให้นักแสดงได้แสดงศักยภาพที่น่าทึ่ง เรื่องราวถ่ายทอดลื่นไหลให้เห็นความงดงามของชีวิตผู้คนธรรมดาสามัญที่ชวนจดจำ และนั่นคือที่มาของการเดินทางไปภูเขาร็อกโกะ (Mount. Rokko หรือเรียกตามสไตล์คนญี่ปุ่นว่า Rokkosan) และเมืองอาริมะ ออนเซน (Arima Onsen) ในโกเบ เพื่อตามรอยความประทับใจของสถานที่ที่เป็นฉากหลังหลักๆ ในหนังเรื่องนี้ ภูเขาร็อกโกะกับเมืองอาริมะเชื่อมถึงกันได้ด้วยกระเช้าเคเบิลข้ามเขา ดังนั้นเราจึงสามารถเดินทางไปมาระหว่างสองสถานที่นี้ได้ เราเลือกที่จะไปภูเขาร็อกโกะก่อน โดยจับรถไฟ Hankyu ตรงจากสถานีอุเมดะ (Umeda Hankyu) ในโอซาก้าไปลงสถานีร็อกโกะ (Rokko) ในโกเบ ใช้เวลาเพียง 37 นาทีเท่านั้น สถานีรถไฟร็อกโกะเป็นสถานีเล็กๆ น่ารัก ถึงแล้วเดินตามป้ายบอกทางที่นำเราไปยังสะพานลอยตรงไปสู่ป้ายรถเมล์ ขึ้นรถเมล์สาย 16 ไปจนสุดสายที่ป้ายสถานีรถเคเบิลร็อกโกะ (Rokko Cable Shita) ใช้เวลาไม่เกิน 15 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-rokkasan-arimaonsen-happyhour/">Rokkosan &amp; Arima Onsen : ตามรอยมิตรภาพสี่สาว Happy Hour บนภูเขาสูงและเมืองบ่อน้ำร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	มีหนังญี่ปุ่นอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งโลดแล่นตามเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา สร้างกระแสแซ่ซ้องในหมู่นักดูหนังจนถึงกับยกให้เป็นหนังแห่งปีของใครหลายคน (เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น) หนังเรื่องนั้นชื่อ <em>Happy Hour</em> ของผู้กำกับริวสุเกะ ฮามางุจิ (Ryusuke Hamaguchi) &#8211; หนังเล่าเรื่องของผู้หญิงสี่คนที่เป็นเพื่อนรักกัน ความสัมพันธ์ของพวกเธอต่อผู้คนรอบข้าง ชะตาชีวิต ความรัก และครอบครัว ผ่านวิธีการถ่ายทำแบบลองเทคซึ่งเปิดโอกาสให้นักแสดงได้แสดงศักยภาพที่น่าทึ่ง เรื่องราวถ่ายทอดลื่นไหลให้เห็นความงดงามของชีวิตผู้คนธรรมดาสามัญที่ชวนจดจำ</p>
<p>
	และนั่นคือที่มาของการเดินทางไปภูเขาร็อกโกะ (Mount. Rokko หรือเรียกตามสไตล์คนญี่ปุ่นว่า Rokkosan) และเมืองอาริมะ ออนเซน (Arima Onsen) ในโกเบ เพื่อตามรอยความประทับใจของสถานที่ที่เป็นฉากหลังหลักๆ ในหนังเรื่องนี้</p>
<p>
	ภูเขาร็อกโกะกับเมืองอาริมะเชื่อมถึงกันได้ด้วยกระเช้าเคเบิลข้ามเขา ดังนั้นเราจึงสามารถเดินทางไปมาระหว่างสองสถานที่นี้ได้ เราเลือกที่จะไปภูเขาร็อกโกะก่อน โดยจับรถไฟ Hankyu ตรงจากสถานีอุเมดะ (Umeda Hankyu) ในโอซาก้าไปลงสถานีร็อกโกะ (Rokko) ในโกเบ ใช้เวลาเพียง 37 นาทีเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1_Rokko_Train_Station.jpg"></p>
<p>
	สถานีรถไฟร็อกโกะเป็นสถานีเล็กๆ น่ารัก ถึงแล้วเดินตามป้ายบอกทางที่นำเราไปยังสะพานลอยตรงไปสู่ป้ายรถเมล์ ขึ้นรถเมล์สาย 16 ไปจนสุดสายที่ป้ายสถานีรถเคเบิลร็อกโกะ (Rokko Cable Shita) ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ระหว่างทางมีหนุ่มสาวมหาวิทยาลัยนั่งมาด้วยกันเต็มรถแสนสดชื่น แต่พวกเขาลงที่ป้ายมหาวิทยาลัยกันหมดก่อนจะถึงสุดสาย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2_Rokko_Cable_Car_Base_Station.jpg"></p>
<p>
	ในฉากเปิดของหนังเรื่อง <em>Happy Hour </em>สี่สาวนัดกันนั่งรถเคเบิลคาร์ขึ้นไปเที่ยวภูเขาร็อกโกะจากที่นี่ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในฉากจำที่เป็นภาพโปสเตอร์ของหนังด้วย โดยระหว่างที่รอรถเคเบิลคาร์ เขามีชุดพนักงานเดินรถสีเขียวไว้ให้ใส่ถ่ายรูปเล่นฆ่าเวลาไปพลางๆ รถเคเบิลคาร์มีทั้งส่วนที่เปิดรับลมและส่วนปิดในกระจกให้เลือกนั่ง บรรยากาศระหว่างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้มแซมด้วยสีสันของฤดูใบไม้ร่วง ใช้เวลาไม่นานเราก็ขึ้นไปถึงสถานีบนภูเขา ซึ่งเป็นสถานีขนาดเล็กแลดูเก่าขลัง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/3_Rokko_Cable_Car.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/4_Rokko_Cable_Car.jpg"></p>
<p>
	ชั้นสองของสถานีเป็นจุดชมวิวกลางแจ้งที่มีชื่อว่า Tenran Observatory เห็นวิวอ่าวได้ไกลมาก มีแผนที่ชี้บอกให้ทราบว่าจุดไหนของวิวที่เห็นคืออะไร สามารถเห็นเมืองโกเบ อ่าวโอซาก้า ย่านอุเมดะ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ไกลไปถึงสนามบินคันไซ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/5_Mt_Rokko_Top_View.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/7_Mt_Rokko_Top_View.jpg"></p>
<p>
	บนภูเขาร็อกโกะมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง สามารถเดินทางได้ด้วยรถบัสซันโจซึ่งวิ่งผ่านทุกจุดท่องเที่ยวทั้งหมด 8 ป้ายแล้ววนกลับเป็นวงกลม จุดไฮไลต์ที่สุดคือ Rokko Garden Terrace (ป้าย R07) เนื่องจากเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของข้างบนนี้ ใจกลางของที่นี่สร้างเป็นลานลดหลั่นสำหรับชมวิว โดยมีหอคอยแบบปราสาทตะวันตกให้เดินขึ้นบันไดวนไปดูวิวในจุดที่สูงขึ้นไปอีก ว่ากันว่าวิวกลางคืนเองก็สวยลืมหายใจเช่นกัน นอกจากนี้ที่นี่ยังมีร้านอาหาร ร้านเนื้อย่างโกเบชื่อ Rokkosan Genghis Khan Palace ซึ่งเราไปแวะเติมพลังที่นี่ คาเฟ่ ร้านขายขนมและของกระจุกกระจิก ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกให้เดินเพลินๆ อีกด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10_Rokko_Garden_Terrace.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11_Rokko_Garden_Terrace.jpg"></p>
<p>
	จาก Rokko Garden Terrace เราเดินตามป้ายบอกทางอีกสักครู่เพื่อไปยังสถานีกระเช้าเคเบิล Rokko Sancho Station สำหรับพาเราเดินทางข้ามภูเขาไปยังเมืองอาริมะ กระเช้าเคเบิลมีลักษณะคล้ายโบกี้รถไฟขนาดหนึ่งโบกี้ พาดผ่านภูเขาสลับซับซ้อนและป่าสนเขียวครึ้ม วืดขึ้นวูบลงพอให้หวาดเสียวเป็นระยะๆ พอกระเช้าขาตรงข้ามวิ่งผ่านมา ผู้โดยสารของทั้งสองกระเช้าก็โบกมือทักทายกันน่าเอ็นดู</p>
<p>
	เหนืออื่นใดคือ วิวระหว่างทางสวยงามมาก เห็นทิวเขาใกล้ไกลราวกับภาพวาด ยิ่งเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีด้วยแล้ว สีสันของบรรดาภูเขาก็ยิ่งสวยสดงดงามเข้าไปใหญ่ ช่วงใกล้ถึงเมืองอาริมะ เราจะเห็นวิวเมืองชัดขึ้นเรื่อยๆ เป็นทัศนียภาพที่น่าตื่นเต้น เหมือนค่อยๆ เหาะเหินออกจากป่าเข้าสู่เมือง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/12_Arima_Ropeway_View.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/13_Arima_Ropeway_View.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/14_Arima_Onsen_Ropeway_Station.jpg"></p>
<p>
	กระเช้าจอดที่สถานีอาริมะ ออนเซน (Arima Onsen Station) คนส่วนใหญ่เดินถึงประตูสถานีก็พากันเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าเข้าตัวเมือง แต่ช้าก่อน เราจำเป็นต้องสวนกระแสเลี้ยวขวา เพื่อไปตามหาโลเคชั่นอีกแห่งในหนังเรื่อง <em>Happy Hour</em> นั่นคือน้ำตกในสวนทสึซึมิงาตากิ (Tsuzumigataki-koen) ทันทีที่เลี้ยวขวาออกมาจากหน้าสถานี เราจะเห็นป้ายที่อธิบายเกี่ยวกับสวนแห่งนี้พร้อมแผนที่ ดูไม่ยาก เราออกเดินทันที แต่เดินไปสักพักเริ่มไม่แน่ใจ เพราะมันเป็นทางเดินเล็กแคบเงียบเชียบค่อนข้างรกชัฏ (แต่ก็ยังอุตส่าห์มีสนามเด็กเล่นเล็กๆ ดูร้างๆ กับบ้านสองสามหลังที่ก็ดูร้างพอกัน) ป้ายบอกทางในแต่ละระยะก็ทิ้งช่วงห่างกันมากจนกลัวจะหลงตลอดเวลา แต่ทันใดนั้นเอง เราก็ได้ยินเสียงซู่ซ่าของน้ำตกแว่วมาแต่ไกล แล้วเราก็พบว่า วิธีที่ช่วยให้ใจชื้นว่ามาถูกทางก็คือการที่ยิ่งเดินไป เสียงน้ำตกก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/15_On_the_way_to_Tsuzumigataki_Park.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/17_On_the_way_to_Tsuzumigataki_Park.jpg"></p>
<p>
	ในที่สุดเราก็มาถึงน้ำตก เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่น้ำแรงและส่งเสียงดังทีเดียว ชื่อสวนแห่งนี้ที่จริงก็ตั้งชื่อตามเสียงน้ำตกที่ดังเหมือนเสียงกลองทสึซึมิ (tsuzumi hand drum) นี่ล่ะ</p>
<p>
	ที่นี่เป็นฉากที่สี่สาวเดินทางมาเที่ยวและถ่ายรูปด้วยกัน ในวันที่เราไป เจอเด็กสาวมัธยมสามคนน่ารักกุ๊กกิ๊กสะพายเป้มาเที่ยวกันชวนให้คิดถึงมิตรภาพในหนัง ซึ่งนอกจากเด็กกลุ่มนี้และกลุ่มเราแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นอีกเลย มีความรู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อินดี้ขึ้นมาทันที น่าจะเป็นเพราะมันอยู่คนละทิศของเมืองอาริมะเมื่อออกมาจากสถานีกระเช้ามากกว่าเหตุผลอื่น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/18_Tsuzumigataki_Park.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/19_Tsuumigataki_Park.jpg"></p>
<p>
	เสร็จสรรพจากนั้นเราเดินย้อนกลับทางเดิมผ่านสถานีกระเช้ามุ่งหน้าไปตามถนนที่ทอดเข้าตัวเมืองอาริมะ ถนนพาเราเดินผ่านทั้งทิวไม้ในหลืบเขา บ้านเรือน ตึกอาคาร พูดง่ายๆ ว่ายิ่งเดิน วิวสองข้างทางก็ยิ่งเปลี่ยนจากป่าไปเป็นเมืองเข้าทุกที แล้วก็จะเริ่มเจอผู้คนมากขึ้นๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20_Arima_Onsen.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/21_Arima_Onsen.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/22_Arima_Onsen.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/23_Arima_Onsen.jpg"></p>
<p>
	อาริมะ ออนเซนเป็นเมืองเล็กๆ น่ารักที่มีสถานที่น่าสนใจให้เดินวนเพื่อเที่ยวหลายแห่ง หลักๆ เลยก็คือที่นี่เป็นเมืองบ่อน้ำร้อน ดังนั้นจึงมีออนเซนให้เลือกใช้บริการหลากหลาย หนึ่งในออนเซนที่ดังที่สุดของเมืองก็คือ คิน โนะ ยู (Kin no Yu) ที่มีเอกลักษณ์คือน้ำร้อนสีทองอันเกิดจากแร่ธาตุ</p>
<p>
	ถ้าไม่มีเวลามากพอ เราขอแนะนำออนเซนเท้าไทโกะ (Taiko no Ashiyu หรือ Taiko’s foot bath) ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ ออนเซนสีทอง คิน โนะ ยู นี่เองล่ะ ออนเซนเท้านี่ก็มีน้ำเป็นสีทองเช่นกัน ธาตุหลักเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ อุณหภูมิอยู่ที่ 42.3 องศาเซลเซียส (เป๊ะเป็นทศนิยมขนาดนั้น) มีสรรพคุณบำบัดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ฟกช้ำดำเขียว ตลอดจนปวดข้อ เขาว่ามาอย่างนั้น ที่สำคัญคือฟรี! เดินมาเมื่อยๆ จะไม่อดใจแช่อย่างไรไหว ผ่อนคลายดีแท้เชียว หากไม่มีกระดาษทิชชู่ติดกระเป๋ามาสำหรับเช็ดเท้าหลังแช่เขาก็มีผ้าผืนเล็กขายด้วยนะ นอกจากนี้ ที่นี่ยังปรากฏอยู่ในฉากหนึ่งของหนังเรื่อง <em>Happy Hour </em>อีกด้วย เป็นตอนที่หนึ่งในสี่สาวเดินมาแช่เท้าคนเดียวเหงาๆ หลังจากที่เพื่อนอีกสามคนพากันกลับไปก่อนแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/25_Taiko_s_Foot_Bath.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/26_Taiko_s_Foot_Bath.jpg"></p>
<p>
	แช่เท้าจนรื่นรมย์หายเมื่อย ยังไม่ต้องเดินไปไหนไกล ฝั่งตรงข้ามนี่แหละของเด็ดแห่งเมืองอาริมะที่ต้องขอยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองข้างเลย มันคือ Arima Toys &amp; Automata Museum ชั้นหนึ่งเป็นร้านขายของเล่นที่ชวนให้เงินในกระเป๋าสั่น และมีห้องเวิร์กช็อปทำของเล่นกรุกระจกให้ยืนสังเกตการณ์คุณลุงช่างทำของเล่นที่กำลังทำงานอยู่ ชั้นสองเป็นภัตตาคาร ชั้นสามเป็นของเล่นสังกะสีและชุดรถไฟขนาดมหึมาที่วิ่งผ่านเมืองและภูเขาจำลองที่กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งห้อง รถไฟวิ่งได้จริงและมีเจ้าหน้าที่มาเดินเครื่องให้ชมเป็นรอบๆ ของเล่นสังกะสีที่ชั้นนี้ชวนหวนไห้อดีตอย่างมาก ประวัติสั้นๆ ที่มีให้อ่านบอกเล่าความรุ่งเรืองของของเล่นสังกะสีและการยุติการผลิตที่ชวนเศร้าเมื่อถึงยุคของของเล่นสมัยใหม่</p>
<p>
	ขึ้นไปชั้นสี่เป็นชั้นที่เราชอบที่สุด มันคือชั้นของออโต้มาต้า หรือของเล่นที่มีกลไกขยับได้เมื่อกดปุ่ม ซึ่งออโต้มาต้าจำนวนมากมายที่นี่เปิดให้เราได้กดเล่นเป็นที่เพลิดเพลินลืมเวลาเอามากๆ หลายชิ้นชวนอมยิ้มขำขัน และหลายชิ้นชวนทึ่งให้กับความช่างคิดประดิดประดอย ขอบอกเลยว่าแค่ชั้นนี้ชั้นเดียวก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว</p>
<p>
	ไปต่อกันที่ชั้นห้า ซึ่งเด็กๆ น่าจะชอบเป็นพิเศษ เพราะเป็นชั้นของเล่นร่วมสมัย มุมที่ชวนให้ผู้ใหญ่อย่างเราอดก้มตัวลงไปเล่นไม่ได้คือมุมชุดของเล่นไม้ประเภทที่ต้องปล่อยให้ลูกแก้วลูกบอลไหลลงตามรางลดหล่นเป็นชั้นหรือวงวนที่ชวนเล่นซ้ำๆ หยุดไม่ได้ สุดท้ายกับชั้นหก เป็นชั้นที่บรรจุของเล่นจากประเทศเยอรมนีทั้งชั้น สวยหรูมลังเมลืองราวกับหลุดไปอยู่ในเยอรมนีช่วงเทศกาลคริสต์มาสก็ไม่ปาน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/27_Arima_Toys___Automata_Museum.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/29_Arima_Toys___Automata_Museum.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/30_Arima_Toys___Automata_Museum.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/31_Arima_Toys___Automata_Museum.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/32_Arima_Toys___Automata_Museum.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/34_Arima_Toys___Automata_Museum.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/35_Arima_Toys___Automata_Museum.jpg"></p>
<p>
	ยังเหลือไฮไลต์สำคัญอีกแห่งในอาริมะที่เราตั้งใจมา นั่นคือสวนกลางเมืองในแม่น้ำอาริมะงาวะ (Arima River Shinsui Park) ที่บอกว่าเป็นสวนในแม่น้ำเพราะเขาสร้างให้ลงไปเดินในแม่น้ำจริงๆ มีแอ่ง มีบันไดต่างๆ ให้คนลงไปเดินลัดเลาะวกวนได้ และสายน้ำในแม่น้ำจะถูกแอ่งที่มนุษย์สร้างกำกับการไหลไม่ให้ล้ำเข้ามาในบริเวณสำหรับคนเดิน มีสะพานสีแดงชื่อสะพานเนเน่ (Nene-bashi) ทอดข้ามแม่น้ำด้านบนของสวน ตั้งชื่อตามภรรยาของโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ผู้สร้างปราสาทโอซาก้า) และมีรูปปั้นเนเน่ตั้งอยู่ที่หัวสะพานในฤดูท่องเที่ยว เช่น ช่วงซากุระบาน นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะหลั่งไหลกันมาที่สวนแห่งนี้จนแน่นขนัดชนิดที่ในแม่น้ำจะเห็นแต่คนไม่เห็นสายน้ำกันเลยทีเดียว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/36_Arima_River_Shinsui_Park.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/37_Nene_Bridge.jpg"></p>
<p>
	ในหนังเรื่อง <em>Happy Hour</em> สถานที่นี้อยู่ในฉากสำคัญมากที่สุดฉากหนึ่งคือฉากที่สี่สาวเดินเที่ยวเมืองอาริมะ ออนเซนด้วยกันจนมาหยุดอยู่ที่ระเบียงเล็กๆ ด้านหนึ่งของแม่น้ำ มองข้ามไปทางฝั่งสะพานเนเน่ สี่สาวเห็นสามีของหนึ่งในกลุ่มตนเดินมากับคุณโนเสะ นักเขียนสาวผู้ซึ่งต่อมาหนังจะเล่าให้เห็นว่ามีส่วนสำคัญต่อความสัมพันธ์และมิตรภาพของสี่สาวที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/38_Arima_River_Balcony.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/39_Nose_San_Meeting_Stairs.jpg"></p>
<p>
	พระอาทิตย์กำลังตกดินแล้วพร้อมสายฝนโปรยปราย เราแวะร้านโยชิทาคายะที่เป็นร้านขายของเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1868 เพื่อหาซื้อขนมและของฝาก ก่อนจะขึ้นรถไฟที่สถานีอาริมะออนเซนที่ตั้งอยู่ตรงข้ามร้านเพื่อเดินทางกลับโอซาก้า เป็นอันจบการเดินทางในวันแสนสุขและภารกิจตามโลเคชั่นหนังก็เสร็จสมบูรณ์</p>
<h3>Rokkosan &amp; Arima Onsen</h3>
<p><em>ภาพนิ่งจากภาพยนตร์เรื่อง Happy Hour (Ryusuke Hamaguchi, 2015, Japan)</em></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1" target="_blank">ใครอยากส่งเรื่องสถานที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-rokkasan-arimaonsen-happyhour/">Rokkosan &amp; Arima Onsen : ตามรอยมิตรภาพสี่สาว Happy Hour บนภูเขาสูงและเมืองบ่อน้ำร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-rokkasan-arimaonsen-happyhour/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Snakeskin : การลอกคราบประวัติศาสตร์สิงคโปร์อันแสนพิศวง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-snakeskin/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-snakeskin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พงศ์สันต์ อรุณสินทวีพร]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Nov 2017 03:53:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[สิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[Snakeskin]]></category>
		<category><![CDATA[Daniel Hui]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองสิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์สิงคโปร์]]></category>
		<category><![CDATA[Filmvirus Wildtype: Rhizome Season 2]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-snakeskin/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Daniel Hui Region: Singapore / Portugal Genre: Hybrid Documentary นี่เป็นหนังสารคดีไฮบริดจากสิงคโปร์ที่ผสมผสานเรื่องแต่งและความเรียงเข้าไว้ด้วยกัน มีทั้งความไซไฟ ลึกลับ และเหนือจริง แต่ดูเหมือนการพยายามจำกัดความว่ามันคือหนังประเภทใดจะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญนัก เพราะเมื่อจูนกับหนังติดด้วยการปล่อยใจให้ไหลไปกับเรื่องเล่าแล้ว เราจะพบว่า Snakeskin ได้มอบประสบการณ์การดูภาพยนตร์สุดรื่นรมย์รสชาติประหลาดที่ชวนพิศวงยากจะลืม หนังเปิดด้วยเสียงเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ปี ค.ศ. 2066 เขากำลังพูดถึงสิ่งของตกทอดอันชั่วร้ายที่ได้รับครอบครองมา มันคือฟุตเทจฟิล์มที่ถ่ายประเทศสิงคโปร์ในช่วงปี ค.ศ. 2014 มีคำเตือนว่าแม้ตัวภาพฟุตเทจนั้นจะดูไม่มีพิษภัย แต่การเรียงลำดับภาพเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ชายหนุ่มไม่สนคำเตือน และตัดสินใจเปิดดูฟุตเทจเหล่านั้นพร้อมๆ กับคนดู ภาพที่ปรากฏก็เป็นภาพทั่วไปของประทศสิงคโปร์ ตึกรามบ้านช่องและผู้คน หนังเดินหน้าเล่าเรื่องหลากหลายที่แตกแขนงออกจากแกนกลางรากแก้ว เรื่องของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์สตูดิโอ ชุมชนจัดฉายภาพยนตร์ศิลปะ เรื่องของชาวสิงคโปร์หลากเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์การเมือง การเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายในสิงคโปร์ช่วงยุค 50s ชีวิตของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยในประวัติศาสตร์เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปากคำบอกเล่าของคนหนุ่มสาวที่มีเพียงความทรงจำกระท่อนกระแท่นจากคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อนอีกที หรือกระทั่งการเดินทางย้อนเวลาเพื่อกลับไปเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ ในบรรดาเรื่องเล่ามากมายของหนังที่จะว่าไปก็เหมือนเรากำลังฟังคนเล่านิทานหลายๆ เรื่องต่อกัน มีอยู่หลายเรื่องที่ชวนประทับใจ เช่น เรื่องเล่าจากแมวตัวหนึ่ง (ใช่แล้ว แมวเป็นตัวเล่าเรื่อง) ที่เคยเป็นทหารเก่าที่สามารถเดินทางด้วยการถอดจิตข้ามน้ำข้ามทะเล (พิศวงอย่างเพลิดเพลิน), เรื่องของลูกสาวที่ค้นพบความลับว่าแม่ผู้เข้มงวดของเธอเคยเป็นนางเอกหนังเก่า (งดงามหวนไห้อดีต) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-snakeskin/">Snakeskin : การลอกคราบประวัติศาสตร์สิงคโปร์อันแสนพิศวง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong></strong><strong>Director:</strong> Daniel Hui<br />
	<strong></strong><strong>Region:</strong> Singapore / Portugal<br />
	<strong>Genre:</strong> Hybrid Documentary</p>
<p>
	นี่เป็นหนังสารคดีไฮบริดจากสิงคโปร์ที่ผสมผสานเรื่องแต่งและความเรียงเข้าไว้ด้วยกัน มีทั้งความไซไฟ ลึกลับ และเหนือจริง แต่ดูเหมือนการพยายามจำกัดความว่ามันคือหนังประเภทใดจะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญนัก เพราะเมื่อจูนกับหนังติดด้วยการปล่อยใจให้ไหลไปกับเรื่องเล่าแล้ว เราจะพบว่า<em> Snakeskin </em>ได้มอบประสบการณ์การดูภาพยนตร์สุดรื่นรมย์รสชาติประหลาดที่ชวนพิศวงยากจะลืม</p>
<p>
	หนังเปิดด้วยเสียงเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ปี ค.ศ. 2066 เขากำลังพูดถึงสิ่งของตกทอดอันชั่วร้ายที่ได้รับครอบครองมา มันคือฟุตเทจฟิล์มที่ถ่ายประเทศสิงคโปร์ในช่วงปี ค.ศ. 2014 มีคำเตือนว่าแม้ตัวภาพฟุตเทจนั้นจะดูไม่มีพิษภัย แต่การเรียงลำดับภาพเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ชายหนุ่มไม่สนคำเตือน และตัดสินใจเปิดดูฟุตเทจเหล่านั้นพร้อมๆ กับคนดู</p>
<p>
	ภาพที่ปรากฏก็เป็นภาพทั่วไปของประทศสิงคโปร์ ตึกรามบ้านช่องและผู้คน หนังเดินหน้าเล่าเรื่องหลากหลายที่แตกแขนงออกจากแกนกลางรากแก้ว เรื่องของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์สตูดิโอ ชุมชนจัดฉายภาพยนตร์ศิลปะ เรื่องของชาวสิงคโปร์หลากเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์การเมือง การเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายในสิงคโปร์ช่วงยุค 50s ชีวิตของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยในประวัติศาสตร์เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปากคำบอกเล่าของคนหนุ่มสาวที่มีเพียงความทรงจำกระท่อนกระแท่นจากคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อนอีกที หรือกระทั่งการเดินทางย้อนเวลาเพื่อกลับไปเขียนประวัติศาสตร์ใหม่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Snakeskin-hi-res-still10.jpg"></p>
<p>
	ในบรรดาเรื่องเล่ามากมายของหนังที่จะว่าไปก็เหมือนเรากำลังฟังคนเล่านิทานหลายๆ เรื่องต่อกัน มีอยู่หลายเรื่องที่ชวนประทับใจ เช่น เรื่องเล่าจากแมวตัวหนึ่ง (ใช่แล้ว แมวเป็นตัวเล่าเรื่อง) ที่เคยเป็นทหารเก่าที่สามารถเดินทางด้วยการถอดจิตข้ามน้ำข้ามทะเล (พิศวงอย่างเพลิดเพลิน), เรื่องของลูกสาวที่ค้นพบความลับว่าแม่ผู้เข้มงวดของเธอเคยเป็นนางเอกหนังเก่า (งดงามหวนไห้อดีต) หรือเรื่องของชายคนหนี่งที่ต้องหนีจากการถูกไล่ล่าของทางการด้วยข้อหาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไม่มีโอกาสได้ร่ำลาแม่ (เศร้าจนน้ำตาไหล)</p>
<p>
	แล้วอะไรล่ะ คือสิ่งชั่วร้ายของการเรียงลำดับภาพตามคำเตือนที่ชายหนุ่มได้รับในตอนต้น?</p>
<p>
	ฟุตเทจภาพ เมื่อนำมาเรียงลำดับ จะก่อเกิดเป็นเรื่องเล่า (เช่นเดียวกับภาพยนตร์) และเมื่อเรื่องเล่านั้นถูกรับรู้ในฐานะประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง นั่นเองคือความอันตราย เข้าทำนองว่า ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ แล้วเราจะไว้ใจความถูกต้องของประวัติศาสตร์นั้นๆ ได้อย่างไร บางทีสิ่งที่หนังเรื่องนี้กำลังทำ อาจจะเป็นการตั้งคำถามถึง และเลยไปจนเป็นความพยายามที่จะชำระประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Snakeskin-hi-res-still5.jpg"></p>
<p>
	เทคนิคที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของ <em>Snakeskin</em> อยู่ที่มีบางช่วงที่หนังไม่สนใจว่าภาพหรือคนที่กำลังปรากฏบนจอจะสัมพันธ์กับเสียงที่กำลังเล่าอยู่หรือไม่ หรือถ้าเป็นเรื่องในอดีตที่กำลังถูกเล่า เราก็จะคิดคาดไปโดยไม่อาจแน่ใจได้ว่าคนที่กำลังปรากฏบนจอ ซึ่งคือคนในปี ค.ศ. 2014 คือร่างทรงของคนในอดีตในเรื่องเล่า คือลูกหลานของพวกเขา หรือก็แค่คนที่บังเอิญชื่อพ้องกันกับคนในเรื่องเล่ากันแน่ ราวกับว่าการรื้อสร้างไวยากรณ์การเล่าเรื่องของหนังเช่นนี้เป็นไปเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าการเรียงการเล่าประวัติศาสตร์ในรูปแบบที่ต่างออกไปจะก่อให้เกิดประวัติศาสตร์ชุดใหม่ที่มีความหมายต่างออกไปขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>
	แดเนียล ฮุย ผู้กำกับ เลือกถ่ายหนังด้วยฟิล์ม แต่ปฏิเสธการใช้เทคนิคทางภาพยนตร์ที่หมดจดงดงาม เขาตัดต่อและผสมเสียงง่ายๆ เคลื่อนกล้องซ้ายขวาหรือซูมเข้าออกทื่อๆ และเช่นเดียวกับ <em>Eclipses</em> หนังยาวเรื่องก่อนหน้าของเขา เกือบทั้งหมดของ <em>Snakeskin </em>ใช้ภาพสัดส่วน 4:3 ซึ่งแดเนียลเคยเล่าให้ฟังว่า เขารู้สึกว่าภาพที่สัดส่วนนี้สัมพันธ์กับการดูของคนดูผ่านจอภาพยนตร์ที่สุด สัดส่วนภาพที่ใหญ่กว่านี้เป็นเรื่องไม่จำเป็นเนื่องจากมันกินพื้นที่เกินกว่าที่สองตาของคนเราจะเก็บรายละเอียดได้หมด ต้องอาศัยการกวาดตาซ้ายขวาเข้าร่วมด้วย ซึ่งมันดูฝืน</p>
<p><em><br />
	Snakeskin</em> ชนะรางวัล New Asian Currents &#8211; Award of Excellence จาก Yamagata International Documentary Film Festival 2015 และรางวัล Special Jury Prize สาขาภาพยนตร์สารคดีนานาชาติจาก Torino Film Festival 2014</p>
<p style="text-align: center"><em>Snakeskin</em> จะฉายให้ชมฟรีในงาน Filmvirus Wildtype: Rhizome Season 2 รอบ 15.00 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 ที่ The Reading Room สีลม ซอย 19</p>
<p style="text-align: center">ดูรายละเอียดงาน Filmvirus Wildtype: Rhizome Season 2 ได้ที่เพจ <a href="https://www.facebook.com/Kafelme/" target="_blank">KafeLumiere</a></p>
<hr>
<p><em><strong><a href="https://www.facebook.com/Kafelme/" target="_blank"></a>รู้จักแดเนียลให้มากขึ้นด้วยการชมหนังสั้นของเขาได้ที่ <a href="https://vimeo.com/user3641280">vimeo.com/user3641280</a></strong></em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Daniel_Huis_Photo.jpg"></p>
<p>	เราขอแนะนำ <em>Dreams of Youth</em> เรื่องของเด็กหนุ่มมัธยมที่กำลังสับสนกับเส้นทางชีวิตว่าจะเลือกออกไปจากสิงคโปร์หลังเรียนจบดีหรือไม่, <em>Rumah Sendiri</em> หนังชีวิตแม่บ้านต่างแดนชาวอินโดนีเซียที่แดเนียลเริ่มใช้เทคนิคกึ่งสารคดีกึ่งเรื่องแต่งก่อนกลายมาเป็นลายเซ็นหลักของเขาในเวลาต่อมา, <em>Animal Spirits</em> หนังที่ว่าด้วยการดิ้นรนเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจของหญิงสาวต่างชาติสองคนในอเมริกา และ <em>Sayang</em> งานทดลองที่ตัดเอาฟุตเทจจากหนังเรื่องอื่นๆ มารวมกันเป็นจดหมายแด่เพื่อนรักที่จากไป</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong><a href="https://www.facebook.com/snakeskinmovie/" target="_blank">Snakeskin</a>, <a href="http://www.sindie.sg/2015/11/review-snakeskin-by-daniel-hui.html" target="_blank">sindie.sg</a></em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-snakeskin/">Snakeskin : การลอกคราบประวัติศาสตร์สิงคโปร์อันแสนพิศวง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-snakeskin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Joshua: Teenager vs. Superpower &#8211; กระทำการหว่องกับน้องโจชัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-40/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-40/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พงศ์สันต์ อรุณสินทวีพร]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[Demosisto]]></category>
		<category><![CDATA[ฮ่องกง]]></category>
		<category><![CDATA[Hong Kong]]></category>
		<category><![CDATA[documentary]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[Joshua: Teenager vs. Superpower]]></category>
		<category><![CDATA[Nathan Law]]></category>
		<category><![CDATA[โจชัว หว่อง]]></category>
		<category><![CDATA[Joe Piscatella]]></category>
		<category><![CDATA[Agnes Chow]]></category>
		<category><![CDATA[Joshua Wong]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-40/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Joe Piscatella Region: USA Genre: Documentary นี่เป็นภาพยนตร์สารคดีที่โรแมนติกมาก ทั้งการถ่ายทอดภาพการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่มีอีกฝ่ายเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ และภาพการเกิดขึ้นอย่างโชติช่วงของเด็กหนุ่มนักเรียนธรรมดาที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ทางการเมืองที่สว่างไสวให้ทั้งโลกได้ประจักษ์ ในสารคดี Joshua: Teenager vs. Superpower เราจะได้เห็นตั้งแต่ตอนที่โจชัว หว่อง อายุแค่สิบสี่ สมัยที่เขายังเป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดาๆ ที่ลุกขึ้นมาก่อตั้งกลุ่ม Scholarism เพื่อประท้วงให้รัฐถอดถอนหลักสูตรการศึกษาใหม่จากจีนที่แฝงเจตนารมณ์จะล้างสมองเด็กฮ่องกงรุ่นใหม่ เนื่องจากในสายตารัฐบาลจีนแล้ว เด็กฮ่องกงรุ่นใหม่ขาดจิตสำนึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชาติ ซึ่งในที่นี้ก็มีความหมายเดียวกันกับพรรคคอมมิวนิสต์ ไล่เรื่อยไปจนถึงตอนที่เขาพิชิตชัยชนะจากการประท้วงครั้งนั้น ซึ่งทำให้เขาและชาวฮ่องกงไม่ได้แค่รอดพ้นจากหลักสูตรการศึกษาใหม่จากจีน แต่ยังทำให้ได้ตระหนักกันอีกว่า เด็กมัธยมสามารถทานอำนาจของยักษ์ใหญ่อย่างจีนได้ด้วย จากนั้น หนังพาเราไปดูจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องที่ใหญ่กว่าเพื่อสิทธิในการเลือกตั้งผู้นำของฮ่องกงโดยชาวฮ่องกงเอง (universal suffrage) ตามที่จีนเคยให้สัญญาไว้กับฮ่องกงตามหลักการหนึ่งประเทศสองระบบ ตั้งแต่ครั้งที่อังกฤษส่งคืนเกาะฮ่องกงแก่จีนในปี 1997 (แต่สิ่งที่รัฐบาลจีนทำคือ เปลี่ยนจากแต่งตั้งผู้นำมาให้ ให้เป็นชาวฮ่องกงได้เลือกตั้งผู้นำของตนเอง แต่เลือกเอาจากผู้สมัครที่ทางการจีนเลือกมาให้ก่อนแล้ว) การเคลื่อนไหวครั้งนี้ริเริ่มโดยเบนนี ไท่ อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งโจชัวเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการเรียกคนรุ่นใหม่ออกมาสมทบได้จำนวนมหาศาล &#8220;เราจะต้องบรรลุพันธกิจนี้ในคนรุ่นเรา เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนรุ่นต่อไป&#8221; โจชัวประกาศกร้าว หนังยังพาเราไปดูการประท้วงช่วง Occupy Central ต่อด้วยการปฏิวัติร่มที่ยาวนานร่วมสามเดือน การอดข้าวประท้วงของโจชัวและความพ่ายแพ้ในเวลาต่อมา การตัดสินใจปิดฉากกลุ่ม Scholarism และการถือกำเนิดใหม่ในสถานะของพรรคการเมือง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-40/">Joshua: Teenager vs. Superpower &#8211; กระทำการหว่องกับน้องโจชัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong>Director:</strong> Joe Piscatella<br />
	<strong>Region:</strong> USA<br />
	<strong>Genre:</strong> Documentary</p>
<p>
	นี่เป็นภาพยนตร์สารคดีที่โรแมนติกมาก ทั้งการถ่ายทอดภาพการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่มีอีกฝ่ายเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ และภาพการเกิดขึ้นอย่างโชติช่วงของเด็กหนุ่มนักเรียนธรรมดาที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ทางการเมืองที่สว่างไสวให้ทั้งโลกได้ประจักษ์</p>
<p>
	ในสารคดี <em>Joshua: Teenager vs. Superpower</em> เราจะได้เห็นตั้งแต่ตอนที่โจชัว หว่อง อายุแค่สิบสี่ สมัยที่เขายังเป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดาๆ ที่ลุกขึ้นมาก่อตั้งกลุ่ม Scholarism เพื่อประท้วงให้รัฐถอดถอนหลักสูตรการศึกษาใหม่จากจีนที่แฝงเจตนารมณ์จะล้างสมองเด็กฮ่องกงรุ่นใหม่ เนื่องจากในสายตารัฐบาลจีนแล้ว เด็กฮ่องกงรุ่นใหม่ขาดจิตสำนึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชาติ ซึ่งในที่นี้ก็มีความหมายเดียวกันกับพรรคคอมมิวนิสต์ ไล่เรื่อยไปจนถึงตอนที่เขาพิชิตชัยชนะจากการประท้วงครั้งนั้น ซึ่งทำให้เขาและชาวฮ่องกงไม่ได้แค่รอดพ้นจากหลักสูตรการศึกษาใหม่จากจีน แต่ยังทำให้ได้ตระหนักกันอีกว่า เด็กมัธยมสามารถทานอำนาจของยักษ์ใหญ่อย่างจีนได้ด้วย</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/joshua-5.jpg"></p>
<p>
	จากนั้น หนังพาเราไปดูจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องที่ใหญ่กว่าเพื่อสิทธิในการเลือกตั้งผู้นำของฮ่องกงโดยชาวฮ่องกงเอง (universal suffrage) ตามที่จีนเคยให้สัญญาไว้กับฮ่องกงตามหลักการหนึ่งประเทศสองระบบ ตั้งแต่ครั้งที่อังกฤษส่งคืนเกาะฮ่องกงแก่จีนในปี 1997 (แต่สิ่งที่รัฐบาลจีนทำคือ เปลี่ยนจากแต่งตั้งผู้นำมาให้ ให้เป็นชาวฮ่องกงได้เลือกตั้งผู้นำของตนเอง แต่เลือกเอาจากผู้สมัครที่ทางการจีนเลือกมาให้ก่อนแล้ว) การเคลื่อนไหวครั้งนี้ริเริ่มโดยเบนนี ไท่ อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งโจชัวเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการเรียกคนรุ่นใหม่ออกมาสมทบได้จำนวนมหาศาล</p>
<p>
	&#8220;เราจะต้องบรรลุพันธกิจนี้ในคนรุ่นเรา เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนรุ่นต่อไป&#8221; โจชัวประกาศกร้าว</p>
<p>
	หนังยังพาเราไปดูการประท้วงช่วง Occupy Central ต่อด้วยการปฏิวัติร่มที่ยาวนานร่วมสามเดือน การอดข้าวประท้วงของโจชัวและความพ่ายแพ้ในเวลาต่อมา การตัดสินใจปิดฉากกลุ่ม Scholarism และการถือกำเนิดใหม่ในสถานะของพรรคการเมือง Demosisto ยาวไปถึงเหตุการณ์การหายตัวไปอย่างลึกลับของคนขายหนังสือห้าคน</p>
<p>
	เรียกได้ว่านี่คือบทบันทึกชุดประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของฮ่องกงที่กระชับครอบคลุมที่สุดเรื่องหนึ่ง เหมาะสำหรับทั้งคนที่ไม่เคยรู้และเพิ่งเริ่มจะสนใจการเมืองฮ่องกงร่วมสมัย และคนที่พอทราบมาบ้างแล้วและต้องการทบทวนลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/joshua-8.jpg"></p>
<p>
	นอกจากโจชัวแล้ว หนังยังพาเราไปรู้จักบุคคลสำคัญแวดล้อมอื่นๆ อีกด้วย ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ นาธาน หลอ (Nathan Law) ในหนังเราเห็นโจชัวเป็นผู้นำอายุน้อยที่ร้อนแรง แต่นาธานเหมือนน้ำแข็งที่เยือกเย็นและสุขุมกว่า บอกให้แฟนคลับกรี๊ดไว้ตรงนี้ก็ได้ว่า ในหนังมีอยู่ฉากหนึ่ง เป็นตอนที่นาธานชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ เขาถือช่อดอกไม้ยืนอยู่บนเวทีท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของผู้คน โจชัวเดินเข้ามา สวมกอดเขาแน่น ก่อนจะคลายอ้อมกอดออกแล้วรีบยกมือเช็ดน้ำตาที่ไหลลอดแว่นของตัวเอง-คู่นี้เป็นเหมือนหยินกับหยางของกันและกันจริงๆ</p>
<p>
	แอกเนส โจว (Agnes Chow) หัวหอกสาวน้อยคนสำคัญอีกคนที่อาจจะไม่ได้สปอตไลต์ในหน้าสื่อมากเหมือนโจชัวและนาธาน เป็นอีกคนที่โดดเด่นมากในหนังเรื่องนี้ เพราะการปรากฏตัวครั้งแรกของเธอในหนังย้อนกลับไปได้ถึงการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของกลุ่ม Scholarism เลยทีเดียว เป็นครั้งที่ต่างคนต่างยังไม่รู้จักกันดี และแอกเนสมาในมาดสาวน้อยมัธยมต้นผมสั้นที่ดูเด็กยิ่งกว่าโจชัวเสียอีก ซึ่งต่อมาเธอก็ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับโจชัวในแถวหน้ามาตลอด จนในกาลปัจจุบัน เราได้เห็นเธอเติบโตขึ้นอย่างน่าทึ่งไม่แพ้โจชัวเลยจริงๆ</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/joshua-7.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/joshua-2.jpg"></p>
<p>
	ฉากตอนงานเลี้ยงอำลาปิดกลุ่ม Scholarism เป็นฉากหนึ่งที่ดีมากๆ พวกเขาไม่ได้อำลาด้วยน้ำตา แต่เป็นเหมือนงานปาร์ตี้ของเด็กมัธยมปลายมากกว่า มันเหมือนช่วงเวลาเล็กๆ ที่พวกเขาได้ปลดแอกหนาหนักที่แบกมาตลอดแล้วกลับไปเป็นเด็กอย่างที่พวกเขาเป็นจริงๆ กันอีกครั้ง มันเศร้านะ แม้นี่จะเป็นตอนเดียวในหนังที่เราเห็นโจชัวยิ้มจริงๆ ก็ตาม</p>
<p>
	หนังมีฟุตเทจที่ดีและสวย cinematic จนน่าทึ่งว่าไปเก็บภาพกันมาอย่างไร ราวกับผู้กำกับและทีมงานวางแผนตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุการณ์แล้วว่าจะทำหนังสารคดีเรื่องนี้ออกมาในท้ายที่สุดอย่างไรอย่างนั้น เจอภาพมุมสูงจากโดรนช็อตการชุมนุมที่ Central เข้าไปนี่ถึงกับขนลุกเลย ลำพังตัวเรื่องมันก็ทรงพลังอยู่แล้ว พอมาผ่านการถ่ายทอดที่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนไม่แกว่ง การเรียบเรียงตัดต่อที่ดี ฟุตเทจที่สวย และการบิลด์ที่ไม่ต้องมากต้องมายอะไร มันเลยทำให้ได้หนังสารคดีที่โรแมนติกมากเรื่องหนึ่งอย่างนี้</p>
<p>
	เหมาะสำหรับดูควบไปกับหนังสารคดีจากฮ่องกงเรื่อง <em>Yellowing</em> (2016, Chan Tze-Woon) ซึ่งให้ภาพวัยรุ่นกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งในการปฏิวัติร่มที่ไม่ได้เป็นเซเลบอย่างโจชัวและพวก เพื่อภาพจิ๊กซอว์ของเหตุการณ์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/joshua-4.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>สามารถรับชม </em><em>Joshua: Teenager vs. Superpowerได้ทาง Netflix</em></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-40/">Joshua: Teenager vs. Superpower &#8211; กระทำการหว่องกับน้องโจชัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-40/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
