bidala ตำรากำราบอีโก้ของ อดีตอาจารย์ 19 ปี ผู้กลายร่างเป็นแมวสีหลาก

ถ้าค้นหาคำว่า แมว ในอินเทอร์เน็ต เราจะพบข้อมูลของมันคร่าวๆ ประมาณนี้

แมว ในภาษาอังกฤษแปลว่า Cat

แมว (น.) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม บางคราวมีนิสัยน่ารัก ขี้อ้อน แสบซน อยากรู้อยากเห็น แต่ในบางเวลาหวงแหนสันโดษ มีโลกส่วนตัวสูง ชอบซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในมุมของตัวเอง เรียกเท่าไหร่ก็เอาแต่กระดิกหางไม่เดินมาหา เย่อหยิ่งนัก!

แมว วนเวียนอยู่ในชีวิตมนุษย์มานานกว่า 10,000 ปี ถึงขั้นได้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในอียิปต์เชียว

แมว ในยุคหนึ่งเคยเป็นชื่อยอดนิยมสำหรับเด็กแรกเกิด ด้วยเชื่อว่าถ้าตั้งชื่อเป็นสัตว์แล้วลูกจะเลี้ยงง่าย แข็งแรง พ่อแม่ที่ช่างคิดหน่อยอาจจะบิดจากชื่อ แมว เป็น เหมียว แคต คิตตี้ ฯลฯ

หญิงตรงหน้าเราคือหนึ่งในเด็กเหล่านั้นที่ผู้ปกครองตั้งชื่อเล่นให้ว่า แมว

“ป้าเป็นคนตั้งให้ เขาบอกตอนเด็กๆ เราชอบร้องเหมือนแมว” แมวเล่าถึงที่มาชื่อเล่น

แต่ เอ…แมวคือใคร

แมว – นภาพร เลียดประถม คือนักวาดที่ได้รับคัดเลือกให้นำงานศิลปะมาจัดแสดงที่งาน BKKIF ในปี 2025 รวมถึงปีล่าสุดที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 – 25 ตุลาคมนี้ ก่อนหน้านี้ เธอยังได้รับเลือกให้ไปจัดแสดงผลงานในหลายๆ ประเทศ ยกตัวอย่างไวๆ เช่น PopUpAsia x Happening ที่ไต้หวัน (2021), Taipei Blockchain Week 2022 ที่ไต้หวัน และ NFT Bali ที่อินโดนีเซีย (2023)

2021 คือปีที่แมวเริ่มวาดรูปขายใน NFT อย่างจริงจัง ถ้าย้อนมองเส้นทางอาชีพของเธอในฐานะนักวาด มันผ่านมาแค่ 5 ปีเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ถ้าเทียบกับอาชีพอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีทางทะเล ม.บูรพา ที่เธอทำมากว่า 19 ปี

หลังลาออก แมวตัดสินใจบินไปเรียนต่อด้านถ่ายภาพที่โปแลนด์ และกลับมาหาเลี้ยงชีพด้วยการถ่ายภาพ เธออยากถ่ายภาพได้ดีขึ้นจึงไปลงเรียนวาดรูป เพราะมีคนบอกว่าถ้าอยากถ่ายรูปดีให้เรียนวาดรูป คำแนะนำนั้นพาให้เธอค้นพบความลับที่ไม่เคยรู้มาก่อน คือเธอวาดรูปได้

ตอนเริ่มเข้าสู่วงการ NFT เธอไม่อยากใช้ชื่อ แมว หรือ Cat จึงค้นหาคำว่าแมวในหลากหลายภาษา จนมาลงเอยกับภาษาที่ประเทศไทยคุ้นมากที่สุด หยิบยืมมาใช้มากที่สุด ภาษาที่ว่าคือ สันสกฤต แมวจึงตั้งชื่อศิลปินของตัวเองว่า bidala (อ่านว่า บิ-ดา-ล่า)

เหมือนอย่างใครหลายคน การทำอาชีพหนึ่งมายาวนานย่อมทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในตัวตนและวิธีคิด สำหรับแมว หลังลาออกมาจากการเป็นอาจารย์ เธอว่าสิ่งที่เกาะติดเธอจนเกือบสลัดไม่ออกคือ อีโก้

“ตลกนะ ตอนที่เป็นอาจารย์ทำไมจะต้องอีโก้อะไรขนาดนั้น แปลกจัง มนุษย์เราก็อย่างนี้แหละค่ะ” แมวว่าอย่างนั้น

เห็นด้วยว่ามนุษย์เรานั้นแปลก แถมยังซับซ้อนย้อนแย้ง จากเป็นอาจารย์ 19 ปี หน้าที่การงานมั่นคง มีผู้คนนับหน้าถือตา ภายหลังผันตัวมาเป็นนักวาดในวัย 40 กว่าๆ เรื่องราวของแมวจึงเป็นกรณีศึกษาให้เราได้

เราในที่นี้อาจหมายถึงนักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย ศิลปิน หรือใครก็ตามที่กำลังควานหาคำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่

การลาออกจากอาชีพที่ทำมายาวนานสร้างความวูบไหวไม่มั่นคงให้เธอบ้างหรือเปล่า เธอสลัดอีโก้ออกไปได้อย่างไร การกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งมันสอนอะไรเธอบ้าง เธอวาดรูปด้วยความรู้สึกแบบไหน เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่อยากไปให้ถึงในฐานะนักวาดคืออะไร

และถึงที่สุด เธอพึงพอใจแล้วหรือยัง กับการใช้ชีวิตเป็นนักวาดแมวสีหลากในนาม bidala

ก่อนคุยกัน คุณบอกว่าตัวเองเป็นนักวาดมากกว่าศิลปิน ทำไมถึงคิดแบบนั้น

เราไม่รู้ว่าศิลปินต้องทำอะไรได้ขนาดไหน ถ้าถามว่าวาดรูปได้ไหม ถ่ายรูปได้ไหม เราทำได้ แต่คำว่าศิลปินมันควรจะเป็นคนที่สร้างสรรค์ผลงานให้กับสังคมไหม แล้วเราก็ไม่รู้ว่างานของเราให้อะไรกับสังคมหรือเปล่า สรุปแล้วเราเป็นศิลปินหรือเปล่าวะ คิดแบบนี้แล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เอาว่าเป็นคนวาดรูปแล้วกันค่ะ

คุณเพิ่งเริ่มวาดรูปเมื่อปี 2021 คิดว่าช้าไปไหม

ตอนเริ่มวาดเราอายุ 40 กว่า ช้าไปไหม ถ้าเรื่องสุขภาพอะช้า อายุน้อยแรงเยอะกว่ามาก แต่ข้อดีของการวาดรูปตอนอายุเยอะ คือมีเรื่องให้วาดเยอะ พออายุมากขึ้นเราจะไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง จะทำตามใจตัวเองอย่างเดียว ไม่ยึดติดกับอะไรทั้งนั้น ไม่รู้กระทั่งว่าต้องลงสีอะไร สีดำ สีแดง สีขาว เราทดลองด้วยตัวเอง มันคงเป็นข้อดีมั้ง

การไปออกบูทที่งาน BKKIF ครั้งล่าสุด ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีไหม

ดีมาก เราเจอน้องๆ ในงานแล้วคุยกันมันมาก มีแต่เรื่องที่เราไม่รู้ทั้งนั้นเลย เราถามน้องอยู่บ่อยๆ น้องบูทข้างๆ เขาก็บอกว่า พี่แมวทำแบบนี้สิ เราไม่รู้กระทั่งว่าต้องพรินต์งานออกมาไซซ์ไหน ที่ไหน หรือเราถามน้องบูทข้างๆ ว่าอยากทำภาพพิมพ์นี่ต้องทำยังไงเหรอ น้องเขาก็ให้ข้อมูลเต็มที่ ทุกคนใจดีมาก แฮปปี้มาก

อาจเพราะว่าเราไม่มีอีโก้แล้ว เราถึงรับฟังทุกคนอย่างดี แต่ตลกนะ ตอนที่เป็นอาจารย์ทำไมต้องมีอีโก้อะไรขนาดนั้น แปลกจัง มนุษย์เราก็อย่างนี้แหละค่ะ สภาพแวดล้อมเอื้อให้เราเป็นคนแบบนั้นมากๆ เลย

เวลามีคนพูดชื่นชมผลงาน คุณเป็นคนเสพติดคำชมเหล่านั้นหรือเปล่า

เราว่าก็เสพติดทุกคนแหละ ใครก็ดีใจตอนมีคนมาชม เรายอมรับว่าเราก็ชอบให้คนชม แต่คนติเราก็ฟังนะ แต่ถามว่ายึดติดกับมันมากไหม เราว่าภาพวาดที่เราทำ ท้ายที่สุดมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเรา ถ้าคนจะไม่ชอบภาพนั้นเราก็โอเค เราไม่ได้สนใจเท่าไหร่

กิจวัตรของคุณทุกวันนี้เป็นยังไง

เราตื่นตี 5 ก่อนอื่นเลยจะพาหมาไปเดินเล่น เสร็จแล้วกินข้าว แล้วก็เข้าสตูดีโอ เวลาไม่เท่ากันสักวัน เช้า สาย บ่ายก็มี เราจะใช้เวลาวาดรูปอยู่ในสตูดีโอประมาณ 2 ชั่วโมง วาดรูป ถ่ายรูปกุ๊กกิ๊กๆ แล้วก็ออกมากินข้าวอีกรอบ บางทีอาจจะออกไปซื้อข้าวซื้อของ ตกบ่ายก็เข้าสตูดีโออีก ทำแบบนี้ทุกวัน เหมือนทำงานประจำเลยค่ะ

หมายถึงว่าเซตตารางเหมือนทำงานประจำเลยเหรอ

ใช่ค่ะ ถ้าไม่ทำแบบนั้นงานจะไม่เสร็จ การเป็นฟรีแลนซ์ต้องบังคับตัวเองทำงานให้เหมือนปกติ แต่ไม่ได้เคร่งมากนะคะ คืออยากทำให้เป็นรูทีน ชอบทำงานเช้า เย็นก็เลิกออกไปกินข้าวกินปลา หรือไปทำธุระอะไรก็ว่าไป

ที่บอกว่าเลิกเย็นนี่ประมาณกี่โมง

4 โมงก็เลิกแล้วค่ะ เป็นความหรูหราของเราเหมือนกัน

เคยมีโมเมนต์ตีบตันคิดอะไรไม่ออกไหม art block อะไรแบบนี้

น้อยมากเลย เราสนุกกับการวาดรูปทุกขณะจิต มีเบื่อ มีเหนื่อย แต่มันจะไปเหนื่อยกับงาน physical มากกว่า ปวดหลัง (หัวเราะ) บางทีเราต้องหยุดวาดรูปแล้วไปทำอย่างอื่น ไปเที่ยวสัก 5 – 6 วันแล้วค่อยกลับมาทำใหม่ มันก็ดีขึ้น

เดี๋ยวกลับมาคุยพาร์ตนักวาดต่อ ย้อนไปตอนเด็ก คุณเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน

เราเป็นเด็กบ้านนอกมาก เกิดที่ปราจีนบุรี พ่อแม่เป็นครู แถวบ้านมีแต่ทุ่งนา เป็นชนบทเหมือนในหนังแผลเก่า ขวัญ-เรียม อะไรแบบนั้นเลย อยู่กับธรรมชาติ วิ่งเล่นในหนอง ในบึง ไม่มีรถโดยสาร ถนนเป็นลูกรัง เราโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น แต่เป็นบ้านนอกที่ใกล้กรุงเทพฯ มากนะคะ ห่างกรุงเทพฯ แค่ 60 กิโลเอง ติดกับมีนบุรี

ตอนเด็กคุณสนใจเรื่องอะไร อยากเรียนอะไร

ตอนเด็กๆ เราชอบด้านภาษาและประวัติศาสตร์ อยากเรียนมากๆ แต่มันเป็นค่านิยมในสมัยก่อน ถ้าเด็กคนหนึ่งที่เรียนเก่งมากๆ เขาจะไม่ให้เรียนศิลป์-ภาษา เขาจะบังคับให้เรียนสายวิทย์-คณิต เราก็เป็นแบบนั้น ที่บ้านไม่ยอมให้เรียนศิลป์-ภาษา

ไม่ใช่แค่คนเรียนเก่ง เด็กทุกคนก็เจอคล้ายๆ กัน ครอบครัวในกรุงเทพฯ เราไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่ไหม แต่ต่างจังหวัดยังเป็นอยู่ คือมีความเชื่อว่าสังคมของเด็กที่เรียนวิทย์-คณิต จะเป็นสังคมที่ดีกว่าเด็กที่เรียนสายภาษา

คุณน่าจะเซ็งมาก เคยพยายามขัดขืนไหม

พยายามค่ะ แต่ไม่สำเร็จ ไม่ถึงขนาดว่าถ้าฉันไม่ได้เรียนศิลป์-ภาษา ฉันจะไม่เรียน ไม่ถึงขั้นนั้น พอเข้าไปเรียนวิทย์-คณิต มันก็สนุกไปอีกแบบ สำหรับเรามันไม่ได้เลวร้ายมาก ช่วง ม.ปลาย เราอยากเรียนพวกสถาปัตย์ฯ ก็เลยเริ่มหัดทดลองทำพวกความถนัดทางสถาปัตยกรรม

ลองวาดๆ ดู ใช้ไม่ได้เลย (หัวเราะ) เราคงไม่เหมาะกับสถาปัตย์ฯ ก็เลยล้มเลิกความคิดไป เราฝึกวาดอยู่ 2 ปีเลยนะ แถวบ้านเราไม่มีโรงเรียนติว ฝึกวาดตีฟ (Perspective) เองหมดเลย ก็ดูตามคู่มือไป แต่มันคงไม่ใช่เราก็เลยเลือกเรียนสาขาอื่น

สุดท้ายคุณเลือกเรียนอะไร

วิทยาศาสตร์ทางทะเล จริงๆ ชื่อมันคือวาริชศาสตร์ มันคล้ายๆ ประมง คือมันจะเป็นการออกฟีลด์ซะเยอะ งานลุยๆ ที่ไม่อยู่แต่ในห้องปฏิบัติการ สนุกดีนะคะ คือเราเป็นคนเรียนหนัก เรียนไปเรื่อยๆ จนสุดทาง ปริญญาตรีเราเรียนวาริชศาสตร์ ต่อโทวิทยาศาสตร์ทางทะเล แล้วก็ต่อปริญญาเอก

ตอนแรกงานที่ทำมันก็มองฟ้ามองลมอยู่นะคะ มีไปออกฟีลด์บ้าง แต่ตอนหลังงานมันเริ่มลงลึก ด้านที่เราทำเรียกว่าพิษวิทยา เช่น ดูสารเคมีในน้ำ แล้วประเมินว่ามันเป็นพิษกับระบบนิเวศหรือเปล่า

ความสนุกของงานนี้คืออะไร

เราสนุกที่ได้ออกฟีลด์ ยิ่งตอนอายุน้อยๆ นี่สนุกมาก แต่พออายุมากขึ้นไม่ค่อยสนุกแล้ว (หัวเราะ) ตอนอายุยังน้อยไปไหนไปกัน แม่น้ำ ทะเล เราไปได้หมด ไปกันเป็นทีม ไปลำบากด้วยกัน แล้วมันก็ได้เห็นธรรมชาติในมุมที่คนอื่นไม่ค่อยเห็น ทั้งแม่น้ำ ลำธาร หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่น หญ้าทะเล ปะการัง

ฟีลด์ไหนที่คุณไปออกแล้วประทับใจ

มีครั้งหนึ่งเราไปทำวิจัยที่แม่น้ำจันทบุรี (จ.จันทบุรี) คือมันต้องดำน้ำลงไปเอาดินขึ้นมาจากใต้แม่น้ำ เพื่อมาวิเคราะห์ดูว่ามีสารเคมีตกค้างไหม เราประทับใจ เพราะมันเป็นงานที่ยากมาก คนเก็บตัวอย่างต้องดำน้ำแล้วเอาท่อไปกดลงบนดินแล้วก็เอาขึ้นมา

ดำลงไปลึกแค่ไหน

น่าจะประมาณ 3 – 4 เมตร แต่ว่าความยากมันไม่ได้อยู่ที่ว่าลึกไม่ลึก มันอยู่ที่ว่าน้ำในแม่น้ำมันไม่เหมือนแม่น้ำในต่างประเทศที่ใสกิ๊ง แม่น้ำในประเทศไทยขุ่นมาก ตอนดำลงไปคุณจะเหมือนเป็นคนตาบอด คนที่ดำลงไปเก่งมาก

เราลุ้นทุกครั้งที่เขาดำลงไป เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตราย แล้วมันต้องดำหลายรอบ เพราะเราต้องใช้ดินเยอะ เราทึ่งกับคนที่ทำงานตรงนี้มากๆ ทั้งคนที่ดำน้ำและผู้ช่วยวิจัยของเรา ทึ่งในน้ำใจ ในความสามารถ เป็นการออกฟีลด์ที่ประทับใจมากครั้งหนึ่งเลย

ดำน้ำลึกก็ว่าโหดแล้ว มีฟีลด์ที่โหดหินกว่านี้ไหม

หินกว่าหรือเปล่าไม่แน่ใจ ตอนนั้นเราไปสำรวจหญ้าทะเลกันตอนกลางคืน ทีนี้เวลาทำหญ้าทะเลถ้าให้ดีควรทำตอนน้ำลง แล้วบางทีเราเลือกไม่ได้ว่าน้ำจะลงตอนกลางวันหรือตอนกลางคืน 

หนนั้นเราตัดสินใจไปตอนตี 2 ความโชคร้ายคือเราเจองู (หัวเราะ) ในหญ้าทะเลมันมีงูเลื้อยอยู่ เห็นเป็นตัวเลย ดีชักขาทัน ทุกคนปลอดภัย ตอนทำงานเราเลยต้องระวังงูไปด้วย

กับอีกอย่าง คือชาวบ้านแถวนั้นสงสัยว่าเรามาทำอะไรกัน แม้เราจะไปตรงโซนที่มีหญ้าทะเลเยอะ แต่ชายฝั่งก็จะมีชาวประมงอาศัยอยู่ เขาก็จะงงว่ามาทำอะไรกัน โจรรึเปล่าวะ เพราะพวกเราดูลับๆ ล่อๆ มาก (หัวเราะ) เขาไม่ถึงขนาดยิงสวนมา แต่ต้องคุยกันสักพักเลยค่ะ

การทำงานเป็นนักวิจัยทางทะเลเปลี่ยนวิธีคิดหรือการมองโลกของคุณไปยังไง

มันทำให้เราแกร่งขึ้น มีความมั่นใจ หมายถึงกับตัวเองนะ เพราะงานเรามันยาก ทั้งงานวิจัย งานสอน ทำมาสักพักมันก็ทำให้เรามั่นใจในการใช้ชีวิตระดับหนึ่ง ถ้าย้อนเล่าสมัยทำงาน เราเป็นคนอีโก้สูงมากเลยนะ

เหมือนกับว่างานเราเป็นงานวิชาการใช่ไหมคะ เราก็ต้องไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ แปลว่าเราต้องมีงานตีพิมพ์ ฉันจะต้องทำงานๆ เพื่อขึ้นตำแหน่ง ซึ่งมันก็มียอดของมันอยู่ มันทำให้เราตัวพองขึ้นเรื่อยๆ

ขยายความนิดนึง อะไรทำให้อาจารย์อย่างคุณรู้สึกตัวพอง

คือทุกคนเรียกเราว่าอาจารย์ เรามีคนนับหน้าถือตา พอวันที่ลาออก สถานะพวกนี้หายหมด พอเราหันมาถ่ายภาพแล้วต้องไปถ่ายรูปคนอื่นตามถนน เรายังมีอีโก้ติดอยู่ การที่อยู่ๆ เดินไปบอกว่า ลุงคะ ขอถ่ายรูปหน่อยได้ไหม สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นเรื่องง่ายมาก สำหรับเรามันเป็นเรื่องยากมาก ไม่รู้จะทักเขายังไง

ตอนเราไปเรียนถ่ายรูป อาจารย์ให้โจทย์มาว่า คุณไปถ่ายคนแปลกหน้า 10 คน เรากลับอะพาร์ตเมนต์แล้วก็นั่งคิด ทำยังไงวะ ถ่ายตั้ง 10 คน แต่มันเป็นการบ้าน มันต้องทำ พอได้คนที่ 1 คนต่อๆ ไปก็ง่ายขึ้น

เราว่าเป็นทุกคนแหละ ยิ่งถ้าคุณเป็นคนทำงานในระบบ มีตำแหน่งในองค์กร เราต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามีตัวตน ลองถามคนที่เกษียณดูก็ได้ ทุกคนติดหมด มันเป็นข้อเสียนะ แต่ในข้อเสียนั้นทำให้เราแข็งแกร่ง แต่พอลาออกมาแล้ว กว่าจะสลัดอีโก้นั้นหลุดก็ใช้เวลานานมาก 2 – 3 ปีเลย

ของแบบนี้คนใกล้ตัวเตือนได้ไหม เผื่อได้รู้ตัวว่าไม่ควรยึดติดกับหัวโขน

ของแบบนี้เราต้องเจอเองถึงจะคิดได้ ตอนเราจะลาออก แฟนเราถามว่าแน่ใจนะว่าจะลาออก แน่ใจนะว่าไม่อยากเป็นคนในตำแหน่งนั้นแล้ว ถ้าเห็นคนอื่นขึ้นมาแทนจะไม่อิจฉา เราก็บอกว่าจะอิจฉาทำไม จะออกไปถ่ายรูปแล้ว สบายใจกว่า

แต่พอลาออกไป เห็นคนที่ทำงานกับเราขึ้นไปแทนที่ตรงนั้น เราอิจฉาเขานะ แต่พอผ่านไปสักพัก เราจะตระหนักได้เองว่ามันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ยิ่งเจอโรคภัยไข้เจ็บ หัวโขนอะไรพวกนั้นไม่สำคัญเลย ไม่สำคัญเลยจริงๆ แต่นานมากกว่าจะคิดได้

มันสละยาก มันต้องใช้เวลาค่ะ ถึงจุดหนึ่งเราจะ อ๋อ เราก็มนุษย์ธรรมดานี่หว่า ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกับคนอื่น เขารู้จักเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งแค่นั้น

ขอย้อนนิดนึง เหตุผลหลักๆ ที่คุณตัดสินใจลาออกคืออะไร

งานมันเครียดค่ะ แม้เนื้องานมันจะสนุก แต่มันจะหนีไม่พ้นว่าต้องเครียด ทั้งสอน วิจัย บริหาร เอกสาร พอเราเริ่มถ่ายรูปแล้วรายได้มันเยอะ แม้จะไม่เยอะเท่าตอนเป็นอาจารย์ แต่มันพอเอาตัวรอดได้ เลี้ยงตัวเองได้ แล้วมันก็สนุกมาก มันเข้ามือมากเลย ถึงจุดนั้นก็เลยตัดสินใจลาออก

ลาออกแล้วทำอะไรต่อ เอาจริงๆ รู้สึกเคว้งไหม

ไม่เลย  ก่อนหน้านั้นเราชอบถ่ายรูปพวก stock photo อยู่แล้ว ถ่ายรูปมา 2 ปีก่อนจะลาออก การส่ง stock photo คือเราต้องคัดส่งไป 10 รูป ถ้าผ่าน 7 รูป เราถึงจะได้เป็นช่างภาพให้เขา เราเห็นลูกศิษย์ส่งแล้วก็ผ่าน เราก็อยากลองบ้าง แข่งกับลูกศิษย์ (หัวเราะ) เอ้า ก็ผ่านนี่หว่า มันก็เลยติดลมมาเรื่อยๆ

พอลาออกปุ๊ป เราบินไปเรียนต่อที่โปแลนด์ทันที ไม่คิดหน้าคิดหลัง (หัวเราะ) เราไปเรียนที่ Cracow School of Art and Fashion Design (KSA) เราเรียนไม่จบนะ เรียนอยู่ครึ่งปี แต่ได้อะไรเยอะ

ได้อะไร

โอ้โห เหมือนฟ้าลงโทษ คือคนที่เคยเป็นอาจารย์แล้วไปเป็นนักเรียนนี่เหมือนโดนเอาคืน เคยทำอะไรไว้กับลูกศิษย์ เราโดนทุกอย่าง เราโดนครูด่า ตอนเป็นอาจารย์ไม่เคยโดนใครว่ามาก่อน

แต่พอนั่งนึก เออ ก็เราเป็นลูกศิษย์เขาเนอะ โดนก็โดน เหมือนได้เจอโลกอีกใบ เราพบว่าการเรียนด้านศิลปะมันแตกต่างกับการเรียนวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง ตอนแรกรับไม่ได้เลย เพราะการเรียนศิลปะในโรงเรียนศิลปะมันยืดหยุ่นมาก ยืดหยุ่นซะจนเรางง

ครูที่โปแลนด์เขาสอนไม่เหมือนฝั่งบ้านเรา เราจะรู้สึกเสมอว่าเขาสอนอยู่หรือเปล่าวะ สมมติเข้ามาในห้องก็จะมี assignment แจก สมมติโจทย์คือ still life แล้วก็เอาอะไรไม่รู้มาวางแล้วก็ให้เราถ่ายไป เขาก็นั่งเฉยๆ

แค่นั้นเลย

แค่นี้จริงๆ แล้วเป็นอย่างนี้เกือบทุกวิชา ถ่ายเสร็จก็ต้องไปถาม จนกว่าเขาจะ approve ว่ามันโอเคไหม  เราก็สงสัยว่าเขาสอนอะไรวะ นี่เราเรียนอะไรอยู่ แม้จะเรียนไม่จบ พอกลับมาถ่ายรูปอีกครั้ง โห เราอยากกลับไปกราบครูเลย เขาสอนเราแบบไม่รู้ตัวอะ มุมภาพอะไรเปลี่ยนไปทุกอย่างเลย ถ่ายรูปดีขึ้นมาก

มีอยู่วันหนึ่งกลับไปย้อนดูรูปที่ถ่ายตอนก่อนไปเรียนต่อแล้วนึกในใจว่ามึงกล้าลาออกได้ไงเนี่ย (หัวเราะ) รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ กล้าลาออกได้ไงวะ ถ่ายรูปได้แค่นี้เอง และอีกอย่างที่ได้จากการไปเรียนถ่ายรูปที่โปแลนด์ คือ critical thinking ในการวิจารณ์งานตัวเอง ทุกวิชาเขาจะเอารูปมาให้ทุกคนวิจารณ์

แล้วห้ามไม่วิจารณ์ ไม่ว่ารูปใคร ทุกคนต้องเสนอความคิดเห็น มันเป็นการฝึก เราต้องวิจารณ์งานตัวเองได้ ว่ามันห่วย มันมีข้อดีข้อเสียยังไง เราจะได้ปรับปรุง คือถ้าไม่วิจารณ์งานตัวเอง มันจะมีปัญหาตอนหลัง

นอกจากคนไทยอย่างคุณ นักเรียนชาติอื่นๆ เขาหน้าแห้งกันไหมตอนถูกวิจารณ์งาน

ฝรั่งบางคนร้องไห้เลยค่ะ ครูเขาพูดตรงมาก ไม่กลัวใครโกรธอะ เขาพูดแรงจริงๆ เราเคยถ่าย portrait มารูปหนึ่ง ครูมองแล้วก็บอกว่าคุณถ่ายมาได้ยังไงรูปนี้ มันเอียง แล้วก็ข้ามรูปเราไปเลย เราว่ามันก็สวยดีนะ ทำไมครูพูดขนาดนี้ เราไม่รู้ว่าแบบนี้มันถูกหรือผิด หรือมันเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่เคยไปเรียนที่อื่นเหมือนกัน

พอกลับมา คุณยังเป็นช่างภาพอยู่ ถ่ายรูปส่งให้ที่ไหนบ้าง

หลักๆ ก็จะมี Shutterstock, Adobe แล้วก็ Getty Image ค่ะ เราก็ถ่ายรูปอย่างเดียว อยู่บ้านกับหมากับแมว เราเคยอยากถ่ายภาพข่าวอะไรแบบนั้นด้วยนะ แต่มันคนละทางจริงๆ เราถนัดภาพแนว still life หรือรายละเอียดเล็กๆ ที่เป็น abstract มากกว่า เช่น พื้นผิว มุมตึก แต่ถ้า portrait ไม่รอดจริงๆ ถ่ายได้แต่ไม่ค่อยชำนาญเท่าไหร่

คุณทำงานเป็นช่างภาพได้กี่ปีแล้ว

8 – 9 ปีได้ แต่จริงๆ ฝีมือก็ไม่ได้พัฒนาเท่าไหร่นะ ไม่ว่าทำงานอะไร เราควรจะชำนาญขึ้น หรือเก่งมากขึ้น แต่เราว่าความทะเยอทะยานของเรามันน้อยลงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เหมือนกับว่าฝีมือการถ่ายรูปของเรามันอยู่กับที่

ซึ่งคุณว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี

เราว่าไม่ดีนะ หรือจริงๆ เราอาจจะไม่เหมาะกับการถ่ายรูปก็ได้มั้ง ปกติมันควรมีความทะเยอทะยาน อยากไปให้ไกลมากกว่านี้ อยากถ่ายให้ดีกว่านี้ แต่เราไม่ค่อยมีตรงนั้นเท่าไหร่

ไม่ว่าสายงานอะไร คุณว่าทำไมคนทำงานถึงต้องมีความทะเยอทะยาน

เราว่ามันสำคัญกับคนทำงาน มันเหมือนกับว่าเราหลงใหลในการทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าเทียบกับการวาดรูป เรารู้สึกมีความทะเยอทะยานในการวาดมากกว่า มันรู้สึกอยากทำนู่นทำนี่ แต่การถ่ายรูปมันนิ่งมาหลายปี ไม่มีความรู้สึกทะเยอทะยานอยากออกไปถ่ายเท่าไหร่

สุดท้ายของพาร์ตช่างภาพ ถ้ามีคนเป็นอย่างคุณ คือเขินอายกับการพูดคุย พอมีคำแนะนำไหม

เราขอพูดถึงคนที่เป็นช่างภาพแล้วกัน ถ้าเคอะเขินกับคน วิธีคือฝึกบ่อยๆ เราไม่มีอะไรแนะนำเป็นพิเศษ ฝึกอย่างเดียว เหมือนที่ครูฝึกให้เราทำ ให้ไปถ่ายคนแปลกหน้า 10 คน ต่อให้เป็นคนอินโทรเวิร์ตแค่ไหน มันก็อดไม่ได้ที่ต้องพูดคุย

บ้านเราอยู่ตราด สมมติเราไปดูแมงกะพรุน ถ้าเจอลุง ป้า น้า อา เมื่อก่อนเราไม่ทักใครเลย แต่เดี๋ยวนี้พอเป็นช่างภาพ เราต้องคุย make friend อ้าว ลุงมาทำอะไร เรากลายเป็นคนช่างพูดช่างคุยไปโดยอัตโนมัติ เราว่าเราเฟรนด์ลีมากขึ้น คุยกับคนนั้นคนนี้ ไปไหนมาไหนเราจะถ่ายรูปเก็บไว้เสมอ แม้มันจะไม่ได้เงินก็ตาม เราถ่ายเพราะเราชอบถ่าย คุยไปถ่ายไป

คุณเริ่มมาทำงานวาดได้ยังไง

เราไปเรียน drawing เพราะอยากถ่ายรูปได้ดีขึ้น ได้ยินคนเขาบอกว่า drawing คือรากฐานของศิลปะ ก็ไปเรียน ครูที่ไปเรียนบอกเราว่า คุณวาดรูปได้นะ เราก็เลยวาด ก็วาดเล่นไปเรื่อยๆ แล้วมันมีงานหนึ่งของ Happening ที่เขารับ 1 รูป ดิจิทัล เพนต์ติง เราก็วาดส่งไป 1 รูป สรุปว่าได้รับเลือกให้ไปแสดงที่ไต้หวัน (PopUpAsia x Happening 2021)

เราไม่เคยทำ digital painting มาก่อนเลย ก็นั่งทำไป รูปหนึ่งเราใช้เวลาทำเป็นเดือน นั่งทำทุกวัน เพราะเราเรียนรู้จากศูนย์เลย ก็ทำไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะส่งประกวด นิสัยเป็นคนชอบส่งประกวด เขามีแข่งอะไรก็ชอบส่งๆ ไปร่วมกับเขาด้วย แล้วมันก็ได้เลือกไปโชว์ที่ไต้หวัน

ประกอบกันช่วงนั้นเป็นช่วงที่ NFT กำลังมา เพื่อนที่สนิทกันเขาก็บอกว่า เดี๋ยวนี้เขาเอางานอาร์ตไปขายกันใน NFT แล้วนะ เรายังไม่รู้จักว่า NFT คืออะไร พอลองเอาไปขายปรากฏว่ามันก็ขายได้ เราก็เลยวาดมาเรื่อยๆ

ตอนที่กระโจนเข้าไปในวงการ NFT บรรยากาศตอนนั้นคึกคักแค่ไหน

มันเป็นยุครุ่งเรืองของ NFT มาก ยิ่งวาดเร็วยิ่งขายดี บางทีเราวาดปุ๊ปลงปั๊ป  จำได้เลยว่าบางอาทิตย์วาด 2 รูปแล้วลงขายก็มี ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นต่างชาติค่ะ บางคนที่ซื้องานเราใน NFT มาตั้งแต่วันแรกๆ ตอนนี้เขาก็ยังซื้ออยู่ มีอยู่ 2 – 3 คน บางคนเป็นชาวต่างชาติที่อยู่ในไทย แต่มันอาจจะเป็นจังหวะหรือดวงด้วย เพราะตอนนั้นมันยุครุ่งเรืองมาก ตอนนี้อาจจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว

ช่วงที่พีกสุดๆ ในแง่รายได้ถือว่าแตกต่างกันเยอะไหม ระหว่างยุคนั้นกับยุคนี้

ตอนนั้นปีๆ หนึ่งเรามีรายได้เยอะมาก บอกกลมๆ ว่าหลักแสน แต่เชื่อไหม เราคือระดับปานกลางนะ คนที่ขายงานแล้วได้เงินเป็น 10 ล้านก็มี เรายังถือว่าเข้าช้านะ เราเข้าไปช่วงโควิด-19 พอดี คนที่เข้าเร็วได้รายได้เยอะกว่านี้มาก

สรุปว่าพอเริ่มติดใจการวาดรูป คุณก็ทิ้งการถ่ายภาพไปเลยเหรอ
ใช่ พอร์ตรูปเรานิ่งเลย ไม่ค่อยได้ออกไปถ่าย เพราะว่าตอนนั้นขายงานลง NFT มันได้รายได้ค่อนข้างดี แล้วเราก็สนุกด้วย มันเหมือนกับ community art ในออนไลน์ คล้ายๆ กับงานอาร์ตแฟร์ของเดี๋ยวนี้มั้งคะ ที่มีบรรยากาศคึกคักมาก นักวาดไทยส่วนใหญ่ก็รู้จักกันจาก NFT ทั้งนั้น

เรียนแค่ drawing แล้วถลำลึกขนาดนี้ แสดงว่ามีพรสวรรค์เหมือนกันนะ คุณว่าอะไรคือความแตกต่างของคนที่เข้าโรงเรียนกับคลำทางมาเอง

เรามีความเชื่อว่าเรียนมาดีกว่า อย่างเราการจะลงมือทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยในชีวิต มีครูสอนย่อมดีกว่าอยู่แล้ว แต่บางทีเราต้องรู้ไว้เหมือนกันว่าศิลปะมันเปิดกว้างมาก คนที่ไม่เคยผ่านการฝึกสอนอะไรมา เขาจะคิดน้อยหน่อย เปิดกว้าง อิสระมาก

ขณะเดียวกัน คนที่เรียนมา เขาอาจจะได้เปรียบในแง่เทคนิค แต่อิสระเขาอาจจะน้อยกว่าคนกลุ่มแรกนิดนึง มันขึ้นอยู่กับวิธีการสอนของแต่ละโรงเรียนด้วยนะคะ ถ้าเขาเจอโรงเรียนที่ดี เปิดกว้าง เขาจะเก่งทั้งเทคนิค และเปิดกว้างทางความคิด

ในความเห็นคุณ โรงเรียนไม่ดีเป็นแบบไหน เอาเฉพาะโรงเรียนสอนศิลปะ

เราว่ามันคงมีอะ เช่นว่าคุณต้องวาดแบบนั้นแบบนี้ ห้ามวาดอะไรที่ผิดกฎหมาย โป๊เปลือย หรือวาดอะไรที่มันหมิ่นเหม่ศีลธรรม ของแบบนี้เราว่ามันปิดกั้นกันไปหน่อย ครูเราคนหนึ่งเคยสอนว่าอย่าไปคิดว่าการถ่ายภาพนู้ดเป็นเรื่องอนาจาร ยุคหนึ่งคนจะแอนตี้มาก ยุคนี้ก็อาจจะยังมี นู้ดเป็นแค่เครื่องมือในการถ่ายทอดงาน มันเป็นแค่วิธีการหนึ่ง

บางทีเขาไม่ได้ตั้งใจจะให้เห็นนม หรืออะไรมากกว่านั้น แต่เขาต้องการสื่อสารอะไรบางอย่าง นู้ดเป็นแค่วิธีการ หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่าสังคมเราปิดกั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ มันยาก การที่โรงเรียนตีกรอบเยอะๆ มันเป็นข้อเสียกับผู้เรียน แต่ด้วยความที่เราไม่เคยเรียนมาตรงๆ ก็อาจจะพูดได้ไม่เต็มที่ แต่คิดว่ามีปัญหาแน่นอน

ดูจากผลงานหลายๆ ชิ้น เรื่องสีโดดเด่นมาก เป็นความชอบเหรอ

ใช่ๆ เราเป็นคนบ้าสี งานส่วนใหญ่ของเราจะมีสีสันมาก ทุกวันนี้ที่ทำ physical น้อยลงก็เพราะมีปัญหาเรื่องสีนี่แหละค่ะ สีมันไม่ได้ดั่งใจมากเท่าดิจิทัล ดิจิทัลมีข้อดี คือมันได้ดั่งใจเราทุกอย่าง มันลองผิดลองถูกได้ เราเป็นคนชอบลองมาก

สมมติ 1 รูป 50% ของเวลาทั้งหมดเราหมดไปกับการทดลองสี ลองอยู่อย่างนั้น ตรงนี้สีอะไร ตรงนั้นสีอะไร เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เปลี่ยนจนถูกใจ สรุปง่ายๆ ว่างานเราเป็นงานที่มีสีสันแต่สงบเงียบแล้วกัน แม้สีสันมันจะฉูดฉาด แต่มันไม่ค่อยกระโตกกระตากมาก มันดูเงียบๆ อันนี้เรามองงานตัวเองนะ

รูปของคุณจะมีแมวอยู่เสมอ ขอถามได้ไหมว่าแมวตัวนั้นสำคัญกับคุณอย่างไร

แมวคือตัวแทนของเรา ตอนวาดรูปเซตนี้ เราอยู่ในวัยทองของผู้หญิงพอดี หงุดหงิดกับทุกอย่างในโลกใบนี้ แล้วเราก็จะเป็นคนแบบที่เราไม่เคยเป็น ก็เลยอยากวาดอะไรที่สบายๆ เพื่อสงบจิตใจตัวเอง พยายามวาดให้มันเรียบง่ายเข้าไว้ ดูแล้วสบายใจ

เวลาหงุดหงิดกับทุกอย่างบนโลก คุณพาตัวเองออกจากอารมณ์นั้นยังไง

เราไปปรึกษาคุณหมอ เขาก็บอกว่าให้ออกไปเที่ยว เราลองไปเที่ยวแล้วหายจริงๆ ไปมาอาทิตย์หนึ่งกลับมาหายเลย  พอเริ่มหงุดหงิดก็รู้แล้วว่าต้องออกไปที่อื่น หลบหน้าหลบตา ปลีกวิเวกไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เราไม่เคยคิดเหมือนกันนะว่าคำแนะนำที่บอกว่าให้ไปเที่ยวจะเวิร์ก แต่มันเวิร์ก บ้านเราอยู่ตราด บางทีเราก็ไปทะเล บางทีก็ไปต่างประเทศ ไปคนเดียว ไปเดินถ่ายรูป

หลายๆ รูปของคุณ ดูแล้วเหงาเหมือนกันนะ

หลายๆ คนที่ดูรูปเราจะรู้สึกแบบนั้น

มีคนดูภาพคุณแล้วรู้สึกไปทางอื่นบ้างไหม

เยอะนะ เราว่าคนที่มาดูรูปของเราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนเรา เขาดูแล้วจะคิดไปยังไงก็ได้ เพราะเราเป็นคนละคนกัน ตอนวาดเราก็ไม่ได้ต้องการให้คนดูคิดเหมือนเรา แต่เราจะบอกนะว่าเราคิดยังไง แต่เราจะถามกลับว่าแล้วคุณล่ะ ดูแล้วคิดยังไง

บางคนบอกดูแล้วรู้สึกเหงาชอบกล หรือบางคนก็ไม่ได้รู้สึกเหงา เขาบอกดูแล้วรู้สึกอบอุ่น ไม่เห็นจำเป็นต้องรู้สึกเหมือนกันเลย เรามาจาก background ที่แตกต่างกัน แล้วบางทีนะคะ บางภาพมันก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากหรอกค่ะ บางทีเราวาดเอาสนุก ไม่ได้มีแรงบันดาลใจลึกซึ้งอะไรทุกภาพหรอกค่ะ

และบางภาพมันอาจจะดูธรรมดาสำหรับเรา แต่มันพิเศษสำหรับเขาก็ได้ มีอยู่รูปหนึ่งเราวาดแมวสีดำ ความจริงเราวาดแมวเพื่อแทนตัวเราใช่ไหม แต่คนมาซื้อคนหนึ่งเขาบอกว่าเขาซื้อเพราะคิดถึงแมวของเขาที่เป็นสีดำ แต่ละรูปมันอาจจะมีบางอย่างที่ไปกระทบใจเขา เขามีเรื่องราวของเขาที่เราไม่มีทางรู้

ฉากเราก็ชอบ มันดูเป็นฉากที่เห็นได้ง่ายๆ ในชีวิต เดินไปปากซอยก็คงเห็น

ฉากส่วนใหญ่เราจะวาดจากคาเฟ่ข้างบ้านบ้าง ทะเลแถวบ้าน บ้านอยู่ตราดเราก็จะไปทะเลบ่อย เราชอบไปนั่งแถวคาเฟ่แล้วก็สเกตช์ไปเรื่อยๆ กลับมาบ้านก็เอามาทำต่อ

กว่าจะมาถึงยุคสีสันฉูดฉาด สไตล์คุณเปลี่ยนไปแค่ไหนจากวันแรก

เปลี่ยนมาเยอะนะคะ ด้วยความที่เราไม่เก่งเรื่องเทคนิค texture ที่ชอบก็เปลี่ยน สีนี่เปลี่ยนหนักเลย ตอนนี้ไม่รู้จะอะไรนักหนากับสี 10 สี 20 สีก็ทำไปเรื่อย นอกจากเรื่องเทคนิค ความเร็วในการทำงานก็เปลี่ยนไปเยอะ เราทำเร็วขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังร่างภาพใน physical อยู่นะคะ ร่างในกระดาษก่อน น้องนักวาดหลายๆ คนที่เรารู้จักเขาจะวาดลง iPad เลย แต่เราถนัดวาดลงกระดาษจริงก่อน แล้วค่อยเอาเข้าคอมฯ

วาดลงดิจิทัลกับกระดาษจริง คุณว่าทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันยังไง

หลังๆ เราพยายยามทำงาน physical มากขึ้น แต่อาจจะเพราะเรียนมาน้อย ฝีมือก็เลยยังไม่เข้าที่ เรารู้สึกว่าข้อดีของ physical มันต้องใช้เวลา สมมติวาดรูปกระดาษจริง 1 รูป กว่าจะสเกตช์ กว่าจะลงสี มันต้องรอ พอรอมันก็ทำให้เราใจเย็นขึ้น คิดวางแผนให้รอบคอบ เพราะความจริงแล้ว เราเป็นคนใจร้อนมาก

พอซ้อมวาดลง physical บ่อยเข้า คิดว่าเป็นคนใจเย็นขึ้นไหม

ถ้าให้ประเมินตัวเองนะ เราว่ายังใจเย็นไม่พอที่จะทำให้งานเนี๊ยบ หมายถึงว่าทำออกมาแล้วได้ดั่งใจ ทุกวันนี้ยังฝึกอยู่ พยายามอยู่ เพราะว่าอยากจะมีงาน physical สวยๆ กับเขาเหมือนกัน

คุณเป็นคนทำงานทีละชิ้น หรือละเลงไว้หลายชิ้นพร้อมกัน แล้วค่อยหยิบมาทำเรื่อยๆ

จะพูดไงดี ไม่อยากใช้คำว่าคราฟต์ บางเซตเราวาด 5 ชิ้นพร้อมกัน คือร่างๆ ไว้แล้วส่งเข้าคอม เรานิสัยไม่ดี ทำชิ้นนู้นนิด ชิ้นนี้หน่อย นึกอะไรออกก็เติม งานมันเลยไม่ค่อยเสร็จ การทำงานของเราจะเป็นประมาณนี้

มีงานไหนที่คุณชื่นชอบเป็นพิเศษบ้าง

ตอนนี้เราชอบงานใหม่ที่กำลังทำมาก ไม่ได้อยู่ในเซตนี้ เพิ่งทำ แต่ยังไม่เสร็จ มันเป็นเรื่องราวของเราเอง เราเป็นมะเร็งเต้านมแล้วก็ไปรักษามา เราชอบกระบวนการฉายแสงมากเลย รู้สึกมันล้ำ ตื่นเต้น เราก็เลยทำภาพเซต Radiant Cat ขึ้นมา เป็นแมวที่ห้องฉายแสงในอากัปกิริยาต่างๆ เรารู้สึกมันเป็นกระบวนการที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น

คือเราเข้าไปในห้องแล้วมีแสงอะไรก็ไม่รู้มาโดนตัวเรา แล้วจู่ๆ มันก็ทำให้เราหายจากโรคอะไรบางอย่าง เหมือนเราหลุดเข้าไปในโลกวิทยาศาสตร์ที่มันล้ำๆ เหมือนเราเป็น X-men เลย อยากเอาความรู้สึกตรงนั้นมาถ่ายทอด

เผื่อคนที่ไม่เคยเข้าไป ในห้องฉายแสงมันดูตื่นเต้นไปหมดในความรู้สึกเรา มันจะมีเครื่องอะไรใหญ่ๆ มา แอ๊ดๆ เหมือนเราเป็นไซบอร์ก แล้วมันก็มีแสงที่มหัศจรรย์ฉายเข้ามาให้ดีขึ้น เราว่ามันสนุก น่าทำอะไรสักอย่างกับเรื่องพวกนี้

ดูคุณเป็นคนมองเรื่องที่เกิดขึ้นในแง่บวก

จริงๆ มันก็มีช่วงเศร้าแบบที่คนอื่นๆ เขาเป็นนะคะ แต่มีคนบอกเหมือนกันว่าเราชอบคิดอะไรเป็นเรื่องสนุกอยู่เรื่อย แต่มันก็สนุกจริงไม่ใช่เหรอ เรารู้สึกว่ามันสนุกจริงๆ เมื่อก่อนเราคิดว่าคนไปฉายแสง ก็คือไปนอนแล้วก็ฉายแสง แต่เราเป็นการฉายแสงแบบพิเศษ เราเป็นมะเร็งเต้านมด้านซ้าย ตอนฉายแสงเราต้องกลั้นใจ 30 วินาที แล้วมันจะมีแว่นเหมือน The Matrix เลย เพื่อวัดการหายใจขึ้นลง

จะต้องกลั้นให้ได้แต่ละช็อต ช็อตละประมาณ 20 – 30 วินาที เราต้องกลั้นให้ได้ เราจะฉายๆ วนไปแบบนี้ บางครั้งเรารู้สึกเหมือนนักกีฬาที่ต้องวอร์มตัวเองให้พร้อมไปแข่ง ให้โคชพอใจ แต่ละวันที่ไปเราจะรู้สึกเหมือนไปแข่งกีฬา มันสนุกมาก

คุณมีคำแนะนำไหม วิธีค้นหาสไตล์หรือลายเส้นของตัวเอง

เราเจอของตัวเองหรือยังก็ไม่รู้เนี่ย (หัวเราะ) ถ้าตอบในแบบเรานะ ก็ลงมือทำไปค่ะ วาดไปเลย แล้วก็ดูงานคนอื่นเยอะๆ ไม่ใช่ลอกนะ ดูแล้วรับบางส่วนของคนนู้นคนนี้ บางส่วนที่เราชอบให้มันซึมเข้ามา

อย่างงานเรา คนจะบอกว่าเหมือนภาพพิมพ์ญี่ปุ่นจังเลย เหมือนงาน city pop จังเลย เราก็ได้แต่ยิ้ม เพราะเราก็ดูมาทั้งนั้นแหละ มันซึมเข้ามาเอง ดูงานเยอะๆ ช่วยได้ค่ะ ดูให้หลากหลาย ทำไปทำมาเราจะปรับจนเป็นลายเส้นหรือสไตล์ของเราเอง แต่อย่าไปลอก

พอมาเป็นนักวาด คุณยังแอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่อยู่บนลู่วิ่งเดียวกันเหมือนตอนเป็นอาจารย์ไหม

ไม่เลย ตอนเป็นอาจารย์เราเรียนหนังสือมาเยอะ เขาก็เรียนมาแบบเรา มันเลยมีความเปรียบเทียบกัน แต่พอเป็นงานวาด เราไม่ได้เรียนมาเลย เราลองคลำๆ มาด้วยตัวเอง ดีใจมากด้วยซ้ำที่มาได้ขนาดนี้

แค่มีคนซื้อรูปเราก็ตกใจมากๆ แล้วนะ งานเราขายได้ด้วยเหรอ หรืออย่างงาน BKKIF เราก็ตกใจนะว่าเขาเลือกงานเราไปด้วยเหรอวะ กลับมาตอบคำถามคือเราไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใครเลย เราทำด้วยความสนุก

ย้อนมองเส้นทางนักวาดของตัวเองตั้งแต่ Day 1 ถึงตอนนี้ คิดว่าตัวเองมาไกลไหม

เราเริ่มจากคนที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะวาดรูปได้ ทำมาเรื่อยถึงรู้ว่าเราก็วาดรูปกับเขาได้เหมือนกัน คือเราเป็นคนชอบทำงานศิลปะอยู่แล้ว แต่ไม่นึกว่าวันหนึ่งจะเป็นคนวาดเองทำเองเป็นเรื่องเป็นราว แถมมีคนจ่ายเงินซื้องานเราอีก มันเกินกว่าคำว่าประสบความสำเร็จไปมากค่ะ

เป้าหมายต่อไปของคุณในสายการวาดภาพคืออะไร

จริงๆ ก็อยากมีนิทรรศการของตัวเองนะ แต่ตอนนี้มันเกินเป้าแล้วค่ะ ได้ไปงานแฟร์ มีคนมาซื้องาน แค่มีคนชอบงานเราก็ดีใจมากๆ แล้ว ถ้าคิดไปไกลกว่านั้น อยากมี Solo Exhibition หรือว่า Group Exhibition สักครั้งก็น่าจะโอเคแล้วค่ะ ส่วนเรื่องรายได้ เราก็ไม่ได้หวังอะไรมาก

จากที่เคยลาออกเพราะเครียด พอมาเป็นนักวาดเต็มตัวแล้ว คุณรู้สึกยังไงตอนนี้

สนุก แล้วเราแค่อยากถ่ายทอดสิ่งในใจเราออกไปในภาพวาด แต่ละรูปมันจึงเป็นเรื่องราวในชีวิตเราซะมาก เป็นเรื่องที่เราอยากถ่ายทอดออกมาและบันทึกเก็บไว้

ในฐานะศิลปิน คุณว่าการเป็นตัวของตัวเองสำคัญยังไง

สำคัญมาก แต่ไม่ใช่แค่ศิลปิน เราว่าทุกๆ อาชีพนั่นแหละ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ สส. สว. หรือนักการเมือง เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด การเป็นตัวเองมันทำให้เราใช้ชีวิตง่าย ถ้าเราทำอะไรในมาตรฐานของตัวเอง ไม่เดือดร้อนคนอื่น ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น ทำอะไรที่ตัวเองพอใจ ชีวิตก็จะไม่ค่อยทุกข์มาก

AUTHOR

PHOTOGRAPHER