<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author103/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author103/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sat, 10 Aug 2019 19:12:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>‘สำหรับแม่แล้ว เวลาของลูกมีค่ากว่ามาลัย’ ในวันที่แม่อยากได้แค่พวงมาลัย 5 บาท 10 บาท</title>
		<link>https://adaymagazine.com/day-changed-my-life-flower-garland/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Aug 2019 08:51:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[พวงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[วันแม่]]></category>
		<category><![CDATA[flower garland]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=68932</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยความตั้งใจที่จะร้อยพวงมาลัยเองเพื่อไปกราบในวันแม่ปีนี้ ฉันเลยให้เวลาตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 1 เดือนเต็มกับการเรียนและฝึกร้อยมาลัย “มือซ้ายถือเข็ม มือขวาหยิบดอกไม้ขึ้นมาร้อย” เสียงอาจารย์พูดซ้ำๆ เพื่อเตือนเสมอ เพราะอยู่ๆ เข็มก็เปลี่ยนจากมือซ้ายไปอยู่ในมือขวาตลอด คงเป็นเพราะเข็มที่เล็กและบาง มีขนาดใหญ่กว่าเข็มเย็บผ้าแค่ 2-3 เบอร์ แต่ยาวถึง 2 คืบ ซึ่งจับไม่ถนัดเลยสำหรับมือใหม่ที่กล้ามเนื้อมัดเล็กและข้อต่อที่นิ้วมือข้างซ้ายไม่ค่อยได้ใช้งาน ทำให้กว่าจะร้อยได้แต่ละดอก เข็มก็แทงสลับโดนดอกไม้บ้าง โดนนิ้วบ้าง และหลายทีที่แทงไม่โดนอะไรเลย 2 สัปดาห์แรกผ่านไปด้วยความช่วยเหลือของอาจารย์ ทำให้ทุกๆ 2-3 วัน จะมีพวงมาลัยกลับบ้าน แรกๆ มาลัยไม่ค่อยสวยและไม่สมประกอบเท่าไหร่เพราะฝีมือในการส่งกลีบส่งดอกยังไม่นิ่ง ทำให้พวงมาลัยมีสัดส่วนไม่เท่ากัน ดอกไม้มีช้ำบ้าง เฉาบ้าง เพราะร้อยไม่เสร็จวันต่อวัน ไม่ต่างกับมือของคนร้อยที่ปลายนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางข้างขวาเริ่มเยิน เพราะโดนยางดอกไม้กัดแตกจนมีเลือดซึม แต่ด้วยความตั้งใจว่าจะต้องทำพวงมาลัยสวยๆ เพื่อไปให้แม่ในวันแม่ปีนี้ให้ได้ เจ็บแค่ไหนก็ยังร้อยต่อได้ พอเข้า 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ฉันเริ่มร้อยมาลัยได้หลายแบบ ได้ทั้งมาลัยแบน มาลัยกลม มาลัยสามเหลี่ยม และมีลูกเล่นหลายลาย ร้อยได้ตั้งแต่ลายง่ายๆ ลายนวลลออ ลายคุณหญิง จนถึงลายเยาวมาลย์ ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร้อยคล่องขึ้น เร็วขึ้น เลยสนุกขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/day-changed-my-life-flower-garland/">‘สำหรับแม่แล้ว เวลาของลูกมีค่ากว่ามาลัย’ ในวันที่แม่อยากได้แค่พวงมาลัย 5 บาท 10 บาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3"><span class="s1">ด้วยความตั้งใจที่จะร้อยพวงมาลัยเองเพื่อไปกราบในวันแม่ปีนี้</span> ฉัน<span class="s1">เลยให้เวลาตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">เดือนเต็มกับการเรียนและฝึกร้อยมาลัย</span></p>
<p class="p3"><span class="s2"><i>“</i></span><span class="s1">มือซ้ายถือเข็ม</span><i> </i><span class="s1">มือขวาหยิบดอกไม้ขึ้นมาร้อย</span><span class="s2"><i>”</i> </span><span class="s1">เสียงอาจารย์พูดซ้ำๆ</span> <span class="s1">เพื่อเตือนเสมอ</span> <span class="s1">เพราะอยู่ๆ</span> <span class="s1">เข็มก็เปลี่ยนจากมือซ้ายไปอยู่ในมือขวาตลอด</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">คงเป็นเพราะเข็มที่เล็กและบาง</span> <span class="s1">มีขนาดใหญ่กว่าเข็มเย็บผ้าแค่</span><span class="s2"> 2-3 </span><span class="s1">เบอร์</span> <span class="s1">แต่ยาวถึง</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">คืบ</span> <span class="s1">ซึ่งจับไม่ถนัดเลยสำหรับมือใหม่ที่กล้ามเนื้อมัดเล็กและข้อต่อที่นิ้วมือข้างซ้ายไม่ค่อยได้ใช้งาน</span> <span class="s1">ทำให้กว่าจะร้อยได้แต่ละดอก</span> <span class="s1">เข็มก็แทงสลับโดนดอกไม้บ้าง</span> <span class="s1">โดนนิ้วบ้าง</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">และหลายทีที่แทงไม่โดนอะไรเลย</span></p>
<p class="p3"><span class="s2">2 </span><span class="s1">สัปดาห์แรกผ่านไปด้วยความช่วยเหลือของอาจารย์</span> <span class="s1">ทำให้ทุกๆ</span><span class="s2"> 2-3 </span><span class="s1">วัน</span> <span class="s1">จะมีพวงมาลัยกลับบ้าน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แรกๆ</span> <span class="s1">มาลัยไม่ค่อยสวยและไม่สมประกอบเท่าไหร่เพราะฝีมือในการส่งกลีบส่งดอกยังไม่นิ่ง</span> <span class="s1">ทำให้พวงมาลัยมีสัดส่วนไม่เท่ากัน</span> <span class="s1">ดอกไม้มีช้ำบ้าง</span> <span class="s1">เฉาบ้าง</span> <span class="s1">เพราะร้อยไม่เสร็จวันต่อวัน</span> <span class="s1">ไม่ต่างกับมือของคนร้อยที่ปลายนิ้วโป้ง</span> <span class="s1">นิ้วชี้</span> <span class="s1">และนิ้วกลางข้างขวาเริ่มเยิน</span> <span class="s1">เพราะโดนยางดอกไม้กัดแตกจนมีเลือดซึม</span> <span class="s1">แต่ด้วยความตั้งใจว่าจะต้องทำพวงมาลัยสวยๆ เพื่อไปให้แม่ในวันแม่ปีนี้ให้ได้</span> <span class="s1">เจ็บแค่ไหนก็ยังร้อยต่อได้</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">พอเข้า</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">สัปดาห์สุดท้ายของเดือน</span> ฉัน<span class="s1">เริ่มร้อยมาลัยได้หลายแบบ</span> <span class="s1">ได้ทั้งมาลัยแบน</span> <span class="s1">มาลัยกลม</span> <span class="s1">มาลัยสามเหลี่ยม</span> <span class="s1">และมีลูกเล่นหลายลาย</span> <span class="s1">ร้อยได้ตั้งแต่ลายง่ายๆ</span> <span class="s1">ลายนวลลออ</span> <span class="s1">ลายคุณหญิง</span> <span class="s1">จนถึงลายเยาวมาลย์</span> <span class="s1">ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">เมื่อร้อยคล่องขึ้น</span> <span class="s1">เร็วขึ้น</span> <span class="s1">เลยสนุกขึ้น</span> <span class="s1">ทำให้ทุกครั้งที่เริ่มร้อยจะไม่ยอมวางเข็มเลย</span> <span class="s1">เหมือนตกอยู่ในภวังค์</span> <span class="s1">อาการคงล้ายกับติดเกม</span> <span class="s1">ไม่พักกินข้าวดื่มน้ำ</span> <span class="s1">ไม่ค่อยอยากพูดคุยกับใคร</span> <span class="s1">ไม่สนใจข่าวสารบ้านเมืองตลอดทั้งเดือน</span> <span class="s1">หนักถึงขั้นไม่ยอมเข้านอน</span> <span class="s1">ถ้ายังร้อยดอกไม้คาเข็มอยู่</span> <span class="s1">และลืมเรื่องมือถือไปได้เลย</span> <span class="s1">เสียงโทรศัพท์ดัง</span><span class="s1">ก็ไม่รับ</span> <span class="s1">เสียงข้อความเข้า</span><span class="s1">ก็ไม่หยิบขึ้นมาอ่าน</span> <span class="s1">เพราะมือไม่ว่างทั้ง</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">ข้าง</span></p>
<p class="p3"><span class="s2"><i>“</i></span><span class="s1">มือซ้ายถือเข็ม</span><i> </i><span class="s1">มือขวาหยิบดอกไม้ขึ้นมาร้อย</span><span class="s2"><i>” </i></span><span class="s1">ร้อยจนติดพันและคิดอยากทำมาลัยแบบอื่น</span> <span class="s1">ลายอื่นที่ยากขึ้นไปอีก</span> <span class="s1">เพราะเริ่มมีความมั่นใจในฝีมือตัวเองแล้ว</span> <span class="s1">เลยทำให้ตัดสินใจเรียนต่ออีก</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">เดือน</span></p>
<p class="p3"><span class="s2">1 </span><span class="s1">สิงหาคม</span> <span class="s1">วันแรกของการเรียนคอร์สที่</span><span class="s2"> 2 </span><span class="s1">แม่โทรเข้ามาระหว่างเรียนอยู่</span> ฉัน<span class="s1">เลยรีบรับสายและบอกแม่ไปสั้นๆ ว่า</span><span class="s2"> <i>“</i></span><span class="s1">เรียนร้อยมาลัยอยู่</span><i> </i><span class="s1">เดี๋ยวว่างแล้วโทรกลับนะ</span><span class="s2"><i>” </i></span><span class="s1">แม่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ</span> <span class="s1">ก่อนวางสาย</span><span class="s2"> <i>“</i></span><span class="s1">ยังเรียนไม่จบอีกเหรอ</span><i> </i><span class="s1">สะดวกเมื่อไหร่ค่อยโทรกลับก็แล้วกัน</span><span class="s2">” </span><span class="s1">พอฉันเรียนเสร็จเลยรีบโทรกลับไปหา</span><span class="s2"> “</span><span class="s1">แค่พวงมาลัย</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">บาท</span><span class="s2"> 10 </span><span class="s1">บาท</span> <span class="s1">ให้แม่ก็พอแล้ว</span><span class="s2">” นี่คือ</span><span class="s1">ประโยคแรกที่แม่พูดก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">วันนี้ฉันนั่งร้อยมาลัยพวงสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของความตั้งใจเรียนร้อยมาลัย</span> <span class="s1">ตอนหยิบมะลิทีละดอกร้อยลงเข็ม</span> <span class="s1">ประโยคที่แม่พูด</span><span class="s2"> “</span><span class="s1">แค่พวงมาลัย</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">บาท</span><span class="s2"> 10 </span><span class="s1">บาท</span> <span class="s1">ให้แม่ก็พอแล้ว</span><span class="s2">” </span><span class="s1">ดังซ้ำๆ</span> <span class="s1">ในหู</span> <span class="s1">ทำให้ภาพพวงมาลัยสวยๆ ที่ได้ทำตลอดทั้งเดือนที่แล้ว</span> <span class="s1">และเวลา</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">เดือนเต็มที่ใช้ไปกับการเรียนไม่มีความหมายอะไรเลย</span> <span class="s1">เพราะจริงๆ</span> <span class="s1">แล้ว</span><span class="s1">ลืมไปว่าต้องการแค่ร้อยมาลัยให้แม่เองพวงหนึ่ง</span> <span class="s1">และแม่ก็ต้องการแค่พวงมาลัยธรรมดาๆ</span> <span class="s1">พวงหนึ่ง</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">เวลา</span><span class="s2"> 1 </span><span class="s1">เดือนเต็มๆ</span> <span class="s1">ที่ใช้ไปกับการฝึกถือเข็ม</span> <span class="s1">ฉีกกลีบดอกรัก</span> <span class="s1">ร้อยดอกพุด</span> <span class="s1">กระทุ้งกลีบกุหลาบ</span> <span class="s1">ทำดอกข่า</span> <span class="s1">และจับช่อเอื้อง</span> <span class="s1">จนทำมาลัยสวยๆ ได้หลายพวง</span> <span class="s1">หลายแบบ</span> <span class="s1">กลับทำให้เวลาที่เคยอยู่พูดคุยกับแม่ลดลง</span> <span class="s1">สนใจแม่น้อยลง</span> <span class="s1">เพราะเทความสนใจทั้งหมดไปที่มาลัย</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">วันนี้เข้าใจความหมายประโยคที่ว่า</span><span class="s2"> “</span><span class="s1">พวงมาลัย</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">บาท</span><span class="s2"> 10 </span><span class="s1">บาท</span><span class="s2">” </span><span class="s1">ของแม่แล้ว </span><span class="s1">สำหรับแม่</span><span class="s2"> <i>“</i></span><span class="s1">เวลามีค่ามากกว่ามาลัย</span><span class="s2"><i>”</i> </span><span class="s1">เพราะทุกครั้งที่ฉันหยิบมะลิขึ้นมาร้อย</span> <span class="s1">เหมือนแต่ละดอกคอยตะโกนบอกว่า</span><span class="s2"> <i>“</i></span><span class="s1">รีบๆ</span><i> </i><span class="s1">ร้อย</span><i> </i><span class="s1">เวลามีน้อย</span><span class="s2"><i>” “</i></span><span class="s1">รีบๆ</span><i> </i><span class="s1">ทำ</span><i> </i><span class="s1">เพราะเวลามีจำกัด</span><span class="s2"><i>” </i></span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ตอนนี้มาลัยมะลิเสร็จเป็นพวงแล้ว</span> <span class="s1">แต่ไม่ว่าสวยหอมแค่ไหน</span> <span class="s1">ไม่นานก็จะกลายเป็นพวงดอกไม้เหี่ยวแห้ง</span> <span class="s1">ร่วงโรย</span> <span class="s1">และกลิ่นที่เคยหอมก็จะค่อยๆ จางไป</span> <span class="s1">จนสุดท้ายก็ต้องถูกโยนทิ้งสักวัน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แม่คงอยากได้มาลัยสวยๆ สะดุดตาที่ลูกร้อยให้เองกับมือ</span> <span class="s1">แต่หากลูกต้องใช้เวลาทั้งหมดที่เคยให้แม่ไปกับการร้อยมาลัย</span> <span class="s1">แม่ขอเลือกแค่มาลัยพวงเล็กๆ</span> <span class="s1">ธรรมดาๆ</span> <span class="s1">ร้อยด้วยมะลิหอมๆ ไม่กี่ดอก</span> <span class="s1">ที่หาซื้อได้ตามแผงทั่วไป</span> <span class="s1">พวงละไม่เกิน</span><span class="s2"> 10 </span><span class="s1">บาทก็พอแล้ว</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ด้วยหวังว่าจะได้มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น เท่านั้นเอง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/day-changed-my-life-flower-garland/">‘สำหรับแม่แล้ว เวลาของลูกมีค่ากว่ามาลัย’ ในวันที่แม่อยากได้แค่พวงมาลัย 5 บาท 10 บาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่มี &#8216;แหวนมั่น&#8217; ใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายอีกครั้ง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-ring/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 17 Mar 2019 19:04:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[แต่งงาน]]></category>
		<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[แหวนหมั้น]]></category>
		<category><![CDATA[แหวนแต่งงาน]]></category>
		<category><![CDATA[แหวนคู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57514</guid>

					<description><![CDATA[<p>“แต่งงานแล้ว ทำไมไม่เห็นใส่แหวน” มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งคำถาม (ที่ไม่ต้องการคำตอบ) ได้แต่ยิ้มกลับไปให้ แทนคำตอบที่มีอยู่ในใจ ไม่ใช่เพราะ&#8230;ไม่ชอบใส่แหวน ไม่ใช่เพราะ&#8230;ไม่อยากป่าวประกาศว่าไม่โสดแล้ว แต่แค่&#8230;ไม่ชอบแหวน &#160; “ควรเป็นแหวนเพชรนะ” “เอาเพชรเม็ดโตๆ เลือกน้ำดีๆ เกรด D color ไปเลยจะได้เพชรเม็ดใสๆ” “เลือกเม็ดที่มี certificate จาก GIA ด้วย”  “ทำตัวเรือนแบบมีเพชรเม็ดใหญ่เม็ดนึงและเม็ดเล็กๆเรียงเป็นบ่า เพราะมันช่วยขับให้เพชรเม็ดหลักดูใหญ่และสวยกว่าแหวนแบบเพชรเม็ดเดียว” 3 ปีที่แล้ว แหวนเพชรเกรด D มีใบการันตีจาก GIA ที่ราคาอยู่ในงบประมาณ พร้อมเพชรเม็ดเล็กเรียงเป็นบ่าก็ถูกเลือกมา 1 วงตามแบบที่เจ้าสาวส่วนใหญ่ชอบเลือกกัน เพื่อใช้เป็นแหวนวงที่เจ้าบ่าวสวมให้ที่นิ้วนางข้างซ้ายหมั้นหมายเจ้าสาวในพิธีสู่ขอและพิธีหมั้น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธี แหวนหมั้นที่มีเพชรส่งแสงแวววาวตอนกระทบแสงวงที่เจ้าบ่าวสวมให้วงนั้นก็ถูกเจ้าสาวคนนี้เก็บเข้ากล่อง ไม่ได้หยิบออกมาใส่โดนแสงให้ส่งประกายในชีวิตประจำวันอีกเลย  แค่เพียงเหตุผลว่าไม่ชอบแหวนวงนั้นที่เลือกตามคนอื่นๆ เลือกกัน ทำให้หลังแต่งงานมา ไม่มีแหวนใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายเลย จนเพิ่งได้กลับมาใส่แหวนอีกครั้ง เป็นแหวนวงใหม่ที่ไม่ได้ซื้อ แต่ได้มาจากคอร์สเรียนทำแหวนคู่แบบวันเดียวเสร็จที่สามารถเลือกวัสดุ ออกแบบ และลงมือทำตามที่ตัวเองต้องการได้ ทองถูกเตรียมไว้ให้เพื่อทำแหวนทองเกลี้ยง 2 วง พร้อมด้วยอัลลอยสำหรับผสมเพื่อให้สีทองไม่ออกเหลืองอร่ามจนเกินไป เริ่มต้นด้วยการนำทองและอัลลอยมาหล่อรวมให้เป็นของเหลวเนื้อเดียวกัน ที่ต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-ring/">วันที่มี &#8216;แหวนมั่น&#8217; ใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายอีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“แต่งงานแล้ว ทำไมไม่เห็นใส่แหวน” มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งคำถาม (ที่ไม่ต้องการคำตอบ)</p>
<p>ได้แต่ยิ้มกลับไปให้ แทนคำตอบที่มีอยู่ในใจ</p>
<p><i>ไม่ใช่เพราะ&#8230;ไม่ชอบใส่แหวน</i></p>
<p><i>ไม่ใช่เพราะ&#8230;ไม่อยากป่าวประกาศว่าไม่โสดแล้ว</i></p>
<p><i>แต่แค่&#8230;ไม่ชอบแหวน</i></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ควรเป็นแหวนเพชรนะ”</p>
<p>“เอาเพชรเม็ดโตๆ เลือกน้ำดีๆ เกรด D color ไปเลยจะได้เพชรเม็ดใสๆ”</p>
<p>“เลือกเม็ดที่มี certificate จาก GIA ด้วย”<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ทำตัวเรือนแบบมีเพชรเม็ดใหญ่เม็ดนึงและเม็ดเล็กๆเรียงเป็นบ่า เพราะมันช่วยขับให้เพชรเม็ดหลักดูใหญ่และสวยกว่าแหวนแบบเพชรเม็ดเดียว”</p>
<p>3 ปีที่แล้ว แหวนเพชรเกรด D มีใบการันตีจาก GIA ที่ราคาอยู่ในงบประมาณ พร้อมเพชรเม็ดเล็กเรียงเป็นบ่าก็ถูกเลือกมา 1 วงตามแบบที่เจ้าสาวส่วนใหญ่ชอบเลือกกัน เพื่อใช้เป็นแหวนวงที่เจ้าบ่าวสวมให้ที่นิ้วนางข้างซ้ายหมั้นหมายเจ้าสาวในพิธีสู่ขอและพิธีหมั้น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธี แหวนหมั้นที่มีเพชรส่งแสงแวววาวตอนกระทบแสงวงที่เจ้าบ่าวสวมให้วงนั้นก็ถูกเจ้าสาวคนนี้เก็บเข้ากล่อง ไม่ได้หยิบออกมาใส่โดนแสงให้ส่งประกายในชีวิตประจำวันอีกเลย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>แค่เพียงเหตุผลว่าไม่ชอบแหวนวงนั้นที่เลือกตามคนอื่นๆ เลือกกัน ทำให้หลังแต่งงานมา ไม่มีแหวนใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายเลย จนเพิ่งได้กลับมาใส่แหวนอีกครั้ง เป็นแหวนวงใหม่ที่ไม่ได้ซื้อ แต่ได้มาจากคอร์สเรียนทำแหวนคู่แบบวันเดียวเสร็จที่สามารถเลือกวัสดุ ออกแบบ และลงมือทำตามที่ตัวเองต้องการได้</p>
<p>ทองถูกเตรียมไว้ให้เพื่อทำแหวนทองเกลี้ยง 2 วง พร้อมด้วยอัลลอยสำหรับผสมเพื่อให้สีทองไม่ออกเหลืองอร่ามจนเกินไป เริ่มต้นด้วยการนำทองและอัลลอยมาหล่อรวมให้เป็นของเหลวเนื้อเดียวกัน ที่ต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้เห็นภาพการเปรียบเปรยที่ว่าการแต่งงานคือการเป็นทองแผ่นเดียวกันอย่างชัดเจนมาก เพราะการแต่งงานก็เริ่มต้นจากคน 2 คน ที่เป็นเหมือนวัสดุคนละชนิด ด้วยเติบโตและมาจากคนละที่ กว่าจะเข้ากันได้ ต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีทั้งช่วงเวลาที่มีแต่รอยยิ้มฟุ้งไปทั่ว และช่วงเวลาที่ท่วมไปด้วยน้ำตา<span class="Apple-converted-space">  </span>แต่การผ่านทุกช่วงเวลาคือการผ่านเตาหลอมให้คน 2 คน กลายเป็นปึกแผ่นเดียวกัน</p>
<p>จากทองสีเหลืองกลมๆ แบนๆ 1 เม็ด ขนาดใหญ่กว่าเหรียญบาทนิดหน่อย และอัลลอยสีเงินวาวขนาดประมาณเท่าเม็ดสาคูอีก 16 – 17 เม็ด เมื่อโดนความร้อนก็หลอมรวมกันกลายเป็นของเหลวสีทองซีดๆ นำไปเทลงแม่พิมพ์ เมื่อทิ้งให้เย็นตัวลงก็เปลี่ยนเป็นแท่งโลหะสีเทาๆ ดำๆ เพราะมีเขม่าจับอยู่ ซึ่งหากไม่ได้หลอมเองกับมือคงไม่เชื่อว่ามันคือแท่งที่ทำจากทองจริงๆ</p>
<p>หลังจากนั้นนำแท่งทองที่มีรูปร่างเหมือนเหล็กเส้นที่ใช้ก่อสร้างมาตัดแบ่งเป็น 2 ส่วนเพื่อทำเป็นแหวน 2 วง ซึ่งการตัดออกเป็น 2 ส่วนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องสลับกันออกแรงเลื่อยเกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ 2 ส่วนแยกออกจากกัน เพราะวัสดุแข็งมาก เมื่อตัดแบ่งเป็น 2 ชิ้นได้แล้ว ต้องดัดปลายแต่ละด้านให้โค้งจนมาชนกัน กว่าจะดัดให้เป็นวงได้ต้องนำไฟมาลนหลายต่อหลายครั้ง เพราะทุกครั้งที่โดนความร้อน แท่งทองจะอ่อนตัวลง ดัด เคาะ ทุบ ตีได้ง่ายขึ้น จนแท่งตรงก็เริ่มกลายเป็นแท่งโค้ง แต่ยังคงบูดเบี้ยวอยู่ และความร้อนยังเป็นตัวเชื่อมให้ปลายของแหวนหลอมชนกันจนไม่เห็นรอยต่อ</p>
<p>แล้วในที่สุดแหวนก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างหลังถูกตะไบจนพื้นผิวแหวนเรียบเนียน และสีเขม่าเทาดำถูกขัดออกจนเห็นเป็นแหวนทองสีซีดๆ</p>
<p>แม้จะทำแหวนเองจนเสร็จเป็นวงแล้ว แต่แหวนที่ได้มานั้นก็ไม่ได้สวยสมบูรณ์แบบเหมือนแหวนเพชรวงที่เคยเลือกตามคนอื่นๆ จากร้านเพชรร้านทอง และยังเป็นวงที่มีทั้งส่วนบิดเบี้ยว มีส่วนหนาบ้าง บางบ้าง ไม่เท่ากัน แหวนที่ดูไม่มีมูลค่าเพราะไม่มีอัญมณีที่มีค่าประดับอย่างเพชร และบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเป็นแหวนทองกี่เปอร์เซ็นต์ แต่กลับเป็นแหวนวงที่ถูกใจที่สุด</p>
<p>ตลอด 7 &#8211; 8 ชั่วโมงที่ตั้งใจเรียนและลงแรงทำแหวนครั้งนี้ ไม่ได้เรียนรู้แค่วิธีทำแหวนจนเสร็จแล้วมีแหวนที่ถูกใจใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายกลับบ้านทั้ง 2 คน แต่กลับได้เรียนรู้ความหมายของแหวน ที่ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แทนใจของคนมีคู่ แต่ยังเป็น แหวน &#8216;มั่น&#8217; แทนความมั่นใจและมั่นคงของความสัมพันธ์ ที่ยิ่งผ่านอุปสรรคสาหัสมากแค่ไหน ยิ่งเพิ่มความแข็งแรงแน่นแฟ้นให้ความสัมพันธ์มากขึ้น เหมือนแหวนที่ยิ่งหลอม ยิ่งผ่านความร้อน ก็ยิ่งแข็ง ยิ่งแกร่ง ทั้งยังได้เรียนรู้ที่จะยกเลิกความพยายาม จะดัด จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคู่ของตัวเองให้สวยสมบูรณ์แบบเหมือนคู่อื่น ไม่ต่างกับตอนที่พยายามเลือกแหวนเพชรให้สวยไม่แพ้แหวนที่เจ้าสาวคนอื่นๆใส่กัน</p>
<p>เพราะท้ายที่สุดแล้ว แหวนเพชรแวววาวสวยสมบูรณ์ก็ไม่ได้ถูกเลือกมาใส่ แต่เป็นแหวนทองเกลี้ยงเบี้ยวๆ ทำเองต่างหากที่ถูกเลือก เพราะการแต่งงานทำให้เข้าใจเส้นทางการใช้ชีวิตคู่มากขึ้นว่า มีทั้งช่วงที่โรยด้วยกลีบ และบางช่วงที่โรยด้วยหนามกุหลาบ แม้แหวนวงที่ทำเองจะไม่ได้สวยและมีมูลค่าเหมือนแหวนวงที่ใช้หมั้นหมาย แต่ก็เป็น แหวน &#8216;มั่น&#8217;<span class="Apple-converted-space">  </span>ที่มั่นใจในคู่ชีวิต คนที่พร้อมร่วมทุกข์ ร่วมสุข ไปด้วยกัน<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“แต่งงานตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งเห็นใส่แหวน” เพื่อนคนเดิมตั้งคำถาม (ที่คงยังไม่ต้องการคำตอบ)</p>
<p>เหมือนเดิม&#8230;ได้แต่ยิ้มกลับไปให้ แทนคำตอบที่มีอยู่ในใจ</p>
<p><i>ไม่ใช่เพราะ&#8230;เพิ่งชอบใส่แหวน</i></p>
<p><i>ไม่ใช่เพราะ&#8230;อยากป่าวประกาศว่ามีคู่แล้ว</i></p>
<p><i>แต่แค่&#8230;ทุกวันที่มีแหวน (ที่เพิ่งทำเองกับมือมา) ใส่ที่นิ้วนางข้างซ้าย คือทุกวันที่อุ่นใจว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียวเพื่อพบความสุขและเจออุปสรรคตามลำพัง</i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-ring/">วันที่มี &#8216;แหวนมั่น&#8217; ใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายอีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ไม่ทันได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Oct 2018 10:39:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=42212</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันไหน ที่เราจะได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’   วันที่ชุดตรวจครรภ์ขึ้นขีดที่ 2 จางๆ วันที่ผลเลือดแสดงค่า beta hCG หลักหมื่น วันที่เห็นคลื่นเสียงของหัวใจอีกดวงผ่านจออัลตราซาวนด์ดำๆ วันที่แพ้ท้อง อาเจียนจนไม่มีอะไรออก วันที่อายุครรภ์ครบ 3 เดือน วันที่มีเข็มกลัดติดไว้ที่ชุดคลุมท้อง วันที่เห็นหน้าลูกวันแรก หรือวันที่เริ่มมีน้ำนม&#8230; หลังจากรอบเดือนมาช้ากว่าปกติ ความตื่นเต้นที่จะได้เป็นแม่คนก็เริ่มขึ้น วันรุ่งขึ้นรีบตื่นแต่เช้าเพื่อตรวจว่าท้องหรือเปล่า เพราะช่วงเช้าคือช่วงเวลาที่ปัสสาวะเข้มข้นที่สุด ซึ่งจะทำให้ผลการตั้งครรภ์ออกมาแม่นยำที่สุด และแล้วภาพที่เกิดขึ้นก็เหมือนตัวเองอยู่ในละครเมื่อเห็นขีดที่ 2 ขึ้นจางๆ และค่อยๆ เข้มขึ้น รอยยิ้มเล็กๆ กว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกระซิบบอกตัวเองในใจว่า “เราได้เป็นแม่แล้ว!” ระหว่างที่เราอมยิ้ม สามีก็พลิกกล่องชุดตรวจ อ่านคู่มือซ้ำๆ พร้อมเทียบกับข้อมูลในเว็บไซต์เพื่อยืนยันว่าเราเข้าใจผลตรวจไม่ผิดแน่ๆ แล้วผลัดกันหยิบชุดตรวจหมุนไปหมุนมาเพื่อหามุมถ่ายรูป 2 ขีดนี้เก็บไว้ เป็นภาพที่บันทึกช่วงเวลาที่เราดีใจและมีความสุขแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จากนั้นทยอยบอกข่าวดีนี้ให้คนใกล้ชิดทีละคนให้ดีใจกับเราด้วยว่า “เราได้เป็นแม่คนแล้วนะ” แต่หลังจากที่บอกไป ก็ถูกถามกลับหลายคำถามจนทำให้รู้สึกว่า วันนี้คงยังไม่ใช่วันที่เราจะแทนตัวเองว่า ‘แม่’ ได้ “ตรวจด้วยฉี่แรกหลังตื่นหรือเปล่า?” “แน่ใจแล้วเหรอ?” “ลองตรวจพรุ่งนี้อีกสักครั้งสองครั้งเพื่อดูผลเปรียบเทียบไหม?” เพื่อความแน่ใจเลยตัดสินใจไปตรวจเลือด ซึ่งได้ผล beta [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/">วันที่ไม่ทันได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">วันไหน ที่เราจะได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ชุดตรวจครรภ์ขึ้นขีดที่ 2 จางๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ผลเลือดแสดงค่า beta hCG หลักหมื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่เห็นคลื่นเสียงของหัวใจอีกดวงผ่านจออัลตราซาวนด์ดำๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่แพ้ท้อง อาเจียนจนไม่มีอะไรออก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่อายุครรภ์ครบ 3 เดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่มีเข็มกลัดติดไว้ที่ชุดคลุมท้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่เห็นหน้าลูกวันแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือวันที่เริ่มมีน้ำนม&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากรอบเดือนมาช้ากว่าปกติ ความตื่นเต้นที่จะได้เป็นแม่คนก็เริ่มขึ้น วันรุ่งขึ้นรีบตื่นแต่เช้าเพื่อตรวจว่าท้องหรือเปล่า เพราะช่วงเช้าคือช่วงเวลาที่ปัสสาวะเข้มข้นที่สุด ซึ่งจะทำให้ผลการตั้งครรภ์ออกมาแม่นยำที่สุด และแล้วภาพที่เกิดขึ้นก็เหมือนตัวเองอยู่ในละครเมื่อเห็นขีดที่ 2 ขึ้นจางๆ และค่อยๆ เข้มขึ้น รอยยิ้มเล็กๆ กว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกระซิบบอกตัวเองในใจว่า “เราได้เป็นแม่แล้ว!” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่เราอมยิ้ม สามีก็พลิกกล่องชุดตรวจ อ่านคู่มือซ้ำๆ พร้อมเทียบกับข้อมูลในเว็บไซต์เพื่อยืนยันว่าเราเข้าใจผลตรวจไม่ผิดแน่ๆ แล้วผลัดกันหยิบชุดตรวจหมุนไปหมุนมาเพื่อหามุมถ่ายรูป 2 ขีดนี้เก็บไว้ เป็นภาพที่บันทึกช่วงเวลาที่เราดีใจและมีความสุขแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จากนั้นทยอยบอกข่าวดีนี้ให้คนใกล้ชิดทีละคนให้ดีใจกับเราด้วยว่า “เราได้เป็นแม่คนแล้วนะ” แต่หลังจากที่บอกไป ก็ถูกถามกลับหลายคำถามจนทำให้รู้สึกว่า วันนี้คงยังไม่ใช่วันที่เราจะแทนตัวเองว่า ‘แม่’ ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตรวจด้วยฉี่แรกหลังตื่นหรือเปล่า?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แน่ใจแล้วเหรอ?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ลองตรวจพรุ่งนี้อีกสักครั้งสองครั้งเพื่อดูผลเปรียบเทียบไหม?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อความแน่ใจเลยตัดสินใจไปตรวจเลือด ซึ่งได้ผล beta hCG ในระดับหลักหมื่นที่ประเมินได้ว่า ‘ตั้งครรภ์’ แต่คุณหมอยังไม่สรุป จนอัลตราซาวนด์แล้วพบว่ามีหัวใจอีกดวงเต้นอยู่ประมาณร้อยครั้งต่อนาที คุณหมอนั่งคำนวณสักพักและแจ้งให้ทราบว่าตอนนี้อายุครรภ์ประมาณ 5 สัปดาห์แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความดีใจจากผลที่คุณหมอยืนยัน เลยรีบบอกคนใกล้ชิดอีกครั้งว่า “ท้องแล้วจริงๆ นะ” แต่ครั้งนี้ไม่กล้าแทนตัวเองว่า ‘แม่’ แล้ว และคำถามยังคงมีตามมาตลอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่ถือเคล็ดเหรอ?” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“รอครบ 3 เดือนค่อยบอกดีไหม?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่แค่เริ่มต้นตั้งท้อง เราก็ทำตัวไม่ถูกแล้ว อีกทั้งยังมีอุปสรรคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ ทานไม่ลง แพ้ท้อง เหม็นทุกอย่างแม้กระทั่งน้ำหอม อาเจียน น้ำหนักลด หน้าตาซีดเซียว หมองคล้ำ แถมด้วยอาการปวดท้อง และหนักที่สุดคือมีเลือดออก จนทำให้ความพยายามที่จะถือเคล็ดปิดเป็นความลับต้องสิ้นสุดลง เมื่ออาการต่างๆ กระทบต่อหน้าที่การงาน เลยจำเป็นต้องบอกที่ทำงานเพื่อลางานไปพบคุณหมอ ฉีดยากันแท้งทุกสัปดาห์ประคับประคองอย่างน้อยให้พ้นอายุครรภ์ 2 เดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่เคยได้ยินแต่คำถาม ตอนนี้เริ่มได้ยินแต่ คำสั่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต้องฝืนตัวเองหน่อยนะถึงแม้จะทานไม่ลง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่าถือของหนัก” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พักผ่อนเยอะๆ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สงสารลูกบ้าง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความห่วงใยจากคนอื่นก่อตัวเป็นความกังวลใจและความเครียดว่าเราปฏิบัติตัวได้ไม่ดีเหรอ รอยยิ้มแรกบนหน้าตอนที่เห็น 2 ขีดบนชุดตรวจครรภ์หายไปแล้ว ตอนนี้บนหน้ามีแต่รอยน้ำตาที่เกิดจากการต่อสู้กับสภาพร่างกาย อารมณ์ที่เปลี่ยนไป ความเหนื่อยล้าที่ต้องวิ่งเข้า-ออกห้องน้ำ ประคองตัวเองที่โถส้วม ความอ่อนเพลียจากที่นอนไม่ค่อยหลับ ความกดดันตัวเองที่ต้องทนฝืนทานอาหารทั้งที่ยังไม่ได้ทันเอาเข้าปากก็อยากจะอาเจียนออกแล้ว และความเครียดที่ต้องบังคับตัวเองไม่ให้เครียด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันหนึ่งอยู่ๆ ความทรมานจากอาการแพ้ท้องก็หายไป สิ่งที่มาแทนที่คือข่าวร้ายที่สุดที่เคยรับรู้ เมื่อคุณหมออัลตราซาวนด์พบว่าหัวใจของตัวอ่อนหยุดเต้นแล้ว ทำเอาหัวใจของคนท้อง 9 สัปดาห์ ที่ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ แทบจะหยุดเต้นไปด้วย เสียงความห่วงใยของคนรอบข้าง “&#8230;ฝืนหน่อย / สงสารลูกบ้าง / ฝืนหน่อย / สงสารลูกบ้าง&#8230;” ที่เคยได้ยินกลับมาหลอกหลอนวนเวียนอยู่ในหัว เราได้แต่ร้องไห้และโทษตัวเองซ้ำๆ ว่าแค่ยอมฝืนทานอาหาร พยายามทำตัวเองให้นอนหลับ แค่เลิกดื่มชากาแฟ น้ำอัดลม แล้วดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ และไม่ถือของหนัก แค่ 9 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรายังทำเพื่อลูกไม่ได้ ถึงแม้คุณหมอได้อธิบายเหตุผลของการแท้งว่าเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ (natural selection) เป็นที่ตัวของเด็กเองที่พัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ไม่สามารถเจริญเติบโตต่อและคลอดออกมาเป็นเด็กที่สมบูรณ์ได้ แต่เหตุผลของคุณหมอก็ไม่ได้ทำให้เราทำใจยอมรับการสูญเสียครั้งนี้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตกเลือด คุณหมอกำหนดให้ขูดมดลูกเพื่อยุติการตั้งครรภ์ในวันถัดไป ตลอดทั้งคืนนั้นเราแทบจะไม่ได้นอน ร้องไห้เหมือนคนขาดสติ สะอื้นจนหายใจไม่ทัน ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกอึดอัดออกมาเป็นคำพูดได้ และยิ่งเสียใจมากขึ้นหลังจากขูดมดลูกออกแล้วกลับมีน้ำนมซึมออกมาตอกย้ำความสูญเสียครั้งนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งที่ไม่มีท้องให้อุ้มแล้วก็ยังไม่ยอมพาตัวเองออกจากความเศร้า ไม่ยอมกลับมาเริ่มใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนท้อง คู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับคนท้องที่มีให้เลือกเยอะแยะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอีกต่อไป กลับเป็นคู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับคนแท้งต่างหากที่ต้องการมากที่สุดตอนนี้ แต่ไม่มีให้อ่านเลยสักเล่ม และเรายังปฏิเสธความห่วงใยจากคนรอบข้าง เพราะเชื่อว่าเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของเราจริงๆ หรอก เราตีความหมายของทุกคำปลอบใจที่คนอื่นให้ว่าเป็นแค่เพียงความสมน้ำหน้าที่เคยเตือนแล้วแต่เรากลับไม่สงสารลูกเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อโดนดุว่า “ไม่ต้องโทษตัวเอง ไม่ต้องโทษใครอะไรทั้งนั้น” กลับเป็นประโยคที่ดึงสติเรากลับมาให้คิดได้ว่า ไม่ว่าจะโทษใครก็แก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำคือ ตั้งหน้าตั้งตาทำตัวให้เบิกบานสดใส รีบลุกขึ้นสู้กับความอ่อนแอของร่างกายและสภาพจิตใจตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งกลับมาแข็งแรงได้เร็วเท่าไหร่ วันที่เราจะได้เป็น ‘แม่’ ก็จะมาถึงเร็วขึ้นเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเริ่มเปิดใจรับฟังคนที่เป็นห่วง จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้ว ทุกคนเข้าใจเรา และมีหลายคนที่ผ่านประสบการณ์แท้งลูกเหมือนกัน แต่ทุกคนก็สามารถกลับมาตั้งท้อง มีลูกได้อีก เพราะพวกเขาเข้มแข็ง เรียกคืนกำลังใจกลับมาได้เร็ว อดทนต่อความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งยังมีคุณแม่หลายคนที่ยอมเจ็บตัวหลายต่อหลายครั้งเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้วันนั้นเราไม่ทันได้มีโอกาสเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าวันที่ได้เป็น ‘แม่’ ไม่ได้วัดกันจากวันที่เราเห็น 2 ขีดบนชุดตรวจครรภ์ วันที่เห็นหัวใจอีกดวงเต้นในท้อง วันที่แพ้ท้อง วันที่เห็นหน้าลูก หรือวันที่มีน้ำนมวันแรก แต่เมื่อไหร่ที่เราพร้อมเหนื่อย พร้อมเจ็บ เพราะคิดถึงลูกก่อนความสุขสบายของตัวเอง วันนั้นต่างหากคือวันที่เราพร้อมที่จะเรียกตัวเองว่า ‘แม่’ ได้แล้วจริงๆ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/">วันที่ไม่ทันได้เรียกตัวเองว่า ‘แม่’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/a-day-that-changed-my-life-mom/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันที่ฉันเลิกคิดจะเป็นแอร์ฯ (อีก)</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-27/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-27/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jun 2016 04:01:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[cabin crew]]></category>
		<category><![CDATA[แอร์โฮสเตส]]></category>
		<category><![CDATA[#adaythatchangedmylife]]></category>
		<category><![CDATA[วันเปลี่ยนชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-27/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่เคยรู้มาก่อนว่าใต้เบาะที่นั่งคือแค่เสื้อชูชีพที่ให้ผู้โดยสารใส่เพื่อลอยคอตอนตกน้ำ เพราะเข้าใจมาตลอดว่าเมื่อดึงสลักแล้วมันจะกางออกเป็นร่มชูชีพ ดีดตัวออกจากเครื่องบินและโรยตัวลงมาบนพื้นได้เลย ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ารถเข็นเสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟอาหาร ที่เรียกกันว่า &#8216;cart&#8217; จะมีน้ำหนักมากถึง 60 กิโลกรัม จนทำให้แอร์ฯ รุ่นพี่หลายๆ คนปวดหลัง เพราะคิดมาตลอดว่าคงไม่ได้เข็นยากเข็นเย็นอะไร ก็แค่เข็นๆ ลากๆ เหมือนรถเข็นตามซูเปอร์มาร์เก็ต ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าแอร์ฯ ต้องรายงานตัวก่อนเวลาเครื่องบินจะออกตั้ง 3 ชั่วโมง เพราะเห็นมาตลอดว่ามีช่องพิเศษตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองและไม่ต้องต่อแถวรอตรวจสอบความปลอดภัย และบางครั้งก็เห็นเดินขึ้นเครื่องก่อนเราเพียงแป๊บเดียว ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าแอร์ฯ ต้องเป็นทั้งคนครัว พนักงานทำความสะอาด นางพยาบาล หรือแม้แต่นักผจญเพลิง เพราะเท่าที่เคยเห็นมาก็เห็นแค่แอร์ฯ เสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟข้าว คอยถามว่า &#8220;Coffee or tea?&#8221; &#8220;Fish or chicken?&#8221; แต่แล้ว&#8230;ก็มาถึงจุดที่ฉันได้รู้ว่าการเป็นแอร์ฯ เป็นยังไง ตลอด 9 ปีที่ทำงานบนออฟฟิศที่อยู่สูงกว่า 37,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ได้สัมผัสหลายๆ ความรู้สึก ไม่ใช่แค่ความกดอากาศที่ทำให้หูอื้อตอนเครื่องขึ้นและลง แต่เป็นช่วงเวลาที่ได้รู้สึกถึงความเหงา เมื่อหันไปทางไหนก็ไม่มีใครที่พูดภาษาไทยกับเรา เป็นช่วงเวลาที่สัมผัสถึงความง่วงถึงขีดสุดเมื่อต้องบินไปอีกซีกโลก และเวลานอนของเราคือเวลาที่ต้องตื่นไปบิน แต่อีกหลายช่วงเวลาก็เป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขกับการเดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ ชิมอาหารรสชาติแปลกๆ ทำความรู้จักกับเพื่อนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม ถึงแม้ได้กลับมานั่งทำงานในออฟฟิศ ได้นอน-ตื่นเป็นเวลา ก็ยังคิดถึงช่วงเวลาที่เป็นแอร์ฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-27/">วันที่ฉันเลิกคิดจะเป็นแอร์ฯ (อีก)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่เคยรู้มาก่อนว่าใต้เบาะที่นั่งคือแค่เสื้อชูชีพที่ให้ผู้โดยสารใส่เพื่อลอยคอตอนตกน้ำ</p>
<p>เพราะเข้าใจมาตลอดว่าเมื่อดึงสลักแล้วมันจะกางออกเป็นร่มชูชีพ ดีดตัวออกจากเครื่องบินและโรยตัวลงมาบนพื้นได้เลย</p>
<p>ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ารถเข็นเสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟอาหาร ที่เรียกกันว่า &#8216;cart&#8217; จะมีน้ำหนักมากถึง 60 กิโลกรัม จนทำให้แอร์ฯ รุ่นพี่หลายๆ คนปวดหลัง เพราะคิดมาตลอดว่าคงไม่ได้เข็นยากเข็นเย็นอะไร ก็แค่เข็นๆ ลากๆ เหมือนรถเข็นตามซูเปอร์มาร์เก็ต</p>
<p>ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าแอร์ฯ ต้องรายงานตัวก่อนเวลาเครื่องบินจะออกตั้ง 3 ชั่วโมง เพราะเห็นมาตลอดว่ามีช่องพิเศษตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองและไม่ต้องต่อแถวรอตรวจสอบความปลอดภัย และบางครั้งก็เห็นเดินขึ้นเครื่องก่อนเราเพียงแป๊บเดียว</p>
<p>ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าแอร์ฯ ต้องเป็นทั้งคนครัว พนักงานทำความสะอาด นางพยาบาล หรือแม้แต่นักผจญเพลิง เพราะเท่าที่เคยเห็นมาก็เห็นแค่แอร์ฯ เสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟข้าว คอยถามว่า &#8220;Coffee or tea?&#8221; &#8220;Fish or chicken?&#8221;</p>
<p>แต่แล้ว&#8230;ก็มาถึงจุดที่ฉันได้รู้ว่าการเป็นแอร์ฯ เป็นยังไง ตลอด 9 ปีที่ทำงานบนออฟฟิศที่อยู่สูงกว่า 37,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ได้สัมผัสหลายๆ ความรู้สึก ไม่ใช่แค่ความกดอากาศที่ทำให้หูอื้อตอนเครื่องขึ้นและลง แต่เป็นช่วงเวลาที่ได้รู้สึกถึงความเหงา เมื่อหันไปทางไหนก็ไม่มีใครที่พูดภาษาไทยกับเรา เป็นช่วงเวลาที่สัมผัสถึงความง่วงถึงขีดสุดเมื่อต้องบินไปอีกซีกโลก และเวลานอนของเราคือเวลาที่ต้องตื่นไปบิน</p>
<p>แต่อีกหลายช่วงเวลาก็เป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขกับการเดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ ชิมอาหารรสชาติแปลกๆ ทำความรู้จักกับเพื่อนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม</p>
<p>ถึงแม้ได้กลับมานั่งทำงานในออฟฟิศ ได้นอน-ตื่นเป็นเวลา ก็ยังคิดถึงช่วงเวลาที่เป็นแอร์ฯ ทุกครั้ง ไม่แปลกใจ ที่ตัวเองบินๆ เดินๆ กลับไปกลับมาระหว่างเครื่องบิน-ออฟฟิศ เครื่องบิน-ออฟฟิศ เครื่องบิน-ออฟฟิศถึง 3 ครั้ง เพราะยังตัดใจจากการการเป็นแอร์ฯ ไม่ได้</p>
<p>วันนี้หลังเลิกงาน ฉันนั่งอ่านเฟซบุ๊ก เห็นการประกาศรับสมัครแอร์ฯ หลายสายการบิน มีทั้งคุณสมบัติผ่านและไม่ผ่าน แต่ฉันไม่แคร์เพราะอยู่ๆ ใจก็ล่องลอยไปอยู่บนเครื่องบินซะแล้ว</p>
<p>&#8220;สายการบินนี้เพิ่งเปิดใหม่ ให้บริการเต็มรูปแบบ ได้บินไปต่างประเทศ เครื่องลำใหญ่และใหม่ด้วย แถมรับไม่จำกัดอายุ&#8221;</p>
<p>&#8220;สายนี้รับ ex-crew รับแต่แอร์ฯ ที่มีประสบการณ์ อายุฉันเกินจากเกณฑ์ไม่มาก น่าลองไปดู&#8221;</p>
<p>&#8220;สายการบินนี้เป็นสายการบินโลว์คอสต์ บินสั้นๆ ได้กลับมานอนที่บ้านทุกวัน น่าสนใจมาก แต่ส่วนสูงน้อยกว่าเกณฑ์ที่รับสมัคร&#8221;</p>
<p>พูดเองเออเองคนเดียวสักพัก&#8230;</p>
<p>&#8220;ต้องกลับมาทำงานที่ไม่เป็นเวลา ไม่รู้ว่ามีวันหยุดเมื่อไร และจะมีเวลาไหนที่ว่างตรงกันเหรอ&#8221; สามีพูดแทรกขึ้นมา เป็นคำถามที่ไม่ต่างจากที่พ่อแม่ของฉันเคยถามแกมตัดพ้อเมื่อตอนตัดสินใจกลับไปบินครั้งสุดท้ายที่ต้องไปประจำการไกลถึงตะวันออกกลาง คำถามนี้ทำให้สติของฉันที่หลุดลอยไปอยู่กับภาพตัวเองที่กำลังเดินโปรยรอยยิ้ม ลากกระเป๋าผ่านผู้โดยสารหลายร้อยคนที่นั่งรอที่เกตเตรียมขึ้นเครื่อง โดนเรียกให้กลับมาอยู่ที่กับความเป็นจริงอีกครั้ง</p>
<p>ถึงแม้ฉันจะหาคำตอบได้ คำตอบนั้นก็ไม่ได้ทำให้ภาพฝันของฉันที่จะได้ลากกระเป๋าไปบินมีสีสันเหมือนเดิม กลับกัน มันทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ฉันมัวคิดถึงแต่ภาพความสุขของตัวเองที่จะได้กลับไปสนุกกับการเดินทางและมองข้ามภาพความสุขของคนรอบๆ ข้างฉันไปหรือไม่ ฉันมัวแต่ไปให้บริการผู้โดยสารจนลืมดูแลผู้ให้กำเนิดและคู่ชีวิตไปหรือเปล่า</p>
<p>ทำให้วันนี้เป็นวันที่ฉันรู้ว่า จริงๆ แล้ว ความสุขที่แท้จริงของฉันกับครอบครัวคือการแค่ได้ตื่น เข้านอน และใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันกับคนที่เรารัก ถึงแม้ทำงานออฟฟิศที่เข้างานเป็นเวลาแต่เลิกไม่เป็นเวลาบ้างก็ไม่ได้ให้ความสุขของเราลดน้อยลง และการที่ฉันสนุกกับการเดินทางท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ คนเดียวเป็นเพียงความสุขชั่วครั้งชั่วคราว</p>
<p>ตลอดเวลา 9 ปีที่ไปบิน ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่า ไม่ใช่แค่เราที่เหงาตอนไปบินและไม่ได้มีแต่เราที่ง่วงเพราะนอนผิดเวลา แต่มีอีกคนที่เหงาถึงแม้จะอยู่บ้านมีคนพูดภาษาไทยด้วย และมีคนที่คอยตื่นรอเวลาให้เราติดต่อกลับมาว่าเราถึงที่หมายแล้วโดยสวัสดิภาพไม่ว่าจะดึกแค่ไหน</p>
<p>วันนี้ฉันเลยเลิกคิดจะกลับไปเป็นแอร์ฯ ที่ต้องบินห่างบ้านอีก เพราะรู้แล้วว่าฉันน่าจะใช้เวลาที่มีเพียง 24 ชั่วโมงในแต่ละวันกับครอบครัวให้มากและนานที่สุด เพราะแค่ได้ใช้เวลาร่วมกันก็เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ของทั้งฉันและครอบครัว&#8230;ที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-27/">วันที่ฉันเลิกคิดจะเป็นแอร์ฯ (อีก)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-27/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tree of Life : ต้นไม้เดียวดายกลางทะเลทรายในบาห์เรน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-18/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-18/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมลดา ศรีวิภาพัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 May 2016 05:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นไม้]]></category>
		<category><![CDATA[tree of life]]></category>
		<category><![CDATA[บาห์เรน]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเลทราย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-18/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“&#8230; ไปแล้ว จะได้กลับมาที่นี่อีก” ประโยคคุ้นหูที่ได้ยินเกือบทุกที่ที่ได้เดินทางไป เพื่อนชาวบาห์เรน (บาห์เรนนี่ / Bahraini) แต่ละคนล้วนมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ Tree of Life شجرةالحياة (Shajarat-al-Hayat) หรือ ‘ต้นไม้ต้นเดียวกลางทะเลทราย’ ต้นนี้ ต่างกันอย่างละนิดอย่างละหน่อย บางคนเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ บางคนเชื่อว่ามีอาถรรพ์คอยหลอกหลอน ทั้งหมดเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า Tree of Life เป็นต้นไม้ในสวนอีเดน (Garden of Eden) เพราะด้วยความมหัศจรรย์ที่ต้นไม้ต้นนี้เติบโตโดดเด่นอยู่กลางทะเลทรายเพียงต้นเดียวได้ยาวนานเกินกว่า 400 ปี (ปลูกในปี 1583) โดยไม่มีแหล่งน้ำจืด ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องตำนาน หรือความเชื่อว่าถ้าไปแล้วจะได้กลับมาบาห์เรนอีก&#8230;เราก็จะไป Tree of Life เป็นต้นไม้ตระกูลกระถิน (Prosopis Cineraria) ในเชิงวิทยาศาสตร์ Tree of Life ไม่ได้น่าอัศจรรย์อะไร ด้วยคำอธิบายว่า ไม้ตระกูลกระถิน เป็นพันธุ์ไม้ที่ทนสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดีอยู่แล้ว และด้วยลำต้นที่สูงใหญ่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า รากของ Tree of Life [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-18/">Tree of Life : ต้นไม้เดียวดายกลางทะเลทรายในบาห์เรน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“&#8230; ไปแล้ว จะได้กลับมาที่นี่อีก” ประโยคคุ้นหูที่ได้ยินเกือบทุกที่ที่ได้เดินทางไป</p>
<p>เพื่อนชาวบาห์เรน (บาห์เรนนี่ / Bahraini) แต่ละคนล้วนมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ<br />
Tree of Life  شجرةالحياة (<em>Shajarat-al-Hayat)</em>  หรือ ‘ต้นไม้ต้นเดียวกลางทะเลทราย’ ต้นนี้ ต่างกันอย่างละนิดอย่างละหน่อย<br />
บางคนเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ บางคนเชื่อว่ามีอาถรรพ์คอยหลอกหลอน<br />
ทั้งหมดเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า Tree of Life เป็นต้นไม้ในสวนอีเดน<br />
(Garden of Eden) เพราะด้วยความมหัศจรรย์ที่ต้นไม้ต้นนี้เติบโตโดดเด่นอยู่กลางทะเลทรายเพียงต้นเดียวได้ยาวนานเกินกว่า<br />
400 ปี (ปลูกในปี 1583) โดยไม่มีแหล่งน้ำจืด</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องตำนาน หรือความเชื่อว่าถ้าไปแล้วจะได้กลับมาบาห์เรนอีก&#8230;เราก็จะไป</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/13198992_10154132408804188_1896675278_o.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/13148219_10154132407649188_2016163594_o.jpg"></p>
<p>Tree of Life เป็นต้นไม้ตระกูลกระถิน (Prosopis<br />
Cineraria) ในเชิงวิทยาศาสตร์ Tree of Life ไม่ได้น่าอัศจรรย์อะไร<br />
ด้วยคำอธิบายว่า ไม้ตระกูลกระถิน<br />
เป็นพันธุ์ไม้ที่ทนสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดีอยู่แล้ว และด้วยลำต้นที่สูงใหญ่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า<br />
รากของ Tree of Life ชอนไชได้ลึกถึง 50<br />
เมตร เข้าถึงแหล่งน้ำใต้ดินที่อยู่ห่างไกลออกไปได้<br />
แม้ว่าพื้นที่นี้จะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 10 เมตร และได้รับปริมาณน้ำฝนเพียงน้อยนิด ที่บาห์เรนฝนตกเพียง 2 &#8211; 3 ครั้งต่อปีเท่านั้น ในช่วงที่เปลี่ยนฤดูก็ตาม</p>
<p>Tree of Life เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของบาห์เรนที่นักเดินทางต้องไม่พลาด<br />
สำหรับคนบาห์เรน Tree of Life ก็มีความสำคัญไม่น้อย<br />
บาห์เรนนี่ใช้ Tree of Life เป็นเครื่องเตือนใจลูกหลานว่า<br />
ครั้งหนึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วยแหล่งน้ำ และเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะกับการทำเกษตรกรรม<br />
ในช่วง 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ที่พื้นที่ของประเทศบาห์เรน<br />
(ราชอาณาจักรบาห์เรน / Kingdom of Bahrain) ยังเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักร<br />
Dilmun ที่ย้อนไปตั้งแต่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นเกาะ<br />
บวกกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แหล่งน้ำจืดค่อยๆ หมดไป<br />
เกษตรกรรมโดนแทนที่ด้วยโลกใหม่ที่เป็นโลกของเครื่องจักร ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมดแปรสภาพเป็นทะเลทรายแห้งแล้งทิ้งไว้เพียงต้นไม้ต้นเดียวต้นนี้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/13170054_10154132404669188_2070678072_o_edit.jpg"></p>
<p>คนบาห์เรนจะแวะมาเที่ยวที่นี่ทุกปีเช่นกัน เพื่อมาตั้งแคมป์กลางทะเลทราย<br />
ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นิยมทำกันทุกฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคม &#8211; มีนาคม ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เป็นที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องบอกว่า คงไม่มีใครไปตั้งแคมป์กันในฤดูร้อน<br />
ที่อาจจะร้อนถึง 48 องศาเซลเซียส คนบาห์เรนจะมาตั้งแคมป์กันตั้งแต่ตอนเย็นๆ<br />
มีกิจกรรมรอบกองไฟและค้างคืนที่นี่  พอรุ่งเช้าต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน<br />
อาบน้ำอาบท่า ทำกิจวัตรประจำวันส่วนตัวของแต่ละคน และพอตกเย็นก็จะรวมตัวมาตั้งแคมป์กันใหม่<br />
&#8230; น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้มาลองแคมปิ้งกับเขาบ้าง</p>
<p>แต่สิ่งที่ดึงดูดเราให้มา Tree of Life กลับไม่ใช่เพราะอยากจะได้กลับมาบาห์เรนอีก<br />
หรือเพราะอยากมาสัมผัสความพิศวงความอัศจรรย์ของต้นไม้ต้นเดียวกลางทะเลทรายต้นนี้<br />
แต่ตั้งใจมาเพราะ Inspiration Tree of Life เป็นทั้งแรงบันดาลใจและกำลังใจในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ<br />
เราต้องยืนหยัดฟันฝ่า และเรียนรู้ที่จะต่อสู้ แม้ในเวลาที่รู้สึกว่าเราต้องสู้ตามลำพัง<br />
เหมือน Tree of Life ต้นไม้ต้นนี้ที่คงความเขียวโดดเด่นกลางทะเลทรายเพียง&#8230;ต้นเดียว&#8230;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/13148022_10154132408494188_795328230_o2.jpg"></p>
<h2>Tree of Life</h2>
<p><strong>Address:</strong> กลางทะเลทราย  49 กิโลเมตรจากสนามบิน Manama<br />
International Airport<strong><br />Hours: </strong>ทุกวัน<strong><br />How to get there:</strong>  45 &#8211; 60 นาที จากสนามบิน Manama International Airport<br />
โดยรถยนต์เช่า</p>
<p><strong>Map</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-18/">Tree of Life : ต้นไม้เดียวดายกลางทะเลทรายในบาห์เรน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-18/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
