‘อุ๊ย สงสารคุณตาคนนั้นจัง’
ประโยคนี้อาจฟังดูปกติ แต่มันอาจแปลกๆ หากภาพตรงหน้านั้น คุณตาที่ว่าไม่ได้สะดุดล้มหรือนั่งปูผ้าขายของแบกะดิน แต่เป็นคุณตาที่กำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้าริมถนนคนเดียว
หากคุณตารับรู้ อาจคิดในใจว่า ‘กูเดินปกติ มาสงสารอะไร’
แต่นั่นแหละ เชื่อว่าในบางครั้งหลายคนอาจเคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้ คือสงสาร เห็นอกเห็นใจ ห่วงใยในความเดือดร้อนของผู้อื่น และเกิดอยากช่วยเหลือขึ้นมา โดยเฉพาะคนชราและเด็ก ทั้งที่บุคคลที่เราเห็นนั้น อาจไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย
แท้จริงแล้ว ความรู้เช่นนี้เป็นจิตวิทยาในเชิงลึกของมนุษย์ เพราะความสงสารเกิดจากความเห็นอกเห็นใจและความรู้สึกไร้ทางช่วย จึงทำให้เราเศร้า หนักใจ อารมณ์หม่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่หลายคนมักเหนื่อยล้าจากความรู้สึกสงสารที่เกิดขึ้นมาบ่อยๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ความรู้สึกสงสารจะเกิดจากความหวังดี แต่หลายครั้งมันก็เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ และทำให้เผลอมองอีกฝ่ายเป็น ‘คนที่น่าสงสาร’ มากกว่ามนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนที่ถูกมองว่าน่าสงสารรู้สึกไม่สบายใจ
เช่นนั้นแล้ว มาลองทำความเข้าใจกันสักหน่อยว่า ความสงสารมาจากไหน แล้วทำไมมันเกิดบ่อยเวลาเห็นคนแก่และเด็ก
สมองกระตุ้นอัตโนมัติ

หากมองผ่านเลนส์ของจิตวิทยาในการวิวัฒนาการ มนุษย์เราอยู่รอดมาได้เพราะดูแลและปกป้องผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อเห็นเด็กอันเป็นภาพของผู้ที่ยังไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ด้วยตัวเอง หรือผู้สูงอายุที่อาจสูญเสียความแข็งแรง ความคล่องตัว สุขภาพที่ถดถอย จึงอาจไปกระตุ้นระบบลิมบิก (Limbic System) ซึ่งเป็นกลุ่มโครงสร้างในสมองส่วนลึกที่ทำงานร่วมกันในการควบคุมอารมณ์ แรงจูงใจ ความจำ และพฤติกรรมที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ที่มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และคอยตรวจจับความเปราะบาง การพึ่งพาผู้อื่น และความเสี่ยง ทำให้เกิดความรู้สึกอัตโนมัติ เช่น ความห่วงใยและสัญชาตญาณในการช่วยเหลือ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นก่อนที่เราจะทันคิดอย่างมีเหตุและผล
Baby Schema และความเอ็นดู

แนวคิด Baby Schema หรือ Kindchenschema เกิดขึ้นโดยนักจิตวิทยาและนักชาติพันธุ์วิทยา คอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) ที่อธิบายว่าลักษณะทางกายภาพบางอย่างจะกระตุ้นสัญชาตญาณการดูแล เช่น ดวงตากลมที่สื่อถึงความไร้เดียงสา ขนาดตัวที่เล็กสื่อถึงความอ่อนแอทางร่างกาย หรือใบหน้ากลมสื่อถึงวัยเยาว์และการพึ่งพา ซึ่งแทบจะเป็นลักษณะของเด็ก โดยลักษณะเหล่านี้จะกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเอ็นดูและการดูแล ทำให้เราให้ความสนใจ รู้สึกอบอุ่นทางอารมณ์ และอยากปกป้องโดยไม่รู้ตัว นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบสงสารเด็ก แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนเลยก็ตาม (ยกเว้นเด็กในอีกความหมายนะ)
กระจกสะท้อนอดีตและอนาคต

ความสงสารมักมาพร้อมกับการสะท้อนตัวตนของเราเอง เด็กสะท้อนอดีตของเรา ช่วงเวลาที่เคยเปราะบาง ต้องพึ่งพาคนอื่น หรืออาจเคยไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควร ขณะที่คนแก่สะท้อนอนาคตของเรา ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องความชรา ความอ่อนแรง และความไม่แน่นอนของชีวิต หลายครั้งเมื่อเห็นคนแก่หรือเด็ก ความสงสารที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่มีต่อพวกเขา แต่เป็นความรู้สึกต่อตัวเราเองในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิตที่ซ้อนทับ
ความไม่เท่าเทียมของอำนาจ

การรับรู้ถึงความไม่สมดุลของอำนาจก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกสงสาร เด็กและคนแก่ส่วนใหญ่มักมีทางเลือกน้อยกว่า ควบคุมชีวิตได้น้อยกว่า และต้องพึ่งพาการตัดสินใจของคนอื่น ขณะที่มนุษย์ก็มี ‘ความไว’ ต่อความไม่ยุติธรรม เมื่อเราเห็นใครบางคนที่อำนาจในการกำหนดชีวิตน้อยกว่าเรา ความสงสารจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แน่นอนว่าในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เด็กหรือคนแก่ แต่อาจหมายรวมถึงทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เท่าเทียม อันอาจก่อให้เกิดความรู้สึกสงสารคนเหล่านั้นตามมา
วัฒนธรรมที่ตอกย้ำความสงสาร

ไม่ใช่แค่เรื่องในเชิงชีววิทยาเท่านั้น แต่ ‘สังคม’ ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลของอารมณ์สงสาร เพราะหลายวัฒนธรรมปลูกฝังแนวคิดที่ว่าเด็กต้องได้รับการปกป้อง ผู้สูงอายุควรได้รับความเคารพ และการเพิกเฉยต่อคนเหล่านี้เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เหมือนที่เราได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ต้องใจดีกับเด็กและช่วยเหลือผู้สูงอายุ ดังนั้น เมื่อโตมาในสังคมที่ให้ค่านิยมเช่นนี้ และเห็นเด็กกับคนแก่ นอกจากเชิงจิตวิทยาหรือระบบในสมอง ความรู้สึกผิดและความรู้สึกรับผิดชอบทางศีลธรรมจึงผสมเข้ากับความสงสาร จนทำให้อารมณ์เช่นนี้ชัดเจนขึ้น
แท้จริงแล้ว การรู้สึกสงสารคนแก่และเด็ก (หรือคนทั่วไป) ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะนั่นหมายถึงว่าเรามีความอ่อนไหวทางอารมณ์ รับรู้ถึงความเปราะบางของมนุษย์ และระบบความเห็นอกเห็นใจยังไม่ผิดเพี้ยน
หากแต่สิ่งสำคัญคือไม่ใช่การกำจัดความสงสารออกไป แต่คือการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความเมตตา เพราะนั่นคือหนทางของการมองเห็นศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมที่มีต่ออีกฝ่าย ไม่ใช่การลดคุณค่าโดยมองว่าพวกเขาอ่อนแอ





