จากการโกนหนวดของกษัตริย์สู่ศตวรรษแห่งสงครามยืดเยื้อ
นี่คือเรื่องราวสุดพลิกผันของเคราย้อยที่ปลุกดาบนับพันให้ชักออกจากฝัก
ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่หรือกองทัพมหาศาลเสมอไป หากแต่อาจเริ่มต้นขึ้นจากรายละเอียดเล็กๆ ที่คาดไม่ถึง
การตัดสินใจที่ดูเหมือนเป็นรสนิยมส่วนตัวกลับกลายเป็นชนวนของความไม่พอใจ ความแตกแยก และการเปลี่ยนฝ่ายพันธมิตรทางการเมือง เมื่อความสัมพันธ์แตกร้าว การหย่าร้างเกิดขึ้น และการแต่งงานครั้งใหม่ผูกโยงดินแดนอันมั่งคั่งเข้ากับราชบัลลังก์อีกฝั่งหนึ่งของช่องแคบอังกฤษ
จากความรักกลายเป็นความแค้น
จากเคราที่ถูกโกนกลายเป็นคมดาบที่วาววับ
แผ่นดินราบเป็นหน้ากลองเหมือนหนวดเพิ่งถูกโกน
การอภิเษกสมรสระหว่าง ‘เอเลนอร์แห่งอากีแตน’ และ ‘พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส’ ในปีค.ศ.1137 มิได้เริ่มดุจนวนิยายรัก หากคล้ายพันธมิตรทางการเมืองที่ต้องสมานฉันท์เสียมากกว่า ทำให้แทนที่จะเป็นเพลงเทพนิยายรักหวานชื่นประกอบพิธีสมรส กลับกลายเป็นเสียงสวดมนต์พึมพำดูน่าเศร้าอย่างประหลาด เอเลนอร์เธอเป็นหญิงผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เปี่ยมรสนิยมทางวัฒนธรรม เธอรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด หลายครั้งก็แข็งขืนต่อกรอบของราชสำนักโดยหาได้ปิดบังอะไร ขณะที่พระเจ้าหลุยส์ทรงเป็นผู้เคร่งศาสนา รักในความเรียบง่าย ปราศจากชีวิตอันน่าตื่นเต้นโลดโผน เพราะก่อนหน้าชีวิตของพระองค์ถูกกำหนดให้อยู่ในอาราม ก่อนที่จะชะตากรรมจะผลักให้ขึ้นสู่บัลลังก์อย่างไม่คาดคิด
ภรรยาหลงใหลในบทกวี งานฉลองรื่นเริง และเกมการเมือง
สามีมีใจให้แก่การสวดภาวนา บำเพ็ญตบะจนถึงขั้นขออภัยบาป ด้วยรู้สึกสำราญกับอาหารบนโต๊ะ
ช่างโรแมนติก ช่างเป็นรักที่รื่นรมย์
กระทั่งวันหนึ่งที่ตัวละครลับปรากฏ มันคือมีดโกน! พระเจ้าหลุยส์ยกระดับความเคร่งครัดทางศาสนาของตัวเองขึ้นอีก เขาโกนเคราและผมจนเกลี้ยงเกลาดุจนักบวชราวนักพรต ก่อนหน้าเอเลอนอร์ก็อึดอัดกับวิถีชีวิตที่นับวันยิ่งสมถะของสามีตัวเองอยู่แล้ว เธอประชดประชันด้วยว่าเธอคิดว่าจะได้แต่งงานกับกษัตริย์ไม่ใช่นักบวช!
เมื่อพระเจ้าหลุยส์มุ่งสู่ความศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณ เอเลนอร์จึงยิ่งถอยห่างทางความรู้สึก เธอเฝ้ารอการเพิกถอนการสมรสตามกาลเวลา แต่ทั้งหมดไม่ได้จบที่หนวดเคราใต้คางอันเกลี้ยงเกลาหรอก เพราะหลังเพิกถอนการสมรสแล้ว เอเลอนอร์เข้าพิธีอีกครั้งกับ ‘พระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ’ และเธอยกสินสอดเป็นดินแดนอากีแตนให้แก่พระเจ้าเฮนรี มงกุฎอังกฤษถือครองแผ่นดินฝรั่งเศสมากกว่ากษัตริย์แห่งประเทศฝรั่งเศสเสียอีก ด้วยพระเจ้าเฮนรีมีสิทธิ์ถือครองแผ่นดินอองชูและนอร์มังดีอยู่ด้วย พระเจ้าหลุยส์สลัดหัวเกลี้ยงเกลาเรียกว่าลืมภาพนักบวชกันไปก่อนเลย เขาโกรธจัดจนประชาชนเริ่มลับดาบ เตรียมโล่ป้องกัน ด้วยรู้ว่าสงครามกำลังก่อตัวขึ้นแล้วเป็นแน่
ความบาดหมางที่เดือดปุดๆ ในหัวใสๆ ของพระเจ้าหลุยส์ทำให้มีผู้คนล้มตายรวมกันนับล้าน เขาเริ่มจู่โจม ล้อมเมือง เผาหมู่บ้าน เพราะต้องการทวงคืนอำนาจจากประเทศอังกฤษ เกิดเป็นศึกอองชู – กาเปเซียง ยอดผู้เสียชีวิตจากศึกคราวแรกอยู่ที่หนึ่งถึงสองแสนคน หลังจากยึดคืนผืนดินนอร์มังดีมาได้แล้ว แต่ก็ยังไม่พึงพอใจ เพราะดินแดนอากีแตนยังอยู่กับประเทศอังกฤษ
ประเทศอังกฤษจึงอ้างสิทธิ์ว่าตัวเขาเองก็มีสิทธิ์เป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสเช่นกัน
อย่าฝันเชียว! ประเทศฝรั่งเศสตอกกลับ
เกิดเป็นสงครามการยื้อแย่งผืนดินที่ยืดเยื้อ 116 ปี! ทั้งหมดเกิดขึ้นจากหนึ่งคำถามว่าใครกันที่ควรจะได้ครองดินแดนฝรั่งเศส ราชวงศ์ฝรั่งเศสที่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว หรือราชวงศ์อังกฤษที่ได้รับดินแดนส่วนหนึ่งหลังจากเข้าพิธีสมรส หมากรุกฆาตคือการหย่าของเอเลนอร์ กระทั่งมันคร่าชีวิตประชาชนฝรั่งเศสไปสามล้านคน ทั้งหมดอาจไม่เกิดขึ้นหากพระเจ้าหลุยส์ไม่หุนหันตัดผมและโกนเครา จนดูไม่น่าพิสมัยในสายตาของราชินีเอเลนอร์
แต่สาเหตุเป็นเช่นนั้นจริงเหรอ
เราจะอัญเชิญ ‘โทมัส ฮอบส์’ มาเสวนาถึงสงครามดังกล่าว

สภาพของมนุษย์หากปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ย่อมเป็นสภาพแห่งสงคราม
หากถามว่าทำไมต้องเป็นฮอบส์ด้วย เพราะตัวเขาเป็นนักปรัชญาผู้เชื่อว่าธรรมชาติมนุษย์ไม่ใช่การจับมือร้องเพลงสามัคคีชุมนุมกัน แต่เป็นการพร้อมที่จะทุบตีกัน เห็นข้อเท็จจริงจากที่ไหนน่ะเหรอ บนท้องถนนบีบแตรปิ๊บ! ปิ๊บ! ใส่รถที่เบียดมาขนาบข้าง ก่อนจะลดกระจกชูนิ้วให้กล้วย และโพล่งเปิดประตูบานใหญ่ลงมาขว้างหมัดใส่กันกลางแจ้ง หรือตัวอย่างง่ายที่สุดก็เมื่อมีใครสักคนจ้องมองคุณด้วยสายตาที่คุณไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาคิดอย่างไร คุณเมียงมองเขา เขาไม่ละสายตาจากคุณ เราให้ไม่เกินห้านาทีที่จะมีฝ่ายหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพว่ามองหน้าหาอะไรคะ
“หากมนุษย์ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ต้องระแวงกันเป็นพื้นฐาน แล้วเหตุใดเวลาเดินทางเราจึงพกอาวุธ เหตุใดเมื่อเข้านอนจึงต้องล็อกประตู เหตุใดแม้ในบ้านของตัวเองยังต้องลงกลอน หีบมีฝาปิด มีกำแพงกั้นระหว่างกัน ทั้งหมดไม่ได้บอกแจ่มแจ้งเหรอว่าเราคาดหมายอันตรายจากกันและกันอยู่เสมอ”
นี่คือสิ่งที่นักปรัชญาเช่นฮอบส์พยายามจะสื่อให้เราเห็นว่าโลกคือสงครามของทุกคนกับทุกคน เขาสมมติให้โลกไม่มีตำรวจ ศาล รัฐบาล กฎหมาย ผู้คนมีสิทธิในทุกอย่าง จะหยิบยึดหรือทำร้ายก็ย่อมได้ ไม่ต้องถามกันหรอกว่าฉันขอใช้มือตบฉาดหน้าคุณหน่อยได้ไหม ไม่มีใครไว้ใจใครอย่างแท้จริง ผู้คนระแวงกันไปหมด ชีวิตเราอยู่บนความโดดเดี่ยว ดูลำบาก และแสนจะระห่ำ หลักการง่ายๆ หนึ่งข้อที่ต้องยึดกันไว้ก็คือเอาตัวเองให้รอดก่อน ใช้เหตุผลเพื่อหาทางออกไปสู่สันติภาพ หากว่ามันเป็นไปได้น่ะนะ แต่หากสันติภาพไม่มีจริงขึ้นมาก็จงทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง ไม่ใช่คำแนะนำให้เราเป็นคนเลว แต่เป็นการบอกความจริงว่าหากไม่มีอำนาจกลางกำหนดผู้คน โลกก็คงมีหน้าตาดังว่า

สงครามสำหรับฮอบส์ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่าทรัพยากรขาดแคลน ไม่ใช่เพราะมนุษย์หิวโหยจนยอมเหยียบกันเพื่อเข้าใกล้บ่อน้ำ ไม่ใช่เราเป็นสัตว์ดุร้ายที่เห็นแก่ตัวโดยธรรมชาติอย่างเดียว แต่มันลึกลงไปกว่านั้น สงครามเกิดเพราะมนุษย์เปราะบาง ขลาดกลัว หูเบา และกอดศักดิ์ศรีของตัวเองเหมือนมันเป็นแก้วที่แตกได้ทุกเมื่อ เราถูกปลุกปั่นความคิดได้ง่ายเหลือเกิน พลันจะโกรธเป็นฟืนไฟด้วย หากใครดูหมิ่นเกียรติของเรา แม้มันจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วก็ตาม ต้นตอสงครามสำหรับฮอบส์คือความเห็นที่ไม่ตรงกัน เพราะทันทีที่เราไม่เห็นด้วยกับใครอื่นก็จะถูกตีความว่านี่เป็นการท้าทายศักดิ์ศรี ดูถูกทรรศนะของเขา เหยียดหยามความบรรเจิดของเขา จากความต่างของความคิดลุกลามกลายความโกรธนำพาให้เราเคียดแค้นจนกลายเป็นศัตรูต่อมนุษย์ด้วยกัน
ความเห็นทั่วไปในเรื่องความโกรธถูกถอดออกมาจากวาทศิลป์ของฮอบส์ เขาลงความเห็นว่าผู้ที่โกรธง่ายคือผู้ที่คิดว่าตัวเองถูกหมางเมิน ถูกมองข้าม และผู้ที่เชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นด้วยเช่นกัน เหมือนคนร่ำรวยมองคนยากจน คนสูงศักดิ์มองคนธรรมดา ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองคู่ควรกับสิ่งที่เขาต้องการมากเป็นพิเศษก็จะโกรธควันออกหูได้ทุกเมื่อ หากตัวเองไม่ได้รับการยกย่องอย่างที่คาดหวัง คนที่เสียใจเมื่อถูกขัดขวาง ถูกต่อต้าน หรือไม่ได้รับการช่วยเหลือก็โกรธง่ายเหมือนกัน
ฉะนั้นแล้วคนป่วย คนยากจน คนมีรัก คนที่ปรารถนาสิ่งหนึ่งแต่กลับไม่ได้มันมาครอง พวกเขามักจะโกรธคนที่ยืนดูเฉยๆ แล้วไม่สะทกสะท้านต่อความเดือดร้อนของพวกเขา คนที่คาดหวังสิ่งดีงามแต่กลับได้รับสิ่งเลวร้ายตอบแทนก็ยิ่งโกรธหนักเข้าไปใหญ่ ความโกรธไม่ได้ลอยมาจากอากาศหรอก แต่มันงอกมาจากความรู้สึกว่าตนถูกดูหมิ่น ถูกเมิน หรือถูกทำให้ผิดหวัง
เห็นไหม สาเหตุจากสงครามร้อยปีอาจไม่ได้เกิดจากการโกนหนวดอย่างเดียว

ผลประโยชน์คือมาตรวัดของความถูกต้อง อะไรที่ให้กำไรแก่ตน อะไรที่ทำให้ตนได้เปรียบ หรืออยู่รอด ย่อมเรียกว่าความถูกต้อง
อำนาจคือเครื่องมือและทรัพยากรอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราโหยหามัน ใคร่ในมัน ด้วยหวังว่ามันจะนำทางเราไปถึงสิ่งที่เราต้องการในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ชื่อเสียง มิตรสหาย หรืออะไรก็ตาม อำนาจเปล่าเป็นตำแหน่งเป็นกำลังของเรา แต่คือศักยภาพที่เรามีในตัวเอง มนุษย์จึงกระหายมันเหลือเกินจนเป็นที่มาของคำว่าบ้าอำนาจ!
มนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของตนเอง และเข้าไปพัวพันกับการแข่งขันแย่งชิงอำนาจรวมถึงทรัพยากรอยู่ตลอดเวลา เมื่อทุกคนต้องการความมั่นคง การได้เปรียบ และหลักประกันให้ชีวิตตน ผลที่ตามมาก็คือการแข่งขันไม่สิ้นสุด การแข่งขันเหล่านั้นเองทำให้เกิดสภาพแห่งสงครามที่ผู้คนถูกผลักให้เผชิญหน้ากันในฐานะคู่แข่งหรือศัตรู มากกว่าจะเป็นมิตรต่อกัน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่อาจวางใจได้อย่างแท้จริง
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่ต่างกันนัก แต่ละรัฐย่อมกระทำไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเอง เมื่อไม่มีข้อตกลงที่ผูกมัดจริงจัง ไม่มีพันธมิตรที่เชื่อถือได้ รัฐก็ย่อมพยายามสร้างความได้เปรียบ แข่งขันแย่งชิงดินแดน ทรัพยากร อิทธิพล หรือความเป็นใหญ่ การแข่งขันเช่นนี้ หากไร้หลักประกัน พวกเขาก็พร้อมจะฟาดฟันลงบัญชาให้มันเป็นสงครามได้ทุกเมื่อ
ประเด็นของฮอบส์จึงชัดเจน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่มีวันจบจำเป็นต้องมีอำนาจกลางที่เข้มแข็งพอจะรักษาระเบียบและค้ำจุนสันติภาพ มนุษย์จะหลุดพ้นจากสภาพคล้ายสงครามได้ก็ต่อเมื่อยอมสละเสรีภาพบางส่วนของตัวเองเพื่อแลกกับการคุ้มครองจากรัฐ เพราะเมื่อไม่มีโครงสร้างที่คอยยับยั้งแรงผลักดันต่ำๆ ของเรา ความหวาดระแวงและการแข่งขันก็จะพาเราเข้าสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง ระบบการเมืองที่มั่นคงและมีอำนาจเพียงพอจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นของเสถียรภาพในมนุษย์

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนตะเกียกตะกายเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ วิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือการใช้กำลังและกลอุบาย กำลังหมายถึงพลังทางกายหรือการใช้ความรุนแรงเพื่อข่มขู่ หรือเอาชนะฝ่ายตรงข้าม อย่างการโจมตีทางทหาร หรือการกระทำใดๆ ที่มุ่งทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอลง เพราะในภาวะที่ไม่มีอำนาจสูงสุดคอยควบคุม สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ก็ไม่ใช่ความดีงามอีกแล้ว แต่คือความสามารถในการบังคับให้อีกฝ่ายยอมจำนนต่างหาก”
ปรัชญาของฮอบส์เปล่ามีไว้ประดับหน้าหนังสือ แต่เพื่อเตือนให้เราเข้าใจธรรมชาติของผู้คนและสังคม ในขณะที่ผู้คนถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตนและความต้องการเอาตัวรอด มันก็ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งได้เสมอโดยไม่ยากเลย ฮอบส์ทำให้เราตระหนักการเป็นนักคิดที่รอบคอบอย่างมีเหตุผล รู้ทันคำพูดตัวเอง และไม่ปล่อยให้ความหลงตัวเอง หรืออารมณ์เดินนำหน้าเหตุผล หากทำได้จริงทั้งสังคมและตัวเราก็จะเข้าสู่ความมั่นคงที่ดีกว่าการปล่อยให้ความไม่รู้ หรือแรงปรารถนาทางอารมณ์ทั้งหลายเข้าครอบงำ เหมือนอย่างความโกรธของเอเลนอร์ที่เห็นสามีตัวเองโกนหนวดจนเหมือนนักพรต เหมือนอย่างความโกรธของพระเจ้าหลุยส์ที่เห็นผืนดินตัวเองถูกครอบครอง

หากคนสองคนปรารถนาสิ่งเดียวกัน ซึ่งทั้งคู่ไม่อาจครอบครองด้วยกันได้ พวกเขาก็ย่อมกลายเป็นศัตรูกัน
คนที่มนุษย์มักโกรธก็คือคนที่เยาะเย้ยเขา หรือทำให้เขาเป็นตัวตลก
คนที่แสดงความดูหมิ่นไม่ว่ารูปแบบใด
คนที่เหยียดสิ่งที่เราอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจศึกษา และยิ่งเราไปได้ไม่ไกล เรายิ่งโกรธหนักเมื่อถูกดูแคลน
คนเราโกรธเพื่อนมากกว่าคนแปลกหน้า
โกรธคนที่เคยให้เกียรติแล้วหยุดให้ โกรธคนที่ไม่ตอบแทนน้ำใจ โกรธเพื่อนที่ทำร้ายหรือไม่ทำดีต่อเรา โกรธคนที่ไม่ฟังคำวิงวอน
โกรธคนที่ยังร่าเริงหรือเฉยเมยในยามเราทุกข์ โกรธคนที่ก่อความเดือดร้อนแก่เราแต่ตัวเองไม่สะทกสะท้าน โกรธคนที่เต็มใจฟังหรือคอยดูความอัปยศของเรา โกรธคนที่เมินเราเฉพาะต่อหน้าคู่แข่ง ต่อหน้าคนที่เราชื่นชม คนที่เราอยากให้ชื่นชมเรา คนที่เราเคารพ หรือคนที่เคารพเรา โกรธคนที่ควรช่วยเราแต่เขาไม่ช่วย โกรธคนที่พูดเล่นในเวลาที่เราเอาจริง
โกรธแม้กระทั่งคนที่ลืมเรา หรือลืมชื่อของเรา
ความโกรธนำไปสู่อะไรต่อมิอะไรได้มากมายกว่าที่เราคิด
ประการทั้งหมดก็มีฉะนี้แล
ว่าแล้วก็โกนหนวดกันสักหน่อยไหม





