30 มีนาคม พ.ศ. 2542 ผู้เป็นพี่ชายลืมตาดูโลก
หนึ่งปีถัดมา
7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ผู้เป็นน้องสาวลืมตาดูโลก
เด็กชายอยู่ในปีกระต่าย เด็กหญิงอยู่ในปีงูใหญ่
พ.ศ. 2554 เด็กชายก็กลายเป็น ‘เป็ด’ ในภาพยนตร์ ‘ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ’
พ.ศ. 2564 เด็กหญิงก็กลายเป็น ‘กอหญ้า’ ในซีรีส์ ‘F4 หัวใจรักสี่ดวงดาว’
‘ตน – ต้นหน’ และ ‘ตู – ต้นตะวัน’ อาจไม่ได้มีเลือดข้นคลั่กด้านการแสดงที่ส่งถึงกัน อาจไม่ได้เกิดในปีนักษัตรเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือทั้งสองใช้สกุล ‘ตันติเวชกุล’ ทั้งสองเป็นดาราในวงการ และทั้งสองมีดีเอ็นเอพี่ชายน้องสาวคลานตามกันมา
อาจเพราะพวกเขาเฉียดกันไปมา แม้อยู่ในโลกการแสดงเหมือนกัน เส้นทางก็ดูห่างเหินขึ้นจากการที่ตนเริ่มเก็บตัวโปรดิวซ์เพลงเบื้องหลัง จนอดสงสัยไม่ได้ว่าความเป็นต้นและรากเดียวกันยังคงอยู่หรือเปล่า เราจึงโยนไปว่าอยากสนทนาเรื่องความสัมพันธ์พี่น้องด้วยสักหน่อย ทั้งลุ้นใจจดใจจ่อว่าการนัดหมายในครั้งนี้จะเป็นไปได้ไหม
ท้ายที่สุดตนตอบตกลงหลังขลุกอยู่ในบ้านเป็นเวลานาน
เขาว่ามาที่นี่เพราะน้องสาวมา
เป็นอันใจชื้นเพราะหมุดหมายที่อยากพาพวกเขาย้อนกลับไปในวัยเยาว์อีกครั้งคงสำเร็จแล้ว ไทม์แมชชีนนี้มีผู้โดยสารเต็มที่นั่ง และเรากำลังเดินทางสู่ห้วงอดีตด้วยกัน

บ้านตุ๊กตากระดาษ
พี่น้องหลายบ้านอาจต้องใช้เวลากว่าจะสนิทชิดเชื้อ กว่าจะเข้าใจว่ามีอีกหนึ่งชีวิตร่วมชายคา แต่กับความสัมพันธ์ในบ้านตันติเวชกุลนั้นใช้เวลาไม่นาน ถึงตนจะชอบดูมวยปล้ำ ตูก็ต้องเล่นมวยปล้ำกับตน และถึงตูจะชอบเล่นตุ๊กตา ตนก็ต้องเล่นกับตู
ตนว่าเขาเล่นกับน้องสาวจนเข้าวัยมัธยมเสียด้วยซ้ำ ทั้งเขินอายอย่างไม่กล้าบอกเพื่อนว่างานอดิเรกที่นอกเหนือจากการเล่นดนตรีคือเล่นตุ๊กตา ทั้งตุ๊กตากระดาษ ตุ๊กตายัดนุ่น พวกมันมีเรื่องราวของตัวเองประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน แม้ถูกกวาดลงกล่องแล้ว เมื่อหยิบขึ้นมาใหม่ก็จะต้องต่อยอดจากละครตอนเก่า
และถึงจะดูสนิทกันมากแต่ทั้งสองกลับไม่ค่อยบอกรักกัน พวกเขาว่าการกระทำต่างหากที่สำคัญ
“คิดว่าการทำอะไรด้วยกันก็คือวิธีบอกรักแหละ อย่างตอนนั้นตูโดนเพื่อนแกล้ง พี่ตนก็มาช่วย” ตูบอก
“ใช่ คือมันมีเด็กผู้ชายตัวใหญ่ๆ แกล้งน้อง ผมก็เลยยกพวกพาเพื่อนไปด้วยเต็มเลย เพราะถ้าให้ไปคนเดียวผมไม่ไปนะ” ต้นหนหัวเราะ
ตูก็หัวเราะตาม “มันเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์มากนะ เพราะเหตุเกิดกลางสนามฟุตบอลเลย คนเขาพูดกันว่าเฮ้ย! พี่ไอ้ตูมันมาจัดการคนนี้ แต่ถ้าพูดถึงการแสดงความรักจริงๆ แม่จะเป็นตัวกลางมากกว่าที่ชอบจับให้กอดกัน สมมติตูไปออกงานแถลงข่าวเปิดตัวหนัง แม่ก็จะตน! ภูมิใจในตัวน้องไหม หรือวันเกิดก็จะตน! หอมแก้มน้องหน่อย”

เคยร้องไห้เพราะอีกคนไหม
“น่าจะเป็นช่วงที่พี่ตนเขาเก๊กๆ ติดแอก จากที่ปกติสนิทกันก็กลายเป็นอะไรนิดหน่อยก็ทะเลาะกันแล้ว แบบเรื่องหยุมหยิมเลย มีครั้งหนึ่งตูไปนอนบนเตียงเขา แล้วเขาก็มานอนทับเพราะมันเป็นที่ของเขา เป็นเรื่องล่าสุดที่ร้องไห้เพราะพี่ตน” หลังตูพูดจบ ตนก็อ้าปากงงว่าเขาไม่รู้มาก่อนเลย แต่เมื่อไม่นานมานี้ เขาเองก็เคยร้องไห้ให้ตูเหมือนกัน
“เหตุเกิดจากผมเดินอยู่กลางทะเล แล้วในมือก็ถือกล้องที่ตูฝากไว้ พอแม่พูดว่าตน! เดินดีๆ ระวังมันโผล่นะ ผมก็ฉิบหายแล้วจะมีใครเห็นของกูไหม กล้องมันเลยช็อตเพราะโดนน้ำ ตูเสียใจมาก ผมก็ร้องไห้เลย โชคดีหน่อยที่ฟิล์มยังล้างได้ แต่กล้องหายากมากแล้ว พูดตอนนี้ก็ยังเศร้าอยู่ ไม่น่าลูบเป้าตัวเองเลย” แล้วทั้งสองก็หัวเราะ คงเป็นโชคดีหน่อยเช่นกันที่บทสนทนานี้เต็มไปด้วยเสียงคิกคักจากความแก่นของพวกเขา
เรื่องอะไรที่เราปรึกษากันบ่อยที่สุด
“จริงๆ ก็แทบทุกเรื่องเลยนะ” ตูว่า
ตนหยักหน้า “ใช่ เพราะงานเราสโคปใกล้กันทั้งเรื่องแสดง เรื่องเพลง”
ตูขยายต่อ “พี่ตนเขาจะมีความเทสดีอะ อย่างวันนี้ที่แต่งตัวออกจากบ้าน ตูก็จะถามว่าดีแล้วใช่ไหม ส่วนพ่อก็เป็นสายครีเอทิฟ พวกเราปรึกษากัน รับฟังความเห็นของทั้งบ้าน ความชอบเราสองคนก็คล้ายๆ กันด้วย อย่างตูอ่านหนังสือเรื่อง Fourth Wing พี่ตนก็อ่าน Harry Potter”
ตูมักจะทำอะไรตามตน
ตนชิงตอบ “คงไม่ค่อยอะ” แล้วเขาก็ส่ายหน้า
ตูเองก็ส่ายหน้า “ไม่ แต่เรื่องงานตูค่อนข้างให้น้ำหนักกับความเห็นของเขานะ”
“อ่าวเหรอ! เพิ่งรู้” เป็นอีกครั้งที่ตนเพิ่งรู้ความในใจน้องสาว
“ตูรู้สึกว่าเขาเป็นรุ่นพี่ในวงการนะ ถึงส่วนใหญ่พี่ตนจะชอบบอกว่าให้ไปลองเองมากกว่า” ด้วยเพราะตนเข้าวงการแสดงมาก่อนตูด้วยบทบาท ‘เป็ด’ ในภาพยนตร์ ‘ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ’ ตอนนั้นเขาเป็นหนุ่มน้อยหน้าใสในชุดนักเรียนประถม ก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาสวมชุดนักเรียนมัธยมด้วยบทบาท ‘เภา’ ในซีรีส์ ‘ฮอร์โมนส์วัยว้าวุ่น’ พ่วงกับการอยู่ในมิวสิกวิดีโอประกอบเพลง ‘อาบน้ำร้อน’ ของ ‘Big Ass’ เพลง ‘ย้อน’ ของ ‘Slot Machine’ และอื่นๆ ที่ทำให้เขาโลดแล่นอยู่บนจอโทรทัศน์
ขณะนั้นตูก็ให้คำจำกัดตัวเองว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชื่อห้อยท้ายว่าน้องสาวตน
“สมัยตูยังไม่เข้าวงการ เวลาญาติมาเจอเขาก็จะต้นหน! ขอถ่ายรูปด้วยหน่อย แล้วก็หันมาบอกว่าเดี๋ยวถ่ายกับน้องตูด้วย กลัวน้องตูน้อยใจ” ตูย้อนความ
ตนทำหน้าตกใจ “ตูรู้สึกแบบนั้นด้วยเหรอ”
“นิดหน่อยๆ แต่ตูเข้าใจเหตุผลทุกอย่างนะ” ตูตอบ
แล้วตนเคยมีความรู้สึกน้อยใจแบบตูไหม
ตนก้มหน้า “พูดตรงๆ มีช่วงหนึ่งที่ผมกดดันเพราะทำงานมาก่อนน้อง แล้วน้องก็เข้าวงการตามมาแต่ดังกว่า มันเป็นผมที่รู้สึกท็อกซิกกับตัวเอง”
“ตูรู้สึกว่าเราเป็นกันทั้งคู่ในเรื่องนี้” ตูแทรกขึ้น
“ผมมีช่วงหนึ่งที่เป็นหนักเลย จนถึงวันนี้ก็ยังรู้สึกนิดๆ เนี่ย! สมมติเป็นเมื่อก่อนแล้วต้องนั่งพูดเรื่องนี้ ผมร้องไห้ได้เลยนะ เพราะมันกดดันตัวเองมาก แต่ตอนนี้ผมมีทางที่มั่นคงแล้ว ตูเองก็สมควรได้รับสิ่งเหล่านั้นมาก ยิ่งถ้าผมกดดันก็เหมือนผมไม่เคารพในตัวน้อง
“ชอบคิดว่าตัวเองเป็นพี่ก็ต้องพยายามดูแลน้อง เดินนำหน้าน้อง เก่งกว่า ดีกว่า แต่เป็นแบบนั้นแล้วมันท็อกซิกเกินไป คือในมุมหนึ่งก็อยากเป็นพี่ชายที่น้องสาวชื่นชมหรือเดินตาม แต่เรียนรู้ว่าเราเดินไปด้วยกันได้ ไม่ใช่มีใครต้องนำใคร” ตนยิ้ม

ชุดทำฟันกับไมค์ลอย
ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิต ‘ตน – ต้นหน ตันติเวชกุล’ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาดนตรีแจ๊ส เอกกีตาร์ไฟฟ้า ด้วยเกียรติอันดับ 2 และบัณฑิต ‘ตู – ต้นตะวัน ตันติเวชกุล’ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2
เป็นหัวข้อประกาศลงโซเชียลมีเดียเมื่อทั้งสองถ่ายรูปสวมชุดครุย
การคว้าเกียรตินิยมมาถือครองนั้นไม่ง่าย การแสดงก็ไม่ง่าย การเป็นนักร้องของตนก็ไม่ง่าย กระทั่งการเป็นหมอฟันของตูก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน
ตนเคยทำวงดนตรีภายใต้ชื่อ ‘mints’ ก่อนจะผันตัวมาโปรดิวซ์เพลงเบื้องหลังให้กับหลายเพลงที่ติดชาร์ตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งเพลง ‘จางหาย’ ของ ‘ก้อย – อรัชพร โภคินภากร’ เพลง ‘กลัวว่าฉันจะไม่เสียใจ’ ของวง ‘Purpeech’ เพลง ‘หายใจทิ้ง’ ของวง ‘BUS’
ตูก็ปรากฏตัวอยู่ในหลายมิวสิกวิดีโอ ภาพยนตร์ ‘หลานม่า’ หรือซีรีส์ ‘หนังรักเรื่องที่แล้ว’ และงานอื่นๆ แทบเต็มมือจนเกือบล้นมือเพราะต้องจับเครื่องมือทำฟันไปด้วย เป็นอันต้องถามให้แน่ชัดว่าพวกเขามีความฝันที่แท้จริงหรือเปล่า
“ผมชัดอยู่แล้วว่าอยากจะทำดนตรี เพราะเล่นมาตั้งแต่เด็กเลย ไม่เคยคิดภาพตัวเองเป็นอย่างอื่นนอกจากนักแสดงกับนักมวยปล้ำ” ตนตอบ
ตูหันขวับ “นักมวยปล้ำก็คือนักแสดงไง”
“ก็ถูก คือมันเท่! เมื่อก่อนผมเนิร์ดกับมันมากเลยอยากเป็น แต่ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษนะ” ตนว่า

ถ้าตอนนี้ตนมีโอกาสได้เป็นนักมวยปล้ำยังจะเป็นไหม
“มะ มะ ไม่เป็น” ตนหัวเราะ “มันเจ็บตัว”
เหมือนตูจะนึกอะไรบางอย่างออก “เออเนี่ย! น่าจะมีคนเคยเห็นคลิปที่เราสองคนเล่นต่อสู้ด้วยกันตอนเด็กนะ มันเป็นคิวบู๊ที่โปรมากเลย เพราะแม่เป็นคนจัดคิวให้ว่าใครต้องทำอะไรตอนไหน”
ตนพยักหน้า “ใช่ๆ คืออะไรที่เขาบอกว่า Don’t try this at home ผม Try หมดเลย ต้องย้อนความว่าเราสองคนเคยเรียนรำไทย เล่นโขนด้วยกันที่สาธิตประสานมิตร เป็นพวกเด็กกิจกรรมด้วย คนส่วนใหญ่จะคิดว่าตูแสดง F4 เป็นเรื่องแรก แต่จริงๆ ตูเรียนการแสดงมานานแล้วนะ นานพอๆ กับผมเลย”
“ตอนเด็กตูแก่แดด ชอบดูละคร ชอบดูอนิเมะ เคยไปเล่นหนังสั้นด้วย ตูชอบการแสดงมาโดยตลอดแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ” ตูพูดต่อ
แล้วตนก็ต่อตาม “ดูเรื่องหน้ากากแก้วด้วยกันที่เป็นละครเวทีอะ”
อยากลองแสดงบทบาทอะไร
ตูชิงตอบ “พยายามจะหลุดจากการเป็นตัวเอง จริงๆ การแสดงมันมีความซับซ้อนตรงที่จะมีการใส่ความเป็นตัวเองลงไป ตูอยากให้เหลือความเป็นตัวเองน้อยที่สุด แล้วก็แสดงบทที่หลุดจากเลิฟไลน์ มีเลิฟไลน์ไม่ชัดเจน”
“ตูจะเป็นไทป์นางเอก ส่วนผมจะไม่ใช่บทพระเอกจ๋า แล้วก็ชอบเล่นอะไรที่มันไปแย่งซีนเขา” ตนหัวเราะ “อย่างเรื่อง ‘ดอกเตอร์ไคลแมกซ์ ปุจฉาพาเสียว’ ก็เป็นตัวละครที่สนุกนะ เพราะบทผมเป็นตัวแปรระหว่างพระเอกนางเอก”
เกิดวันหนึ่งตกอับจากอาชีพนักแสดงขึ้นมาคิดว่าจะไปทำอะไรกัน
“ตูคงเป็นหมอฟันนะ” สาวน้อยตอบอย่างมั่นใจ
ส่วนตนว่านักแสดงก็มีอายุขัยในตัวมันเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็มีวิธีหนึ่งช่วยยืดอายุ “ถ้าทำงานให้ดีมันก็จะอยู่ได้ยาว ในอีกยี่สิบปีตูอาจจะได้รับบทแม่ ก็จะยังเป็นแม่ที่ดี ส่วนผมไม่คิดว่าตัวเองจะตกอับ เพราะผมทำงานหนักมาก”
“จริงๆ นี่ก็เป็นคติของบ้านเราเหมือนกัน ถ้าเราคิดว่าเราตั้งใจ ทำงานได้ดี อะไรก็จะออกมาดี” ตูว่า
“เราโตมาในบ้านที่พ่อแม่แพสชันจัดมาก แม่เป็นอาจารย์ก็จะบอกต้องตั้งใจเรียน เรียนให้มันจบ!” ตนหัวเราะ
“มีช่วงที่ตูเรียนหนักแล้วก็ทำงานหนักมาก จนคิดว่าไหนๆ โอกาสงานเข้ามาแล้วงั้นไปทำงานดีกว่าไหม อยากขอแม่ว่าจะพักการเรียน แต่ท้ายที่สุดก็ตั้งใจเรียนให้จบ แล้วพอจบมาก็แฮปปี้ แม่จะชอบพูดว่าอะไรที่ผ่านไปแล้ว หรือเราไม่ได้มา แสดงว่าสิ่งนั้นไม่ Meant to be สำหรับเรา ก็คือมันไม่ใช่ของเรา แล้วเดี๋ยวก็จะไปเจออะไรที่ดีกว่าในอนาคต” ตูยิ้ม
ความตั้งใจอยากเป็นหมอฟันเกิดจากตัวตูเองหรือเปล่า
“ตูเคยมีชอยส์จะเข้าสถาปัตย์ ศิลปะ นิเทศ ท้ายที่สุดก็ไม่รู้จะเรียนอะไร แล้วตูก็เรียนวิทย์ได้ เรียนไหวเลยตัดสินใจเลือกหมอฟันเพราะได้ช่วยคน” ตูยิ้ม

ตูชอบอะไรในอาชีพหมอฟัน
“ตูว่ามันเป็นการทำงานประดิษฐ์อย่างหนึ่ง เพราะก็ชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็กแล้ว ค้นพบตอนเรียนว่าการเป็นหมอฟันทำให้ได้ช่วยเหลือคน มันเติมเต็มใจเรามาก ส่วนในพาร์ตนักแสดงเคยมีคนพูดว่าหนูมีชีวิตที่ดีเพราะพี่เลย ตูมีความสุขมาก หรือทำฟันแล้วคนไข้ขอบคุณ” ตูนิ่งไปพักหนึ่ง “เนี่ย! เห็นไหม” เราพยักหน้าเป็นการตอบรับว่าเห็น
น้ำใสๆ กำลังไหลออกจากตาเธอ
แล้วตนก็ถามขึ้นเสียงดัง “พี่ช่างแต่งหน้าอะ กลับแล้วเหรอ ฉิบหายแล้ว!” เขาคว้าทิชชู่บนโต๊ะให้น้องสาว
“คือตูจะเซนซิทิฟกับคำขอบคุณ การทำฟันทำให้ได้โฟกัส มีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เอาไปช่วยในเรื่องการแสดงได้เหมือนกัน” ตูซับน้ำตาตัวเองอยู่พักใหญ่ ทั้งตนพูดว่าไม่กล้าจับตัวเธอเลย ทำให้ต้องเปลี่ยนคู่สนทนากันเล็กน้อย
อย่างตนเคยมีความรู้สึกเซนซิทิฟกับคำขอบคุณเหมือนตูไหม
“ตอนนี้ผมรู้สึกติดค้าง เป็นเพนพอยต์ใหม่ ล่าสุดไปงานแถลงหนังมาแล้วก็เจอแฟนคลับ เขาถามว่าเมื่อไรจะกลับมาทำเพลงตัวเอง เล่นสด หรือแสดงหนัง ผมรู้สึกดีที่เขายังอยากเห็นผม แต่ในมุมหนึ่งก็กดดันเพราะไม่รู้ว่าจะมีเวลาไหม ผมหันมาทำโปรดิวเซอร์เพลงเบื้องหลังให้ค่าย Sonray เป็นหลัก ก็ยังอยากแสดงอยู่แต่อาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้ เครียดอยู่เหมือนกัน” ตนหัวเราะ
ในทางกลับกัน เมื่อถูกวิจารณ์ในแง่ลบรับมือกันอย่างไร
คำถามใหม่ในขั้วตรงข้ามทำให้ตูสวิตช์อารมณ์ตัวเองรวดเร็ว
“พักหลังก็ปล่อยวางกันหมดแล้ว ตูคิดว่าถ้าคนจะเกลียดเรา ทำอย่างไรเขาก็เกลียด”
ข้าวของตนที่บ้านตู
เมื่อคุยกันไปครู่ใหญ่ พลันจับใจความได้ทั้งเสียงร่าเริงเคล้าหยาดน้ำตาเปื้อนใบหน้า เราสังเกตและคาดเดาเอาว่าคู่พี่น้องอาจทั้งเนิร์ดทั้งเรียบร้อยไม่น้อย จึงอดไม่ได้ที่จะย้อนถามว่าเคยมีวีรกรรมไหนที่อยากลืมสุดๆ ไหม ทั้งสองส่ายหน้าว่าไม่เคยทำอะไรพิเรนทร์อะไรร่วมกัน ด้วยต่างคนก็เป็นเด็กเรียบร้อยมากพอๆ กับพ่อแม่ จะว่าเป็นอินโทรเวิร์ตกันทั้งบ้านก็ไม่ผิดนัก แม้เข้าสังคมได้แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่คิดทำอะไรเสียงดังหรือผลักตัวเองเป็นจุดเด่น
แต่แปลกที่พวกเขาเลือกเป็นนักแสดง
การเป็นอินโทรเวิร์ตส่งผลอะไรต่ออาชีพนักแสดงไหม
“ถ้าในพาร์ตการเจอคน ตูว่ามันต้องใช้พลังงานเยอะ” น้องสาวตอบ
พี่ชายว่าตาม “อย่างผมนี่หนักเลย ผมไม่ค่อยออกไปเจอคน หลังๆ ก็ไม่ค่อยรับงานด้วย แต่ยังแสดงอยู่นะ แค่งานจุ๊บจิ๊บงานอีเวนต์จะไม่ค่อยทำ”
“เนเจอร์ในการทำงานของพี่ตนกับตูไม่เหมือนกัน ตูจะออกงานอีเวนต์เยอะ ส่วนพี่ตนจะทำเพลงโปรดิวซ์อยู่ที่บ้านได้ แล้วตูก็ติดปาร์ตี้มากกว่าพี่ตน” ตูหัวเราะ
แล้วมีอะไรในงานที่อยากพัฒนาไหม
“ผมอยากทำเพลงให้แมส อยากเป็นฮิตเมกเกอร์ด้วยประสบการณ์ของผมอาจจะยังฟันไม่ได้ว่ามาแน่ๆ อย่างเพลง ‘จางหาย’ หรือเพลง ‘กลัวว่าฉันจะไม่เสียใจ’ ที่แมสขึ้นมา ผมว่ามันจะเป็นแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งหมดพอดีตัวกับศิลปิน ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเมโลดีแบบนี้จะแมส ต้องหาจุดที่พอดี” ตนว่า
“ไหนลองทำเพลงให้ตูหน่อย” เธอหันมองพี่ชาย
ตนเท้าคางคิด “ก็คงเป็นฟีลเกาหลีน่ารักแบบไอยู แต่ต้องไม่ลอยมาก หรืออัลบัมกีตาร์โปร่งกับเปียโนน่าจะบริหารเสน่ห์ให้ตัวเองได้”
ทั้งสองมีต้นแบบในการใช้ชีวิตไหม
ตนพูดขึ้นทันที “คุณพ่อ!”
“นี่ก่อนมาสัมภาษณ์ แม่เตี๊ยมด้วยนะว่าถ้าต้องพูดถึงให้พูดดีๆ” ตูหัวเราะ
ตนหน้าเหวอ “อ่าวเหรอ! อย่างนั้นต้องตอบสองคนทั้งคุณพ่อคุณแม่ เดี๋ยวเขาน้อยใจ อีกคนคือ ‘พี่โฟร์ – ประทีป สิริอิสสระนันท์’ มือกีตาร์วง 25 Hours ที่เปิดโอกาสให้ผมทำงานด้านโปรดิวเซอร์ กับ ‘พี่ยิ้ม – ประวิทย์ ฮันสเตน’ มือกลองวงสมเกียรติ เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่ให้ผมตอนทำวง mints”
ตูว่าต่อ “ถ้าในสายต่างประเทศจะเป็น ‘ไอยู’ ตูชื่นชมที่เขาทำได้ดีหลายอย่างทั้งร้องเพลงทั้งการแสดง ส่วนเรื่องสไตล์ชอบ ‘Zendaya Maree Stoermer Coleman’ เขาเป็นคนหลากหลาย กล้าลองอะไรแปลกๆ”
“แต่ไอยูร้องเพลงได้นะ” ตนพูดทั้งหัวเราะ ขณะที่ตูจิ๊ปาก
ส่วนใหญ่ในหนึ่งวันมักหมดไปกับอะไร
“ผมทำงานอย่างเดียวเลย นี่ไม่มีวันหยุดมาสองเดือนแล้ว” ตนตอบ
ตามด้วยตู “เหมือนกัน แต่จะมีกินข้าวกับครอบครัวบ้างในวันเสาร์อาทิตย์ หรือถ้าทำงานเสร็จแล้วพ่อแม่ยังไม่นอนก็จะได้นั่งคุยกัน”

ห่างกันมากขึ้นเพราะงาน แล้วตอนนี้มีวิธีแสดงความรักแบบไหนที่พี่น้องรู้กันเอง
น้องสาวพูดขึ้น “ตูว่าเราคงไม่ได้ต้องการจะรู้ว่าอีกฝ่ายรักเราไหม เพราะอยู่ด้วยกันมาตลอด”
“คงเป็นการปรึกษากัน มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน แต่ผมก็มีบางเส้นที่ไม่อยากให้น้องมาแตะ” ตนเหล่มองตู
“อ๋อ! เฮอะ! อย่ามาล้ำเส้นฉันนะ” แล้วตูก็กอดอกอย่างน่าเอ็นดู
“ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น ผมหมายถึงไม่อยากให้น้องไปด้วยตอนดื่ม” ตนหัวเราะ “คือไม่อยากให้เห็นผมเรื้อน รู้สึกยังอยากดูเป็นคนดีในสายตาน้องอยู่”
ตูพยักหน้า “อย่างนี้นี่เอง”
“เรื่องนี้ก็ไม่เคยบอกมาก่อนนะ อะ! แล้วไปดื่มด้วยได้ไหมล่ะ” ตนถาม
“อาจจะยัง!” ตูหัวเราะ
ความน่าอิจฉาของการมีน้องสาวคืออะไร
“ภูมิใจ มีน้องสาวที่โด่งดัง” ตนยักคิ้ว
“มีเพื่อนชมว่าน้องสวยไหม” ตูหันหน้าถาม
“ก็มี แต่ไม่ค่อยภูมิใจ จะออกไปทางหวงมากกว่า ถ้ามีใครต้องมาแนะนำนะ!” ตนตอบ
“แต่ถ้าเกิดเพื่อนตูเรียกตูว่าพี่สะใภ้ ผมก็ภูมิใจนะ ผมหล่อ” ตนหัวเราะ
“แต่ตูก็จะบอกเพื่อนว่าอย่าเลยมึง” ตูยิ้ม “ไม่ได้หวงพี่ตนนะ ตูหวงเพื่อน!”
แล้วความน่าอิจฉาของการมีพี่ชายคืออะไร
“เวลาคนมาถามว่าอยากมีลูกกี่คน ตูจะตอบว่าอยากมีลูกชายกับลูกสาว ให้คนโตเป็นผู้ชาย อาจจะด้วยความที่ความสัมพันธ์บ้านเรามันออกมาเวิร์ก มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน หรือถ้ามีคนมาถามว่าดีใจไหมที่มีพี่ชาย ตูจะตอบทันทีว่าดีใจมากที่มีพี่ชาย” แล้วตูกับตนก็ยิ้มอีกครั้ง






