ชื่อของกชกรวรอาคมถูกพูดถึงในสื่อต่างๆทันทีที่เธอคือคนไทย 1 ใน 3 ที่ติดอยู่ในลิสต์ ‘TIME 100 Next 2019’ หรือบุคคลที่น่าจับตามองซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสาร TIME ในสาขา Innovators ยังไม่นับเมื่อเดือนกันยายนที่นิตยสารหัวเดียวกันยกให้เธอเป็น 1 ใน 15 Women Leading the Fight with Climate Change ท่ามกลางผู้หญิงจากประเทศต่างๆทั่วโลก

และเมื่อเดือนมิถุนายนกชกรยังเป็นสปีกเกอร์คนไทยหนึ่งเดียวบนเวที Movin’On Summit 2019 เวทีพูดคุยเรื่องการสัญจรอย่างยั่งยืนในอนาคตที่เมืองมอนทรีออลประเทศแคนาดา
ไม่บ่อยที่คนไทยจะมีชื่อในอันดับโลกให้เราภูมิใจและน้อยไปกว่านั้นคือการที่ประเทศไทยจะถูกสนใจจากทั่วโลกในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ที่จริง ผลงานการออกแบบพื้นที่สาธารณะของเธอในฐานะหัวเรือใหญ่ของบริษัท Landprocess เป็นที่รู้จักและถูกใช้งานมาหลายปีแล้วตัวอย่างที่โด่งดังและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากสื่อต่างๆคือ ‘อุทยาน 100 ปีจุฬาฯ’ สวนใจกลางกรุงเทพฯที่แอบซ่อนนวัตกรรมกักเก็บน้ำในเมืองไว้อย่างชาญฉลาดและที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ ‘อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี’ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตในฐานะสวนผักบนหลังคาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (The Biggest Urban Farming Green Roof in Asia)

บนเวที TEDWomen 2018 กชกรนำคำว่า ‘ตั้งใจ’ ไปบอกคนทั่วโลกฟังว่าเธอยึดมั่นคำนี้ในการทำงานแค่ไหนและการสร้างพื้นที่สาธารณะใหม่ๆที่ตอบเทรนด์เรื่องสิ่งแวดล้อมของโลกคือเป้าหมายที่เธอและทีมงานตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ต่อคนเมืองและโลกเราไม่ใช่เพื่อการได้รับการจัดอันดับโดยสื่อเจ้าไหนเลย
บทสนทนาในเช้าวันที่อากาศเย็นใกล้บอกลากรุงเทพฯและสภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวเราขึ้นทุกวันเราชวนกชกรย้อนมองปีนี้ ปีที่เธอสรุปกับเราว่าเป็นเหมือนจุดพักรับกำลังใจก้อนใหญ่ก่อนที่เธอจะทำงานตามเป้าหมายต่อไปอย่างเดิม

ปีนี้ถือเป็นปีที่ผลงานของคุณถูกพูดถึงอย่างมากในระดับโลกทั้งอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีหรืออุทยาน 100 ปีจุฬาฯทำไมมันถึงได้รับความสนใจในแง่สิ่งแวดล้อมพอๆกับแง่การออกแบบ
จริงๆแล้วทั้งสองโปรเจกต์นี้ทำควบคู่กันมานานแล้ว อุทยาน 100 ปีจุฬาฯนี่น่าจะประมาณ 7 ปีแล้วแต่เพิ่งรู้สึกว่ามันงอกเงยและเริ่มงอกงามปีที่ผ่านมามันใช้เวลาประมาณหนึ่ง เราเป็นสถาปนิกทำงานด้านพื้นที่สาธารณะก็ลุ้นว่าที่เรากำลังทำให้มันเกิด ถ้ามันเกิดขึ้นจริงแล้วจะเวิร์กไหมและพอไปถึงสเกลระดับนานาชาติแล้วเขาจะมองเรายังไงมองย้อนกลับไปเราพบว่ามันเป็นการเดินทางที่สนุกตลอดแต่มันก็ไม่ได้ง่ายและไม่รู้ว่าจุดไหนจะเป็นจุดที่สำเร็จ
ปีที่ผ่านมาพองานเริ่มได้ฟีดแบ็กจากคนอื่นเราเริ่มเข้าใจแล้วว่ามันทำให้เรามีความสุขเรื่องรางวัลอะไรก็ดีใจนะแต่เรามีความสุขว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันถูกนะอย่างน้อยมันก็ได้ฟีดแบ็กที่ดีและมีคนเข้าใจว่าเราพยายามทำอะไรทำให้เรารู้สึกว่างานงานหนึ่งมันมีความสำเร็จหลายจุดปีที่ผ่านมาทำให้เราเห็นจุดที่ไม่ใช่แค่ลูกค้าพอใจแต่คนในเมืองไทยก็พูดถึงบ้างและมันไปในสเกลที่ไอเดียได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติก็เป็นจุดที่บอกเราว่าเรามาถูกทางแล้ว

ในหลายๆโอกาสคุณพยายามพูดถึงอุทยาน 100 ปีจุฬาฯในแง่ของการแก้ปัญหา climate change ทำไมถึงต้องเอาไอเดียเรื่องนี้ไปพูดกับคนภายนอก
งานเราไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆแล้วคนจะรู้จักเราเองก็ไม่ใช่คนที่มีคนรู้จักมันก็ทำให้เห็นว่าบทบาทของภูมิสถาปนิกคือถ้าเรามีไอเดีย พอไอเดียเราเสร็จแล้วเราจะพูดไอเดียนี้กับคนทั่วไปยังไงด้วย
มันไม่ใช่อยู่ดีๆก็ไปขึ้นเวที TED ได้นะก็ใช้เวลาอยู่หลายปีเหมือนกันคือเราก็มั่นใจว่าไอเดียมันดีเพราะมันผ่านกระบวนการกับทีมอาจารย์ที่จุฬาฯมาเราสมัคร TED Fellows ซึ่งมันยากมาก แต่เราแค่เสียดายถ้าจะไม่พูดถึงสวนของเราในมุมมองที่เราคิดและตั้งใจมากกว่าการเฉลิมฉลอง 100 ปีแล้วจบไปเราอยากให้มหาวิทยาลัยของเรามีบทบาทพูดเรื่อง climate change ในระดับโลกด้วยคนทั่วโลกก็กำลังหาโซลูชั่นเรื่องนี้กันงั้นเราก็แชร์สิไม่ได้ตั้งใจว่าสวนนี้จะต้องดังอะไรแต่ความตั้งใจคือเรามีไอเดียเราต้องแบ่งปันถ้าไม่เวิร์กหรือไม่ได้ฟีดแบ็กกลับมาก็ต้องเรียนรู้เป็นมหาวิทยาลัยต้องสร้างสิ่งที่จะส่งต่อความคิดไปยังคนรุ่นใหม่ได้
ฟีดแบ็กที่ดีและรางวัลต่างๆในระดับโลกส่งผลต่องานออกแบบอื่นๆของคุณยังไงบ้าง
มันทำให้เราตั้งใจขึ้นและทำให้เราอยากทำอีกอยากจะทำให้ดีขึ้นอีกเรื่อยๆและจะเขินนิดหนึ่งถ้าจะทำอะไรซ้ำๆซึ่งก็จะไม่ทำอยู่แล้วนะเราอยากมีไอเดียที่ inspire ไปเรื่อยๆแล้วพอเป็นไอเดียจากประเทศไทยคนก็ยิ่งสนใจว่าประเทศไทยลุกขึ้นมาทำเรื่อง climate change แบบที่ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในกระดาษ แต่เป็นการปฏิบัติจริงก็เป็นเสียงเล็กๆที่อยากให้รัฐบาลหรือผู้ใหญ่เห็น
พูดจริงๆว่าถ้าเราไม่ให้คนข้างนอกมาพูดถึงเราเราไปพูดกับเขาเขาคงจะไม่เข้าใจคงรู้สึกว่าเด็กคนนี้ใคร (หัวเราะ) มันน่าเสียดายที่อาจมีคนที่มีไอเดียดีๆอีกเยอะเหมือนกันในสังคมไทยแต่ขาดการสนับสนุนเราเลยต้องหาทางไปให้คนข้างนอกมาพูดเพื่อให้คนของเราได้ยิน ซึ่งมันอาจจะอิมแพกต์กว่าไหม

มีฟีดแบ็กที่ไม่เข้าใจไอเดียของเราไหมหรือยังไม่เห็นว่างานของเราจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า
เราเข้าใจเลยคนจะคิดว่าอะไรเนี่ยทำแค่นี้ไประดับโลกแต่เราว่ามันมีหลายประเด็นประกอบกันไม่ใช่แค่ตัวสวนอย่างเดียวแต่มันเป็นเทรนด์ของโลกในตอนนี้ด้วยและไอเดียนี้ไม่ได้หมายความว่ามีอุทยาน 100 ปีจุฬาที่เดียวแล้วน้ำจะไม่ท่วมกรุงเทพฯนะเพราะปริมาณน้ำเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันมหาศาลแต่คล้ายๆว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของการแก้ปัญหา ถ้าเมืองคิดเรื่องการรับน้ำฝนในพื้นที่ตัวเองให้เยอะที่สุดหรือตึกทุกตึกโครงสร้างมีอยู่แล้วก็ใส่ถังเก็บน้ำไว้ใช้ในตึกหรือใช้ธรรมชาติมาช่วยบำบัดน้ำมีหลายไอเดียในสวนที่เรานำไปใช้ต่อได้
เราว่าเราเคลียร์เรื่องนี้ในทุกคอนเทนต์ที่เราพูดแต่บางทีจั่วหัวข่าวแล้วคนอาจรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา (หัวเราะ) แต่เรามองเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้อธิบายและทำให้เราชัดกับตัวเองมากขึ้นด้วยที่เขาตั้งคำถามแบบนี้ต้องขอบคุณเขานะถ้าคุณเจอโจทย์ไม่ยากคุณก็ไม่เก่งนี่เป็นคำถามที่ยากก็เป็นโอกาสให้เราตอบเพราะมันเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อคนที่หลากหลายและคนทุกชนชั้นไม่ได้เลือกกลุ่มคนที่จะมาใช้มันจะไม่มีคำถามได้ยังไง
ปีที่ผ่านมาคุณมองความตื่นตัวเรื่องพื้นที่สาธารณะของคนไทยยังไงบ้าง
ประเด็นหนึ่งที่เราชอบในปีที่ผ่านมาคือสื่อที่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ใช่แค่สื่อดีไซน์อย่างเดียวแล้วแต่เป็นสำนักข่าวใหญ่ๆอย่าง CNN, NHK World, TIME หรือ The Guardian คือไม่ใช่สื่อแบบเราคุยกันเองน่ะเรารู้สึกว่าคนไทยจะพูดเรื่องนี้กันในวงเดิมๆวงคนที่อ่าน a day, The Cloud, The MATTER แต่เราต้องไปคุยกับคนอื่นเพื่อให้เขาเข้าใจปัญหานี้มากขึ้นบางคนอาจมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ฉันเดี๋ยวให้ Policy Maker ทำหรือบางคนก็ยังห่วงเรื่องปากท้องตัวเองอยู่ไม่ได้มีเวลามาสนใจเรื่องพื้นที่สาธารณะ
คือคนไทยไม่ได้โตมากับพื้นที่สาธารณะที่ดีแต่เรามีบุญเก่าเยอะเรามีทรัพยากรเยอะแต่มันไม่จริงอีกต่อไปแล้วนะทรัพยากรเราไม่ได้เหลือเยอะเหมือนตอนเราเด็กๆหรือรุ่นพ่อแม่ที่เราจะสามารถใช้เท่าไหนก็ไม่หมดเราไม่ได้โตมากับข้อจำกัดในปัจจุบันและหลายคนคิดว่าเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัว เราเลยควรต้องออกไปคุยกับคนเหล่านี้มากกว่าที่จะคุยกันเองหรือมัวแต่ชื่นชมกันเอง

แล้วควรทำยังไงให้คนตื่นตัวเรื่องพื้นที่สาธารณะมากขึ้นมันจำเป็นต่อเรายังไง
จำเป็นสิไม่จำเป็นเหรอ เราไม่ต้องใช้ทางเท้าเหรอไม่ต้องหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เหรอไม่ต้องออกกำลังกายเหรอหรือไม่อยากคลายเครียดหลังเลิกงานเหรอแต่เราประนีประนอมกับชีวิตเราและคนที่เรารักทุกวันเราอ้างแค่มีสามมื้อก็พอแล้วแต่มันไม่พอ มันได้อีกฝุ่นอย่างนี้โอเคกันเหรอเราไม่โอเคนะเราต้องอยู่กับอากาศที่ไม่อันตรายธรรมชาติที่ดีเราต้องมีต้นไม้มาช่วยเราต้องการพื้นที่สาธารณะที่เราเดินได้โดยไม่ต้องขับรถตลอดเวลาเราต้องมีขนส่งสาธารณะที่ดีเราต้องการพื้นที่ที่ไม่ให้คนเป็นโรคซึมเศร้าน่ะเราต้องการพื้นที่ที่คนมาเจอกันได้
งานของ Landprocess ในตอนนี้โฟกัสไปที่การสร้างพื้นที่สาธารณะอย่างเดียวเลยหรือเปล่า
ภูมิสถาปนิกมันทำได้หลายอย่างหลายประเภทแต่ในทุกประเภทที่เราทำเราจะใส่คำตอบเรื่องนี้คงไม่ใช่ว่าถ้าไม่ได้สวนใหญ่ๆเราไม่ทำ (หัวเราะ) คงไม่ต้องมีบริษัทพอดีอย่างโรงพยาบาลคุณหมอที่รักสิ่งแวดล้อมเขาต้องการสเปซยังไงก็ถือเป็นพื้นที่สาธารณะเหมือนกันสยามสแควร์วันมี Siam Green Sky ที่เป็น urban farming เราก็ไม่ได้คิดว่าแลนด์สเคปต้องเป็นพื้นที่สาธารณะเท่านั้นแต่เราเอาประเด็นนี้ไปตอบโจทย์ให้ลูกค้าและเปลี่ยนมุมมองให้เขามองเห็นตรงนี้ยังไงหรือแม้แต่ทำงานให้ชุมชนแออัดก็ไม่จำเป็นว่างานราคาน้อยจะสร้างนวัตกรรมให้โลกดีขึ้นไม่ได้มันทำให้ดีได้เหมือนกัน

คุณมีโอกาสทำงานกับ UddC (ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง) ขับเคลื่อนพื้นที่สาธารณะต่อกรุงเทพมหานครเหมือนกันได้เรียนรู้อะไรจากงานเหล่านั้นบ้าง
ก็ได้เรียนรู้ว่าจริงๆคนฝั่งรัฐบาลเขาก็อยากทำอะไรดีๆแต่อาจยังไม่รู้ว่ามันมีวิธีอะไรบ้างเขาต้องการคนไปบอกเขาว่าในเงินเท่ากันการออกแบบสามารถตอบโจทย์ที่มากกว่ามันทำอะไรได้อีกบ้างเราก็ต้องแทรกซึมตัวเองเข้าไปกับหน่วยงานเหล่านี้เพื่อเปลี่ยนการตัดสินใจเหล่านั้นให้ดีขึ้น
ต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของคนต่างกันเราก็ต้องเข้าไปไม่เหมือนกันได้เรียนรู้จากทีมว่าเราต้องมี positive thinking กับเขานะพอเข้าไปทำงานกับ กทม.ก็เข้าใจเขามากขึ้นเป็นโอกาสที่ดีมากเลยนะที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เราจะช่วยอะไรเขาได้ชวนให้เขามาเป็นพวกเดียวกันเพื่อทำให้เมืองดีขึ้นเพราะมันต้องช่วยกันทุกภาคส่วนแล้วตอนนี้ทุกคนต้องร่วมมือกัน
มีโควตของนักปรัชญาชาวคิวบาเขาบอกว่า “ในช่วงเวลาวิกฤตเวลานี้เท่านั้นที่ประชากรโลกต้องเร่งรีบเพื่อจะรู้จักกัน”* ตอนแรกอ่านแล้วก็งงแต่จริงๆแล้วถ้าจะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาใหม่ต้องรับฟังเห็นอกเห็นใจกันอ่านแล้วชอบมากเลยไม่ต่างจากที่เราพยายามให้คนรู้จักปัญหาประเทศเรารู้จักประเทศไทยว่าเราแก้ปัญหาเรื่องนี้ยังไงประเทศนั้นแก้ยังไงแล้วมาคุยกันไม่ใช่การตัดสินใจโดยลอกเลียนใครที่ไม่ได้อยู่ในปัญหา
บนเวที TEDWomen คุณพูดถึงคำว่า ‘ตั้งใจ’ กับการทำงานคำนี้มีอิทธิพลกับคุณมากแค่ไหน
เราชอบภาษาไทยคำนี้มันไม่มีในเมืองนอกเนอะเอาใจมาตั้งไว้เวลาเราเจออุปสรรคมันไม่ได้หมายความว่าเราใช้กายเข้าไปสู้มันใช้ใจน่ะในหลายๆอุปสรรคเราต้องใช้ใจไปมั่นเอาไว้ก่อนรู้สึกว่าเป็นคำไทยที่ตรงกับความรู้สึกเวลาที่เราทำงาน
ถ้าเราตั้งใจทำงานอะไรหนึ่งถ้าตรรกะเราไม่ผิดเพี้ยนเราต้องมั่นใจก่อนว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดีนะและสองเรารักในสิ่งที่เราชอบและเราก็ตั้งใจอยากทำให้เกิดประโยชน์กับคนอื่น ให้คนอื่นได้มาใช้ให้คนอื่นได้มาเอนจอยชีวิตในอีกมุมหนึ่งถ้าเราล้มเลิกไปมันไม่ใช่แค่ตัวเราแต่คนอื่นก็จะไม่ได้ประโยชน์ตรงนี้เวลาคุณตั้งใจในรูปแบบที่ผลกระทบมันไปกว้างกว่าตัวเอง ไปไกลกว่าใจตัวเอง แต่มีคุณค่าของสิ่งที่คุณทำในนั้นด้วยเราจะมีพลังแล้วมันจะทำให้คุณไม่ล้มเลิกง่ายๆ

แสดงว่าภูมิสถาปนิกคืองานที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ตัวเองอย่างเดียว
ใช่แต่บางครั้งในการ discuss ดูเหมือนว่าเราพยายามตอบโจทย์ตัวเองเยอะนะ แต่มันต้องเกิดจากการรับฟังและเข้าใจไม่ใช่เราในฐานะดีไซเนอร์จะเอาอย่างนี้อย่างเดียวบางทีก็ถูกดุว่าทำไมอาจารย์ดื้อจังแต่เรารู้สึกว่าไม่ได้ดื้อเราแค่อยากสื่อสารมุมมองแบบภูมิสถาปนิกที่คน และสถาปนิกเองมองข้ามถ้าสุดท้ายมันไม่ได้เราก็ต้องปรับหาทางอื่นไม่ได้มองว่าไอเดียเราต้องชนะแต่มองว่าถ้าสิ่งนี้จะถูกสร้างเราจะทำยังไงให้ประโยชน์ของงานนี้เกิดขึ้นมาสามารถนำไปสอนคนรุ่นต่อไปเราจะเลิกล้มมันง่ายๆ ไม่ได้แม้มีคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ไม่ต้องทำแล้วแต่เราต้องทำสิทำเพื่อมหาวิทยาลัย
ทำไมเราจะไม่ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้เด็กได้เห็นเราชอบงานที่ได้ให้มหาวิทยาลัยมากเลยเพราะงานของเราจะไปมีผลให้เด็กอีกหลายๆรุ่นถ้าอย่างนั้นก็ต้องตั้งใจสิเมื่อมีโอกาสได้ทำแล้ว
รู้สึกยังไงที่ตอนนี้คุณเป็นแรงบันดาลให้กับสถาปนิกคนอื่นๆด้วยเหมือนกัน
คงเป็นทางเลือกอีกทางดีกว่าแรงบันดาลใจฟังดูยิ่งใหญ่เรารู้สึกดีที่งานเราสร้างมุมมองให้คนมองถึงปัญหาในความเป็นภูมิสถาปนิกนั้นเราอยากสอนเราก็อยากจะแชร์ ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นความน่าจะเป็นเหมือนที่เราได้ inspire จากคนรุ่นก่อนว่าภูมิสถาปนิกคืออะไร
เมื่อก่อนคนอาจไม่เข้าใจวิชาชีพนี้เลยเราก็กรุยทางให้คนรุ่นต่อไปว่าไม่ได้หมายความว่าจบlandscape ต้องไปทำงานออกแบบเพื่อสิ่งสวยงามหรืองานคอนโดมิเนียมหรือ residential เพียงอย่างเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจแต่เรามีความสามารถแก้ได้อีกหลากหลายปัญหาทำให้คนอีกหลายคนตื่นตัวเรื่องคุณค่าของสิ่งแวดล้อมอย่างเรื่องพื้นที่สาธารณะก็จะดีถ้ามีภูมิสถาปนิกช่วยคิดร่วมกันกับวิชาชีพต่างๆ

คุณภูมิใจกับรางวัลหรือการได้ถูกพูดถึงในสื่อระดับโลกในปีนี้มากแค่ไหน
ภูมิใจที่งานสร้างเสร็จเป็นทุนและรู้สึกขอบคุณทุกๆโอกาสที่ทำให้เราได้ทำงานดีๆขอบคุณครูบาอาจารย์ที่ทำให้เราเป็นภูมิสถาปนิกที่ดีขอบคุณสื่อด้วยที่เห็นความพยายามของผู้หญิงในประเทศที่ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้สักเท่าไหร่แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันแฮปปี้กับตรงนี้แล้วจุดมุ่งหมายของเราคือการสร้างงานแบบนี้ให้มากขึ้นในโซลูชั่นต่างๆและต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆเพื่อให้มีคนมาทำต่อไปเพราะอาชีพนี้มันทำอีก 10-20 ปีก็คงต้องพึ่งให้คนรุ่นใหม่มาทำต่อซึ่งเป้าหมายนี้ก็ยังไม่บรรลุนะ
ในอนาคตที่คนเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยการออกแบบพื้นที่สาธารณะก็ต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้ไปแต่โชคดีที่ปีนี้มันได้ฟีดแบ็กที่ดีก็ทำไปเรื่อยๆเป้าหมายไม่ใช่ว่าต้องได้อยู่ในลิสต์ของ TIME อีกในปีหน้าหรือปีหน้าต้องได้อยู่ใน Forbes (หัวเราะ) เป้าหมายคือทำต่อไป
มองกลับมาที่ปีนี้อีกทีสรุปว่ามันเป็นปีที่คุณได้เรียนรู้อะไร
มันคงไม่ใช่จุดสุดท้ายที่ประสบความสำเร็จนะแล้วก็ไม่ใช่จุดเริ่มด้วยเพราะโครงการเหล่านี้เริ่มมานานแล้วหนึ่งเรารู้สึกเหมือนคนวิ่งมาราธอนน่ะและปีนี้คือจุดพักที่คนยื่นน้ำให้แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจบแล้วนั่งแช่ขามันยังต้องวิ่งต่อเป็นปีที่รู้สึกว่าไม่ได้หยุดด้วยนะแค่กินน้ำซะแล้วจะได้วิ่งต่อได้เป็นปีอย่างนั้นมากกว่า

แล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่มันจะงอกเงยหรือประสบความสำเร็จต้องใช้เวลาไม่ใช่ว่าทำปีนี้ได้ปีหน้าหรือทำวันนี้ได้พรุ่งนี้คุณต้องฝึกฝนมันตั้งแต่สมัยเรียนแล้วมั้งทุกความสำเร็จต้องเกิดจากการลงทุนที่ดีที่ต่อเนื่องปีนี้ก็ถือว่าเป็นกำลังใจให้เราต้องขอบคุณคนที่ยื่นน้ำมาให้และต้องขอบคุณคนที่วิ่งด้วยกันมามันทำคนเดียวไม่ได้จริงๆขอจบปีด้วยการขอบคุณทุกคน 3 รอบ (หัวเราะ)

*คำพูดนั้นคือ“In a time of crisis, the peoples of the world must rush to get to know each other.” ของ José Martí กวีและนักปรัชญาชาวคิวบา (อ้างอิงจากnytimes.com)





