เมื่อพูดถึง ‘เมือง’ คุณผู้อ่านนึกถึงอะไรกันครับ?
บ้างอาจบอกว่าตึกสูงเสียดฟ้าบ้างอาจเห็นภาพท้องถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถยนต์หรือบ้างอาจตอบว่าพื้นที่ที่อัดแน่นไปด้วยคนแปลกหน้าที่เดินทางมาจากจากสารพัดที่ไม่ว่านิยามความเป็นเมืองของคุณจะคืออะไรแต่ถ้าถาม Louis Wirth นักสังคมวิทยาเมืองรุ่นคลาสสิก คำตอบของเวิร์ทคือเมืองจะประกอบไปด้วยสามปัจจัยด้วยกันได้แก่ขนาด (size) ความหนาแน่น (density) และความหลากหลาย (heterogeneity)
น่าสนใจว่าระหว่างที่ผมอ่าน ‘สถานการณ์ยังเป็นปกติ’ รวมเรื่องสั้น 8 เรื่องของสมุดทีทรรศน์คำตอบของเวิร์ทดูจะสอดคล้องกันเป็นอย่างดีกับ ‘เมืองธรรมดา’ องค์ประกอบสำคัญของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้

ที่ผมบอกว่าองค์ประกอบสำคัญนั่นเพราะเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องของ สถานการณ์ยังเป็นปกติ ต่างเกิดขึ้นเชื่อมโยงหรืออ้างถึงเมืองธรรมดาแห่งนี้อยู่เสมอกล่าวคือต่อเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องราวอาจเกิดขึ้นและดำเนินไปภายในเมืองธรรมดาทว่ากับอีกเรื่องสั้นฉากหลังของมันอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลพ้นจากเมืองธรรมดาออกไปหากตัวละครในเรื่องก็มักจะอ้างถึงเมืองเมืองนี้อยู่เสมอพูดอีกอย่างคือเมืองธรรมดาเป็นจุดเชื่อมที่คอยโยงใยเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกันที่แม้สุดท้ายเรื่องราวนั้นๆอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกันทว่าเรื่องสั้นทั้ง 8 ล้วนเกาะเกี่ยวอยู่กับเมืองธรรมดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
จุดหนึ่งที่ต้องชื่นชมคือ สมุดทีทรรศน์ สร้างเมืองธรรมดาแห่งนี้ขึ้นมาได้อย่างมีมิติซับซ้อนและมีชีวิตชีวาอย่างที่ผมบอกไปว่าเมืองธรรมดาทำให้ผมนึกถึงเงื่อนไขความเป็นเมืองของเวิร์ทเพราะสมุดทีทรรศน์ไม่เพียงจะสร้างเมืองเมืองนี้ให้รับรู้ได้ถึงความใหญ่โตของมันหากยังรวมถึงความหนาแน่นของตึกราม อาคารยานพาหนะและความปะปนหลากหลายของประชากรในเมืองธรรมดา

ในท่อนหนึ่งของเรื่องสั้น ‘วันพักร้อนของพนักงานคนหนึ่ง’ เขียนไว้ว่า
“…ในตอนแรกเขาเข้าใจว่าการที่พวกมันมาตั้งถิ่นฐานรอบเมืองก็เพราะจะมาหางานทำเนื่องจากความยากลำบากในบ้านเกิดแต่สุดท้ายเขาก็ตระหนักว่าการเดินทางของพวกมันมีจุดประสงค์เพื่อจะบ่อนทำลายบ้านเมืองอันเงียบสงบและสภาพจิตใจอันดีงามของชาวเมืองธรรมดาอย่างเขาตั้งแต่พวกมันอพยพมาที่นี่วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไปชาวเมืองอยู่ด้วยความหวาดระแวงเนื่องจากแมลงปีกแข็งบินออกมาจากท่อระบายน้ำบางทีก็แทรกออกมาตามดินยิ่งเมื่อผ่านไปแถวชานเมืองเป็นต้องหวาดผวากันทุกครั้งเมื่อเห็นแมลงปีกแข็งจำนวนมากปะปนอยู่ร่วมในชุมชนของพวกมันเจ้าหน้าที่จึงพยายามกำจัดพวกมันให้อยู่ในขอบเขตเพื่อลดการแพร่กระจายของแมลงปีกแข็ง” (หน้า 24)
ผมคิดว่าเนื้อหาที่ยกมานี้อธิบายธรรมชาติของความเป็นเมืองได้หลายประการด้วยกันหากลองถอดบางประโยคมาพิจารณาจะเห็นว่า “การที่พวกมันมาตั้งถิ่นฐานรอบเมืองก็เพราะจะมาหางานทำเนื่องจากความยากลำบากในบ้านเกิด” สะท้อนให้เห็นเงื่อนไขของการเกิดเมืองที่หากพูดให้เฉพาะเจาะจงขึ้นคือเมืองสมัยใหม่หลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นเพราะเมืองไม่ได้อยู่ๆก็เติบโตของมันเองแต่เมืองเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนในชนบทให้หลั่งไหลเข้ามาเพื่อหางานทำในแง่นี้เมืองจึงเต็มไปด้วยชีวิตที่หลากหลายเพราะมันปะปนกันอยู่ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่เดิมและผู้ที่ย้ายเข้ามาใหม่กระบวนการเลื่อนไหลของประชากรที่เกิดขึ้นตลอดเวลานี้ในแง่หนึ่งจึงทำให้ระบุได้ยากว่าใครคือประชากรของเมืองเมืองนี้พร้อมๆกับที่ขอบเขตของเมืองเองก็ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

“ตั้งแต่พวกมันอพยพมาที่นี่วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไปชาวเมืองอยู่ด้วยความหวาดระแวง” เมื่อเมืองเต็มไปด้วยคนแปลกหน้าวิถีชีวิตของคนเมืองจึงเปลี่ยนไปสู่ความหวาดระแวงธรรมชาติของเมืองที่ผู้คนต้องเผชิญหน้าในทุกๆวันคือการพบพานกับคนแปลกหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดภายใต้ความแปลกหน้าที่คนเมืองไม่อาจรู้ได้ว่าคนที่เดินสวนกันไปเมื่อครู่เป็นใครมันจึงไม่แปลกที่เขาจะไม่ใส่ใจมันจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าทำไมชาวเมืองธรรมดาถึงรู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา

“เมื่อเห็นแมลงปีกแข็งจำนวนมากปะปนอยู่ร่วมในชุมชนของพวกมันเจ้าหน้าที่จึงพยายามกำจัดพวกมันให้อยู่ในขอบเขตเพื่อลดการแพร่กระจายของแมลงปีกแข็ง” สำหรับผมประโยคนี้อธิบายถึงเมืองธรรมดาได้อย่างชัดเจนที่สุดนั่นเพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เมืองแห่งนี้มีลักษณะอันเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นคือการทำงานของ ‘อำนาจ’ ในเมืองเมืองนี้
จากประโยคที่ยกมาเราพอจะอนุมานได้ถึงปฏิบัติการของรัฐบาลที่ต้องการจะควบคุม ‘คนอื่น’ (ในที่นี้คือแมลงปีกแข็ง) ให้อยู่ในพื้นที่อันแน่นิ่งตายตัวและจัดระเบียบได้พูดอีกอย่างคือหากเรามองว่าแมลงปีกแข็งคืออุปมาของชาวชนบทที่อพยพเข้ามาในเมืองการเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลันของประชากรเมืองจึงสร้างความหวาดกลัวให้กับรัฐบาลในแง่ที่ว่าประชากรที่เพิ่มขึ้นใหม่นี้คือประชากรที่พวกเขายังไม่อาจตรวจสอบและระบุตัวตนได้
เพราะฉะนั้น ‘การจำกัดขอบเขตเพื่อลดการแพร่กระจาย’ จึงคือความพยายามของรัฐบาลเมืองธรรมดาที่จะเปลี่ยนประชากรที่เคยตรวจสอบไม่ได้นี้ไปสู่ประชากรที่ไม่เพียงแต่จะถูกตรวจสอบซ้ำๆหากยังระบุที่อยู่อาศัยได้อย่างแน่นอนภายใต้ดวงตาแห่งอำนาจของรัฐบาล
ในแง่นี้เมืองธรรมดาจึงอาจคือภาพแทนของเมืองใดๆก็ได้ในโลกพอๆกับที่มันอาจเป็นภาพสะท้อนของกรุงเทพฯอย่างยากที่จะปฏิเสธเมืองที่ไม่เพียงแต่จะขับเคลื่อนด้วยอำนาจอันล้นพ้นของรัฐบาลที่พร้อมจะยึดบัตรประชาชนหรือเรียกคนที่ต้องสงสัยมาตรวจตราได้ทุกเมื่อเมืองที่ไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยคนจนหากยังลิดรอนอำนาจของประชาชนจนเชื่องเชื่อเมืองที่พร้อมจะกำจัดใครใดๆที่แสดงทีท่าว่าไม่เชื่อดีดนิ้วให้หายวับก่อนจะตีหน้าซื่อทำทีว่าสถานการณ์ยังคงเป็นปกติพูดอีกอย่างคือสถานการณ์ยังเป็นปกติจึงเป็นเพียงวาทกรรมหนึ่งของรัฐเท่านั้น

เมืองธรรมดาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลังแต่สมุดทีทรรศน์ได้สร้างเมืองเมืองนี้ให้สำคัญพอๆหรืออาจมากกว่าตัวละครที่เป็นมนุษย์ในเรื่องด้วยซ้ำเพราะไม่ว่าเรื่องราวของเรื่องสั้นหนึ่งๆจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นในเมืองธรรมดาทว่าเรากลับรับรู้ถึงตัวตนของเมืองเมืองนี้ได้อย่างชัดเจนอยู่เสมอ สมุดทีทรรศน์จัดวางบทบาทของเมืองธรรมดาในแต่ละเรื่องสั้นได้อย่างชาญฉลาดตัวอย่างเช่นในเรื่องหนึ่งเมืองธรรมดาถูกพูดถึงในฐานะเมืองที่เจริญอย่างถึงขีดสุดหากกับอีกเรื่องสั้นเมืองเมืองนี้กลับถูกพูดถึงผ่านอดีตของตัวละครหนึ่งๆที่มองย้อนกลับไปยังเมืองธรรมดาด้วยสายตาอันเจ็บปวด

ผมคิดว่าความน่าสนใจอีกจุดหนึ่งของ สถานการณ์ยังเป็นปกติคือการที่ตัวละครต่างๆในเรื่องมีภาพของเมืองธรรมดาแตกต่างกันออกไปการที่ประชากรในเมืองจะมีมุมมองหรือความทรงจำต่อเมืองเมืองหนึ่งแตกต่างกันไปนี้เมื่อเมืองเมืองหนึ่งประกอบขึ้นจากผู้คนที่หลากหลายมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนทุกคนในเมืองจะมองเมืองเมืองนั้นอย่างเข้าใจตรงกัน
และซึ่งเงื่อนไขที่สร้างมุมมองอันแตกต่างจากกันนี้สมุดทีทรรศน์ก็ชี้ให้เห็นว่า มันอาจเป็นผลผลิตจากความต่างกันของฐานะชนชั้นศาสนาเพศภาวะหรือกระทั่งภูมิคุ้มกันต่อประวัติศาสตร์กระแสหลักเมืองยังคงเป็นเมืองเมืองเดิมเพียงแต่ภายใต้ความหลากหลายของผู้คนในเมืองที่เมืองธรรมดาก็คล้ายจะผลิตสร้างความหมายของเมืองที่สลับซับซ้อนและล้วนแตกต่างกันไป
ลองนึกถึงกรุงเทพฯในทุกวันนี้ไม่เพียงแต่เราจะไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าขอบเขตของกรุงเทพฯเริ่มต้นและสิ้นสุดลงที่ตรงไหนแต่ภายใต้พลวัตทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีแต่จะสลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะมองหานิยามอันรัดกุมว่ากรุงเทพฯคืออะไรแน่นอนว่ากรุงเทพฯของผมกับกรุงเทพฯของคุณผู้อ่านย่อมไม่เหมือนกันและแน่นอนอีกว่ามันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยที่จะต้องมาหาคำจำกัดความที่แน่นอนของเมืองเมืองนี้
กล่าวได้ว่าอำนาจหนึ่งของประชาชนจึงคืออำนาจที่เขาจะนิยามหรือพูดถึงเมืองเมืองหนึ่งอย่างที่เขาต้องการกลับกันด้วยซ้ำสมมติว่าถ้ารัฐบาลเผด็จประสบความสำเร็จในการทำให้มองเห็นรับรู้และพูดถึงเมืองเมืองหนึ่งเหมือนๆกันอย่างที่รัฐบาลอยากได้ยินนั่นหรือเปล่าครับถึงจะเรียกว่าความน่ากลัวที่แท้จริง
ขออย่าให้เมืองธรรมดาๆอย่างกรุงเทพฯต้องเดินทางถึงวันนั้นเลย…






