Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ – เวียร์ ศุกลวัฒน์ ในวันที่เป็นพระเอกมา 14 ปี

Highlights

  • รู้ตัวอีกทีตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 15 แล้วที่ เวียร์–ศุกลวัฒน์ คณารศ เลือกเส้นทางเดินชีวิตเป็นนักแสดง จากหนุ่มขอนแก่นเขากลายเป็นพระเอกเบอร์ต้นๆ และตลอดเวลาที่ผ่านมาชีวิตเขาก็เปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน
  • เวียร์บอกกับเราว่าในตอนแรกอาชีพนักแสดงไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดเลย แต่ด้วยความมานะอุตสาหะ สุดท้ายเขาก็ทำมันได้และเริ่มรักอาชีพนี้ในที่สุด
  • สำหรับการใช้ชีวิต เวียร์พยายามบาลานซ์อัตราส่วนการใช้ชีวิตต่อการที่ถูกชีวิตใช้ให้อยู่ที่ 80:20 สำหรับเวียร์นี่เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะและทำให้เขารู้สึกสบาย ไม่อึดอัดจนเกินไป
  • แม้จะมีช่วงที่เคยเหลิงอยู่บ้าง แต่เพราะเพื่อนและครอบครัวทำให้เวียร์กลับสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นจนถึงตอนนี้ และสำหรับอนาคตเวียร์บอกว่าเขาไม่มั่นใจเหมือนกันว่าตัวเองจะอยู่ที่จุดไหน แต่ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใดเขาเชื่อว่าตัวเองจะเลือกในสิ่งที่ทำให้มีความสุขเสมอ

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่การสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้น เวียร์–ศุกลวัฒน์ คณารศ ก็ปรากฏตัวบนเวทีคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 16 ในฐานะผู้เชิญรางวัลสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

การเป็นเจ้าของรางวัลเมื่อปีที่แล้วจากบทบาท ‘เชน’ ที่แสนตราตรึงในภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ทำให้เขาได้รับเชิญขึ้นไปทำหน้าที่นี้ แต่ในอีกวาระหนึ่ง เวียร์ก็เข้าชิงรางวัลเดิมในปีนี้จากบทบาท ‘ภพ’ ในภาพยนตร์เรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ เช่นกัน

แม้สุดท้ายหลังสิ้นเสียงประกาศผลเขาจะชวดรางวัล แต่จากแคปชั่นในอินสตาแกรมที่เวียร์โพสต์ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเราเจอกันทำให้ผมพอรู้ว่าในใจของนักแสดงวัยย่างเข้า 35 คิดเห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นยังไง

“สำหรับผม ปีนี้ได้เข้าชิงถือว่าได้รางวัลแล้วครับ เพราะแค่ได้ทำในสิ่งที่รัก นั่นคือที่สุดแล้ว” 

และ ‘สิ่งที่รัก’ ที่เขาว่านั่นเองคือหัวข้อที่ผมอยากสนทนากับเขาในวันนี้

นับตั้งแต่ปี 2549 ที่ละครเพลงโทรทัศน์ พลิกดินสู่ดาว ออกฉาย เส้นทางการเป็นนักแสดงของเวียร์เริ่มต้นและลากยาวจนถึงปัจจุบัน ภายในเวลา 14 ปี เขามีละครกว่า 40 เรื่อง (มากที่สุดคือปีละ 5 เรื่อง) ภาพยนตร์อีกเกือบสิบเรื่อง ผลงานเพลงอีกหลายสิบเพลง และพิธีกรรายการท่องเที่ยวอีกหนึ่งรายการ กราฟความสำเร็จและขอบเขตงานที่มีแต่จะมากขึ้นทำให้ปัจจุบันเวียร์ยังคงรักษาพื้นที่ในวงการได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมกับความนิยมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนถึงกับยกให้เขาเป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของช่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าการอยู่ในวงการมานานทำให้เวียร์ปรากฏตัวและเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาของตัวเองกับสื่อหลายครั้ง กับครั้งนี้ก็เช่นกัน เรื่องที่เขาเล่าให้ผมฟังยังคงเป็นความทรงจำเดิม เพียงแต่คราวนี้ผมอยากชวนเขาลงลึกจากสิ่งที่เคยกล่าวไว้และนึกย้อนความรู้สึกให้มากขึ้นสักหน่อย

กว่าจะเป็นเวียร์ในวันนี้ ก่อนหน้านี้เขาเป็นเวียร์แบบไหน อะไรที่ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าผมยังคงทำสิ่งที่รักและคงสถานะ ‘พระเอก’ มาได้ถึง 14 ปี

ท่ามกลางบรรยากาศในสตูดิโอกลางกรุงเทพฯ ที่เขาคุ้นชิน เวียร์เริ่มเล่าเรื่องราวของเขาด้วยท่าทีเป็นกันเอง บทสนทนาที่เกิดขึ้นพาเราย้อนกลับไปที่จังหวัดขอนแก่นที่เวียร์เติบโตมา พาเราไปเห็นหลังกล้องของละครเรื่องแรก และพาเราไปเจอเหตุการณ์ดราม่าในชีวิตเขา

ไฟพร้อม กล้องพร้อม นักแสดงพร้อม ต่อไปนี้คือชีวิตนักแสดงที่ไม่แสดงของชายที่ชื่อเวียร์ ศุกลวัฒน์ และเราจะเริ่มการถาม-ตอบในอีกห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง

แอ็กชั่น

“ไอ้หนุ่มบ้านนาคนนี้ใกล้จะผ่านพ้นเข้าสู่วิกฤติวัยกลางคนแล้ว”

IG : weir19 31/12/2562

 

ชีวิตวัยเด็กของคุณที่ขอนแก่นเป็นยังไงบ้าง

ผมโตมาในมหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณแม่เป็นพยาบาลในศูนย์แพทย์ของมหาวิทยาลัย ผมจึงโตมาในบ้านพักของบุคลากรที่อยู่ในส่วนที่เรียกว่า ศูนย์แพทย์ 3 เรียนก็เรียนในนั้นตั้งแต่เนอร์เซอรีเพราะใช้สวัสดิการของแม่ ส่วนพ่อเป็นวิศวกรอยู่ที่กรมชลประทาน โดยรวมถือว่าโตมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง ไม่ได้ลำบาก พูดง่ายๆ ว่ามีความเป็นลูกคุณหนูประมาณหนึ่ง

 

คุณเคยบอกว่าช่วงปิดเทอมจะถูกส่งไปอยู่กับยายที่อำเภอบ้านไผ่ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปยังไง

อันนี้เป็นความคิดของพ่อแม่ผม ตามปกติเขาพยายามเลี้ยงลูกให้ทุกอย่างออกมาเพอร์เฟกต์ ดังนั้นผมจึงโตมากับความเพียบพร้อม บ้านใหญ่โต มีคนรถรับ-ส่ง สะดวกสบายทุกอย่าง ในแง่หนึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ เพราะด้วยความที่ชีวิตพวกเขาลำบากมาก่อนเขาจึงอยากให้ผมสบาย แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาวางแผนสองไว้เช่นกันว่าอยากให้ผมรู้ว่าครอบครัวมาจากไหน เขาเลยส่งผมไปอยู่กับยายที่บ้านไผ่ช่วงซัมเมอร์เพราะเป็นบ้านเกิดของพ่อกับแม่ 

ทั้งหมดนี้เขาไม่ได้บังคับ เขาไม่ได้บอกว่าผมต้องคิดเหมือนเขา จริงๆ พ่อแม่ให้ผมและพี่ชายเลือกด้วยซ้ำว่าซัมเมอร์อยากไปต่างประเทศหรือไปอยู่บ้านไผ่ พี่ชายผมส่วนใหญ่ไปต่างประเทศ แต่ผมเลือกบ้านไผ่ ไม่เคยไปต่างประเทศเลย

 

ทำไม

ผมรู้สึกว่าวิถีชีวิตที่นั่นมีความเป็นตัวเรามากกว่า เอาจริงบ้านไผ่ต่างกับที่ผมอยู่เยอะมากนะ ทั้งที่ขับรถออกมาแค่ 44 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ผมอยู่แถวมหาวิทยาลัย บริเวณนั้นจึงเจริญมาก มีห้างหรือคอมมิวนิตี้มอลล์ค่อนข้างเยอะ แต่ผมกลับไม่ค่อยชอบ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

ถามว่ามีห้างให้เดินดีไหม ก็ดี แต่ผมติดใจช่วงปิดเทอมที่ไปอยู่กับยาย นอกเหนือจากเหตุผลว่ายายตามใจซึ่งพอเป็นเด็กก็ชอบอยู่แล้ว ผมว่าอีกเหตุผลที่ผมชอบคือสังคมด้วย ชีวิตตรงนั้นมีอะไรให้ทำเยอะ และมันเป็นอะไรที่เราสงสัยว่าทำได้ด้วยเหรอ พอได้ทำจึงรู้สึกสนุกและมีอิสระ

 

ยกตัวอย่างเช่นอะไรบ้าง

เลี้ยงควาย หาปลา หาปู หรือทำบาปอย่างการยิงกะปอม (หัวเราะ) ทำหมดทุกอย่าง มันเป็นวิถีชีวิตที่ผมรู้สึกสนุกในวัยเด็กเพราะไม่ได้รับอะไรแบบนี้ตอนเรียนในเมือง ที่นั่นอาจไม่ได้หรูหรา แต่ผมกลับมีความสุขดี คล้ายๆ กับการมีบ้านสวนที่เราได้กลับไปทุกปี คูลอยู่เหมือนกัน เท่ใช้ได้เลยล่ะ (หัวเราะ)

 

การโตมาในสังคมสองแบบมีผลต่อคุณไหม

บ้านไผ่ทำให้ผมเข้าใจคนในสังคมที่ต่างกัน ที่นั่นผมได้เห็นสังคมที่ครอบครัวเราเติบโตมาโดยการหาเงินง่ายๆ แบบผักสวนครัวรั้วกินได้ ผมแทบไม่เคยเห็นยายควักกระเป๋าตังค์ ทุกอย่างหาได้โดยไม่ต้องซื้อ มีเยอะก็แบ่ง ทุกคนพึ่งพิงกัน ดังนั้นผมอินกับวิถีชีวิตแบบนี้ มันทำให้ผมคุยกับคนที่นั่นได้หมดและซึมซับตรงนั้นมา ส่งผลให้พอเปิดเทอมผมเริ่มมีบุคลิกและการพูดจาที่พูดกับคนทุกระดับชั้นรู้เรื่องหมด ผมสามารถคุยกับ ผอ.ได้ คุยกับเพื่อนแม่ได้ หรือคุยกับพี่ รปภ.ก็ได้ ยิ่งพอเป็นคนช่างสังเกตและขี้สงสัยมันทำให้ผมเริ่มเห็นว่าการที่คนคนหนึ่งเป็นแบบนี้เพราะเขาโตมาแบบไหน ทุกคนมีที่มา ทั้งหมดเพราะผมได้ไปคลุกคลีและประสบพบเจอกับคนในหลายๆ สังคมมาก่อน

 

ดูชีวิตคุณยึดโยงกับขอนแก่นมากตั้งแต่เด็กจนโต

ว่าอย่างนั้นก็ได้ ผมไม่ได้มีความคิดว่าจำเป็นต้องออกไปไหนน่ะ ไม่รู้ว่าเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า แต่อยู่ขอนแก่นก็สบายดี ใกล้พ่อแม่ ตอนมหาวิทยาลัยก็เรียนวิศวะฯ โยธาที่ มข.ตามรอยพ่อ นี่อาจเรียกว่าคอมฟอร์ตโซนมั้งและมันเป็นข้อเสียอยู่เหมือนกัน ผมกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สุดท้ายเลยเรียนและโตที่ขอนแก่นมาตลอด นี่ถ้าไม่ได้เข้าวงการคงไม่พ้นอยู่ขอนแก่นตลอดชีวิตแน่

“ความฝันที่ไม่เป็นอย่างใจ ความเป็นจริงที่โหดร้าย ไม่แปลกที่มันจะเกิดขึ้น แต่ไม่แปลกเช่นกันที่เราจะพัฒนาใจยอมรับและสู้กับปัจจุบัน”

IG : weir19 25/02/2563

 

จำความรู้สึกตอนที่มีคนมาชวนเป็นนักแสดงได้ไหม

ตื่นเต้นเหมือนกัน ตอนนั้นผมอายุแค่ 20 ปีเอง ยุคนั้นเป็นยุคแรกๆ ที่เริ่มมีเว็บที่รวมเด็กหน้าตาดี ด้วยความที่เป็นเด็กกิจกรรมและเล่นดนตรี เพื่อนๆ เลยเอารูปผมไปโพสต์ นั่นน่าจะเป็นช่องทางที่แมวมองเขาเห็นและมาชวนเราไปแสดงละคร แต่สารภาพว่าตอนแรกผมไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องจริง

 

ทำไม

เราอยู่ห่างจากตรงนั้นน่ะครับ ถามว่าก่อนหน้านั้นดูละครไหม ก็ดู แม่ผมก็ดู ยายผมยิ่งชอบดู แต่ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดที่คิดมาตลอดว่าคนที่เป็นนักแสดงหรือดาราต้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ หมด หรือไม่ก็ต้องเป็นนักเรียนนอกและลูกครึ่งเท่านั้น อย่างเราคงเป็นไม่ได้หรอก

 

ทั้งๆ ที่คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แล้วจากตรงนั้นกลายเป็นตอบตกลงได้ยังไง 

แม่ขอครับ นี่น่าจะเป็นส่วนสำคัญเพราะแม่มีอิทธิพลต่อผมค่อนข้างสูง แต่ตอนที่ตอบตกลง ผมยังไม่รู้นะว่าหลังจากนั้นมีกระบวนการอะไรบ้าง ผมไม่ได้ศึกษาอะไรทั้งนั้น รู้คร่าวๆ แค่เดี๋ยวทำสัญญา เล่นละครเพลง มีชื่อเสียง แม่คุยได้ว่ามีลูกเป็นดารา ผมคิดแค่นั้น ยังนึกภาพไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่ในโทรทัศน์ได้ยังไง แต่แม่บอกว่าลองไปเถอะ ไม่เสียหายหรอก ผมเรียนวิศวะฯ อยู่แล้ว ดังนั้นแสดงละครคงไม่ยากมั้ง

โห่ ไม่เห็นเหมือนที่พูดเลย (หัวเราะ)

 

ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตอนถ่ายทำละครเรื่องแรกเป็นยังไงบ้าง

ไม่ดีครับ ไม่ดี เหมือนผมต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเพื่อทำให้ผ่าน ในขณะที่คนอื่นไปกินข้าว ผมยังต้องถ่ายแก้อยู่คนเดียว

ความรู้สึกตอนนั้นเป็นยังไง

แย่ (ตอบทันที) แย่มากๆ มันทำให้ทุกวันนี้เวลาเห็นนักแสดงใหม่ๆ ที่ต้องถ่ายแก้เยอะๆ ผมอยากเดินไปตบบ่าทุกคนนะ ว่ามึงสบายมาก กูเทคมากกว่ามึงอีก มากกว่าเยอะด้วย ผมเคยทำแบบนี้เหมือนกันกับเด็กที่ถ่าย 20-30 เทค เด็กถามผมกลับว่าพี่เวียร์เนี่ยนะ 20-30 เทค ผมตอบกลับไปว่าเฮ้ย 20-30 เทคนี่ไม่ต้องมาพูดกัน เพราะเรื่องแรกผมถ่ายแก้ซีนเดียว 50-60 เทค

 

จำได้ไหมว่าซีนไหน

ซีนง่ายๆ ครับคือหันมาพูดกับอีกคน ปัญหาอยู่ที่ก่อนเข้าฉากผมดันแกล้งพูดผิดตอนซ้อมบท พอเข้าฉากผมเลยพูดผิดอยู่แบบนั้น หรือยังไม่ทันพูดผมจะหัวเราะขึ้นมาก่อน กลายเป็นว่าผมไม่มีสมาธิจนแสดงไม่ได้ ตอนแรกทีมงานนั่งขำและนั่งจดว่าเทคที่หนึ่ง เทคที่สอง เทคที่สาม แต่พอเทคที่สิบผมเริ่มไม่ขำแล้ว แสดงเท่าไหร่ก็ไม่ได้สักที ผมเครียดมาก สุดท้ายเทคไปเยอะมากจนเขาต้องเปลี่ยนซีนเพื่อให้ไปสงบสติอารมณ์ก่อน

ตอนนั้นไม่สู้แล้วครับ ตั้งใจออกแล้ว (หัวเราะ) ผมไม่เอาแล้ว มันท้อไปแล้ว คิดกับตัวเองไปว่าถ้าละครออกอากาศเดี๋ยวผมจะกลับไปเรียนต่อ ผมคุยกับตัวเองระหว่างถ่ายทำหลายรอบ คุยกับเพื่อนและพ่อแม่หลายครั้งว่าเลิกดีกว่า ยิ่งด้วยความเป็นเด็กที่ไม่ได้คิดถึงสัญญาที่เซ็นไป ผมจึงคิดว่ามันน่าจะเลิกได้ แค่เอาพ่อแม่มาคุยว่านี่ไม่ใช่ทางของลูกชาย เขาลองแล้ว ขอเขาไปเรียนต่อ ผมคิดแค่นั้นว่ามันน่าจะได้ ดังนั้นวันที่ พลิกดินสู่ดาว ฉายตอนแรก ใจผมสบายขึ้นมากเพราะไม่คิดอะไรอีกต่อไป 

 

แต่อย่างที่รู้กันว่าสุดท้าย พลิกดินสู่ดาว กลายเป็นละครที่ได้รับความนิยมมาก 

ถือว่าดีครับ ผมคิดว่าด้วยความที่ยุคนั้นรายการเรียลลิตี้เพลงกำลังดังด้วย พลิกดินสู่ดาว ที่เล่าถึงเรื่องนี้โดยตรงจึงถือเป็นละครที่ค่อนข้างแปลกใหม่ ดังนั้นถึงเรตติ้งที่ออกมาจะประมาณหนึ่งแต่ในความคิดผมผมว่าละครดังมากนะ ในยุคนั้นได้ดูกันแทบทุกคน

ว่ากันตามจริง ทั้งหมดนี้สวนทางกับฟีดแบ็กด้านการแสดงของคุณที่มีเสียงตำหนิเป็นส่วนใหญ่

หนักครับ ผมโดนเยอะมาก เท่าที่ผมได้ยินคือผู้จัดการเอามาเล่าให้ฟัง พูดตามตรง ตอนนั้นผมรู้อยู่แล้วแหละว่าโดนแน่ๆ เล่นไม่ดีขนาด 50-60 เทคขนาดนั้น แต่พอโดนจริงก็ยอมรับว่าค่อนข้างเป๋เหมือนกัน สมัยนี้คำพูดอาจไม่กระทบอะไรผมมาก แต่สมัยนั้นแค่คำพูดเล็กๆ น้อยๆ รุนแรงสำหรับผมแล้ว มันทำให้นอยด์ได้ 

 

จำได้ไหมว่าโดนอะไรบ้าง

เล่นไม่ดี ไอ้เด็กนี่มาจากไหน ไอ้เด็กบ้านนอก หน้าด่างสีไม่เท่ากัน พูดไม่รู้เรื่อง ถ้าเล่นไม่ดีขนาดนี้กลับบ้านไปเลี้ยงควายเถอะ

 

ในเมื่อคิดว่าอยากเลิก งานอื่นก็มีรองรับ รวมถึงโดนคอมเมนต์เชิงลบขนาดนี้ แล้วอะไรทำให้คุณยังอยู่ต่อ

หลายๆ อย่างครับ อย่างแรกคือภาระผูกพันเรื่องสัญญา อย่างที่สองคือคำพูดของพ่อแม่

แม่บอกผมว่าคนดูพร้อมให้อภัยอยู่แล้วเพราะนี่เป็นเรื่องแรก แม่เปรียบตัวผมว่าเหมือนกำลังเข้าทำงานอาชีพใหม่และโดนเจ้านายด่า นี่เป็นเรื่องธรรมดา สำคัญคือผมต้องเอาสิ่งที่เขาว่ามาคิดวิเคราะห์และปรับปรุง ส่วนพ่อบอกผมสั้นๆ ว่าไม่น่ามีอะไรที่ผมทำไม่ได้ อะไรเหล่านี้ทำให้เราเปลี่ยนใจอยากลองอีกสักตั้งครับ ผมอยากทำให้ดีขึ้น แต่ถามว่าลุยเลยไหม ไม่ขนาดนั้น ผมยังเป็นเด็กที่มีหลุดบ้าง ติดเพื่อนบ้าง ติดแสงสีบ้าง แต่ผมพยายามพัฒนาตัวเองทุกวัน

 

พอได้ลองจริงจัง คุณคิดว่านักแสดงคืออาชีพที่ยาก-ง่ายขนาดไหน

โห ยาก-ง่ายไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะสำหรับผมมีแต่คำว่ายาก ไม่มีคำว่าง่ายแม้แต่ครั้งเดียว ช่วงแรกผมต้องตั้งใจมาก แทบไม่ได้สนใจอย่างอื่นเวลาอยู่ในกอง

 

นานไหมกว่าจะเริ่มรู้สึกอยู่มือ

นาน (ตอบทันที) ผมใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจอะไรมากขึ้นและรับมือหน้าที่ของตัวเองได้ ผมว่า 5 ปีขึ้นไป มันนานมากนะครับ เพราะคนอื่นเขาใช้แค่ปีเดียวเท่านั้น

“อาชีพนักแสดงสนุกจริงๆ นะ ต้องลองสักครั้ง แล้วจะติดใจ” 

IG : weir19 03/03/2563

 

หลังจากปีที่ 5 มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นกับคุณบ้าง

ผมพบว่าตัวเองเริ่มรู้สึกว่าการแสดงคือเรื่องสนุก ช่วงปีที่ 5 ผมอาจไม่ได้มั่นใจว่าที่ที่กำลังยืนอยู่คือที่ของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ทำให้วันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกชอบในอาชีพนักแสดง ผมเริ่มทำมันได้ดี สิ่งที่ผมสอนและส่งต่อให้คนอื่นเริ่มเป็นประโยชน์ ยิ่งนานวันผมยิ่งรู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปเป็นหลักสิบปี ผมถึงรู้สึกว่าชัดแล้ว นี่คงเป็นที่ของเราแล้ว และในเมื่อมันชัด ผมคิดว่าตัวเองต้องลองทำต่อไปเรื่อยๆ

 

ในมุมมองคุณ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากพรสวรรค์หรือพรแสวงมากกว่ากัน

(นิ่งคิดนาน) ผมว่าผมใช้พรแสวงเยอะนะ แต่คนส่วนใหญ่มักบอกว่าผมมีพรสวรรค์ ซึ่งโดยส่วนตัวผมว่าตัวเองมีสองอย่างนี้ควบคู่กัน ถามว่าคนที่ใช้แค่อย่างเดียวแล้วประสบความสำเร็จมีอยู่ไหม ก็คงมี บางคนแค่มีพรสวรรค์ก็ประสบความสำเร็จได้ บางคนแค่มีพรแสวงก็ทำได้ แต่บางคนก็ต้องมีทั้งสองอย่างนี้ควบคู่กัน ผมเป็นแบบหลังเพราะผมไม่ได้มาทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน 

ผมเรียนวิศวะฯ มา ดังนั้นผมต้องพยายามมากกว่าจะแสดงได้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผมว่าตัวเองมีอะไรบางอย่างที่ติดตัวมาด้วย ผมเรียกสิ่งนั้นว่าเซนส์และความเข้าใจ เหล่านี้ไม่ใช่แค่ในการทำงานเท่านั้นแต่รวมถึงการใช้ชีวิตด้วย มันคือเสน่ห์และความเข้าใจคนที่ผมมีมาก่อนหน้าตั้งนานแล้ว นี่เป็นแต้มต่อที่ผมไม่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่และใช้ประโยชน์ได้ นั่นน่าจะเป็นข้อดีตั้งต้นที่ผมมี

 

แล้วถ้าบางคนไม่มี คุณว่าเซนส์แบบนี้ฝึกกันได้ไหม

ถ้ามีคนเก่งๆ ก็ได้นะ อย่างผู้กำกับเก่งๆ หลายคนที่ผมทำงานด้วย เขาสามารถดึงเสน่ห์และเซนส์เหล่านี้ออกมาจากนักแสดงได้ ผมถึงบอกทุกคนเสมอว่าการเวิร์กช็อปหรือเรียนการแสดงเพิ่มคือสิ่งจำเป็น เพราะต่อให้บางคนมีต้นทุนที่ดี แต่ถ้าเอาออกมาไม่ได้มันก็ไม่ได้ แต่ถ้าคุณสามารถดึงตรงนี้ออกมาได้มันเหมือนเปิด-ปิดสวิตช์ ผมว่าคนแบบนี้เหมาะกับการเป็นนักแสดงมากๆ

คุณมักบอกเสมอว่าการพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ คือสิ่งสำคัญ สำหรับคุณ เรื่องนี้สำคัญยังไง

ในเมื่อพื้นที่ที่เรารักตรงนี้ยังมีทางอื่น ผมคิดว่าตัวเองควรลองให้หมดในสายอาชีพ อย่างภาพยนตร์เป็นศาสตร์หนึ่งที่ผมเลือกลอง มันคือการลองให้รู้ว่าผมทำได้หรือไม่ ลองให้รู้ว่าผมชอบหรือไม่ชอบอะไร ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องทำอีก ถ้าชอบก็ทำต่อ ผมคิดแบบนี้เสมอเวลาเลือกทำงานต่างๆ

 

สำหรับคุณ การแสดงในละครและภาพยนตร์ต่างกันไหม

ยากอยู่เหมือนกันครับ ก่อนหน้านี้คนดูเรียกร้องการแสดงจากเราในรูปแบบของละครที่ต้องเล่นใหญ่ๆ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นภาพยนตร์ ผมต้องเรียนรู้การแสดงอีกแบบ หลายครั้งอาจต้องมีผู้กำกับคอยบอก เช่น ตอนที่เล่นหนักๆ ใน มะลิลา แต่สุดท้ายก็ผ่านมาด้วยดี ผมโชคดีที่ได้เจอทีมที่ดีเสมอ พวกเขาช่วยผมเยอะมาก ผมกล้าพูดว่าถ้ามาคนเดียวผมคงมาไม่ได้ไกลขนาดนี้

 

สามารถพูดได้ไหมว่าตอนนี้อาชีพนักแสดงคือสิ่งที่คุณรัก

พูดได้ อาชีพนักแสดงคือสิ่งที่ผมรักไปแล้วแหละ ผมทำได้เรื่อยๆ ถ้าเขายังจ้างอยู่ (หัวเราะ) สิ่งที่ผมรู้สึกมาตลอดคือผมอยากทำให้ตัวเองมีความสุขพร้อมๆ กับทำตัวเองให้มีคุณค่า เพราะผมเป็นคนชอบความสนุกอยู่แล้ว ดังนั้นผมชอบที่จะมีความสุขในแบบของผม แต่พร้อมกันนั้นในทุกวันนี้ผมต้องทำตัวเองให้มีมูลค่าด้วยเพราะผมรักอาชีพนี้และอยากทำมันไปเรื่อยๆ คล้ายๆ ว่าตัวผมเป็นสินค้าที่ต้องทำตัวเองให้คนอยากได้เราไปใช้งานตลอด

“ใช้ชีวิต หรือจะให้ชีวิตใช้เรา ลองชั่งน้ำหนักดู ผมว่า 80:20 กำลังดีครับ หรือถ้าทำได้ ใช้ชีวิตให้เต็มร้อยไปเลย ปล่อยใจ มองหาความสุขเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ทำเท่าที่ทำได้ แล้วใจจะเป็นสุข สำคัญที่สุดคือไม่เบียดเบียน” 

IG : weir19 27/08/2562

 

ในแง่ชีวิตส่วนตัว การเป็นนักแสดงเปลี่ยนแปลงตัวคุณไปมากน้อยแค่ไหน

ถ้าย้อนกลับไปตอน พลิกดินสู่ดาว ช่วงที่ถ่ายทำผมยังไม่ค่อยรู้ความเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ตอนนั้นผมแค่อยู่หลังฉาก เป็นแค่วัยรุ่นที่มีอะไรให้ทำก็ทำ เดินไปไหนไม่มีคนรู้จัก ผมยังใช้ชีวิตปกติจนกระทั่งตอนแรกออกฉาย ผมมักใช้คำนิยามคืนนั้นว่า ‘ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน’

 

เปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง

(นิ่งคิด) มันเหมือนกับที่รุ่นพี่หลายคนแนะนำก่อนหน้านั้นว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ความเป็นส่วนตัวแทบจะไม่มี คนเข้ามาหาเยอะมากและเจอใครต้องถ่ายรูป ต้องแจกลายเซ็น และต้องยิ้มแย้ม ตอนได้ฟัง ผมคิดว่าคงเป็นแบบนั้นเพราะเคยเห็นดาราในโทรทัศน์อยู่บ้าง แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าพอเป็นตัวเองเราจะรับมือได้ขนาดไหน ซึ่งพอเจอจริงๆ ก็หนักอยู่

 

ช่วงแรกมีปรับตัวไม่ได้บ้างไหม

มีเหมือนกัน มันต้องใช้เวลาในการเรียนรู้สังคมบันเทิงซึ่งผมค่อยๆ เรียนรู้ไป อาจยากอยู่บ้างที่พอเรียนรู้เรื่องไหนจบมันจะมีเรื่องใหม่ให้ผมเรียนรู้อยู่เสมอ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ตรงนี้ก็เป็นข้อดี ผมเริ่มปรับตัวเองให้สนุกกับการเรียนรู้การใช้ชีวิตในวงการนี้ มันทำให้ผมโตแบบก้าวกระโดดไปจากเพื่อนในวัยเดียวกันจนสุดท้ายเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น

วงการบันเทิงไม่ได้มีแค่การแสดงน่ะครับ วงการนี้มีทั้งการออกงาน ข่าว และสังคมใหม่ๆ สำหรับผม หลังจากได้เรียนรู้มาจนถึงตอนนี้ ผมโอเคนะ วงการนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนโจมตี มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ไม่ได้มีการสกัดขาหรือเต้าข่าว ผมเห็นว่าแต่ละอย่างยังคงเป็นตรรกะสมเหตุสมผลอยู่ อาจเพราะเป็นคนที่ชอบสังเกตมาตั้งแต่เด็กด้วย ดังนั้นผมพอเข้าใจประมาณหนึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเริ่มปรับเข้ากับการใช้ชีวิตของตัวเองได้

 

สุดท้ายจึงออกมาเป็นสัดส่วนการใช้ชีวิต ‘80:20’ แบบที่คุณเคยบอกไว้

ใช่ๆ 

 

ดูขัดกับที่หลายคนบอกอยู่เหมือนกันว่าการเป็นดาราต้องแลกชีวิตส่วนตัวทั้งหมด

ต้องยอมรับว่าชีวิตส่วนตัวหายไปแน่นอนครับ เวลาดาราเดินมาเหมือนกับมีแสงสว่าง คนเห็นเราก่อนแน่ๆ ยิ่งปิดยิ่งเห็นเพราะคนจำได้ นี่เป็นสิ่งที่ต้องแลกเพราะนี่คืออาชีพเรา แต่คำถามคือจะอยู่กับอาชีพนี้ยังไง เราปล่อยให้มันกลืนกินเราได้แค่ไหน และมีวิธีตั้งรับในแบบที่เราโอเคหรือเปล่า

ผมยอมรับว่ามีช่วงที่ผมทำตัวไม่ถูกอยู่เหมือนกัน ต้องบอกก่อนว่าโดยพื้นฐานผมเป็นคนชอบอยู่คนเดียวและไม่ชอบให้ใครรบกวน ทำให้ช่วงแรกที่เป็นนักแสดง มันยากมากสำหรับผม ผมคิดเยอะมากว่าจะทำให้ทุกคนพอใจได้ยังไง คิดจนตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่เราเป็นอะไรวะเนี่ย ทำไมอยู่แต่ในบ้าน ไม่กล้าออกไปไหน มันไม่ใช่การปรับตัวแบบที่เจอกันครึ่งทางได้ แต่มันคือการยอมรับที่ต้องใช้ความเข้าใจ ดังนั้นสุดท้ายผมถึงเลือกใช้ชีวิตแบบ 80:20 แทน

80:20 ในแบบของคุณคือยังไง

ด้วยสัดส่วนนี้ ผมเลือกเป็นตัวเองและพูดตรงๆ อยากไปไหนก็ไป อะไรที่เซอร์วิสได้ก็ทำ ตอนไหนไม่ไหวผมก็บอกตรงๆ โอเค อาจมีบ้างที่บางวันผมกลับมาคิดกับตัวเองว่าเราทำตัวไม่ดีกับประชาชนเท่าไหร่ แต่สุดท้ายผมจะทำความเข้าใจกับตัวเองว่าไม่เป็นไร ใจผมแคร์ทุกคนไม่ได้ ผมเซอร์วิสทุกคนทุกวันไม่ได้ ผมทำเต็มที่ที่สุดนะ แต่ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ต่างกับเมื่อก่อนที่เครียดมาก ถ้ามีหมื่นคน ผมหวังให้คนชอบเราหมด ผมแคร์ทุกคนไปหมดจนลืมแคร์ตัวเอง วันหนึ่งผมก็ไม่ไหว ผมต้องพยายามหาจุดสมดุลและบอกกับตัวเองว่าคนรักเราทุกคนไม่ได้ ผมเองก็แคร์ทุกคนไม่ได้ ดังนั้นถ้าผมตั้งใจที่สุดแล้ว ได้เท่าไหนผมจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าแฟนคลับหายไปบ้างผมจะยอมรับ เพราะผมรักในการใช้ชีวิตแบบนี้มากกว่า ดังนั้นพอคิดได้แบบนี้ผมจึงเปลี่ยนแปลงตัวเองทันที เพราะถ้าปล่อยไปและเซอร์วิสทุกคนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งถ้าเหนื่อยและอยากเปลี่ยน ผมว่าเหี้ยแน่นอน เปลี่ยนไม่ทันแน่ๆ ผมไม่เอาดีกว่า ขอเปลี่ยนตั้งแต่ตอนนี้เพื่อความสบายใจ ถ้าอยู่ด้วยกันได้ก็อยู่ด้วยกันไปยาวๆ 

 

แล้วผลตอบรับเป็นไงบ้าง

เวิร์กมาก ผมโชคดีที่มีแฟนคลับที่เข้าใจในความเป็นผม ล่าสุดเพิ่งไปงานด้วยกันมา ทุกคนรู้ว่าผมเป็นแบบไหน ผมเองก็ไม่เหนื่อย สบายๆ

แต่คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีช่วงที่ตัวเองเหลิงอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น

เหมือนกับว่า (นิ่งคิด) กูเวียร์ว่ะ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกเบอร์ต้นๆ ที่ทุกคนค่อนข้างสปอยล์ ทุกคนพยายามดันเราขึ้น ดีเวียร์ อันนี้ดี อันนี้หล่อ จนถึงจุดหนึ่งผมก็เหลิงไป

ตอนนั้นบางงานผมเริ่มกระฟัดกระเฟียด ผมเริ่มทำตัวไม่น่ารัก เริ่มมีการพูดว่า ‘ถ่ายแค่นี้แหละ พอแล้ว’ ผมเริ่มมีการจำกัดนู่นนี่ มองย้อนกลับไปคือไม่ดีเลย ที่สำคัญที่สุดคือตอนผมเป็น ไม่มีใครบอกผมเพราะหลายคนกลัวผมโกรธและไม่ฟัง สุดท้ายมาเจอเพื่อนและครอบครัวนี่แหละที่ดึงสติกลับมา

 

ยังไง

เพื่อนบอกผมว่า ‘มึงแม่งเหี้ยว่ะ มึงไม่ใช่เพื่อนกูแล้วนะ มึงไม่ใช่แล้วว่ะ’

 

ทำไมเพื่อนถึงบอกแบบนั้น

ผมคิดว่าหลายๆ อย่างนะ พวกเขารู้จักผมมาตั้งแต่อนุบาลหนึ่ง ดังนั้นเพื่อนคงเห็นวิธีการพูดและโอ้อวดของผมที่เปลี่ยนแปลงไป อีกคนที่บอกผมเหมือนกันคือพ่อกับแม่ ช่วงนั้นดราม่าพอควร และขนาดเพื่อนกับพ่อแม่บอกผมขนาดนี้ ตอนที่ได้ยินผมยังเถียงในใจอยู่เลยนะ ‘กูทำงานเหนื่อย คนต้องปฏิบัติกับกูระดับหนึ่งดิวะ’ เรียกได้ว่าทำตัวเก๋า แต่สุดท้ายพอเวลาผ่านไปและมานั่งคิด ผมพบว่าตัวเองเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมไม่น่ารัก หลังจากนั้นผมจึงเริ่มปรับตัว หรือถ้ามีจังหวะแปลกๆ เกิดขึ้นอีก ผมจะรีบกลับไปขอนแก่นทันทีเพื่อหาเพื่อนและพ่อแม่ ที่นั่นเป็นเหมือนแหล่งลดอีโก้ของผม ผมเริ่มจัดการตัวเองและอยู่กับตัวเองเป็นมากขึ้น

“มองไปข้างหน้า ยิ้มรับสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเข้ามา วางบางสิ่งไว้ข้างหลัง เก็บเป็นความทรงจำ เติบโต อย่างมั่นคง” 

IG : weir19 31/12/2561

 

คุณเคยบอกว่าที่ผ่านมาถือว่าใช้ชีวิตคุ้มแล้ว อะไรที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น

ผมให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำทั้งหมด โอเค มันอาจดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ล้มเหลวบ้าง สำเร็จบ้าง แต่ทุกอย่างที่เข้ามาผมมั่นใจว่าตัวเองทำมันอย่างเต็มที่ทั้งหมด แม้สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาดีหรือไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมดีเสมอ 

ผมคิดเสมอว่าไม่อยากปล่อยให้วันหนึ่งผ่านไปเฉยๆ ดังนั้นผมค่อนข้างวางแผนว่าแต่ละวันผมต้องทำอะไรบ้าง ผมมีตารางของตัวเองที่ถ้าทำได้ทุกอย่างผมจะมีความสุขมากในวันนั้น ผมจะกลับมาย้อนคิดเสมอว่าที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตคุ้มหรือยัง เพราะสิ่งนี้สำคัญสำหรับผม ผมให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิต

 

ในวัยย่าง 35 ปี คุณมองว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากน้อยขนาดไหน

ผมว่าดีขึ้นนะ ยอมรับอะไรได้มากขึ้น ขี้อิจฉาน้อยลง โลกเปลี่ยนไปผมก็ปรับตัวมากขึ้นและยังมีความสุขได้อยู่ คงเป็นเพราะวัยด้วยที่ทำให้ผมตกตะกอนได้มากขึ้นเล็กน้อย

 

ตอนที่เพิ่งเข้าวงการ คุณเคยจินตนาการตัวเองในวัย 35 ไว้ไหม แล้วตอนนี้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

(นิ่งคิดนาน) ตอบตามความจริงนะ ผมคิดว่าตัวเองอยู่ในวงการได้ไม่ถึงหรอก (หัวเราะ) ผมคิดว่ามากที่สุดคือ 7 ปี ตัวเลขนี้คงสุดๆ แล้วที่ผมทำได้ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ผ่านมาอีกเท่าตัวแล้ว ผมไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้ขนาดนี้ เพราะด้วยอายุของอาชีพนักแสดงนั้นสั้นนัก แต่ในความเป็นจริงกลายเป็นว่าผมโชคดี โลกเปลี่ยนไปพอดีทำให้ผมยังทำงานต่อได้ ดังนั้นผมจึงทำต่อมาเรื่อยๆ โดยยังใช้ชีวิตอยู่ตลอด

 

แล้วโดยรวมจาก 14 ปีที่ผ่านมาในวงการบันเทิง ถือว่าคุณชอบชีวิตตัวเองไหม

ชอบนะ ตอนนี้ก็ชอบอยู่ ยังพอได้ ชีวิตผมยังมีความสมดุล ผมมีอะไรที่ทำสำเร็จบ้าง ต้องแก้ไขบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่โดยรวมผมอยู่กับมันได้ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มันก็มนุษย์น่ะ

 

ได้คิดถึงปลายทางของตัวเองไว้บ้างหรือเปล่า

ไม่ค่อย แค่แอบคิดรางๆ โดยไม่ได้กำหนดอนาคตชัดเจนอะไรขนาดนั้น ผมอาจเป็นนักแสดง โปรดิวเซอร์ หรือทำงานเบื้องหลัง แต่ไม่ว่าเป็นอะไร ผมคิดว่าตัวเองคงใช้ชีวิตในแบบที่ชอบเหมือนเดิม พร้อมกับทำตัวเองให้มีมูลค่า เหนืออื่นใดคือผมยังอยากเป็นนักแสดงที่ดีที่คนดึงไปใช้งานได้ ผมคงไม่ทิ้งอาชีพนี้แน่เพราะยังรักในการแสดงอยู่ อย่างที่บอกไปว่าในเมื่อได้อยู่กับสิ่งที่รักแล้ว ผมคงต้องทำต่อ

สุดท้าย เมื่อไม่กี่ปีก่อนในการสัมภาษณ์ คุณเคยให้คะแนนชีวิตตัวเองไว้ด้วย

เหรอ ตอนนั้นผมให้ตัวเองเยอะไหม

 

7.5 

เยอะนะเนี่ย (หัวเราะ)

 

ถ้าอย่างนั้นตอนนี้คุณให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่

ผมว่าขึ้นมาสักหน่อยนะ สักประมาณ 7.8 คะแนนแล้วกัน 

 

ทำไมไม่ 8 

ยังๆ ค่อยๆ ขึ้นสิ ถ้ารีบขึ้นแล้วได้คะแนนเต็มเร็วจะทำยังไง

เดี๋ยวไม่ได้สัมภาษณ์กันอีกพอดี (ยิ้ม)

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราเติบโตขึ้นมาจากเมื่อวานตั้ง 24 ชั่วโมง

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพนิตยสาร a day ผู้ชอบกินอาหารที่ถ่าย

Video Creator

ชาคริต นิลศาสตร์

อดีตตากล้องนิตยสาร HAMBURGER /ค้นพบว่าตัวเองมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว หากสนใจจ้างงานต่างๆ ผมยินดีครับ FB:Chakrit Ninsart (pls dm)/Tel :084-8085197

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)