<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธาตรี แสงมีอานุภาพ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author106/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 13:17:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 4/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-29/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-29/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Jun 2016 07:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[โจน จันใด]]></category>
		<category><![CDATA[พันพรรณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-29/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกวันนี้คุณเข้าใจชีวิตดีแค่ไหนแล้วครับ ไม่ถึงครึ่งเลย อยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้นเอง ต้องฝึกไปเรื่อยๆ ยินดีที่ได้เผชิญกับปัญหา ดีใจที่มีความวุ่นวาย ความสับสน มีปัญหารุมเร้าเข้ามา นี่คือโอกาสที่ผมจะได้เรียน นั่นคือห้องเรียนของผม มีปัญหาอะไรบ้างที่รุมเร้าเข้ามาแล้วยังแก้ไม่ตก ไม่มี ถ้าเรายอมรับกับความจริง ไม่มีปัญหาที่แก้ไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง จะมีปัญหาที่แก้ไม่ได้เต็มไปหมด อย่างเรากลัวเจ็บป่วย กลัวตาย ซึ่งมันเป็นความจริงของชีวิต แต่คนกลับไม่ยอมรับว่ามันเป็นความจริง คนเชื่อว่าเราจะหนีจากมันได้ แก้ไขจากมันได้ คุณก็จะไปซื้อประกัน ไปสะสมเงิน เพื่อให้รู้สึกว่ามันมั่นคง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความกลัวเจ็บป่วย กลัวตาย ไม่ว่าเขาจะมีประกันดีขนาดไหน มีเงินสะสมไว้มากขนาดไหน เขาก็ต้องเจ็บป่วยและตายเหมือนเดิม นี่คือไม่ยอมรับความจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ความกลัวมันแก้ไม่ได้ ยิ่งหาเงินมาก เขาก็ยิ่งเหนื่อยมาก ก็ยิ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรมมาก ก็ยิ่งเจ็บป่วยมาก แล้วก็ตายเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่กลัว โอ้ ความตายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างผมเห็นว่าการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี เพราะการเจ็บป่วยคือร่างกายมันเตือนเราว่าเราใช้วิถีชีวิตผิด ผมกินผิด ผมคิดผิด ผมทำงานผิด ผมจึงเจ็บป่วย ถ้าผมทำถูก ผมจะไม่เจ็บป่วยเลย ฉะนั้นผมรู้สึกขอบคุณที่เจ็บป่วย อีกอย่าง การเจ็บป่วยคือช่วงหนึ่งของชีวิตที่ร่างกายเตือนเราว่าเราต้องกลับมาสู่ตัวเอง เพราะธรรมดาคนจะไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย จะคิดถึงแต่งาน คิดถึงความยิ่งใหญ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-29/">โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">ทุกวันนี้คุณเข้าใจชีวิตดีแค่ไหนแล้วครับ<br />
</strong>ไม่ถึงครึ่งเลย อยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้นเอง<br />
ต้องฝึกไปเรื่อยๆ ยินดีที่ได้เผชิญกับปัญหา ดีใจที่มีความวุ่นวาย ความสับสน มีปัญหารุมเร้าเข้ามา<br />
นี่คือโอกาสที่ผมจะได้เรียน นั่นคือห้องเรียนของผม</p>
<p><strong>มีปัญหาอะไรบ้างที่รุมเร้าเข้ามาแล้วยังแก้ไม่ตก<br />
</strong>ไม่มี ถ้าเรายอมรับกับความจริง ไม่มีปัญหาที่แก้ไม่ได้<br />
แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง จะมีปัญหาที่แก้ไม่ได้เต็มไปหมด อย่างเรากลัวเจ็บป่วย กลัวตาย<br />
ซึ่งมันเป็นความจริงของชีวิต แต่คนกลับไม่ยอมรับว่ามันเป็นความจริง คนเชื่อว่าเราจะหนีจากมันได้<br />
แก้ไขจากมันได้ คุณก็จะไปซื้อประกัน ไปสะสมเงิน เพื่อให้รู้สึกว่ามันมั่นคง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความกลัวเจ็บป่วย<br />
กลัวตาย ไม่ว่าเขาจะมีประกันดีขนาดไหน มีเงินสะสมไว้มากขนาดไหน เขาก็ต้องเจ็บป่วยและตายเหมือนเดิม<br />
นี่คือไม่ยอมรับความจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ความกลัวมันแก้ไม่ได้ ยิ่งหาเงินมาก<br />
เขาก็ยิ่งเหนื่อยมาก ก็ยิ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรมมาก ก็ยิ่งเจ็บป่วยมาก แล้วก็ตายเร็วขึ้น<br />
แต่ถ้าไม่กลัว โอ้ ความตายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างผมเห็นว่าการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี<br />
เพราะการเจ็บป่วยคือร่างกายมันเตือนเราว่าเราใช้วิถีชีวิตผิด ผมกินผิด ผมคิดผิด ผมทำงานผิด<br />
ผมจึงเจ็บป่วย ถ้าผมทำถูก ผมจะไม่เจ็บป่วยเลย ฉะนั้นผมรู้สึกขอบคุณที่เจ็บป่วย</p>
<p>อีกอย่าง การเจ็บป่วยคือช่วงหนึ่งของชีวิตที่ร่างกายเตือนเราว่าเราต้องกลับมาสู่ตัวเอง เพราะธรรมดาคนจะไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย จะคิดถึงแต่งาน คิดถึงความยิ่งใหญ่ คิดถึงอะไรข้างนอก คิดถึงภารกิจของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย<br />
แต่พอเจ็บป่วยปุ๊บ เขาจะเริ่มคิดว่า จะตายแล้วนี่ จะลืมทุกอย่างได้ มันทำให้คนกลับมาหาตัวเอง<br />
ถ้าเราไม่เป็นหวัด เราจะไม่รู้สึกถึงคุณค่าของการหายใจ ถ้าไม่เจ็บป่วย คนจะไม่รู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่<br />
เราก็จะกินอะไรก็ได้ สำมะเลเทเมายังไงก็ได้ เพื่อที่จะเพลิดเพลินกับสิ่งที่มีอยู่ มันจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องเจ็บป่วย<br />
เพื่อดึงให้เรากลับมาหาตัวเอง คนพยายามบิดเบือนว่าความจริงนี้เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย<br />
เป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นสิ่งที่ต้องวิ่งหนี ทั้งที่วิ่งหนีไม่ได้</p>
<p>ความตายมันเป็นเรื่องธรรมดา คนเราไม่รู้หรอกว่าตอนตายมันเป็นยังไง ความตายอาจจะเป็นของขวัญชิ้นที่สำคัญที่สุดของชีวิตที่ธรรมชาติมอบให้เราก็ได้<br />
แต่เรากลัว เพราะไม่มีใครอธิบายให้เราฟังว่าตายแล้วเป็นยังไง เรากลัวความจริง ถ้าเรายอมรับตรงนี้<br />
ปัญหาในชีวิตมันจะน้อยลง ฉะนั้นวิธีที่ผมแสวงหาความเข้าใจก็คือทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อลดความกลัวลง</p>
<p><strong>คุณเคยบอกว่าตอนนี้ตายได้แล้ว<br />
</strong>มันไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว<br />
มันอิ่มกับการมีชีวิตอยู่ อายุก็ 45 แล้ว รู้สึกพอใจกับชีวิตที่ผ่านมา<br />
ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ส่วนที่เหลือของชีวิตก็อยากจะใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น<br />
สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป มันเหมาะที่จะมาทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว</p>
<p><strong>คุณไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วหรือครับ<br />
</strong>ผมไม่มีเป้าหมาย<br />
เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ แต่ละขณะมีสิ่งที่จำเป็นของมันอยู่ สิ่งที่จำเป็นที่สุดตอนนี้คือเก็บเมล็ดพันธุ์<br />
ผมก็ทุ่มเทเวลากับสิ่งนี้ จะทำได้แค่ไหนก็เป็นอีกเรื่อง แต่ขอให้ได้ทำ เป้าหมายในชีวิตของผมไม่เหมือนคนทั่วไปที่คิดถึงความสำเร็จอะไรสักอย่าง<br />
ความสำเร็จหรือล้มเหลวไม่มีความหมายกับชีวิตผมในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ<br />
ผมได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำสิ่งนั้นๆ ผมไม่ได้แสวงหาความสำเร็จ ไม่ได้ผลักดันความล้มเหลว<br />
ผมยินดีรับทั้งสองอย่างถ้าเกิดขึ้นแล้วผมได้เรียนรู้<br />
เมื่อเกิดขึ้นแล้วผมหลงไปกับมันไหม ผมสูญเสียอารมณ์หรือความรู้สึกไปกับมันไหม<br />
อะไรทำนองนี้ต่างหากที่ผมเฝ้าดู<br />
ผมถึงทำทุกอย่างที่อยากทำโดยไม่กลัวว่าจะผิดพลาดหรือล้มเหลว เพราะนั่นไม่ใช่เป้าหมาย<br />
ผมต้องการเรียนรู้เพื่อที่จะพัฒนาตัวเอง เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น<br />
เพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น</p>
<p><strong>เคยคิดเรื่องเก็บเงินสำหรับลูกและภรรยาบ้างไหมครับ<br />
</strong>เราไม่รู้หรอกว่าเขาจะต้องการอะไรในอนาคต<br />
โตขึ้นเขาอาจจะไม่ต้องการสิ่งที่เราหาก็ได้ เพราะเขามีจิตใจเป็นของเขา เหมือนคนตะวันตกยุคนี้<br />
พ่อแม่รวยจะตาย มีใครเอามรดกจากพ่อแม่บ้าง อายุ 20 ก็หนีหมดแล้ว<br />
ผมไม่มีความคิดจะหาเงินหาทองให้ลูกให้ภรรยา เสียเวลาเปล่า ภรรยาผมก็ทำทุกอย่างที่ผมทำ<br />
เขาต้องพัฒนาตัวเขาเอง ลูกผมก็ต้องทำทุกอย่างที่ผมทำ<br />
ความรู้ความชำนาญในการมีชีวิตอยู่ต่างหากที่สำคัญมากกว่า<br />
สิ่งไหนที่ต้องทำเพื่อพึ่งตัวเอง ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง<br />
การหาเงินให้ลูกให้เมียเป็นความคิดที่ผิด เพราะมันเหมือนกับให้ยาพิษ<br />
เป็นการทำลายลูกเลยแหละ ถ้าลูกเติบโตมากับการได้เงินโดยไม่ทำงานมันจะเสียคน<br />
ทำอะไรไม่เป็น แล้วก็ไม่อยากทำอะไร นอกจากขอเงิน และใช้เงิน ถ้าสอนเขาว่าอยากได้อะไรให้ทำเอง<br />
โตขึ้นถ้าไม่มีเงิน เขาก็หาเงินได้</p>
<p><strong>ตอนนี้คุณกำลังจะสอนลูกในระบบโฮมสคูล พอถึงช่วงที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย<br />
คุณจะให้ลูกเข้าสู่ระบบไหม<br />
</strong>ถ้าเขาอยากเรียนก็เรียนได้นะ แต่ต้องให้หาเงินเอง<br />
ถ้าโตขนาดนั้นไม่มีความจำเป็นต้องส่ง หาเงินเองได้แล้ว เด็กในต่างประเทศก็เป็นอย่างนั้น<br />
ต้องทำงานในร้านอาหาร อย่างบิล คลินตัน ก็ทำงานในปั๊มน้ำมันมาก่อน พ่อแม่รวยขนาดไหน<br />
เขาก็ทำอย่างนั้น มันเป็นวัฒนธรรมของฝรั่ง ผมได้เปรียบตรงที่มีเมียเป็นฝรั่ง<br />
ไม่ต้องคุยกันเยอะ เขาเข้าใจวัฒนธรรรมแบบนี้ดี ผมคงสอนลูกให้ขายส้มตำ ไก่ย่าง<br />
น้ำเต้าหู้ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรื่องยากเลย</p>
<p><strong>คุณตั้งความหวังกับลูกเอาไว้ยังไงบ้าง<br />
</strong>ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้เป็นห่วง<br />
ช่วงนี้อยากให้เขาเรียนรู้ให้มีประสบการณ์ในการพึ่งตัวเองให้มากที่สุด<br />
ถ้าลูกพึ่งตัวเองได้ เราก็จะไม่ห่วง ถ้าผมตาย เขาก็ยังอยู่ได้<br />
เราไม่ได้หาเงินให้ลูกเหมือนคนไทยเราทำ แต่เราจะให้ประสบการณ์ ให้ความรู้กับลูก<br />
ขอให้เขามีความรู้ความสามารถ เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ เราเลี้ยงเขาให้เป็นเขา<br />
ไม่ใช่เลี้ยงเขาเพื่อรับใช้ความต้องการของเรา<br />
ไม่เหมือนคนไทยที่ตัวเองอยากเป็นหมอแต่เป็นไม่ได้ ก็เอาความต้องการนี้มายัดเยียดให้ลูก<br />
แบบนี้มีโอกาสเป็นทุกข์มาก ถ้าเรามองว่าลูกก็เป็นคนคนหนึ่ง เขาจะเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่เขาอยากเป็น<br />
เราให้เขาในเรื่องความสามารถที่เขาอยากพึ่งตัวเอง แต่ถ้าเขาต้องการมากกว่านั้น<br />
เขาก็หาเอง ถ้าเขาหาเองได้เขาก็ภูมิใจ</p>
<p><strong>มองคนหนุ่มสาวยุคนี้ยังไง<br />
</strong>คนหนุ่มสาวในสมัยนี้ก็ยังเพลิดเพลินกับความสนุกสนาน มีสิ่งที่เอนเตอร์เทนเยอะเกินไป<br />
จนกว่าเขาจะได้ทำงานนั่นแหละ เขาถึงจะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ง่ายเท่าไหร่<br />
คิดว่าตอนนี้ต้องปล่อยให้เขาสนุกสนานไปก่อน ตอนทำงานเขาก็จะกลับมาเอง<br />
ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปชักชวนคนที่ยังไม่พร้อมมา ใครถึงจุดอิ่มตัวก็มาเอง<br />
เราคิดอย่างนี้</p>
<p><strong>คุณมองความรักอย่างไร<br />
</strong>ที่เรารักคนอื่น จริงๆ แล้วเราไม่ได้รักคนนั้น<br />
เรารักในสิ่งที่คนนั้นมี แต่เราไม่มี เรารักความดีของเขา รักความสวยของเขา<br />
อยากครอบครองความสวยนั้น ความรักแบบนี้เป็นความต้องการที่เห็นแก่ตัว<br />
เป็นไปได้ยากมากที่จะประสบความสำเร็จและอยู่กับเราได้นาน เพราะเขาก็เป็นคนที่มีใจเป็นของเขาเอง<br />
มีความต้องการเป็นของเขา ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงกับเรา นั่นทำให้ผิดหวัง อกหัก<br />
ผมก็เลยคิดว่า ทำไมเราต้องอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้จากเขา ทำไมเราไม่สร้างเอง<br />
ทำไมเราถึงอยากให้คนอื่นมารักเรา แทนที่เราจะรักคนอื่นเท่านั้นก็พอ<br />
ฝึกคิดแบบนี้บ่อยๆ ก็เริ่มเห็นว่า การรักคนอื่นดีกว่าการที่อยากให้คนอื่นมารักเรา<br />
การทำความดีให้คนอื่นดีกว่าการอยากได้ความดีจากคนอื่น คิดแบบนี้ทำให้รู้สึกเบาขึ้น<br />
สบาย ตอนหนุ่มๆ ที่คิดได้แบบนี้ ผมคิดว่าชีวิตนี้ไม่แต่งงานก็ได้ ไม่ต้องมีคู่ก็ได้<br />
ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีผู้หญิงมาชอบผมเลย เพราะชีวิตผมแปลก เป็นคนบ้าในสายตาคนทั่วไป<br />
ผมไม่มีมอเตอร์ไซค์ ไม่มีแหวน ไม่มีทอง ไม่มีงานเป็นกิจจะลักษณะ<br />
ไม่มีใครอยากคุยด้วย แต่พอผมเปลี่ยนมาคิดแบบนี้ก็เริ่มมีคนมาชอบผม</p>
<p><strong>ทำไมคุณถึงมองทุกอย่าง ทำทุกอย่างได้ง่ายไปหมด<br />
</strong>ทำให้ง่ายมันก็ง่าย ชีวิตคนเราไม่ยากหรอก ตัดความกลัวออกเท่านั้นเอง<br />
แล้วทำในสิ่งที่อยากทำ ความกลัวไม่มีประโยชน์อะไรในชีวิตคน<br />
แต่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อควบคุมตัวเราเอง<br />
แล้วความกลัวก็เป็นสิ่งที่สังคมยัดเยียดให้กับทุกคน เพื่อให้ทุกคนเชื่อฟังและทำตาม<br />
กลัวป่วยก็ซื้อประกัน ซื้ออาหารเสริม พอเริ่มซื้อนั่นหมายความว่าเราต้องทำงานมากขึ้นเพื่อหาเงินเยอะๆ<br />
เราก็เลยไม่มีเวลา ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาในความคิด กลัวตาย<br />
กลัวไม่กลัวก็ตาย กลัวเจ็บป่วย กลัวไม่กลัวก็เจ็บป่วย มีเงินเป็นล้านก็ตาย<br />
มีเงินเป็นล้านก็เจ็บป่วย แล้วกลัวทำไม กลัวแล้วทำให้ตายเร็วขึ้นด้วยซ้ำ<br />
เป็นไข้นิดหน่อยก็ไปหาหมอ หมอก็ยัดยาให้ เพื่อที่จะได้ขายยา เราได้ยามามากขึ้น แทนที่จะรักษาโรคอย่างเดียว<br />
มันก็ทำลายส่วนอื่นของร่างกายด้วย ทำให้เราเจ็บป่วยมากขึ้น พึ่งหมอมากขึ้น<br />
แล้วเราก็ตายเร็วขึ้น เท่านั้นเอง ยิ่งกลัวก็ยิ่งคิดมาก ก็ยิ่งเครียด เป็นโรคประสาทมากขึ้น<br />
ก็ดิ้นรนกระเสือกกระสนมากขึ้น ก็ตายเร็วขึ้น</p>
<p><strong>คนเราเกิดมาทำไมครับ<br />
</strong>คนเราเกิดมาเพื่อที่จะชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ มาเห็นความงดงามของการมีชีวิตอยู่<br />
แล้วก็ตายไป แต่คนส่วนมากไม่มีโอกาสได้รู้สึกแบบนั้น<br />
เพราะว่าเราสร้างระบบสังคมขึ้นมาเพื่อให้คนเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่สิ่งอื่น<br />
ไปสู่เรื่องของการมีเงิน มีความมั่นคง อย่างผมรู้สึกว่าผมเกิดมาชื่นชมความงดงามของการมีชีวิตอยู่<br />
ชื่นชมการเห็นชีวิต เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็ดับไป มันเป็นความงดงามอย่างยิ่ง<br />
แล้วก็เป็นขั้นตอนที่เราได้เผชิญกับอะไรมากมาย แล้วการฝ่าฟันเพื่อที่จะเข้าใจตัวเองเนี่ย<br />
มันเป็นขั้นตอนที่สนุกสนาน ท้าทายดีมากเลย</p>
<p style="text-align: right"><a href="http://www.punpunthailand.org/">www.punpunthailand.org</a></p>
<blockquote><p>&#8220;คนเราเกิดมาเพื่อที่จะชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ มาเห็นความงดงามของการมีชีวิตอยู่ แล้วก็ตายไป แต่คนส่วนมากไม่มีโอกาสได้รู้สึกแบบนั้น เพราะว่าเราสร้างระบบสังคมขึ้นมาเพื่อให้คนเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่สิ่งอื่น ไปสู่เรื่องของการมีเงิน มีความมั่นคง&#8221;</p></blockquote>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-26">ตอนที่ 1<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-27">ตอนที่ 2<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-28">ตอนที่ 3</a></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 109 กันยายน 2552)</em></p>
<p><em>ภาพ ธาตรี แสงมีอานุภาพ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-29/">โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-29/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 3/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-28/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-28/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 May 2016 02:28:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[โจน จันใด]]></category>
		<category><![CDATA[พันพรรณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-28/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คนที่มาเข้าคอร์สฝึกงานที่นี่เป็นใครกันบ้าง เป็นคนจากต่างประเทศ เรารับนักฝึกงานปีละครั้ง ครั้งละสิบกว่าคน ใช้เวลา 2 เดือนครึ่ง เขาต้องเสียเงินคนละ 1,400 ดอลลาร์ เป็นรายได้หลักของที่นี่ เพราะนอกจากนี้เราก็ไม่มีรายได้อะไร ถ้าเขามาเที่ยวเองเขาจ่ายแพงกว่านี้เยอะ แต่นี่เขาอยู่ที่นี่ กินที่นี่ เรียนเกษตร เรียนทุกอย่าง ถ้าไปฝึกทำบ้านดินในสหรัฐฯ แค่ทำม้านั่งก็ต้องเสียวันละ 200 &#8211; 400 ดอลลาร์แล้ว แถมยังต้องไปเช่าบ้านอยู่อีก แล้วการเรียนเรื่องบ้านดินในสหรัฐฯ เขาไม่มีเสรีภาพที่จะเรียนได้มากเหมือนที่นี่ เพราะกฎหมายของเขาอนุญาตให้สร้างใหญ่ไม่ได้ อย่างมากก็ทำเตาอบขนมปัง ทำม้านั่ง แต่ที่นี่ทำบ้านเป็นหลังเลย ได้เรียนรู้มากกว่า แล้วก็เรียนเรื่องเกษตร สุขภาพ การดูแลรักษาตัวเองโดยวิธีพื้นบ้าน คนที่มามีทุกอาชีพเลย บางคนเป็นสถาปนิก บางคนเป็นนักเขียน บางคนเป็นผู้พิพากษา บางคนตกงาน บางคนเพิ่งเรียนจบ พวกเขาไม่ชอบวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน พอเห็นเว็บไซต์ของเราก็เลยอยากมาลองดู มาแล้วก็เปลี่ยนชีวิตเลย หลายคนก็อยู่ต่อนะ เราก็ไม่ได้คิดเงินเพิ่ม บางคนอยู่มาปีนึงแล้ว เราเก็บเงินเฉพาะคนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว คนในเอเชียมาฟรีหมด คนไทยก็ฟรี กินฟรีอยู่ฟรี มาอยู่นานแค่ไหนก็ได้ มาใช้แรงงานทำงาน ช่วงที่ทำงานก็คือช่วงที่ได้เรียน คนไทยมาเยอะไหม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-28/">โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">คนที่มาเข้าคอร์สฝึกงานที่นี่เป็นใครกันบ้าง</strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p>เป็นคนจากต่างประเทศ เรารับนักฝึกงานปีละครั้ง<br />
ครั้งละสิบกว่าคน ใช้เวลา 2 เดือนครึ่ง เขาต้องเสียเงินคนละ 1,400 ดอลลาร์<br />
เป็นรายได้หลักของที่นี่ เพราะนอกจากนี้เราก็ไม่มีรายได้อะไร ถ้าเขามาเที่ยวเองเขาจ่ายแพงกว่านี้เยอะ<br />
แต่นี่เขาอยู่ที่นี่ กินที่นี่ เรียนเกษตร เรียนทุกอย่าง<br />
ถ้าไปฝึกทำบ้านดินในสหรัฐฯ แค่ทำม้านั่งก็ต้องเสียวันละ 200 &#8211; 400 ดอลลาร์แล้ว<br />
แถมยังต้องไปเช่าบ้านอยู่อีก แล้วการเรียนเรื่องบ้านดินในสหรัฐฯ เขาไม่มีเสรีภาพที่จะเรียนได้มากเหมือนที่นี่<br />
เพราะกฎหมายของเขาอนุญาตให้สร้างใหญ่ไม่ได้ อย่างมากก็ทำเตาอบขนมปัง ทำม้านั่ง<br />
แต่ที่นี่ทำบ้านเป็นหลังเลย ได้เรียนรู้มากกว่า แล้วก็เรียนเรื่องเกษตร สุขภาพ<br />
การดูแลรักษาตัวเองโดยวิธีพื้นบ้าน</p>
<p>คนที่มามีทุกอาชีพเลย บางคนเป็นสถาปนิก<br />
บางคนเป็นนักเขียน บางคนเป็นผู้พิพากษา บางคนตกงาน บางคนเพิ่งเรียนจบ พวกเขาไม่ชอบวิถีชีวิตที่เป็นอยู่<br />
แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน พอเห็นเว็บไซต์ของเราก็เลยอยากมาลองดู<br />
มาแล้วก็เปลี่ยนชีวิตเลย หลายคนก็อยู่ต่อนะ เราก็ไม่ได้คิดเงินเพิ่ม<br />
บางคนอยู่มาปีนึงแล้ว เราเก็บเงินเฉพาะคนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว คนในเอเชียมาฟรีหมด<br />
คนไทยก็ฟรี กินฟรีอยู่ฟรี มาอยู่นานแค่ไหนก็ได้ มาใช้แรงงานทำงาน<br />
ช่วงที่ทำงานก็คือช่วงที่ได้เรียน</p>
<p><strong>คนไทยมาเยอะไหม</strong><strong></strong></p>
<p>น้อย มันเป็นเรื่องของทัศนคติ<br />
คนไทยรู้สึกว่าเกษตรเป็นงานที่ต่ำต้อย คนไทยที่มาส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง<br />
ไม่ใช่เกษตรกร ชาวนาเขาอยากจะหนีจากการเป็นชาวนา แต่ผมก็ยังจัดอบรมกับชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ<br />
อย่างเด็กนักเรียนนี่ยิ่งไปกันใหญ่ ไม่อยากจะแตะดินเลย<br />
ถ้าโรงเรียนบอกว่าจะเอาเด็กมาทำบ้านดิน มาทำสวน พ่อแม่จะบอกว่าทำไปทำไม<br />
พ่อแม่รุ่นใหม่เป็นปัญหาหลักเลย ไม่อยากให้ลูกมาตากแดด กลัวลูกดำแล้วจะขายไม่ออก<br />
มองว่าต้องสอนลูกเป็นเจ้าเป็นนาย ไม่ใช่สอนให้เป็นเกษตรกร<br />
มันเป็นค่านิยมที่ดูถูกการทำงานแบบนี้ว่ามันต่ำ<br />
เด็กที่มาเลยมีแต่จากโรงเรียนนานาชาติ<br />
โรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่แทบทุกแห่งมาที่นี่ แต่โรงเรียนธรรมดาไม่มีใครอยากมา<br />
เด็กๆ ก็สนุกกันจนไม่อยากกลับ</p>
<p>คนที่มาอีกส่วนคือคนเมืองที่มีเงินเยอะแล้ว<br />
หลายคนอยากกลับมาอยู่สภาพแบบนี้ เพราะไปทางโน้นมันไม่มีเป้าหมายอะไร<br />
มันอ้างว้างเหลือเกิน เขาก็อยากให้ลูกกลับมา ในต่างประเทศมีแบบนี้มากขึ้น<br />
เพื่อนที่อิตาลีเคยเล่าให้ฟังว่า<br />
โรงเรียนของลูกเขาเริ่มให้เอาคอมพิวเตอร์ออกจากโรงเรียนแล้วให้เด็กปลูกผัก<br />
เลี้ยงวัว คนที่ไปถึงจุดสูงสุดแล้วยังต้องกลับมา แต่คนที่ยังไปไม่ถึงไหน<br />
ก็ยังอยากกระเสือกกระสนไปต่อ มันเป็นความไม่เท่าเทียมกันทางข้อมูลข่าวสาร<br />
คนไม่มีเงินก็อยากมี คนมีแล้วก็เริ่มเบื่อ เพราะชีวิตไม่มีความหมายอะไรเลย</p>
<p><strong>คนที่มาสนใจเรื่องอะไรมากที่สุด</strong><strong></strong></p>
<p>การเกษตรกับทำบ้าน แต่คนไทยสนใจการทำบ้านเป็นหลัก<br />
ฝรั่งเขาชอบมากที่ได้ขุดดิน ปลูกผัก เพราะชีวิตเขาไม่ได้ขุดดินเลย<br />
เขาก็รู้สึกทึ่งแนวความคิดที่ได้กลับไปทำให้เขากลายเป็นอีกคนหนึ่ง<br />
เขาจะลดการใช้ขยะ ลดการบริโภคลง บางคนก็อาจจะกินอาหารปลอดสารพิษมากขึ้น<br />
บางคนก็อาจจะเริ่มทำสวนเล็กๆ ของตัวเอง บางคนก็ลาออกจากงานไปอยู่ที่ลาว<br />
ไปชวนชาวบ้านที่ลาวทำบ้านดิน ทำสวนเกษตรอินทรีย์ อีกคนไปทำอะไรคล้ายๆ<br />
แบบนี้ที่ติมอร์ตะวันออก ทำให้เห็นว่ามันเปลี่ยนคนได้เหมือนกัน ไม่ใช่น้อยๆ ด้วย<br />
บางคนก็กลับไปสู่ระบบ แต่ก็มีอะไรบางอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป<br />
แล้วก็เชื่อมโยงกันได้ เขารู้ว่าเขาไม่ได้เหงา โลกนี้ยังกว้างสำหรับพวกเขาอยู่<br />
คนเดินทางเขารู้กันหมดแหละ คนที่มาที่นี่เขาก็ต้องเคย ไปออร่าวิลล์ที่อินเดีย<br />
สวนนั้นสวนนี้ ชุมชนนั้นชุมชนนี้มาก่อน<br />
รู้จักกันหมดที่อินเดียเขาก็รู้จักเราโดยที่ไม่เคยคุยกันเลย<br />
เพียงแต่คนที่ไปเขาพูดถึงเรา มันเป็นสังคมอีกแบบหนึ่ง เป็นชุมชนแบบใหม่<br />
เหมือนคนที่เวียนกันไปเวียนกันมาก็รู้จักกันโดยอัตโนมัติไปทั่วโลก<br />
มันเลยเป็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่ได้เหงาเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนนี้  โอ๊ย เหงา เหมือนโลกนี้มีคนเดียว<br />
คุยกับใครไม่ได้ เหงามาก ทุกวันนี้สบายแล้ว</p>
<p><strong>จากยามในกรุงเทพฯ ที่ไม่กล้าคุยกับใคร<br />
เพราะอายสำเนียงของตัวเอง คนที่คิดว่าไม่มีทางหางานดีๆ ทำได้ คนที่ใครๆ<br />
ก็มองว่าเป็นคนบ้า กลายมาเป็นผู้นำทางความคิดระดับโลก<br />
คุณมองการเปลี่ยนแปลงของตัวเองยังไง</strong></p>
<p>ธรรมดา ไม่มีอะไรในชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเลย<br />
คนรู้จักก็คือคนรู้จัก ก็เหมือนกับคนในหมู่บ้านที่รู้จักผม ไม่พิเศษไปกว่ากัน<br />
แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ผมต้องระวังตัวมากขึ้น<br />
การเป็นคนที่มีคนรู้จักทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น ชื่อเสียงเป็นสาเหตุแห่งทุกข์  ฉะนั้น ผมเลยไม่คิดว่ามันคือชื่อเสียง ผมก็อยู่ของผมอย่างนี้<br />
คนจะรู้จักผม ก็เป็นเรื่องของคนอื่น<br />
ไม่ใช่เรื่องของผม คิดอย่างนี้ก็สบาย ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องระวังตัว<br />
ไม่ต้องกลัวว่าจะทำอะไรไม่ดี</p>
<p><strong>ทุกวันนี้คุณเดินทางบ่อยแค่ไหน</strong><strong></strong></p>
<p>หลักๆ คือไปอเมริกาปีละครั้งประมาณ 2 เดือน<br />
เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวของแฟน ที่นั่นผมก็เปิดคอร์สสอนทำบ้านดิน<br />
เพื่อหาเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ทุกวันนี้ผมไม่อยากไปเที่ยวไหนแล้ว ผมรู้สึกอิ่มแล้ว<br />
ไม่ว่าจะไปที่ไหน ประเทศรวยประเทศจนมันก็มีเหมือนกันหมดทุกที่ มีดิน มีน้ำ มีคน<br />
เหมือนกัน มีความโหดร้าย มีความโลภ เหมือนกันหมด ถ้าไม่มีธุระจำเป็นต้องไป<br />
หรือไปทำงาน ผมก็จะไม่เดินทางเพื่อเที่ยวอย่างเดียวแล้ว<br />
คนที่ยังไม่ได้เที่ยวก็อาจมีความจำเป็นต้องเที่ยว<br />
แต่คนที่เที่ยวมาพอสมควรแล้วมันต้องหยุด ถ้าเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่หยุด มันก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น<br />
เหมือนอ่านหนังสือเป็นพันๆ เล่ม อ่านไปเรื่อยๆ ไม่หยุด สนุกสนานเพลิดเพลิน<br />
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต จนกว่าเราจะได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง</p>
<p><strong>คุณรู้สึกอิ่มกับการเดินทางเมื่อไหร่</strong><strong></strong></p>
<p>ตอนที่ผมไปอยู่อเมริกา 2 ปีกับแฟน<br />
เสียค่าเครื่องบินมาแล้ว ก่อนกลับก็ขอเที่ยวซะหน่อย ผมไม่เคยฟังเพลงมานานมากแล้ว<br />
แต่ผมชอบขลุ่ยอินเดียนแดงมาก ก็เลยอยากไปดูถิ่นกำเนิดของมัน<br />
ผมอยากรู้ว่าทำไมเสียงขลุ่ยถึงลึกซึ้ง สงบ ฟังแล้วจินตนาการไปได้กว้างไกลอย่างไม่น่าเชื่อ<br />
ก็ไปซื้อจักรยานเก่าๆ คันละ 9 ดอลลาร์มา 2 คัน<br />
เป็นจักรยานทรงแม่บ้านเลยมีตะกร้าข้างหน้า แต่มีเกียร์ คนอื่นเขาขี่กันคันละสามสี่พันดอลลาร์<br />
ของเรามีแค่นี้ก็ไปได้ คนเห็นแล้วก็หัวเราะขนของไปเต็มสองข้างรถ<br />
มีเต็นท์ผ้าใบ อาหาร และน้ำ น้ำเป็นเรื่องที่มีปัญหามากที่สุดเพราะเป็นเขตทะเลทราย<br />
ขี่กันอยู่เดือนนึง วันนึงเราเดินทางประมาณ 60 &#8211; 100ไมล์<br />
บางทีขี่ 2 วันยังไม่เจอบ้านคนเลยในแผนที่บอกว่าจะมีหมู่บ้านข้างหน้า<br />
แต่ไปถึงเป็นเมืองร้าง บางครั้งแฟนผมร้องไห้เลย เพราะมันสิ้นหวังมาก ต้องโบกรถเพื่อขอน้ำเขา</p>
<p><strong>ในระหว่างทางเคยถามตัวเองไหมว่ามาทรมานตัวเองที่นี่ทำไม</strong><strong></strong></p>
<p>ไม่ค่อยได้ถาม เพราะตอนอยู่เมืองไทยผมก็ปั่นจักรยานอยู่บ้าง<br />
ผมชอบทำอะไรที่ไม่มีเหตุผล ชอบเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อเผชิญกับสิ่งที่เป็นปัญหา<br />
ถ้าเรารู้ว่าต้องไปบ้านคนนี้มันก็มีความหวัง แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าจะไปไหน ไปทำอะไร<br />
เราจะไม่มีความหวังเลย เป็นความอ้างว้างว่างเปล่าที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น<br />
เราจะหิวไหม จะเป็นอะไรไหม จะตายไหม ตรงนั้นทำให้เกิดการเผชิญกับปัญหา<br />
ทำให้เกิดการเรียนรู้มาก</p>
<p><strong>คุณเห็นอะไรที่ปลายทาง</strong><strong></strong></p>
<p>ผมรู้สึกถึงกับภูมิประเทศ<br />
เพลิดเพลินกับบรรยากาศที่นั่นมาก ทุกอย่างมันแปลกเหมือนอยู่คนละโลก<br />
มีแต่หินใหญ่โตมโหฬาร ก้อนหนึ่งใหญ่กว่าหมู่บ้านอีก ถ่ายรูปออกมาให้สวยไม่ได้เลย<br />
เพราะมันใหญ่มาก มองไปทางไหนก็เห็นแต่ภูเขาสุดลูกหูลูกตา<br />
เพราะที่เขากว้างอย่างนี้นี่เอง คนอินเดียนแดงเลยมีความคิดที่กว้าง ลึกซึ้ง<br />
แล้วก็ยิ่งใหญ่มาก</p>
<p>แล้วก็มีที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเป็นบ้านดินต้องเสียเงินเข้าไป<br />
ดูข้างในมันเย็นสบายมาก บริเวณที่ผมขี่จักรยานไปเนี่ยเป็นเขตทะเลทรายร้อนมาก<br />
คิดถึงบ้านที่ยโสธรเลย แต่พอเข้าไปข้างในบ้านดินมันเย็น<br />
ก็คิดว่าถ้ามีบ้านเย็นๆ แบบนี้อยู่คงดี บางหลังก็เป็นซากปรักหักพัง<br />
ผมก็เห็นว่ามันมีก้อนอิฐ ในอิฐมีเศษหญ้านิดหน่อย แล้วก็มีดินเชื่อมติดกัน<br />
เห็นแค่นี้ก็จบ คิดว่ากลับมาน่าจะทำได้ เพราะไม่ซับซ้อน กลับมาผมก็ทำเลย ก็ได้เลย<br />
ง่ายมาก</p>
<p><strong>คุณได้อะไรจากการใช้ชีวิต 2 ปีในอเมริกาบ้าง</strong><strong></strong></p>
<p>ผมได้หลักๆ สองอย่าง คือ บ้านดินกับความมั่นใจ 100%<br />
ว่าสิ่งที่เราทำนะถูกที่สุด สังคมอเมริกา คือสังคมที่บริโภคนิยมสุดโต่ง<br />
สังคมไทยก็พยายามจะเป็นแบบนั้น<br />
แต่พอไปอยู่ที่นั่นแล้วกลับพบว่าเราอยู่ได้โดยไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นเลย<br />
ผมเช่าที่ 6<br />
x 6 เมตร ปลูกผักรดด้วยฉี่กับน้ำ ไม่เคยใส่ปุ๋ยอะไรเลย ผักก็งาม เลี้ยงคน<br />
4 คนได้สบาย</p>
<p><strong>คุณมองประเทศที่พัฒนาแล้วว่ายังไง</strong><strong></strong></p>
<p>ประเทศไหนที่เจริญแล้ว<br />
ถือว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา มันทำให้ชีวิตยากขึ้น<br />
ทำให้คนไม่มีความสุข มีเสรีภาพอย่างเดียวคือเสรีภาพในการแข่งขันหาเงิน<br />
แต่เลือกที่จะมีความสุขไม่ได้ แค่จะทำส้วมเราต้องไปขออนุญาตกี่ที่ต่อกี่ที่<br />
เขาบังคับให้เราซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทนี้ ไม่งั้นก็ไม่ผ่าน ที่สหรัฐฯ<br />
จะทำโรงเก็บเครื่องมือยังต้องขออนุญาตเลย จะปลูกผักปลูกอะไรมันยากหมด<br />
ทำไมต้องทำให้ยากขนาดนั้น บ้านเราไม่เคยมีอะไรยากเลย<br />
ผมไม่เคยชื่นชมประเทศที่พัฒนาแล้วเลย</p>
<p><strong>คุณเชื่อในวิถีตะวันออกมากกว่า</strong><strong></strong></p>
<p>ไม่ใช่วิถีตะวันออก แต่เป็นวิถีเก่าแก่ทั่วโลก<br />
มันเป็นวิถีที่ยั่งยืนที่สุดที่คนอยู่ได้มาหลายพันปี แต่พอเรามาเปลี่ยนเป็นวิถีตะวันตก<br />
หรือวิถีบริโภคนิยม แค่ไม่ถึง 50 ปี เราแทบไม่เหลืออะไรเลย<br />
จากที่เคยทำงานแค่ปีละ 2 เดือน ต้องทำงานวันละ 8<br />
ชั่วโมงตลอดทั้งปีทั้งชาติ แล้วเราพัฒนาไปเพื่ออะไร เพื่อให้ชีวิตยากขึ้น<br />
ทำงานมากขึ้น เป็นทุกข์มากขึ้น สมัยก่อนหรือวิธีตะวันออก เขาพัฒนาไปเพื่อความสุข<br />
เพื่อความง่าย ทุกอย่างคิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตมันง่าย</p>
<p>ตอนนี้ทุกคนอยากมีรถสักคันหนึ่งเพื่อที่จะไปให้เร็วที่สุด<br />
ก็เพื่อรีบไปทำงานใช่ไหม จะได้ทำงานได้มากกว่าคนอื่น<br />
วิธีแบบนี้มันไม่ใช่ทางที่ผมอยากจะเป็น ความง่ายคือ การเดิน หรือการขี่จักรยาน<br />
อาจจะเร็วกว่าขับรถ กว่าจะได้รถมาเราต้องทำงานกี่ปีเพื่อซื้อรถ<br />
ผมเดินไปตลาดในหมู่บ้านขับรถอาจจะใช้เวลาเร็วกว่าเดินนิดนึง<br />
แต่กว่าจะได้รถมาเราต้องทำงานมากขึ้นเท่าไร<br />
เพราะไม่ได้คิดคำนวณเวลาที่เราเสียไปกับการหาเงินซื้อรถเลย<br />
ถ้าเราคิดตรงนั้นจะพบว่าเทคโนโลยีทำให้เราช้าลง วิธีที่เราพัฒนาทำให้เราช้าลง<br />
ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้น</p>
<p>ผมก็เลยเชื่อในวิถีเก่า วิถีเก่ามันดีอยู่แล้ว<br />
ขาดอย่างเดียวเรื่องสุขอนามัย ถ้าเราต่อยอดจากของเก่าเพื่อให้มันดีขึ้น<br />
จะทำให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น แต่ตอนนี้เราทิ้งของเก่า แล้วกระโดดไปสู่บริโภคนิยม<br />
หรือระบบอุตสาหกรรม โดยที่เราไม่มีฐานไม่มีอะไรเลย เราก็เข้าไปเป็นทาสในระบบทันที<br />
แล้วก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลยจากมัน มองดูสิความเจริญก้าวหน้าทั้งหลาย<br />
ในปัจจุบันใครได้ประโยชน์จากความเจริญนี้<br />
คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือคนที่ทุกข์ที่สุด ไม่มีเวลาว่างเลย</p>
<p><strong>ทุกวันนี้ความสุขของคุณคืออะไร</strong><strong></strong></p>
<p>ทุกวันนี้ผมไม่ได้คิดถึงความสุขนะ<br />
คนอื่นอาจจะแสวงหาความสุข แต่ผมไม่ได้สนใจความสุขสักเท่าไหร่<br />
ความสุขกับความทุกข์มันอันเดียวกัน เหมือนเหรียญ<br />
เราจะเลือกเอาด้านหัวด้านเดียวไม่ได้ มันต้องมีด้านก้อยติดมาด้วย<br />
ถ้าเราต้องการความสุขเราจะปฏิเสธความทุกข์ไม่ได้ เพราะมันมาด้วยกัน<br />
ความสุขกับความทุกข์มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตคนเลย มันมาแล้วก็ไป<br />
สนใจไม่สนใจมันก็มาแล้วก็ไป ถ้าเราวิ่งตามความสุข<br />
หักความทุกข์ ชีวิตเราก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย เราจะวิ่งอยู่อย่างนั้นแหละ<br />
ความสุขที่เราพูดถึงหรือที่คนทั่วๆ ไปหมายถึง ก็คือความพอใจ<br />
มันเป็นเรื่องของอารมณ์ของความรู้สึก ถ้ามีอะไรถูกใจก็รู้สึกว่าเป็นสุข<br />
ได้เพื่อนสวยๆ ได้งานดีๆ ได้พักผ่อน นั่นคือเรารู้สึกเป็นสุข นั่นคือความหมายของคำว่าความสุขของชาวบ้าน แต่สิ่งที่เราได้มาไม่มีอะไรที่อยู่นาน แป๊บเดียวมันก็ไป<br />
ซื้อรถสวยๆ มาเราดีใจ ภูมิใจ ตื่นเต้นกับมันไม่นานหรอก ความภูมิใจทั้งหลายก็จะลดลง<br />
เป็นเรื่องธรรมดา พอความพอใจลดลง เราก็อยากได้อย่างอื่นต่อ เราก็จะวิ่งๆๆๆๆ<br />
โดยที่ไม่รู้ว่าวิ่งไปไหน เราไม่เคยได้อะไร ชีวิตของเราเกิดมาสั้นมาก<br />
ถ้าเราจะมาวิ่งตามหาความฝัน แค่นี้เราจะไม่ได้ชื่นชมความพอใจจากอะไรที่งดงามไปกว่านั้นเลย<br />
เดี๋ยวมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าในชีวิตเรา<br />
ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้มันได้ ถ้าเรายังวิ่งตามความพอใจของเราอยู่  <strong></strong></p>
<p><strong>ถ้าไม่สนใจความทุกข์ความสุข แล้วสนใจอะไร</strong><strong></strong></p>
<p>ความเข้าใจในชีวิต ความเข้าใจในตัวเอง<br />
ผมเห็นว่ามันมีความตื่นเต้น มีความเพลิดเพลิน มากกว่ามีความสุข<br />
ถ้าได้งานนี้คงเป็นสุขมาก พอได้งานผมก็จะไม่สุข มันก็จะอยากได้อย่างอื่นไปเรื่อยๆ<br />
แต่ความเข้าใจเป็นคนละเรื่องเลย แต่ก่อนผมกลัวผี แต่พอผมเข้าใจว่าผีไม่มี<br />
ความกลัวผีมันหายไป มันเปลี่ยนชีวิตผมทั้งชีวิตเลย แล้วผมก็ยินดีกับความเข้าใจนี้ตลอดมา<br />
มันไม่เคยหายไปไหน ความเข้าใจอย่างนี้ผมถือว่าสำคัญมาก</p>
<p>ผมกลับไปอยู่บ้านใหม่ๆ<br />
ผมเกี่ยวข้าวแล้วปวดหลังมาก ร้อนมาก ใจหนึ่งก็บอกว่าต้องหยุด ต้องพัก ต้องอดทน<br />
อยู่ต่อเดี๋ยวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่พอผมตัดสินใจว่า<br />
ถ้าทนต่อไปอีกสักหน่อยมันจะเป็นอะไร เอาใจจดจ่ออยู่กับมือที่กำข้าว<br />
แล้วก็เอาเคียวตัด ทำไปสักพักหนึ่ง ปรากฏว่าความร้อนหายไป ปวดหลังหายไป<br />
โดยที่ไม่ได้หยุดพัก ผมรู้สึกถึงในการค้นพบนี้<br />
มันมีอีกมิติหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เรานี่เอง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้สัมผัสมัน<br />
เพราะเราไม่อดทนพอ การอดทน หรือการฝืน<br />
ทำอะไรที่ผิดกับความรู้สึกที่เราต้องการแค่นิดเดียวเท่านั้น<br />
เราจะได้เห็นอีกมิติหนึ่งของชีวิต เหมือนนั่งอ่านหนังสือแล้วง่วงนอนมาก<br />
ธรรมดาทั่วๆ ไปก็จะไปนอน ผมคิดว่าถ้าฝืนต่อไปอีกนิดนึงจะเป็นยังไง สักพักไม่ถึง 3 นาที<br />
มันก็สว่างจากขึ้นมา เหมือนเพิ่งนอนตื่น มันมีมิติอย่างนี้อยู่ในชีวิตคนเรา<br />
แต่จะมีกี่คนที่ค้นพบมันได้ เพราะเราไม่เคยฝืน เพราะเราตามตลอด<br />
เราแสวงหาความสุขตลอด เราตามอารมณ์ เราไม่ชอบง่วงนอน เราก็ไปนอน เพราะเป็นสุขกว่า<br />
ถ้าเราฝืน เราจะเห็นอีกภาพหนึ่งที่ต่างกันไป</p>
<p>ความเข้าใจเหล่านี้สำคัญมาก<br />
เป็นความเข้าใจที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันงดงามมาก มีความหลากหลาย<br />
มีอะไรที่มหัศจรรย์ให้เราได้ชื่นชมตลอด ความปีติยินดีตรงนี้มันอยู่กับเรานานมาก<br />
แล้วไม่เคยจางไป<br />
ความรู้สึกนี้มีค่ากว่าความสุข เพราะว่าความสุขนี้มันได้มาโดยไม่ยาก<br />
แต่ความสุขทางอารมณ์ที่เราแสวงหาทุกวันนี้มันได้มาอย่างยากลำบากมาก<br />
ต้องสละเวลาอันมีค่าของชีวิตไปทำงานหนัก 5 ปี 10 ปี<br />
อดออมเก็บเงินเพื่อที่จะซื้อรถคันเดียว เพื่อจะได้รู้สึกโก้ เท่ แต่จริงๆ<br />
แล้วมันเป็นแค่ความรู้สึกที่เราสร้างขึ้นมาเอง ว่าการนั่งรถเก๋งสวยๆ มันคือความเท่<br />
แต่จริงๆ แล้วมันไม่ต่างจากนั่งเกวียนหรือเดิน สังคมก็ช่วยสร้างภาพให้เราเห็นว่ามันคือความเท่ นี่คือความยิ่งใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว มันไม่มีอะไร มันคือความโง่ต่างหาก<br />
ความเข้าใจอย่างนี้มันทำให้เราใช้ชีวิตในทางที่มันมีเหตุมีผลมากขึ้น<br />
ชีวิตเราก็ง่ายขึ้น เพราะเราไม่มีวันที่จะไปตามแฟชั่นอีกเลย<br />
ค่านิยมไม่มีความหมายในชีวิตอีก มันจะทำให้ชีวิตเบาขึ้นๆ เป็นลำดับ<br />
ผมก็เลยไม่สนใจที่จะแสวงหาความสุขเหมือนคนทั่วไป</p>
<blockquote><p>&#8220;ความสุขกับความทุกข์มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตคนเลย มันมาแล้วก็ไป สนใจไม่สนใจมันก็มาแล้วก็ไป ถ้าเราวิ่งตามความสุข ผลักความทุกข์ ชีวิตเราก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย เราจะวิ่งอยู่อย่างนั้นแหละ&#8221;</p></blockquote>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-26">ตอนที่ 1<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-27">ตอนที่ 2<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-29">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 109 กันยายน 2552)</em></p>
<p><em>ภาพ ธาตรี แสงมีอานุภาพ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-28/">โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-28/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 2/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-27/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-27/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 May 2016 06:31:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[พันพรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[โจน จันใด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-27/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาของเมล็ดพันธุ์คืออะไร ผมเห็นปัญหาหลักๆ อยู่ 3 ปัญหา หนึ่ง คือการสูญหายไปของเมล็ดพันธุ์แท้ สอง พันธุ์ถูกพัฒนาให้อ่อนแอลง สาม อาหารของมนุษย์ไม่ปลอดภัยเพราะมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น ผมคิดว่า 3 อย่างนี้อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้ ถึงเมล็ดพันธุ์สูญหายไปบ้าง แต่เราก็กินที่เหลืออยู่ได้ไม่ใช่หรือครับ เมล็ดพันธุ์ที่เราเอามาปลูกเพื่อใช้กินอยู่ทุกวันนี้ 80 &#8211; 90 เปอร์เซ็นต์มาจากพันธุ์ผสม หมายถึงพันธุ์ที่เอาไปปลูกต่อจะไม่ได้ผลผลิตเหมือนเดิม มันจะกลายพันธุ์ แล้วเมล็ดพันธุ์ที่มีในตลาดตอนนี้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นพันธุ์ที่จำกัดการงอก คือมีการพัฒนาพันธุ์แบบใหม่ด้วยการฉายรังสีเข้าไป หรือเอายีนบางตัวออกเพื่อให้ไม่มีเมล็ดเลย ทำให้คนปลูกต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก นี่คือการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อการตลาด เพื่อการผูกขาดเป็นหลัก ไม่ได้พัฒนามาเพื่อให้คนกิน ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ผักมากมายราคากิโลละเกินหนึ่งหมื่นบาท อย่างแตงโมนี่หมื่นสอง มะละกอหมื่นสามหมื่นสี่ พวกผักสลัดนี่บางพันธุ์กิโลละหกหมื่นบาท ชาวไร่ชาวนาที่มีรายได้เฉลี่ยปีละสองสามหมื่น ถ้าต้องปลูกผักในราคาเท่านี้ เขาจะอยู่กันยังไง การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ก็ไม่ได้พัฒนาเพื่อคนหรือ ข้าวทุกวันนี้ไม่ได้มีคุณค่าดีไปกว่าแต่ก่อนเลย เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก น้ำหนักดีเท่านั้นเอง แต่รสชาติมันเปลี่ยนไป คุณค่าทางอาหารมันเปลี่ยนไป มองลึกๆ แล้วเขาไม่ได้พัฒนาเพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณค่าขึ้น เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ของแปลกเอาไปขายเท่านั้นเอง สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมืองไทยต้องการพัฒนาข้าวเพื่อส่งออก ต้องการเป็นผู้นำการส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ไปจ้างนักวิชาการจากสหรัฐฯ มาคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ข้าว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-27/">โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">ปัญหาของเมล็ดพันธุ์คืออะไร<br />
</strong>ผมเห็นปัญหาหลักๆ อยู่ 3 ปัญหา หนึ่ง คือการสูญหายไปของเมล็ดพันธุ์แท้ สอง พันธุ์ถูกพัฒนาให้อ่อนแอลง<br />
สาม อาหารของมนุษย์ไม่ปลอดภัยเพราะมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น ผมคิดว่า 3 อย่างนี้อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้</p>
<p><strong>ถึงเมล็ดพันธุ์สูญหายไปบ้าง<br />
แต่เราก็กินที่เหลืออยู่ได้ไม่ใช่หรือครับ<br />
</strong>เมล็ดพันธุ์ที่เราเอามาปลูกเพื่อใช้กินอยู่ทุกวันนี้ 80 &#8211; 90 เปอร์เซ็นต์มาจากพันธุ์ผสม หมายถึงพันธุ์ที่เอาไปปลูกต่อจะไม่ได้ผลผลิตเหมือนเดิม<br />
มันจะกลายพันธุ์ แล้วเมล็ดพันธุ์ที่มีในตลาดตอนนี้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นพันธุ์ที่จำกัดการงอก<br />
คือมีการพัฒนาพันธุ์แบบใหม่ด้วยการฉายรังสีเข้าไป หรือเอายีนบางตัวออกเพื่อให้ไม่มีเมล็ดเลย<br />
ทำให้คนปลูกต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก นี่คือการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อการตลาด<br />
เพื่อการผูกขาดเป็นหลัก ไม่ได้พัฒนามาเพื่อให้คนกิน ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ผักมากมายราคากิโลละเกินหนึ่งหมื่นบาท<br />
อย่างแตงโมนี่หมื่นสอง มะละกอหมื่นสามหมื่นสี่ พวกผักสลัดนี่บางพันธุ์กิโลละหกหมื่นบาท<br />
ชาวไร่ชาวนาที่มีรายได้เฉลี่ยปีละสองสามหมื่น ถ้าต้องปลูกผักในราคาเท่านี้ เขาจะอยู่กันยังไง</p>
<p><strong>การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เราได้ยินกันบ่อยๆ<br />
ก็ไม่ได้พัฒนาเพื่อคนหรือ<br />
</strong>ข้าวทุกวันนี้ไม่ได้มีคุณค่าดีไปกว่าแต่ก่อนเลย<br />
เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก น้ำหนักดีเท่านั้นเอง แต่รสชาติมันเปลี่ยนไป คุณค่าทางอาหารมันเปลี่ยนไป<br />
มองลึกๆ แล้วเขาไม่ได้พัฒนาเพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณค่าขึ้น เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ของแปลกเอาไปขายเท่านั้นเอง</p>
<p>สมัยจอมพลสฤษดิ์<br />
ธนะรัชต์ เมืองไทยต้องการพัฒนาข้าวเพื่อส่งออก ต้องการเป็นผู้นำการส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก<br />
ก็ไปจ้างนักวิชาการจากสหรัฐฯ มาคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ข้าว นักวิชาการคนนี้สั่งให้รวบรวมพันธุ์ข้าวจากทั่วประเทศ<br />
ได้มาสองร้อยกว่าชนิดก็ลองปลูก เอาปุ๋ยไปใส่ แปลงไหนที่ตอบสนองต่อปุ๋ยดี คือใส่ปุ๋ยแล้วโตดี<br />
เขาก็เก็บไว้ แปลงไหนไม่ชอบปุ๋ยก็ตัดออก พันธุ์ข้าวที่ได้คือพันธุ์ที่ชอบปุ๋ยทั้งสิ้น<br />
มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็สอนเทคนิคเดียวกันหมด ทุกวันนี้เราเลยพัฒนาแต่พันธุ์ที่ตอบสนองต่อสารเคมีทั้งสิ้น<br />
พันธุ์ที่เราปลูกกันอยู่ทุกวันนี้จึงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เพราะเขาเลือกแต่พันธุ์อ่อนแอพวกนี้ไว้<br />
คนปลูกจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีตลอด เวลาขายก็ขายเป็นเซ็ต ชื้อเมล็ดพันธุ์แล้วก็ต้องซื้อปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงไปด้วย<br />
ไม่ใช้ก็ไม่ได้ เพราะมันจะไม่โต</p>
<p>อย่างข้าวหอมมะลิแท้<br />
เมล็ดเล็กๆ ก้นเรียวๆ หุงแล้วหอมไกลมาก แต่ทุกวันนี้เราพัฒนาให้เมล็ดใหญ่ ให้รวงดก แต่กลิ่นไม่เหมือนเดิม<br />
ไม่หอม รสชาติก็ไม่เหมือนเดิม แต่ได้ผลผลิตสูง ปลูกแล้วขายได้ การพัฒนาพันธุ์ในปัจจุบันไม่ได้พัฒนาให้คนกิน<br />
แต่เพื่อขาย เพื่อยึดครองตลาด เท่านั้นเอง เวลาชาวบ้านเขาพัฒนาพันธุ์ข้าว เขาเลือกพันธุ์ที่ดีจริงๆ<br />
เอามาปลูกต่อ แจกจ่ายต่อ แต่ภาคธุรกิจกับรัฐบาลกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเขาพัฒนาพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุด<br />
แต่ให้ผลผลิตมาก รสชาติไม่ต้องพูดถึง แย่ อายุก็สั้นมาก อย่างมะเขือเทศพื้นบ้าน ถ้าดินดี<br />
น้ำดี อาหารดี มันอยู่ได้เป็นปี พันธุ์ที่ผมปลูกต้นเดียวเลี้ยง 2 ครอบครัวได้สบาย เก็บทีนึงเป็นถัง แต่พันธุ์ที่ไปซื้อเมล็ดมา ลูกมันจะดกมาก<br />
3 เดือนกว่าๆ ลูกเต็มต้นเลย ออกครั้งเดียวแล้วก็ตายเลย รสชาติแย่</p>
<p>รู้ไหมว่าทำไมมะเขือเทศที่เรากินทุกวันนี้ถึงเหนียว<br />
เพราะฟาร์มใหญ่ๆ ที่ปลูกมะเขือเทศมีพื้นที่เป็นพันไร่ มันเสียเวลามากที่จะใช้คนขนมะเขือเทศ เขาเลยใช้สายพานส่งมะเขือเทศจากปลายไร่กลับมาในโรงงาน<br />
มะเขือเทศก็กลิ้งมาตามสายพาน ถ้าเป็นมะเขือเทศปกติมันจะช้ำและแตก เขาก็เลยออกแบบให้มันเหนียว<br />
จะได้ขนส่งไกลๆ ได้ หรือบางอย่างก็ออกแบบให้มีสีแดงแต่ยังไม่สุก จะได้เก็บไว้ขายได้นานๆ รสชาติไม่ได้เรื่อง<br />
รสชาติของอาหารคือสิ่งที่บอกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร ผักพื้นบ้านมีรสฝาด รสขม รสเปรี้ยว หลายๆ รส<br />
แต่ผักที่เราซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตทุกวันนี้รสชาติเหมือนกันหมด คือจืด น้ำเยอะ เป็นผักที่เติบโตจากไนโตรเจน<br />
ฟอสฟอรัส โพแตสเซียม ทุกวันนี้เราเหมือนกินพืชสังเคราะห์ไม่ใช่พืชธรรมชาติ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอาบร็อกโคลี<br />
มะเขือเทศ มันฝรั่ง มาทำวิจัยพบว่า สารอาหารลดลงกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้วถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ บางอย่างก็<br />
60 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราใส่ปุ๋ยเร่งให้โตเร็ว ออกลูกเร็ว ออกลูกใหญ่<br />
การโตเร็วทำให้ไม่สามารถสะสมสารอาหารอย่างอื่นได้ เหมือนกับไก่ ปลา เราเร่งให้มันโตเร็ว<br />
รสเลยจืดมาก ไก่ปกติใช้เวลา 3 เดือนถึงจะหนัก 1 กิโล แต่ไก่ที่เรากินทุกวันนี้ใช้เวลา 28 วัน ผักบุ้งที่ขายในตลาดอายุ<br />
14 วัน ใส่แต่น้ำกับยูเรีย นั่นแหละคือสิ่งที่เรากิน เวลาคนแก่ตามบ้านนอกเข้ามาในเมือง<br />
เขาเลยกินอะไรไม่ค่อยได้ กินปลาก็ไม่อร่อยเพราะเป็นปลาเลี้ยง เนื้อมันยุ่ย กินไก่ย่างก็บอกว่าจืดเหมือนกินฟองน้ำ<br />
เพราะเป็นไก่ฟาร์ม คนที่โตมากับไก่ฟาร์มอาจจะบอกว่าไก่พื้นบ้านมันเหนียวเกินไป เพราะเราไม่คุ้น<br />
ทุกวันนี้เราไม่ได้สนใจเรื่องรสชาติอาหารแล้ว เราถูกฝึกให้กินในสิ่งที่เขาอยากให้กิน<br />
ตอนนี้อะไรจะอร่อยหรือไม่อร่อยมันขึ้นกับผงชูรสกับซอส การปรุงอาหารเมื่อก่อนมีแต่เกลือ<br />
แต่ทุกวันนี้ซอสอะไรต่ออะไรเป็นแถวเลย เพราะอาหารที่เรากินมันไม่มีรสชาติ ต้องหารสชาติมาใส่เข้าไปเยอะๆ<br />
จนไม่รู้ว่าเรากินอะไรบ้างแล้ว ทำให้ทุกวันนี้เรากินอาหารเยอะๆ อาหารดีๆ แต่ก็ยังเป็นโรคขาดสารอาหาร</p>
<p>อาหารของเราอยู่ในภาวะวิกฤตมาก<br />
เมล็ดพันธุ์ของเราสูญหายไป และอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน แล้วคนไม่กี่คนก็พัฒนาเมล็ดพันธุ์มาเพื่อผูกขาด<br />
ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น อันนี้ทำให้เราเห็นว่าจำเป็นต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อระงับวิกฤตที่จะตามมาในเร็วๆ นี้<br />
วิกฤตทางอาหารถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ทุกชีวิตอยู่ได้เพราะอาหาร ไม่มีอาหารเราก็อยู่ไม่ได้</p>
<p><strong>เมื่อก่อนชาวไร่ชาวนาก็พัฒนาพันธุ์กันเอง<br />
ทำไมยุคนี้ถึงไม่ทำเอง<br />
</strong>พันธุ์ผสมมันอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่ง สังคมตลาดด้วย<br />
เขาก็บังคับให้ชาวบ้านปลูกพันธุ์ผสมทั้งหมด ปลูกไป 2 &#8211; 3 ปี พันธุ์พื้นบ้านก็หมด<br />
จะกลับมาหาก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้ว ก็ไม่มีทางเลือก บริษัทบอกให้ปลูกอะไรก็ต้องปลูก<br />
ถ้าไปเอาพันธุ์อื่นมาปลูกเขาก็ไม่รับซื้อ นอกจากจะปลูกแล้วเอาไปหาทางขายเอง ซึ่งเกษตรกรไม่ค่อยชอบ<br />
เพราะเขาชอบปลูกมากกว่าชอบขาย ทำให้ไม่มีใครคิดจะเก็บหรือเพาะเมล็ดพันธุ์เอง ใครๆ ก็รู้สึกว่าซื้อเอาง่ายกว่า ยื่นเงินให้ก็ได้มา<br />
แต่ไม่มีใครคิดว่า ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะได้เงินมา</p>
<p><strong>พอได้เมล็ดพันธุ์แท้มาแล้ว<br />
คุณทำยังไงต่อไป<br />
</strong>บริษัทขายกิโลละหมื่น<br />
แต่เราแจกฟรีให้ชาวบ้านคนละหยิบมือ เพื่อให้เขาเอาไปปลูกแล้วเก็บเมล็ดต่อเอง คนที่อยากได้ก็เขียนจดหมายมาขอจากทั่วประเทศ<br />
อาทิตย์หนึ่งก็เกือบๆ 300 ฉบับ เราเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่สินค้า แต่เมล็ดพันธุ์คือชีวิต เราไม่ควรขายชีวิตให้ใคร<br />
เราต้องแจก โดยไปเชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีมากมายในเมืองไทย เราผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เขา<br />
เขาก็ปลูกผักอินทรีย์ด้วยเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ได้ แล้วเราก็พยายามให้ชาวบ้านเอาไปแจกต่อ</p>
<p><strong>ทำไมถึงมองว่าเมล็ดพันธุ์คือชีวิต<br />
</strong>เงินไม่ใช่ความมั่นคงอีกแล้ว<br />
อาหารคือสิ่งที่มั่นคงมากกว่าเงิน เศรษฐกิจกำลังทรุดลง อีกไม่นานเงินสกุลต่างๆ จะพังลง<br />
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวอาร์เจนตินา พ่อของเขาเป็นข้าราชการ ทำงานหนักแทบตาย มีเงินเก็บอยู่ล้านกว่าๆ<br />
หวังว่าเกษียณแล้วจะใช้เงินนี้ในบั้นปลายชีวิต พอดีเจอเศรษฐกิจทรุด เงินล้านลดค่าเหลือไม่กี่แสน<br />
แทบจะฆ่าตัวตาย เงินมันไม่มีความมั่นคง แต่คนยังเชื่ออยู่ว่าเงินคือความมั่นคง แต่อาหารนี่สิ<br />
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไฟฟ้าดับ น้ำมันหมด เศรษฐกิจพัง เราก็ยังกินได้ตลอดเวลา ถ้ามีเงินกองเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่<br />
หิวขึ้นมาเราไม่ได้กินเลยนะ แต่อาหารกินได้ นี่คือความมั่นคงที่แท้จริง แทนที่เราจะสะสมเงิน<br />
เราต้องสะสมอาหาร ในสภาวะปัจจุบันกำลังบีบให้คนกลับมาสู่เรื่องนี้มากขึ้น ผมเห็นว่า<br />
ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะแนะนำว่าอาหารคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทุกวันนี้คนจำนวนมากกำลังตื่นเต้นกับการหาเงินแข่งกัน<br />
แต่ก็มีอีกส่วนที่ท้อแท้เหนื่อยหน่ายกับการแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด อยากปลีกตัวออกมาหาชีวิตทางเลือกที่ดีขึ้น<br />
ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็เริ่มไม่ได้ หรือถ้าวันข้างหน้าเศรษฐกิจพัง คนไม่มีทางเลือกต้องกลับมาหาเกษตร<br />
แต่กลับมาแล้วไม่มีเมล็ดพันธุ์จะกลับไปไหนล่ะ เราต้องไปกราบไหว้บริษัทข้ามชาติกี่บริษัท<br />
แล้วเขาจะให้อะไรเรามา เขายึดครองเมล็ดพันธุ์ คือยึดครองอาหาร คนที่ยึดครองอาหารคือคนที่ยึดครองได้ทั้งโลก<br />
ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่บนโลกนี้ร่วมกัน ทำไมเราต้องยึดครองอาหาร ทำไมเราต้องไปจดลิขสิทธิ์อาหาร<br />
คนที่จดลิขสิทธิ์อาหารก็คือคนที่ไปแย่งอาหารคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แล้วคนอื่นจะกินอะไร<br />
มันเป็นความคิดที่แย่มาก</p>
<p><strong>ผู้บริโภคในเมืองอย่างเราช่วยอะไรได้บ้าง<br />
</strong>คนเมืองคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหานี้<br />
คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นหน้าที่ของเกษตรกร แต่คนเมืองต่างหากเป็นคนกำหนดให้เกษตรกรปลูกอะไร<br />
เพราะคนเมืองไม่กิน เกษตรกรก็ไม่มีทางปลูก เราต้องพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น รณรงค์กันมากขึ้น<br />
เพื่อส่งเสริมให้คนกลับมากินอาหารอินทรีย์มากขึ้น พอคนปลูกมากขึ้นราคาก็จะถูกลง ถ้าไม่มีคนกิน<br />
ชาวนาเขาจะเอาพืชผักอินทรีย์ไปขายที่ไหน คนที่ทำงานที่เดียวกันอาจจะรวมกลุ่มกันติดต่อให้ชาวบ้านส่งพืชพันธุ์ไปให้กิน<br />
ปีนึงก็มาเยี่ยมชาวบ้านสักครั้งจะได้รู้ว่าอาหารของเราเป็นยังไง ปลูกยังไง คนเมืองกับชนบทก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น<br />
พืชผักเหล่านี้แหละที่จะเป็นเลือดเนื้อของเราในวันพรุ่งนี้ ชีวิตคนเกิดมาครั้งเดียว<br />
ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราเกิดมาทำไม จะเกิดมาเพื่อทำงานหนักให้คนอื่นรวย แล้วเราก็ตายไปด้วยความทุกข์ทรมานเพื่ออะไรกัน</p>
<blockquote><p>&#8220;รสชาติของอาหารคือสิ่งที่บอกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร ผักพื้นบ้านมีรสฝาด รสขม รสเปรี้ยว หลายๆรส แต่ผักที่เราซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกวันนี้รสชาติเหมือนกันหมด คือจืด น้ำเยอะ เป็นผักที่เติบโตจากไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแตสเซียม ทุกวันนี้เราเหมือนกินพืชสังเคราะห์ไม่ใช่พืชธรรมชาติ&#8221;</p></blockquote>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-26">ตอนที่ 1<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-28">ตอนที่ 3<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-29">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 109 กันยายน 2552)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ธาตรี แสงมีอานุภาพ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-27/">โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-27/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 1/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-26/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-26/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 May 2016 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[โจน จันใด]]></category>
		<category><![CDATA[พันพรรณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-26/</guid>

					<description><![CDATA[<p>โจน จันใด คือชายไทยวัย 45 ทุกคนรู้จักเขาในฐานะของผู้บุกเบิกการสร้างบ้านดินยุคใหม่ในเมืองไทย เขาบอกว่า เขาไม่ได้ชอบสร้างบ้านดิน เขาสนใจเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์แท้ และวิถีชีวิตแบบพึ่งตนเองมากกว่า ประวัติของเขายืดยาวกว่านี้ หลังได้นั่งสนทนาเป็นเวลาหลายนาน ผมเห็นด้วยกับเขา เราไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ชีวิตเป็นเรื่องง่าย อย่าทำให้มันยาก อะไรทำให้คุณหันมาสนใจใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง ตอนแรกผมก็เป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดา เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ 7 ปี เป็นยามบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง ปูเตียง ทำความสะอาดห้อง ค่าแรงขั้นต่ำวันละร้อยบาท ผมก็ได้วันละร้อยบาท อยู่โรงแรมก็ได้ทิปบ้าง แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเที่ยง เมื่อไหร่จะเลิก ผมทำงานหนักมาก วันละ 8 &#8211; 12 ชั่วโมงทุกวัน ทำจนเริ่มคิดว่าทำไมคนเราต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทำไมคนทำงานหนักแต่ไม่พอกิน สมัยเป็นเด็ก พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่เคยมีใครทำงานวันละ 8 ชั่วโมง คนไม่ใช้คำว่า ‘ทำงาน’ ด้วยซ้ำไป คนใช้คำว่า ‘ไปดำนา’ ‘ไปเกี่ยวข้าว’ ไม่มีใครใช้คำว่า ‘จน’ ด้วย คนใช้คำว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-26/">โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โจน จันใด<br />
คือชายไทยวัย 45<br />
ทุกคนรู้จักเขาในฐานะของผู้บุกเบิกการสร้างบ้านดินยุคใหม่ในเมืองไทย<br />
เขาบอกว่า<br />
เขาไม่ได้ชอบสร้างบ้านดิน เขาสนใจเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์แท้<br />
และวิถีชีวิตแบบพึ่งตนเองมากกว่า<br />
ประวัติของเขายืดยาวกว่านี้<br />
หลังได้นั่งสนทนาเป็นเวลาหลายนาน<br />
ผมเห็นด้วยกับเขา<br />
เราไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น<br />
ชีวิตเป็นเรื่องง่าย<br />
อย่าทำให้มันยาก</p>
<p><strong></strong><strong></strong></p>
<p><strong>อะไรทำให้คุณหันมาสนใจใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเอง<br />
</strong>ตอนแรกผมก็เป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดา<br />
เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ 7 ปี เป็นยามบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง<br />
ปูเตียง ทำความสะอาดห้อง ค่าแรงขั้นต่ำวันละร้อยบาท ผมก็ได้วันละร้อยบาท<br />
อยู่โรงแรมก็ได้ทิปบ้าง แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเที่ยง<br />
เมื่อไหร่จะเลิก ผมทำงานหนักมาก วันละ 8 &#8211; 12 ชั่วโมงทุกวัน<br />
ทำจนเริ่มคิดว่าทำไมคนเราต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทำไมคนทำงานหนักแต่ไม่พอกิน<br />
สมัยเป็นเด็ก พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่เคยมีใครทำงานวันละ 8 ชั่วโมง คนไม่ใช้คำว่า ‘ทำงาน’ ด้วยซ้ำไป คนใช้คำว่า ‘ไปดำนา’ ‘ไปเกี่ยวข้าว’ ไม่มีใครใช้คำว่า<br />
‘จน’ ด้วย คนใช้คำว่า ‘ทุกข์’ เมื่อเป็นทุกข์ วิธีแก้คือหาความสุข ใครๆ<br />
ก็แก้ได้ แต่พอเริ่มพัฒนา เราก็เอาคำว่าจนมาใช้ การแก้ไขความจนคือต้องหาเงินทำให้รวย</p>
<p>สมัยก่อนคนมีความสุข<br />
แล้วก็สบายมาก ทำงานปีละ 2 เดือน เกี่ยวข้าวเดือน ดำนาเดือน ที่เหลือคือเวลาว่าง<br />
คนสมัยก่อนมีเวลาว่างมาก ทำให้ได้อยู่กับตัวเองมาก เลยเห็นตัวเอง<br />
รู้ว่าชีวิตเกิดมาทำไม ชีวิตต้องการอะไร คนสมัยก่อนเห็นความสุขสำคัญมาก<br />
คนก็แสวงหาความสุข เขาเลยมีความสุข สมัยนั้นมีคนนอนกลางวันเยอะมากเพราะว่าง<br />
ตื่นมาก็นั่งนินทากัน หัวเราะตลกโปกฮากันตลอดเวลา<br />
แล้วจัดงานเทศกาลนั้นนี้เต็มไปหมด มีแต่งานสนุกๆ ทั้งนั้น ทำให้ชีวิตมีความหมาย<br />
ชีวิตมันน่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่าจะมาเป็นหุ่นยนต์ในเมือง<br />
ในที่สุดผมก็กลับไปอยู่บ้านที่ยโสธร ไปลองใช้ชีวิตแบบคนสมัยก่อนดู</p>
<p><strong>ชีวิตแบบคนสมัยก่อนเป็นยังไง<br />
</strong>ผมคิดว่าต้องพึ่งตัวเองในด้านปัจจัย<br />
4 ให้ได้ อาหาร บ้าน ผ้า และยา 4 อย่างนี้ต้องง่ายสำหรับทุกคน ที่ไหนก็ตามถ้าอาหาร<br />
บ้าน ผ้า และยา แพงสำหรับทุกคน ถือว่าที่นั่นพัฒนาไปในทางที่เสื่อม<br />
ที่นั่นไม่มีความก้าวหน้าในการมีชีวิตอยู่</p>
<p>ผมลองทำนาปีละ<br />
2 เดือน ปรากฏว่าได้ข้าว 4 ตัน คน 6 คนกินข้าวไม่ถึงครึ่งตันต่อปี ที่เหลือก็ยังได้ขาย<br />
ผมใช้เวลารดน้ำผักวันละ 30 นาที ก็มีผักเลี้ยงคน 6 คนทุกวัน<br />
ยังมีพอให้แม่เอาไปขายที่ตลาดอีก ได้เงินวันละ 50 บาท 100 บาท<br />
ก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตมันง่ายอย่างนี้ ไม่มีอะไรยากเลย ทำไมผมไปอยู่กรุงเทพฯ 7 ปีแล้วไม่เคยกินอิ่มเลย<br />
ผมไปทำงานอะไร ให้ใคร เราไม่ได้อะไรเลย<br />
จะกลับมาเยี่ยมบ้านทีนึงก็ต้องขอค่ารถแม่กลับกรุงเทพฯ มันตลกมาก</p>
<p>หลังจากนั้นพอมีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินในอเมริกา<br />
ก็ลองเอามาทำดู มันก็ง่ายดี บ้านคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราใช้เป็นที่พักอาศัย<br />
ไม่ใช่เครื่องประดับหรือเครื่องเสริมบารมี<br />
บางคนใช้เวลากว่าครึ่งของชีวิตเพื่อที่จะซื้อบ้านสักหลัง นั่นไม่คุ้ม<br />
บ้านแค่หลังเล็กๆ ก็พอ เมื่อก่อนผมไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะมีบ้านที่มั่นคงได้<br />
แต่พอมาทำบ้านดิน ผมใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า 3<br />
เดือนผมได้บ้าน 1 หลัง ในขณะที่เพื่อนคนหนึ่งเป็นครูพละตื่นตี 5 ไปวิ่งเหมือนกัน 3<br />
เดือนเป็นหนี้สหกรณ์ครู 7 แสน ตอนนี้ยังจ่ายไม่หมด สร้างบ้านหลังหนึ่งหมด 7 แสน<br />
ผมก็เริ่มคิดว่า ทำไมคนถึงทำให้ชีวิตยากขึ้นๆ ทำไมไม่ทำให้มันง่าย</p>
<p>ต่อมาก็เลิกซื้อเสื้อผ้า<br />
ผมไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ามาเกือบ 20 ปีแล้ว ใช้แต่ของเก่า<br />
มันเป็นการเผชิญกับตัวเองในเรื่องของแฟชั่น แต่ก่อนผมรู้สึกว่าผมเป็นคนลาว<br />
ไม่มีดั้ง ไปไหนก็อาย คนอื่นเขาต้องพยายามไม่เป็นลาว<br />
คือใส่เสื้อผ้าให้เหมือนคนกรุงเทพฯ ผมกลับมองตรงกันข้าม<br />
คนลาวไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดไหน ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไม่มีดั้งเหมือนเดิม<br />
ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่น ถ้าเราวิ่งตาม เราจะไม่ทันเลย<br />
แต่ถ้าเราไม่ตามแฟชั่น เราจะเป็นตัวของตัวเอง ทำไมคนต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน<br />
ทำไมผู้หญิงต้องใส่เสื้อผ้ารัดหน้าอกรัดตัวเหมือนกันหมด<br />
ทำไมคนต้องใส่กางเกงยีนส์เหมือนกันหมด ถ้าอยากใส่เหมือนกัน ทำไมไม่ไปเป็นทหาร<br />
เป็นตำรวจ หรือเป็นพระ จะได้ใส่ชุดเหมือนกันหมด ความหลากหลายคือความงาม<br />
ความต่างคือความงาม คิดแบบนี้ได้ก็ไม่ห่วงเรื่องอะไรอีกเลย ใส่อะไรก็ได้ที่มี</p>
<p>ยารักษาโรคก็เน้นเรื่องการบริโภคให้น้อยลง<br />
ร่างกายจะทำงานน้อยลง บริโภคมากหนี้สินก็มาก สุขภาพจิตจะเสื่อม<br />
สุขภาพกายก็อ่อนแอไปด้วย เน้นใช้ประโยชน์จากอาหารให้เยอะขึ้น ใช้เทคนิคการนวด<br />
ใช้สมุนไพร แต่ไม่ได้ปฏิเสธแพทย์แผนปัจจุบัน แค่พึ่งให้น้อยลง</p>
<p><strong>การทำงานหาเงินไปซื้อปัจจัย<br />
4 ไม่ใช่การพึ่งตนเองหรือ<br />
</strong>มันเป็นทางอ้อมที่ทำให้ชีวิตคนยากและซับซ้อนมากขึ้น เราทำงานแค่ไม่ถึงครึ่งวันก็มีอยู่มีกินได้สบาย แต่พอเข้าสู่ระบบปัจจุบัน คนทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงยังไม่พอกิน แล้วรุ่นลูกผมต้องทำงานวันละกี่ชั่วโมง ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งเป็นทุกข์ แล้วจะพัฒนาไปทำไม เราต้องทำชีวิตให้มันง่าย ต้องกลับมาสู่การพึ่งตนเอง<br />
จะได้มีเวลาว่างมากขึ้น</p>
<p><strong>ชีวิตแบบชาวบ้านของคุณเป็นไปอย่างที่คิดไว้ไหม<br />
</strong>ผมกลับไปอยู่บ้าน<br />
แต่ไม่ได้อยู่แบบชาวบ้าน เพราะชาวบ้านเขาปลูกเพื่อขาย<br />
ผมมองเห็นว่ายิ่งปลูกเพื่อขายก็ยิ่งไม่เหลืออะไร<br />
ผมมองเห็นภาพของชาวบ้านเหมือนกับทาสคนหนึ่งที่มีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อนายทาสอย่างมาก<br />
มากจนไม่คิดถึงตัวเอง ทุกวันนี้ชาวบ้านทั้งหมดทำงานเพื่อคนอื่นทั้งสิ้น<br />
ไม่มีใครทำงานเพื่อตัวเอง คนในเมืองก็ไม่ต่างกัน เป็นทาสที่น่าสงสารมาก<br />
ทุกวันนี้เราทำงานหนักยิ่งกว่าทาสทุกยุคทุกสมัย เราทำงานหนักแล้วเราไม่ได้อะไรเลย<br />
เรากินอะไรก็ได้เพื่อให้มีเวลาทำงานมากขึ้น กินมาม่าทุกวัน กินบะหมี่<br />
กินอะไรง่ายๆ โดยไม่ได้คิดถึงสุขภาพเลย วันหยุดเราก็ยังต้องคิดเรื่องงาน<br />
ชีวิตแบบนี้มันผิดมาก เรากลายเป็นสัตว์ที่โง่ที่สุดในโลก<br />
ใช้ชีวิตยากกว่าสัตว์ทุกชนิด มีสัตว์ชนิดไหนบ้างทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันทั้งชีวิต<br />
ไม่มีเลย มีสัตว์ชนิดไหนบ้างไม่รักลูก แต่มนุษย์กลับไม่รักลูก พอมีลูก<br />
เราก็ผลักลูกเข้าสถานเลี้ยงเด็ก เข้าโรงเรียนเลย<br />
เพื่อที่พ่อแม่จะได้มีเวลาทำงานมากขึ้น ทั้งที่ลูกมันอยากอยู่กับพ่อแม่ อยากจะเรียนรู้ความรักจากพ่อแม่<br />
ลูกโตขึ้นมาก็ไม่รู้จักอะไรเลย ไม่รู้จักความรัก ความผูกพัน<br />
เพราะไม่ได้โตมากับพ่อแม่</p>
<p>ชาวบ้านปลูกข้าวโพด<br />
ปลูกอะไรตลอดทั้งปีทั้งชาติ ยิ่งปลูกก็ยิ่งมีหนี้ แต่ไม่มีใครถามตัวเองเลยว่า<br />
จะปลูกต่อไปทำไม เราจะพบว่า คนเหล่านี้ถูกปิดหูปิดตาไม่ให้เห็นความจริงในชีวิต<br />
สื่อก็บอกว่า ถ้าคุณอยากมีความสุข คุณต้องซื้ออันนี้ ถ้าต้องการอิสระเสรีภาพต้องมีบัตรเครดิตแบบนี้<br />
ไม่มีใครบอกเราเลยว่า คุณมีความสุขแล้ว นั่นทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสคิด<br />
พวกเขาจึงกลายเป็นเครื่องมือของภาคธุรกิจโดยไม่รู้ตัว ระบบต่างๆ<br />
ก็สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนมีอิสระในการหาเงินเท่านั้นเอง แต่ไม่มีระบบไหนสอนให้คนมีอิสระที่จะมีชีวิตอยู่<br />
มีอิสระในการแสวงหาความสุข</p>
<p>ทันทีที่ชาวบ้านคิดจะลงทุนปลูกพืชผัก<br />
เขาต้องหาเงินสดไปจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายา ค่าปุ๋ย เริ่มต้นจากการเป็นหนี้<br />
แล้วก็เสี่ยง เหมือนยืมเงินคนมาเล่นการพนัน เพราะปลูกผักจะได้หรือไม่ได้มันขึ้นกับดินฟ้าอากาศ<br />
โรคและแมลง แล้วก็ขึ้นอยู่กับคนที่มารับซื้อ ปัจจัยเยอะเหลือเกิน<br />
ชาวไร่ชาวนาทั้งหลายจึงอยู่ในสถานะของนักการพนันที่แย่ที่สุด<br />
คนที่คิดจะปลูกเพื่อขาย ไม่มีใครรวย ไม่มีใครไม่เป็นหนี้<br />
เพราะเราจะติดกับดักธุรกิจเกษตรเคมีทันที</p>
<p><strong>ทางออกของคุณคืออะไร<br />
</strong>ผมต้องการกลับไปสู่อดีต<br />
ไปต่อยอดจากอดีตขึ้นมา เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและสุขขึ้น ชีวิตเราสั้นมาก<br />
เราจะใช้ชีวิตบนโลกนี้เพื่ออะไร คิดตรงนี้แล้ว<br />
ก็คิดว่าผมต้องแสวงหาความสงบสุขให้ตัวเอง แสวงหาความง่ายให้ตัวเอง<br />
จะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ผมจะทำเพื่อกิน เรากินพริก<br />
กินมะเขือ กินหอม กินกระเทียม ก็ปลูก แต่ไม่เกินอย่างละ 5 ต้น ก็อยู่ได้แล้ว<br />
กินไม่เคยหมด ถ้าเก็บไปขายเราจะได้เงิน 200 &#8211; 300 บาทต่อวัน อย่างกระจอกที่สุดคือ 50<br />
บาท คนอื่นอาจคิดว่าเงิน 50 บาทไม่มีค่าอะไรเลย แต่ครอบครัวเราไม่มีค่าใช้จ่าย<br />
เงิน 50 บาทถือว่ามาก</p>
<p>ครูที่โรงเรียนจบปริญญาตรีเงินเดือนหมื่นนึง<br />
วันดีคืนดีก็ต้องมาขอยืมเงินแม่ผมที่จบ ป.4 ไม่มีรายได้อะไรมากมาย นั่นแสดงว่า<br />
ถ้าอยากรวยจะจน ถ้าอยากจนจะมีเงินเหลือใช้ นั่นคือความจริงที่ผมค้นพบกับตัวเอง<br />
ถ้าใครอยากปลดหนี้ต้องกลับมาสู่การพึ่งตนเอง ต้องกลับมาทำอยู่ทำกิน<br />
เหลือกินแล้วขาย ทำอย่างนี้ไม่นานใช้หนี้ได้หมด เพราะผมทำมาแล้ว<br />
ชีวิตไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แต่เราไม่ถูกสอนให้คิดอะไรที่มันง่าย</p>
<p><strong>ชวนชาวบ้านเปลี่ยนวิธีคิดสำเร็จไหม<br />
</strong>ผมไม่ถนัดชักชวนให้คนมาทำ<br />
ผมไม่เคยพูดให้ชาวบ้านฟังเลยว่าต้องทำอย่างผมนะ เราจะไม่ไปหาชาวบ้าน<br />
แต่จะให้ชาวบ้านมาหาเรา เรามีความเชื่อว่า เราจะไม่ไปเปลี่ยนความคิดของคนอื่น<br />
เพราะในความเป็นจริง เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้หรอก เขาต้องเปลี่ยนตัวเขาเอง เราก็ทำในสิ่งที่เราอยากทำ<br />
พอชาวบ้านเห็น เขาก็มาถามเอง</p>
<p><strong>คุณทำเรื่องบ้านดินจนโด่งดัง<br />
ทำไมถึงเปลี่ยนมาทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ล่ะครับ<br />
</strong>จริงๆ<br />
แล้วผมไม่ได้สนใจทำเรื่องบ้านดินเลย ผมไม่ชอบเรื่องก่อสร้างเลย แค่บ้านดินมันเป็นคำตอบของชีวิตให้คนได้<br />
เป็นทางเลือกให้คนได้ ผมเลยพยายามทำบ้านดินให้แพร่หลาย พอมีคนทำมากพอแล้ว<br />
ผมก็วางมือ ทุกวันนี้ผมไม่รับทำบ้านดินแล้ว ถ้าอยากเรียนก็มีที่ให้เรียนเยอะแยะ<br />
หรือตอนที่พวกเราทำบ้านกันก็มาเรียนได้ คือมันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากทำแล้ว<br />
สิ่งที่ผมอยากทำมาสิบกว่าปีแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสคือการเก็บเมล็ดพันธุ์</p>
<blockquote><p>&#8220;เราทำงานแค่ไม่ถึงครึ่งวันก็มีอยู่มีกินได้สบาย แต่พอเข้าสู่ระบบปัจจุบัน คนทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงยังไม่พอกิน แล้วรุ่นลูกผมต้องทำงานวันละกี่ชั่วโมง ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งเป็นทุกข์ แล้วจะพัฒนาไปทำไม เราต้องทำชีวิตให้มันง่าย ต้องกลับมาสู่การพึ่งตนเอง&#8221;</p></blockquote>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-27">ตอนที่ 2<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-28">ตอนที่ 3<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-29">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 109 กันยายน 2552)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ธาตรี แสงมีอานุภาพ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-26/">โจน จันใด : ชายผู้ชวนทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-26/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
